Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Home of Khowledge & pleasureวัคซีนของชีวิต คือ รู้กฎหมาย เพลินใจกับนิยายคุณภาพ |
|||||||||||
|
ขอบพระคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชมเนื้อหาที่ให้ความรู้และเพลินใจในเว็บนี้ หากต้องการพูดคุย ให้กำลังใจ หรือเสนอความเห็นใด กรุณาเขียนฝากในสมุดเยี่ยมได้
**********************
눈의 여왕wrote:
เนื้อหาดีจังเลย
น่าสนใจ
Dec. 13
FS.1 Kasemwrote:
ค่าของคน...อยู่ที่ผลของงาน...
July 24
|
7/2/2009 คอร์สอบรมใช้ปืนสั้นอย่างปลอดภัยประจำเดือนก.ค.ปืนเป็นอาวุธร้ายแรงที่จะเป็นเพื่อนหรือศัตรูของเราก็ได้ การรู้จักปืนและวิธีใช้อย่างถูกต้อง ปืนจะเป็นเพื่อนและผู้คุ้มครองตนและครอบครัวได้อย่างดี Thai Tactical Shooting Club หรือ ชมรมเทคนิคใช้ปืน เป็นการรวมตัวกันของผู้ชำนาญด้านปืนและเทคนิคการต่อสู้ป้องกันตัวที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่องปืนและวิธีป้องกันตัวแก่คนทั่วไป โดยเปิดคอร์สอบรมระดับต้นหรือ TAS1 (การยิงปืนโดยสัญชาตญาณระดับพื้นฐาน) เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านปืนเลย มีการฝึกยิงเป้าหุ่นคน เป้าพลิก เป้าเหล็กชนิดต่างๆ และเทคนิคการป้องกันตัวให้พ้นอันตรายแบบต่างๆ คอร์สนี้สอนวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 11 – 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 9.00 – 17.00 น. ค่าอบรม 2,500 บาท สถานที่อบรมคือ กองทหาร ร 1 พัน 1 รอ. ใกล้กับร.พ.ทหารผ่านศึก ถนนวิภาวดีรังสิต ผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถหาความรู้เรื่องปืนได้เท่าเทียมกันในคอร์สอบรมนี้ หากไม่มีปืนของตนเองก็สามารถเช่าปืนจากชมรมได้ในราคา 500 บาท ต่อวัน สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครคอร์สอบรมได้ที่
คุณวรรณพงศ์ 081-9502099 คุณณัฐดนัย 081-9114522 คุณชูเกียรติ 081-6850025 คุณภัทรา 0819075002 หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com
*************************** 7/1/2009 ใต้เงาบาป 5.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 5.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
ชนิตว์เดินนำเพื่อนสนิทเข้าไปในตึกพิตรพิบูลอันเป็นตึกใหญ่ในย่านรามอินทรา อีกทั้งยังเป็นที่รวมของบริษัทในเครือทั้งหมดของสรพศ พิตรพิบูล นักข่าวสาวเล่าความเป็นมาของกลุ่มนักลงทุนเจ้าของตึกใหญ่นี้ให้มันตรินีฟังขณะอยู่ในลิฟต์ หญิงสาวร่างเล็กยืนฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกในชั้นที่ 27 ทั้งสองจึงเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องทำงานซึ่งมีป้ายชื่อปรานต์ อัครชัย ติดอยู่ เลขาหน้าห้องยิ้มทักทายคนทั้งสอง “ มีอะไรให้ช่วยคะ ? “ “ ฉันนัดพบกับคุณปรานต์แล้วค่ะ “ ชนิตว์บอกเสียงเรียบ มันตรินีขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางกระซิบกับเพื่อนว่า “ ไม่เห็นบอกเลยว่านัดไว้ก่อน “ “ พบกับผู้บริหารต้องนัดก่อนเสมอ มันเป็นมารยาทจ๊ะ “ มันตรินีรู้สึกไม่พอใจที่เพื่อนไม่บอกกล่าวเรื่องนี้กับหล่อนก่อนเลย จึงสะกิดนักข่าวสาวพร้อมส่งซองสีน้ำตาลให้ “ ฝากให้เขาด้วยนะ ฉันจะไปนั่งรอที่ส่วนรับรองแขกหน้าลิฟต์ของชั้นนี้แหละ “ ชนิตว์อ้าปากค้าง เมื่อเพื่อนสาวร่างเล็กหมุนกายนำลิ่วไปยังชุดรับรองแขกตามที่พูดไว้ โดยไม่รอฟังคำทัดทานของหล่อนเลย “ ท่านเชิญให้คุณเข้าพบได้ค่ะ “ เลขาสาวกล่าวหลังจากวางสายโทรศัพท์แล้ว
เจ้าของห้องทำงานเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียวยาว คมเข้ม ร่างสูง ผิวคล้ำ ได้ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นชนิตว์นักข่าวสาวเดินเข้ามาในห้องของเขา รอยยิ้มของเขาทำให้หัวใจของชนิตว์เต้นรัวทันใด “ ยินดีต้อนรับ นักข่าวคนใหม่ “ ปรานต์กล่าวทักทาย พลางผายมือไปยังโซฟายาว ชนิตว์ยิ้มเขิน ขณะทรุดนั่งลงบนโซฟาอันอ่อนนุ่ม “ ฉันมาเพื่อขอบคุณที่ช่วยพูดจนกระทั่งฉันได้งานประจำ “ “ มันเป็นน้ำใจของเพื่อนต่างหากครับ “ นักข่าวสาวอมยิ้ม ปรานต์เอ่ยขึ้นว่า “ เลขาบอกว่าคุณมากันสองคนนี่ครับ “ “ ตรีขอนั่งรอข้างนอก แล้วฝากของให้คุณด้วยค่ะ “ ปรานต์รับซองสีน้ำตาลมาแกะออก จึงเห็นแผ่นดิสต์สีดำวางสงบอยู่ในนั้น “ อะไรคะ ? “ “ เธอสัญญาจะคืนแผ่นสำเนาให้ผม “ เขาหยิบออกมาให้อีกฝ่ายดู ท่าทางเคร่งขรึม ชนิตว์มีสีหน้าเจื่อนเล็กน้อย “ ฉันขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะคะ “ “ เราต่างทำหน้าที่กันไป โชคดีที่ยังยุติเรื่องอย่างสันติได้ “ ปรานต์วางแผ่นดิสต์ไว้บนโต๊ะรับแขก พลางกล่าวชวนอีกฝ่ายว่า “ ผมขอเลี้ยงอาหารกลางวันสักมื้อนะครับ “ “ ฉันต้องถามตรีก่อนค่ะ “
“ เราไปถามเธอเลยสิ “ ปรานต์กล่าว แล้วผุดลุกขึ้นก่อน พลางกระเซ้าว่า “ หากจะให้เธอไปด้วย คุณคงต้องเหนื่อยแรงที่จะพูดกล่อมล่ะครับ “ “ ทำไมคะ ? “ “ คุณตรีท่าทางจะไม่ชอบผมเท่าไร “ เขาตอบติดตลก ชนิตว์ได้แต่ยิ้ม นั่นสินะ มันตรินีมีท่าทางมึนตึงกับชายหนุ่มคนนี้ทุกครั้งที่พบกัน บางทีอาจเป็นเพราะปรานต์เชิญหญิงสาวทั้งสองด้วยวิธีแบบนั้น เพื่อนของหล่อนจึงไม่พอใจก็ได้ เมื่อเปิดประตูออกมา ทั้งสองต้องรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินพนักงานสาวคนหนึ่งพูดกับเลขาสาวของปรานต์ว่า “ ไปดูเขาเล่นเกมแฮกเกอร์กันไหม ดวง “ “ เกมแฮกเกอร์ ? “ พนักงานสาวผู้นั้นเอ่ยว่า “ ทีมงานที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยของข้อมูลกำลังทดสอบระบบอยู่โดยจำลองเหตุการณ์ขึ้นมา มีพนักงานคนหนึ่งบอกว่าคนทดสอบเป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว มีฝีมือเก่งทีเดียว ขนาดทำให้หัวหน้าทีมต้องนั่งควบคุมระบบด้วยตัวเอง คร่ำเครียดเชียวล่ะ “ ดวงฤดีเลขาสาวของปรานต์ชักสนใจ แต่ยังมีอาการลังเล “ ขืนไปตอนนี้ เจ้านายไม่พบฉัน โดนไล่ออกแน่” “ ฉันไปก่อนล่ะ “ พนักงานสาวคนเดิมโบกมืออำลา เมื่อหันไปเห็นปรานต์กับชนิตว์ยืนมองอยู่ “ คุณปรานต์ ! “ ดวงฤดีสะดุ้งเฮือกที่เห็นเจ้านายหนุ่มนัยน์ตาเข้มยืนมองอยู่ ปรานต์มีสีหน้าเคร่ง น้ำเสียงแข็งยามถามว่า “ ผมได้ยินว่ามีการทดสอบระบบหรือ ? “ “ ใช่ค่ะ “ ชนิตว์มองปราดไปยังชุดรับรองแขกอันเป็นที่นัดหมายของหล่อนกับมันตรินี ไม่มีแม้แต่เงาของเพื่อนสาวเลย “ ฉันสงสัยว่าผู้หญิงที่ทำการทดสอบ จะเป็นมันตรินีเพื่อนของฉันจัง “ หล่อนกระซิบบอกชายหนุ่ม “ เราไปดูกันก็ได้ “ เขากล่าวเสียงเย็น พลางหันไปทางเลขาสาว “ คุณอยากไปดูก็ได้นะ คุณดวง “ เลขาสาวมีสีหน้าดีขึ้น แล้วเดินตามคนทั้งสองไปยังห้องเก็บข้อมูลซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 30 ของตึกพิตรพิบูล
เมื่อปรานต์ ชนิตว์ และดวงฤดีเดินเข้าไปในห้องเก็บข้อมูลจึงได้เห็นภาพพนักงานกลุ่มใหญ่กำลังมุงดูคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งอยู่ โดยมีหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งยืนอธิบายให้ทุกคนเข้าใจกับภาพที่เกิดบนจอมอนิเตอร์ขณะนั้น ระยะห่างออกไปเล็กน้อยหัวหน้าทีมงานซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นวัยไล่เลี่ยกับปรานต์กำลังนั่งคีย์ข้อมูลบางอย่างด้วยใบหน้าคร่ำเคร่ง ส่วนตรงกลางห้องมีหญิงสาวร่างเล็ก ใบหน้ากลมในชุดเสื้อผ้า สีสุภาพกำลังขยับแว่นตาไปมา ปากพึมพำบางอย่าง มือเล็กเรียวของหล่อนกำลังกดแป้นคีย์ดังรัวอย่างชำนาญ ท่าทางไม่คร่ำเคร่งนัก “ การทดสอบเป็นอย่างไรบ้าง เคน “ ปรานต์ถามขึ้นเมื่อมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าทีมงาน เคนส่ายหัวไปมา แล้วตอบเป็นภาษาอังกฤษว่า “ เธอกำลังผ่านประตูสุดท้ายแล้ว ผมพยายามขวางไว้ แต่ดูเหมือนไม่เป็นผลเท่าไรนัก “ “ ผู้หญิงคนนั้นเก่งขนาดนั้นเชียว “ ดวงตาคมเข้มของปรานต์จับจ้องอยู่นี่เจ้าของร่างเล็กซึ่งกำลังนั่งอมยิ้ม เมื่อจอภาพแสดงผลว่าทำงานสำเร็จแล้ว ชนิตว์เดินเข้าไปหาเพื่อนสาวทันที ขณะที่เคนเอ่ยว่า “ ผมต้องขอกลับไปแก้ไขบางส่วนของโปรแกรมก่อน คุณจะว่ายังไง “ “ ผมต้องการสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ! “ คำตอบของนายจ้างทำให้หนุ่มญี่ปุ่นยิ้มออกได้ เคนหันไปทางมันตรินีซึ่งเดินเข้ามาใกล้คนทั้งสอง “ ผมยอมแพ้คุณจริงๆ ตรี “ “ สัญญาของเราล่ะคะ ? “ มันตรินีทวงสัญญาทันทีด้วยภาษาญี่ปุ่นที่คล่องแคล่ว เคนหัวเราะในลำคอ ดวงตาหรี่เล็ก “ ผมจะเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นสำหรับมื้อเย็น ! “ “ ในที่สุดฉันก็ทำให้คุณยอมควักเงินเลี้ยงข้าวได้เป็นครั้งที่สอง “ มันตรินีบอกยิ้มๆ พลางหันไปแปลคำสนทนาให้กับชนิตว์ซึ่งยืนฟังด้วยท่าทางงุนงง ปรานต์ยืนฟังคำแปลจากปากของเคนด้วยความรู้สึกฉงนเช่นกัน พลางถามหนุ่มญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษว่า “ คุณรู้จักเธอมาก่อนรึ ! “ “ สนิทกันมาก “ เคนตอบเสียงจริงจัง “ ผมเป็นเพื่อนสนิทกับชินอดีตคนรักของเธอ “ “ อดีตคนรัก ! “ ปรานต์รู้สึกสนใจขึ้นมาทันใด มันตรินีบอกกับเคนว่า “ โปรแกรมของคุณยังมีข้อบกพร่องอยู่ เราจะคุยตอนกินข้าวดีไหมคะ เคน “ “ ผมอยากได้ไอเดียของคุณอยู่แล้ว “ เคนกล่าวยอมรับจากใจจริง แล้วชวนหญิงสาวไปดูอุปกรณ์ที่เขานำมาจากญี่ปุ่น “ สงสัยพวกเขาคงไม่สนใจเราเสียแล้ว “ ปรานต์กล่าวล้อในที พลางเอ่ยชวนชนิตว์ไปทานข้าวด้วยกัน โดยไม่ลืมบอกกับมันตรินีก่อน แต่หล่อนไม่ได้สนใจทั้งสองเพราะมัวเพลินสนทนากับเคนเพื่อนเก่าสมัยที่เรียนในญี่ปุ่นซึ่งไม่มีโอกาสได้พบกันมานาน
ตอนค่ำหลังรับประทานอาหารญี่ปุ่นกับเคนเพื่อนเก่าแล้ว มันตรินีจึงเดินออกจากลิฟต์เพื่อกลับบ้าน อันที่จริงเคนพูดอาสาจะไปส่งหญิงสาว แต่หล่อนปฏิเสธด้วยความเกรงใจ ดังนั้นมันตรินีจึงกลับบ้านเพียงลำพัง โดยคิดจะใช้บริการแท็กซี่ของโรงแรมใหญ่นั้นเอง ขณะที่กำลังเดินคิดเพลินๆเสียงชายหนุ่มคนหนึ่งเรียกหญิงสาวไว้ก่อนที่หล่อนจะก้าวพ้นประตูโรงแรมนั้นทำให้เท้าทั้งสองชะงักไว้ทันใด “ คุณนั่นเอง ! “ มันตรินีหันไปมองชายหนุ่มใบหน้าคมเข้ม ผมตัดสั้นสีดำ ปรานต์ยิ้มเล็กน้อย “ คุณมาทานข้าวกับเคนที่นี่หรือ ? “ “ ใช่ค่ะ เขาพักที่นี่ด้วย “ “ ผมมางานเลี้ยงแต่งงานของเพื่อนที่นี่ ไม่นึกว่าจะพบกับคุณเลยนะ “ หญิงสาวอดนึกชื่นชมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มเบื้องหน้าไม่ได้ พระเอกละครทีวีบางคนยังมีรูปโฉมไม่งาม มีเสน่ห์เท่ากับปรานต์ อัครชัย ผู้นี้เลย “ เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นเสมอค่ะ “ หล่อนตอบเสียงเรียบ พลางกล่าวต่อไปว่า “ ฉันไม่อยากกลับบ้านดึก ต้องขอตัวกลับก่อน “ “ มีคนมารับหรือเปล่าครับ ? “ “ ฉันกลับเองได้ “ หล่อนตอบเสียงเข้ม แววตาขัดเคือง “ ผมไปส่งที่บ้านแล้วกัน “ “ ฉันยังยืนยันจะกลับเองค่ะ “ ปรานต์คว้าแขนของมันตรินีซึ่งทำท่าจะก้าวเดินจากไปทันที พร้อมกล่าวเชิงบังคับในทีว่า “ การปฏิเสธน้ำใจคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล เป็นการสร้างศัตรูนะ คุณไม่ควรดื้อกับผมสำหรับเรื่องเล็กแบบนี้ “ “ บังคับฉันรึ ! “ หล่อนพูดเอาเรื่อง “ เชื้อเชิญต่างหาก ! “ เขาตอบ พลางลากหญิงสาวไปที่ลิฟต์ โดยหล่อนพยายามขืนตัวไว้สักพัก เมื่อเห็นสายตาของคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างจ้องมองทั้งสอง ทำให้หญิงสาวจำใจยอมตามชายหนุ่มไปโดยดี ขณะที่ปรานต์ไม่มีท่าทางผิดปกติใดๆสักนิด
รถยนต์คันงามของปรานต์ อัครชัยแล่นออกจากโรงแรมใหญ่ได้สักพัก เขาเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งเคียงข้าง หล่อนนั่งยืดตัวตรง ดวงตามองไปข้างหน้าริมฝีปากเม้มสนิท เขารับรู้ทันทีว่ามันตรินีกำลังไม่พอใจการกระทำของเขาเมื่อครู่นี้เป็นอย่างมาก “ นั่งยืดคอแบบนี้ ไม่เมื่อยบ้างรึ คุณตรี “ ปรานต์กล่าวทำลายความเงียบขึ้นก่อน เมื่อรถของเขาจอดติดไฟแดงอยู่ มันตรินีนั่งนิ่ง โดยตั้งใจจะไม่ยอมพูดกับอีกฝ่าย ชายหนุ่มส่ายหน้าด้วยความระอานิดๆ “ ไม่พอใจที่ผมไปส่งหรือไง “ หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบอยู่ ปรานต์ชักหงุดหงิดบ้าง จึงขับรถไปจอดไว้ข้างทาง พลางหันมาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ มีอะไรก็พูดมาสิ คุณตรี “ “ ฉันไม่ชอบให้ใครบังคับ ! “ หญิงสาวเอ่ยเป็นประโยคแรก โดยไม่ยอมสบตากับชายหนุ่ม “ ผมเพียงแต่บอกให้คุณรู้ว่า ไม่ควรดื้อกับผมโดยไร้เหตุผลต่างหาก “ “ คุณก็ยังไม่สำนึกสินะ “ “ สำนึกรึ ? “ ปรานต์ทวนคำด้วยความฉงน พลางถอนใจหนัก “ ผมรู้เพียงว่าคุณชอบทำตัวดื้อกับผมทุกเรื่อง เพียงเพราะผมทำงานกับลุงพศ นั่นหมายความว่าคุณไม่รู้จักแยกแยะ “ “ ฉันไม่อยากคุยด้วยแล้ว” หล่อนบอกเสียงขุ่น เมื่อได้ยินชื่อของคนๆนั้น ปรานต์มองระอา “ ก็ได้ กลับบ้านของคุณทันที “ เสียงเพจเจอร์ดังขึ้น มันตรินีหยิบเครื่องออกมาอ่านข้อความ คิ้วโค้งบางขมวดแน่น สีหน้าไม่ดีนัก “ ช่วยขับไปที่ชุมชนเกล็ดแก้วที ! “ หล่อนกล่าวเสียงอ่อนลง “ คุณขอร้องผมรึ ! “ “ ใช่ค่ะ “ มันตรินีพูดยอมรับ แววตาอ้อนวอน “ ฉันต้องไปถึงให้เร็วที่สุด มีคนรอคอยฉันอยู่ “ ปรานต์มองเจ้าของใบหน้ากลมซึ่งสวมแว่นตากรอบทองอย่างชั่งใจ เขาพยักหน้า แล้วขับรถคันงามฝ่าความมืดไปยังจุดหมายของหญิงสาวด้วยความเร็วเต็มที่ โชคดีที่ช่วงเวลานั้นไม่มีรถมากนัก
************** โปรดติดตามตอนต่อไป *************** สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ใต้เงาบาป 5.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 5.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
เย็นวันหนึ่งอันเป็นเวลาเลิกเรียนของโรงเรียนธีระวิทยา เด็กนักเรียนในระดับชั้นต่างๆพากันทยอยเดินออกไปเป็นอันมาก มันตรินีหอบแฟ้มไว้ในอ้อมแขนกำลังก้าวพ้นประตูโรงเรียน พลันสายตาเหลือบไปเห็นนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งยืนรุมล้อมเด็กหนุ่มคนหนึ่งไว้ที่บริเวณริมรั้วด้านใน หล่อนตัดสินใจเดินเข้าไปยังคนกลุ่มนั้นทันที “ นายเป็นคนแจ้งจับลูกค้าของเราใช่ไหม ไอ้ศัลย์ “ นักเรียนรุ่นพี่ร่างใหญ่กระชากเสียงถาม แววตาดุดัน เด็กหนุ่มร่างสูงไล่เลี่ยกับอีกฝ่าย ผิวคล้ำ สีหน้าวิตก ยามตอบว่า “ ผมไม่ได้พูดนะ พวกนายเข้าใจผิดแล้ว “ “ มีนายคนเดียวที่เห็นมันซื้อยากับพวกเรา ! “ เพื่อนอีกคนพูดเสียงดัง “ พวกนายไม่เชื่อก็ช่วยไม่ได้ ! “ นักเรียนชายซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มเงื้อหมัดจะต่อยศัลย์ พลันต้องชะงักมือไว้เมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “ พวกเธอกำลังทำอะไรกัน ? “ มันตรินีตะโกนถาม ท่าทางหวาดระแวง “ อาจารย์ตรี ! “ หัวหน้ากลุ่มมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ศัลย์ได้โอกาสที่ทุกคนตะลึงอยู่ จึงรีบเดินมาอยู่ด้านหลังของอาจารย์สาวร่างเล็ก “ เรากำลังคุยกันเท่านั้นครับ “ หัวหน้ากลุ่มตอบอย่างนอบน้อม ขณะส่งสายตาปรามคู่กรณีไว้ ศัลย์หลบสายตาคู่นั้นของอีกฝ่าย ขณะที่มันตรินีกวาดตามองนักเรียนทั้งห้าคนอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มว่า “ แค่คุยกันก็ดีแล้ว ฉันคิดว่าจะทะเลาะกันเสียอีก “ “ พวกผมจะมีเรื่องกับนักเรียนห้องคิงได้อย่างไรกันครับ “ หนึ่งในกลุ่มตอบด้วยท่าทียียวน “ กลับบ้านได้แล้ว ! “ มันตรินีกล่าวตัดบททันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังพูดหาเรื่อง “ ครับ “ หัวหน้ากลุ่มตอบรับแล้วชักชวนเพื่อนๆไปโดยเร็ว ศัลย์ถอนใจโล่งอกทันใด พลันชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาคมกริบของมันตรินีที่มองอยู่ “ เธอมีเรื่องอะไรกับเขา ศัลย์ “ ศัลย์ตอบอ้อมแอ้มว่า “ เราคุยกันเท่านั้น เพราะมีเรื่องเข้าใจผิดกันครับ “ “ พูดความจริงรึเปล่า ? “ “ ครับ “ คำตอบหนักแน่นของเด็กหนุ่มทำให้หล่อนคิดว่าคงไม่มีวันได้ความจริงมากไปกว่านี้แน่ “ แม้ฉันจะสอนคอมพิวเตอร์ให้เธอ แต่ด้วยความเป็นอาจารย์ หากเธอมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษากับฉันได้เสมอ เข้าใจนะ ศัลย์ “ “ ขอบคุณครับ อาจารย์ “ ศัลย์ตอบด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง มันตรินีอมยิ้ม “ ฉันไม่อยากสูญเสียศิษย์คนโปรดนี่นา “ เด็กหนุ่มกล่าวอำลา แล้ววิ่งออกไปจากโรงเรียนทันที โดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามไปด้วยความห่วงใยกับอนาคตข้างหน้าของศัลย์
เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลายวิ่งไปตามซอยแคบๆจนกระทั่งถึงบ้านไม้หลังเล็กซึ่งตั้งอยู่สุดซอยนั้นเอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็ต้องตกใจกับภาพเบื้องหน้า นายวินผู้เป็นบิดากำลังยื้อแย่งเงินสดกับนางมาลีมารดาซึ่งร่ำร้องไม่หยุดปาก เพียงหวังให้สามีคืนเงินให้เท่านั้น ในที่สุดนายวินใช้มือตบใบหน้าของภรรยาเต็มแรง พลางคว้าเงินสดออกไปจากบ้านนั้นโดยเร็ว “ แม่ครับ ! “ ศัลย์เข้าประคองร่างมารดาที่ทรุดฮวบลงกับพื้น นางมาลีคร่ำครวญทั้งน้ำตาว่า “ เอาเงินของฉันคืนมา ! “ ศัลย์มีสีหน้าตกใจเมื่อเห็นเลือดไหลซึมออกมาที่บริเวณท้องของมารดา จึงรีบเปิดเสื้อเพื่อดูที่มาของเลือด “ แม่ไปทำอะไรมา ? “ ศัลย์ถามขึ้นเมื่อเห็นรอยเย็บแผลเป็นทางยาวที่ด้านขวาของท้อง นางมาลียังคงร่ำไห้อย่างไร้สติ เด็กหนุ่มจับใบหน้าของมารดาให้มองที่เขา แล้วถามย้ำว่า “ ทำไมมีรอยเย็บแผล ? “ “ แม่ขายไตเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ให้พ่อ แต่พอมีเงินเหลือ เขาก็เอาไปเล่นพนันอีกแล้ว “ คำตอบของมารดาทำให้ศัลย์แทบหมดแรง ไม่นึกเลยว่านางมาลีจะเสียสละอวัยวะเพื่อช่วยบิดาของเขามากขนาดนี้ “ แม่ไม่น่าโง่เลย ! “ ศัลย์กอดมารดาไว้แน่น “ แม่ไม่มีวันเปลี่ยนคนติดพนัน ติดเหล้าได้หรอก “ “ พ่อสัญญาแล้ว ! “ ศัลย์กระชากเสียงอย่างลืมตัวว่า “ พ่อสัญญาทุกครั้งที่ต้องการให้แม่หาเงิน มันจบแบบนี้เสมอ แม่ไม่ควรเชื่ออีกเลย “ “ ศัลย์…… “ นางมาลีสะอื้นไห้ในอ้อมแขนของลูกชาย เด็กหนุ่มถอนใจหนัก พลางประคองมารดาให้ลุกขึ้น “ มีเลือดออกจากแผลไปให้ หมอดูสักหน่อยเถอะ “ นางมาลีชะงัก ยามเอ่ยว่า “ เราไม่มีเงินแล้วนะ “ “ ผมยังมีค่าขนมเหลืออยู่ ไม่ต้องห่วงครับ “ เขาบอก แล้วพามารดาออกจากบ้านไปทันที
ช่วงกลางวันในวันต่อมาศัลย์แยกตัวมานั่งใต้ร่มไม้ใหญ่หลังโรงเรียนพร้อมกับขวด พลาสติคบรรจุน้ำดื่ม เขานั่งจิบน้ำดื่มไปเรื่อยๆท่ามกลางลมเย็นที่พัดผ่านผิวกาย เขาสะดุ้งเมื่อเสียงของอาจารย์สาวร่างเล็กดังขึ้น “ น้ำดื่มไม่ช่วยให้เธอหายหิวได้หรอกนะ ศัลย์ “ “ อาจารย์ตรี ! “ ศัลย์ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าต่ำเพื่อหลบสายตาคมกริบของอีกฝ่าย มันตรินีทรุดนั่งลงเคียงข้างเด็กหนุ่ม พลางถอนใจเฮือกใหญ่ “ ฉันเคยบอกให้เธอปรึกษาฉันได้เสมอ เมื่อเธอเกิดเรื่องที่บ้าน เธอกลับเงียบ หากฉันไม่สังเกตเห็นว่าสองวันนี้เธอไม่มีสมาธิในการเรียนคอมพ์เหมือนเมื่อก่อน แล้วสอบถามจากเพื่อนของเธอคงไม่มีวันรู้เรื่องเลยนะ “ “ อุษาบอกหรือครับ ? “ “ ใช่ ทีแรกก็ไม่ยอมเล่า ฉันต้องนั่งกล่อมเสียนาน “ หล่อนบอกเสียงจริงจัง “ อุษาซื้อแฮมเบอร์เกอร์ให้เธอด้วยนะ “ อาจารย์สาวยื่นแฮมเบอร์เกอร์ให้เด็กหนุ่มซึ่งยังมีท่าทางลังเล หล่อนจึงเอ่ยยิ้มๆว่า “ อย่าให้เพื่อนเสียน้ำใจสิ ศัลย์ “ ศัลย์ยอมรับมาโดยดี ขณะที่เด็กหนุ่มนั่งรับประทานอยู่ มันตรินีถามขึ้นว่า “ แม่ของเธอเป็นอย่างไรบ้าง ? “ “ แผลผ่าตัดดีขึ้นมากแล้วครับ “ “ ผู้หญิงแบบแม่ของเธอนี่หายากในสังคมนี้เลยนะ” มันตรินีพูดจากใจ “ ภรรยาที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อสามีอันเป็นที่รัก ฉันไม่กล้าพอแบบนั้นแน่นอน “ ศัลย์นิ่งอึ้งไป ริมฝีปากเม้มแน่น “ ผมคิดว่าแม่แยกแยะไม่ออกต่างหาก “ “ พูดไปก็บาปปากเปล่าๆ ยังไงท่านก็เป็นแม่ของเธอนะ ศัลย์ “ หญิงสาวเห็นอาการทอดถอนใจของเด็กหนุ่ม ก็ยิ่งรู้สึกเวทนาแกมเห็นใจยิ่ง “ ตอนนี้แม่พักฟื้น พ่อก็หายตัวไป ทางบ้านคงมีปัญหาทางการเงินมากสินะ “ “ ผมกำลังอยากลาออกไปหางานทำ แม่จะได้ไม่ลำบากอีกต่อไป “ “ เธอคิดจะทิ้งความฝันของตัวเองรึ ! “ ศัลย์มีสีหน้าลำบากใจ “ เมื่อท้องหิว ความฝันก็ต้องทิ้งไว้ก่อน “ “ การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ต้องวางพื้นฐานอย่างดี มีความตั้งใจมั่น ถ้าเธอปลีกตัวไปตอนนี้ คิดหวนกลับมาอีกก็สายเกินไปแล้วนะ ศัลย์ “ “ ไม่มีใครสมหวังเสมอไปนี่ครับ อาจารย์ “ คำพูดของเด็กหนุ่มที่ผ่านมรสุมชีวิตมามาก ทำให้หญิงสาวนิ่งงันไปเช่นกัน “ ฉันคงเสียดายมากที่เธอจะละทิ้งพรสวรรค์ของตัวเอง โดยไม่พัฒนามันไปจนถึงที่สุด “ มันตรินีบอกจากใจจริง
ศัลย์เป็นนักเรียนซึ่งมีพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างน่าทึ่ง หล่อนเฝ้าจับตามองเขาตั้งแต่อยู่มัธยมต้น เมื่อเขาเลื่อนชั้นขึ้นมาที่มัธยมปลาย หล่อนจึงได้พาเขาไปดูการทำงานเป็นนักทดสอบเกมที่บริษัทซึ่งหล่อนทำงานอยู่ เขาดูตื่นเต้นกับเครื่องมือที่ทันสมัยและเอ่ยปากกับหล่อนว่าอยากศึกษาด้านนี้มาก เมื่อหล่อนเห็นความตั้งใจของเขา จึงพยายามส่งเสริมเต็มที่ โดยสอนพิเศษให้แก่ศัลย์ แล้วส่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันด้านคอมพิวเตอร์ เขาไม่เคยทำให้โรงเรียนผิดหวังเลย ชื่อเสียงของโรงเรียนธีระวิทยาเลื่องลือในวงการศึกษาว่าผลิตนักเรียนทางวิทยาศาสตร์ได้ดี ทำให้ทุกปีมีผู้ปกครองนำลูกหลานมาฝากเรียนเพิ่มขึ้น สิ่งที่เป็นปัญหาต่ออนาคตของศัลย์คือฐานะทางบ้าน ซึ่งไม่อาจส่งเสริมพรสวรรค์ของเขาได้ นอกจากจะมีคนเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้เท่านั้น “ ผมอยากให้แม่พักผ่อน “ มันตรินีเหม่อมองไปยังท้องฟ้าอย่างครุ่นคิด พลางกล่าวว่า “ หากมีคนช่วยเหลือด้านการเงิน เธอจะเรียนต่อไปไหม ศัลย์ “ “ ใครจะยอมช่วยล่ะครับ ? “ “ ฉันนี่แหละ ! “ หล่อนตอบเน้นเสียง แววตามุ่งมั่น “ ถ้าเธอยังไม่ละทิ้งความฝันและมุ่งมั่นจะเดินไปสู่ความหวังที่ตั้งใจไว้ ฉันก็จะสนับสนุนเธอเต็มที่ “ “ อาจารย์ตรี ! “ “ ยอมรับความช่วยเหลือนี้ไหมล่ะ ? “ “ แต่อาจารย์จะลำบากนะครับ “ ศัลย์ยังมีความรู้สึกลังเลใจ มันตรินียิ้มนิดๆ “ ฉันไม่กลัวความลำบาก และฉันก็มีวิธีช่วยเธอกับแม่ได้ โดยไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก “ ศัลย์มองอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจ ขณะที่หญิงสาวกล่าวย้ำว่า “ เชื่อใจฉันสิ ศัลย์ “ “ ผมจะไม่ท้อแท้อีกครับ “ “ ฉันอยากฟังคำพูดนี้มากที่สุด “ มันตรินีบอก พลางตบไหล่เป็นการยืนยันความตั้งใจมั่นก่อนที่หล่อนจะเดินจากไป ได้หันมาถามว่า “ ตอนนี้แม่ของเธอทำงานอะไรอยู่ ? “ “ รับจ้างขนขยะในหมู่บ้านของอาจารย์ไงครับ “ อาจารย์สาวร่างเล็กพยักหน้ารับรู้ แล้วบอกว่า “ ต่อไปฉันจะส่งอาหารกลางวันกับเย็นมาให้เธอเอง แล้วเจอกันที่นี่ล่ะ “ “ ครับ “ เขารับคำ ดวงตามองตามร่างเล็กของอาจารย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมอบความหวังดีแก่เขาตลอดเวลา โดยเฉพาะยามคับขันเช่นนี้เธอก็ยื่นมือมาช่วยเหลือเช่นกัน เขาจะจดจำบุญคุณนี้ไว้ตราบชั่วชีวิตทีเดียว
เช้าวันหนึ่งขณะที่มันตรินีกำลังจัดเตรียมเครื่องคอมพิวเตอรืให้กับเหล่านักเรียนสำหรับชั่วโมงเรียนต่อไป ชนิตว์เพื่อนนักข่าวพาร่างสูง เพรียว เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ มีข่าวดีมาบอกนะ ตรี “ มันตรินีเงยหน้ามองนิดหนึ่ง แล้วเดินตรวจตามเครื่องต่างๆ “ มันต้องดีมากเชียวล่ะ ใบหน้าของเธอบ่งบอกชัดเลย “ นักข่าวสาวใช้มือลูบใบหน้ารูปไข่งดงาม แล้วยิ้มกว้าง “ เจ้านายยอมบรรจุฉันเป็นนักข่าวประจำและยังให้เขียนคอลัมน์ด้วยนะ “ “ ดีใจด้วย “ มันตรินีบอกด้วยความยินดี พลางทรุดนั่งที่เบื้องหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลักของห้องปฏิบัติการนั้น “ ทีแรกฉันนึกแปลกใจว่า ทำไมเจ้านายจึงยอมรับฉัน ทั้งที่ไม่มีการตีพิมพ์ผลงานของฉันเลย “ “ เธอจึงไปสืบหาสินะ “ “ ใช่แล้ว “ ชนิตว์ตอบยิ้มๆ นัยน์ตาพราว “ เธอลองทายสิว่าเพราะอะไร ตรี “ อาจารย์สาวส่ายหน้าทันที “ วันนี้ฉันใช้สมองตอบคำถามของนักเรียนมาหลายชั่วโมงแล้ว ขอผ่านคำถามของเธอเถอะ “ “ ก็ได้จ๊ะ “ มันตรินีเห็นท่าทางแปลกๆของเพื่อนที่นั่งทำตาลอย ชนิตว์เอ่ยว่า “ ผู้ชายที่ชื่อปรานต์เป็นคนพูดฝากฝังฉันให้กับเจ้านาย “ “ ปรานต์รึ ! “ “ คนที่เชิญเราสองคนไปเมื่อหลายวันก่อนไงล่ะ ! “ ชนิตว์พูดขยายความเพื่อเตือนความจำให้อีกฝ่าย “ ทำไมเขาต้องช่วยเธอ ทั้งที่เธอเป็นคนทำให้เขาเดือดร้อน “ ชนิตว์ส่ายหน้า หัวใจพองโต ยามเอ่ยว่า “ เมื่อก่อนฉันคิดตีแผ่การบริหารที่ผิดพลาดของบริษัทนั้น จึงเอาข้อมูลลับนั้นมา ตอนนี้คงต้องพักไว้ก่อน “ “ อุดมการณ์ของเธอเปลี่ยนง่ายจัง “ มันตรินีมีสีหน้าครุ่นคิด “ แค่พักไว้ก่อน เพื่อตอบแทนน้ำใจของเขาในครั้งนี้ ต่อไปจะไม่มีละเว้นอีกแล้ว “ ชนิตว์บอกหนักแน่น ริมฝีปากบางได้รูปของมันตรินีแย้มออกเล็กน้อย ยามเอ่ยว่า “ เมื่อถึงเวลาที่เธอรับรู้เบื้องลึกของเขาจริงๆ เธออาจลืมคำพูดในวันนี้ก็ได้ นิตว์ “ “ เธอรู้อะไรรึ ? “ ชนิตว์สะกิดใจกับคำพูดของเพื่อนสนิท “ สักวันเขาอาจบอกเอง หรือเธอสืบรู้ก็ได้นะ “ มันตรินีบอกทีเล่นทีจริง ชนิตว์ยักไหล่ “ เมื่อถึงเวลาฉันคงรู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่เธอรู้เรื่องของเขารึ ตรี “ “ ฉันแค่พูดสมมติเท่านั้น “ มันตรินีพูดกลบเกลื่อนทันที นักข่าวสาวลอบถอนใจโล่งอก ด้วยไม่นึกอยากรับรู้ความลับที่อาจไม่ดีของปรานต์ อัครชัย ในเวลาเช่นนี้ อนาคตข้างหน้าหล่อนยังอดหวั่นไหวไม่ได้ว่าจะตัดสินใจเช่นไร หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ “ วันนี้ฉันมาชวนเธอไปเป็นเพื่อนเพื่อขอบคุณเขาที่บริษัทนะ “ ชนิตว์เอ่ยจุดประสงค์ของตัวเองทันที มันตรินีนิ่งเงียบไป ชนิตว์พูดอ้อนวอนว่า “ ไปเป็นเพื่อนกันหน่อยนะ ตรี “ “ เธอไม่กล้าไปพบเขาตามลำพังรึ น่าแปลกจัง “ ชนิตว์บอกแก้เขินว่า “ ใครบอกว่าไม่กล้า แค่อยากมีเพื่อนไปด้วยหรอก “ มันตรินีชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ “ ไปก็ได้ ! “ ชนิตว์มีสีหน้าแช่มชื่นฉับพลัน จากนั้นทั้งสองจึงเดินออกไปด้วยกัน *************** โปรดติดตามตอน 5.2 ************** สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย 6/28/2009 บัญชี คือ หัวใจของภาษีนิติบุคคลความสำคัญของนักบัญชี ผู้สอบบัญชี และ ภาษีนิติบุคคล
เขียนโดย ลูกแก้ว
ในอดีตการทำบัญชี งบการเงิน การตรวจสอบบัญชีมักไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจังจากนิติบุคคลทั้งบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีแนวคิดว่าต้องแต่งตัวเลขให้ต่ำเพื่อเสียภาษีให้น้อย จนสร้างความระแวงใจแก่กรมสรรพากรให้มีอคติสืบทอดถึงวันนี้ว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องโกงภาษี จึงต้องจับตามองสืบค้นหาเงินภาษีจากร้านค้าเหล่านั้น ทำให้เกิดภาพแมวจับหนู ร้านค้าสุจริตต้องถูกมองด้วยสายตาอคติ แล้วยังเพิ่มการทุจริตเรียกร้องเงินจากห้างร้านโดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเพื่อประโยชน์ส่วนตน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ มันมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจในอดีตไม่ต้องการเสียภาษีแก่รัฐหรือเสียให้น้อยที่สุด จึงสร้างตัวเลขปลอมในบัญชีซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐเลวๆใช้จุดอ่อนนี้เรียกร้องเงินสินบนเพื่อปกปิดการเลี่ยงภาษีของธุรกิจ สุดท้ายเจ้าของกิจการจึงเป็นเหยื่อในอุ้งเท้าเสือซึ่งคือ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ดี บางคนต้องถูกเรียกเงินภาษีที่จ่ายน้อยไปบวกค่าปรับและเงินเพิ่มหลายล้านบาทหลังจากหมดปัญญาจ่ายเงินสินบนได้ต่อไปเพราะมีการสับเปลี่ยนคนมารีดไถต่อเนื่องไม่สิ้นสุด สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการพร้อมกับหนี้สินติดตัวจนต้องเป็นบุคคลล้มละลายเพราะหนี้ภาษี กิจการเอกชนนิยมการหลบเลี่ยงจ่ายภาษีให้รัฐและเป็นเหยื่อให้ข้าราชการทุจริตรับสินบนบิดเบือนเงินภาษีเข้าคลังเพื่อประโยชน์ส่วนตนเกิดขึ้นยาวนาน กรมสรรพากรพยายามล้อมรั้วปิดกั้นหรือสร้างข้อบังคับเพื่อตีกรอบให้เกิดความเสียหายแก่รัฐน้อยลง รวมทั้งแก้ไขด้านแนวคิดของประชาชนเกี่ยวกับเงินภาษีว่า รัฐนำเงินภาษีไปช่วยทำนุ บำรุง บ้านเมืองให้พัฒนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นและช่วยให้ประชาชนมีชีวิตดีขึ้นหรือทันสมัยขึ้น ด้วยหวังลดการเลี่ยงเสียภาษีของบุคคลที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจในวันข้างหน้าหรือเจ้าของธุรกิจวันนี้ที่ยอมจ่ายภาษีอย่างถูกต้องโดยสมัครใจ แต่ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐคือ การให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอย่างสูงสุด แม้แต่การยึดทรัพย์เพื่อเสียภาษีโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลก่อนโดยหวังจะให้ลงโทษรวดเร็วและใช้ขู่ผู้เสียภาษีให้กลัวการเลี่ยงภาษี ผลตรงข้ามที่ได้รับคือ ธุรกิจเดือดร้อนหนักขึ้นทั้งพวกทุจริตและสุจริตเมื่อรัฐบาลเร่งรัดให้กรมสรรพากรหาเงินภาษีไปใช้จ่ายมากๆด้วยตั้งเป้าตัวเลขเงินภาษีแต่ละปีไว้ โดยมีโบนัสแจกให้หน่วยงานที่รีดเงินภาษีเข้ารัฐสูงเท่าหรือเกินเป้า เจ้าหน้าที่รัฐจึงข่มขู่ให้เจ้าของกิจการทำตัวเลขกำไรเท็จเพื่อเก็บเงินภาษีเพิ่มโดยอ้างจะใช้อำนาจตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง 5 ปีบ้าง 10 ปี บ้าง หวังสร้างความหวาดกลัวให้อีกฝ่ายยอมเชื่อฟังและทำตามคำสั่งโดยดี ทั้งนี้ การทำตัวเลขเท็จนั้นกลายเป็นความผิดพลาดที่เจ้าของกิจการสร้างพันธนาการมัดตนไว้กับข้าราชการทุจริตทุกรุ่นที่ย้ายผลัดเปลี่ยนกันเข้าสู่แผนกหรือกลุ่มรีดไถภาษีนั้นอย่างไม่สิ้นสุดและยังต้องคอยหวาดกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกลงโทษตามกฎหมายทั้งจำคุกและปรับเพิ่มจนสิ้นเนื้อประดาตัวเมื่อวันที่ถูกจับได้ว่าทำตัวเลขบัญชีเท็จหรือไม่สามารถจ่ายสินบนเพื่อเลี่ยงการตรวจจับเท็จทั้งที่ผู้สั่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั่นเอง กระบวนการรีดไถภาษีใช้วิธีนี้เปลี่ยนสถานภาพการเงินของแต่ละคนโดยรัฐได้เงินตามเป้า ส่วนเขาก็ได้เงินสินบนทุกเดือนทุกปี แต่เจ้าของกิจการแบกคุกและเงินเพิ่มค่าปรับไว้ซึ่งถือเป็นผู้เสียหายฝ่ายเดียวที่เสียรู้ไปเชื่อเจ้าหน้าที่ทุจริตเห็นแก่ความชอบในตำแหน่งโดยบงการให้ทำละเมิดกฎหมาย การทำบัญชี งบการเงิน เป็นเครื่องมือสำคัญของกรมสรรพากรในการคำนวณเงินภาษีที่เอกชนต้องจ่ายแก่รัฐซึ่งมีพัฒนาการตามล่าหาข้อบกพร่องหรือตัวเลขซ่อนแฝงไว้ โดยมีอคติพื้นฐานว่า เอกชนนิยมหลบภาษีด้วยการทำบัญชีสองเล่มหรือตกแต่งตัวเลขในบัญชีเพื่อหลอกรัฐให้ได้เงินภาษีน้อยกว่าความจริงหรือไม่ต้องจ่ายเงินภาษีเลย กรมสรรพากรจึงออกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆละเอียดยิบเพื่อควบคุมการทำบัญชีและช่วยในการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มอำนาจลงโทษใช้ข่มขู่เอกชน นักบัญชี ผู้สอบบัญชีซึ่งร่วมกันหลอกลวงรัฐอีกด้วย ระเบียบกฎต่างๆที่ออกมากมายอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในบัญชีซึ่งกรมสรรพากรใช้เป็นเครื่องมือรีดไถเงินสินบนได้ง่ายเพราะตัวเลขคำนวณพลาดด้วยเศษสตางค์ ก็ถือเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกได้แล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐลงโทษผู้เกี่ยวข้องในบัญชีทำให้เกิดความหวั่นเกรงแก่เอกชนหรือผู้เกี่ยวข้องกับบัญชี ถ้าเกิดกรณียัดเยียดข้อกล่าวหาขึ้นได้ ความหวั่นกลัวของเอกชนต่อกฎเกณฑ์และอำนาจของกรมสรรพากรที่พิจารณาตัดสินกรณีพิพาทและลงโทษได้ทันทีทำให้เก็บเงินภาษีง่ายขึ้น แต่ก็สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้เสียภาษีได้เช่นกัน วิธีการที่เจ้าหน้าที่นำไปใช้รีดเงินภาษีและเงินสินบนจากเอกชนพัฒนาและโหดร้ายขึ้นเมื่อเอกชนที่สุจริตถูกบังคับให้ทำผิดกฎหมายด้วยการตกแต่งตัวเลขเพื่อเพิ่มกำไร เปลี่ยนแปลงขาดทุนให้เป็นกำไร หวังให้เกิดตัวเลขเงินภาษีต้องจ่ายสูงขึ้น เนื่องจากแต่ละกรมกองในกรมสรรพากรมีตัวเลขเงินภาษีไว้ ถ้ากลุ่มใดหาเงินได้มากเกินเป้าจะส่งผลต่อโบนัสที่จะได้รับของบุคคลในกลุ่มอย่างมาก ทุกคนจึงคิดสารพัดวิธีเพื่อรีดเงินภาษีและเงินสินบนจากเอกชนเพื่อให้งดเอาจากเขาหรือขอจ่ายน้อยลงกว่าที่เรียกร้องไว้ การบังคับให้แต่งตัวเลขรายได้เท็จหรือดึงค่าใช้จ่ายบางตัวในบัญชีออกไปเพื่อเพิ่มตัวเลขรายได้ ถือเป็นการทำเอกสารเท็จ เอกชน ผู้ทำบัญชี ต้องมีโทษอาญาจำคุกและปรับด้วยเงินหลายเท่าซึ่งอาจทำให้ต้องปิดกิจการก็ได้ เจ้าหน้าที่ใช้วิธีนี้เพื่อให้เอกชนที่หวั่นเกรงเขายอมทำผิดกฎหมายครั้งแรกและต้องเป็นเหยื่อและทาสของเขาตลอดกาล วิธีนี้กำลังเป็นที่นิยมในกรมสรรพากรอย่างมาก หัวใจสำคัญในการรีดเงินภาษีกับเงินสินบนอยู่ที่สมุดบัญชีและงบการเงิน หากไม่ต้องการเป็นเหยื่อหรือทาสของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดี เจ้าของบริษัทต้องปรับแนวความคิดใหม่ให้เข้ากับหลักสากลที่เน้นนำข้อมูลในบัญชีไปใช้พัฒนาธุรกิจด้วย จึงต้องให้ความสำคัญต่อข้อมูลที่เป็นจริง อีกทางหนึ่งจะส่งผลป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดีได้ หลายบริษัททำสำเร็จมาแล้วเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐพูดขู่เชิงบังคับให้เจ้าของกิจการหรือนักบัญชีตกแต่งตัวเลขใหม่เพื่อให้เสียภาษีตามที่เจ้าหน้าที่รัฐกำหนดไว้ แต่พวกเขาปฏิเสธเพราะมั่นใจในการทำบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สุดท้ายเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่สามารถยัดเยียดข้อกล่าวหาหรือลงโทษบริษัทเหล่านั้นได้เลย บางบริษัทถูกขู่ให้เซ็นชื่อไม่รับเงินภาษีคืน ถ้าต้องได้รับคืน แต่เขาก็ปฏิเสธเพราะมั่นใจในบัญชี กรมสรรพากรก็จำต้องคืนเงินแก่เขาเพราะหาข้อผิดพลาดโดยจงใจไม่ได้ กิจการควรเอาใจใส่ต่อระบบบัญชีด้วยการให้ความรู้แก่นักบัญชีให้ทันสมัยและรับรู้ข้อมูลข่าวสารระเบียบและข้อยกเว้นที่กรมสรรพากรประกาศที่เอื้อต่อนิติบุคคล ปรับแนวคิดด้วยการทำบัญชีตามข้อเท็จจริงโดยไม่ตกแต่งตัวเลขเพื่อลดเงินภาษีหรือทำบัญชีสองเล่มดังที่กิจการในอดีตนิยมทำกัน หลายกิจการต้องล่มสลายลงเมื่อถูกเรียกภาษีเพิ่มหลังจากถูกตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องในบัญชี ประมวลรัษฎากรกำหนดข้อยกเว้นหรือการหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายประกอบการเสียภาษีไว้ละเอียดถี่ยิบ นักบัญชีและผู้สอบบัญชีที่ดีจะรอบรู้ข้อกฎหมายเหล่านี้แล้วนำปรับใช้กับการทำบัญชีได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของกิจการให้เชื่อถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็จะได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายเหล่านั้นได้ ต้องไม่ลืมว่า กรมสรรพากรออกข้อกฎหมายนั้นมิได้ต้องการทำลายล้างธุรกิจให้ล่มสลายไป แต่ต้องการแบ่งปันกำไรจากกิจการมาใช้สร้างความรุ่งเรืองแก่บ้านเมืองเท่านั้น ถ้าเจ้าของกิจการปรับแนวคิดในด้านบวกแก่การเสียภาษีโดยเน้นให้นักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีทำงานโดยสุจริตและใช้ตัวเลขรายได้ ค่าใช้จ่าย แท้จริง ปัญหาการรีดไถจากเจ้าหน้าที่สรรพากรทุจริตย่อมไม่เกิดขึ้น การทำผิดกฎหมายตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่แล้วเจ้าของกิจการต้องกลายเป็นเหยื่อหรือทาสให้รีดไถเงินตลอดกาลเกิดขึ้นไม่ได้ การแก้ไขจึงต้องเน้นที่บัญชีของกิจการเป็นต้นเหตุสำคัญที่สร้างโซ่แห่งความชั่วร้ายขึ้นในสังคมไทย การทำบัญชีปัจจุบันนี้แยกเป็น กิจการมีนักบัญชีทำเอง หรือ จ้างนักบัญชีอิสระหรือสำนักงานบัญชี ซึ่งจะมีอัตราค่าจ้างแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลงานดีหรือไม่ดีโดยมีตั้งแต่ 800 – 5,000 บาท ต่อเดือนโดยขึ้นอยู่รายได้ของกิจการและความยุ่งยากทางเอกสารประกอบการคำนวณค่าจ้างด้วย ความเอาใจใส่ในงานบัญชีทำให้ลูกค้าไม่ถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากรหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถพบข้อผิดพลาดและใช้ข่มขู่เจ้าของให้ทำผิดกฎหมายได้หรือต้องคืนเงินภาษีตามระเบียบ ถือว่านักบัญชีนั้นมีประสิทธิภาพสูง จึงต้องมีค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงกว่านักบัญชีที่ทำงานลวกๆ ผ่านไปวันๆ บัญชีขาดตกบกพร่อง ไม่เอาใจใส่ลูกค้า เน้นการรับงานด้านปริมาณเป็นหลัก ไม่สนใจคุณภาพของงาน ลูกค้าจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ คือ การถูกเรียกเงินเพิ่มภาษีเพราะบัญชีผิดพลาด นักบัญชีประเภทนี้จะเรียกค่าจ้างค่อนข้างต่ำเพราะต้องการปริมาณลูกค้าเป็นหลัก ความโชคร้ายจึงไปอยู่ที่เจ้าของกิจการที่ถือบัญชีผิดพลาดและกลายเป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่สรรมพากรให้รีดไถง่ายดายที่สุด ผู้สอบบัญชีนั้นกรมสรรพากรและกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ทุกกิจการต้องให้มีการตรวจสอบบัญชีเป็นประจำทุกปีเพื่อช่วยรัฐตรวจสอบงานบัญชีและให้คำแนะนำแก่นักบัญชีและเจ้าของกิจการเพื่อบัญชีที่ถูกกฎหมาย เขาจะเป็นผู้ดูแลและให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายบัญชีและเจ้าของกิจการว่าธุรกิจมีข้อบกพร่องทางบัญชีหรือไม่ วิธีแก้ไข หากพบตัวเลขผิดปกติที่ส่อแววว่าอาจมีการทุจริตในกิจการก็ต้องแจ้งให้เจ้าของรับทราบโดยเร็ว อันถือเป็นผู้ช่วยทางการเงินของเจ้าของอีกคนหนึ่งซึ่งมิใช่ลูกจ้าง ผู้สอบบัญชีเป็นกลไกสำคัญที่รัฐต้องการให้เป็นผู้ดูแลบัญชีของเอกชนเบื้องต้น ถ้าได้ผู้ที่เอาใจใส่ลูกค้าและให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง ย่อมช่วยมิให้กิจการต้องเผชิญการรีดไถจากเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช้ข้อบกพร่องทางบัญชีของลูกค้า ค่าจ้างของผู้สอบบัญชีย่อมเป็นไปตามประสิทธิภาพและชื่อเสียงน่าเชื่อถือของเขา รวมถึงรายได้ของลูกค้าประจำปี จึงเป็นตัวเลขที่สูงต่ำตามปัจจัยดังกล่าว นักบัญชีและผู้สอบบัญชี คือ ผู้รอบรู้ด้านการเงินและบัญชีที่เจ้าของกิจการต้องเอาใจใส่ในการเลือกสรรใช้งานเพราะเขาเป็นผู้เก็บความลับของกิจการที่จะทำให้ล่มสลายหรือเจริญรุ่งเรืองก็ได้ นอกจากนั้นเจ้าของกิจการต้องไม่คิดหลบเลี่ยงภาษี ตั้งใจทำบัญชีที่ถูกต้องเพื่อรู้สถานภาพการเงินในกิจการแท้จริงประกอบการตัดสินใจในธุรกิจ ร่วมมือกับนักบัญชีที่รอบรู้กฎกติกาด้านบัญชีและภาษี รับฟังความเห็นของผู้สอบบัญชี จักเป็นเคล็ดลับให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองและไม่ต้องเป็นทาสภาษีของเจ้าหน้าที่สรรพากรทุจริตตลอดกาล ขอให้จำไว้ว่า แค่ยอมทำผิดกฎหมายครั้งเดียว ก็ต้องเป็นทาสของเจ้าหน้าที่ทุจริตไปหลายรุ่น จนกว่าจะยอมรับโทษตามกฎหมายเท่านั้น จึงเป็นอิสระอย่างล้มเหลวได้
******************************** 6/24/2009 ขจัดจุดอ่อนทั้ง 8ขุนพลต้องขจัดจุดอ่อนในตนทั้ง 8 อย่างนี้ก่อน จึงสร้างความเพียบพร้อมในฐานะผู้นำกองทัพได้ คือ ข้อ 1 เมื่อวางแผน มิได้ใคร่ครวญสิ่งถูกสิ่งผิด ข้อ 2 เมื่อปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน มิได้ให้ความเคารพและเลือกใช้ผู้มีสติปัญญา ข้อ 3 เมื่อปกครองคนหรือประเทศ มิได้มีความเข้มงวดกวดขัน ข้อ 4 เมื่ออุดมสมบูรณ์ มิได้ให้ความช่วยเหลือจุนเจอแก่ผู้ตกทุกข์ ข้อ 5 เมื่อใช้สติปัญญา มิได้หาทางป้องกันเหตุการณ์อันอาจเกิดขึ้น ข้อ 6 เมื่อขบคิดปัญหา มิได้หาทางอุดรูรั่วที่เห็นว่าเล็กน้อย ข้อ 7 เมื่อตนเองได้ยศถาบรรดาศักดิ์ มิได้แนะนำผู้มีสติปัญญาความสามารถเข้าทำงาน ข้อ 8 เมื่อรบแพ้ มิได้ละเว้นในการโทษฟ้าดินและโยนความรับผิดชอบให้แก่ผู้อื่น
ความหมาย
หากขุนพลมีจุดอ่อนเท่ากับกองทัพมีสิทธิ์พ่ายแพ้และเพื่อนทหารต้องตายอย่างไร้ประโยชน์ จุดอ่อนทั้งแปดที่ขงเบ้งเฝ้าสังเกตคนและบันทึกไว้สอนลูกศิษย์ของเขา ยังคงใช้ได้จนถึงปัจจุบันนี้เพราะล้วนมีอยู่ในมนุษย์ หากคนใดขจัดจุดอ่อนนี้ได้ถือเป็นนักปกครองชั้นดี เนื่องจากเป็นการเน้นให้ใช้สติปัญญาอย่างสุขุม ละเอียดรอบคอบ การกวดขันในกฎระเบียบของบ้านเมือง ไม่ลืมคนทุกข์ยากเมื่อตนได้ดีมีอำนาจ รู้จักใช้คนมีความสามารถ ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อทำผิดพลาดก็รับผิดชอบโดยไม่โยนโทษให้ผู้อื่น หากขุนพลหรือผู้นำองค์กรสามารถขจัดจุดอ่อน สร้างจุดแข็งให้ตน จะเป็นยอดขุนพลหรือผู้นำชั้นเยี่ยมได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
********************************* 6/21/2009 เจ้าของกิจการ เจ้าหน้าที่รัฐ และ บัญชีเท็จถาม เจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกไปคุยเรื่องเงินภาษี แต่กล่อมให้ดึงใบเสร็จรายจ่ายออกบางส่วนเพื่อให้มีตัวเลขรายได้เสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเสนอจะไม่ตรวจบัญชีย้อนหลัง ถ้าไม่ยอมเชื่อฟังแล้วพบข้อบกพร่องใดๆ จะถูกเรียกดอกเบี้ยเงินเพิ่มเต็มที่ เขามีสิทธิ์บังคับให้ดึงใบเสร็จออกจากบัญชีได้หรือไม่ ? ตอบ ข้อเสนออย่างนี้ต้องมองเป็นสองฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่รัฐยื่นข้อเสนอผิดกฎหมายโดยบิดเบือนความจริง คือ ค่าใช้จ่ายจริงที่ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์หักลดหย่อนได้ตามกฎหมาย เมื่อเขาใช้สิทธิ์และถูกต้องแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีอำนาจบังคับให้ลบหรือแก้ไขตัวเลขนั้นด้วยการบังคับ ขู่เข็ญให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมาย ย่อมมีโทษจำคุกหนักกว่าประชาชนกระทำต่อกันและยังฟ้องให้รับผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตนอีกด้วย ส่วนผู้เสียภาษีซึ่งยอมดึงใบเสร็จออกไปตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่รู้ว่าเป็นความผิด แม้การแก้ไขตัวเลขแบบนี้จะมีผลเสียต่อตน เป็นประโยชน์ต่อรัฐ แต่คือ การแก้ไขตัวเลขให้ผิดไปจากความจริง ผู้กระทำต่อบัญชีนิติบุคคลต้องรับโทษจำคุกเช่นกัน ส่วนคำสัญญาของเจ้าหน้าที่รัฐว่าจะไม่ตรวจย้อนหลังอีกนั้น เชื่อถือไม่ได้ เพราะเมื่อการทำบัญชีเท็จเป็นความผิดอาญาแล้ว เจ้าหน้าที่คนนี้ไม่ตรวจ แต่คนอื่นมีอำนาจตรวจได้เสมอ มันมีอายุความ 10 ปี ทีเดียว เคยเกิดกรณีเจ้าหน้าที่รัฐกำลังย้ายไปอยู่แผนกอื่นจึงบอกความผิดของนิติบุคคลนี้ให้เพื่อนที่มารับตำแหน่งแทน สุดท้ายกิจการนั้นก็ถูกข่มขู่ให้ทำบัญชีเท็จอย่างไม่สิ้นสุดจนกระทั่งกิจการปิดตัวไปเพราะถูกรีดภาษีเก่าโดยข้ออ้างว่าพบข้อพบบกพร่องทางบัญชีทำให้เสียภาษีต่ำไปหลังจากที่กิจการย่ำแย่ ไม่มีเงินพอจ่ายให้ แท้จริงแล้วกิจการของเขาถูกใช้เป็นผลงานเลื่อนตำแหน่งเพื่อแสดงว่าเขาเอาใจใส่ในการทำงานและจับคนเลี่ยงภาษีได้ เจ้าหน้าที่รัฐหลายรุ่นที่ผลัดเปลี่ยนกันมารีดไถสม่ำเสมอ กิจการปิด เป็นหนี้ภาษี เป็นคนล้มละลาย คือ ผลตอบแทนการเชื่อฟังคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำผิดกฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเพราะข้อกล่าวหาของผู้เสียภาษีขาดหลักฐานชัดเจน หน่วยงานไม่รับพิจารณา เขายังรีดไถกิจการอื่นที่มีศักยภาพจ่ายเพื่อปกปิดความผิดที่เขาเป็นคนสั่งได้ต่อไปอีก ถาม คนเก็บภาษียอมทำผิดกฎหมายด้วยการสั่งให้กิจการทำบัญชีเท็จด้วยสาเหตุใด ? ตอบ การเก็บเงินภาษีของหน่วยงานในกรมสรรพากรนั้นมีแรงจูงใจ คือ เงินโบนัสประจำปีซึ่งมาจากตัวเลขเงินภาษีที่แต่ละหน่วยงานทำไว้ว่าสูงหรือต่ำกว่าที่กรมฯตั้งไว้ จะมีการจ่ายแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องตามผลงาน และ ผลพิจารณาเลื่อนตำแหน่งจากความดีความชอบที่เก็บเงินภาษีได้ ดังนั้น จึงมีข่าวเล็ดรอดจากปากของผู้เสียภาษีว่า เจ้าหน้าที่รัฐเรียกเจรจาให้ปรับแต่งตัวเลขในบัญชีให้ผิดจากความจริงเพื่อให้ได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปีและเกิดกับกิจการเดิมๆในความดูแลของตนโดยใช้วาจาหรือแสดงกิริยาวางเขื่องข่มขู่ โดยอยู่บนพื้นฐานว่า ตัวเลขในบัญชีที่คำนวณผิดไปแม้แต่สตางค์เดียว กรมสรรพากรสามารถเอาโทษจำคุกแก่ผู้เสียภาษีได้ว่า จงใจหลบเลี่ยงภาษีแล้วสั่งจำคุกและยึดทรัพย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลด้วย เมื่อมนุษย์ทำบัญชีหรือใช้เครื่องคิดเลขที่ปัดเศษแตกต่างกัน ย่อมเกิดตัวเลขพลาดหรือไม่ตรงกับการคำนวณของเจ้าหน้าที่ได้ กอรปกับเจ้าของกิจการมักตัดรำคาญยอมรับปากทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยลืมคิดไปว่า การทำผิดครั้งแรก จะถูกจองจำเป็นทาสของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำมาหากินบนหลังของกิจการนั้นไปไม่น้อยกว่า 10 ปี แล้วความผิดนี้ก็ยังบอกเล่าสืบทอดต่อไปยังเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นอีกด้วย เมื่อใกล้ครบ 10 ปี กิจการนั้นจะถูกจับออกมาแผ่เซ่นสังเวยเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อโบนัสและตำแหน่งหน้าที่ใหม่ ถาม กรณีจะได้รับเงินภาษีคืน เจ้าหน้าที่รัฐต่อรองว่า อยากให้เซ็นชื่อไม่ขอรับเงินภาษีคืน แต่สงวนสิทธิ์การตรวจสอบในปีอื่นๆไว้ หมายความว่าอย่างไร ? ควรเชื่อถือหรือไม่ ? ตอบ กิจการที่ได้รับเงินภาษีคืนมักพบเจอข้อเสนอแบบเดียวกันนี้ มักเข้าใจคลาดเคลื่อนและถูกหลอกให้เซ็นชื่อด้วยคิดว่าเรื่องต่างๆคงจบแค่วันที่เซ็นชื่อยอมรับข้อเสนอนั้น อันที่จริง ความหมายของข้อความนี้ คือ ท่านจะไม่รับเงินภาษีคืนเฉพาะปีภาษีนี้ แต่เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจตรวจสอบบัญชีย้อนหลังได้ตลอดอายุความ 10 ปี หากพบตัวเลขผิดพลาด เจ้าของกิจการต้องรับโทษจำคุกและยึดทรัพย์เพื่อเสียภาษีย้อนหลังได้ตลอด 10 ปี ถาม เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเข้าตรวจกิจการ แล้วพูดจาข่มขู่ให้ทำตัวเลขรายได้สูงๆไว้ ถ้าไม่ยอมทำ จะถูกเล่นงาน บางคนก็ใช้วาจาไม่สุภาพทั้งหญิงและชาย บ้างก็ส่งซองกฐินหรือผ้าป่าเพื่อขอรับบริจาค พร้อมคำขู่อีกว่า ถ้าไม่มีใจบุญมากๆ ก็อาจเจอเคราะห์กรรมจากพวกเขาก็ได้ ก่อนกลับยังพูดแกมบังคับว่า ให้เขียนความเห็นดีๆในกระดาษแสดงความเห็นของกรมสรรพากรต่อผู้ไปตรวจเยี่ยมกิจการผู้เสียภาษีด้วย หลายคนจำยอมเขียนเชิดชูความดีเยี่ยมทั้งที่สะอิดสะเอียนเต็มที่และอยากให้ออกไปจากสถานที่ของเขาเร็วที่สุด จะมีทางแก้ไขอย่างไร ? ตอบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากันก็จำใจต้องเขียนเนื้อหาเป็นกลางไว้ อย่างน้อยก็ไม่ฝืนใจเกินไป ถ้าทนกิริยามารยาทของเจ้าหน้าที่คนใดไม่ได้ ก็ให้เขียนหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมไปยังหัวหน้าหน่วยงานนั้นโดยตรงทีหลังก็ได้ แต่พึงทำใจด้วยว่า อาจเจอเจ้านายกับลูกน้องอยู่ก๊วนเดียวกันต้องช่วยกัน และเป็นผลร้ายต่อผู้ร้องเรียนเมื่อข้อมูลรั่วไหลออกไป ทางที่ดีถ้าต้องการร้องเรียนจริงจังควรทำโดยตรงไปที่กรมสรรพากรและต้องมีหลักฐานแนบไปด้วย เช่น ภาพหรือเสียงการสนทนาข่มขู่นั้น เป็นต้น ถาม วิธีแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรข่มขู่ บังคับ ให้ทำบัญชีเท็จ หรือกรณีอื่นๆ ควรทำอย่างไร ? ตอบ การแก้ปัญหาต้นตอควรเริ่มต้นที่ บัญชีกิจการ ต้องไม่ทำสองเล่มเพื่อหวังจ่ายภาษีไม่ตรงความจริงหรือไม่ตกแต่งตัวเลขเท็จโดยจงใจเพื่อเลี่ยงภาษี หากเริ่มต้นทำผิดกฎหมายเสียเอง ย่อมกลายเป็นทาสของเจ้าหน้าที่รัฐที่หวังเงินโบนัสกับการเลื่อนตำแหน่ง ถือเป็นการรับกรรมตามหลักพุทธศาสนา บริษัทต่างชาติหรือกิจการใหญ่ของไทยเน้นการทำบัญชีเล่มเดียว ตัวเลขจริง ใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายต่างๆและค่าใช้จ่ายที่กฎหมายยอมให้หักลดเงินภาษีได้อย่างเต็มที่ จึงไม่เป็นทาสเจ้าหน้าที่รัฐให้ข่มขู่เลย หากสังเกตให้ดีจะพบว่า การข่มขู่บังคับให้ตกแต่งตัวเลขหรือไม่รับเงินภาษีคืนเกิดกับกิจการขนาดกลางและเล็ก เนื่องจากกิจการประเภทนี้ยังมีแนวคิดหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่สนใจการทำบัญชีให้ถูกต้องด้วยเลือกใช้บริการนักบัญชีประเภทมือปืนราคาถูก ทำให้บัญชีทำไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย กลายเป็นช่องโหว่หาประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ไม่ดี ถาม วิธีแก้ไขการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำผิดกฎหมาย ควรทำอย่างไร ? ตอบ เมื่อรู้จุดอ่อนของคน ก็จะควบคุมคนคนนั้นได้ เจ้าหน้าที่รัฐรักตำแหน่งหน้าที่และสวัสดิการของเขามากพิเศษ ถ้ามีหลักฐานพิสูจน์ความผิดของเขาได้ชัดเจน จะกลายเป็นจุดอ่อนที่ใช้ลงโทษหรือกำจัดเขาไปจากวงจรอุบาทว์ได้ การเก็บพยานหลักฐานเอกสาร ภาพถ่าย เสียงบันทึก เป็นเรื่องที่ผู้เสียภาษีต้องใส่ใจและรอบคอบในการจัดเก็บมัน ด้วยการมีกล้องวงจรปิดในกิจการ การบันทึกเสียงสนทนาระหว่างกัน เอกสารหรือจดหมายข่มขู่เรียกร้องเงินที่ไม่ชอบ ล้วนส่งผลร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสิ้น หากผู้เสียภาษีที่ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐร่วมแรงร่วมใจกันกำจัดคนไม่ดีออกไปจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยเหลือตนเองและเหยื่ออื่นได้อีกมาก ดังเช่น รายการทีวีหนึ่งเคยบันทึกภาพเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้เสียภาษีที่บังคับให้แก้ไขตัวเลขในบัญชีเพื่อเพิ่มเงินภาษี แล้วออกอากาศไปทั่วประเทศเป็นการยืนยันว่ามีพฤติกรรมประเภทนี้จริงๆในสังคมไทย ผู้บังคับบัญชาต้องเร่งตื่นตัวดูแลลูกน้องมากขึ้น คนชั่วก็ถูกย้ายหรือถูกลงโทษกันไป ทำให้ลดทอนคนชั่วไปทีละคน ถาม นักบัญชีควรมีคุณสมบัติอย่างไร ควรทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักบัญชี ? ตอบ นักบัญชีที่ดีนั้น ควรมีความรู้ความสามารถในงานบัญชีและการเงินอย่างดี ทำงานละเอียดรอบคอบ มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ จิตสุจริต คิดค่าจ้างสมกับคุณภาพของงาน ส่วนการมีนักบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชีทำนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของกิจการ เพราะการมีนักบัญชีเป็นพนักงานบริษัทจักต้องรับผิดชอบสวัสดิการ เงินเดือน และอื่นๆ หากจ้างสำนักงานบัญชีก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จึงประหยัดเงินของบริษัทลงได้มากโข สิ่งสำคัญที่เจ้าของกิจการต้องจำไว้ คือ ความร่วมมือระหว่างนักบัญชีที่มีความรู้เฉพาะทางกับเจ้าของกิจการที่สร้างรายได้และค่าใช้จ่ายขึ้น โดยเจ้าของกิจการได้ประโยชน์จากข้อกฎหมายอย่างเป็นธรรมและรัฐได้รับเงินภาษีที่ถูกต้อง นักบัญชีมือปืนราคาถูกช่วยเสริมให้ท่านต้องจ่ายเงินภาษีเพิ่มหรือเงินนอกระบบที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อกิจการหรือประเทศชาติเลย ของราคาถูก คุณภาพเยี่ยม ไม่มีในโลก นักบัญชีที่ดี ค่าจ้างเป็นธรรม ช่วยให้กิจการห่างไกลจากการรีดไถของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่ไม่ดี ถ้ากิจการใดมีนักบัญชีคุณภาพดีแล้ว ต้องดูแลเขาหรือเธอไว้ให้ดี การปรึกษาหารือกับนักบัญชีเพื่อรับทราบข้อกฎหมายที่ไม่ควรทำอันอาจส่งผลต่อคุณภาพของบัญชี เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการพึงเอาใจใส่ให้มากเพื่อผลประโยชน์ของกิจการ *************************** 6/18/2009 สิทธิปิดกั้นทางจำเป็นสิทธิกั้นทางจำเป็น
เขียนโดย ลีลา LAW
บางท่านอาจเคยประสบปัญหาว่า ที่ดินของตนถูกล้อมไว้จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้มิอาจใช้ประโยชน์หรือลดคุณค่าในที่ดินแปลงนี้ไป กฎหมายมีทางช่วยเหลือเจ้าของที่ดินประเภทนี้โดยให้สิทธิร้องขอเปิดทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยต้องไม่สร้างความเสียหายเกินเหตุแก่เจ้าของที่ดินซึ่งล้อมอยู่ กรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างของการใช้สิทธิในทางจำเป็นโดยอำนาจของกฎหมาย แต่ต้องไม่ก่อความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินซึ่งใช้เป็นทางจำเป็นนั้น ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ 4508/2544 นาย กอง ยื่นฟ้องคดีให้ หมู่บ้านมั่นคง รื้อคานเหล็กที่ปิดกั้นถนนในหมู่บ้านอันเป็นทางจำเป็นไปสู่ที่ดินของนายกอง ตามข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า นายกองให้รถบรรทุกสิบล้อหนัก 20 ตันแล่นผ่านถนนพิพาทนี้จนสร้างความเสียหายแก่พื้นถนนและก่อความรำคาญให้คนในหมู่บ้านมั่นคงอย่างหนัก ทำให้หมู่บ้านสร้างคานเหล็กปิดกั้นมิให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกได้ จึงเกิดกรณีพิพาทขึ้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า นายกองมีสิทธิใช้ถนนพิพาทในฐานะเป็นทางจำเป็นได้โดยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ซึ่งบัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธราณะได้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งหมายความว่า ต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1349 วรรค 3 ซึ่งบัญญัติว่า ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ เมื่อทางดังกล่าวเป็นถนนในหมู่บ้านจัดสรรกว้าง 6 เมตร เป็นคอนกรีตหนาประมาณ 15 เซนติเมตร รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 10 ตัน ไม่สามารถให้รถบรรทุกสิบล้อน้ำหนักประมาณ 20 ตันขึ้นไปผ่านได้ หากยอมให้ผ่านจักเกิดความเสียหาย อีกทั้งรบกวนการอยู่อาศัยตามปกติของคนในหมู่บ้านจัดสรร เช่น นอนไม่หลับ เด็กนักเรียนทำการบ้านไม่ได้ ดินที่หล่นบนถนนจะทำให้ถนนลื่นและเคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว หมู่บ้านมั่นคงจึงชอบที่จะสร้างคานเหล็กซึ่งมีความสูงจากพื้นผิวถนน 2.50 เมตร ปิดกั้นทางมิให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกได้ ตัวอย่างคดีดังกล่าวทำให้เห็นว่า แม้กฎหมายจักให้สิทธิเปิดทางจำเป็นได้ แต่ไม่ยอมให้ผู้ใช้ทางจำเป็นนั้นละเมิดสิทธิของผู้อื่นมากเกินเหตุ บางครั้งยังต้องชดใช้ค่าเสียหายในภายหลังอีกด้วย ดังนั้น ต้องพึงระลึกไว้ว่า มีสิทธิ ใช้สิทธิ เคารพสิทธิของแต่ละฝ่าย จักอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข
************************** 6/16/2009 ปัญหาสินเชื่อกับสถาบันการเงิน แจ้งข่าวที่นี่ปัญหาสินเชื่อกับสถาบันการเงิน
หากผู้ใดมีปัญหาเรื่องสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เช่น คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยขณะปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมเกินอัตราหรือไม่เหมาะสม ไม่ปล่อยสินเชื่อด้วยสาเหตุอันควร เป็นต้น สามารถแจ้งปัญหาแก่แบงก์ชาติเพื่อตรวจสอบ พิจารณาลงโทษ หรือให้คำแนะนำ ได้ที่ ศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ 273 ถนนสามเสน บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทรศัพท์ 02283-5900 แฟกซ์ 02283-5919 อีเมล์ botccc@bot.or.th Website www.bot.or.th
**************************** 6/15/2009 งานพี่เลี้ยงที่คนมองข้ามงานดี เงินดี คนมองข้าม เขียนโดย แก้วมณี
เมื่ออ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ ของไทย อาจไม่ค่อยมีการเอ่ยถึงอัตราคนตกงานหรือสภาวะการปิดกิจการของนายจ้างมากนัก เพราะรัฐบาลควบคุมการเสนอข่าวของสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิดโดยเน้นให้นำเสนอข่าวต้องไม่ทำลายภาพพจน์รัฐบาล เสนอความจริงบางด้าน ถ้าไปอ่านข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจโลกในต่างประเทศจะพบมุมมอง แนวคิด การเสนอความเห็น ที่ใกล้เคียงความจริงของเกือบทุกประเทศที่พบปัญหาการตกต่ำทางเศรษฐกิจหนักบ้าง เบาบ้าง วิธีแก้ปัญหาแตกต่างกันไป ส่วนประเทศไทยนั้นรัฐบาลยอมให้ออกข่าวสถิติจริงต่อเมื่อมีการหวังผลบางอย่าง เช่น เมื่อต้องการกู้เงิน จะยอมให้สื่อลงข่าวให้รุนแรงว่า ขาดเงินใช้จ่ายในประเทศ ค้าขายไม่ดี ไม่มีเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องกู้เงิน เป็นต้น ข่าวคนตกงานจึงเบาลงไปในระยะหลังซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงในสังคมที่ลูกจ้างถูกให้ออกจากงานอย่างมาก หลายคนจำเป็นต้องกลับบ้านต่างจังหวัดเพราะรายได้ไม่พอใช้จ่ายในเขตเมืองใหญ่ เมื่อได้คุยกับเพื่อนหลายวงการทำให้พบงานอย่างหนึ่งซึ่งขาดแคลนอย่างหนัก รายได้ก็ดีมาก แถมมีสิทธิ์เรียกร้องสูงทีเดียว ความเจริญก้าวหน้าทางความรู้ทุกด้านที่พัฒนาโลกให้เจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองทันสมัย สิ่งหนึ่งที่หลายประเทศต้องพบคือ ชายหรือหญิงมีอายุสูงขึ้น ร่างกายแข็งแรง ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บดีขึ้น คนพิการมีอายุยืนขึ้น สังคมคนเมืองจึงมีคนชรา คนพิการ เพิ่มขึ้นและต้องการความดูแลใกล้ชิดด้วย ปัจจุบันนี้สังคมเมืองไทยพัฒนาใกล้เคียงกับประเทศทางตะวันตกแล้ว เวลาทำงานมีมาก จึงต้องลดทอนเวลาดูแลคนแก่คนพิการในบ้านน้อยลง แต่เน้นการหาคนมาดูแลพวกเขาแทนด้วยค่าจ้างสูงแลกกับความดูแลระดับมืออาชีพ มันเป็นการแสดงความรักของคนเมือง จึงเกิดอาชีพ พี่เลี้ยง สำหรับดูแลคนแก่ คนพิการ ซึ่งเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิททั้งหลาย ลักษณะงานของพี่เลี้ยงนั้นแตกต่างจากคนรับใช้ซึ่งต้องรับใช้สมาชิกในบ้านทุกคน งานพี่เลี้ยงมีสองแบบ คือ แบบอยู่ประจำ กับ แบบไปเช้าเย็นกลับ หน้าที่รับผิดชอบ คือ ดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ส่วนตัวของคนแก่ คนพิการ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละคน เช่น อาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดห้องหรือที่นอน ป้อนยาหรืออาหาร พาเดินออกกำลังกาย เป็นเพื่อนไปนอกบ้าน อ่านหนังสือ เป็นต้น ทั้งนี้จะทำให้เฉพาะลูกค้าเท่านั้นและมักมีข้อตกลงกันเสมอว่า พี่เลี้ยงจะมีวันหยุด 1 วันต่อสัปดาห์ด้วย ไม่ต้องทำงานบ้านอื่น แค่ดูแลคนแก่ คนพิการ ส่วนเงินเดือนนั้นขึ้นอยู่ว่าทำเป็นรายวันหรือรายเดือน ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 8,000 – 12,000 บาท ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของพี่เลี้ยง ค่าจ้างรายวันก็ประมาณ 500 บาทขึ้นไป โดยกำหนดเวลาทำงานแน่นอนต่อวันแล้วแต่จะตกลงกัน สิ่งที่ลูกค้าต้องการจากพี่เลี้ยงดูง่าย แต่ไม่ค่อยได้พบเจอในพี่เลี้ยง คือ หัวใจบริการและความรู้ด้านการดูแลคนแก่ คนพิการในระดับมาตรฐาน ทั้งที่ครอบครัวของพวกเขายินดีจ่ายเงินไม่ว่าจะสูงเพียงใด ขอเพียงให้พ่อแม่พี่น้องได้รับการดูแลขั้นพื้นฐานให้ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนใหญ่พี่เลี้ยงในวันนี้จะมาจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นเพื่อโฆษณาว่า พี่เลี้ยงมีประสบการณ์สูง เมื่อเรียกมาดูแลคนแก่คนพิการ ก็พบว่า แม้แต่ประคองคนแก่เดินก็ยังไม่เคยทำมาก่อน ท่าทางเก้งก้าง บางคนทำความสะอาดที่นอนหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นยังไม่เป็นเลย เข็นรถให้คนแก่นั่งก็ไม่ได้ แต่อาศัยย้ายงานบ่อย เพราะทุกครั้งที่ย้ายงานจะใช้อ้างเพื่อขึ้นค่าตัวไปเรื่อยๆ ทำให้หลายครอบครัวเข็ดขยาดที่ถูกหลอกเงินร่ำไป คนแก่ คนพิการ จึงรับเคราะห์กรรมที่ขาดความสะดวกและความปลอดภัยเมื่อมีพี่เลี้ยงคอยดูแล อันเกิดจากคุณสมบัติของพี่เลี้ยงไม่ตรงตามคำโฆษณา การหลอกลวงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากงานพี่เลี้ยงโดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติและการคืนเงินที่ไม่เป็นไปตามสัญญาของบริษัทหรือหจก.ทั้งหลายถูกส่งไปให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค แต่ผู้บริโภคจะได้รับเพียงการเจรจาคืนเงินบางส่วน ทั้งที่ตอนทำสัญญาจ้างพี่เลี้ยงเขารับเงินสดไปทั้งหมดและทันที แต่ตอนคืนเงินเพราะความผิดของพี่เลี้ยงกลับจ่ายบางส่วนหรือทยอยจ่าย ซึ่งสักพักก็ไม่จ่ายและหายสูญไป พอตรวจสอบลึกขึ้นจึงทราบว่าพวกเขาไปตั้งบริษัทหรือหจก.ใหม่แล้วส่งพี่เลี้ยงไปเช่นเคย ปัญหาจึงเกิดซ้ำซาก แต่เปลี่ยนผู้เสียหายไปเรื่อยๆ พี่เลี้ยงเด็กจึงถูกหยิบยกขึ้นแก้ไขก่อนด้วยการประสานงานของหน่วยงานรัฐด้านอนามัยเพื่อกำหนดให้พี่เลี้ยงเด็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กต้องมีมาตรฐานที่รัฐกำหนดไว้ ต้องจดทะเบียนก่อน หากเกิดความเสียหายจะมีขั้นตอนกฎหมายลงโทษชัดเจน อันส่งผลให้พัฒนาสัญญาจ้างพี่เลี้ยงเด็กดีขึ้นอีกด้วย งานพี่เลี้ยงเด็กได้รับการดูแลจากรัฐแล้ว แต่งานพี่เลี้ยงคนแก่ คนพิการ ซึ่งง่ายกว่าเด็กทารกกลับถูกวางเฉย ทั้งที่ปรับปรุงไปพร้อมกันได้ รัฐเลือกทำเฉพาะเด็กทารกก่อน ทำให้ปัญหาคนแก่ คนพิการยังดำเนินต่อไป ลักษณะงาน ความรับผิดชอบ รายได้ ของพี่เลี้ยงเด็ก คนแก่ คนพิการ นั้นมีความใกล้เคียงกันและต้องการให้พี่เลี้ยงมีความรู้เพียงพอสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม อย่างน้อยก็เป็นไปตามขั้นพื้นฐานวิชาชีพประเภทนี้ซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกัน บริษัทหรือหจก.ที่เรียกตนว่า เนิร์สเซอรี่ แล้วมีการจัดส่งพี่เลี้ยงไปบริการลูกค้าถึงบ้านควรมีความรับผิดชอบด้านคุณสมบัติของพี่เลี้ยงมากขึ้น หน่วยงานรัฐควรเอาใจใส่กำหนดคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของผู้ดำเนินกิจการประเภทนี้ ความรู้ของพี่เลี้ยง สัญญาเป็นธรรม บทลงโทษ การดำเนินคดีที่รวดเร็วขึ้น กิจการดูแลเด็ก คนแก่ คนพิการ คนป่วย เป็นที่ต้องการของคนในสังคมเมืองที่มีเวลาน้อย และยอมจ่ายเงินสูงเพื่อแลกกับความดูแลพ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทอันเป็นที่รัก ขอเพียงทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพนี้ พี่เลี้ยงจักเป็นงานที่สร้างรายได้สูง กำลังต่อรองดีตามประสบการณ์และความรู้ของพี่เลี้ยง ความรับผิดชอบตามลักษณะลูกค้า เวลาทำงานตามตกลงกันระหว่างพี่เลี้ยงกับลูกค้า สิ่งสำคัญที่สุด คือ หัวใจบริการที่มองลูกค้าเสมือนญาติพี่น้อง ซื่อสัตย์ และมีอัธยาศัยที่ดี จะดึงดูดลูกค้าให้เรียกใช้บริการท่านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทำเป็นธุรกิจพี่เลี้ยงอย่างมีมาตรฐานแล้วเชื่อได้ว่า จะเจริญรุ่งเรือง รายได้สูง ไม่ด้อยกว่างานบริการอื่นทีเดียว อย่าลืมว่าโลกวันนี้ วิทยาการก้าวหน้า โรคภัยไข้เจ็บรักษาได้ดีขึ้น ชะลอความชราได้ คนแก่ คนพิการ เด็กน้อย จึงต้องการพี่เลี้ยงเพิ่มขึ้นในสังคมเมือง จึงต้องฝากหน้าที่ดูแลคนอันเป็นที่รักแก่พี่เลี้ยง ธุรกิจที่มีความรักเป็นพื้นฐานเช่นนี้ ทุกคนยอมจ่ายเงินเพื่อความสุขของบุคคลอันเป็นที่รักได้ง่ายและไม่อั้น คือ ธุรกิจพี่เลี้ยง หลายคนที่ทำงานเป็นพี่เลี้ยงมาหลายสิบปีต่างยอมรับว่า รายได้สูงเลี้ยงครอบครัวอย่างสุขกายสุขใจได้ ถือเป็นอาชีพที่ดี รายได้ดีมาก หลายคนมองข้ามหรือเชื่อผิดพลาดว่า เป็นคนรับใช้ของคนแก่ คนพิการ แท้จริงแล้วก็ทำงานคล้ายพยาบาล แต่มีขอบเขตความรับผิดชอบน้อยกว่าเท่านั้น ชื่อพี่เลี้ยงก็บอกความหมายชัดว่าเป็นผู้ดูแลทางร่างกายและจิตใจให้พวกเขามีความสุขขึ้น ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น ตราบใดที่ยังมีการเกิด แก่ เจ็บ กับมนุษย์ งานพี่เลี้ยงก็ไม่มีวันหมดความสำคัญไปได้ หวังอย่างยิ่งว่า งานพี่เลี้ยงจะมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นในยุคเศรษฐกิจตกต่ำและคนตกงานมากโดยเฉพาะมีต้นทุนต่ำมากเพราะใช้แรงกายเป็นหลัก เพื่อเป็นการจุดประกายให้มองงานอาชีพอิสระ รายได้สูง นี้ด้วยนอกเหนือจากการค้าขายสินค้าทั่วไปซึ่งต้องลงทุนสูงมาก สิ่งสำคัญที่พี่เลี้ยงพึงระลึกให้มาก คือ ความรับผิดชอบในชีวิตของผู้อื่นในความดูแลของตน ถ้าความตายหรือบาดเจ็บเกิดจากความประมาทเลินเล่อเพราะไม่มีความรู้หรือไม่ใส่ใจต่อหน้าที่ จะต้องรับโทษทางอาญาและจ่ายค่าชดเชยทางแพ่งแก่ผู้เสียหายด้วย เมื่อมีรายได้สูงจากงานวิชาชีพนี้ ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่องานและลูกค้าด้วยเช่นกัน ดังนั้น ถ้าจะเป็นพี่เลี้ยงควรเลือกก่อนว่าทำงานกับลูกค้าประเภทไหน เด็กทารก คนแก่ คนพิการ แล้วอบรมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ยิ่งมีความรู้ ประสบการณ์เฉพาะทางเท่าใด ส่งผลต่ออัตรารายได้ของท่านด้วย หากชอบทำงานอิสระก็ทำได้ หรือจะเข้าสังกัดในกิจการพี่เลี้ยงก็มีให้เลือกมากมาย การหลอกลวงด้านคุณสมบัติต่อลูกค้าอาจทำให้ติดคุกฐานฉ้อโกงเพื่อหวังเงินทองของผู้อื่นได้ คนชรา คนพิการ เด็ก หรือญาติของพวกเขา ต้องการพี่เลี้ยงมีคุณภาพ มีจิตเมตตา มีความสามารถตามหน้าที่ ราคาเป็นธรรมเหมาะสมกับความรับผิดชอบ งานพี่เลี้ยงจึงเจริญรุ่งเรืองได้ไม่ยากในสังคมเมืองที่สมาชิกครอบครัวมีเวลาดูแลกันน้อย แต่ยอมจ่ายค่าจ้างเพื่อหาคนไว้วางใจไปดูแลบุคคลอันเป็นที่รัก
********************************* 6/10/2009 เหตุหย่า ข้อ 4 สามีภริยาแยกกันอยู่เหตุหย่าข้อ 4 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดครอบครัว มาตรา 1516 ซึ่งมีทั้งหมด 10 ข้อ คือ มาตรา 1516 (4) บัญญัติว่า สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 4.1 สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 4.2 สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (โปรดติดตามข้อต่อไป)
หมายเหตุ
การละทิ้งร้างหรือทอดทิ้งตามเวลาที่กำหนดในกฎหมายนั้น ผู้ที่ฟ้องหย่าได้ต้องมิใช่คนซึ่งจงใจทอดทิ้งสามีหรือภริยา หากเป็นการหย่าเพราะฝ่ายใดติดคุก จะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้ครบองค์ประกอบในข้อกฎหมายด้วย ส่วนการสมัครใจแยกกันอยู่ของสามีภริยานั้นหากครบกำหนดเวลาแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะฟ้องหย่าก็ได้ ข้อตกลงสมัครใจแยกกันนั้นกฎหมายไม่กำหนดว่าต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร จึงแสดงเจตนาด้วยวาจาหรือหนังสือก็ได้ การพิสูจน์ทางศาลอาจต้องนำสืบพยานบุคคลประกอบข้อตกลงนี้ ถ้าเป็นไปได้ข้อตกลงสมัครใจแยกกันของสามีภริยานั้นควรมีพยานบุคคลรับรู้ด้วยเพื่อความสะดวกเมื่อต้องมีข้อพิพาททางศาลหรือทำเป็นหนังสือให้ชัดเจน แม้แต่การแจ้งความไว้ที่โรงพักว่าสมัครใจแยกกันอยู่ ถือเป็นหนังสือสมัครใจตกลงแยกกันอยู่ได้ สิ่งสำคัญคือการทิ้งร้างหรือการแยกกันอยู่นั้นสามีภริยายังถือเป็นคู่สมรสตามกฎหมายอยู่ จึงต้องรับผิดชอบทางทรัพย์สินและหนี้สินต่อกันจนกว่าศาลจะพิพากษาหย่าแล้ว ดังนั้น การสมัครใจหย่ากันจึงเป็นเรื่องง่ายและยุติความรับผิดชอบทางกฎหมายของคู่สมรสเร็วที่สุด ถือเป็นการจากกันอย่างเป็นมิตร
*************************************** |
|
|||||||||
|
|