Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
1/31/2008 คนไทยกับกลาโฆมคนไทยคนหนึ่ง กับ กลาโหม เขียนโดย ลูกแก้ว
ผลการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 และเป็นการเลือกตั้งที่รัฐบาลซึ่งมาจากการปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นผู้ดูแลสนามเลือกตั้งด้วยตัวเอง ในที่สุดคนไทยก็ได้ผู้นำรัฐบาลซึ่งต้องทำงานบริหารประเทศฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจตกต่ำอันเกิดจากการต่อต้านคณะปฏิวัติซึ่งทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยชาติตะวันตกด้วยการไม่เจรจาการค้าหรือชะลอการให้สินเชื่อในการพัฒนาประเทศไว้ กอปรกับราคาน้ำมันโลกผันผวนและการบริหารประเทศทำอย่างเชื่องช้าเพราะทีมบริหารต่างเกษียณจากงานราชการเป็นหลักจึงเคยชินและยึดติดกับระบบงานเก่า โดยมุ่งเน้นกำจัดศัตรูการเมืองมากกว่าภาวะปากท้องของชาวบ้าน ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจมิได้ถูกแก้ไขอย่างทันกาล การตกงานและการค้าขายทำได้น้อยลงเพราะคู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อไว้เพื่อรอรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญไทย แม้จะตราขึ้นภายใต้อำนาจปฏิวัติก็ตาม ณ วันนี้การเมืองและเศรษฐกิจไทยสามารถดำเนินต่อไปได้หลังจากหยุดชะงักเป็นเวลาหนึ่งปีกว่าแล้ว รัฐบาลชุดนี้จึงเป็นความหวังใหม่ของชาติในยามวิกฤต การเลือกผู้นำกระทรวงต่างๆเป็นที่สนใจของประชาชนและนักข่าวอย่างมาก โดยเฉพาะกระทรวงที่มีกระแสข่าวค่อนข้างแรงมาก คือ กระทรวงกลาโหม เนื่องเพราะนายทหารชั้นสูงบางท่านซึ่งมีส่วนร่วมในการปฏิวัติหรืออยู่ในตำแหน่งใหญ่ของกระทรวงนี้ออกมาเตือนรัฐบาลใหม่ว่า ผู้นำคนต่อไปควรมาจากนายทหารด้วยกันเท่านั้นด้วยข้ออ้างว่าเข้าใจความต้องการของทหาร มันจึงสร้างความคลางแคลงใจแก่ประชาชนคนไทยที่ไม่มียศทหารว่า อาจมีเหตุผลซ่อนเร้นที่นายทหารหรือกองทัพต้องการเลือกผู้นำองค์กรเอง อันถือเป็นการใช้อภิสิทธิ์เหนือกระทรวงอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ฝักใฝ่คณะปฏิวัติหรือมีส่วนร่วมในการทำลายรัฐธรรมนูญหรือระบอบประชาธิปไตยไม่สมควรเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง และ เหตุใดต้องสร้างแรงกดดันเมื่อผู้นำรัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลกระทรวงกลาโหมทั้งที่มิใช่ทหาร ในอดีตเคยมีนายกฯคนธรรมดา ไร้ยศทหาร ดูแลกระทรวงกลาโหมได้อย่างราบรื่นมาแล้ว แต่เหตุใดกลับต่อต้านหรือตั้งข้อรังเกียจความเป็นคนไทยไร้ยศทหารในฐานะผู้นำคนใหม่ที่ผ่านการเลือกตั้งซึ่งจะดูแลกองทัพด้วยตัวเองอย่างชัดเจน ปกติกองทัพถือเป็นองค์กรที่มีวินัยสูงสุดและเคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้นอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ครอบครองอาวุธร้ายแรงมากที่สุดในประเทศ จึงเป็นองค์กรที่มีพลังอำนาจสูง แต่ความมีวินัยเคร่งครัดและมุ่งมั่นในวิชาชีพอันทรงเกียรติทำให้ทหารอยู่ในกรอบขอบเขตอันควรเสมอ ประวัติศาสตร์ของประเทศที่บันทึกไว้หลายครั้งผู้นำทหารบางคนเกิดความทะยานอยากและใฝ่สูงในอำนาจทางการเมืองโดยไม่ต้องการให้ประชาชนคัดเลือกหรือตรวจสอบตนตามระบอบประชาธิปไตย จึงใช้ความมีวินัยของทหารนำกองทัพเข้าแทรกแซงการเมืองด้วยการใช้อาวุธของกองทัพเพื่อสนองกิเลสตัณหาส่วนตัว พวกเขาไม่สนใจความทุกข์ยากของปวงชนที่เป็นผลพวงจากการปฏิวัติและความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมือง แค่ต้องการได้ใช้อำนาจสูงสุดหลังจากเบื่อหน่ายการรับบัญชาตามระดับสายงานทางกฎหมายในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง นักการเมืองหรือทหารล้วนมีความเหมือนกันอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้ คือ ความเป็นคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน ต่างกันแค่ทำงานคนละวิชาชีพซึ่งมีลักษณะงานและความรับผิดชอบที่ไม่เหมือนกัน กองทัพหรือทหารมีหน้าที่ใช้ประสบการณ์และความรู้พิเศษปกป้องประเทศมิให้ศัตรูต่างชาติรุกรานเขตแดนด้วยกลยุทธทางทหารและอาวุธ ส่วนนักการเมืองใช้ความรู้ด้านบริหารจัดการเพื่อทำนุบำรุงชาติให้เข้มแข็งทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร โดยจัดหาอาวุธทันสมัยและส่งเสริมความรู้ใหม่เพื่อพัฒนากองทัพ ประชาชนต้องอยู่ดี มีสุข ถ้วนหน้า หากเปรียบเทียบให้มองเห็นชัดขึ้น คือ ทหาร เป็น ฝ่ายบู๊ ส่วนนักการเมือง คือ ฝ่ายบุ๋น ซึ่งต้องทำงานสอดประสานกันอย่างเข้มแข็ง บ้านเมืองจึงเจริญรุ่งเรืองได้ และ ขาดฝ่ายใดมิได้เช่นกัน หลายประเทศในโลกตะวันตกหรือบางชาติในเอเชียผู้นำกระทรวงกลาโหมมาจากบุคคลธรรมดา มิได้มียศทางทหาร ก็สามารถบริหารกระทรวงให้เจริญรุ่งเรืองด้วยนโยบายความมั่นคงที่เหมาะสม ดูแลสวัสดิการทหารอย่างดี จัดงบประมาณซื้ออาวุธตามความต้องการของกองทัพ หน้าที่ของผู้นำกระทรวงกลาโหมเน้นด้านนโยบายเป็นหลัก มิใช่บัญชาการรบ และประสานงานกับรัฐบาลเพื่อการทำงานอย่างราบรื่นระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้ออกนโยบาย ดังนั้น จึงไม่มีหลักวิชาการใดที่บังคับว่า เจ้ากระทรวงกลาโหมต้องมาจากฝ่ายทหารเท่านั้น งานนโยบายเป็นเรื่องที่คนไทยคนใดก็สามารถทำงานนี้ได้ ถ้าทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนไปโดยมุ่งเน้นว่าทำงานเพื่อความเจริญของชาติบ้านเมือง มิใช่ใฝ่หาพวกเดียวกันเพื่อง่ายต่อการแบ่งปันผลประโยชน์ส่วนตัว ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาหลายยุคแล้ว คือ หลังการปฏิวัติทุกครั้งงานแรกที่ต้องทำ คือ การจัดซื้ออาวุธให้กองทัพซึ่งลือกันว่ามีผลประโยชน์นอกระบบแจกจ่ายแก่นายทหารอย่างทั่วถึงเพื่อเป็นบำเหน็จในการทำงานสำเร็จ ถ้าทหารยังมีวินัยเคร่งครัดและเคารพกฎหมายบ้านเมือง ก็ไม่ควรเลือกผู้นำกระทรวงกลาโหมด้วยตัวเอง ทั้งที่กฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ แต่รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจและหน้าที่ให้นายกรัฐมนตรีต้องเลือกรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆเพื่อบริหารงาน ไม่มีข้อยกเว้นกับกระทรวงกลาโหม ดังคำพูดที่ว่า กองทัพเป็นของประชาชน มิใช่สมบัติของคนใดคนหนึ่ง ตัวแทนคนไทยจากการเลือกตั้งแม้ไร้ยศทหารย่อมมีสิทธิบริหารกระทรวงกลาโหมได้ การเกี่ยงและแบ่งแยกคนไทยธรรมดาคนหนึ่งกับนายทหารคนหนึ่งคล้ายกับการแบ่งชั้นวรรณะกัน น่าจะเป็นการก้าวล้ำเกินบทบาทหน้าที่ของทหารอันทรงเกียรติและเป็นสิ่งที่ทหารมิควรกระทำต่อคนไทย บ้านเมืองจะเข้มแข็งได้ด้วยความสามัคคี การเข้าใจและทำงานตามหน้าที่ของตนด้วยความสุจริต การข่มขู่หรือกดดันใดๆต่อตัวแทนประชาชนหรือการคิดปฏิวัติอีกครั้ง เมื่อไม่ได้สมปรารถนา เป็นเรื่องที่ทหารซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกันไม่ควรกระทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะท่ามกลางความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนที่ไม่ต้องการกลุ่มติดอาวุธบริหารประเทศอีกแล้ว
************************ 1/27/2008 รับฝากทรัพย์แล้วหายรับฝากรถ แล้วหาย
ปัจจุบันนี้รถยนต์นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของหลายคนไปแล้ว โดยเฉพาะในเขตเมือง เจ้าของรถมักประสบปัญหามากที่สุด คือ หาที่จอดรถไม่ได้เมื่อต้องไปทำธุระในที่ต่างๆหรือเนื้อที่บ้านพักไม่เพียงพอกับรถของท่าน ดังนั้นจึงเกิดธุรกิจใหม่มารอบรับความต้องการส่วนนี้ นั่นคือ การรับฝากรถหรือให้เช่าสถานที่จอดรถ มีทั้งประเภทชั่วคราวหรือตลอดวัน บ้างก็ทำเป็นกิจลักษณะโดยสร้างเป็นอาคารจอดรถ บ้างก็ใช้ที่วัดหรือบางส่วนของปั๊มน้ำมันเป็นสถานที่จอดรถ สิ่งที่เกิดตามมาคือ ถ้ารถยนต์ที่นำมาจอดไว้เกิดหายสาบสูญไป ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ปัญหาการสูญหายของรถยนต์ในสถานที่จอดรถทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าของรถและเจ้าของสถานที่รับฝากรถบ่อยครั้ง ต่างฝ่ายก็ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตน จึงมีคดีประเภทนี้เข้าสู่กระบวนการในศาลมากพอควร จนกระทั่งได้พิพากษาคดีมอบความยุติธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ดังกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจนี้ คือ น.ส.จิตรา นำรถยนต์ไปจอดไว้ที่ลานวัดแห่งหนึ่งซึ่ง นายพร ได้จัดไว้เป็นสถานที่จอดรถ โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน วันหนึ่งรถของเธอได้หายไปโดยนายพรไม่ยอมรับผิดชอบใดๆ อ้างว่าเป็นแค่คนจัดที่จอดรถให้เท่านั้น น.ส.จิตรา จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เขาประมาทเลินเล่อ มิได้ระวังดูแลรถของเธอเยี่ยงผู้ที่ทำธุรกิจรับฝากรถพึงมี ผลการตัดสินคดีเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมสำหรับกรณีนี้ คือ นายพรเบิกความยอมรับในการพิจารณาคดีว่า ได้อาศัยที่วัดเป้นสถานที่เพื่อให้คนมาฝากรถ จึงเป็นเรื่องชัดแจ้งว่า ทำธุรกิจรับฝากทรัพย์ ซึ่งเป้นไปตามกฎหมายว่าด้วยการฝากทรัพย์ที่กำหนดไว้ว่า "การฝากทรัพย์ คือ สัญญาที่ผู้ฝากส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วจะคืนให้" นอกจากนี้นายพรยังเรียกรับค่าบริการจากน.ส.จิตราที่นำรถมาจอดฝากเป็นรายเดือน แล้วยังมอบบัตรรับฝากให้ทุกครั้งซึ่งมีข้อความว่า "พรบริการ รับฝากรถยนต์และมอเตอร์ไ.ซด์ ขอบคุณที่ใช้บริการ (กรุณาอย่าทำบัตรหาย)" โดยมีหมายเลขกำกับไว้ด้วย พฤติกรรมเช่นนี้แสดงว่า น.ส.จิตราจะรับรถยนต์คืนได้ ต่อเมื่อคืนบัตรให้แก่นายพร ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดีนำรถยนต์เข้ามาจอดไว้ มีผลเท่ากับว่า ได้ส่งมอบทรัพย์สินไว้ในอารักขาของนายพรแล้ว การที่มิได้มอบลูกกุญแจให้ไว้ด้วย หาใช่สาระสำคัญของการส่งมอบไม่ จึงถือว่า เป็นการฝากทรัพย์ที่ครบองค์ประกอบของกฎหมายแล้ว เมื่อรถยนต์ของน.ส.จิตราหายไป ขณะที่อยู่ในการดูแลอารักขาของนายพร ซึ่งประกอบธุรกิจรับฝากทรัพย์ ก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้ เนื่องเพราะกฎหมายได้กำหนดระดับความระมัดระวังสำหรับผู้รับฝากทรัพย์โดยมีค่าตอบแทนไว้ ถ้ามิได้เป็นไปตามนั้น ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้ฝากทรัพย์ ข้อกฎหมายมีดังนี้ คือ "การรับฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จค่าฝาก ผู้รับฝากจำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้น ย่อมรวมทั้งการใช้ฝีมืออันพิเศษเฉพาะการในที่จะพึงใช้ฝีมือเช่นนั้นด้วย" จากการสืบพยานทั้งมวล ศาลจึงตัดสินคดีให้นายพรต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดกับรถของลูกค้าที่สูญหายไป เพราะไม่ระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนจะพึงสงวนรักษาทรัพย์สินของตน และสมควรต้องใช้ฝีมือพิเศษในการระวังดูแลทรัพย์สินที่รับฝาก อันเนื่องจากเป็นอาชีพของตนอย่างเพียงพอ ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพรับฝากทรัพย์สินชนิดใดก็ตาม พึงระลึกไว้เสมอว่า จักต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า จึงควรเอาใจใส่ เพิ่มความรอบคอบ ระมัดระวัง ในการดูแล ปกป้อง ทรัพย์สินในความอารักขาของตนอย่างเต็มที่และโดยสุจริตใจ นอกจากสร้างความเชื่อใจแก่ผู้ใช้บริการ ยังมีชื่อเสียงที่ดี อีกทั้งไม่ต้องสูญเสียเงินทองโดยใช่เหตุในการชดเชยค่าเสียหายด้วย ส่วนเจ้าของรถยนต์ควรเลือกใช้บริการฝากทรัพย์สินอย่างรอบคอบ มิฉะนั้น ค่าเสียหายและค่าเสียเวลาในการฟ้องคดี อาจไม่คุ้มกับการสูญเสียรถยนต์ไปก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำเช่นนี้ การซื้อรถยนต์คันใหม่มิใช่เรื่องเล็กเลย
*****************************
1/24/2008 บัญชีเท็จ กับ เงินภาษีเพิ่มเจ้าหน้าที่นอกคอก บัญชีเท็จ และ เงินภาษีเพิ่ม เขียนโดย ลูกแก้ว
วันหนึ่งคำสนทนาในวงคนชอบกาแฟสร้างความสนใจและอนาถใจแก่ผู้ฟังอย่างมากเมื่อนักธุรกิจหลายคนเริ่มบทสนทนาด้วยอารมณ์โมโหปนสมเพชกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่สรรพากรบางคนที่กระทำต่อบริษัทห้างร้าน ซึ่งมิได้เกิดกับกิจการของผู้บอกเล่าเท่านั้น แต่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนในสภากาแฟเดียวกันว่าถูกกระทำเหมือนกันราวกับมีคำสั่งสอนสืบทอดกันมาของเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเดียวกันแต่ต่างพื้นที่ มันอาจหมายถึงผู้นำองค์กรมีส่วนส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาประพฤติตนเยี่ยงเดียวกันด้วยความพยายามชักจูงแกมบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียภาษีทำบัญชีเท็จเพิ่มตัวเลขจ่ายเงินภาษีให้รัฐทั้งที่ไม่มีรายได้จริง โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นการทำละเมิดกฎหมาย เจตนาเดียวที่เจ้าหน้าที่รัฐกล้ากระทำเช่นนี้เพราะมั่นใจว่าผู้เสียภาษีไม่กล้าร้องเรียนด้วยเกรงอำนาจของเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษีซึ่งยอมทำบัญชีเท็จตามคำพูดชักจูงของเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายสำเร็จและชัดเจนแล้ว จึงกลายเป็นเบี้ยล่างของรัฐที่ใช้รีดภาษีเพิ่มเมื่อมีการตั้งเป้ารายได้ของรัฐไว้ ทำให้ผู้เสียภาษีต้องจ่ายภาษีเพิ่มและกลายเป็นผู้กระทำผิดฐานทำบัญชีเท็จซึ่งมีโทษจำคุกและปรับด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐผู้ให้คำแนะนำชักจูงกลับลอยนวล ไม่ต้องรับโทษใดๆ อีกทั้งยังใช้ผู้เสียภาษีเป็นผลงานประจำปีไต่เลื่อนขั้นตำแหน่งหรือเงินเดือนหรือรับโบนัสเพิ่ม ปกติแล้วการตรวจสอบภาษีนิติบุคคลประกอบด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล จะกระทำกันตลอดทั้งปี โดยกรมสรรพาการกำหนดเป้าหมายรายได้ให้สรรพากรพื้นที่รวบรวมเงินภาษีนำส่งเข้าคลังทุกปี จึงกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งทำตัวเลขให้สวยงามและเป็นที่พึงพอใจแก่ผู้นำองค์กรอันส่งผลต่อความดีความชอบรายปีของแต่ละบุคคลด้วย มีการจัดแบ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ในการดูแลบัญชีของกิจการเพื่อดูแลได้ใกล้ชิดขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนที่เป็นคนดีและมีคุณธรรมจักตรวจสอบบัญชีและทำตามกฎหมายด้วยเมตตาจิตและเป็นธรรมแก่เจ้าของกิจการผู้สุจริตซึ่งสร้างความสบายใจแก่เจ้าของกิจการในการเสียภาษีอย่างถูกต้อง แล้วยังได้รับคำแนะนำด้านบัญชีตามมาตรฐานที่ถูกต้องเพื่อปรับปรุงงานบัญชีสำหรับปีต่อไปด้วย แต่บางคนมีพฤติกรรมชักจูงให้เจ้าของกิจการทำละเมิดกฎหมายเพื่อหวังรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายหรือจริยธรรมในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งควรควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่สรรพากรซึ่งเจ้าของกิจการต้องประสบเจอเป็นประจำทุกปี คือ การตรวจสอบภาษีนิติบุคคลประจำปี เป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทห้างร้านใดมีสิทธิเรียกคืนภาษีไม่ว่าจำนวนมากหรือน้อย จักถูกตรวจสอบบัญชีเป็นพิเศษในรอบบัญชีปัจจุบันหรือย้อนหลังไปเพื่อหาข้อบกพร่อง แล้วยังเรียกเจ้าของกิจการไปสอบปากคำเยี่ยงจำเลยในคดีนอกจากนั้นยังพูดจูงใจมิให้ขอรับคืนเงินภาษีส่วนเกินถ้าพบว่าบัญชีสะอาดและถูกต้อง โดยไม่ตัดสิทธิ์ของกรมสรรพากรที่จะตรวจภาษีปีนั้นอีก หากพิจารณาข้อเสนอนี้ให้ลึกซึ้งแล้วจะมองเห็นความอยุติธรรมที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อผู้เสียภาษีเพราะเจ้าหน้าที่รัฐบังคับขืนใจผู้เสียภาษีมิให้ขอรับคืนเงินภาษีส่วนเกินในปีนั้น เจ้าหน้าที่รัฐยังสงวนสิทธิ์ในการตรวจสอบภาษีกิจการของปีนั้นได้ต่อไป แต่พูดด้วยวาจาว่าถ้าเชื่อฟัง จะไม่ตรวจค้นภาษีปีนั้นอีกและไม่รับรองว่าทีมใหม่อาจตรวจบัญชีของเขาซ้ำเมื่อใดก็ได้ หากไม่ยอมเซ็นชื่อในเอกสาร เขาจะตรวจสอบบัญชีหาจุดบกพร่องให้ได้ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ แม้ไม่พบ ก็จะแจ้งรบกวนให้เจ้าของกิจการต้องส่งเอกสารนานาชนิดให้เขาเป็นประจำทุกเดือนเพื่อให้เดือดร้อนและกิจการเจ๊งไปเลย สาเหตุที่กรมสรรพากรต้องการมิให้เจ้าของกิจการขอคืนเงินภาษีที่ชำระเกินไปนั้น คือ หากมีการขอรับคืนเงินภาษีที่จ่ายเกินไว้ คลังต้องตั้งเงินสำรองเตรียมจ่ายคืนแก่ผู้เสียภาษีเมื่อกรมสรรพากรรับรองความถูกต้องของตัวเลขแล้ว ถ้ามีเอกสารของผู้เสียภาษียืนยันไม่รับเงินคืน ก็ไม่ต้องตั้งเงินสำรองไว้ และกลายเป็นผลงานของกรมฯและเจ้าหน้าที่ในการเก็บเงินเข้าคลังได้ตามเป้าหมายของรัฐ อีกกรณีหนึ่งที่เจ้าของกิจการมักพบเจอประจำทุกปี คือ กรมสรรพากรมีอำนาจในการสุ่มตรวจกิจการของผู้เสียภาษีถึงสถานประกอบการว่ามีการทำงานจริงหรือเก็บเอกสารประกอบภาษีไว้ในสถานที่ดังกล่าวจริงหรือไม่ สิ่งที่พบเจอกัน คือ พฤติกรรมการวางอำนาจและข่มขู่เจ้าของกิจการว่าจะตรวจให้เจ๊งหายไปเลย ถ้าไม่เชื่อฟังหรือยอมเซ็นเอกสารของทางการที่รับรองว่า เจ้าหน้าที่ได้มาตรวจสถานที่ด้วยกิริยาสุภาพเรียบร้อย ถ้อยวาจาดี อันแตกต่างจากความจริง เจ้าของกิจการจำใจต้องเซ็นชื่อเพื่อให้พวกเขาออกไปจากสถานประกอบการโดยเร็วที่สุด สาเหตุที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องได้ลายเซ็นของเจ้าของกิจการ เพราะมีผลต่อเงินค่าใช้จ่ายตรวจนอกสถานที่ซึ่งรัฐจะจ่ายให้และการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำปี ถ้ามีคำร้องเรียนตามความเป็นจริงจะส่งผลมิให้เลื่อนตำแหน่งหรือเพิ่มเงินเดือนก็ได้ กรณีที่เจ้าหน้าที่สรรพากรกระทำหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกฎหมายมากที่สุดและสร้างความอึดอัดใจแก่เจ้าของกิจการที่ทำบัญชีอย่างถูกต้อง คือ การชักจูงใจให้บิดเบือนตัวเลขรายได้เท็จหรือทำบัญชีเท็จขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายแต่ละปี เจ้าหน้าที่รัฐมักนิยมใช้วิธีนี้ เพราะผู้เสียประโยชน์ คือ เจ้าของกิจการที่กระทำละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจนและต้องรับโทษจำคุก ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่แนะนำวิธีนี้ลอยตัวอยู่เหนือกฎหมายเพราะไม่มีผู้ใดกล้าแจ้งร้องเรียนและขาดหลักฐานยืนยันความผิดเนื่องจากเป็นแค่คำพูดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเจ้าของกิจการ นั่นคือ รู้กันแค่สองคน แต่เจ้าของกิจการเป็นคนสั่งให้ทำบัญชีเท็จเอง ส่วนความดีความชอบเป็นของเจ้าหน้าที่รัฐคนนั้นหรือกลุ่มนั้นซึ่งเพิ่มรายได้แก่รัฐ นอกจากนั้น ความเลวร้ายที่ตามมาอีกสำหรับเจ้าของกิจการ คือ เจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มนั้นหรือกลุ่มใหม่จะเห็นกิจการของท่านเป็นคลังภาษีหรือเงินส่วนตัวในการรีดไถเพื่อเลื่อนตำแหน่งทุกปีหรือยามขาดแคลนเงินใช้สอยส่วนตัวโดยกำความลับเรื่องการทำบัญชีเท็จของท่านไว้ข่มขู่ต่อเนื่อง หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่สรรพากรต้องมีพฤติกรรมเหล่านั้น ก่อนอื่นต้องแยกแยะเจ้าหน้าที่รัฐที่ดีและอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างแท้จริงออกไปเสียก่อน เพราะพวกเขามิได้สนใจเป้าหมายการเงินของรัฐเป็นหลัก แต่คำนึงถึงขอบเขตของกฎหมายและของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งความสุจริตใจของผู้เสียภาษี แต่อีกพวกหนึ่งจะคิดถึงเป้าหมายการเงินที่ผู้นำองค์กรตั้งไว้ ความเจริญในหน้าที่การงานกับผลงานจากตำแหน่งของตน ตามหลักที่ว่าผู้ใดทำงานเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร สมควรได้รับความดีความชอบ โดยไม่คำนึงถึงหลักคุณธรรม ขณะที่กิจการซึ่งประกอบการในไทยมีหลายหมื่นราย เป็นไปได้ยากที่เจ้าหน้าที่รัฐจะดูแลได้ครบทุกกิจการ จึงต้องเป็นการสุ่มตรวจสอบแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น การสุ่มเลือกกิจการนี้กระทำเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีเข้ารัฐเป็นรายกิจการ โดยอยู่ในสมมติฐานว่า ไม่มีกิจการใดจะสะอาด มีครบทุกรายการตามมาตรฐานบัญชีเยี่ยงเดียวกับคนที่ไม่มีวันจะสมบูรณ์แบบได้ ขอแค่พบข้อบกพร่องเล็กน้อย ก็สามารถเรียกเงินภาษีเพิ่มทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเข้ารัฐได้ จึงเกิดขบวนการรีดไถเงินภาษีทั้งแบบทำถูกต้องตามขั้นตอนให้เงินเข้าคลังและการรับเงินใต้โต๊ะเพื่อมิให้ถูกเรียกเงินภาษีเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ระดับล่างจักสร้างผลงานเพิ่มเงินเดือนหรือเลื่อนขั้นด้วยการใช้วาจาข่มขู่หรือชักจูงให้เจ้าของกิจการปรับเปลี่ยนตัวเลขรายได้ของกิจการให้เกินความเป็นจริงเพื่อได้จำนวนเงินภาษีเพิ่ม อันถือเป็นการส่งเสริมให้ทำบัญชีเท็จ ทั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในกฎหมายสั่งบวกเพิ่มรายจ่ายที่ไม่น่าเชื่อถืออันส่งผลให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม แต่ตัวเลขไม่สูงมากพอเท่ากับกับการเพิ่มตัวเลขรายได้หลักของกิจการก่อนหักรายจ่าย ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนหลายกลุ่มนิยมให้ทำบัญชีเท็จกันมากเพราะได้ประโยชน์สูงสุดในการใช้ข่มขู่ต่อเนื่องจนกว่ากิจการจะปิดตัวเองเนื่องเพราะการทำบัญชีเท็จมีโทษจำคุกสำหรับเจ้าของกิจการ และต้องจ่ายเงินเพิ่มและเบี้ยปรับในอัตราสูงมากถ้าพบว่าทำบัญชีเท็จ เจ้าของกิจการจึงเป็นตัวประกันชั้นดีของรัฐ โดยมีบริษัทห้างร้านเป็นผู้ค้ำประกันยอดเยี่ยม คำถามหนึ่งต้องเกิดขึ้นในใจของเจ้าของกิจการ คือ ทำอย่างไรไม่ต้องพบเจอเจ้าหน้าที่รัฐเลวทรามเหล่านั้น คำตอบ คือ ไม่มีใครเลือกได้ว่าจะพบเจ้าหน้าที่ประเภทใด แต่สามารถปกป้องตัวเองขั้นพื้นฐานได้ด้วยการทำบัญชีให้มีมาตรฐานตามหลักของกรมสรรพากรซึ่งนักบัญชีทุกคนทราบกันดี ไม่เชื่อคำชักจูงให้ทำบัญชีเท็จด้วยการเพิ่มรายได้ของกิจการหรือเพิ่มรายจ่ายด้วยการหาใบเสร็จเท็จทั้งที่ไม่มีตัวเลขนั้นเพราะท่านจะกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายที่ต้องมีโทษจำคุกติดตัวไว้ กิจการเสี่ยงต่อการปิดตัวเพราะเงินปรับ เงินเพิ่ม ในอนาคต บางท่านอาจเถียงว่า ถ้าเชื่อฟังเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่ถูกตรวจสอบอีกตามที่พวกเขารับปาก แต่ต้องไม่ลืมว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร เจ้าหน้าที่กลุ่มใหม่ย่อมมารับงานตรวจสอบบัญชีกิจการของท่านได้ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่กลุ่มเดิมมีโอกาสโยกย้ายได้ทุกเวลา ความลับนี้ มักมีการบอกสืบทอดกันไว้ก่อนการโยกย้ายทำให้หลายบริษัทถูกเรียกตรวจสอบทุกปี โดยไม่มีบริษัทใหม่เพราะเจ้าหน้าที่รัฐขี้เกียจขุดค้นหาบริษัทใหม่เนื่องจากการตรวจสอบต้องมีการเตรียมแผนงานยุ่งยาก จึงมักหาภาษีเพิ่มกับบริษัทที่รับสืบทอดกันมาเป็นหลักใหญ่ การทำบัญชีเท็จจึงเป็นกับดักทำร้ายตัวเองซึ่งคนลงมือ คือ เจ้าของกิจการ นั่นเอง ไม่มีคณะกรรมการใดเชื่อฟังคำให้การของท่านที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐให้คำแนะนำอย่างแน่นอนเพราะท่านไม่มีหลักฐานพิสูจน์คำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าของกิจการในสภากาแฟวันนั้นจาก 9 ใน 10 คน ซึ่งเป็นกิจการขนาดกลางและใหญ่ล้วนพบเจอพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่สรรพากรดังกล่าวข้างต้นเป็นประจำทุกปีจนเอือมระอาใจ แต่จำต้องทนทำงานต่อไปเพื่ออนาคตของครอบครัวและของลูกจ้างนับร้อยคน สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่ยอมกระทำ คือ การทำบัญชีเท็จตามคำพูดชักจูงใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ทุกปีเจ้าของกิจการและนักบัญชียังถูกเรียกไปนั่งฟังคำด่าทอ ข่มขู่ บังคับ ให้เพิ่มตัวเลขรายได้ครั้งละหลายชั่วโมง ส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งขี้เกียจค้นหาจากแฟ้มที่ได้รับไว้ตามกฎหมายแล้วซ้ำซากทุกเดือน บางคนยอมทำตามเพื่อตัดรำคาญโดยมิได้คิดถึงผลสืบเนื่องในอนาคต หลายคนไม่ยอมทำบัญชีเท็จหรือเปลี่ยนตัวเลขให้ตามใจปรารถนาของเจ้าหน้าที่ ในที่สุดเจ้าหน้าที่รัฐจำต้องไปหาความผิดอื่นเพื่อบีบคั้นต่อไป สิ่งที่ประมวลได้จากการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน คือ แนวคิดการทำบัญชีอย่างถูกต้องตามมาตรฐานของเจ้าของกิจการสมัยใหม่โดยนักบัญชีช่วยบรรเทาความเสียหายเรื่องภาษีหรือการรีดไถเงินของเจ้าหน้าที่สรรพากรได้มาก งบการเงินที่ถูกต้องช่วยให้เจ้าของกิจการทราบสถานะการเงินของธุรกิจชัดเจนขึ้น คำถามหนึ่งผุดขึ้นในสภากาแฟว่า วิธีป้องกันภัยภาษีจากเจ้าหน้าที่สรรพากรนอกคอกมีหรือไม่ นักกฎหมายให้คำตอบน่าคิดว่า เจ้าของกิจการต้องทำบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานกรมสรรพากรก่อน จากนั้นร่วมใจกันปกป้องสิทธิและกำจัดเจ้าหน้าที่เลวออกไปทีละคนหรือทีละกลุ่มด้วยการเก็บพยานหลักฐานพฤติกรรมนอกคอกเหล่านั้นไว้ เป็นที่รู้กันดีว่าการทำบัญชีนั้นอาจพบตัวเลขตกหล่นหรือพลาดเล็กน้อยกันได้ ถ้าเกิดจากความสุจริตใจ เจ้าหน้าที่ที่ดีหรือคณะกรรมการภาษีย่อมให้อภัย ให้ความเป็นธรรม และแก้ไขกันได้ แม้จะมีการเสียค่าปรับหรือเงินเพิ่มจากตัวเลขบกพร่อง ก็เป็นจำนวนเงินที่น้อย ไม่สะเทือนถึงกับพบการล่มสลายของกิจการเหมือนการทำบัญชีเท็จหลบภาษีหรือตามคำชักจูงของเจ้าหน้าที่รัฐนอกคอก ดังนั้น ไม่ว่ากิจการที่ทำบัญชีถูกต้องหรือเบื่อหน่ายต่อการข่มขู่บังคับให้ทำผิดกฎหมายจากเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าของกิจการควรต่อสู้รักษาสิทธิอันชอบธรรมไว้ด้วยการเก็บพยานหลักฐานความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มนั้น โดยทุกครั้งที่ถูกเรียกตัวไปให้การหรือต่อรองเกี่ยวกับบัญชี ควรบันทึกคำสนทนาระหว่างกันไว้ทั้งทางโทรศัพท์หรือเผชิญหน้ากันหรือถ่ายภาพประกอบด้วยจักดีมาก หากมีการพูดกล่อมให้ทำบัญชีเท็จหรือดึงใบเสร็จรายจ่ายที่ต้องลงบัญชีออกไปเพื่อหวังเพิ่มรายได้ของบริษัทอันถือเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนตัวเลขรายจ่ายทางบัญชีซึ่งเป็นความผิดอาญามีโทษจำคุกเพราะทำข้อมูลบัญชีเท็จ เท่ากับเจ้าหน้าที่รัฐสนับสนุน บีบคั้น ให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องรับโทษหนักกว่าประชาชนทั่วไปและยังถูกไล่ออกจากหน่วยงานด้วย เทปบันทึกเสียงและภาพถ่ายจึงเป็นหลักประกันมิให้พวกเขาทำร้ายเจ้าของกิจการผู้สุจริตได้ อีกทั้งยังใช้กำจัดเจ้าหน้าที่รัฐนอกคอกด้วยการส่งเป็นพยานหลักฐานประกอบคำร้องเรียนพฤติกรรมในภายหลัง แม้แต่การตรวจกิจการหรือการบังคับให้เซ็นเอกสารเพื่อมิให้รับเงินคืนภาษี ก็สามารถเก็บหลักฐานด้วยภาพและเสียงของเจ้าหน้าที่รัฐนอกคอกเหล่านั้นได้ ขอให้มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่คนกลุ่มนี้ทำงานจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมนอกคอกนี้เพราะมันสร้างรายได้ให้รัฐและผลประโยชน์ส่วนตัวเสมอ ถ้าผู้เสียภาษีช่วยยกระดับสังคมไทยให้สูงขึ้นด้วยการกำจัดคนชั่วในแผ่นดินออกไปมิให้พวกเขาไปทำร้ายผู้สุจริตคนอื่นได้อีก จักถือเป็นการทำบุญครั้งใหญ่ในชีวิตทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถนำภาพและเสียงเกี่ยวกับพฤติกรรมเจ้าหน้าที่รัฐนอกคอกไปเผยแพร่ทางทีวีหรือวิทยุหรือเว็บไซด์เพื่อเตือนภัยแก่ชาวบ้านและกระตุ้นให้ภาครัฐเอาใจใส่ต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งรังแกประชาชนผู้เสียภาษีอย่างสุจริต มันจะส่งผลให้เกิดพัฒนาการที่ดีต่อข้าราชการอย่างรวดเร็วด้วย เมื่อมีการเปิดเผยพฤติกรรมของคนนอกคอกผ่านการสื่อสารหลายรูปแบบย่อมกระตุ้นให้ผู้นำองค์กรหรือรัฐบาลต้องเร่งกำจัดคนเหล่านั้นและสอดส่องพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ดีทำงานสบายใจ ผู้เสียภาษีจักได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น อันที่จริงแล้วรัฐบาลมิได้อยากรับเงินเปื้อนมลทินจากผู้เสียภาษี แต่องค์กรที่ใหญ่โตอย่างประเทศนั้นอาจมีหลายจุดอยู่พ้นสายตาของรัฐบาลได้ ดังนั้น ผู้เสียภาษีสมควรช่วยกันตรวจสอบและกำจัดคนนอกคอกด้วยระบบกฎหมายและการร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาขององค์กร การนิ่งเงียบกับเจ้าหน้าที่รัฐนอกคอกและเงินภาษีไม่ชอบธรรมไม่สร้างตำลึงทองให้ประชาชน แต่ส่งเสริมคนชั่วให้แบ่งเงินจากกระเป๋าของคนดีต่างหาก การเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการทำบัญชีให้ถูกต้องของกิจการสำหรับนักธุรกิจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการสกัดหรือกำจัดเจ้าหน้าที่รัฐเลวทรามให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยได้
*********************** 1/19/2008 ตกหนักตกหนัก หมายถึง การรับทุกข์ รับเคราะห์ร้าย หรือเสียรู้
คำอธิบาย คำนี้บอกถึงการรับสิ่งเลวร้ายหรือความทุกข์ไว้โดยความไม่เต็มใจหรือถูกยัดเยียดให้รับมัน ทั้งที่มิได้ก่อเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นหรือมิใช่ต้นเหตุ แต่เป็นเหยื่อ ตัวอย่างเช่น การปฏิวัติซึ่งส่งผลทำลายระบบเศรษฐกิจและปากท้องของชาวบ้านโดยตรง แต่ส่งผลดีต่อกลุ่มนักปฏิวัติในการเสพสุขกับเงินทอง อำนาจบารมี ฐานะครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นผิดตาด้วยเวลาอันสั้น แทนที่ต้องรอกินเงินบำนาญตอนเกษียณ แต่ความยากแค้นลำบากในการทำมาค้าขาย ทำงาน กลับตกหนักที่ชาวบ้านบริสุทธิ์ซึ่งมิได้มีส่วนในการริเริ่มปฏิวัติเลย กลับต้องรับผลร้ายจากการตกงาน เงินใช้จ่ายลดลง หนี้สินเพิ่มพูน ฐานะการเงินถดถอยหนัก เพราะผลร้ายทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากความโลภของกลุ่มนักปฏิวัติผู้มีอาวุธที่ซื้อด้วยเงินภาษีของชาวบ้าน แต่นำมาทำลายความอยู่ดี กินดี ของชาวบ้านและยึดสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นของคนไทยไปเพื่อสร้างโลกใหม่ของตัวเอง ดังคำที่ว่า ไม่มีใครทุ่มเทเพื่อคนอื่นด้วยชีวิต เพียงแค่บอกไว้ให้รับฟังอย่างสวยหรูว่าทำเพื่อชาติ ภาพดีนี้ก็เป็นของฉัน คนเดียวที่รักชาติ ส่วนชาวบ้านต้องกินยาพิษเคลือบคำหวานเพราะกระบอกปืนจ่อขมับไว้ ทุกข์จึงตกหนักที่ชาวบ้านเสมอเมื่อสิงโตแก่ทวงตำแหน่งคืนโดยไม่คำนึงว่าเวลาบนโลกของมันเหลือน้อยเต็มทีและควรเป็นเวลาของสิงโตรุ่นใหม่แล้ว เวลานี้จึงเห็นสิงโตแก่เดินเพ่นพ่านรกตาน่าสมเพชใจที่ความรุ่งเรืองเดินอย่างเหนื่อยหน่ายท่ามกลางความมืด
****************************** 1/12/2008 โรคโปลิโอกับความพิการทางกายโรคโปลิโอ
เขียนโดย มณีอักษร
โรคโปลิโอ หรือ โรคไขสันหลังอักเสบ สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการอัมพาตแขนขา หรือกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงาน
กลุ่มที่เกิดโรค ผู้ใหญ่ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จะพบโรคนี้ได้มากที่สุด
ทางติดต่อของโรค โดยติดมือหรือผ่านทางอาหารซึ่งติดเชื้อจากอุจจาระของผู้มีเชื้อหรือผู้ป่วยแล้วเข้าสู่ทางปาก
อาการของโรค มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อาการตึงกล้ามเนื้อคอด้านหลัง ลำตัว และขา การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ
การรักษา ไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง จึงรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น และช่วยบรรเทาความพิการที่ติดตามมาภายหลัง
การป้องกัน ฉีดวัคซีนให้เด็กตามระยะเวลาที่กำหนด ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารหรือหลังขับถ่าย รักษาอนามัยในการดื่มและกินอย่างเข้มงวด
*************************** 1/10/2008 ดุลพินิจในหมอกควันดุลพินิจในหมอกควัน เขียนโดย แก้วมณี
การเลือกตั้งทั่วไปภายใต้การควบคุมของหัวหน้าคณะปฏิวัติและทีมงานผ่านไปเกือบเดือนแล้ว ทุกคนทราบความเห็นจากประชาชนว่าต้องการให้พรรคใดเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ คณะปฏิวัติ และ นักการเมืองบางกลุ่มทั้งโบราณและใหม่เอี่ยม กำลังใช้อิทธิพลทั้งในที่ลับและที่แจ้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่างทรง โดยไม่สนใจประชามติอันเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่รัฐบาลของคณะปฏิวัติเป็นผู้ออกกฎและดูแลการเลือกตั้งนั้น ซึ่งเท่ากับไม่ยอมรับกติกาของตนเองและความเห็นชอบจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คล้ายกับนักกีฬาที่แพ้ทั้งที่กรรมการพยายามช่วยแล้ว แต่ไม่ยอมรับผลแพ้และพยายามดั้นด้นแย่งรับเหรียญแห่งชัยชนะด้วยการผลักไสผู้ชนะตัวจริงให้พ้นแท่นไป อันมิใช่วิสัยนักกีฬาที่ดี คณะปฏิวัติเคยแจ้งจุดประสงค์ของการทำลายรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยว่า ต้องการให้สังคมมีศีลธรรมที่ดี จรรยาบรรณนักการเมืองอยู่ในขอบเขตอันควร บัดนี้ ผลการเลือกตั้งได้บอกคำตอบจากประชาชนแล้วว่า ต้องการรัฐบาลใหม่ภายใต้กติกาของคณะปฏิวัติอย่างไร การดิ้นรนผลักดันให้ผู้แพ้ขึ้นเป็นรัฐบาลด้วยสารพัดวิธีโดยอิทธิพลมืดของผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติและคณะปฏิวัติจักถือเป็นพฤติกรรมของผู้มีศีลธรรมสูงส่งได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคารพกติกาของตน และเคยสอนให้ผู้อื่นเคารพกติกาบ้านเมืองไว้ การใช้กฎหมายเลือกตั้งเป็นอาวุธกำจัดศัตรูทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนลงคะแนนเสียงและภายหลังยิ่งดุเดือดขึ้น เนื่องเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า คณะกรรมการเลือกตั้งชุดนี้ถือกำเนิดจากคณะปฏิวัติ กฎหมายเลือกตั้งตราขึ้นโดยตัวแทนคณะปฏิวัติซึ่งมีเนื้อหาสนับสนุนให้ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลผสมเป็นหลัก ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองด้วยการยอมให้รวมตัวเป็นพรรค แต่ไม่ต้องเชื่อฟังมติพรรค อันขัดต่อทฤษฎีพรรคการเมืองแบบสากลที่ต้องเข้มแข็งด้วยความสามัคคีเห็นชอบเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อส่งผลต่อรัฐบาลให้แข็งแกร่งในการบริหารบ้านเมือง พรรคของไทยในยุคหลังปฏิวัติจึงอ่อนไหวง่ายและไม่มั่นคงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 60 ปี มันจึงกลายเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลองลึกของการเมืองไทยอันเกิดจากความปรารถนาของคณะปฏิวัติที่ไม่ต้องการให้ประชาธิปไตยของไทยก้าวหน้าเยี่ยงอารยชน ซึ่งจักส่งผลให้การทหารมีอิทธิพลจำกัดขึ้น หากประชาธิปไตยก้าวหน้า อำนาจประชาชนสูงขึ้น การปฏิวัติจะทำได้ยากขึ้นหรือหายสูญไปในที่สุดดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศมาแล้ว เมื่อผลเลือกตั้งออกมาไม่เป็นดังที่ฝ่ายตนต้องการ จึงเกิดการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อทำลายศัตรูการเมืองโดยผ่านการใช้ดุลพินิจของผู้ตัดสินคดีเลือกตั้งซึ่งตนแต่งตั้งขึ้น ดังนั้น บุคคลเหล่านั้นจะยอมใช้ดุลพินิจตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพลมากน้อยเพียงใด เครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมืองจะมีประสิทธิภาพเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะบุคคลเหล่านั้นเป็นหลักว่า จะยึดถือหลักการและความเป็นธรรม หรือ ตอบแทนพระคุณที่แต่งตั้งหรือเชื่อฟังคำสั่งผู้มีอิทธิพลอย่างเคร่งครัด บัดนี้ กฎหมายเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในชัยชนะของผู้อยู่เบื้องหลังงานปฏิวัติในการสร้างรัฐบาลร่างทรงโดยมีนักการเมืองที่กระหายตำแหน่งในกระทรวงต่างๆมากกว่าเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีความเป็นนักการเมืองหรือรัฐมนตรีอันพึงมีในระบอบประชาธิปไตย เราจักสังเกตได้ว่าข่าวสารที่เปิดเผยออกมาว่า ใบสั่งกำจัดฝ่ายตรงข้ามกันจากผู้มีอิทธิพลซึ่งกำหนดรัฐบาลที่ปรารถนาไว้แล้วต้องการใช้กฎหมายกำจัดศัตรูทางการเมืองด้วยใบแดงจากเหล่ากรรมการให้มากที่สุด รวมทั้งการยุบพรรค จึงมีการแสวงหาเหตุตามกฎหมาย สร้างหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี เพื่อให้ยุบพรรคที่ได้เสียงข้างมากและมิใช่ฝ่ายเดียวกับเจ้าของใบสั่ง ถ้าหลุดรอดไปอยู่ในมือตุลาการ ก็จะมีอีกหน่วยคอยกำจัดในขั้นตอนนั้น ซึ่งเป็นขบวนการกำจัดอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อส่งมอบชัยชนะเปื้อนมลทินแก่พรรคการเมืองฝ่ายตน มันแสดงว่าจอมบงการเบื้องหลังคนนี้หรือกลุ่มนี้มีอิทธิพลแผ่ขยายไปหลายส่วนในเสาหลักการบริหารประเทศไทยทั้งสามฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ อย่างน่ากลัวมาก หากพิจารณาพฤติกรรมระหว่างการหาเสียงที่มีภัยคุกคามนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามคณะปฏิวัติ เช่น ขัดขวางการหาเสียง การใช้คนในเครื่องแบบหลากสีข่มขู่ชาวบ้านมิให้ฟังการหาเสียง การใช้อิทธิพลบีบคั้นให้เลือกพรรคของตน การร้องเรียนฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาเท็จ และอื่นๆ เมื่อผลเลือกตั้งออกมาว่าฝ่ายตรงข้ามกันได้คะแนนเสียงมากพอจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ แผนใหม่จึงเริ่มขึ้นที่การแจกใบแดงใบเหลืองจากคณะกรรมการโดยมีใบสั่งกำจัดผู้ชนะของพรรคเป้าหมายและพรรคที่บังอาจไปรวมตัวเป็นรัฐบาล ทุกพฤติกรรมที่เป็นข่าวว่ามีใบสั่งเริ่มแสดงจำนวนตรงตามที่พรรคโบราณประกาศไว้ราวกับมีดวงตาทิพย์เห็นกระจ่างทั้งที่สำนวนคดีและเหล่ากรรมการยังไม่ได้อ่านสำนวนหรือประชุมกันเลย มันบ่งบอกว่า พวกเขาทราบผลล่วงหน้าแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องสูญเสียคนไปจำนวนเท่าใด ข่าวใบสั่งจากผู้มีอิทธิพลบางคนบางกลุ่มจึงสร้างความกังขาแก่ประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการกลุ่มนี้อย่างมาก โดยเฉพาะคดีร้องเรียนว่าที่ผู้แทนของพรรคโบราณซึ่งถูกจับคาเงินก้อนใหญ่ แต่กลับได้เพียงใบเหลืองเตือนภัยเพื่อช่วยผ่อนหนักเป็นเบาโดยไม่สนใจรอยยิ้มขบขันของชาวบ้านต่อดุลพินิจครั้งนี้ ขณะที่อีกฝ่ายถูกกล่าวหาแบบเดียวกันด้วยข้ออ้างว่าจับได้คาหลักฐาน กลับถูกแจกใบแดงทันทีและทำให้พรรคของพวกเขาสูญเสียที่นั่งไปตามใบสั่งของผู้มีอิทธิพล กระบวนการพิจารณาข้อเรียกร้องตามหลักสากลนั้นจะเริ่มต้นที่สำนวนคดีก่อนโดยตำรวจหรือคณะอนุกรรมการจะเป็นผู้รวบรวมหลักฐานและแจ้งข้อวินิจฉัยของตนไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ หลังจากรับสำนวนคดีแล้วจะพิจารณาว่าควรสอบถามเพิ่มเติมด้วยตนเองหรือสั่งให้คณะอนุกรรมการสอบสวนก็ได้ ดังนั้น สำนวนคดีจะอ่อนหรือแน่นหนาล้วนต้องมาจากคณะอนุกรรมการ ส่วนชุดใหญ่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาตามสำนวนคดีเท่านั้น คำตัดสินของชุดใหญ่ต้องมาจากประสบการณ์ ความรู้ ไหวพริบ ฉลาดเท่าทัน จิตใจที่เปี่ยมอุดมการณ์และคุณธรรม จึงสามารถใช้ดุลพินิจที่เป็นธรรมได้ การสร้างหลักฐานเท็จ การให้ความเป็นธรรมแท้จริง การสอดไส้หรือดึงหลักฐานออกเพื่อทำให้สำนวนแน่นหนาหรืออ่อนลง ต้องกระทำที่คณะอนุกรรมการเป็นหลัก ส่วนชุดใหญ่อาจเกิดความลำเอียงหรือตาบอดกะทันหันเมื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลของบางคนหรืออุดมการณ์ด้านดีส่วนตัวอ่อนลง จักส่งผลต่อดุลพินิจในการพิจารณาสำนวนคดีได้อย่างมาก ดังนั้น พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอิทธิพลจึงอยู่ในความเสี่ยงสูงเมื่ออนาคตไปอยู่ในดุลพินิจใต้หมอกควันที่ปกคลุมเมืองไทยโดยไม่ยอมเลือนจางไปกับสายลมแห่งกาลเวลา ประชามติของประชาชนไร้ความหมายไปแล้วภายใต้กติกาของคณะปฏิวัติที่อ้างว่ามีศีลธรรมสูงยิ่ง แต่กลับมีพฤติกรรมแอบแฝงน่ารังเกียจเมื่อไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชนและดื้อรั้นจะสร้างรัฐบาลร่างทรงขึ้นมาโดยมุ่งกำจัดฝ่ายตรงกันข้ามอย่างไม่ละอายใจ เมื่อสร้างกติกาเลือกตั้งขึ้น ผู้เล่นเกมทุกฝ่ายอยู่ภายใต้การดูแลของตน หากฝ่ายตรงข้ามกับตนชนะ นักกีฬาที่ดีควรยอมรับผลแพ้ชนะที่กรรมการซึ่งพยายามช่วยเหลือแล้วแต่จำต้องตัดสินให้ฝ่ายนั้นชนะตามความสามารถแท้จริงอย่างไม่เต็มใจนัก การใช้อิทธิพลแย่งชิงเหรียญแห่งชัยชนะไปคล้องให้กับฝ่ายตนนั้น ถือเป็นนักกีฬาไร้ศักดิ์ศรี ส่วนกรรมการที่กระทำเช่นนั้นก็น่าสมเพชอย่างยิ่ง ผู้ใหญ่ชราบางคนในเมืองไทยกำลังชี้นำให้เกิดภาพการแย่งเหรียญแห่งชัยชนะไปมอบแก่ผู้แพ้โดยใช้อิทธิพลและบารมีเพื่อสร้างรัฐบาลร่างทรงขึ้น หากพิจารณาให้ถ่องแท้จักมองเห็นว่า มีกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จอมบงการไม่สามารถแผ่อิทธิพลครอบคลุมได้ทั้งหมดโดยดูจากผลเลือกตั้งที่ปรากฏออกมา คือ คนไทยทั้งหกสิบกว่าล้านคน และพวกเขาเป็นคนดูที่รักสงบและอดทนชมคู่ต่อสู้บนเวทีห้ำหั่นชิงอำนาจกันเองด้วยความสมเพช แล้วหวังว่าผู้คนบนเวทีเหล่านั้นจักสำนึกตนและกลับมาทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติสักวันหนึ่งก่อนที่ประเทศจักล่มสลายเพราะการแก่งแย่งอำนาจของพวกเขา คนไทยจำต้องมองภาพพฤติกรรมทำลายคู่แข่งอย่างไร้จรรยาบรรณอีกนานเท่าไรก่อนจะได้ประชาธิปไตยแท้จริงมาเป็นของคนไทยอีกครั้ง บางทีคนที่น่าสงสารมากที่สุด คือ คนไทย นี่เอง
************************ 1/3/2008 ค่าเสียหายทางแพ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่ การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆอันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย
หมายเหตุ
ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายในภาษาทั่วไปนั้นเป็นการจ่ายค่าชดใช้หรือบรรเทาความเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โดยศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจตัดสินว่าควรจ่ายเท่าไร ลักษณะใด โดยกำหนดชัดว่า ค่าสินไหมทดแทนต้องเป็นอะไร แม้โจทก์จะร้องขอกำหนดตัวเลขความเสียหายไว้ แต่ยังมีหน้าที่นำสืบพยานถึงความเสียหายแท้จริงของตนประกอบคำร้องขอด้วย ส่วนศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลย สภาพแวดล้อม จึงมีดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายอันเหมาะสมที่จำเลยต้องจ่ายแก่ผู้ชนะคดี บางครั้งโจทก์เรียกค่าเสียหายนับร้อยล้านบาท แต่ศาลอาจตัดสินให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพียงหลักแสนบาท หรือ หลักหมื่นบาท ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมของศาล
******************************** |
|
|