Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
1/31/2009 ย้อนรอยเหตุปฏิวัติในไทยย้อนรอยเหตุปฏิวัติในไทย
เขียนโดย แก้วมณี
เมื่อปีพ.ศ. 2475 ประเทศไทยเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามแนวคิดใหม่ คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ใช้อำนาจโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ประเทศไทยเป็นของคนไทย คนไทยมีหน้าที่นับแต่ถือกำเนิดในแผ่นดินไทย คือ ต้องปกป้องรักษาแผ่นดินไว้เพื่อคนไทยเพราะคนไทยเป็นเจ้าของผืนดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ร่วมกัน ผืนดินอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยบนแผนที่โลกจึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของคนใดคนหนึ่ง แต่การปกครองที่ผ่านมามิได้ราบรื่นนัก อันเนื่องจากความปรารถนาที่ไร้ขอบเขตและเหลือบไรของระบอบเก่ายังฝังกายอยู่ในสังคมไทยมาช้านานเพราะคณะราษฎร์ในเวลานั้นต้องการให้ประเทศเกิดความปรองดองกันจึงยอมอะลุ้มอะล่วยให้คนในระบอบเก่าและหวังให้เวลาช่วยแก้ไขความคิดเดิมที่ฝังรากไว้หลายร้อยปี โดยเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ของระบอบเก่าจะซึมซับวัฒนธรรมใหม่แบบประชาธิปไตยในสายเลือดได้ แต่แนวคิดของพวกระบอบเก่ามีระเบียบแบบแผนเข้มแข็งทำให้ลูกหลานของพวกเขายังคงหวังลึกๆว่า จะฟื้นฟูอำนาจ สิทธิ์อันแผ่ไพศาลของตระกูลหรือเทือกเถาเหล่ากอให้ยิ่งใหญ่ดังเดิมได้ จึงสร้างระบบอุปถัมภ์ให้เข้มแข็งและต่อเนื่องเพื่อหาแนวร่วมพลิกฟื้นระบอบโบราณคืนมาอีกครั้ง ณ วันนี้ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเกือบ 70 ปีของระบอบประชาธิปไตยในไทย ผู้สืบทอดอันแข็งแกร่งของพวกศักดินาระบอบเก่ายังมีพละกำลังและแนวคิดดั้งเดิมที่แข็งแกร่งอยู่ เวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยจักสังเกตเห็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างพวกศักดินาระบอบเก่าโดยมีทหารสนับสนุนกับตัวแทนประชาชนที่นิยมระบอบประชาธิปไตยเป็นระยะ นอกเหนือจากการต่อสู้ทางแนวคิดที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีสาเหตุสำคัญที่แฝงอยู่ คือ ผลประโยชน์ที่ได้จากระบอบปกครองใหม่อันมีมูลค่ามหาศาลเมื่อไทยมีผู้นำรัฐบาลที่มีความสามารถในแต่ละยุค ปีพ.ศ. 2475 คณะราษฎร์เชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยจักให้ประโยชน์สูงสุดแก่ปวงชนชาวไทย จึงเริ่มการต่อสู้กับพวกศักดินาระบอบเก่าที่ปกครองไทยมานานหลายร้อยปีโดยใช้การเจรจา การปราบปรามกบฎ ควบคู่กัน จนกระทั่งผู้ฝักใฝ่ระบอบเก่าจำต้องรามือไปเพราะสู้กระแสต่อต้านของประชาชนที่ชื่นชมกับเสรีภาพและสิทธิซึ่งไม่เคยได้รับมาก่อนจากระบอบเก่าอันสร้างความแข็งแกร่งแก่คณะราษฎร์ พวกศักดินาระบอบเก่าเปลี่ยนรูปแบบใหม่ด้วยการใช้ทรัพย์สินและบารมีที่สั่งสมไว้สนับสนุนให้บางกลุ่มในคณะราษฎร์ก่อศึกแย่งอำนาจกัน เมื่อฝ่ายของตนชนะก็จะเรียกร้องอำนาจและผลประโยชน์ที่เคยสูญเสียไปกลับคืนมาทีละน้อย แล้วสร้างเครือข่ายของตนด้วยการส่งเสริมคนที่ควบคุมได้ง่ายและเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายตนได้ในกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย จึงเห็นว่าระยะแรกของการปกครองใหม่มีการปฏิวัติแย่งชิงอำนาจกันบ่อยครั้ง อายุรัฐบาลไม่ค่อยยาวนัก ส่วนรัฐบาลที่มาจากคณะปฏิวัติจะใช้พละกำลังอำนาจเบ็ดเสร็จจึงทำให้สามารถครองอำนาจยาวนานและประชาชนหวั่นกลัวมาก ยุคนี้พวกศักดินาระบอบเก่าไม่กล้าเปลี่ยนระบอบกลับไปสู่ของดั้งเดิมเพราะทหารยังชอบกับอำนาจสูงสุดของตนและคนไทยเริ่มเคยชินกับสิทธิเสรีภาพใหม่ สังคมไทยเริ่มพัฒนาขึ้นจนคนไทยสัมผัสความเจริญต่างๆที่เขาใช้สอยและมีส่วนเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน อันผิดแผกแตกต่างจากระบอบดั้งเดิมที่ผู้อยู่ใต้ปกครองหรือไพร่จะได้รับเศษเสี้ยวเหลือกินเหลือใช้ที่โยนมาจากผู้ปกครองเท่านั้น เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2475 พัฒนาตัวเองให้เจริญอย่างเร็วด้วยแนวคิดของผู้ปกครองจากคณะราษฎร์ซึ่งได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก แม้ต้องพบกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็สามารถประคองตัวผ่านพ้นปัญหาไปด้วยความสามารถของปัญญาชนรุ่นนั้น การปฏิวัติในประวัติศาสร์การเมืองไทยมีหลายครั้ง จักพิจารณาเจาะลึกเฉพาะรัฐบาลที่ประชาชนนิยมชมชอบมากและยังอยู่ในความทรงจำของคนไทย เรามองเห็นเจตนารมณ์แท้จริงของคณะปฏิวัติเหล่านั้นจากประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้และคนไทยส่วนใหญ่ยังสัมผัสได้ คือ รัฐบาลยุคพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เจ้าของนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เสรีนิยมทุกด้าน เราต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้ายุคท่านชาติชายประเทศไทยอยู่ในควบคุมของคณะปฏิวัติมานาน สถานภาพการเงินติดขัดเพราะเงินคงคลังหรืองบประมาณถูกทหารที่ทำปฏิวัตินำไปใช้เพื่อบำเหน็จความชอบให้พรรคพวกของตนเป็นหลัก ความเจริญของบ้านเมืองจึงมีช้ามาก พรรคการเมืองของท่านชาติชายชนะการเลือกตั้งและมีแนวคิดเสรีนิยมอย่างมาก เมื่อแผ่นดินไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ท่านชาติชายเข้าใจใช้ศักยภาพพื้นฐานของไทยเพื่อหารายได้เข้าประเทศอย่างเต็มที่โดยเน้นการค้าขายกับเพื่อนบ้านเป็นหลัก มิใช่ทำตัวเป็นศัตรูหรือสร้างความหวาดระแวงแก่เพื่อนบ้าน ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการค้าของอินโดจีนไปในพริบตา รายได้เข้าประเทศสูงขึ้น เมื่อวงล้อการค้าเดินอย่างเต็มที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยก็รุ่งเรืองตามไปด้วย ภาวะเงินคงคลังของไทยสูงมาก ในที่สุดการปฏิวัติโดยทหารกลุ่มหนึ่งก็เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลเลือกตั้งต้องพินาศตามเคย การแจกเงินตอบแทนพวกพ้องที่ช่วยให้ทำงานสำเร็จหรือผู้สนับสนุนงานปฏิวัติก็ได้ผลประโยชน์ตอบแทนถ้วนหน้า การซื้ออาวุธอันเป็นนโยบายยอดฮิตหลังการปฏิวัติมีจำนวนสูงมหาศาลในรูปของงบประมาณผูกพันหรือหนี้ผูกพันยาวนาน มันเกิดขึ้นเหมือนการปฏิวัติทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งเงินคงคลังเริ่มต่ำพร้อมกับเศรษฐกิจตกต่ำ ทหารต้องถอนตัวออกด้วยความเต็มใจเมื่อนโยบายของตนผูกพันไว้ครบถ้วนจนรัฐบาลใดไม่มีทางปลดพันธนาการนี้ได้ รัฐบาลเลือกตั้งต้องเข้ามาแก้ไขหาเงินเข้าคลังใหม่เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินไว้และสร้างภาพประเทศใหม่เพื่อชักจูงนักลงทุนนำเงินเข้าประเทศไทยอีกครั้ง การปฏิวัติล่าสุดในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าเพื่อล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งของท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลาที่ประเทศไทยมีเงินคงคลังสูงที่สุดนับแต่มีการตั้งงบประมาณบริหารประเทศ เนื่องจากการทำมาหาได้ด้วยศักยภาพพื้นฐานของไทยเยี่ยงเดียวกับรัฐบาลของท่านชาติชายเคยใช้ได้ผลมาแล้ว การปฏิวัติครั้งนี้ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากพวกฝักใฝ่ระบอบศักดินาดังเช่นที่เกิดขึ้นในการปฏิวัติหลายครั้ง สาเหตุสำคัญที่ทหารเข้าร่วมการปฏิวัติทั้งที่เศรษฐกิจของชาติกำลังเติบโตอย่างมากก็เยี่ยงเดียวกับคณะปฏิวัติรุ่นก่อนๆ คือ เงินคงคลังจำนวนสูงล่อตาล่อใจให้อยากหยิบใช้ และพวกศักดินาหวั่นเกรงโครงการส่งเสริมการศึกษาแก่คนไทยโดยไม่เลือกชั้นวรรณะด้วยทุนการศึกษามหาศาล จักส่งผลร้ายต่อการฟื้นฟูระบอบศักดินาที่มีแนวคิดว่า ระบอบนี้จะมั่นคงและยั่งยืนได้ คนไทยต้องมีการศึกษาต่ำหรือไร้การศึกษาเท่านั้น พวกศักดินากับกลุ่มทหารจึงรวมตัวกันเป็นคณะปฏิวัติรุ่นหลงยุค โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน กลุ่มทหารดูแลการใช้อาวุธข่มขู่คนไทยและควบคุมบ้านเมืองให้สงบ ปราบฝ่ายตรงข้ามโดยอาวุธเป็นหลัก ส่วนพวกศักดินาที่สร้างคนด้วยบารมีไว้นานหรืออาศัยความเกรงใจของข้าราชการก็ใช้คนของตนในหน่วยงานรัฐเพื่อบ่อนทำลายระบบกฎหมายหรือบังคับข่มขู่คนให้มาอยู่ใต้คำสั่งของตน มิใช่ของรัฐบาลเลือกตั้ง เมื่องานสำเร็จก็เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ประชาชนว่าการตอบแทนด้วยเงินทองจำนวนมหาศาลต้องติดตามมา มันเกิดขึ้นจริงโดยข่าวการแจกเงินแก่พวกพ้องทหารที่ร่วมทำงานสำเร็จด้วยงบลับหรือเงินจากส่วนต่างๆของหน่วยงานทั้งหลายเท่าที่จะใช้เป็นข้ออ้างได้ ถ้าหน่วยงานขาดเงินสุดท้ายก็ต้องแบ่งมาจากเงินคงคลังของชาติ นอกจากนั้นมีการตั้งงบประกอบโครงการสารพัดแบบเพื่อเป็นข้ออ้างนำเงินคงคลังออกไปใช้แล้วแบ่งผลประโยชน์ระหว่างเอกชนกับกลุ่มทหาร ทำให้ปริมาณเงินคงคลังลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนพวกศักดินาก็ได้รับแบ่งปันเงินจากคณะปฏิวัติเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายที่ทดรองจ่ายแก่กลุ่มต่างๆที่สร้างความปั่นป่วนในสังคมไทยเพื่อใช้อ้างเป็นเหตุปฏิวัติ รวมทั้งการส่งคนของพวกศักดินาเข้าสู่รัฐบาลใหม่เพื่อปกครอง ควบคุม คนไทย ใช้เงินของชาติเพื่อฟื้นฟูระบอบดั้งเดิมให้สังคมไทยอีกครั้งด้วยการเพิ่มอำนาจของข้าราชการหรืออำมาตย์เดิมในการคุมความประพฤติหรือวิถีชีวิตคนไทยให้อยู่ในกรอบดั้งเดิม กำจัดฝ่ายประชาธิปไตยให้สิ้นซาก แขวนป้ายประชาธิปไตยเดิมไว้ก่อนเพื่อจัดระเบียบ ระบบ ความคิด ของคนไทยทั้งหมดให้เข้าสู่ระบอบศักดินาเดิมซึ่งร้างลาไปนานและยอมรับความเป็นไพร่และเจ้านายให้สำเร็จก่อนประกาศเปลี่ยนระบอบไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือจะเรียกสบายปากว่า อำมาตยาธิปไตย ก็ได้ เวลานี้พวกศักดินาไม่กล้าพอจะประกาศเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศทันทีเพราะประชาธิปไตยของตะวันตกยังมีอิทธิพลในเมืองไทยสูงมากและคนไทยเคยชินกับอิสรภาพและสิทธิต่างๆมานานเกือบ 70 ปีแล้ว จึงต้องบ่อนทำลายหรือกำจัดแนวคิดนี้จากสมองของคนไทยให้หมดก่อน จักสามารถฟื้นฟูหรือฝังรากใหม่ให้ชื่นชมพวกศักดินาและคนไทยยอมรับสถานภาพใหม่ในฐานะผู้อยู่ใต้ปกครองเยี่ยงไพร่โดยดี เมื่อใดคนไทยมีความคิดเป็นไพร่สมบูรณ์ จึงเป็นเวลาประกาศฟื้นฟูระบอบดั้งเดิมอีกครั้งโดยไม่ต้องสนใจสายตาของชาติตะวันตกอีกต่อไป ณ วันนี้พวกศักดินากับรัฐบาลใหม่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคณะปฏิวัติกำลังใช้เงินคงคลังทั้งหมดเพื่อสนองกิเลสตัณหาของพวกเขาอย่างสนุกสนาน โดยไม่สนใจต่อความยากแค้นของคนไทย กลุ่มนี้ต้องการให้คนไทยยอมรับสถานภาพใหม่ ระบอบดั้งเดิมที่ยัดเยียดให้คนไทยเท่านั้น แต่ขาดความสามารถในการหาเงินทองเข้าประเทศเพื่อเลี้ยงประชาชนให้มีความสุข หลักคิดมีเพียงว่าคนไทยต้องสละทุกสิ่งเพื่อให้พวกศักดินามีความสุขเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยวันนี้ ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งที่จ่อคอหอยของคนไทยอยู่ ศึกชิงอำนาจระหว่างพวกศักดินาติดอาวุธกับพวกประชาธิปไตยกลุ่มใหญ่ที่ไร้อาวุธและบารมี โดยมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคของคนไทยเป็นเดิมพัน เราจักสังเกตจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ว่า เงินคงคลังเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการปฏิวัติมาเกือบร้อยปีแล้ว แต่เราจะปล่อยให้เงินก้อนนี้ร่อยหรอจนถึงก้นกระเป๋าก็ไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับสถานภาพการเงินในเวทีโลกของไทยและป้องกันมิให้กลายเป็นประเทศล้มละลายที่ชาติเจ้าหนี้เข้ายึดครองกันได้ง่ายๆ อันเป็นการทรยศต่อบรรพชนที่ต่อสู้ด้วยชีวิตเพื่อรักษาดินแดนไทยไว้ ทุกครั้งที่เงินคงคลังมีจำนวนสูง จักมีการปฏิวัติโดยกลุ่มทหารเกิดตามมาเสมอ เมื่อใดที่มันร่อยหรอจนติดก้นกระเป๋า กลุ่มทหารหรือพรรคการเมืองใต้เงาทหารจะถอยฉากไปเพื่อรอคอยวันที่เงินมีสูงขึ้น ก็จะกลับมาอีก มันกลายเป็นวงจรอุบาทว์ประจำประเทศไทยไปแล้ว ถ้าเงินคงคลังสูง คณะปฏิวัติจะกลับมาแย่งชิงอำนาจจากประชาชนทุกครั้งด้วยข้อกล่าวหาเดิม คือ รัฐบาลฉ้อราษฎร์ ไม่ภักดีต่อสถาบันทั้งหลาย การทำลายวงจรอุบาทว์ต้องกระทำโดยคนไทยที่ยึดมั่นต่อประชาธิปไตยเท่านั้น โดยเน้นกำจัดพวกฝักใฝ่แนวคิดศักดินาหลงยุคที่เป็นกำลังเงินหลักและฝังรากลึกในสังคมไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยมานาน เผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยแท้จริงให้คนไทยรับทราบเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนสับสนและหวาดกลัวอิทธิพลอำนาจของพวกหลงยุคเกินเหตุและรักหวงแหนสิทธิเสรีภาพของตนไว้ ประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเกี่ยวกับการปฏิวัติเขียนขึ้นโดยการกระทำของคณะปฏิวัติแต่ละยุคสมัยโดยมีเหตุผลซ่อนเร้นแตกต่างกันไปทั้งนี้จะเขียนเหตุผลเพื่ออ้างต่อประชาชนสร้างความชอบธรรมแก่ตนว่า จำใจกระทำเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนเพราะรัฐบาลเลือกตั้งกระทำฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำลายประเทศจนเกินจะรับได้ เมื่อคนไทยพลิกอ่านประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้โดยคณะปฏิวัติทั้งหลายจะพบเหตุผลเดียวกันเป็นข้ออ้างในประกาศต่อสาธารณชนด้วยเนื้อหาเดียวกัน ข้อสังเกตคือ ผู้ถูกกระทำมักเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนและผู้อยู่เบื้องหลังงานปฏิวัติซึ่งต้องใช้เงินทองและกำลังพลเป็นกองหนุนมักมาจากพวกฝักใฝ่ระบอบศักดินาที่หวังฟื้นคืนชีพอำนาจในอดีตและฉกฉวยเวลาสำคัญนี้ตลอดเวลาโดยใช้ทหารเป็นเครื่องมือเนื่องจากทหารเป็นกลุ่มเดียวที่มีอาวุธอันสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนได้ง่ายที่สุดและทหารเป็นกลุ่มที่ให้ความเคารพนับถือแก่พวกศักดินาอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งประสานผลประโยชน์ร่วมกันได้ง่าย ปรามาสประชาชนว่าไร้อาวุธ ไร้กำลัง ต่อต้านพวกเขาได้เพราะมีเพียงความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น เหตุผลส่วนใหญ่ของการปฏิวัติเมื่อนำหน้าประวัติศาสตร์ไปเปรียบเทียบกับรายงานเงินคงคลังของไทยในเวลาเกิดปฏิวัติล้วนพบว่า ทหารปฏิวัติเมื่อเงินคงคลังอยู่ในระดับสูงหรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า ชาติร่ำรวย พฤติกรรมที่เห็นซ้ำซากหลังงานปฏิวัติสำเร็จ คือ การเพิ่มงบซื้ออาวุธ แจกเงินพิเศษให้กองทหารที่ร่วมทำงานสำเร็จ แต่งตั้งนายทหารไปอยู่ในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจโดยปรับเปลี่ยนกฎให้พวกเขารับรายได้จากหน่วยงานนั้นนอกเหนือจากเงินเดือนทหารได้ทั้งที่พวกเขาไม่มีความสามารถทำงานในหน่วยงานนั้นเลยหรือแค่มีชื่อแต่ไม่เคยทำงานจริงเพื่อเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์แก่พลชั้นล่างลงมาหลังจากพื้นที่ในรัฐบาลมีไม่เพียงพอ การเซ็นสัญญาก่อสร้างหรือผุดสารพัดโครงการเพื่อสร้างหนี้สินแก่ประเทศและรับเงินพิเศษไว้เป็นส่วนตัว จักสังเกตได้ว่าหลังจากมีรัฐบาลเลือกตั้งแล้วบุคคลในคณะปฏิวัติมีสภาพการเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่หลายคนเกิดและเติบโตในครอบครัวชาวนาหรือคนยากจน แต่รับราชการทหารจนเกษียณและร่วมเป็นคณะปฏิวัติกลับมีเงินทองทรัพย์สินมูลค่าหลายร้อยล้านบาท มีบ้านพักและกิจการในต่างประเทศซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เป็นคณะปฏิวัติ ดังที่เห็นกันได้ในการต่อสู้แย่งมรดกของหัวหน้าคณะปฏิวัติคนหนึ่งซึ่งเป็นข่าวพาดหัวครึกโครม เมื่อนำไปเทียบกับระดับเงินเดือนและเงินสวัสดิการของนายทหารระดับเดียวกันที่มิได้ร่วมคณะปฏิวัติและทำงานจนเกษียณ ย่อมหาคนที่มีสถานภาพการเงินสูงในไม่กี่เดือนจึงมีเงินทองมหาศาลเช่นนี้ยากเต็มที คนที่จะมีเงินทองมหาศาลทั้งที่ทำงานทหารจนเกษียณจะมองเห็นความสมเหตุสมผลได้ง่าย เช่น ชาติกำเนิดและครอบครัวของเขามาจากขุนนางในอดีตจึงมีการสืบทอดมรดกจำนวนมาก หรือ มีกิจการอื่นในครอบครัวที่สร้างเงินทองได้มาก เป็นต้น ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ ระยะห่างของการปฏิวัติแต่ละครั้งจักขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลเลือกตั้งในการเก็บออมเงินเร็วหรือช้าเพียงใด และรัฐบาลที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถูกปฏิวัติเลยเพราะยุคของเขาทำมาค้าขายไม่ได้ด้วยขาดความสามารถหารายได้ และมักทำทุกอย่างตามคำขอจากทหารแม้จะต้องสร้างหนี้สินให้คนไทยโดยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันได้ลงตัว คือ ทหารได้ตามที่ขอ แต่อย่ามองพวกเขาหยิบใช้เงินออมของชาติอย่างสนุกมือ พอเงินร่อยหรอลง ประชาชนยากแค้นขึ้น เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่คนไทยย่อมต้องการพรรคอื่นมาทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนและเก็บเงินออมเพื่อบริหารประเทศต่อไป ถ้าครั้งใดที่ประเทศได้ผู้นำเก่งกาจทั้งรุกและรับทางการค้าและการเมืองได้อย่างดี ดังเช่น สมัยของท่านชาติชาย หรือ สมัยของท่านทักษิณ เงินคงคลังเพิ่มพูนด้วยเวลาไม่นานนัก การปฏิวัติจักเกิดขึ้นไวมากเมื่อเทียบกับการปฏิวัติที่เพิ่งจบไป เหตุผลที่ใช้กล่าวหาเพื่อล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งจักเหมือนกันทุกครั้ง คือ รัฐบาลฉ้อโกงชาติจนทหารทนไม่ไหว ทั้งที่รู้กันดีว่าทหารก็มีการฉ้อโกงชาติสารพัดรูปแบบเช่นเดียวกับนักการเมือง ขณะที่นักการเมืองมักเลี่ยงไม่ยุ่งกับทหาร จากนั้นพฤติกรรมการปูนบำเหน็จหรือใช้เงินออมของชาติจะหวนกลับมาอย่างไม่แตกต่างกับการปฏิวัติในอดีต ส่วนเหตุผลปฏิวัติที่มาจากความไม่เข้าใจ ความหวาดระแวงกัน ความขัดแย้งทางแนวคิดระหว่างทหารหัวหน้าปฏิวัติกับผู้นำรัฐบาลนั้นมีน้อยมาก ประมวลเหตุผลส่วนใหญ่ของการปฏิวัติโดยทหารภายใต้การหนุนหรือยุยงของพวกศักดินาหลงยุคจักมาจากเงินคงคลังและผลประโยชน์ในชาติที่ต้องการมีส่วนแบ่งด้วย เมื่อมองทบทวนการปฏิวัติล่าสุดในไทยท่ามกลางเศรษฐกิจที่ดีจักมองเห็นเหตุผลแท้จริงซ่อนอยู่ซึ่งถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วว่า มันเกิดขึ้นจากจำนวนเงินคงคลังมหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความอิจฉา ความหวาดระแวงในความสามารถของผู้นำบ้านเมืองและนโยบายกระจายการศึกษาแก่คนไทยด้อยโอกาสซึ่งส่งผลร้ายต่อความหวังฟื้นระบอบศักดินาอีกครั้งเนื่องจากระบอบนี้จะมั่นคงได้ต่อเมื่อผู้อยู่ใต้การปกครองไม่มีปัญญาหรือความรู้ต่ำที่สุด ถ้าปล่อยให้คนไทยมีความรู้สูงขึ้นทั่วประเทศ ระบอบนี้จักฟื้นได้ยาก พวกศักดินาหลงยุคตระหนักดีว่า สิทธิเสรีภาพและการศึกษาของประชาชนเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบศักดินาอย่างมาก แผ่นดินไทยจึงมีประชาธิปไตยและผู้นำบ้านเมืองที่ชาญฉลาดมิได้เด็ดขาด นอกจากนั้นรัฐบาลในเวลานั้นมีโครงการที่ใหญ่มากและต้องมีเงินลงทุนมหาศาล แม้จะเป็นการกู้เงินจากเจ้าหนี้ต่างชาติแต่ผลประโยชน์เป็นของคนไทยทั้งประเทศ พวกศักดินาอยากมีส่วนแบ่งผลประโยชน์นั้นแต่ด้วยกฎหมายและสถานภาพของตนไม่เอื้อต่อการแสดงตนเช่นนั้น กอปรกับทหารกลุ่มหนึ่งก็มองเห็นและต้องการส่วนแบ่งนั้นด้วย จึงร่วมมือกันล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งโดยเร็วก่อนจะมีการเซ็นสัญญากู้หรือเริ่มต้นโครงการทั้งหลาย มันเป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า การกู้ยืมเงินนั้นเจ้าหนี้คนใดต้องการให้ไทยเลือกกู้เงินกับเขา ก็ต้องจ่ายเงินพิเศษให้รัฐบาลนั้นเพื่อเลือกเซ็นสัญญากับตนและถือเป็นเงินส่วนตัวของนักการเมือง ถ้ารัฐบาลตั้งใจดีก็จะไม่เอาเงินนั้นและเดินหน้าโครงการอย่างเต็มที่ดังที่เกิดขึ้นกับงานสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่รอคอยการสร้างมากกว่า 30 ปี แต่รัฐบาลของท่านทักษิณใช้เวลาสร้างไม่ถึง 5 ปี ก็เสร็จสมบูรณ์ด้วยความตั้งใจมั่นให้กำเนิดมันและลดทอนผลประโยชน์ส่วนตัวที่จะได้รับไปเป็นการแบ่งงานให้บริษัทเอกชนเพื่อให้มีกำลังใจทำงานและช่วยเร่งรัดแก้ปัญหาจากระบบราชการ ในที่สุดก็มีสนามบินแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในประเทศไทยได้ แม้คณะปฏิวัติจะพยายามป้ายสีให้มัวหมองหรือคิดจะยกเลิกและปล่อยให้ร้าง สุดท้ายความจริงก็ปรากฏว่า สารพัดข้ออ้างความไม่ดีของสนามบินนั้นมิใช่ความจริง สนามบินมีความสมบูรณ์ตามมาตรฐานสากล อีกพฤติกรรมหนึ่งที่ยืนยันการตอบแทนผู้สนับสนุนงานล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งของประชาชน คือ การออกกฎหมายเพิ่มเงินเดือนแก่รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี รวมทั้งองคมนตรีทั้งหลายหลังจากงานปฏิวัติสำเร็จได้ไม่กี่เดือน การปฏิวัติเกือบทุกครั้งจักมีพวกศักดินาหลงยุคอยู่เบื้องหลังไม่มากก็น้อย จุดประสงค์คือ ต้องการมีส่วนแบ่งในผลประโยชน์ และ สร้างฐานอำนาจให้เข้มแข็งอีกครั้งหลังจากถูกคณะราษฎร์กำจัดไปเมื่อปีพ.ศ.2475 โดยอาศัยความเคารพนับถือของคนไทยเป็นเครื่องมือ พวกเขาส่งเสริมคนที่ฝักใฝ่แนวคิดเดียวกันไปฝังตัวในหน่วยราชการต่างๆเพื่อรอโอกาสเรียกใช้งานในวันหน้าซึ่งเห็นได้จากการปฏิวัติและเหตุการณ์ภายหลังที่มีการร่วมมือกันระหว่างบุคคลในอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการเพื่อกำจัดพรรคการเมืองเสียงข้างมากมิให้จัดตั้งรัฐบาลได้โดยอาศัยกฎหมายที่เขียนขึ้นโดยคณะปฏิวัติภายใต้บัญชาการของพวกศักดินาหลงยุคเป็นอาวุธ ณ วันนี้จักเห็นอิทธิพลของพวกศักดินาที่ก่อตัวและแอบแฝงในความเคารพนับถือของคนไทยมาช้านานว่ามีความน่ากลัวเพียงใด การเป็นผู้หนุนหลังงานปฏิวัติเพื่อล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งแสดงถึงอำนาจที่พยายามอวดตนให้คนไทยหวาดกลัวและยอมสยบต่อพวกเขาโดยดี เมื่อคนไทยบางกลุ่มขัดขืนก็ใช้อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ กำจัดฝ่ายตรงข้าม การปฏิวัติจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดเงินทองหรือผู้มีอิทธิพลคอยปกป้องการกระทำของกลุ่มทหารทั้งหลาย คนไทยที่ยึดมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยและคนตกงานเพราะการกระทำของคณะปฏิวัติและม็อบโกเต๊กซ์ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่า พวกศักดินาหลงยุคเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ทั้งสองกลุ่มเพื่อล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งด้วยการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ทั้งเงินคงคลังและอำนาจในบ้านเมืองอย่างลงตัวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนไทยเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำจากการปิดสนามบินสองแห่ง การยึดทำเนียบรัฐบาล การไม่เคารพกฎหมายของม็อบโกเต๊กซ์ ความคิดแตกแยกในสังคม การยุยงข้าราชการมิให้เชื่อฟังผู้บังคับบัญชาที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน คนไทยย่อมมองเห็นพฤติกรรมปกป้องการสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองจากพวกศักดินาหลงยุคหรือพวกที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด คนไทยรู้จักตัวตนของผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นพวกศักดินาแท้ พวกฝักใฝ่แนวคิดศักดินา พวกยึดติดกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากชัยชนะของพวกศักดินา โดยเป็นเรื่องที่พูดคุยสนุกปากปนเวทนาในสังคมไทย แต่เป็นการบอกเตือนว่า ความลับไม่มีในโลก มือที่เคยมองไม่เห็นหรือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญซึ่งระยะแรกคนไทยไม่เคยรู้ บัดนี้ ทุกสายตาต่างมองเห็นรูปร่างหน้าตาของพวกเขาชัดถนัดตา แต่ไม่อยากเอ่ยถึงในสาธารณสถาน จึงกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านประเภทสาปแช่งหรือไม่เป็นมงคลไปโดยปริยาย ด้วยหลักเหตุและผลอิทธิพลและอำนาจของพวกศักดินาคงอยู่ต่อไปในสังคมไทยได้ด้วยการเคารพนับถือจากคนไทย การปฏิวัติล่าสุดบอกเตือนคนไทยให้ทราบว่า เวลานี้พวกศักดินาหลงยุคกำลังครอบครองอำนาจอธิปไตยที่อยู่ในอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลากร ซึ่งต้องเป็นของคนไทย ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ต่อไป ประเทศไทยต้องประสบความลำบากในเวทีโลก คนไทยจักถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพลงจนไม่มีเหลืออีกครั้ง ถ้ากลับสู่ระบอบในอดีตประเทศไทยอาจต้องตกอยู่สภาพเดียวกับพม่าที่ถูกบอยคอต เลิกติดต่อกับโลกภายนอก คนไทยจึงต้องกำจัดหรือควบคุมต้นตอที่สร้างปัญหาแก่ประเทศชาติก่อน คือ พวกศักดินาแท้หรือพวกฝักใฝ่ระบอบศักดินา การลดทอนอิทธิพลและขัดขวางแนวคิดหรือพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อประเทศและประชาชนโดยเฉพาะการยุยงส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติและพลิกฟื้นระบอบโบราณขึ้นมาครอบครองชีวิตคนไทยอีกครั้ง จึงต้องเริ่มต้นที่ความร่วมมือร่วมใจของคนไทยซึ่งยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย หวงแหนสิทธิเสรีภาพ อยากมีการศึกษาต่อไป ไม่อยากตกงาน เพราะความคิดล้าหลังของพวกศักดินาหลงยุคกลุ่มนี้อีก จักต้องแสดงออกให้เห็นความรู้สึกไม่พอใจของคนไทยส่วนใหญ่ต่อเจตนาซ่อนเร้นทำร้ายชาติโดยลดความเคารพนับถือคนกลุ่มนี้ลงจนกระทั่งเป็นความเฉยเมยไม่สนใจอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมการใช้กำลังต่อต้านหรือทำร้ายร่างกายกัน การตอบโต้ด้วยการวางเฉยต่อพวกศักดินาหลงยุคจึงเป็นวิธีเหมาะสมสำหรับคนไทยที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยและคนตกงานเพราะการปฏิวัติที่ผลักดันให้คนไทยต้องมีรัฐบาลไร้ความสามารถในวันนี้ เมื่อพวกศักดินาหลงยุคอ่อนแรงและยอมรับเจตนารมณ์ของคนไทยหัวใจประชาธิปไตยแล้ว การปฏิวัติครั้งต่อไปย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เมื่อคนไทยเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงแสดงตนเป็นเจ้าของแผ่นดินไทยและยืนยันชัดเจนว่า ต้องการให้ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยและต้องการผู้นำที่ยึดมั่นต่อระบอบนี้เท่านั้น ระบอบศักดินาโบราณต้องเป็นประวัติศาสตร์ตลอดกาล คนไทยควรช่วยกันยกระดับการศึกษาในชาติให้สูงขึ้นและแผ่กระจายให้ทั่วถึงในสังคมไทยเพื่อป้องกันมิให้พวกศักดินาหลงยุคฟื้นคืนอำนาจอีกครั้ง การศึกษาของประชาชนคือ อาวุธของคนไทยที่ใช้กำจัดพวกศักดินาให้สูญสลายไปในที่สุด ถ้าปล่อยให้รัฐบาลภายใต้การชี้นำของพวกศักดินาหลงยุคบริหารบ้านเมือง จักส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและการศึกษาของคนไทย จึงต้องเน้นกำจัดพวกศักดินาหลงยุคเพื่อมิให้เกิดปฏิวัติทำลายประเทศในอนาคตและคนไทยวันนี้ต้องช่วยกันทำงานนี้เพื่อคนไทยในเวลาข้างหน้าจะได้อยู่อาศัยบนแผ่นดินด้วยความสงบสุขต่อไป ณ เวลานี้ระบอบประชาธิปไตยใช้บริหารประเทศทั่วโลก จึงไม่มีวันที่จะฟื้นระบอบศักดินาในสังคมไทยได้อย่างแน่นอน คนไทยต้องยึดมั่นและปกป้องระบอบประชาธิปไตยไว้ เพื่อนร่วมโลกประชาธิปไตยคือกำลังหนุนสำคัญในการต่อต้านพวกหลงยุคด้วย กฎของธรรมชาตินั้นเวลาและสายน้ำไม่เคยหยุดรอใคร เมื่อเวลาหรือสายน้ำแห่งศักดินาไหลผ่านไปแล้ว ย่อมไม่มีวันหวนกลับมาอีก หากพยายามขุดคลองใหม่เพื่อนำสายน้ำแห่งศักดินากลับมา คนไทยก็ต้องช่วยกันถมคลองนั้นเพื่อยืนยันในหลักธรรมชาติไว้ คนไทยพึงยกย่องนับถือผู้ทำดี ทำชอบ เพื่อชาติ แต่ควรปฏิเสธคนทำลายชาติ
******************************** 1/28/2009 โทษยุยงทหารกับตำรวจให้ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาประมวลกฎหมายอาญา หมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 115 บัญญัติว่า ผู้ใดยุยงทหารหรือตำรวจให้หนีราชการ ให้ละเลย ไม่กระทำการตามหน้าที่ หรือให้ก่อการกำเริบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ถ้าความผิดนั้นได้กระทำลงโดยมุ่งหมายจะบ่อนให้วินัยและสมรรถภาพของกรมกองทหารหรือตำรวจเสื่อมทรามลง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี
หมายเหตุ
ความผิดฐานกบฏมาตรานี้ใช้ลงโทษผู้อยู่เบื้องหลังที่มีอิทธิพลต่อหน่วยงานรัฐที่มีอาวุธ คือ ทหารและตำรวจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จนก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหน่วยงานนั้น สร้างความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงหรือรัฐบาลตัวแทนประชาชน โดยแบ่งอัตราโทษไว้ 2 ระดับ คือ การพูดยุยงให้ตำรวจหรือทหารไม่ทำงานตามหน้าที่ หนีราชการ ยุให้ล้มล้างหรือต่อต้านผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ผู้มีบารมีที่มีลูกศิษย์หรือรุ่นน้องเป็นตำรวจหรือทหาร แล้วพูดยุยงให้พวกเขากระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาหรือรัฐบาลตามกฎหมายเพื่อจุดประสงค์ในการล้มล้างอำนาจบริหารอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นกบฎ เป็นต้น อัตราโทษระดับต่อไปในวรรคสอง คือ การพูดยุยงที่มีจุดประสงค์ให้ตำรวจหรือทหารไม่อยู่ในวินัยหรือลดทอนสมรรถภาพของหน่วยงานทั้งสองลง จักต้องรับโทษเพิ่มสูงขึ้น การลงโทษผู้เป็นกบฏนั้นแยกแยะบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำต่อประเทศไทย ต่อประชาชน ต่อหน่วยงานรัฐออกจากกัน ดังนั้น การที่ทหารหรือตำรวจละเว้นหน้าที่ วางเฉยต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายดังที่คนไทยเห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วและคนต่างชาติก็เห็นหรือรับรู้เช่นเดียวกันเพราะการละเว้นหน้าที่ของพวกเขาส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายหรือม็อบโกเต๊กซ์ยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินระหว่างประเทศสองแห่ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการละเว้นหน้าที่หรือละเลยคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งเรียกกันในสังคมไทยและต่างชาติว่า ผู้มีบารมีและอนุรักษ์นิยมสุดขั้วที่พูดยุยงกึ่งข่มขู่ รุ่นน้อง ศิษย์ ที่เป็นทหารและตำรวจเพื่อล้มล้างอำนาจบริหารของรัฐบาลเลือกตั้งตามกฎหมายอันถือเป็นพวกกบฎต่อประเทศไทยอีกประเภทหนึ่ง
*************************** 1/26/2009 ข้อน่าคิดกับการเลือกกทช.1 ชื่อ = กทช.2 คน ?
เขียนโดย ลูกแก้ว
คณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติเป็นองค์กรอิสระตั้งขึ้นเพื่อดูแล ควบคุม การใช้คลื่นความถี่ด้านโทรคมนาคมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นธรรม รักษาผลประโยชน์ของคนไทยและประเทศชาติ ช่วงนี้ยังมีหน้าที่ดูแลหรือกำหนดกฎระเบียบสำหรับควบคุมหรือจดทะเบียนประเภททีวีหรือเคเบิ้ลทีวีซึ่งเป็นหน้าที่ของกสช. แต่หน่วยงานนี้ยังไม่ถือกำเนิดและมีกฎหมายกำหนดการจดทะเบียนและควบคุมสถานีทีวีขึ้นมาแล้ว จึงให้กทช.ใช้อำนาจนี้จนกว่ากสช.หรือหน่วยงานใหม่จะตั้งขึ้นได้ ปีพ.ศ.2551 ต้องมีการคัดเลือกสรรหาคณะกรรมการที่หมดวาระหรือลาออกโดยกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเลือกคนให้วุฒิสมาชิกคัดอีกครั้งเป็นจำนวนหนึ่งเท่าของจำนวนที่ต้องการ เช่น ต้องการคณะกรรมการฯ 3 คน ก็ต้องคัดเลือกไว้ 6 คน เป็นต้น กระบวนการสรรหาคณะกรรมการกทช.ที่ขาด คือ 4 คน และ 1 ใน 4 คน จำกัดคุณสมบัติว่าต้องมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านสังคมเป็นหลัก นั่นหมายความว่า จะต้องเสนอบุคคลให้วุฒิสมาชิกคัดเลือกจำนวน 8 คน โดยเปิดรับสมัครและคัดสรรกันมาเกือบหนึ่งปีจนกระทั่งมีรายชื่อเพื่อเสนอแก่วุฒิสภาแล้ว สิ่งที่สังเกตเห็นจากข้อมูลรายชื่อที่รับการเลือกแล้ว คือ ชื่อบุคคลซ้ำกันในต่างสาขา เช่น นาย ก. มีชื่อเป็นผู้ได้รับคัดเลือกในสาขาเชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมและยังมีชื่อในสาขาเชี่ยวชาญด้านสังคมอีก คือ เขายื่นใบสมัครทั้งสองสาขานั่นเอง เป็นต้น จึงเกิดภาพดังนี้ สาขาด้านโทรคมนาคมมีนาย ก. สาขาด้านสังคม มี นาย ก. เป็นหนึ่งในผู้ได้รับการเสนอชื่อให้วุฒิสมาชิกคัดเลือกจำนวน 8 คน จาก 2 สาขา ตามระเบียบที่กำหนดให้เสนอคนจำนวนหนึ่งเท่าของจำนวนที่ต้องการ ปัญหาคือ คำว่า จำนวนคน จักหมายถึง 1 คน 1 ชื่อ ตามความหมายที่วิญญูชนยึดถือกันหรือไม่ ? การคัดเลือกคณะกรรมการกทช.กำหนดระเบียบให้คัดเลือกคนจำนวนหนึ่งเท่าให้วุฒิสภาคัดเลือกเป็นครั้งสุดท้าย จึงน่าสงสัยว่า การส่งชื่อคนซ้ำกันต่างสาขา จักถือว่าเป็น 1 คนหรือไม่ ? แต่ละสาขาที่คณะกรรมการสรรหาส่งรายชื่อซ้ำคนกัน จะถือว่า ชื่อนาย ก. เป็น 1 คนในแต่ละสาขา หรือ เลือกส่งได้แค่ 1 สาขาต่อ 1 ชื่อ แม้นาย ก.จะมีความสามารถหลากหลาย แต่กฎระเบียบกำหนดให้เลือกสมัครสาขาที่ต้องการเท่านั้น นาย ก. จึงสมัครไว้ 2 สาขา แล้วก็ได้รับเลือกทั้งสองสาขา แต่จะขัดต่อจุดประสงค์แท้จริงของกฎหมายกทช.ที่ต้องการผู้มีความสามารถหลากหลายในการบริหารองค์กรที่กำหนดกติกาเป็นจำนวนคนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของวุฒิสภา อีกทั้งคนที่สมัครหลายสาขาในชื่อเดียวกันบ่งบอกว่าเป็นการเหวี่ยงแหหาความสำเร็จเหมือนกับการจับสลาก คือ ถ้ามีสลากชื่อของตนมากเท่าใด ย่อมมีสิทธิ์ถูกจับชื่อขึ้นมาได้มากขึ้น มิใช่ปรารถนาจะทำงานตามสายงานที่ตนถนัดอย่างแท้จริงโดยเฉพาะข่าวลือเรื่องใบสั่งจากผู้มีอิทธิพลที่ต้องการให้เพื่อนพ้องของตนเป็นคณะกรรมการกทช.เริ่มคล้องจองกับรายชื่อที่เสนอต่อวุฒิสภาที่ซ้ำซ้อนกันในสาขาที่กำลังคัดเลือกอยู่ การตีความคำว่า “คน” กับ “ชื่อคน” ที่ซ้ำกัน ถือเป็น 1 คน หรือไม่ หรือ 1 ชื่อ คือ 1 คน ต้องให้วุฒิสภาซึ่งมีอำนาจเลือกสรรคนและไม่อยู่ใต้อำนาจของใบสั่งตามข่าวลือนั้นเป็นผู้พิจารณาว่า ควรให้มีรายชื่อซ้ำซ้อนกันในต่างสาขาอย่างที่ถูกเสนอครั้งนี้หรือไม่ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการเสนอชื่อบุคคลเข้ารับตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระ มันเป็นประโยชน์ต่อองค์กรกทช.อย่างแท้จริง หรือ เขาต้องการเป็นผู้ถูกคัดเลือกด้วยการใส่ชื่อของตนในทุกสาขาให้มากที่สุดเพื่อสร้างโอกาสชนะสูงสุด บัดนี้ จุดมุ่งหมายของเขาประสบความสำเร็จแล้ว คือ ชื่อของเขาได้รับการคัดเลือกทั้งสองสาขา ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกันและเลือกสมัครแค่ด้านเดียวมิอาจได้รับการคัดเลือกจากวิจารณญาณของคณะกรรมการสรรหา โดยเฉพาะความหมายของคำว่า จำนวนคน ที่อาจตีความแตกต่างจากวิญญูชน คือ 1 ชื่อ อยู่ใน 2 สาขาที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการกทช.และกำลังอยู่ในการตัดสินใจของวุฒิสภาแล้ว ถือเป็น 2 คนหรือ 1 คนกันแน่ คงต้องรอดูวิจารญาณของเหล่าสมาชิกวุฒิสภาว่า ตีความ จำนวนคน ตามพจนานุกรมหรือตามความรู้สึกของวิญญูชนหรือตามใบสั่ง มินานนี้ก็คงทราบคำตอบแน่ ถ้าคนที่มีชื่อซ้ำกันในต่างสาขาเพราะสมัครไว้ทุกสาขาได้รับการคัดเลือกในสาขาใดสาขาหนึ่ง เชื่อว่า ต่อไปนี้คนที่อยากเป็นกรรมการกทช.หรือหน่วยงานอิสระอื่น จักต้องนำวิธีนี้ไปใช้อย่างแน่นอน คือ ส่งชื่อตัวเองไปในทุกสาขาหรือใช้วิธีเหวี่ยงแหให้ไกลที่สุดเพื่อจับปลา ไม่ว่าจะเลือกอย่างไร ก็ต้องหยิบชื่อเขาขึ้นมาทุกครั้ง อีกด้านหนึ่งของการเหวี่ยงแหชื่อตนเช่นนี้เป็นการเอาเปรียบคนที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นธรรมและตั้งใจทำงานเพื่อองค์กรตามคุณสมบัติและความสามารถแท้จริงของตน แต่เขาไม่เลือกใช้วิธีนั้น
**************************** 1/24/2009 ฮก ลก ซิ่ว เทพเจ้าแห่งมงคลฮก ลก ซิ่ว
เขียนโดย มณีอักษร
สัญลักษณ์ความเป็นมงคลในชีวิตของชาวจีนทั้งในไทยและทั่วโลกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี อีกทั้งยังนิยมให้เป็นของขวัญแก่กันในโอกาสต่างๆแทนคำอวยพรที่ลึกซึ้ง นั่นคือ เทพเจ้าเซียนทั้งสาม ได้แก่ ฮก ลก ซิ่ว ชื่อเทพเจ้าแต่ละองค์นั้นมีความหมายที่เป็นมงคลทั้งสิ้น เทพเจ้า ฮก หมายถึง บุญวาสนา อำนาจ เกียรติยศ เป็นรูปปั้นขุนนางจีนสวมหมวก มือถือคทายู่อี่ อันเป็นคทาแห่งความสมปรารถนา เทพเจ้า ลก หมายถึง โชคลาภ ความมั่งมี มือซ้ายอุ้มลูกชายที่กำลังถือเงินทองอันแสดงถึงความร่ำรวย มือขวาถือบัญชีทรัพย์สิน และ รายชื่อลูกหนี้ เทพเจ้า ซิ่ว หมายถึง อายุยืน เป็นรูปปั้นของชายชราหน้าตาใจดี รอยยิ้มเมตตา หนวดเครายาวสีขาว มือหนึ่งถือไม้เท้า อีกมือถือผลท้อ อันเป็นผลไม้แห่งความยั่งยืน ความหมายที่แฝงไว้ในรูปปั้นเทพเจ้าทั้งสามล้วนเป็นคำอวยพรและคำมงคลที่ทุกคนปรารถนาในชีวิตทั้งสิ้นอันได้แก่ การมียศวาสนาสูง ทำงานรุ่งเรือง ฐานะมั่งมี ครอบครัวเป็นสุข อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง สิ่งเหล่านี้จะบังเกิดในชีวิตของแต่ละคนได้จำต้องมาจากรากฐานชีวิตคือ ฉลาดในการเรียนรู้ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัดเก็บออม รักเอาใจใส่ตัวเอง หาความสุขตามอัตภาพ ไม่มัวเมากิเลสตัณหาคำมงคลจากเทพเจ้าเซียนจักเป็นของผู้ปฏิบัติทุกคนอย่างแน่นอน
*************************************** 1/19/2009 ภัยหลอกให้โอนเงินหลอกให้โอน สูญเงินเลย
เขียนโดย ลูกแก้ว
วิธีดูดเงินของเหยื่อที่กำลังแพร่หลายในสังคมไทยและตำรวจพยายามเตือนให้รับรู้และพึงระวังให้มากพิเศษ คือ หลอกดูดเงินจากเหยื่อ ความเสียหายมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท แม้ตำรวจเพิ่งทลายแก๊งต้มตุ๋นที่มีฐานการหลอกลวงในประเทศจีนแล้วก็ตาม ยังมีแก๊งอื่นกระทำอย่างเดียวกันลอยนวลอยู่ และยังไม่เลิกทำร้ายคนบริสุทธิ์ แก๊งที่ถูกตำรวจจับได้ไม่นานนี้ จึงเป็นตัวอย่างเตือนภัยแก่คนไทย พฤติกรรมที่เหยื่อทุกคนต้องพบจากสมาชิกแก๊งนี้ คือ ข้อความทางโทรศัพท์ที่พูดคุยกับเหยื่อว่า บัตรเครดิตหรือบัตรเอ ที เอ็ม ของเหยื่อมีปัญหา โดยอ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารชาติหรือธนาคารของเหยื่อเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ คำถามหนึ่งที่ต้องได้รับคำตอบก่อน คือ เหยื่อเข้าใจภาษาอังกฤษมากน้อยแค่ไหนหรือทดสอบความเข้าใจภาษาโดยเหยื่อไม่รู้ตัว จากนั้นจะบอกให้เหยื่อไปแก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องที่ตู้เอ ที เอ็มของธนาคารซึ่งเป็นลูกค้าอยู่โดยให้ทำตามขั้นตอนที่เขาแนะนำซึ่งก็คือ การโอนเงินเข้าบัญชีของเขานั่นเอง เหยื่อส่วนใหญ่มักเป็นคนต่างจังหวัดหรือผู้ใช้แรงงานที่ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษ เหยื่อมักเสียเงินตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักล้านบาทเพราะหลงเชื่อกดโอนเงินตามคำแนะนำของแก๊งต้มตุ๋น การทำงานของแก๊งหลอกลวงก็ต้องมีการเตรียมงานและป้องกันมิให้ถูกตำรวจจับได้ง่ายๆ โดยไปตั้งฐานปฏิบัติการที่นอกประเทศไทย แก๊งที่เพิ่งถูกจับก็ไปตั้งฐานที่ประเทศจีนซึ่งทำให้ตำรวจไทยค้นหาและตรวจสอบลำบาก จึงมีผู้เสียหายหรือเหยื่อเพิ่มขึ้นเร็วมาก ขั้นตอนต่อไป คือ ว่าจ้างคนไทยในต่างจังหวัดให้เปิดบัญชีตามธนาคารต่างๆโดยให้เงินตอบแทนประมาณ 1,000 – 3,000 บาทต่อบัญชีหนึ่งเล่ม แล้วจ้างชาวบ้านที่อยากมีรายได้ดีและไม่กลัวจะต้องไปทำงานต่างแดนให้ทำหน้าที่หลอกลวงเหยื่อ โดยเมื่อคนรับจ้างไปถึงเมืองจีนจักได้รับโพยประโยคที่ต้องพูดกับเหยื่อเพื่อฝึกให้คล่องปากและรับทราบสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์เมื่อเหยื่อโอนเงินให้นายจ้างแล้ว ส่วนรายชื่อเหยื่อนั้นเป็นหน้าที่จัดหาของนายจ้างซึ่งน่ามาจากการซื้อขายข้อมูลของพนักงานในสถาบันการเงินบางแห่งที่โลภเงิน เนื่องจากคุณสมบัติสำคัญของเหยื่อ คือ ต้องมีบัญชีและบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตของธนาคาร ซึ่งมิใช่ข้อมูลสาธารณะที่หากันได้ทั่วไป วิธีทำงานของแก๊งดูดเงินกระทำกันดังนี้ คือ โทร.ไปหาเหยื่อและพูดอ้างความผิดปกติของบัตรในความครอบครองของเหยื่อ พูดกล่อมให้เหยื่อยอมเชื่อฟังไปที่ตู้เอ ที เอ็ม เหยื่อที่ยินยอมกระทำตามนั้นส่วนหนึ่งก็ต้องการความสะดวกสบายที่ไม่ต้องไปที่ธนาคารเจ้าของเรื่อง จึงทำให้หลงเชื่อง่ายขึ้น เมื่อทำตามทุกขั้นตอนที่เขาบอกซึ่งล้วนรู้จักหน้าจอตู้เอ ที เอ็ม ของทุกธนาคารเป็นอย่างดี เงินก็จะโอนเข้าสู่บัญชีที่แก๊งเคยจ้างชาวบ้านเปิดไว้ จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงต่อมาจะมีสมุนแก๊งในเมืองไทยกดเงินดังกล่าวออกจากบัญชีนั้น ปัญหาคาใจ คือ ใครจะรับผิดชอบเมื่อเงินในบัญชีถูกดูดออกไปด้วยพฤติกรรมดังกล่าว ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า การโอนเงินจากเจ้าของบัญชีด้วยตัวเองแตกต่างจากการถูกทำสำเนาบัตรเครดิตหรือบัตรเอ ที เอ็ม แล้วไปซื้อของหรือเบิกเงินโดยเจ้าของบัตรมิได้เป็นผู้กระทำด้วยตัวเอง เพราะการทำสำเนาบัตรฯโดยเจ้าของบัตรไม่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย ธนาคารเจ้าของบัตรจักเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่การโอนเงินด้วยการกดข้อมูลด้วยเจ้าของบัญชีเองถือเป็นเจตนารมณ์และความสมัครใจของเจ้าของบัญชี กรณีนี้ธนาคารจักไม่รับผิดชอบเงินที่โอนไปโดยเจ้าของบัญชีต้องรับความเสียหายด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่า สูญเงินไปฟรีๆ การจับกุมของตำรวจไทยและจีนทำให้ทราบว่าเหยื่อหลายรายสูญเงินไปนับล้านบาท บางรายเสียเงินหลักหมื่นบาท เชื่อได้ว่าเหยื่อส่วนใหญ่ไม่ยอมแจ้งความเพราะไม่แน่ใจว่าจักตรวจสอบจับกุมคนร้ายได้หรืออับอายที่ถูกหลอกโอนเงินง่ายๆ ความเสียหายจึงแผ่ขยายขึ้นอย่างมาก อีกทั้งการมีฐานปฏิบัติงานที่นอกประเทศ ตำรวจไทยจึงทำงานได้ยากขึ้น แม้แก๊งใหญ่นี้จักถูกทลายลงแล้ว แต่ทราบว่าเริ่มมีการหลอกลวงว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรโทร.ไปหาเหยื่อว่า จักคืนเงินภาษีให้ ขอให้ไปรับเงินที่ตู้เอ ที เอ็ม โดยทำตามคำแนะนำของเขา แล้วก็ให้ทำรายการต่างๆเป็นภาษาอังกฤษด้วย สุดท้ายกลายเป็นเจ้าของบัญชีโอนเงินของตนให้แก๊งดูดเงินแก๊งใหม่นี้อีก บางรายก็รับเป็นจดหมายอ้างว่ามาจากกรมสรรพากรแล้วให้ติดต่อไปตามเบอร์โทร.ในนั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นเบอร์มือถือ แล้วก็พูดกล่อมให้หลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนเดียวกันในการดูดเงินจากเจ้าของบัญชีไป คำแนะนำเพื่อป้องกันเงินในบัญชีของตนซึ่งได้มาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารและตำรวจ คือ ต้องไม่โลภมากหรือมักง่ายเกินไป เมื่อได้รับแจ้งข่าวใดต้องตรวจสอบโดยตรงกับหน่วยงานรัฐหรือธนาคารที่ตนเป็นลูกค้า มิควรให้ผู้โทร.โอนสายให้เด็ดขาดเพราะคนปลายสายย่อมมิใช่ตัวจริง ตู้เอ ที เอ็ม ทุกตู้สามารถทำรายการเป็นภาษาไทยได้ ถ้าเขาให้กดเป็นภาษาอังกฤษซึ่งไม่เข้าใจ ก็ต้องไม่ทำรายการต่อไปอย่างเด็ดขาด ทุกรายที่ไปทำรายการที่ตู้ดังกล่าวจักเป็นการโอนเงินให้แก๊งต้มตุ๋นทั้งสิ้น พึงเตือนใจเสมอว่า เงินที่หายไปจากบัญชีด้วยวิธีนี้ ธนาคารไม่รับผิดชอบใดๆ จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเมื่อมีคนขอให้ทำรายการกับบัญชีของตน อีกเรื่องที่ต้องการเตือนไปถึงคนรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารว่า ท่านจะเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงซึ่งต้องรับโทษจำคุกและชดใช้เงินทุกบาทที่โอนเข้าบัญชีของท่าน แม้จะไม่เคยใช้หรือเห็นเงินดังกล่าวเลยก็ตาม เชื่อว่าค่าจ้างไม่กี่พันบาทย่อมไม่คุ้มกับอิสรภาพหรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสู้คดีที่ศาลตามจังหวัดต่างๆ ขอให้คำนึงเสมอว่า เงินที่ได้มาง่ายๆโดยไม่ใช้แรงงานหรือความรู้ ต้องมีปัญหาแอบแฝงอยู่แน่ ถ้าทุกคนมีสติ ไม่มีจิตโลภ รอบคอบ ย่อมเป็นวัคซีนป้องกันมิให้เป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้
********************* 1/18/2009 กรรมของคนใจดีคนทำดี ได้ผลชั่ว เขียนโดย แก้วมณี
คดีพิพาทระหว่างเพื่อนสองคนเป็นข่าวโด่งดังในสหรัฐเพราะคนรับชมข่าวรู้สึกสะเทือนใจกับต้นเหตุที่สร้างรอยร้าวระหว่างเพื่อนสองคนที่คนหนึ่งกระทำไปด้วยเจตนาดีและห่วงใย ส่วนอีกคนกล่าวหาว่าความช่วยเหลือของเขาทำให้เธอต้องกลายเป็นคนพิการเพราะร่างกายเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต คดีนี้อาจทำให้คนสหรัฐส่วนใหญ่ต้องเป็นคนใจบาปด้วยการไม่สนใจช่วยเหลือผู้อื่นยามประสบภัยร้ายอีกต่อไป เพราะผลร้ายอาจย้อนกลับมาด้วยน้ำมือของผู้รับการช่วยเหลือจากเขา ถ้าผู้นั้นมิได้รับการรักษาให้หายเป็นปกติ เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนสองคนขับรถตามกันมาปรากฏว่าเพื่อนผู้หญิงที่ขับข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุและติดอยู่ในรถยนต์ เพื่อนที่ขับตามหลังจึงรีบเข้าไปช่วยลากเธอออกจากรถด้วยกลัวว่ารถจะระเบิดหรือไฟไหม้ ต่อมารถพยาบาลนำเธอเข้ารับการรักษาโดยเร็ว ผลปรากฏว่าเธอต้องกลายเป็นอัมพาตและนั่งรถเข็นตลอดชีวิต เธอจึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพื่อนชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้เธอเป็นคนพิการเพราะลากเธอออกจากรถอย่างไม่ถูกวิธีเนื่องจากไม่ได้รับการอบรมการช่วยชีวิตมาก่อน เพื่อนคนนั้นต่อสู้ในศาลว่า กฎหมายสมาริตันของสหรัฐยกเว้นโทษอาญาหรือไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบภัย คำตัดสินของศาลสหรัฐทำให้หลายคนสะท้อนใจยิ่งว่า กฎหมายสมาริตันฉบับนั้นใช้ยกเว้นความผิดแก่บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีความรู้ในการช่วยเหลือคน ถ้าการทำงานของพวกเขาไม่สามารถช่วยผู้ป่วยพ้นจากความตายหรือความพิการได้ จึงได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนั้น แต่จำเลยในคดีขาดความรู้หรือความชำนาญในการช่วยชีวิตผู้อื่น จึงสร้างความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยโดยไม่ประมาณตน จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือความพิการแก่โจทก์หลายล้านดอลลาร์ คำตัดสินของศาลสหรัฐครั้งนี้เชื่อว่า จักส่งผลร้ายต่อสังคมตะวันตกอย่างมาก คือ คนขาดจิตเมตตาเพราะกลัวถูกลงโทษทางอาญาหรือผู้เสียหายเรียกเงินชดใช้ทั้งที่รอดชีวิตได้เพราะความช่วยเหลือนั้น หากพิจารณาสาเหตุของคดีพิพาทนี้ คือ ผู้ช่วยเหลือมีเจตนาช่วยเพื่อนให้รอดชีวิตด้วยคาดหมายว่ารถอาจระเบิดหรือเกิดไฟไหม้ขึ้น เพื่อนจักต้องตาย จึงต้องการลากเพื่อนไปให้พ้นรัศมีเพลิง แม้จะขาดความชำนาญด้านการช่วยชีวิตผู้อื่น แต่เขากระทำด้วยเจตนาดีว่าต้องการช่วยเหลือให้รอดชีวิตเป็นหลัก เมื่อผู้รอดชีวิตต้องกลายเป็นคนพิการอันมาจากความช่วยเหลือที่ขาดความรู้เพียงพอหรือผลสืบเนื่องจากรถเกิดอุบัติเหตุ เขาต้องรับโทษจากเจตนาดีนั้นด้วยหรือ ? ในทางกลับกันหากเขายืนมองโดยไม่ยอมลากเธอออกจากรถ ซึ่งในเวลานั้นไม่มีใครทราบว่ารถจะระเบิดหรือเกิดไฟไหม้หรือไม่เกิดสิ่งใดเลย เธออาจติดตายอยู่ในรถก็ได้ เขาสมควรถูกประณามว่าขาดเมตตา ขี้ขลาด หรือ เป็นผู้กระทำตามกฎหมาย ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดได้ในเวลาฉุกเฉิน การพิจารณาคดีประเภทนี้จึงต้องอาศัยความเป็นวิญญูชนทั่วไป มิใช่ผู้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ว่าจักทำอย่างไรเมื่ออยู่ในสภาพการณ์เช่นนั้น หากเหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้นในไทย อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆที่ความรู้ ความชำนาญ แตกต่างกัน คงถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายแทบทุกวัน เนื่องจากสังเกตได้ว่าพวกเขาช่วยเหลือผู้ป่วยหลายครั้งอย่างไม่ถูกมาตรฐานการช่วยชีวิตผู้ป่วยนัก เช่น ยกร่างผู้ป่วยขึ้นโดยไม่ตรึงคอ แขนขา ก่อน อันอาจส่งผลให้ผู้ป่วยต้องกลายเป็นคนพิการในภายหลัง เป็นต้น ช่วงหลังหน่วยราชการพยายามให้ความรู้ คำแนะนำ หรืออบรมอาสาสมัครของมูลนิธิเหล่านั้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยเมื่อพวกเขาช่วยเหลือผู้ประสบภัย อันลดสถิติความพิการที่เกิดจากการช่วยเหลืออย่างไม่ถูกวิธีได้มาก แต่ต้องไม่ลืมว่า เมื่อเกิดภยันตรายขึ้นชาวบ้านซึ่งมิได้มีความรู้ด้านนี้มักเป็นผู้พบเห็นก่อน บางสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างยิ่งถ้าไม่ช่วยลากผู้ประสบภัยออกจากสถานที่นั้น เขาหรือเธออาจต้องตายหรือพิการมากขึ้นก็ได้ การฉุดลากดึงให้พ้นภัยร้ายนั้นอาจเกิดอาการบาดเจ็บ เช่น แขนขาหัก ไหล่หลุด กระดูกซี่โครงหัก หรือ ความพิการ เป็นต้น มันจึงเป็นปัญหาคาใจว่า มาตรฐานความช่วยเหลือของคนใจเมตตาควรอยู่ที่จุดใด เพื่อจักไม่ต้องรับโทษอาญาหรือถูกผู้ประสบภัยฟ้องเรียกเงินทอง อีกทั้งยังสร้างความบาดหมางใจระหว่างผู้ช่วยเหลือกับผู้ประสบภัยว่า เธอหรือเขารอดชีวิตมาได้เพราะผู้ช่วยเหลือ แล้วยังมาหาประโยชน์จากผู้ช่วยชีวิตอีก คนใจเมตตาเหล่านี้ช่วยเหลือผู้อื่นเพราะไม่ต้องการให้เขาหรือเธอต้องเสียชีวิต บางครั้งต้องเสี่ยงชีวิตของตนไปช่วยเขาจากกองเพลิง การระเบิด ด้วยการอุ้ม การลาก การฉุดดึง สารพัดวิธีเพื่อหวังให้รอดชีวิตเป็นหลักเท่านั้น ถ้าผลลัพธ์ของการทำดี คือ การต้องจ่ายค่าชดเชยความพิการหรืออาการป่วยเรื้อรังของผู้รอดชีวิต จักถือเป็นการทำบุญหรือทำบาปที่ช่วยเหลือผู้อื่นและควรเป็นคนดีต่อไปหรือไม่ ? แม้คดีประเภทนี้ยังไม่เกิดขึ้นในไทย แต่ด้วยข้อมูลข่าวสารแพร่อย่างรวดเร็ว กอปรกับจิตใจของคนไทยยุคใหม่ยึดติดกับวัตถุนิยมเพิ่มขึ้น ขาดความเข้าใจ ความเห็นใจ ต่อกัน วันหนึ่งอาจมีคนรอดชีวิตลุกขึ้นมาฟ้องคดีเรียกเงินทองจากผู้ช่วยตนรอดจากเหตุการณ์เฉียดตายเพียงแค่ต้องการเงินทองประทังชีวิตหรือให้สบายกายขึ้นก็ได้ ยิ่งสภาพความสั่นคลอนต่อดุลพินิจเรื่องความเป็นธรรมในศาลเกิดขึ้นในสังคมไทยจนทำให้คนไทยเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาลยากขึ้น สังคมไทยอาจกำลังเดินเข้าสู่จุดวิกฤตที่เพิ่มจำนวนคนแล้งน้ำใจ ขาดเมตตาจิต เพราะความกลัวเป็นคดีความในศาลโดยใช่เหตุ ผู้ประสบภัยจึงต้องรับเคราะห์กรรมโดยตรง แม้เขาจะมิใช่คนอกตัญญูก็ตาม แทนที่เขาจะไม่ตายหรือไม่พิการ ก็ต้องตายแน่ พิการแน่เพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือทันกาล คำถามวันนี้คือ ผู้มีจิตเมตตาที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดพ้นเหตุการณ์ร้ายโดยไม่เคยรับการอบรมด้านการช่วยชีวิตมาก่อนซึ่งสิ่งที่เขากระทำไปอาจมีส่วนให้อาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นสมควรรับการลงโทษทางกฎหมายหรือไม่ เช่น คนเห็นเด็กกำลังจมน้ำหรือติดอยู่ในรถที่เพลิงไหม้ลามใกล้ เขาไม่เคยรับการอบรมการช่วยชีวิตมาก่อน ยังว่ายน้ำไม่เป็น แต่มีพละกำลังดี เขาควรยืนเฉยมองดูผู้ประสบภัยหรือควรยื่นไม้ไปดึงเด็กเข้าฝั่งหรือวิ่งเข้าไปดึงเด็กออกจากรถด้วยการทุบกระจกหรือกระชากประตูออก อีกวิธีหนึ่ง คือ โทร.เรียกหน่วยพยาบาลไปช่วยแล้วยืนมองเฉยไว้ ทางเลือกใดที่ช่วยให้เขาไม่ต้องมีคดีความ แต่การนิ่งเฉยดังกล่าวผู้ประสบภัยอาจตายหรือพิการก็ได้ หากเขาแค่ยื่นมือเข้าช่วยเล็กน้อย ผู้ประสบภัยย่อมมีโอกาสรอดสูงขึ้น เป็นต้น คนไทยชาวพุทธคงต้องรอฟังคำตอบจากศาลที่รับพิจารณาคดีประเภทเดียวกับคดีของสหรัฐในวันข้างหน้า แต่อย่างน้อยคนไทยก็น่าจะมีคำตอบอยู่ในใจว่า ควรฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ช่วยเหลือชีวิตให้รอดตายหรือไม่ คดีในไทยซึ่งส่งผลร้ายต่อการทำความดีช่วยเหลือชีวิตซึ่งเกิดเป็นระยะในสังคมไทยอีกคดีหนึ่ง คือ คดีที่คนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบนถนนเพราะจักรยานยนต์ล้มเองหรือถูกรถคันอื่นชนบาดเจ็บ แต่กลับถูกร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้บาดเจ็บและญาติว่าเป็นผู้ชนเขา ซึ่งทำให้คนไทยใจดีหลายคนปวารณาตนไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนบาดเจ็บตามท้องถนนหรือถิ่นใดก็ตาม เรียกว่า เห็นก็ทำเป็นไม่เห็น หลายครั้งเป็นสาเหตุให้คนบาดเจ็บต้องตายคาถนนโดยใช่เหตุ ถ้าคนใจดีนำส่งโรงพยาบาลทันเวลา เขาหรือเธอก็ไม่ต้องตาย ครอบครัวนั้นก็ไม่สูญเสียสมาชิก แต่คดีประเภทสนองคุณเจ็บแสบของผู้บาดเจ็บที่ต้องการเงินทองจากคนช่วยชีวิต แทนที่จะไปเอาจากผู้กระทำความผิดด้วยความมักง่าย จึงทำให้ผู้ประสบภัยอื่นๆต้องรับเคราะห์กรรมจากการวางเฉยของคนไทยเพราะยึดถือตัวอย่างเจ็บแสบดังกล่าวไว้เตือนใจ ทำให้คนไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้อยลง คนไม่ควรตาย ไม่ควรพิการ ก็ต้องพบเคราะห์กรรมหนักเพราะคนดีจำเป็นต้องแล้งน้ำใจเพราะความระแวงใจ อีกคำถามหนึ่ง คือ ทำไมตำรวจไม่ช่วยเหลือคนใจดีที่ถูกกล่าวหาเท็จ คำตอบ คือ ตำรวจต้องรับแจ้งความทุกเรื่องแล้วไต่สวนว่า มูลความจริงเป็นเช่นไร ระยะเวลาตรวจสอบที่ยาวนานกอปรกับบางครั้งพบตำรวจไม่ดี จึงทำให้คนใจดีต้องรับผลกรรมแสนเจ็บปวดเมื่อถูกดำเนินคดีในศาลเพราะการทำสำนวนไม่เหมาะสมเพื่อให้สมประโยชน์ระหว่างตำรวจไม่ดีกับผู้บาดเจ็บในการได้เงินชดเชยจากคนใจดีถ้าแพ้คดีหรือมีการทำยอมความกัน ส่วนคนใจดีบางคนก็อยากให้พ้นเคราะห์ไว ก็จำต้องยอมรับกรรมนั้นด้วยการเสียเงินเพื่อยุติคดีหรือฟาดเคราะห์โดยเร็วทั้งที่มิได้กระทำความผิดใด จากนั้นก็ปวารณาตนไม่ช่วยเหลือผู้ใดอีกแล้วยังสั่งสอนลูกหลานต่อไปด้วย มันจักส่งผลในการลดจำนวนคนใจดีในสังคมไทยลงแน่นอน เมื่อคนทำดีแล้วไม่ได้ดี กลับต้องรับเคราะห์กรรมมหันต์จากคนที่รับการช่วยเหลือจากตน คนดีที่ไหนจักทำดีต่อไป เรื่องน่าคิดที่สังคมไทยและคนไทยต้องเร่งหาคำตอบเพื่อรักษาจำนวนคนใจดีไว้ให้มาก คนตายหรือคนพิการจักลดน้อยลงเพราะความช่วยเหลือทันกาลจากคนใจดี
********************************** 1/16/2009 อัตราค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างงานค่าชดเชย เมื่อถูกเลิกจ้าง เขียนโดย ลีลา LAW
ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือกรณีที่กิจการของนายจ้างไม่อาจประกอบการต่อไปได้ สิ่งที่ลูกจ้างต้องวิตกกังวลอย่างมากคือ การถูกเลิกจ้าง โดยเฉพาะในระยะนี้มักมีข่าวการเลิกจ้างบ่อยครั้ง และมีปัญหาเรื่องนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างหรือค่าชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งถูกให้ออกจากงาน ดังนั้น ท่านคงอยากทราบสิทธิและจำนวนเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ก่อนอื่นต้องรู้ความหมายของคำเหล่านี้ คือ การเลิกจ้าง คือ การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด รวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ค่าชดเชย คือ เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง บุคคลที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย คือ ลูกจ้างซึ่งนายจ้างบอกเลิกการจ้างเท่านั้น มิใช่การลาออกด้วยใจสมัครของลูกจ้าง หรือ การขอเกษียณอายุการทำงานก่อนกำหนด กฎหมายก็ถือเป็นการลาออกเองเช่นกัน
จำนวนเงินค่าชดเชยอันพึงได้รับ มาตรา 118 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้คือ 1. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน (1 เดือน) หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย 2. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ( 3 เดือน) หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 90 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย 3. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน 4. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน 5. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน (10เดือน) หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
ข้อยกเว้นที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชย คือ 1. ลูกจ้างลาออกจากงานด้วยความสมัครใจเอง 2. เป็นลูกจ้างประเภทที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ซึ่งกฎหมายยังกำหนดรายละเอียดการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาที่พึงทำได้ไว้ด้วยว่า การเลิกจ้างงานแบบใด จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ได้แก่ 1. การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจ 2. การค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน 3. งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือ ความสำเร็จของงาน 4. งานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น การจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาข้างต้น นายจ้างและลูกจ้างต้องทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง และงานนั้นต้องทำแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี 3. ถ้าเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1. ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง 2. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย 3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง 4. ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด 5. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร 6. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ นอกเหนือจากค่าชดเชยปกติที่กำหนดไว้ข้างต้นแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้มีค่าชดเชยพิเศษซึ่งลูกจ้างพึงได้รับกรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบการไปตั้งที่อื่น อันกระทบต่อการดำรงชีวิตของลูกจ้าง และกรณีถูกเลิกจ้างเพราะนายจ้างนำเครื่องจักรมาใช้และลดจำนวนลูกจ้างลง ซึ่งก็มีการกำหนดจำนวนเงินและหลักเกณฑ์จำเพาะไว้ต่างหาก
เมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้าง ค่าชดเชยดังกล่าวนั้นเป็นเพียงเงินส่วนหนึ่งซึ่งกฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่ายเท่านั้น ยังมีเงินที่เกี่ยวเนื่องจากการเป็นลูกจ้างหลายชนิดที่เป็นสิทธิ์ของลูกจ้าง ดังนั้น จึงพึงตรวจสอบและรักษาสิทธิ์ของลูกจ้างอันควรได้รับเมื่อนายจ้างบอกเลิกการจ้างไว้ มันเป็นผลประโยชน์เฉพาะตัวลูกจ้างซึ่งจักช่วยเหลือครอบครัวได้ระยะหนึ่งในระหว่างการรอหางานใหม่ต่อไป
*************************** 1/13/2009 โอบามา กับ อภิสิทธิ์โอบามา กับ อภิสิทธิ์ เขียนโดย แก้วมณี
ตำแหน่งผู้นำของแต่ละประเทศจะเรียกชื่อแตกต่างกัน ดังเช่น สหรัฐอเมริกาเรียกตำแหน่งผู้นำว่า ประธานาธิบดี ส่วนประเทศไทยผู้นำฝ่ายบริหารเรียกว่า นายกรัฐมนตรี นอกจากนั้น ผู้นำฝ่ายบริหารจักมีระเบียบการเข้าสู่ตำแหน่งแตกต่างกันตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและอยู่ภายใต้หลักประชาธิปไตย คือ ผู้นำต้องมาจากประชาชนโดยการเลือกตั้ง ส่วนวิธีการเลือกตั้งอาจไม่เหมือนกันได้ ปรากฏการณ์ในสังคมการเมืองไทยอย่างหนึ่งที่คนไทยเห็นและได้ยินจนชินชาหูมากเพื่อเพิ่มแรงเชียร์หรือพัฒนาภาพพจน์ของรัฐบาลใหม่ คือ การนำชื่อผู้นำรัฐบาลไทยเปรียบเทียบกับผู้นำของสหรัฐฯว่ามีความเก่งกาจเยี่ยงเดียวกัน จึงได้ตำแหน่งผู้นำปกครองประเทศ อันที่จริงแล้วบุคคลทั้งสองมีที่มาแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน นรกกับสวรรค์ เนื่องจากประธานาธิบดี โอบามา มาจากการเลือกตั้งด้วยการมีเสียงประชาชนสนับสนุนสูงที่สุด เหนือพรรคคู่แข่ง โดยได้รับการยอมรับในชัยชนะจากพรรครีพับลีกันหลังจากประกาศผลอย่างเป็นทางการและอย่างมีน้ำใจนักกีฬา ในทางตรงกันข้าม นายกฯอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างน้อยที่ประชาชนมิได้เลือกให้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรก แต่อาศัยโอกาสและเวลาช่วงจัดตั้งรัฐบาลในการซื้อตัวส.ส.ที่คนไทยเลือกเพราะเชื่อถือในพรรคเดิมที่เขาสังกัด แต่ต่อมาศาลพิพากษาให้ยุบพรรคนั้น แล้วให้เวลาส.ส.ในสังกัดพรรคนั้นย้ายพรรคได้ ส.ส.จำนวนหนึ่งทรยศต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเลือกเขาโดยอามิสสินจ้างจำนวนสูงแลกกับตัวส.ส. แล้วรวบรวมส.ส.ให้ได้เสียงข้างมากเพื่อโหวตเลือกผู้นำรัฐบาล ขณะที่อีกพรรคมีเสียงข้างมากที่ประชาชนเลือกไว้ยังอยู่ อันผิดวัฒนธรรมนักการเมืองไทยที่ยึดถือกันมานาน ผู้นำรัฐบาลไทยในวันนี้เป็นเพียงผู้แพ้ที่ต้องการชัยชนะโดยไม่จำกัดวิธีเพื่อพลิกชะตาคนแพ้เป็นคนชนะ มิใช่ผู้ชนะด้วยเสียงส่วนมากของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเหมือนที่ประธานาธิบดีโอบามาได้รับจากชาวสหรัฐฯ การเลือกตั้งของสหรัฐฯมีความซับซ้อนและทุกขั้นตอนต้องมีประชาชนเกี่ยวข้องและรับทราบเสมอ ประธานาธิบดีโอบามาต้องหาเสียงเลือกตั้งทุกรัฐเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก่อน คือ ผู้สมัครในพรรคเดียวกันที่อยากเป็นตัวแทนก็ต้องแข่งกัน สมาชิกพรรคซึ่งคือชาวสหรัฐฯในทุกรัฐเลือกใครด้วยการลงคะแนนเสียง ถ้าใครได้เสียงสูงสุด จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สมัครชิงประธานาธิบดี หลังจากนั้นผู้สมัครกับพรรคต้องกำหนดนโยบายพรรคและแผนหาเสียงทั่วสหรัฐอีกครั้งหนึ่ง ผู้สมัครคนนั้นต้องนำเสนอนโยบายพรรคต่อชาวสหรัฐทุกรัฐให้ถูกใจและเห็นพ้องในการลงคะแนนเสียงเลือกเขาเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในวันเลือกตั้งใหญ่ ประธานาธิบดีโอบามาเดินทางหาเสียงทั่วประเทศเพื่อนำเสนอนโยบายประชานิยมด้วยการช่วยเหลือคนยากจน คนด้อยโอกาส คนชั้นกลาง กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือนักธุรกิจที่เจอพิษแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อชาวสหรัฐเห็นชอบกับนโยบายบริหารบ้านเมืองที่โอบามานำเสนอในที่สาธารณะ จึงเลือกเขาเป็นประธานาธิบดีคนล่าสุดที่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2552 หรือ 2009 จากนั้นเขาต้องนำนโยบายประชานิยมที่เสนอต่อชาวสหรัฐไปปฏิบัติให้ได้ผลจริง ถ้าชาวสหรัฐไม่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวอย่างแท้จริง อีกสี่ปีข้างหน้าที่เขาหมดวาระเป็นประธานาธิบดี ชาวสหรัฐจะลงโทษเขาและพรรคเดโมแครตด้วยการไม่เลือกผู้สมัครพรรคนี้อีก อันแตกต่างจากพรรคเสียงข้างน้อยของไทยที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ หลังเลือกตั้งก็ยังใช้สารพัดวิธีเพื่อโค่นล้มผู้ชนะ ทำลายความมั่นคงของพรรคเสียงข้างมากด้วยการโจมตีนโยบาย ปรามาสเจ้าของเสียงเลือกตั้งว่าโง่และเป็นพวกไพร่ไร้ปัญญาที่ไม่เลือกพรรคเสียงข้างน้อย เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งก็ไม่ยอมอยู่อย่างสงบดังเช่นพรรครีพับลีกันที่กระทำเพื่อบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคงและเคารพกติกาหรือเสียงของประชาชน ขณะที่การเลือกตั้งในไทยไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าสหรัฐ แต่ผู้นำของไทยไม่ได้มาตามขั้นตอนของประชาธิปไตยที่เสียงของประชาชนเป็นใหญ่ แต่อาศัยเดินลัดเลี้ยวจากข้อกฎหมายและผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ ม็อบผู้ก่อการร้ายสากล หรือนายทุนเงินหนา เพื่อขึ้นสู่อำนาจบริหารบ้านเมือง หัวหน้าพรรคเสียงข้างน้อยจากการเลือกตั้งใหญ่ใช้เงินทอง รถเบนซ์ คำข่มขู่โดยผู้มีอิทธิพลและอาวุธกระทำต่อส.ส.เป้าหมาย แล้วบังคับให้ยกมือเลือกเขาเป็นผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้น นายกฯอภิสิทธิ์จึงมิได้มาจากฐานเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง แต่ใช้การซื้อส.ส.ที่บิดเบือนหรือหักหลังต่อเจตนารมณ์ของคนไทยที่ลงคะแนนเลือกเขาคนนั้นเมื่อสังกัดพรรคหนึ่ง ต่อมาเพื่อเงินทองก็ไปยกมือเลือกศัตรูการเมืองหรือพรรคฝ่ายตรงข้าม จักเห็นได้ว่า หลักปกครองประชาธิปไตยเสียงประชาชนต้องเป็นใหญ่ในการเลือกผู้นำบริหารบ้านเมือง พรรครัฐบาลใหม่เป็นพวกเสียงข้างน้อยที่ช่วงชิงเสียงส.ส.ในขณะที่พรรคเสียงข้างมากกำลังรวมตัวเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทั้งที่พรรคของท่านอภิสิทธิ์เป็นผู้วางหลักหรือวัฒนธรรมการเมืองให้พรรคเสียงข้างมากต้องตั้งรัฐบาลก่อน โดยเสียงข้างน้อยไม่ควรแทรกแซงหรือบิดเบือน หากทำไม่ได้ พรรคเสียงข้างน้อยจึงเหมาะสมในการตั้งรัฐบาล เกือบร้อยปีที่ผ่านมานักการเมืองยึดถือแนวทางนี้มาตลอดจึงทำให้การตั้งรัฐบาลไม่มีปัญหาการยื้อแย่งอันสร้างความไม่สง่างามแก่รัฐบาลไทย ในที่สุดคนทำลายแนวทางหรือหลักนี้ก็คือ พรรคของท่านอภิสิทธิ์ภายใต้คำบงการของเหล่าผู้เฒ่าที่เคยเขียนกติกามารยาทดังกล่าวและเคยทำลายหลักการนี้มาก่อนรวมแล้วสองครั้งและพรรคเดียวกันเป็นผู้กระทำละเมิดกติกามารยาทที่บัญญัติขึ้นโดยหวังให้พรรคการเมืองอื่นยึดถือปฏิบัติไว้ ความสง่างามในฐานะผู้นำประเทศตามหลักกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประธานาธิบดีโอบามามีมากกว่านายกฯอภิสิทธิ์ของไทยอย่างเทียบกันไม่ได้ ชาวสหรัฐฯทราบดีว่าเลือกประธานาธิบดีคนนี้แล้วประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร แต่การเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯคนใหม่ของไทยมิได้มาจากการหาเสียงเลือกตั้ง คนไทยจึงไม่ทราบว่า จะได้รับประโยชน์ใดจากการบริหารประเทศของกลุ่มนี้ แม้แต่นโยบายบริหารประเทศที่ต้องแถลงต่อรัฐสภาก็มิได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ปกตินโยบายบริหารชาติต้องนำมาจากนโยบายที่นำเสนอประชาชนในเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากนายกฯคนนี้มิได้ผ่านการเลือกสรรของคนไทยให้เข้าบริหารประเทศเพราะอยู่ในสังกัดพรรคเสียงข้างน้อยที่ไม่มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลมาแต่แรก ในที่สุดการเขียนนโยบายแสดงต่อรัฐสภาจึงต้องคัดลอก ดัดแปลง จากนโยบายรัฐบาลเดิมหรือของพรรคเสียงข้างมาก แล้วอ้างเป็นนโยบายของรัฐบาลใหม่ โดยไม่ให้เกียรติต่อเจ้าของผลงานแท้จริง อันถือเป็นความไม่สง่างามของลูกผู้ชายหรือคนเก่งแท้จริง แม้แต่นโยบายที่ตนเคยประณามหยามเหยียดไว้ก็นำมาอ้างเป็นนโยบายของรัฐบาลใหม่ นอกจากนั้นเมื่อพบคำถามว่า งบประมาณจำนวนมากที่บอกว่าจะนำไปใช้ในนโยบายดังกล่าวหามาจากที่ไหน คำตอบที่ได้ คือ เงินกู้จากองค์กรต่างประเทศเป็นหลัก มันยิ่งแสดงศักยภาพค่อนข้างต่ำของทีมบริหารประเทศชุดนี้ที่ไม่มีปัญญาทำมาหากินเพื่อหาเงินเข้าประเทศ แต่คิดมักง่ายไปกู้เงินอย่างเดียวโดยให้คนไทยเป็นลูกหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน มันจึงมิใช่ความหวังของคนไทยและน่าสลดใจกับผู้นำไทยที่ไร้ประสิทธิภาพหรือไร้ปัญญาอย่างแท้จริง มันช่างแตกต่างจากความหวังของชาวสหรัฐต่อนโยบายประชานิยมที่ประธานาธิบดีโอบามาเสนอไว้ ชาวสหรัฐต่างรอคอยให้เขามีอำนาจเต็มบริหารชาติและช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นวิกฤตไปได้ตามที่เขาพูดเมื่อวันหาเสียงเลือกตั้ง วันได้ประธานาธิบดีคนใหม่คือ วันแห่งความหวังในชีวิตใหม่ที่น่าจะสดใสกว่าวันนี้ แต่วันที่รู้ตัวนายกฯไทยคนใหม่เป็นวันสลดหดหู่ที่ต้องมาแบกหนี้ท่วมหัวและศักยภาพอ่อนแอของผู้บริหารประเทศที่อยู่ใต้อำนาจและการบังคับบัญชาของผู้มีอิทธิพลหลายกลุ่มหรือการตอบแทนบุญคุณอย่างใหญ่หลวงแก่ม็อบโกเต๊กซ์ที่ทำลายประเทศชาติ ดังเช่น มือที่มองเห็นถนัดตา บริษัทห้างร้านที่จ่ายเงินสนับสนุนล้มล้างรัฐบาลและม็อบ กลุ่มม็อบโกเต๊กซ์ กลุ่มทหารที่รองบซื้ออาวุธ เป็นต้น คนไทยไม่ควรลืมว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างชาติทุกครั้งต้องจ่ายค่าหัวคิวแก่ผู้อนุมัติเลือกสถาบันในการกู้ การซื้ออาวุธไม่ว่าแบบรัฐต่อรัฐหรือผ่านเอกชนผู้อนุมัติเลือกบริษัทเจ้าของอาวุธจักได้รับเงินพิเศษจำนวนมหาศาล บางครั้งอาวุธที่จัดส่งให้ก็มีมาตรฐานต่ำกว่าเงินที่ใช้ซื้อมันด้วย คนไทยคือผู้ต้องรับใช้หนี้โดยตรง ทำให้นักการเมืองหรือทหารไม่คำนึงถึงผลเสียหายต่อชาติ เพราะเขาไม่ต้องรับใช้หนี้คนเดียว แต่ได้มีชีวิตร่ำรวยเพียงครอบครัวเดียวหรือคนเดียวในพริบตา มันเป็นเรื่องที่คนไทยทราบดีมาตลอดและรัฐบาลน้อยรายมากที่กล้าแก้ไขหรือยุติพฤติกรรมดังกล่าว จึงกลายเป็นปัญหาหมักหมม เมื่อรัฐบาลนายกฯทักษิณจัดระเบียบการก่อหนี้ใหม่ด้วยการเน้นความจำเป็นเท่านั้น การก่อหนี้ในสมัยดังกล่าวจึงมีน้อย เน้นการค้าขายสินค้าหาเงินเข้าประเทศเป็นหลักจนมีศักยภาพปล่อยเงินกู้ในฐานะเจ้าหนี้แก่เพื่อนบ้านได้ การจัดซื้ออาวุธทำเท่าที่จำเป็นเพราะชาติมิได้อยู่ในภาวะสงครามแล้ว เมื่อมีเงินออมมาก ค่อยจัดซื้ออาวุธทันสมัยไปเลย ไม่เน้นซื้ออาวุธมือสอง ทำให้ทหารบางกลุ่มไม่พอใจกับผลประโยชน์ประจำปีที่ขาดหายไป นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้ประโยชน์จากเงินพิเศษเมื่อมีการกู้เงิน จึงรวมตัวกันโค่นล้มทำลายล้างรัฐบาลดังกล่าว บัดนี้ รัฐบาลใหม่เริ่มต้นนโยบายกู้เงินต่างชาติและโครงการซื้ออาวุธของทหารและสร้างหน่วยทหารใหม่เพิ่มจากเดิมทั้งที่มิใช่ภาวะสงครามหรือมีสงครามใกล้บ้านเกิดขึ้น มันบ่งบอกให้ประชาชนทราบล่วงหน้าแล้วว่า จะต้องเตรียมตัวรับภาระหนี้เพิ่มมากขึ้นทั้งส่วนตัวและของรัฐยัดเยียดให้ไว้ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง ทหาร จักเปลี่ยนสภานภาพครอบครัวจากชาวบ้านทั่วไป ข้าราชการกินเงินเดือนธรรมดา ไปเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ในชั่วพริบตาเดียวจากสารพัดโครงงานที่นำเสนอต่อรัฐบาล นายกฯคนใหม่ต้องตอบแทนบุญคุณที่พวกเขาช่วยเหลือให้ครองอำนาจในบ้านเมือง มิใช่ทำงานเพื่อประชาชน เพื่อบ้านเมือง อย่างแท้จริง ความแตกต่างระหว่างที่มาของตำแหน่งผู้นำบ้านเมือง นโยบายบริหารประเทศ อนาคตทางการเมือง ระหว่างโอบามา กับ อภิสิทธิ์ จึงไม่มีวันเปรียบเทียบกันได้เลย แม้จะมีบางคนพยายามจับมาเทียบเคียงกัน ชาวสหรัฐฯเลือกตั้งและได้ผู้นำตามที่ปรารถนาแล้ว แต่คนไทยต้องมีนายกฯใหม่ที่มิได้ปรารถนาเลย จึงค่อนข้างเคว้งคว้างและหวาดกลัวว่าต้องพบหายนะเบื้องหน้าที่รอคอยอยู่ภายใต้ผู้นำที่ไร้ความสามารถ ไร้คุณภาพ และยังต้องอยู่ใต้อำนาจบงการของบุคคลหลายกลุ่มที่ต้องการชี้นำทิศทางประเทศและประชาชน โดยเฉพาะมุ่งทำลายความเป็นประชาธิปไตยในบ้านเมือง คนไทยส่วนใหญ่จึงน่าสงสารยิ่ง แต่จะกำหนดชะตาบ้านเมืองใหม่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนไทยหัวใจประชาธิปไตยจักร่วมมือร่วมใจกันใช้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยที่ยังเหลืออยู่ ก่อนที่รัฐบาลใหม่จะริดรอนหรือยึดสิ่งเหล่านั้นกลับไปเพื่อสร้างระบอบใหม่ตามที่ให้สัญญาไว้กับมือที่มองเห็นและม็อบโกเต๊กซ์ คนไทยจึงต้องป้องกันตัวเองด้วยการใช้สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญให้เต็มที่และอย่างชาญฉลาด ไม่มีใครช่วยคนไทยได้ นอกจากคนไทยหัวใจประชาธิปไตยเท่านั้น
********************************* 1/8/2009 ทวงสัญญาทวงถามสัญญา เขียนโดย ลูกแก้ว
“เขาพระวิหารเป็นของไทยที่รัฐบาลสมัครไปยกให้เขมร เขาจะเอามันคืนมาเป็นของไทย ถ้ามีตำแหน่งทางการเมืองโดยจัดขบวนรบของทหารเพื่อยึดคืนจากเขมร” กับ คำพูดหยาบคายยามกล่าวถึงผู้นำเขมร บนเวทีม็อบโกเต๊กซ์ อีกวาระหนึ่งมีคำพูดของชายคนหนึ่งที่กล่าวตอบในงานพบปะสื่อมวลชนต่างชาติเกี่ยวกับการที่ม็อบโกเต๊กซ์ยึดสนามบินแห่งชาติสองแห่งโดยเขาเป็นหนึ่งในแกนนำที่คุมมวลชนยึดครองสถานที่นั้นไว้ว่า การยึดสนามบินเป็นเรื่องสนุก มีอาหารกินอร่อย ดนตรีไพเราะ กินดื่มฟรี เขาพูดราวกับเป็นการท่องเที่ยวสุดหฤหรรษ์ยิ่งในชีวิต ต่อมาวันหนึ่งรัฐบาลไฮแจ๊คก่อตั้งขึ้นและบริหารบ้านเมือง จึงมีการตอบแทนบุญคุณผู้สนับสนุนให้ได้เป็นรัฐบาลโดยแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ผู้กล่าวคำพูดข้างต้นในฐานะตัวแทนม็อบโกเต๊กซ์ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ขอเรียก ณ ที่นี้ ว่า ท่านกษิต เพราะเวลานี้เขาถือเป็นเสนาบดีคนหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติด้านความรู้และประสบการณ์ต่างประเทศของท่านกษิตถือเป็นความเพียบพร้อมเหมาะสม แต่ประวัติอีกด้านหนึ่งที่ท่านเขียนด้วยปาก มือ และเท้า ของท่าน คือ การประกาศบนเวทีม็อบโกเต๊กซ์ว่า จะทวงคืนเขาพระวิหารที่รัฐบาลสมัครทำให้สูญเสียไปด้วยคำขู่และกองทัพ และ การพูดสนับสนุนพฤติกรรมก่อการร้ายสากลเมื่อยึดสนามบินระหว่างประเทศว่า เป็นการท่องเที่ยวหฤหรรษ์ที่กินดื่มฟรี มิใช่เรื่องเลวร้ายตามที่สหประชาชาติประกาศว่าเป็นการก่อการร้ายสากลที่กักขังชาวต่างชาติไว้ อันถือเป็นแนวคิดต่อต้านกับต่างชาติที่ร่วมมือกันป้องกันและทำลายล้างผู้ก่อการร้าย ขณะที่ท่านกษิตมองฝืนแนวคิดทั่วโลกว่า การยึดสนามบินด้วยกำลังและอาวุธเป็นเรื่องสนุก ชีวิตหฤหรรษ์ กินดื่มฟรี ย่อมทำลายภาพพจน์รัฐบาลไทยว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการคัดเลือกเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศและยังใช้คนที่มีแนวคิดต่อต้านสหประชาชาติ การด่าประณามและหมิ่นแคลนผู้นำเขมร เพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทยบนเวที เท่ากับทำลายมิตรภาพระหว่างรัฐบาลเขมรและไทยชุดปัจจุบันอย่างชัดเจน ท่านกษิตมีมุมมองในทางไม่ดีต่อมิตรประเทศของไทยเพราะเขาประกาศด้วยปากและสมองปกติบนเวทีโดยมิได้อยู่ใต้อำนาจของผู้ใดอย่างแน่นอนว่า จะต้องยึดเขาพระวิหารกลับคืนไทยให้ได้ด้วยกองกำลังทหารและหมิ่นแคลนผู้นำเขมรด้วยถ้อยวาจาหยาบคายและไม่ให้เกียรติเพื่อน ณ วันนี้ท่านกษิตเป็นเสนาบดีที่มีอำนาจเต็มในการติดต่อกับเขมรเพื่อทวงคืนดินแดนนี้แล้ว ผู้นำเขมรซึ่งเสียหายจากคำพูดและคำขู่ของท่านกษิตมาก่อนจะยอมต้อนรับเขาในฐานะผู้แทนประเทศไทยได้สนิทใจอย่างไร อีกทั้งยังมีความหวาดระแวงใจตลอดเวลาว่า ท่านกษิตจักทวงคืนดินแดนหรือมีส่วนยุยงให้ใช้กำลังทหารแย่งดินแดนไปจากเขมรโดยไม่คำนึงถึงคำพิพากษาของศาลโลก ท่านกษิตมิได้พูดความจริงบนเวทีม็อบโกเต๊กซ์เกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารว่า ปราสาทแห่งนี้มิใช่ของไทยมานานหลายสิบปีแล้ว มิใช่รัฐบาลท่านสมัครทำให้สูญเสียมัน ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกไว้ชัดเจน แต่ใช้คำพูดเท็จปลุกปั่นยุยงชาวบ้านที่อ่อนด้อยข้อมูลจนเชื่อไปในทางที่ผิด ณ วันนี้เขมรและไทยจึงเกิดความหวาดระแวงใจกันสืบเนื่องจากพฤติกรรมน่าสงสัยของท่านกษิตที่พูดบิดเบือนประวัติศาสตร์ซึ่งจารึกและรับทราบกันไปทั่วโลกแล้วอย่างจงใจ แล้วยังมาเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมเอเชียนซัมมิทด้วย เมื่อวันที่ท่านกษิตเป็นเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติตามที่เคยให้สัญญาว่า วันใดมีอำนาจจะทวงคืนเขาพระวิหารกลับคืนไทย จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องทวงถามสัญญาลูกผู้ชายที่พูดไว้ เมื่อเวลานี้ถือว่าสมควรแล้วที่ท่านมีอำนาจสูงมากในการทุ่มกำลังทหารและการเจรจาทวงคืนดินแดน อีกทั้งเป็นหน้าที่โดยตรงของท่านกษิตด้วย โดยเฉพาะการทวงดินแดนของไทยคืนจากเขมรตามที่ลั่นวาจาลูกผู้ชายไว้บนเวทีเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติที่รัฐบาลต้องกระทำตามหน้าที่ ท่านกษิตจึงไม่มีข้ออ้างใดที่จะไม่กระทำตามคำสัญญานั้น คนไทยจึงต้องทวงคำสัญญานั้นเพื่อชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวหรือนักเขียนคอลัมน์การเมืองของต่างชาติทวงถามเกี่ยวกับความเห็นของอดีตนักการทูตที่ได้รับโอกาสเป็นเสนาบดีตัวแทนประเทศไทยจากการตอบแทนบุญคุณของรัฐบาลที่มีต่อม็อบโกเต๊กซ์ตามที่อดีตนักการเมืองและนักเขียนคอลัมน์คนหนึ่งยืนยันว่า รัฐบาลใหม่เป็นหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทนแกนนำม็อบซึ่งยึดสนามบินระหว่างประเทศสองแห่งเพื่อดันให้ครองอำนาจในแผ่นดินสำเร็จ เกี่ยวกับการยึดสนามบินใหญ่ระหว่างประเทศและกักขังชาวต่างชาติไว้เป็นพฤติกรรมก่อการร้ายว่า ท่านสนับสนุนการกระทำเช่นนี้ว่ามิใช่การก่อการร้ายที่ทั่วโลกควรประณามและร่วมกันลงโทษผู้กระทำผิดกลุ่มนี้หรือ ? ท่านเป็นผู้หนึ่งในแกนนำที่บุกยึดสนามบินและให้การสนับสนุนด้วยกำลังกายหรือวาจาบนเวทีจริงหรือไม่ ? การเป็นหนึ่งในแกนนำที่เป็นผู้ก่อการร้ายของโลกมีคุณสมบัติจะเป็นตัวแทนประเทศไทยในการเจรจากับต่างประเทศหรือ ? เนื่องจากสหประชาชาติยังไม่ยอมให้กลุ่มฮามาสที่ถูกประกาศว่าเป็นผู้ก่อการร้ายของโลกตั้งรัฐบาลทั้งที่พวกเขาผ่านการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากในดินแดนปาเลสไตน์ สหประชาชาติหรือสหรัฐและเพื่อนบ้านประชาธิปไตยจักยอมรับหรือเห็นชอบให้หนึ่งในแกนนำของผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินระหว่างประเทศให้ร่วมโต๊ะเจรจาความเมืองได้แน่หรือ ? นี่เป็นเสนาบดีอันทรงเกียรติของไทยที่รัฐบาลแบบไฮแจ็คแต่งตั้งและกล่าวว่า คัดเลือกมาอย่างดี แล้วหรือ ? การไม่ยอมรับของคนไทยหัวใจประชาธิปไตยที่เห็นพฤติกรรมของเสนาบดีท่านนี้เต็มตา กับ เสนาบดีของประเทศต่างๆ ย่อมมองคนไทยและประเทศไทยว่า น่าจะขาดวิสัยทัศน์ ไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย บุคลากรมีคุณภาพน้อย จึงเลือกเสนาบดีจากผู้ก่อการร้ายโดยไม่ให้เกียรติต่อประเทศที่ต่อต้านผู้ก่อการร้ายสากลอย่างชัดเจน ถ้าบางประเทศแสดงปฏิกิริยาต่อต้านหรือทักท้วงในเวทีโลก รัฐบาลไทยจะต้องอับอายขายหน้ายิ่งขึ้นว่า เมืองไทยไม่มีคนมีคุณภาพและประวัติสะอาดกว่านี้แล้วหรือ ? คนไทยควรทวงถามคำตอบนี้จากรัฐบาลนี้ด้วย ****************************** 1/6/2009 สี่แยกไฟแดงติดกล้องกับโทษปรับสี่แยกติดกล้องและการลงโทษ เขียนโดย มณีอักษร
การจับตามสี่แยกติดกล้องวงจรปิดมี 3 กรณี คือ ค่าปรับมีอัตราเดียว 500 บาท เป็นความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ข้อหาขับ ***************************** 1/5/2009 เลือกตั้งซ่อม กับ เลือกผู้ว่ากทม.เลือกตั้งซ่อม กับ เลือกผู้ว่ากทม. เขียนโดย ลูกแก้ว
วันเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 ที่มาของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ คำสั่งยุบ 3 พรรคการเมืองด้วยการพิจารณาฉุกละหุกสุดขีดอันต้องจารึกในประวัติศาสตร์โลกที่ใช้เวลาพิจารณาพิพากษาโดยไม่ให้โอกาสจำเลยพิสูจน์ข้อกล่าวหาใดๆด้วยเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงและคำพิพากษาที่เขียนล่วงหน้าอย่างผิดพลาดเป็นระยะก็ยุบพรรคการเมืองไทยได้ วันเลือกตั้งซ่อมจึงเป็นโอกาสมีค่าที่คนไทยจะบอกเจตนาและความรู้สึกต่อนักการเมืองขายตัว พรรครัฐบาลใหม่ที่ใช้เล่ห์กลหรือเงินตราซื้อตัวส.ส.ที่คนไทยเคยเลือกไว้ด้วยเจตนาหนึ่งแต่ทรยศต่อความต้องการของคนไทยไปกระทำอีกอย่างหนึ่งเพราะเห็นแก่เงิน พรรครัฐบาลที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬาคือ ไม่รู้จักแพ้ ไม่ยอมรับคนชนะ พรรครัฐบาลที่มีพวกอำมาตย์แก่หลงยุค ม็อบโกเต๊กซ์ทำลายชาติยึดสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล บริษัทห้างร้านเอกชนบางส่วนที่หวังผลประโยชน์ตอบแทน กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาลใหม่ที่เป็นการตอบแทนประโยชน์ที่ช่วยล้มรัฐบาลเสียงข้างมากด้วยการจ่ายเงินซื้อส.ส. ค่าเลี้ยงดูม็อบโกเต๊กซ์ให้ทำลายฐานะการเงินของชาติ ถ้าปล่อยให้มีส.ส.เพิ่มขึ้น จักเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจมาจากปวงชนชาวไทย เพราะผู้สนับสนุนทั้งหลายต่างแจ้งเจตนาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า คนไทยยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอจะใช้สิทธิเสรีภาพด้วยตัวเอง จึงต้องนำระบอบใหม่มาปกครองประเทศไทย โดยให้คนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแต่งตั้งผู้บริหารและส.ส.หรือส.ว. ในสภาทั้งหมด และประเทศไทยมิสมควรปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไป เมื่อพรรครัฐบาลใหม่ซึ่งตัวแทนของพวกเขาได้อำนาจบริหารและรอคอยเสียงส.ส.ให้มากพอจะเปลี่ยนเนื้อหาในรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับระบอบใหม่ที่ม็อบโกเต๊กซ์และพวกอำมาตย์แก่หลงยุคต้องการโดยเร็ว จึงต้องมีเสียงส.ส.ของตัวเองให้มากที่สุด การเลือกตั้งซ่อมเป็นคำตอบจากคนไทยที่ปฏิเสธระบอบใหม่อย่างเด็ดขาดด้วยการ ไม่เลือกพรรคหุ่นเชิดหรือตัวแทนอำมาตย์แก่หลงยุคกับม็อบโกเต๊กซ์ อย่างเด็ดขาด ระบอบประชาธิปไตยนั้นคนไทยมีสนามแสดงเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ คือ สนามเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งใหญ่หรือเล็ก ในทางกลับกันระบอบใหม่หรือที่เรียกกันฟังไพเราะ คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตยนั้น คนไทยจะไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่คนกลุ่มหนึ่งจะเป็นผู้แต่งตั้งคนแล้วอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนไปอาศัยในสภาต่างๆ หากคนไทยต้องการรักษาอำนาจให้เป็นของปวงชนชาวไทยต่อไป จึงต้องใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเต็มที่ด้วยการ เลือกพรรคการเมืองที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มิใช่แค่ร่างทรงเพื่อนำระบอบใหม่มาบังคับให้คนไทยต้องยอมรับด้วยกฎหมายที่เขาเขียนขึ้นใหม่เพื่อยึดสิทธิเสรีภาพแต่กำเนิดของคนไทย คนไทยต้องเลือกพรรคดังกล่าวไปปกป้องอำนาจของคนไทยไว้ในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย ส.ส.จากพรรคนี้จะทุ่มกำลังกายและใจเพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของคนไทยอันเป็นรากฐานประชาธิปไตยและมอบความเป็นตัวแทนแก่เขา ผลประโยชน์ทางประชาธิปไตยจึงมีร่วมกันระหว่างเจ้าของเสียงเลือกตั้งกับส.ส.ที่ถูกเลือก งานเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงควรพิจารณาให้ถ่องแท้เพื่อเลือกว่า จะรักษาหรือยอมมอบสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยให้แก่พรรคฝักใฝ่ประชาธิปไตยหรือพรรคตัวแทนอำมาตย์แก่หลงยุคที่จ้องล้มล้างระบอบนี้อยู่ นอกจากนั้น การเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ซึ่งพรรครัฐบาลใหม่ที่เป็นเสียงข้างน้อย แต่ทุ่มเงินทองซื้อส.ส.จนได้ปกครองประเทศ ถือเป็นร่างทรงของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่รอการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอยู่ ส่ง คนสมัครเป็นผู้ว่ากทม. อีกครั้ง ทั้งที่การเลือกตั้งเพิ่งผ่านมาแค่เดือนกว่าและทราบดีว่าอดีตผู้ว่าฯที่ชนะจะต้องเกี่ยวพันคดีความ ทำให้ต้องเสียเงินเลือกตั้งใหม่นับหลายร้อยล้านบาท อันสร้างความเสียหายแก่เงินภาษีของชาวกทม. ถือเป็นพรรคที่ขาดคุณธรรม เมื่อคิดทบทวนพฤติกรรมของพรรคการเมืองนี้ในการตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย คนกทม.จึงควรพิจารณาความประพฤติในอดีตและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า ควรเลือกตัวแทนจากพรรคนี้ต่อไปอีกหรือ ? ทั้งที่ทำลายเงินของคนกทม.อย่างไม่เสียดายและทำลายวัฒนธรรมทางการเมืองหรือน้ำใจนักกีฬาที่พึงมีในระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่ละอายใจทั้งที่อายุพรรคยาวนานมากที่สุด การเลือกตั้งผู้ว่ากทม.เป็นการแสดงเจตนาหรือความรู้สึกของคนกทม.ว่า เข้าใจลึกซึ้งกับระบอบประชาธิปไตยมากพอหรือส่งเสริมพรรคที่ทำลายชาติเพราะไปสนับสนุนม็อบโกเต๊กซ์ให้ทำลายระบบเศรษฐกิจของกทม.ด้วยการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ทำลายความเคารพนับถือต่อพระบรมรูปทรงม้าด้วยการเอาผ้าอนามัยใช้แล้วไปถูให้เปรอะเปื้อนเพื่อแก้อาถรรพ์ตามที่แกนนำม็อบประกาศเชิญชวน ม็อบนี้ต้องมีเงินหนุนจึงทำลายกทม.ได้ยาวนานและมากเพียงนี้ คนกทม.ควรแสดงความรู้สึกผ่านการเลือกผู้ว่ากทม.มิให้พรรคที่สนับสนุนม็อบโกเต๊กซ์ปกครองคนกทม.และเมืองศิวิไลซ์ที่ต้องรับผลกระทบอย่างหนักเพราะพฤติกรรมของม็อบและพรรคเก่าแก่ที่ไม่รู้จักแพ้ในการเลือกตั้งและไม่คิดจะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ แต่กลับฝักใฝ่พวกอำมาตย์แก่หลงยุคเพื่อหวังชิงตำแหน่งสูงสุดในบ้านเมือง คนกทม.ซึ่งมีความรู้ ภูมิปัญญา จึงควรคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงความเป็นมาของพรรคที่ส่งตัวแทนเข้าสนามเลือกตั้งว่ามีพฤติกรรมเช่นใด การทำงานประสานกับส.ก.หรือส.ข.ในสภากทม. โดยเฉพาะต้องเน้นความรักและยึดมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยเป็นหลัก ดังนั้น การทำงานในกทม.สมัยนี้ในระบอบประชาธิปไตยควรมาจากพรรคการเมือง มีความรู้ ประสบการณ์ชีวิตหรือการงานมากพอ ยึดมั่นประชาธิปไตย ทำงานประสานงานกับทุกฝ่ายได้ซึ่งผู้สมัครอิสระจะขาดสิ่งนี้อย่างมาก บางส่วนของผู้สมัครมีสถานภาพสังคมสูงจากชาติกำเนิดของครอบครัว คนกทม.ต้องคิดให้ลึกซึ้งจากวิถีชีวิตของคนประเภทนี้ว่า พวกเขามีการศึกษาดีเพราะมีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ ไม่ต้องทำงานตลอดชีวิต ไม่รู้จักการใช้ชีวิตแท้จริงของคนกทม. แม้แต่การหาเสียงเลือกตั้งบางคนยังต้องมีคนรับใช้สารพัดงานเดินติดตามไป บางคนไม่เคยทำงานจริงจังหรือตรงกับความรู้ของเขา ผู้สมัครสถานภาพสังคมสูงจึงไม่มีวันทำงานรับใช้ชาวกทม.ได้อย่างแน่นอนเพราะเขาเคยชินกับการมีคนรับใช้มาตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนแก่ ช่วงหาเสียงที่พวกเขามีภาพใกล้ชิดกับประชาชนก็เป็นเพียงการแสดงละครเรื่องหนึ่ง ไม่นานก็จบเรื่องแล้ว เพื่อชัยชนะและสมัครใจเป็นดาราในสนามแข่งขัน ก็ต้องแสดงสุดฝีมือเพื่อคว้าชัยชนะ คนกทม.จึงต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าจะมอบสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้สมัครพรรคหุ่นเชิดของพวกอำมาตย์กับม็อบโกเต๊กซ์ที่ไม่ชื่นชมต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนหรือผู้สมัครชาติกำเนิดสูงลิบมีคนรับใช้ช่วยเหลือมาตลอดชีวิต แล้วอาสาจะทำงานรับใช้คนกทม.ในครั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่า ผู้ว่ากทม.เปรียบเสมือนแม่บ้านเมืองหลวงของประเทศไทยซึ่งทำงานจิปาถะตั้งแต่ล้างท่อขนขยะจนถึงงานรับแขกเมือง รับใช้คนกทม.เป็นงานประจำวัน ดังนั้น คนกทม.ควรใช้วิจารณญาณเลือกผู้ว่าฯสังกัดพรรคที่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและชัดเจน มีความรู้ดี มีความสามารถในการทำงานและเข้าใจงานกทม.อย่างลึกซึ้ง ตั้งใจทำงานเพื่อคนกทม. สิ่งที่สำคัญสำหรับยุคสมัยนี้คือ ผู้ว่ากทม.ควรสังกัดพรรคการเมืองเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตยและตรวจสอบได้เพิ่มขึ้น คือ พรรคและคนกทม.สามารถตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯได้เพื่อการดูแลอย่างรอบคอบที่สุด การเลือกตั้งซ่อมเป็นหน้าที่ของคนไทยเฉพาะถิ่นที่ต้องใช้วิจารณญาณคิดวิเคราะห์เลือกตัวแทนไปอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรโดยต้องแสดงให้พรรคเก่าแก่ที่กำลังเป็นรัฐบาลใหม่และกลุ่มสนับสนุนการเมืองใหม่ว่า พวกเขาเคยดูแคลนคนต่างจังหวัดว่ามีภูมิความรู้ต่ำ ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง และไม่เหมาะสมจะมีอำนาจบริหารบ้านเมืองตามรัฐธรรมนูญ อำนาจจากปวงชนชาวไทยไม่สมควรมาจากคนต่างจังหวัดหรือคนเรียนน้อย มันจึงเป็นโอกาสที่คนไทยในท้องถิ่นที่จะมีการเลือกตั้งซ่อมต้องแสดงศักยภาพและภูมิปัญญาในการกำจัดผู้สมัครที่ดูหมิ่นเจ้าของเสียงเลือกตั้ง บอกให้ผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลใหม่หรือระบอบใหม่ว่าจักรักษาระบอบประชาธิปไตยหรืออำนาจตามรัฐธรรมนูญไว้ด้วยชีวิต ส่วนคนกทม.ก็ควรคิดวิเคราะห์แยกแยะผู้สมัครที่เหมาะสมจะรับใช้คนกทม.อย่างแท้จริงอันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายเลือกตั้งกทม. มิใช่เลือกให้มาเป็นอำมาตย์บังคับกดข่มคนกทม. สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยของคนไทยหรือคนกทม.จะยังคงอยู่ในมือของคนไทยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปากกาที่จะกากบาทเลือกคนประเภทใดไปอยู่ในสภาผู้แทนฯหรือรับใช้คนกทม. คนไทยต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือทำลายล้างประชาธิปไตยไปจากแผ่นดินไทยด้วยความเขลา รู้ไม่เท่าทันพวกอำมาตย์แก่หลงยุคที่กำลังบงการการเมืองไทยวันนี้ วันเลือกตั้งซ่อมและวันเลือกผู้ว่ากทม.จะบอกให้สังคมไทยทราบว่า ประชาธิปไตยควรอยู่กับคนไทยต่อไปหรือไม่ ?
******************************* 1/3/2009 911 กับ 191911 กับ 191
เขียนโดย แก้วมณี
ตัวเลขในหัวข้อเรื่องนี้ถ้าคนที่เคยชมภาพยนตร์ของต่างประเทศจักคุ้นเคยอย่างยิ่ง เนื่องจาก 911 เป็นเบอร์โทรศัพท์สายด่วนของคนสหรัฐตั้งแต่เด็กถึงคนชรารู้จักอย่างดี พวกเขาขอความช่วยเหลือทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ป่วยกะทันหัน สัตว์ร้ายหลุดเข้าไปในบ้าน เพลิงไหม้ คนทะเลาะกัน แจ้งคดีอาชญากรรม เป็นต้น เจ้าหน้าที่ปลายสายจะเสนอแนะให้ความรู้เบื้องต้น คุมสถานการณ์ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยที่เกี่ยวข้องกับปัญหารับทราบทันที การทำงานของเจ้าหน้าที่สาย 911 ในสหรัฐถือเป็นที่พึ่งของประชาชนเบื้องต้นได้อย่างดี เนื่องจากพวกเขาได้รับการอบรมให้ความรู้เบื้องต้นในการแนะนำหรือช่วยคลี่คลายปัญหาได้ทันที ควบคุมสถานการณ์ของผู้แจ้งข้อมูล ส่งต่อข้อมูลแก่หน่วยงานตำรวจหรือดับเพลิงหรือหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากอาศัยเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องมีข้อมูลความรู้ที่พร้อมจะบอกแก่ประชาชนด้วย การทำงานของหน่วยงาน 911 ในสหรัฐหรือในยุโรปซึ่งอาจใช้ตัวเลขแตกต่างกันบ้าง ล้วนมีมาตรฐานเดียวกัน คือ บุคลากรต้องมีความรู้หลากหลายในการช่วยชีวิตมนุษย์ อาทิเช่น ขั้นตอนการทำคลอด การกู้ชีพ การปกป้องสถานที่เกิดเหตุ แล้วถ่ายทอดให้ผู้เดือดร้อนแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ก่อนเจ้าหน้าที่โดยตรงจะไปถึงจุดเกิดเหตุ เป็นต้น การส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว เราจักสังเกตได้ว่า ศักยภาพของบุคลากรในหน่วยนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด และถือเป็นต้นแบบในการสร้างหน่วยงานช่วยเหลือประชาชนแบบด่วนได้อย่างดีเพราะพวกเขามีคุณภาพเพียบพร้อมในการทำงานท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อกลับมาดูหน่วยงานที่ทำงานคล้ายคลึงกันในไทย คือ 191 เป็นสายด่วนแจ้งเหตุด่วน เหตุร้าย ที่ตำรวจเป็นผู้ดูแลงาน แต่สิ่งที่คนไทยหลายคนพบจากการติดต่อกับตำรวจปลายสาย จักไม่น่าประทับใจนักและให้ความช่วยเหลือจำกัด อีกทั้งสายไม่ว่างบ่อยมากหรือโทร.เข้ายากยิ่ง บ้างก็ลือกันว่า ตำรวจประจำสายยกหูออก จงใจไม่รับสาย คำกล่าวอ้างเหล่านี้ล้วนทำลายภาพพจน์ของสายด่วนประจำใจคนไทยอย่างมาก แม้จะก่อตั้งมาหลายสิบปี แต่ประสิทธิภาพก็ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับ 911 ของสหรัฐหรือยุโรป ทั้งที่ประเทศไทยเล็กกว่าประเทศเหล่านั้นอย่างมาก กอปรกับพื้นฐานความเมตตาของคนไทยมีมากกว่าพวกเขา คาดกันว่าผู้นำหน่วยงานไม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรและเครื่องมือให้ก้าวหน้าขึ้นโดยจุดประสงค์ช่วยเหลือประชาชนเต็มศักยภาพของตน เมื่อโลกติดต่อถึงกันอย่างใกล้ชิดในยุคไซเบอร์เชื่อได้ว่า คนไทยอยากเห็นการทำงานของสายด่วน 191 มีศักยภาพเทียบเท่าสายด่วน 911 ของสหรัฐที่เป็นต้นแบบของไทยมาก หากพัฒนาสายด่วนแจ้งเหตุร้าย 191 ให้สามารถช่วยเหลือหลากหลายขึ้น ย่อมเกิดประโยชน์แก่คนไทยอย่างมาก คนที่ไม่ควรตายเพราะความไม่รู้หรือความล่าช้าในการช่วยชีวิตจักมีน้อยลง ป้องกันอาชญากรรมได้ดีขึ้น ลดความเสียหายจากเพลิงไหม้ที่เวลานี้คนไทยต้องใช้สายด่วนอีกเบอร์หนึ่ง จัดการกับเหตุด่วนเหตุร้ายได้ครอบคลุมและหลากหลายขึ้น ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีสายด่วนเกี่ยวกับเหตุด่วน เหตุร้าย หลายเบอร์จนยากจะจำได้ จึงน่าจะรวมงานที่เกี่ยวข้องกันให้อยู่เบอร์เดียว แล้วใช้เจ้าหน้าที่แจกจ่ายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จักช่วยเหลือประชาชนได้ดีขึ้น ลดการตายลง อีกทั้งยังใช้บุคลากรเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย นอกจากนั้น ควรอบรมให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานรับข้อมูลโดยเพิ่มความหลากหลายขึ้น เน้นความรับผิดชอบในหน้าที่รับข้อมูลและช่วยเหลือเบื้องต้น กำชับความมีสติและไหวพริบเพื่อคุมสถานการณ์ของผู้เดือดร้อนและเก็บข้อมูลให้มากที่สุด ปรับทัศนคติการรักงานและรู้ว่าตนทำประโยชน์ต่อสังคมมากน้อยเพียงใด วันใดที่สายด่วน 191 ของไทยมีทัศนคติต่อการทำงานดีขึ้น ความรู้เพิ่มเติมและหลากหลายทั้งการพยาบาลเบื้องต้นและแนวการทำงานของตำรวจ จัดบุคลากรให้เหมาะสมกับงานประเภทนี้ โดยไม่ควรเน้นให้ตำรวจรับผิดชอบเท่านั้น แล้วแก้ไขการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐต่างๆให้สอดคล้องกับการทำงานของสายด่วนนี้ เชื่อว่า คนไทยจะลดการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตลงได้มากเพราะการพัฒนางานของหน่วยงานรัฐที่ได้รับเงินภาษีของประชาชนไปใช้จ่ายประจำปีจำนวนสูงมาก แต่ปัจจุบันนี้ยังทำงานไม่คุ้มค่ากับเงินดังกล่าว การผูกขาดงานสายด่วน 191 ไว้ที่ตำรวจอย่างเดียวทำให้งานไม่พัฒนาและไม่เหมาะสมกับความสามารถของตำรวจที่เรียนรู้ให้จัดการกับคดีความต่างๆในภาคปฏิบัติ มิใช่การใช้เวลามานั่งรับสายด่วนจากประชาชน รัฐบาลจึงควรปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับสายด่วน 191 ของไทยได้แล้ว โดยจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะมาดูแลพัฒนาสายด่วนเบอร์นี้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและบุคลากรเหมาะสมกับลักษณะงาน สายไม่ว่าง ตำรวจพูดจาไม่น่าฟังหรือเบื่อหน่ายต่องานประเภทนี้จักหายไป และคนไทยจักได้รับบริการที่ดีขึ้นสมกับเงินภาษีที่อุดหนุนสายด่วนดังกล่าวอยู่ ถ้าคนไทยผู้ใดเห็นพ้องกับแนวคิดพัฒนาสายด่วน 191 ของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับประเทศตะวันตกก็ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อนำงาน 191 ไปจัดระเบียบและพัฒนาให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่มีเทคโนโลยีทันสมัยโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้สังคมสงบสุขและชีวิตปลอดภัย อีกทั้งมิใช่อยู่ในบังคับบัญชาของตำรวจอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ สายด่วน 191 ของไทยควรมีหน้าที่ทางสังคมหลายด้าน มิใช่จำกัดอยู่แค่อาชญากรรมหรือคดีความเท่านั้น แต่ควรช่วยชีวิตคนหรือสัตว์ได้ด้วย การพัฒนาบุคลากรในสายด่วน 191 จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขเบื้องต้นและนำไปสู่การพัฒนาสายด่วนเบอร์นี้เพื่อประโยชน์ของคนไทย
*********************** |
|
|