Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
10/30/2007 ปัญจราชาภิเษกปัญจราชาภิเษก
เขียนโดย มณีอักษร
ตามกฎมณเทียรบาลนั้นผู้จะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปต้องเข้าสู่พิธีราชาภิเษก จึงได้สิทธิธรรมอย่างสมบูรณ์ ส่วนการสร้างสิทธิธรรมแก่กษัตริย์ที่มิใช่การสืบสายจากราชวงศ์ก่อนซึ่งทำให้การครองราชย์มีความสมบูรณ์ จักต้องประกอบพิธีหนึ่งในปัญจราชาภิเษกด้วยโดยแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. อินทราภิเษก แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ สมเด็จอมรินทราธิราชนำเครื่องปัญจกกุธภัณฑ์ทั้งห้ามาถวาย เสี่ยงทายบุษยพระพิไชยราชรถมาจรดฝ่าพระบาท และ เหาะเหินมาจากอากาศ 2. โภคาภิเษก คือ มีชาติตระกูลพราหมณ์มหาศาลหรือเป็นมหาเศรษฐีมียศ บริวาร และทรัพย์สมบัติ สมควรจะเป็นกษัตริย์ รู้จักราชธรรม ตราชูธรรม ทศกุศลอันเป็นประโยชน์ โทษทัณฑ์และรู้ลักษณะที่จะแบ่งปันตัดรอนซึ่งทุกข์ของราษฎร 3. ปราบดาภิเษก เป็นตระกูลกษัตริย์ขัติยราชหรือมีความสามารถในการรบชนะข้าศึกศัตรูได้ 4. ราชาภิเษก คือ สมเด็จพระบิดาพระมารดาทรงพระชราแล้วเห็นพระราชโอรสพระราชบุตรี มีชาติตระกูลเหมาะสมและญาติเห็นดีด้วย 5. อุภิเษก มี 2 ลักษณะ คือ สมเด็จพระบิดามารดามีชาติตระกูลเสมอกัน จึงกระทำมงคลและอุภิเษกให้ปกครองแผ่นดิน หรือ เป็นกษัตริย์มาแต่ต่างประเทศเป็นสุขุมชาติและได้มาราชาภิเษกกับพระญาติพระวงศ์ ดังนั้น หากศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัยถึงกรุงรัตนโกสินทร์ จักสามารถแบ่งแยกที่มาและวิธีการสืบทอดตำแหน่งของแต่ละราชวงศ์ได้ตามประเภทของพิธีปัญจราชาภิเษกนี้ ส่วนใหญ่ที่จะพบบ่อยมาก คือ ปราบดาภิเษก กับ ราชาภิเษก
********************************** 10/25/2007 แก่วัดคำว่า “แก่วัด” ใช้เปรียบเปรยคนที่บวชนาน หรือ ทำงานช้า
ความหมาย คำเปรียบเปรยนี้เกิดจากชีวิตประจำวันของนักบวชหรือพระจะดูเรียบง่าย ไม่เร่งร้อน หากบวชนานหลายปีจะติดนิสัยการเคลื่อนไหวช้าๆและใจเย็นอย่างมาก เมื่อนำไปใช้ในสังคมของคนทั่วไปจึงดูช้าไม่ทันใจ เพราะเรามีเวลาทำงานตายตัวและใช้ผลงานพิสูจน์ความสามารถเป็นหลัก ความเชื่องช้าจักสูญเสียเวลาและชิ้นงานที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในชีวิต ขณะที่นักบวชหรือพระไม่ต้องแข่งขันเผยแพร่ศาสนาหรือมีความต้องการสิ่งใดตอบแทน ความแก่วัดมีประโยชน์ในบางเวลา เช่น บางปัญหาอาจต้องใช้ความใจเย็นเป็นหลักในการแก้ไขคลี่คลายมันได้ แต่ความใจร้อนบุ่มบ่ามจักเป็นการทำลายชิ้นงาน เป็นต้น
************************** 10/18/2007 ค่ารักษาพยาบาลแลกศพค่ารักษาพยาบาลกับศพ
เขียนโดย ลีลา LAW
เราอาจเคยได้ยินคำบอกเล่ากันมาว่า ถ้าไม่จ่ายค่ารักษาที่ติดค้างสถานพยาบาล เขาจักยึดศพไว้ทำให้ญาติคนตายต้องเร่งรีบหาเงินมาจ่ายคืนหนี้เพื่อนำศพไปทำพิธีทางศาสนาของตน ปัญหาคาใจ คือ สถานพยาบาลมีสิทธิ์ยึดศพได้หรือ ? ด้านศีลธรรมหรือกฎหมายเป็นสิ่งควรทำหรือ ? หลักกฎหมายเรื่องสิทธิยึดหน่วงซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้น ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้ แต่ความที่กล่าวนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับเมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด ตามหลักดังกล่าว หากมีหนี้ค้างที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ที่อยู่กับเจ้าหนี้ ย่อมมีสิทธิ์ยึดหน่วงทรัพย์ชิ้นนั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น อู่ซ่อมรถมีสิทธิยึดหน่วงรถของลูกค้าที่ติดค้างหนี้ค่าซ่อมรถคันนั้นและยังอยู่ในอู่ของตนจนกว่าเจ้าของรถจะชำระเงินครบถ้วน จะตามไปยึดรถคันอื่นหรือทรัพย์อื่นของเขามิได้ เป็นต้น เมื่อกฎหมายถือว่า ศพคนตาย เป็นทรัพย์สิน การยึดศพเพื่อเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลไม่อาจทำได้ เพราะการยึดหน่วงทรัพย์สินจักเกิดขึ้นได้เมื่อมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินนั้น ซึ่งในที่นี้ คือ ศพ แต่ค่ารักษาพยาบาลคนเป็นหรือผู้มีชีวิต มิใช่หนี้อันเป็นคุณต่อทรัพย์สิน คือ ศพ เลย จึงยึดศพแลกค่ารักษาพยาบาลคนมีชีวิตไม่ได้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงอาจเป็นการทำละเมิดต่อทายาทคนตายได้ สถานพยาบาลควรใช้สิทธิทางศาลฟ้องเรียกหนี้ค่ารักษาพยาบาลกับทายาทของคนตาย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ด้านศีลธรรมจรรยาบรรณแล้ว สถานพยาบาลไม่สมควรอย่างยิ่งในการยึดศพคนไข้ไว้โดยควรใช้หลักเมตตาธรรมแล้วเลือกใช้สิทธิทางกฎหมายแทน จักเป็นการเหมาะสมที่สุด หากพบเห็นการยึดศพแลกค่ารักษาพยาบาล เราควรแจ้งต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาลงโทษสถานพยาบาลซึ่งด้อยจรรยาบรรณเหล่านั้น เพราะสถานพยาบาลมิใช่กิจการค้ากำไรอย่างเดียว ยังต้องมีคุณธรรมต่อผู้ใช้บริการ คนไข้ หรือ ศพ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
*********************** 10/17/2007 พาหะนำเชื้อโรคมือ : พาหะนำเชื้อ เขียนโดย ลูกแก้ว
อวัยวะของมนุษย์ที่สัมผัสกับโลกภายนอกมากที่สุด คือ มือ นอกจากช่วยหยิบจับสิ่งของแล้ว ยังใช้สัมผัสอุณหภูมิ แสดงความรู้สึกระหว่างกัน เขียนหรือพิมพ์หนังสือ ความสามารถด้านมืดของมือที่คนไม่ค่อยสนใจ คือ การนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยทั่วไปคนมักคิดว่าเชื้อโรคเข้าได้ทางบาดแผล ลมหายใจ ทางปาก แต่มือมีโอกาสสูงในการเป็นพาหะนำเชื้อได้ตลอดเวลาจนกระทั่งองค์การอนามัยโลกเคยแนะนำให้คนล้างมือเพื่อป้องกันโรคระบาดเมื่อหลายปีก่อนและถือเป็นวิธีป้องกันโรคราคาถูกที่สุด โลกยุคใหม่มาพร้อมกับโรคใหม่ที่รุนแรงและติดเชื้อง่าย ดังเช่น โรคซาร์ โรคไข้หวัดนก และอื่นๆ นอกเหนือจากโรคหวัดหรือกามโรค โรคระบาดเหล่านี้ฆ่าคนตายจำนวนมากต่อปี บางปีระบาดหนักจนยากจะสกัดกั้นด้วยยาได้ทัน จึงมีปริมาณคนตายสูง แต่การป้องกันมิให้เกิดโรคทำได้ง่าย ตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก คือ การล้างมือให้สะอาดเสมอ เพราะมือเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางจมูก ปาก ดวงตา เมื่อหลายปีก่อนโรคซาร์ระบาดหนักและยากจะหยุดการแพร่เชื้อได้ วิธีรักษาโรคยังค้นไม่พบ เชื้อยังคงแพร่กระจายในหมู่ประชาชนต่อเนื่อง เมื่อมีการแนะนำให้ประชาชนล้างมือทุกครั้งหลังประกอบกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ไม่นานนักก็สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ โรคซาร์หายไปในที่สุด ปัจจุบันนี้โรคไข้หวัดนกระบาดในแถบเอเชียอย่างหนักมาหลายปีและควบคุมยาก ด้วยความกลัวที่เชื้อจะกลายพันธุ์หากเข้าสู่มนุษย์ได้ คำแนะนำเรื่องการล้างมือกลับมามีบทบาทอีกครั้งเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ ป้องกันการแพร่ระบาดระหว่างคนกับคน โดยเชื่อกันว่าถ้าประชาชนร่วมกันล้างมือเป็นกิจวัตร เชื้อโรคหวัดนกจะมีโอกาสแพร่ระหว่างมนุษย์น้อยลง อันเป็นไปตามหลักสุขอนามัยที่ดี เมื่อทราบว่ามือเป็นพาหะนำเชื้อโรคมากมาย จึงต้องหันไปใส่ใจกับวิธีล้างมือที่ไม่ใช่แค่ปล่อยให้สบู่กับน้ำผ่านมือไปเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้เทคนิคล้างมืออย่างถูกต้องด้วย การป้องกันเชื้อโรคจึงได้ผลดีเยี่ยม ซึ่งองค์การอนามัยโลกเป็นผู้เผยแพร่วิธีนี้ไปทั่วโลกเพื่อลดการติดเชื้อโรคในคน นั่นคือ การฟอกสบู่ทั่วมือรวมถึงข้อมือ ทำความสะอาดนิ้ว ง่ามนิ้ว และเล็บ ให้ครบสิบนิ้ว ล้างน้ำให้สะอาด เช็ดมือให้แห้ง อีกทั้งควรล้างมือทุกครั้งก่อนหรือหลังจากทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ ก่อนทำครัว ก่อนกินขนมของว่าง หลังออกจากห้องน้ำ หลังกลับจากที่ทำงาน หลังจากใช้บริการรถหรือส้วมสาธารณะ เป็นต้น นอกจากได้รับความสะอาดแล้ว การสัมผัสน้ำช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น อารมณ์แจ่มใส อันเป็นผลพลอยได้ที่ดีด้วย ถ้าทุกคนช่วยกันล้างมือตามวิธีการดังกล่าวย่อมช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเชื้อโรคได้มากและเป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและเพื่อส่วนรวมในคราวเดียวกัน ราคาสบู่ถูกกว่าค่ายารักษาโรคที่มือแพร่เชื้อมาสู่เจ้าของมืออย่างแน่นอน ดังคำกล่าวที่ว่า ล้างมือ ดีกว่าติดโรค
************************** 10/11/2007 บังคับซื้อลาภบังคับซื้อลาภ เขียนโดย ลีลา LAW
หนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อความมั่นคงในชีวิต คือ ที่อยู่อาศัยหรือบ้านนั่นเอง ทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อหาเงินซื้อบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หลายคนซื้อบ้านอย่างไร้ปัญหา แต่บางคนต้องพบปัญหาในการซื้อบ้านด้วยการที่เจ้าของหมู่บ้านอาศัยข้อสัญญาซื้อขายที่ท่านมักไม่ได้อ่านให้ละเอียดก่อน เพื่อบังคับซื้อเนื้อที่ซึ่งมีสภาพเป็นซอกหลืบ มุมอับ ที่ขายค่อนข้างยากหรือมีเนื้อที่น้อยเกินกว่าจะขายแก่ผู้อื่นได้ นี่ย่อมสร้างความขุ่นเคืองใจและปัญหาหนักแก่ผู้ซื้อซึ่งสุจริตใจอย่างมาก กรณีที่ผู้ขายบังคับให้ผู้ซื้อรับโอนเนื้อที่เกินกว่าที่ตกลงไว้ทีแรก โดยอ้างสัญญาซื้อขายนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยในสังคมไทย เนื่องจากผู้ขายป้องกันความเสียหายของตนเองโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมต่อคู่สัญญาอีกฝ่าย แต่มีผู้ซื้อบางท่านได้เรียกร้องและต่อสู้คดีเพื่อปกป้องตนเอง จนกระทั่งศาลได้มอบความเป็นธรรมแก่ผู้ซื้อซึ่งมีความสุจริตใจ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 975/2543 ซึ่งนำมาเป็นกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายคอนโดมิเนียม ดังนี้คือ นายแดง ทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดจาก บริษัทบางกอก โดยส่วนหนึ่งในสัญญาได้ระบุเนื้อหาโดยสรุปว่า ห้องชุดของผู้ซื้อมีเนื้อที่ 94.5 ตารางเมตร โดยขึ้นอยู่กับการปรับขนาดพื้นที่ตามการก่อสร้างที่เป็นจริง เมื่อมีการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ถ้าพื้นที่จริงของห้องนี้มีมากกว่าหรือน้อยกว่า คู่สัญญาต้องผูกพันตนตามสัญญานี้ แต่ถ้าพื้นที่แตกต่างตั้งแต่ร้อยละ 5 หรือมากกว่า ผู้ซื้อต้องชำระเงินตามจำนวนพื้นที่จริงนั้น หลังจากนายแดงผ่อนชำระค่างวดตามสัญญาและเห็นว่าการก่อสร้างล่วงเลยเวลาที่กำหนดกันไว้ จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้บริษัทบางกอกส่งมอบห้องชุด โดยมีการตรวจสอบเนื้อที่รวมตามจริง ปรากฏว่า นายแดงถูกบังคับให้ซื้อเนื้อที่ส่วนเกินคิดเป็นร้อยละ 31.7 ของเนื้อที่ซึ่งเขาตกลงซื้อในตอนแรก โดยบริษัทอ้างว่าผู้ซื้อต้องรับไว้และจ่ายเงินสำหรับเนื้อที่ส่วนเกินนี้ด้วยตามสัญญาซื้อขาย เขาจึงขอเลิกสัญญาดังกล่าว และนำคดีมาสู่ศาลเมื่อมีความขัดแย้งกันอันเกี่ยวพันกับข้อความในสัญญาซื้อขายที่เป็นปัญหา ในที่สุดการพิจารณาคดีก็ปรากฏผลออกมา เมื่อศาลพิพากษาว่า แม้ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย ย่อมใช้บังคับได้ แต่ศาลต้องตีความสัญญาให้เป็นไปตามความประสงค์ของคู่สัญญาในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย กรณีนี้แม้สัญญาจะระบุไว้ให้รับเนื้อที่ทั้งหมดที่มีในวันจดทะเบียน แต่มิได้หมายความว่า ไม่ว่าพื้นที่มีความแตกต่างมากกว่าร้อยละ 5 สักเพียงใด ผู้ซื้อต้องรับโอนโดยไม่อาจปฏิเสธได้ ความเป็นจริงของคดีนี้ คือ เนื้อที่ส่วนเกินมีจำนวนร้อยละ 31.7 และสภาพพื้นที่เป็นซอกหลืบ มุมอับ เป็นส่วนคานรับน้ำหนักของตัวอาคารชุดดังกล่าว หากพิจารณาถึงความประสงค์ในการซื้ออาคารชุดเพื่ออยู่อาศัยโดยสุจริต และการนำสืบถึงสภาพพื้นที่จริงส่วนที่ถูกบังคับซื้อ ทำให้เห็นว่า ถ้านายแดงทราบก่อน คงมิยอมเข้าทำสัญญาซื้อขายครั้งนี้แน่ เพราะมิอาจใช้ประโยชน์สมกับความต้องการและเงินที่ต้องจ่ายไป นายแดงจึงมิควรถูกบังคับให้จ่ายเงินเพิ่มเป็นจำนวนมากเกินเหตุ เพื่อรับเอาเนื้อที่ล้ำจำนวนมากที่ไร้ประโยชน์ดังกล่าว และมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ บริษัทบางกอกจึงต้องคืนเงินงวดที่รับไว้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่บริษัทได้รับไว้ จากรณีศึกษาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ตระหนักได้ว่า กฎหมายย่อมคุ้มครองและให้ความยุติธรรมแก่คนสุจริตเสมอ ถ้ามิได้มีข้อเท็จจริงในลาภมากเกินเหตุ และ ไร้ประโยชน์เช่นกรณีของนายแดงแล้ว ท่านอาจจำต้องถูกบังคับให้รับลาภนั้นโดยกฎหมายได้เช่นกัน ฉะนั้นขอให้เตือนใจไว้ทุกครั้งที่ต้องลงชื่อในสัญญาใดก็ตาม จงให้เวลาแก่ตัวเองในการอ่านทำความเข้าใจถึงความรับผิดชอบตามสัญญานั้นอย่างถ่องแท้ก่อน จักได้ไม่ต้องเสียเวลาฟ้องคดีและมีอารมณ์ขุ่นมัวในภายหลัง
******************************** 10/3/2007 คนเสื้อกาวน์กับเหยื่อเงินตราคนเสื้อกาวน์ : เหยื่อเงินตรา เขียนโดย แก้วมณี
วัฏจักรของชีวิต คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ย่อมเกิดกับทุกคนตามสังขารที่ร่วงโรยไปตามวัย ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลวัฏจักรทั้งสี่บนโลกนี้ คือ แพทย์ซึ่งมีชุดกาวน์เป็นเครื่องแบบประจำวิชาชีพและมีจรรยาบรรณควบคุมการทำงาน บุคคลที่ทำงานเป็นแพทย์จึงได้รับความนับถือและให้เกียรติมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน แพทย์ทุ่มเทเวลาและความรู้ในการดูแลมนุษย์สมกับความไว้วางใจเสมอมา ค่าตอบแทนของวิชาชีพนี้ค่อนข้างสูงเพราะเวลาเรียนรู้และสร้างสมประสบการณ์ทำงานอย่างน่าไว้วางใจเริ่มต้นช้ากว่าอาชีพอื่น คือ การเรียนแพทย์ทั่วไประดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาศึกษา 6 ปี หากจะทำงานจนสร้างความมั่นใจในตัวเองพอรับผิดชอบชีวิตคนไข้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหมอรุ่นพี่ต้องเพิ่มการทำงานอีกเป็นปี จากนั้นบางคนไม่มีเงินสะสมในการเรียนต่อเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งก็ต้องทำงานเก็บเงินก่อนอีกเป็นปี ส่วนบางคนที่มีทุนเรียนต่อเฉพาะทางได้ทันทีจะเลือกเข้าเรียนเพิ่มความรู้เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ด้านไต ด้านหัวใจ ด้านศัลยกรรม ด้านประสาทวิทยา ด้านเลือด ด้านจิตวิทยา ด้านวิสัญญี เป็นต้น เวลาในการเรียนรู้แต่ละสาขานานไม่เท่ากัน อาจเฉลี่ยสาขาละ 3 - 4 ปี ย่อมเห็นต้นทุนเวลาและทุนทรัพย์ในการสร้างแพทย์แต่ละคน แต่ละสาขาที่มากและยาวนาน อันแตกต่างจากอาชีพอื่นที่ใช้เวลาเรียนปริญญาตรี 4 ปี โท 2 ปี เอก 3 ปี โดยประมาณ คนที่เรียนจบสาขาอื่นจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้เมื่ออายุประมาณ 22 ปีหรือจบปริญญาตรี แต่แพทย์จะเริ่มรักษาคนไข้เป็นอาชีพได้ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 25 ปี ถ้าจะเป็นผู้ชำนาญพิเศษต้องมีอายุอย่างน้อย 30 ปีแล้ว จึงไม่แปลกที่ค่าตอบแทนวิชาชีพแพทย์จักสูงกว่าอาชีพอื่น แต่มีเวลาทำงานที่สั้นกว่าอาชีพอื่น นอกจากนั้นยังมีความเครียดสูงพิเศษเพราะมีชีวิตคนเป็นเดิมพันในความดูแลของตน แพทย์ทุกคนจะได้รับการอบรมจากสถาบันให้มีหน้าที่รับผิดชอบสูงและความรอบรู้ในงานเพื่อช่วยรักษาโรคและชีวิตของคนไข้ให้หายเป็นปกติอย่างเต็มความสามารถ จึงได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ ญาติคนไข้ ในยามเจ็บป่วยเสมอ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคนในสังคมทั้งในไทยและต่างประเทศต่างยกย่องนับถือและให้เกียรติแก่แพทย์เพราะตระหนักถึงการทำงานทุ่มเทและความยากลำบากของแพทย์ ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการรักษาอาการเจ็บป่วย เนื่องจากแต่ละขั้นตอนของการรักษาหรือการให้ยาล้วนมีอันตรายหรือความเสี่ยงแฝงอยู่เสมอ คนไข้และญาติของคนไข้จึงต้องรับรู้ข้อมูลและทางเลือกจากแพทย์เพื่อตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับคนไข้และฐานะครอบครัว ส่วนแพทย์มีหน้าที่ให้ข้อมูลและวิธีรักษาโรคให้พวกเขารับทราบอย่างเต็มที่ แต่มิใช่ก้าวล่วงเข้าไปตัดสินใจเลือกแทนคนไข้และครอบครัวอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของเขา ดังคำที่ว่า แพทย์ให้ทางเลือก คนไข้หรือครอบครัวมีหน้าที่เลือกทางชีวิตของตน ข่าวสถิติการฟ้องแพทย์เป็นคดีในศาลหรือในแพทยสภาของปีพ.ศ. 2549 พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยเปอร์เซนต์ เมื่อเข้าไปดูหัวข้อที่มีการร้องเรียนหรือฟ้องคดีกันมักมาจากการไม่สนใจทำหน้าที่ของตนระหว่างคนไข้ ญาติคนไข้ และ แพทย์ แต่มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่น่าตกใจ คือ บางคนใช้คนตายหาเงินให้คนเป็นโดยมีเป้าหมายเอาเงินจากโรงพยาบาลชั้นนำในเมืองไทยเป็นหลัก พฤติกรรมของคนประเภทนี้ คือ ถ้ามีญาติในครอบครัวป่วยกะทันหันต้องเรียกใช้บริการจากโรงพยาบาลใหญ่และมีชื่อเสียงเท่านั้นโดยไม่สนใจว่าคนไข้จะเคยรักษาในโรงพยาบาลนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าค่าใช้จ่ายรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลชั้นนำสูงมากอันมาจากงานบริการเยี่ยม แพทย์มีคุณภาพสูง และให้การดูแลคนป่วยอย่างดีเยี่ยม กรณีคนป่วยเกิดตายในโรงพยาบาลอันเกิดจากญาติคนไข้ไม่ให้ความร่วมมือในการปรึกษาหรือเลือกวิธีรักษาคนไข้ตลอดเวลาที่อยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเหตุอื่นใดก็ตาม ญาติคนไข้จะแสดงท่าทีโวยวายก่อนโดยกล่าวหาว่า โรงพยาบาลและทีมแพทย์ไม่ดูแลคนไข้อย่างดีเพื่อหวังให้ลดหนี้ค่ารักษาหรือปลดหนี้และเรียกเงินค่าเสียหายจากโรงพยาบาลเพื่อแลกกับการร้องเรียนหรือฟ้องคดี หลายโรงพยาบาลเลือกที่จะยุติเรื่องเพื่อทำงานต่อไปด้วยการจ่ายเงินตามที่ญาติคนไข้ต้องการจนกลายเป็นความเดือดร้อนของโรงพยาบาลเมื่อเกิดพฤติกรรมเลียนแบบขึ้นหรือญาติคนไข้กลุ่มเดิมนำวิธีดังกล่าวไปใช้ต่อไป โดยมีความคิดว่าโรงพยาบาลหรือแพทย์มีรายได้มาก ก็อยากแบ่งกันใช้บ้าง โดยมิได้ตระหนักว่าตนยังไม่ได้ทำหน้าที่ญาติคนไข้ที่ถูกต้องเลย แพทย์ยังเป็นมนุษย์ซึ่งมีกิเลสตัณหาเยี่ยงเดียวกับคนทั่วไป ย่อมทำงานพลั้งพลาดหรือบกพร่องกันได้ หากเห็นว่าเป็นการทำงานที่ไม่ได้มาตรฐานการแพทย์อย่างแท้จริง คนไข้หรือครอบครัวย่อมใช้สิทธิ์ในการร้องเรียนหรือฟ้องคดีอย่างเต็มที่ได้เพื่อเป็นการเตือนใจหรือใช้เป็นบทเรียนแก่แพทย์ให้ทำงานอย่างรอบคอบสมกับความรู้ของตน แต่มิใช่การใช้สิทธิ์ด้วยเจตนาไม่ดีหรือต้องการเงินตราจากแพทย์และหน่วยงานต้นสังกัดเพราะฐานะการเงินไม่พอจ่ายค่ารักษาหรือหาเงินจากศพคนไข้ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นการบั่นทอนกำลังใจและความทุ่มเทของแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ทำงานอย่างจริงใจเต็มความสามารถแล้ว แต่มิอาจรักษาลมหายใจของคนป่วยได้เพราะอาการป่วยของคนไข้หรือความเฉยชาของญาติเมื่อต้องให้ความเห็นชอบในการรักษา เราต้องไม่ลืมว่าการรักษาอาการป่วยนั้นต้องใช้ยาหรือวิธีทางการแพทย์กับร่างกายมนุษย์ ทุกอย่างล้วนมีอันตรายแอบแฝงอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้น การรักษาจึงต้องแนบความเสี่ยงไว้กับคนไข้เสมอ ญาติคนไข้ต้องยอมรับว่าการรักษาอาการป่วยเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้น หน้าที่ของครอบครัวคนไข้เมื่อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล คือ การให้ข้อมูลของคนไข้ รับฟัง และตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้และครอบครัว ส่วนแพทย์มีหน้าที่ให้ข้อมูลการป่วย วิธีรักษา เพื่อให้ครอบครัวคนไข้ตัดสินใจเลือกเอง มันเป็นหน้าที่ของแพทย์และญาติคนไข้ที่ใช้ปฏิบัติกันทั่วโลก ทั้งสองฝ่ายต้องมีความรับผิดชอบในบทบาทของตนด้วย กลุ่มไม่สุจริตใจจ้องหาผลประโยชน์จากโรงพยาบาลใหญ่หรือแพทย์โดยอาศัยศพทำให้แต่ละโรงพยาบาลและแพทย์ต้องปรับตัวทำงานอย่างรอบคอบและเลือกลูกค้ามากขึ้น ซึ่งจะก่อผลร้ายต่อคนไข้และครอบครัวสุจริตใจที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็นจากการตรวจอาการป่วยด้วยสารพัดวิธีที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุเพราะคนไข้และครอบครัวถูกสันนิษฐานเบื้องต้นว่า จะฟ้องหาเงินจากโรงพยาบาลภายหลัง มันเป็นผลกระทบต่อเนื่องให้หลายฝ่ายต้องเดือดร้อนจากการกระทำของกลุ่มที่มีจิตใจไม่ดีและพฤติกรรมนี้ระบาดไปจนกระทั่งโรงพยาบาลใหญ่ต่างมีรายชื่อกลุ่มคนเหล่านั้นไว้เพื่อใช้ป้องกันตัวเองและสกัดกั้นพวกเขาให้ได้มากที่สุด จนอาจส่งผลกระทบต่อญาติพวกเขาที่เป็นคนสุจริตไม่อาจใช้บริการอย่างดีได้ ดังนั้น แพทย์ทั้งหลายควรตระหนักถึงภัยร้ายใกล้ตัวให้มากและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเพื่อป้องกันอันตรายจากคนประเภทดังกล่าว ด้วยการเขียนบันทึกประวัติของคนไข้ ทั้งอาการป่วย วิธีรักษา ยาที่ใช้รักษา คำยินยอมเลือกวิธีรักษาได้รับจากญาติคนใดของคนไข้โดยเฉพาะต้องแน่ใจว่าผู้ให้คำยินยอมมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ วันเวลาในการรักษาหรือให้ยาหรือคำยินยอมต้องเขียนให้ชัด เมื่อให้คำแนะนำกับญาติคนไข้ในห้อง ต้องมีแพทย์ในทีมรักษาหรือพยาบาลอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่ในห้องเพื่อเป็นพยานการให้คำแนะนำของแพทย์ มิฉะนั้น ญาติคนไข้อาจปฏิเสธว่าแพทย์ไม่เคยบอกคำแนะนำแก่เขาเลย การติดต่อกับญาติคนไข้หรือครอบครัวห้ามใช้มือถือส่วนตัว ควรใช้โทรศัพท์ส่วนกลางของโรงพยาบาลเพื่อมีบันทึกการติดต่อกับครอบครัวคนไข้อย่างเป็นทางการ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพยานหลักฐานเพื่อใช้ประโยชน์ในศาลเมื่อต้องสันนิษฐานเบื้องต้นว่า คนไข้หรือญาติคนไข้อาจเรียกร้องเงินค่าเสียหายในภายหลัง การทำงานของแพทย์ต่อร่างกายคนไข้หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมายอาญาฐานฆ่าคนโดยเจตนาหรือโดยประมาท แม้กฎหมายจะคุ้มครองการทำงานตามวิชาชีพแพทย์ก็ตาม ทั้งนี้ต้องอยู่ในระดับมาตรฐานทางการแพทย์ด้วย มิฉะนั้น แพทย์ต้องรับโทษอาญาหรือโทษทางแพ่งได้ สถานพยาบาลและแพทย์ต้องเน้นการทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัด มันเป็นเกราะป้องกันความเสียหายเบื้องต้น นอกจากนั้นจิตสำนึกและความรับผิดชอบของแพทย์จะป้องกันความเสียหายส่วนตัวอีกระดับหนึ่ง ส่วนสุดท้ายคือ การปฏิสัมพันธ์กับคนไข้หรือครอบครัวอย่างมีไมตรีจิตและใกล้ชิด จะเป็นวัคซีนป้องกันความเข้าใจผิดและสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมแพทย์และคนไข้ แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นความสูญเสียคนไข้ก็ตาม ถ้าทุกฝ่ายเข้าใจและกระทำตามหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด และมิได้มีจิตทุจริต การฟ้องคดีบุคลากรซึ่งช่วยรักษาคนไข้อย่างเต็มความสามารถไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ส่วนสถานพยาบาลต้องเริ่มพิจารณามาตรการป้องกันตัวเองจากผู้หวังหาประโยชน์ในชื่อเสียงของตนด้วยการเน้นทำงานให้ได้มาตรฐานวิชาชีพแพทย์หรือสถานพยาบาลและการเก็บข้อมูลคนไข้หรือบันทึกการติดต่อสื่อสารระหว่างแพทย์ เจ้าหน้าที่ กับญาติคนไข้ให้เข้มข้น มันจะเป็นเกราะเบื้องต้นที่ปกป้องตัวเองจากผู้ไม่หวังดีได้ระดับหนึ่ง เนื่องเพราะการคัดแยกคนไข้ที่ดีและไม่ดีนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะคนใหม่ถือกำเนิดเลียนแบบตามกันมาตลอดเวลา วิธีดีที่สุดในการกำจัดคนไม่หวังดี คือ การร่วมกันแบ่งปันข้อมูลพฤติกรรมของผู้ไม่หวังดีเพื่อสกัดกั้นเขาและครอบครัวมิให้เข้าใกล้องค์กรเพราะเขาจะเลือกเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่และมีชื่อเสียงระดับต้นของประเทศเท่านั้น การต่อสู้ทางคดีให้สิ้นสุดแล้วเรียกร้องค่าเสียหายจากเขาซึ่งเคยมีโรงพยาบาลชั้นนำทำมาแล้วและชนะคดี จนกระทั่งผู้ไม่หวังดีต้องไปขอร้องมิให้โรงพยาบาลทำคดีต่อไปและขอลดค่าเสียหายลงเพราะฐานะการเงินไม่ดี อย่างน้อยก็กำจัดผู้ไม่หวังดีได้หนึ่งคนและกลายเป็นเยี่ยงอย่างแก่โรงพยาบาลอื่นให้คิดถึงการต่อสู้คดีบ้าง เพราะการเลี่ยงศาลมิใช่ทางแก้ปัญหาระยะยาว แต่ต้องเลือกต่อสู้ให้ถูกกาลเทศะและด้วยความมั่นใจว่าอีกฝ่ายคือผู้ไม่หวังดีโดยดูจากรูปแบบพฤติกรรมของเขาได้ไม่ยากดังคำกล่าวที่ว่า กรรมหรือการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาของคน สิ่งที่ผู้ไม่หวังดีต่อสถานพยาบาลและแพทย์ทิ้งไว้ให้คนสุจริตกลุ่มใหญ่ คือ ความหวาดระแวงของสถานพยาบาลและแพทย์ อันนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาที่เพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ ทั้งที่การตรวจหลายอย่างไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่เพื่อมิให้ถูกกล่าวหาเรื่องการทำงานบกพร่อง จึงต้องให้มีข้อมูลเก็บไว้โดยตรวจทุกระบบในร่างกายทุกครั้งที่เข้าใช้บริการในโรงพยาบาล หากคนไข้หรือญาติต้องการตรวจสอบภายหลัง มันเป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเขาต้องทำเพื่อปกป้องความเสียหายส่วนของตัวเองที่อาจเกิดขึ้นจากคนไข้และครอบครัวได้ตลอดเวลา แต่ผู้แบกรับภาระสุดท้าย คือ คนไข้ ผู้สุจริต หากทุกฝ่ายมีจิตสำนึกที่ดีและมีเมตตาต่อกัน ความหวาดระแวงใจคงไม่เกิดขึ้น คนไข้ให้เกียรติและไว้วางใจแก่แพทย์ ส่วนแพทย์มุ่งมั่นรักษาคนไข้ให้หายเป็นปกติ แต่คนไข้หรือญาติที่ไม่หวังดีและคิดแสวงหาประโยชน์จากการเจ็บป่วยหรือศพทำลายจิตสำนึกที่ดีระหว่างกันเพียงเพราะเห็นแก่เงินทองหรือไม่ต้องการรับผิดชอบค่ารักษา โดยไม่คำนึงถึงความลำบากหรือความทุ่มเทของแพทย์ในการดูแลรักษาคนไข้ ขณะเดียวกันแพทย์ที่ไร้ความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนและสร้างความเสียหายแก่คนไข้และครอบครัว ย่อมสมควรถูกเรียกร้องความเสียหายที่ตนก่อไว้เช่นกัน การปรับตัวเพื่อปกป้องตัวเองของสถานพยาบาลและแพทย์ควรเร่งกระทำให้เร็วขึ้นเมื่อเห็นสถิติการฟ้องคดีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวแล้ว มิฉะนั้น เหยื่อรายต่อไปอาจเป็นสถานพยาบาลของเขาในไม่ช้า
************************** 10/1/2007 รู้จักกับท่อนจันทน์ท่อนจันทน์ : เครื่องมือประหารเจ้านายชั้นสูง
เขียนโดย มณีอักษร
สมัยโบราณนั้นการประหารชีวิตเจ้านายชั้นสูงต้องมีรูปแบบพิเศษแตกต่างจากสามัญชนทั่วไป โดยกำหนดแบบแผนไว้ในกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสำเร็จโทษ ซึ่งน่าจะมีขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ปีจุลศักราช 722 แล้วมีการปรับปรุงและกำหนดชัดขึ้นไว้ในกฎหมายตราสามดวง หมวดกฎมนเทียรบาล มาตรา 176
ผู้พิพากษาโทษ คือ กษัตริย์
ผู้กระทำความผิด คือ เชื้อพระวงศ์ พระมเหสี พระสนม
ลักษณะความผิด กฎมนเทียรบาลจักกำหนดข้อปฏิบัติ ข้อห้าม และบทลงโทษหนักเบาตามพฤติกรรม หากเป็นบทหนักถึงประหารชีวิต ต้องได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ซึ่งทรงพิจารณาว่าจะใช้โทษนั้นหรือไม่ กับใคร และเมื่อไร
ทีมงานประหารชีวิต ประกอบด้วย นายแวง ผู้คุม กำกับดูแลนักโทษสู่แดนประหาร ระวังภัยมิให้มีการชิงนักโทษ ขุนผู้ใหญ่ ตัวแทนกษัตริย์ในการเป็นประธานพิธีสำเร็จโทษ หมื่นทลวงฟัน เพชฌฆาต มีสองคนในการประหารแต่ละครั้ง
แดนประหาร โคกพญา ปัจจุบันน่าจะเป็นพื้นที่รวมของกลุ่มโบราณสถานคลองสระบัว จังหวัดอยุธยา อันได้แก่ วัดหน้าพระเมรุ วัดหัสดาวาส วัดตะไกร โดยมีวัดหน้าพระเมรุหรือวัดพระเมรุโคกพญา เป็นหลัก
ลักษณะท่อนจันทน์ ไม้ค้อนขนาดใหญ่ที่มีปลายด้านหนึ่งใหญ่กว่าอีกด้านหนึ่ง รูปร่างคล้ายสากตำข้าว ทำจากไม้จันทน์หอม หลังจากพิธีประหารชีวิตเสร็จสิ้น จักใส่ไปในหลุมศพด้วย
ขั้นตอนการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ - ต้องพันธนาการร่างแล้วสวมถุงแดงตั้งแต่พระเศียรลงไปตลอดปลายพระบาท เอาเชือกรัดถุงให้แน่น เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดจับต้องพระวรกายและมิให้ผู้ใดเห็นพระศพ แม้แต่เพชฌฆาต - หมื่นทลวงฟันทำการไหว้ครู และขอขมาต่อนักโทษ - ทุบท่อนจันทน์บนพระนาภี (ท้อง) หรือ พระเศียร (หัว) คล้ายท่าตำข้าว - นำพระศพฝังในหลุมซึ่งจัดเตรียมไว้ที่ โคกพญา แล้วจัดเจ้าพนักงานเฝ้ารักษาหลุม 7 วัน เพื่อมั่นใจว่าสิ้นพระชนม์ หรือ ป้องกันการชิงพระศพ
ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือ “สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์” เขียนโดย ปรามินทร์ เครือทอง
*************************** |
|
|