Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
10/29/2008 เหตุฟ้องหย่าข้อ 3เหตุหย่าของมาตรา 1516 (ต่อไป) คือ 3. สามีหรือภริยาทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
หมายเหตุ
การทำร้ายร่างกายหรือพูดเหยียดแคลน ดูหมิ่น คู่สมรสหรือบิดามารดา ปู่ย่าตายายของคู่สมรส ต้องมีความร้ายแรงต่อความรู้สึกมาตรฐานของคนทั่วไปด้วย จึงใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ตัวอย่างเช่น การตบตีกัน ยังไม่ถือเป็นเหตุหย่า แต่ทำร้ายสม่ำเสมอ มีสถิติการเข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก ถือเป็นการร้ายแรงได้ เป็นต้น พึงจำไว้ว่า การทำร้ายร่างกายกันไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ แม้เป็นสามีภริยา ก็เป็นคดีอาญาที่เอาผิดลงโทษกันได้ รวมถึงการพูดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น คู่สมรสหรือบุพการีของฝ่ายใด ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน สามีภริยาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน
************************************* 10/27/2008 วุฒิภาวะของสมาชิกวุฒิสภาวุฒิสมาชิก กับ วุฒิภาวะ
เขียนโดย แก้วมณี
การอภิปรายของวุฒิสมาชิกหญิงท่านหนึ่งชี้แจงเกี่ยวกับการนำสามีเข้าไปในห้องประชุมสภาว่า สามีอยู่ในฐานะผู้ติดตามและนำเข้าห้องประชุมไม่บ่อยครั้ง ท่านยอมรับว่าในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เกิดอาการสติแตก จึงปฏิบัติตนหลายอย่างไม่เหมาะสม เช่น เข้าห้องประชุมโดยไม่เซ็นชื่อ ท่านจงใจอยู่ในสถานที่อีกแห่งใกล้รัฐสภาโดยไม่เข้าร่วมประชุมตามหน้าที่ นำสามีเข้าห้องประชุม คัดค้านและรบกวนการแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นต้น มันเป็นการยอมรับว่านำบุคคลภายนอกที่มิใช่สมาชิกรัฐสภาเข้าห้องประชุมโดยมิได้รับอนุญาตตามระเบียบ ข้ออ้างแก้ตัวของวุฒิสมาชิกหญิงบ่งบอกวุฒิภาวะที่บกพร่องเมื่อเทียบกับอายุและระดับการศึกษาของคนวัยนี้ โดยเฉพาะมิอาจปฏิเสธว่า ไม่รู้กฎระเบียบที่ห้ามนำคนนอกหรือคนติดตามเข้าห้องประชุมสภาอย่างเด็ดขาด อีกทั้งในภาพข่าวที่เสนอตามหน้าหนังสือพิมพ์โดยผู้ติดตามนั่งอยู่หน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่ง จึงมิได้เป็นไปตามคำอ้างภายหลังที่ว่าเขาเข้าไปปกป้องภรรยาในห้องประชุม แต่มีลักษณะนั่งฟังอยู่สักพักใหญ่แล้ว ภรรยาก็เกิดอาการสติแตกคัดค้านบ่อยครั้งเพื่อขัดขวางมิให้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายครบถ้วน จนกระทั่งประธานสภาฯจำเป็นต้องเตือนหลายครั้ง ในที่สุดจึงต้องเชิญตัวออกจากห้องประชุมเพื่อความสงบเรียบร้อยในห้องประชุมดังรายละเอียดข่าวที่รับทราบกันมาแล้ว ปกติแล้วรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของวุฒิสมาชิกให้สูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุผลที่ต้องการให้เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาของรัฐสภา รวมทั้งตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล จึงต้องการผู้มีวุฒิภาวะสูงและมีประสบการณ์ในการคัดกรองกฎหมายหรือคัดเลือกคณะกรรมการบริหารองค์กรอิสระด้วย วุฒิสมาชิกมีสองแบบ คือ เลือกตั้ง และ แต่งตั้ง แต่ให้เรียกเหมารวมว่าตัวแทนประชาชน ส่วนที่มาจากการเลือกตั้งก็ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดเป็นผู้คัดเลือกในอัตราส่วน 1 จังหวัด ต่อ 1 วุฒิสมาชิกโดยไม่คำนึงถึงจำนวนประชากรของแต่ละจังหวัด ส่วนการแต่งตั้งนั้นรัฐบาลในสมัยปฏิวัติเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการสรรหาแล้วให้พวกเขาไปคัดเลือกจากบุคคลที่หน่วยงานหรือองค์กรหรือบริษัทเอกชนเสนอชื่อให้ได้จำนวนครึ่งหนึ่งของสภา ดังนั้น วุฒิสภาจึงมีสมาชิกสองแบบที่ไม่เป็นไปตามแนวคิดระบอบประชาธิปไตยที่ต้องให้ประชาชนคัดเลือกโดยตรง แต่ถูกตัดแบ่งครึ่งให้มาจากการแต่งตั้ง แต่มีอำนาจคัดกรองกฎหมายและแต่งตั้งหรือถอดถอนรัฐบาลหรือคณะบริหารองค์กรอิสระได้เท่าเทียมกับพวกที่มาจากการเลือกตั้งและมีอำนาจสูงกว่าตัวแทนประชาชนด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2540แล้ว จักเห็นชัดว่า วุฒิสมาชิกครึ่งหนึ่งมิได้มาจากความต้องการของประชาชน อีกทั้งการแต่งตั้งครั้งนี้จะมองเห็นบุคคลที่ถูกคัดเลือกไว้ล้วนมีที่มาใกล้ชิดกับคณะปฏิวัติอย่างมาก ภาพของพวกเขาจึงเป็นตัวแทนของคณะปฏิวัติ บางคนเป็นญาติสนิทของผู้ปฏิวัติ บ้างเป็นนักวิชาการที่แสดงตนว่าเป็นผู้สนับสนุนการปฏิวัติ ทำให้สภาสูงมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างชัดเจนจากที่มาของพวกเขา ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในสภาสูง คือ ความพยายามผลักดันให้ตนเป็นกลุ่มผู้ชี้นำการลงคะแนนเสียงหรือตัวแทนวุฒิสภาในการแสดงความเห็นต่อสังคมต่อต้านการทำงานของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง อันมิใช่จุดประสงค์ให้มีวุฒิสภาในระบอบประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด เหตุไฉนวุฒิสมาชิกบางคนจึงคัดค้านการทำงานของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะส่วนที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วยังผลักดันเชิดให้วุฒิสมาชิกเลือกตั้งที่ฝักใฝ่ระบอบเผด็จการเป็นผู้นำและตัวแทนวุฒิสภาอย่างมาก คำตอบ คือ หากมองให้ลึกซึ้งจะเห็นที่มาของวุฒิสมาชิกเลือกตั้งหญิงคนหนึ่งถูกเชิดให้เป็นผู้นำของสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่บางคนรวมตัวกันต่อต้านภาพผู้นำของวุฒิสมาชิกคนนั้นโดยชี้แจงว่าตนและเพื่อนซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งมีวิจารณญาณเป็นอิสระและไม่ขึ้นต่อวุฒิสมาชิกหญิงคนดังกล่าว อันเป็นการบอกกล่าวต่อสังคมว่าเธอผู้นั้นมิใช่ตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา เบื้องหลังและการเคลื่อนไหวในอดีตของวุฒิสมาชิกหญิงคนนี้เป็นนักต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้งมาตั้งแต่เริ่มชีวิตนักการเมืองและเป็นสาวกของกลุ่มพันธมิตรฯ ทุกครั้งที่ประท้วงขับไล่รัฐบาลเลือกตั้ง ท่านผู้นี้จักเป็นผู้อภิปรายปลุกปั่นให้ร้ายรัฐบาลเลือกตั้งเสมอ ยกเว้นให้กับรัฐบาลเผด็จการ แล้วยังแสดงความเห็นหรือกระทำการทุกอย่างเพื่อยึดรัฐวิสาหกิจเป็นของรัฐโดยไม่สนใจต่อภาวะการขาดทุนและการบริหารที่ล้มเหลวหรือความไม่สะดวกของประชาชน อีกทั้งขัดต่อนโยบายให้รัฐบาลเป็นผู้คุมนโยบายขององค์กรเป็นหลัก เพื่อให้องค์กรมีขนาดเล็กและคล่องตัวในการทำงานหรือขยายตัวมากขึ้น ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น เธอเน้นให้มีการผูกขาดกิจการไว้ซึ่งเคยเป็นบ่อเกิดการคอรัปชั่นมโหฬารในอดีตที่ทำให้ราคาโทรศัพท์เครื่องละหนึ่งแสนบาทเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เธอจึงมีแนวคิดแบบสังคมนิยมสุดโต่งอย่างมากและเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยของไทยที่เน้นเสรีภาพทางการค้า รัฐผูกขาดให้น้อยที่สุดและทำเท่าที่จำเป็น เมื่อประกาศเลือกตั้งวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญใหม่ ท่านก็เข้าสู่สนามเลือกตั้งและได้รับการคัดเลือกเป็นวุฒิสมาชิกด้วยคะแนนสูงจากการเน้นบทบาทปลุกปั่นถึงใจชาวบ้านในเวลานั้น โดยคณะกรรมการเลือกตั้งไม่คัดค้านดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกเมื่อปีพ.ศ.2549 ซึ่งถูกยกเลิกไปโดยคณะปฏิวัติ อีกเหตุผลหนึ่งคือ วุฒิสมาชิกจะทำงานจนครบวาระโดยไม่มีผู้ใดมีอำนาจยุบได้ อันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทำให้วุฒิสมาชิกกลุ่มนี้มักยุแยงให้รัฐบาลยุบสภาเป็นหลัก เนื่องจากตนไม่กระทบหรือเสียหายกับการตัดสินใจเช่นนี้ การปฏิบัติงานในฐานะวุฒิสมาชิกหญิงตั้งแต่เริ่มมีรัฐบาลเลือกตั้ง ท่านจะมีการโต้แย้ง คัดค้าน ขัดขวางการทำงานของรัฐบาลเลือกตั้งด้วยจิตอคติเสมอ บางรัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำงาน แค่ทำกระบวนการแต่งตั้งตามกฎหมายเสร็จ ท่านก็ออกมาไล่รัฐบาลด้วยข้ออ้างว่า ฉ้อราษฎร์ โกงชาติ ใส่ร้ายป้ายสีการทำงานของรัฐบาลเลือกตั้งเสมอ การกระทำของวุฒิสมาชิกแต่งตั้งกับเลือกตั้งบางส่วนทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อตัวแทนราษฎรอย่างชัดเจน อันขัดต่อเจตนารมณ์ที่ให้มีวุฒิสภาในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีแนวคิดต่อต้านการปกครองระบอบนี้ด้วย เนื่องจากพยายามยัดเยียดและสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎรควรแต่งตั้งมากกว่าให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกสรรกันเองโดยอ้างเหตุผลว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้น้อย ไม่เท่าทันเล่ห์กลของนักการเมือง จึงควรให้คนบางกลุ่มที่มีการศึกษาดีเป็นผู้คัดเลือกคนแล้วสวมเสื้อตัวแทนราษฎร โดยไม่คำนึงว่า การเลือกตั้งคือ หัวใจของประชาธิปไตยซึ่งเป็นที่ยอมรับกันของชาวโลก เหตุผลที่คนกลุ่มนี้ชื่นชอบการแต่งตั้งเนื่องจาก สามารถผลักดันให้พรรคพวกหรือเพื่อนหรือพี่น้องเข้าสวมเสื้อประชาชนและใช้สิทธิ์แทนคนไทยได้ง่ายกว่าการต้องลงพื้นที่หาเสียงให้ประชาชนนับแสนคนชื่นชอบแล้วเลือกเขาหรือเธอเข้าสภา การแต่งตั้งแค่วิ่งเต้นกราบไหว้หรือจ่ายเงินให้ไม่กี่คนก็เป็นตัวแทนในรัฐสภาได้แล้ว ดังเช่นที่คณะปฏิวัติกระทำกับวุฒิสมาชิกแต่งตั้งรุ่นแรกของรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2550 จักสังเกตเห็นว่า บริษัทเอกชนเจ้าของอาคารพักอาศัยเสนอชื่อชายคนหนึ่งเข้ารับการสรรหาเป็นวุฒิสมาชิก และก็ได้รับคัดเลือก เมื่อมองไปยังอดีตของเขาและคณะกรรมการสรรหาที่มีจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับประชาชนนับแสนนับล้านที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนหรือวุฒิสมาชิกเมื่อปีพ.ศ.2549 จักพบว่า เขาเคยทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการฯคนหนึ่ง นอกจากนั้น บุคคลที่เข้ารับการสรรหาหลายคนมีชื่อเสียงและคุณสมบัติดีกว่าเขามาก แต่ไม่ได้รับการคัดเลือกซึ่งส่วนหนึ่งต้องมาจากผู้นั้นอาจไม่รับฟังคำสั่งหรือไม่ชื่นชอบเผด็จการ จึงถูกคัดทิ้งในที่สุด เบื้องหลังของเขาคนนั้นทำให้สันนิษฐานได้ว่า การเป็นวุฒิสมาชิกน่าจะมีการผลักดันจากกรรมการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขา ตัวอย่างที่ยกให้เห็นจักพบว่า กระบวนการคัดเลือกวุฒิสมาชิกแต่งตั้งก็น่าเคลือบแคลงมาก ณ วันนี้เขาคนนั้นทำงานสนองเจตนารมณ์ของผู้แต่งตั้งได้อย่างยอดเยี่ยมเพราะคัดค้าน ขัดขวาง ทำลาย รัฐบาลเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ถือว่า สร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก โดยไม่ต้องทำงานประจำของวุฒิสมาชิกด้านกฎหมายเลย เน้นทำลายล้างรัฐบาลหรือบุคคลในรัฐบาลเป็นหลัก วุฒิภาวะของวุฒิสมาชิกซึ่งล้วนต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีและต้องมีการศึกษาระดับปริญญาตรี น่าจะไม่อาจใช้ข้ออ้างว่า พาสามีนอกกฎหมายเข้าไปในห้องประชุมรัฐสภาเพราะอาการสติแตก ทั้งที่วันนั้นเป็นเพียงการแถลงนโยบายของรัฐบาลและการประท้วงด้านนอกในเวลานั้นยังไม่มีใครบาดเจ็บหรือล้มตายสักคน คนตายและการระเบิดล้วนเกิดขึ้นภายหลังการประชุมสภาเสร็จสิ้นแล้ว มิใช่ช่วงเริ่มต้นของการแถลงโดยรัฐบาลเลย วุฒิสมาชิกหญิงรู้กฎระเบียบดีว่า นำคนนอกเข้าห้องประชุมไม่ได้ ผู้ติดตามหรือสามีนอกกฎหมายก็ไม่ใช่บุคคลที่รับอนุญาตให้เข้าห้องดังกล่าวได้ จักอ้างว่าไม่รับทราบหรือเผลอพลั้งพลาดให้เข้าไปก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่รับฟังได้เลย การยอมรับว่านำสามีเข้าห้องประชุมบ่อยครั้งหรือไม่มากครั้งหรือน้อยครั้ง มันบอกชัดว่าท่านมีสติทุกครั้งที่ทำละเมิดกฎ แสดงว่าเจตนาหรือจงใจนำผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องประชุมรัฐสภา ทั้งที่ควรจะรออยู่นอกห้องหรืออยู่ชั้นบนเพื่อดูการประชุมก็ได้ ขณะที่ท่านคาดคั้นหรือตอกย้ำให้รัฐบาลต้องไม่ทำละเมิดกฎหมายบ้านเมืองหรือรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำไป แต่วุฒิสมาชิกหญิงซึ่งนำสามีนอกกฎหมายเข้าไปในห้องประชุมรัฐสภาจนกระทั่งสมาชิกท่านอื่นพบเห็นแล้วแจ้งให้ประธานรัฐสภารับทราบและเชิญออกจากห้องโดยมีหลักฐานภาพส่อแสดงชัดเจนว่าทำละเมิดกฎระเบียบ แล้วอ้างว่าทำไปเพราะสติแตกทั้งที่มีการศึกษาดี ประสบการณ์ชีวิตยาวนาน จักไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเลย มันเป็นความยุติธรรมที่ท่านเรียกร้องจากรัฐบาลเสมอหรือ ? ท่านละเมิดกฎในวุฒิสภาได้อย่างไม่ละอายใจ ถ้าสืบสวนกลับไปยังชีวิตในอดีตทั้งการทำงานหรือส่วนตัว อาจพบเห็นการกระทำผิดอื่นที่ใหญ่โตมากกว่านี้ก็ได้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสังเวชใจของวุฒิสมาชิกไทยยุครัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2550 ที่แขวนป้ายวุฒิสภาจากระบอบประชาธิปไตย แต่กระทำตนขัดขวางหรือล้มล้างระบอบนี้เพื่อนำเผด็จการมาครองเมืองไทยให้สำเร็จ โดยไม่คำนึงว่าชาติพัฒนารุ่งเรืองไม่ได้ด้วยอำนาจของผู้นำเผด็จการซึ่งผ่านการพิสูจน์บนแผ่นดินนี้มานานหลายสิบปีและรัฐบาลเผด็จการหลายรุ่นแล้ว แต่เขาหรือเธอกลุ่มนี้ยังงมงายหรือหลงใหลกับอำนาจที่ฉาบไว้ และดิ้นรนรักษามันไว้กับตนจนกว่าจะตาย น่าอนาถใจที่ประเทศไทยต้องมีวุฒิสมาชิกที่อ้างตนเป็นตัวแทนคนไทย แต่ดูแคลนและทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยและคนไทยเจ้าของประเทศ เนื่องจากพวกเขาต้องการเป็นเจ้าของประเทศเพียงคณะเดียวเท่านั้นด้วยข้ออ้างว่า ประเทศไทยควรกำหนดทิศทางและปกครองโดยชนชั้นที่มีการศึกษาดี ฐานะการเงินดี ที่อาจเรียกด้วยศัพท์ง่ายๆว่า ชนชั้นสูง เท่านั้น มิใช่ให้คนไทยทุกชนชั้นเป็นผู้กำหนดชะตาให้กับประเทศไทยด้วยการส่งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ผู้ปกครองบ้านเมือง
********************** 10/22/2008 ความผิดพลาด คือ บทเรียนชีวิต
ความผิดพลาดของคนคนหนึ่ง ย่อมเป็นบทเรียนให้กับคนอื่น เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นได้ บทเรียนดีที่สุดและกล้าหาญที่สุด มิใช่บทเรียนจากความสำเร็จ แต่คือบทเรียนจากการผิดพลาด
ความหมาย
บทเรียนชีวิตจะเกิดขึ้นตามอายุของคน แต่มีวิธีการเรียนลัด ง่ายและรวดเร็ว คือ การเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น แล้วนำไปแก้ไข ปรับปรุง มิให้ก้าวไปสู่ความผิดพลาดแบบเดียวกันอีก เมื่อเราไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดของคนอื่น ย่อมมีเวลาเรียนรู้บทเรียนใหม่และมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตเร็วขึ้น
**************************** 10/19/2008 สูตรความเป็นธรรมอย่างอิสระอิสระ + จริยธรรมสูง = แพทย์ , ตุลาการ
เขียนโดย แก้วมณี
ความเป็นอิสระในการทำงานอย่างแท้จริงเป็นสุดยอดความปรารถนาของลูกจ้าง แต่มีน้อยวิชาชีพที่มีอิสระดังกล่าวได้ บ้างก็ใช้อิสระในทางไม่ดี บ้างก็ไม่ยอมใช้ความเป็นอิสระด้วยความกลัวเกรงอำนาจหรืออิทธิพลของนายจ้างหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ การใช้ในทางไม่ดีหรือไม่ยอมใช้เพราะกลัวเกรงมักนำพาความเดือดร้อนให้คนบริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์ร้ายจากการกระทำของบุคคลในวิชาชีพเหล่านั้น จึงต้องถือเป็นจิตสำนึกส่วนตัวของบุคคลนั้นว่า รู้ซึ้งคุณค่าของความเป็นอิสระมากน้อยเพียงใด การใช้สิทธิความเป็นอิสระทางวิชาชีพของตนส่งผลดีต่อสังคมมากกว่าความรู้สึกส่วนตัวหรือไม่ ท่านสบายใจมากน้อยแค่ไหนเมื่อใช้หรือไม่ใช้สิทธิของตนเพื่อสนองตัณหาของคนอื่น แล้วส่งผลร้ายต่อสังคม คำตอบอยู่ที่ผู้มีวิชาชีพซึ่งมีสิทธิ์ใช้ดุลพินิจในการทำงานอย่างอิสระ วิชาชีพที่ได้รับอิสระสูงสุดในการประกอบการงานทั้งแบบส่วนตัวหรือเป็นลูกจ้างในองค์กร ได้แก่ แพทย์ หรือ ตุลาการ งานแพทย์เป็นงานที่มีสองสถานภาพอยู่ในคนๆเดียว คือ ลูกจ้างขององค์กรและแพทย์วิชาชีพ หมายความว่า แพทย์ในสถานะลูกจ้างต้องทำตามกฎระเบียบขององค์กรและเชื่อฟังคำสั่งของนายจ้างเป็นหลัก เช่น งานธุรการ งานบุคคล หรือแผนกอื่นๆที่มิใช่หน้าที่แพทย์ แต่เมื่อทำงานด้านการรักษาคนไข้หรืออยู่ในห้องตรวจคนไข้ จักมีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองการทำงานของแพทย์ว่า ใช้ดุลพินิจในการตรวจหาอาการเจ็บป่วยและสั่งการรักษาได้อย่างเป็นอิสระแท้จริง นายจ้างไม่มีอำนาจควบคุมหรือสั่งการทำงานด้านนี้ของแพทย์โดยเด็ดขาด งานแพทย์ต้องมีจริยธรรมสูงมากกว่าอาชีพประเภทอื่นเพราะต้องเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ แพทย์ต้องรับผิดชอบกับการทำงานและดุลพินิจด้านการรักษาโรคของตนด้วย ถ้าสั่งการรักษาโดยปราศจากความระมัดระวังหรือประมาทหรือขาดความรู้เพียงพอ จักได้รับโทษอาญาและโทษทางแพ่ง นอกจากนั้น การละทิ้งหรือปฏิเสธคนไข้ด้วยเหตุฐานะการเงินหรือสถานภาพทางสังคมหรือการหากำไรเกินควรหรือการค้าขายอวัยวะของคนหรือไม่แบ่งแยกเรื่องส่วนตัวออกจากงานแพทย์หรือการใช้ความรู้แพทย์เพื่อฆ่าคนโดยตั้งใจ เป็นกฎเหล็กที่แพทย์มิควรกระทำอย่างยิ่งและมีบทลงโทษแพทย์ด้วย อีกวิชาชีพหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า มีความเป็นอิสระสูงและต้องมีจริยธรรมสูงมากกว่าอาชีพประเภทอื่น เนื่องจากงานเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์ คือ มีอำนาจประหารชีวิตหรือควบคุมอิสรภาพของคนอื่นโดยมีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ด้วยดุลพินิจส่วนตัว อันได้แก่ ตุลาการซึ่งเป็นชื่อเรียกสถาบันหรือบุคคลที่มีหน้าที่ตัดสินคดีความก็ได้ ยังมีหลายชื่อเรียกขานวิชาชีพนี้ เช่น ผู้พิพากษา เป็นชื่อเรียกบุคคลที่ทำหน้าที่พิจารณาตัดสินคดีพิพาท ศาล ใช้เรียกชื่อสถาบันหรือองค์กรซึ่งมีหน้าที่ตัดสินคดีความ เป็นต้น ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางและสภาพจิตใจปกติ โดยเฉพาะความมั่นคงทางจิตใจต้องมีสูงกว่าคนธรรมดาเพราะต้องใช้ดุลพินิจแยกแยะความจริงหรือความเท็จของคู่ความแล้วเลือกวิธีลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด บางครั้งต้องใช้โทษประหารชีวิตซึ่งก็คือ การฆ่าคนโดยชอบด้วยกฎหมาย ตุลาการจึงต้องมีทั้งความรู้และจริยธรรมที่สูงพิเศษเพื่อตัดกิเลสตัณหาและอารมณ์ออกไปขณะใช้ดุลพินิจตัดสินคดีซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปจักกระทำกันได้เพราะมันอยู่ในจิตใจมนุษย์และตุลาการทุกท่านก็ล้วนเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ จิตใจ และลมหายใจ หากท่านใดมิอาจควบคุมจิตใจให้เป็นกลางอย่างแท้จริงได้ คดีในความควบคุมของท่านจะไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน คดีแพะรับบาปจึงมิได้แค่มาจากพยานหลักฐานถูกบิดเบือนอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากความไม่เป็นธรรมทางจิตใจของตุลาการซึ่งดูแลคดีนั้นก็ได้ ตุลาการมีสองสถานภาพในองค์กรได้เยี่ยงเดียวกับแพทย์ คือ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และผู้ตัดสินคดีหรือข้อพิพาท สถานภาพผู้อยู่ใต้บังคับบัญชานั้นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือคำสั่งอย่างเคร่งครัด การเลื่อนตำแหน่งหรือขั้นขึ้นอยู่กับความเห็นของผู้บังคับบัญชา การถูกลงโทษเมื่อกระทำการฝ่าฝืนกฎระเบียบโดยคำสั่งหรือคำตัดสินของผู้บังคับบัญชาได้ อีกสถานภาพ คือ ตุลาการ เมื่อขึ้นบัลลังก์เพื่อพิจารณาคดี กฎหมายเฉพาะให้อำนาจและความเป็นอิสระแก่การทำงานของตุลาการโดยผู้บังคับบัญชามิอาจแทรกแซงได้อย่างเด็ดขาด ดุลพินิจของตุลาการจึงเป็นเอกสิทธิ์และอิสระอย่างแท้จริง นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายบัญญัติห้ามคนทั่วไปวิพากษ์วิจารณ์ดุลพินิจของตุลาการเกี่ยวกับคดีพิพาทที่เรียกกันคุ้นปากว่า คดีละเมิดอำนาจศาล ซึ่งใช้ลงโทษคนธรรมดาที่บังอาจวิจารณ์หรือให้ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับคดีความได้ทันทีโดยไม่ต้องมีกระบวนพิจารณาคดีอย่างคดีทั่วไปด้วย คือ แค่พูดถึงคดี ก็อาจติดคุกได้ ซึ่งแตกต่างจากการวิจารณ์หรือให้ความเห็นต่อการรักษาของแพทย์ซึ่งคนทั่วไปทำได้โดยอิสระเพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพในการให้ความเห็นส่วนตัวได้ทุกเรื่อง แต่ห้ามแตะต้องดุลพินิจของศาลอย่างเด็ดขาด ความเป็นอิสระหรือการต้องมีจริยธรรมสูงพิเศษของแพทย์หรือตุลาการนั้น จักสังเกตได้ว่า มาจากดุลพินิจของวิชาชีพดังกล่าวเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์เชิง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น กฎหมายจึงตั้งกฎระเบียบหรือการลงโทษสูงขึ้นและควบคุมให้มากด้วย ดังนั้น ความเป็นธรรมหรือการกำหนดชะตาชีวิตของคนในมือของแพทย์หรือตุลาการ จึงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่ดีของตัวเองและเคารพวิชาชีพมากน้อยแค่ไหน บางวิชาชีพสร้างกฎให้แตะต้องดุลพินิจไม่ได้เลย เมื่อล่วงเลยเวลามาถึงปัจจุบันที่คนไทยมีความรู้สูงขึ้นหรือทัดเทียมกับผู้มีวิชาชีพทั้งสองแบบ จึงเริ่มมองเห็นความไม่เป็นธรรมของทั้งสองวิชาชีพต่อสาธารณชนเมื่อดุลพินิจของแพทย์สามารถวิพากษ์วิจารณ์เชิงมุมมอง ประสบการณ์ ความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ดุลพินิจของตุลาการกลับห้ามการแตะต้องด้านความเห็นแตกต่างกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการถ่วงพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายและด้านเสรีภาพการแสดงความเห็นของประชาชน หลายกลุ่มทางสังคมจึงเรียกร้องให้ปรับปรุงคดีละเมิดอำนาจศาลให้มีขอบเขตชัดเจนและส่งเสริมเสรีภาพการแสดงความเห็นของประชาชนต่อคดีความมากขึ้น จักช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาหลักกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงทางสังคมที่มีความซับซ้อนขึ้น อันแตกต่างจากในอดีตที่คนแค่พูดว่า ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินคดีก็ถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว ถ้าพูดว่าเห็นด้วยและเคารพคำตัดสินของศาล แม้จะเป็นการกล่าวพาดพิงดุลพินิจ แต่ไม่ถือว่าผิดกฎหมายเพียงเพราะไม่เห็นแตกต่างกัน มันเป็นการเหนี่ยวรั้งการพัฒนาระบบกฎหมายไทยมิให้เจริญเติบโตไปตามยุคสมัย นอกจากนั้นยังสร้างแดนสนธยาขึ้นในองค์กรยุติธรรมที่เป็นหนึ่งในสามอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยที่ห้ามการวิจารณ์หรือแตะต้องได้โดยข้ออ้างเดิมๆว่า เป็นการทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยของกษัตริย์ จึงควรได้รับการเคารพอย่างสูงพิเศษ ทั้งที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารล้วนต้องรับการแต่งตั้งและทำงานในนามของกษัตริย์เช่นเดียวกัน แต่ถูกวิจารณ์ในที่สาธารณะหรือตรวจสอบกันได้อย่างเต็มที่โดยรัฐธรรมนูญให้เสรีภาพไว้ การตรวจสอบดุลพินิจของตุลาการโดยภาคประชาชนกระทำไม่ได้เพราะคดีละเมิดอำนาจศาลกั้นขวางไว้ ส่วนการตรวจสอบที่กฎหมายให้ทำได้ ซึ่งไม่ค่อยได้ผลในทางปฏิบัติมากนัก คือ การมอบอำนาจตรวจสอบ ตัดสิน ให้กับผู้นำองค์กรนั้นกระทำฝ่ายเดียวซึ่งไม่เป็นไปตามหลักคานอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากฝ่ายตุลาการตรวจสอบตัดสินความผิดของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้โดยอิสระ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีอำนาจตรวจสอบการทำงานของฝ่ายตุลาการ แม้แต่การเอ่ยถึงคุณสมบัติหรือพฤติกรรมไม่ปกติของบุคลากร ยังอาจถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นกฎครอบจักรวาลที่ใช้ยับยั้งการแตะต้ององค์กรนี้อย่างแท้จริง การตรวจสอบตัดสินโดยผู้นำองค์กรเดียวกันยังเสี่ยงต่อการปกป้องพวกพ้องเพื่อมิให้เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรด้วยเท่ากับช่วยสะสมปัญหาหรือความมืดทะมึนของบุคลากรหรือองค์กรไว้ให้มิดชิดที่สุด จักเห็นได้ชัดว่า การฟ้องแพทย์ใช้ดุลพินิจผิดพลาดทำง่ายกว่าการฟ้องตุลาการ เพราะกฎหมายห้ามแตะต้องดุลพินิจของตุลาการ จึงหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นความเห็นถูกต้องหรือผิดพลาดด้วยความประมาทหรือจงใจ ตุลาการที่ใช้ดุลพินิจจักไม่ต้องรับการตรวจสอบใดๆและถือเป็นผู้กระทำถูกต้องเสมอ คนไทยลองนึกกันว่า ทำงานโดยไม่ต้องมีสายตาของคนอื่นที่มองค้นหาหรือตรวจสอบ จักเป็นการทำงานแสนสบายเพียงใด เพื่อนพ้องจะเสียเวลามาดูการทำงานของเราเพื่อให้เสียเพื่อนหรือ ? ทุกคนต่างก็รับเงินเดือนของรัฐเช่นเดียวกัน ต่างคนต่างทำงานไปย่อมดีที่สุด แดนสนธยาแห่งนี้จะเป็นของพวกเราเท่านั้น หากใครพูดถึงเรา ก็ลงโทษกันไป มินานก็เงียบเสียงด้วยความกลัวไปเอง ประเทศไทยยุคนี้จะปล่อยให้การคานอำนาจทั้งสามเสียดุลย์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติต่อไปอีกหรือ ? การปรับปรุงดุลย์แห่งอำนาจถือเป็นความผิดของคนไทยยุคนี้ที่ต้องการแก้ไขให้เข้ากับหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรือ ? คำตอบอยู่ในดุลพินิจของคนไทย การปรับแก้ปัญหาดุลย์แห่งอำนาจสามฝ่ายขึ้นอยู่กับคนไทยด้วย
*************************** 10/13/2008 ดุลพินิจน่าละเหี่ยใจดุลพินิจน่าละเหี่ยใจ
เขียนโดย แก้วมณี
“ความกลัวเป็นเหตุแห่งความเสื่อม จิตลำเอียงและอคติ คือ ตัวสร้างความอยุติธรรม” คำเตือนสตินี้เกี่ยวโยงถึงการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับอาวุธในคดีหนึ่งที่มีส่วนเพิ่มความรุนแรงแก่สังคมและความสับสนปนละเหี่ยใจให้คนไทยที่คาดหวังกับความยุติธรรมจากสถาบันตุลาการที่จะช่วยบังคับใช้กฎหมายให้เป็นผลต่อเนื่องจากตำรวจซึ่งมีหน้าที่ใช้กฎหมายในภาคปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่การตีความหมายของ “อาวุธ” กับ พฤติกรรมของบุคคลในคดีสร้างความสิ้นหวังแก่คนไทยที่จะได้เห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างได้ผลและนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง หลายคนแทบหมดหวังเมื่อกฎหมู่หรือการใช้จำนวนคนกดดันเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาหรือการทำละเมิดกฎหมายมิต้องรับการลงโทษประสบผลสำเร็จ บางกลุ่มที่ทรงอิทธิพลหรือมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวพันกับกฎหมายได้โอกาสแสดงอำนาจที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่มีสติสัมปชัญญะดีโดยคนกลุ่มนั้นใช้กฎหมายกำจัดศัตรูการเมืองให้เพื่อนพ้องเดียวกัน มันสร้างความสับสนแก่คนไทยว่าสิ่งใดคือผิดหรือถูกกฎหมายกันแน่ หากคนไทยบางคนกระทำอย่างเดียวกับกลุ่มละเมิดกฎหมายนี้ จะได้รับการเอื้อเฟื้อทางคดีความให้ขัดต่อหลักนิติธรรมมากเพียงนี้หรือไม่ มันมีคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของผู้ใช้กฎหมายบางกลุ่มว่า ระบบยุติธรรมสองมาตรฐานจักเกิดขึ้นกับฝ่ายที่มิใช่เพื่อนพ้องเดียวกันอย่างแน่นอน จึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หาคำตอบโดยใช้ตัวเองเป็นตัวทดลองเลย อาวุธในความหมายของกฎหมายไทย คือ วัตถุโดยสภาพที่ก่ออันตรายแก่บุคคลได้ตั้งแต่บาดเจ็บธรรมดา บาดเจ็บสาหัส และ ถึงแก่ความตาย เช่น ปืน ระเบิดทุกประเภท มีดทุกชนิดตั้งแต่มีดตัดด้ายจนถึงมีดสปาต้า ปืนปากกา ปืนไทยประดิษฐ์ รวมถึงสิ่งเทียมอาวุธซึ่งหมายถึงวัตถุที่ไม่มีสภาพเป็นอาวุธ แต่มีความสามารถสร้างผลลัพธ์เยี่ยงเดียวกับอาวุธได้ เช่น เข็มเย็บผ้าหรือเข็มร้อยมาลัย ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ขวดแก้ว ที่เขี่ยบุหรี่ กระบอง เสาธง เป็นต้น สิ่งเทียมอาวุธนั้นต้องพิจารณาเป็นรายชนิดประกอบกับการใช้มัน จึงตัดสินได้ว่าการฆ่าหรือการทำร้ายนั้นเป็นการกระทำโดยใช้อาวุธหรือไม่ มันส่งผลต่อระดับการลงโทษหนักเบาในคดีอาญาได้ การตีความหมายคำว่า “อาวุธ” จึงเป็นเรื่องดุลพินิจและมุมมองของผู้มีอำนาจโดยยึดหลักกฎหมายในประเทศของตนและหลักนิติธรรม โดยทั่วไปการตีความหมายเรื่องสิ่งเทียมอาวุธนั้น จะต้องดูลักษณะและวิธีใช้วัตถุชิ้นนั้นว่าใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์มันหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ไม้กอล์ฟหรือไม้เบสบอล ถ้าไม่ได้ใช้ในสนามกอล์ฟหรือสนามเบสบอล แต่ควงเหน็บเอวเดินอวดกร่างเชิงข่มขวัญบนถนนหรือใช้ฟาดหัวคนให้บาดเจ็บหรือตาย ไม้ทั้งสองชนิดจักถือว่า เป็นอาวุธ ตามกฎหมายทันที เสาธง สร้างขึ้นเพื่อใช้ติดธงชาติ หากนำไปติดมีดที่ปลายเสาธง ย่อมกลายสภาพเป็นอาวุธ มิใช่เสาธงอีกต่อไป ที่เขี่ยบุหรี่ไม่ได้เก็บเศษเถ้าบุหรี่ แต่นำไปฟาดหัวของคนอื่น ก็ถือเป็นอาวุธตามกฎหมาย ความผิดฐานก่อกบฏซึ่งต้องมีพฤติกรรมขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ และ การสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฎหรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเป็นกบฎ โดยตีความหมายในคดีล่าสุดว่า ยังไม่มีการใช้อาวุธหรือสะสมอาวุธใด แม้ตำรวจจะค้นสถานที่ชุมนุมแล้วพบไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ใบกระท่อมอันเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง เสาธงติดมีด อีกทั้งยังมีภาพการบุกยึดสถานที่ราชการด้วยกองกำลังพลที่มีมีด ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล เสาธงติดมีด ซึ่งเรียกกองกำลังนี้ให้ฟังเสนาะหูว่า นักรบศรีวิชัย (เพราะคนพวกนี้มาจากภาคใต้เป็นส่วนมาก บางคนยังมีหมายจับในคดีอาญาติดตัวด้วย) ผู้มีอำนาจมองว่า ตราบใดที่วัตถุเหล่านั้นยังไม่ถูกใช้เพื่อทำร้ายหรือทำลายทรัพย์สินของบุคคลใดอย่างถนัดตา ก็ยังไม่ใช่อาวุธ เนื่องจากวัตถุเหล่านั้นมิใช่อาวุธโดยสภาพ การตัดสินสิ่งเทียมอาวุธจึงต้องเคร่งครัด เมื่อพิจารณาบุคคลตามหมายจับซึ่งไม่เคยมีภาพพกหรือใช้วัตถุเหล่านั้นในลักษณะทำร้ายบุคคลหรือทำลายทรัพย์สิน ผู้มีอำนาจจึงตีความว่า คนเหล่านั้นยังไม่ได้สะสมอาวุธสักชิ้น อีกทั้งยังไม่เคยมีพยานภาพหรือพยานบุคคลชี้ชัดว่า พวกเขาใช้วัตถุเหล่านั้นเพื่อกระทำการก่อกบฎที่ชัดเจนเลย อันเป็นการตีความตามอักษรประกอบพฤติกรรมรายบุคคลโดยไม่คำนึงถึงเจตนาภายใต้การปฏิบัติตนต่อเนื่องของคนดังคำที่ว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เมื่อต้องมีการตีความหมายเรื่องอาวุธซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในความผิดฐานก่อกบฎและการสะสมกำลังพลและอาวุธเพื่อก่อกบฎตามหมายจับ ผู้มีอำนาจจึงเลือกใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นรายบุคคลว่า ใครมีพยานหลักฐานว่าพกหรือใช้อาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธเพื่อกระทำตามองค์ประกอบของกฎหมายกบฎ เราจักสังเกตได้ว่า ไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ เสาธงติดมีด ระเบิดลูกปิงปอง ตำรวจค้นพบในสถานที่ชุมนุมหรือเขตที่พักอาศัยของผู้ชุมนุมทั้งสิ้น จึงอาจใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ว่า บุคคลตามหมายจับมิได้พกหรือใช้มันเยี่ยงอาวุธ ถ้าพิจารณาด้วยรูปภาพและสิ่งแสดงต่างๆจักไม่เคยเห็นพวกเขาถือวัตถุเหล่านั้นเลย ผู้มีอำนาจจึงใช้เป็นเหตุผลยกเลิกข้อหากบฎหรือสะสมอาวุธและเพิกถอนหมายจับบุคคลเหล่านั้น ส่วนกองกำลังที่บุกยึดสถานที่ราชการที่พกวัตถุเหล่านั้นติดตัวและใช้มันในการทำละเมิดกฎหมายและตำรวจค้นพบในเวลาเกิดเหตุ จักถูกตีความเป็นอาวุธตามกฎหมายโดยเป็นดุลพินิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จับได้คาหนังคาเขา ผู้มีอำนาจย่อมไม่อาจเลี่ยงบาลีไปเป็นอย่างอื่นได้เลย ถ้ามีการออกหมายจับบุคคลที่ยึดสถานที่ราชการดังที่ปรากฏในภาพข่าวทั่วโลก ย่อมถือเป็นข้อหายึดสถานที่ราชการโดยใช้อาวุธ ดุลพินิจของผู้มีอำนาจถือเป็นเอกสิทธิ์และชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจะชอบด้วยหลักนิติธรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีผลทางกฎหมาย เราต้องไม่ลืมว่า ดุลพินิจเป็นมุมมองเฉพาะบุคคลซึ่งจะพิจารณาโดยใช้หลักกฎหมายหรือหลักความเชื่อใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ความรู้ ประสบการณ์ ของผู้มีอำนาจ บางครั้งยังรวมถึงอิทธิพลรอบข้างด้านชีวิตส่วนตัวหรือการงานที่ส่งผลต่อดุลพินิจได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ดุลพินิจเพิกถอนข้อหาหรือหมายจับจึงเป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมายและเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะพิจารณาตามอักษรทีละคำหรือใช้เจตนารมณ์ของผู้กระทำประกอบด้วยหรือไม่ก็ตาม ดังคำที่ว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คนไทยต้องยอมรับดุลพินิจดังกล่าว แต่จะเชื่อถือว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปได้หรือไม่ มันเป็นความเห็นส่วนตัวของแต่ละบุคคล
********************************** 10/10/2008 พิษแฮมเบอร์เกอร์ลามใกล้คนไทยพิษแฮมเบอร์เกอร์ลามใกล้คนไทย
เขียนโดย ลูกแก้ว
ข่าวพิษซับไพร์มและการล้มละลายของธนาคารลำดับต้นของสหรัฐทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างมากและส่งผลต่อเนื่องไปถึงยุโรปแล้ว พิษเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้คนอเมริกันต้องสูญเสียบ้านและเงินออมจากตราสารหนี้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ล้มละลายหลายแห่งพร้อมกัน ข่าวการฆ่าตัวตายและฆ่าครอบครัวของชาวอเมริกันอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ของเขาแทบทุกวัน เพราะหลายคนต้องสูญเสียบ้านที่ผ่อนมานานกว่าครึ่งชีวิตและถูกยึดไป หลายธุรกิจต้องปิดลงเพราะพิษสินเชื่อ จึงตกงาน บางคนคิดสั้นและท้อแท้ใจอย่างหนัก รัฐบาลพยายามหาวิธีประคองเศรษฐกิจอย่างเต็มที่และเลือกสรรวิธีจัดการสภาวะเบื้องหน้า เพราะตระหนักดีว่า หากเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐล่มสลายจักส่งทอดไปยังประเทศแถบยุโรปและเอเชียให้ต้องเสียหายมหาศาลคล้ายกับตัวโดมิโนล้มต่อเนื่องกัน การกู้คืนจักทำได้ยากยิ่ง จึงต้องเลือกประคองและแก้ไขให้กลับคืนสภาพเดิมหรือลดความเสียหายลงให้เร็วที่สุด การเงินของโลกมีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง หลายประเทศในยุโรปหรือเอเชียเข้าไปถือหุ้นในบริษัทเอกชนหรือสถาบันการเงินของสหรัฐและตราสารหุ้นต่างๆ หลายบริษัทมีความน่าเชื่อถือเพราะทำกิจการนานเกิน 100 ปี ย่อมมีชื่อเสียงที่ดี ไม่มีใครคิดว่ามันจักล้มละลายได้เพียงเพราะการตรวจสอบหละหลวมในการปล่อยสินเชื่อหรือการทำบัญชีไม่ได้มาตรฐานของสหรัฐ หากคิดเทียบกลับมาที่เมืองไทยในอดีตเมื่อปีพ.ศ. 2540 ซึ่งเศรษฐกิจของไทยและเกาหลีเซอย่างหนักจากการกระทำของกองทุนเฮดฟันด์ที่เล่นงานฟันกำไรจากค่าเงินบาทและค่าเงินวอน มันก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ตอนนั้นสหรัฐกล่าวตำหนิการทำงานของรัฐบาลเอเชียที่มีส่วนทำลายเศรษฐกิจและสร้างหนี้สูง เงินคงคลังต่ำเพราะเลือกใช้วิธีแก้ไขเศรษฐกิจผิดพลาด แถมยังไม่สนับสนุนให้รัฐอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินของชาติหรือตั้งกองทุนรับซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินทั้งหมดเพื่อประคองมิให้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ต้องล้มลง บัดนี้ สหรัฐก็ต้องนำวิธีการของไทยและเกาหลีใต้เมื่อปีพ.ศ. 2540 ไปใช้แก้ปัญหาเดียวกันทั้งที่เคยตำหนิติเตียนไทยมาแล้ว คำถามต่อมา คือ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจของสหรัฐหรือไม่ นักการเงินคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ซึ่งมีฐานเศรษฐกิจที่ดี และเกาหลีใต้ซึ่งเคยประสบเภทภัยเดียวกับสหรัฐเตรียมตัวมาก่อนแล้ว ยังเริ่มรับพิษสงของวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ซูเปอร์บิ๊กแมค ซึ่งกำลังลามไปที่แผ่นดินยุโรป โดยเฉพาะประเทศไอซ์แลน์ที่ใกล้ล้มละลายจากพิษสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของเขาอาจล้มละลายถ้ายังไม่มีเงินหมุนเวียนเข้าไปทันเวลา เราต้องไม่ลืมว่าโลกยุคโลกาภิวัฒน์สถาบันการเงินต่างมีสายสัมพันธ์และลงทุนหากำไรในรูปหุ้นและตราสารหนี้ระหว่างประเทศกันอย่างใกล้ชิด หากสถาบันใดล้มหรือสั่นคลอนย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นหรือตราสารหนี้ของตนอย่างแน่นอน ส่วนจะมีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนที่ลงทุน แม้แต่จีนยังไปลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ในสหรัฐจำนวนสูงมาก พิษแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐมิได้ส่งผลต่อประชากรของตนเท่านั้น จีนก็ได้รับผลกระทบอย่างสูงจนต้องออกมาตรการรับมือกับความเสียหายอย่างต่อเนื่องตามวิธีการที่เชื่อว่าเหมาะสมกับจีน ความเป็นเผด็จการของจีนและธุรกิจการเงินส่วนใหญ่เป็นของรัฐจึงอาจปิดข่าวมิให้รั่วไหลว่าความเสียหายมีจำนวนเท่าใดแน่เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชนและทั่วโลก มาตรการทางเศรษฐกิจหลายอย่างในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน มีให้เห็นเป็นระยะ ย่อมแสดงว่าพวกเขาเชื่อว่าต้องลามไปถึงแผ่นดินของเขาแน่ จึงเลือกวิธีเอาตัวรอดและประคองเศรษฐกิจของตนให้ดีที่สุด ประเทศแถบใกล้ไทย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น ก็เริ่มเตรียมรับมือแล้วเช่นกัน โดยดึงเงินทุนกลับประเทศหรือเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น ดังนั้น ไทยย่อมต้องได้รับผลกระทบจากพิษซูเปอร์บิ๊กแมคหรือพิษแฮมเบอร์เกอร์อย่างแน่นอน แต่จะเสียหายมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผู้บริหารประเทศจะเลือกใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ชุดใดรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ ถ้าไม่เตรียมตัวรับมืออย่างทันกาล คนไทยต้องประสบกับความเสียหายที่หนักกว่าปีพ.ศ. 2540 อย่างแน่นอน เพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างในวันนี้แตกต่างและไม่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวของไทยได้เร็วอีกแล้ว นักการเงินคนหนึ่งเปรียบเศรษฐกิจไทยเสมือนเครื่องบินลำหนึ่งซึ่งควรบินด้วยเครื่องยนต์ 4 เครื่องจึงถือว่าปลอดภัยที่สุด ปัจจุบันนี้ไทยมีรายได้หลักมาจากการส่งออกตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 จนถึงปีพ.ศ.2551แล้ว หากมองย้อนหลังไปยังปีพ.ศ.2540 ซึ่งไทยต้องเป็นลูกหนี้ไอเอ็มเอฟเพื่อหาเงินเข้าคลังตามมาตรฐานสากล คนไทยต้องทนทุกข์ทรมานด้วยการตกงาน เสียกิจการ เสียบ้าน เสียรถ เพราะภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว ต่อมาผู้นำรัฐบาลซึ่งมีนามว่า ทักษิณ ชินวัตร เลือกวิธีแก้ปัญหาหนี้สินของชาติด้วยการใช้ศักยภาพแท้จริงของไทย คือ การผลิตและการส่งออก ด้วยการผลักดันสินค้าหลักของชาติ คือ ข้าว ยางพารา และ การท่องเที่ยว อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีไทยสามารถจ่ายคืนหนี้ไอเอ็มเอฟและเป็นอิสรภาพด้านกฎหมายทั้งทางอ้อมและทางตรงอีกครั้ง ปัจจัยส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในเวลานั้น คือ ประเทศผู้ซื้อสินค้าอย่างสหรัฐหรือยุโรปยังมีเศรษฐกิจที่ดี มีเงินทองจับจ่ายสูง การระบายสินค้าไทยไปสู่ประเทศเหล่านั้นย่อมทำได้ง่าย ไทยจึงฟื้นตัวอย่างเร็ว อันถือเป็นความฉลาดของผู้นำไทยในเวลานั้นที่เลือกใช้ศักยภาพของประเทศนำพาตัวเองออกจากสถานภาพลูกหนี้อย่างเร็วจนหลายคนแทบไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะทำได้ นอกจากนั้นยังหมุนเศรษฐกิจในประเทศให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับการส่งออกด้วย ภายในสองปีแรกประเทศไทยมีความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจทันตาและเป็นที่จับตามองของต่างประเทศกับวิธีแก้ไขปัญหาหนี้ด้วยความสำเร็จเกินคาดหมายของไทย พิษแฮมเบอร์เกอร์หรือซูเปอร์บิ๊กแมคในสหรัฐที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2551 สถาบันการเงินและตราสารหนี้ของธนาคารเอกชนล้มละลายหรือขาดสภาพคล่องอย่างหนัก และยังมาจากพิษซับไพร์มที่เกิดจากสินเชื่อด้อยค่ามาจากการทุจริตในสถาบันการเงิน เริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศในยุโรปที่ถือหุ้นหรือถือตราสารหนี้ด้วยความเชื่อถือกับธุรกิจในสหรัฐซึ่งบางแห่งมีอายุกว่าร้อยปี แต่ก็ล้มละลายได้ แม้สหรัฐจะเลือกอุดหนุนเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบหรือตั้งกองทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ด้อยค่าจากสถาบันการเงินหรือบริษัทเอกชนที่ล้มละลายแล้วบริหารใหม่ มาตรการดังกล่าวเพื่อประคองมิให้เศรษฐกิจล่มสลายหรือลดความเสียหายลง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ เริ่มรับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจนั้นแล้วจึงออกมาตรการลดดอกเบี้ย ลดการลงทุนในต่างประเทศ รักษาเงินไว้ในประเทศให้มากที่สุด อีกไม่นานจะมีมาตรการทางการเงินชุดใหม่ออกมารองรับผลความเสียหายดังกล่าวอย่างแน่นอน ด้านประเทศไทยยังเผชิญปัญหาปั่นป่วนจากกลุ่มพันธมิตรฯก่อกวนรัฐบาล ทำให้แทบไม่มีเวลาใส่ใจกับภัยที่คืบคลานมาใกล้ตัวแล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้ ขณะที่นักการเงินหลายคนพยายามออกมาเตือนผ่านสื่อมวลชน แต่สื่อฯไม่สนใจเพราะไม่เข้าใจภัยใหญ่ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าปีพ.ศ.2540 ซึ่งหลายคนเคยต้องไปขอข้าวกินที่โรงทานของกรมประชาสงเคราะห์เพราะตกงานหรือเสียบ้าน คราวนี้ถ้ารัฐบาลไม่เตรียมรับมือภัยแฮมเบอร์เกอร์จากสหรัฐ จักได้เห็นโรงทานของปอเต็กตึ้งหรือมูลนิธิอื่นๆตั้งขึ้นหลายแห่งเพื่อให้คนไทยอิ่มท้องอย่างน้อยหนึ่งมื้อ สถิติการฆ่าตัวตายจะสูงอีกครั้งเมื่อคนไทยต้องสูญเสียสถานภาพการเงินไป การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะทำไม่ได้ง่ายเหมือนในอดีตเพราะเหตุปัจจัยในวันนี้แตกต่างกันอย่างมากจากปีพ.ศ.2540 วิธีเดิมจึงใช้ไม่ได้ผลแน่นอน โดยเฉพาะรัฐบาลกับคนไทยไม่สนใจกับปัญหานี้อย่างทันกาลและไม่มีเวลาไตร่ตรองเลือกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมกับคนไทยและประเทศนี้ ประเทศไทยอาจตกอยู่ในสภาพใกล้ล้มละลายเหมือนประเทศไอซ์แลน์ก็ได้ หากมองเทียบศักยภาพเศรษฐกิจไทยโดยไม่หลอกตัวเองระหว่างปีพ.ศ.2540 กับ ปีพ.ศ.2551 จักพบว่า ไทยยังพึ่งพาการส่งออกเพียงด้านเดียว ขณะที่สหรัฐและยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกิดภาวะเงินฝืด สถาบันการเงินล้มละลายหรือปิดตัว ประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นลูกค้าชั้นเยี่ยมเมื่อปีพ.ศ.2540 ไทยจึงขายสินค้าได้จำนวนสูงและเงินทองหลั่งไหลเข้าสู่คลังไทยต่อเนื่องทำให้พ้นสภาพลูกหนี้อย่างรวดเร็ว แต่ในปีพ.ศ.2551 ประเทศลูกค้าของไทยล้วนเกิดปัญหาทางการเงินอย่างหนัก กิจการเอกชน สถาบันการเงิน ปิดตัวเพิ่มขึ้น รัฐบาลและเอกชนจึงจำกัดการใช้เงินอันส่งผลต่อการขายสินค้าของไทยอย่างแน่นอน คือ ขายไม่ได้ ขายลดน้อยลง มันจักทำให้รายได้ของประเทศลดลง กอปรกับการเมืองไม่มั่นคง ย่อมส่งสัญญาณให้สถาบันการเงินของไทยต้องเร่งปรับตัวซึ่งช่วยให้อยู่รอดนานที่สุด คือ ไม่ยอมล้มละลายง่ายๆ เพราะไม่อาจมั่นใจว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือได้อีกต่อไป นโยบายสถาบันการเงินปกป้องตัวเองด้วยการลดสินเชื่อ คัดเลือกลูกค้ามากขึ้น เตรียมเงินสำรองให้สูง สุดท้ายคือ เตรียมระดมเงินฝากให้สูงไว้ ย่อมส่งผลกระทบด้านลบแก่กิจการในไทยอย่างมาก นโยบายของสถาบันการเงินเกี่ยวกับสินเชื่อจักส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกิจการไทยอย่างมาก โดยเฉพาะกิจการที่เพิ่งเริ่มโต กิจการที่มีความเสี่ยงสูงถึงกลาง ผลที่ตามมาคือ การควบคุมค่าใช้จ่าย การจำกัดลูกจ้าง ต่อไปเราจะเห็นกิจการปลดคนงานหรือลูกจ้างในเวลาอันใกล้นี้ เพราะต้นทุนคนงาน ถือเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดของธุรกิจ หากต้องการลดต้นทุนต้องมองที่คนงานหรือลูกจ้างก่อนเสมอ จึงดำเนินกิจการต่อไปยาวนานขึ้นได้และเป็นเรื่องง่ายที่สุด จักมองเห็นแล้วว่าคนไทยระดับลูกจ้างเป็นพวกแรกที่ต้องเผชิญความลำบากก่อน แต่จะผ่านไปได้ยาวนานแค่ไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและมาตรการป้องกันของแต่ละบุคคลทำได้เร็วเพียงใด จึงส่งผลเสียหายน้อยลงได้ เราต้องไม่ลืมว่าบรรดาลูกจ้างซึ่งมีชีวิตการงานดีขึ้นในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวในรัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรมีการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไว้มากด้วยสภาพการงานที่ดีขึ้นและเงินเดือนคล่องตัว ถ้าพิษแฮมเบอร์เกอร์ลามเข้าถึงกิจการ การตกงานจักเกิดขึ้น ส่งผลให้สภาพการเงินของลูกจ้างฝืดเคืองหนัก บางคนต้องเสียรถ เสียบ้าน สภาวะอารมณ์ท้อแท้ในชีวิตเมื่อปีพ.ศ.2540 จะตามมาหลอกหลอนคนไทยอีกครั้งแน่นอน ถ้ารัฐบาลไม่มีมาตรการใดมาช่วยประคองเศรษฐกิจมหภาคทันกาล จักลามไปถึงกิจการให้ต้องปิดตัวลง การเสียบ้านหรือเสียรถเพราะหมดศักยภาพผ่อนจ่ายได้ จักตามมาและเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าเศรษฐกิจไทยย่ำแย่เต็มที่ ดังนั้น ความมั่นคงของรัฐบาลจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทีมเศรษฐกิจไทยต้องมีความรู้และประสบการณ์สูงในการใช้ศักยภาพของประเทศเพื่อฝ่ามรสุมภัยแฮมเบอร์เกอร์ไปให้ได้ทันเวลา ประเทศไทยวันนี้จะฝ่ามรสุมภัยแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐไปได้หรือไม่ คนไทยต้องช่วยกันขจัดปัญหาปั่นป่วนในสังคมอันเกิดจากกลุ่มคนไม่เคารพกฎหมายและมติเสียงส่วนใหญ่ในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยที่ใช้ระบบตัวแทนประชาชน พวกเขาเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ใช้กำลังทำร้าย ทำลายทรัพย์สินของราชการเพื่อแสดงอำนาจอิทธิพลข่มขู่รัฐบาล ทำให้ต้องเสียเวลาสนใจแก้ปัญหาการเมือง มากกว่าภัยเศรษฐกิจที่คืบคลานใกล้ตัวคนไทยเข้ามาแล้ว ถ้าแก้ไม่ทันกาล คนไทยต้องทรมานและสูญเสียอย่างหนักยิ่งกว่าปีพ.ศ.2540 แสนอัปยศของคนไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากเครื่องบินชื่อว่าประเทศไทยบินได้ด้วยเครื่องเดียว คือ ส่งออก แต่อีกสามเครื่องหยุดทำงานไปแล้ว เครื่องต้องตกแน่อันเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ ผู้โดยสารคนไทยต้องตายแน่ ถ้าไม่เร่งแก้ไขให้เครื่องทั้งสามทำงานโดยเร็ว จงอย่าประมาท ถ้าไม่อยากต้องเสียบ้าน เสียงาน เสียรถ เป็นคนล้มละลาย เสียอนาคต ภาพอัปยศเมื่อปีพ.ศ.2540 ที่หลายคนเคยได้ประสบพบพาน จักกลับย้อนคืนมาอีกครั้ง และหนักขึ้น ณ วันนี้ท่านมีอายุเพิ่มขึ้นและหมดเรี่ยวแรงต่อสู้แล้ว จึงควรสามัคคีกันยุติปัญหาปั่นป่วนจากคนกลุ่มทำลายสังคมที่ชื่อว่า กลุ่มพันธมิตรฯด้วยมือของคนไทย เพราะเวลานี้ความยุติธรรมด้านดุลพินิจจากสถาบันตุลาการไม่น่าไว้วางใจและมักเป็นชนวนเพิ่มความรุนแรงให้สังคมเสมอ คนไทยควรสร้างมันขึ้นมาตามวิถีทางแบบประชาธิปไตยและภายใต้กฎหมายหรือการลงโทษทางสังคมอย่างเข้มข้นเท่านั้น มาตรการพื้นฐานที่ควรเตรียมรับมือของแต่ละบุคคลเพื่อลดความเสียหาย ความสูญเสียในอนาคต ถ้าภัยแฮมเบอร์เกอร์ลามเข้าไทยเต็มที่ คือ ต้องรักษางานหรือตำแหน่งหน้าที่ไว้ อย่าตกงาน โดยต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรหรือบริษัท อย่าเกียจคร้าน เพราะคนขี้เกียจจักเป็นพวกแรกที่ถูกปลดออกจากงาน นายจ้างยอมจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินก้อนดีกว่าต้องจ่ายต่อเนื่องให้คนไร้ประโยชน์ยามฐานการเงินฝืดเคือง ลดการใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงลง ค่าอาหารก็จัดให้พออิ่มและเน้นกินอิ่มนานๆ เตรียมข้อมูลเงินออมให้พร้อมสรรพเพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นว่า ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ได้นานเท่าไร ถ้าเกิดตกงานกะทันหันและควรคิดหาวิธีแก้ไขล่วงหน้า งดเว้นการผ่อนจ่ายสิ่งของที่ไม่จำเป็นและหาของทดแทนที่ราคาถูกลง ต้องเตือนตนเสมอว่า วันเวลาตกงานไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นวันใดและนานเท่าใด คนต้องมีข้าวกินอิ่มท้อง บ้านซุกหัวนอน จึงมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตต่อไป สิ่งที่ต้องเตรียมเบื้องต้นที่สุด คือ ท้องอิ่ม ที่พักพิงร่างกายของตนและครอบครัว เมืองไทยมิใช่รัฐสวัสดิการ ทุกคนต้องช่วยตัวเองเป็นหลัก มาตรการของรัฐบาลอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดผลให้คนไทยสัมผัสได้ ถ้าพวกเขาไม่เตรียมรับมือล่วงหน้าไว้ก่อน ดังคำโบราณที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น อย่ารอให้คนอื่นช่วยเหลือ เพราะมันอาจสายเกินไปสำหรับตน คนไทยควรเตรียมรับมือภัยเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยสัมผัสความทุกข์ยากลำบากชนิดขยันแล้วก็ยังไม่อิ่มท้องเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ในปีพ.ศ.2540เคยประสบพบพานมาแล้ว บางคนยังเคยต้องไปฝากอาหารบางมื้อไว้ที่โรงทานของกรมประชาสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเพราะขาดเงินและตกงาน อันเป็นเรื่องน่าอนาถใจยิ่ง ภาพนี้อาจหวนกลับมาอีกครั้ง ถ้ารัฐบาลและคนไทยไม่เตรียมตัวรับมือกับปัญหาดังกล่าวไว้ หวังว่า คนไทยส่วนใหญ่จักลืมตามองโลกแห่งความเป็นจริงที่หลายแห่งกำลังทนทุกข์ทรมานกันอยู่ แม้ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐที่มีการฆ่าล้างครอบครัวเพราะทนรับการเสียบ้านและตกงานหรือต้องไปขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานสงเคราะห์ของรัฐบาลไม่ได้ ข่าวอนาถใจเหล่านี้ปรากฏขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน บอกให้ทราบว่าคนสหรัฐกำลังทุกข์ยากเพียงใด ขณะที่คนไทยไม่มีสวัสดิการดีเท่าสหรัฐ จักรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้ดีแค่ไหน เราคงไม่อยากให้ต้องพบพานเพื่อประเมินและเปรียบเทียบกันแน่นอน
******************************* 10/6/2008 เครื่องบิน กับ ของเหลวเครื่องบินกับของเหลว
เขียนโดย มณีอักษร
หลายปีที่ผ่านมานี้โลกต้องวุ่นวายและสูญเสียพลเมืองผู้บริสุทธิ์ในประเทศทางตะวันตก ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออิสราเอลด้วยพฤติกรรมก่อการร้ายสารพัดรูปแบบ โดยเฉพาะการวางระเบิดตามส่วนต่างๆของโลกด้วยฝีมือของนักก่อการร้ายซึ่งไม่ชอบความสงบของบ้านเมือง ความคิดเกี่ยวกับการทำลายล้างด้วยระเบิดพัฒนามากขึ้นและซับซ้อนยิ่งเนื่องจากหลายประเทศมีความเข้มงวดตรวจหาวัสดุสร้างระเบิดเช่น ดินปืน เชื้อปะทุหลายชนิด และอื่นๆ นักก่อการร้ายจึงพัฒนาวัตถุระเบิดจากสิ่งของใกล้ตัวหรือใช้ในชีวิตประจำวันโดยอาศัยปฏิกิริยาทางเคมีของมันเป็นระเบิดทะลายล้างชีวิตของผู้อื่นอย่างไร้ความปรานี หลายประเทศจึงมีข้อกำหนดในการนำของเหลวติดตัวขึ้นเครื่องบินเพื่อความปลอดภัยของคนบริสุทธิ์อย่างเข้มงวด ของเหลวแบ่งเป็น 3 หมวด คือ Liquid , Aerosols and Gels อันหมายถึง ของเหลวประเภทน้ำ ครีม โฟม สเปรย์ และเจล ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เช่น ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิว น้ำหอม ยาสีฟัน ครีมทามือ สเปรย์ใส่ผม เจลอาบน้ำหรือล้างมือ น้ำยาบ้วนปาก ลิปสติก เป็นต้น ยกเว้น ยา เครื่องดื่มสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน นม และอาหารสำหรับเด็ก ในปริมาณที่เหมาะสม ของใช้ส่วนตัวประเภทของเหลวดังกล่าวนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้โดยต้องมีขนาดบรรจุภัณฑ์ไม่เกิน 100 มิลลิลิตร หรือ 100 cc และใส่ในถุงพลาสติคใสซึ่งเปิดปิดผนึกได้ หรือ ถุง Ziploc โดยขนาดของถุงต้องมีความจุไม่เกิน 1 ลิตร มีขนาดไม่เกิน 20 x 20 เซนติเมตร ผู้โดยสารแต่ละคนสามารถนำถุงพลาสติคใสขึ้นเครื่องบินได้ท่านละ 1 ใบเท่านั้น บางประเทศยังกำหนดห้ามซื้อของเหลวจากร้านดิวตี้ ฟรี จากประเทศอื่นแล้วนำเข้าประเทศของตนด้วย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บางสายการบินไม่อนุญาตให้นำของเหลวควบคุมข้างต้นขึ้นเครื่องบินด้วย เช่น ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ นอร์ทเวส แอร์ไลน์ เป็นต้น ดังนั้น หากต้องการใช้ของเหลวประเภทควบคุมดังกล่าวควรใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มิควรพกติดตัวขึ้นเครื่องบินเพื่อมิให้ถูกเพ่งเล็งพิเศษและสร้างความไม่สะดวกแก่การเดินทางยามพบกับเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินหรือเจ้าหน้าที่ของสนามบิน เพื่อความปลอดภัยของตนเองและคนอื่นจึงควรกระทำตามข้อปฏิบัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ยามที่โลกไม่ปลอดภัยจากพวกก่อการร้ายที่เห็นแก่ตัวและมองคุณค่าชีวิตของคนอื่นเป็นเพียงธุลีดิน ทุกคนจึงต้องช่วยป้องกันภัยกันและกัน
****************************** 10/1/2008 อารยะขัดขืนของแท้ VS ของเทียมในไทยอารยะขัดขืน
เขียนโดย ลูกแก้ว
คำพูดยอดฮิตที่ใช้กล่าวอ้างเป็นเหตุผลเมื่อแสดงพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองซึ่งบรรดาสาวกกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดทำเนียบรัฐบาลซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ของตนนิยมใช้อ้างเสมอ แต่พวกเขาไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของคำพูดนี้เลย คำว่า อารยะ หมายถึง ผู้เจริญแล้วทั้งกายและใจ คำว่า อารยะขัดขืน ถูกนำไปใช้ครั้งแรกในอินเดีย โดย มหาตมะคานธี แต่มิได้แสดงกิริยาก้าวร้าวหรือฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯกระทำต่อประเทศไทยในเวลานี้ ในเวลานั้นอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมอังกฤษซึ่งปกครองมานับร้อยปี กิจการมากมายผูกขาดโดยรัฐบาลและคนอังกฤษเท่านั้น ทรัพยากรมีค่าในอินเดียถูกขนถ่ายและขายให้ประเทศอังกฤษและบังคับให้คนอินเดียต้องซื้อขายสินค้าตามราคาที่อังกฤษกำหนดทั้งที่เป็นทรัพยากรจากแผ่นดินอินเดีย การกดขี่ข่มเหงของเจ้าอาณานิคมสั่งสมกันมานานจนกระทั่งชายอินเดียคนหนึ่งซึ่งมีภูมิความรู้สูงและมาจากวรรณะสูงแล้วยังผ่านการใช้ชีวิตในโลกที่เจริญพัฒนามาแล้วเห็นว่า อินเดียควรเป็นอิสระ ปกครองและกำหนดกฎหมายบังคับใช้กับประชากรเอง พัฒนาและใช้ทรัพยากรมีค่าด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องให้อังกฤษแย่งไปจากคนอินเดียอีกต่อไป เขาเผยแพร่ความรู้และความเห็นให้คนอินเดียตระหนักในคุณค่าของชีวิตและแผ่นดินเกิดจนกระทั่งมีการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ด้วยอุปนิสัยและระดับความรู้ของมหาตมะคานธีย่อมทราบดีว่า การใช้อาวุธแย่งชิงอำนาจปกครองจากอังกฤษนั้นไม่มีทางชนะได้อย่างแน่นอน แม้จะมีคนอินเดียมากแค่ไหน แต่ความรู้ของประชาชนยังต่ำและเคยชินกับการอยู่ในปกครองของอังกฤษมานานมาก จึงเลือกวิธีเรียกร้องและต่อต้านโดยสงบ ปราศจากการใช้อาวุธ ท่านเป็นผู้เริ่มต้นใช้วิธีเรียกร้องซึ่งเรียกกันว่า “อารยะขัดขืน” ต่อมาคนอินเดียส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับแนวคิดการเป็นเอกราชปกครองตนเองต่างนำไปประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แล้วกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อชาวอังกฤษซึ่งปกครองอินเดียขณะนั้น สิ่งที่มหาตมะคานธีปฏิบัติเพื่อเรียกร้องเอกราชและความเป็นอิสระของประเทศอินเดีย มิใช่การประพฤติฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองซึ่งอังกฤษตราไว้ เวลานั้นอังกฤษผูกขาดกิจการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่คนอินเดียนิยมใช้หรือมีความจำเป็นต้องใช้ไว้ให้พ่อค้าอังกฤษเท่านั้น เช่น การขายเกลือ ขายชา ขายผ้าไหม ขายข้าว และอื่นๆ ท่านรณรงค์ให้คนอินเดียไม่ซื้อเกลือหรือชาจากชาวอังกฤษ ไม่สวมเสื้อสูทของคนตะวันตกหรือผ้าไหมของพ่อค้าอังกฤษ โดยท่านไม่ซื้อเกลือหรือดื่มใบชาและใช้เสื้อผ้าฝ้ายของคนอินเดียเพื่อเป็นตัวอย่างก่อน นอกจากนั้นยังขยายไปถึงสินค้าทุกประเภทที่ชาวอังกฤษผูกขาดไว้ ท่านกล่าวให้คนอินเดียทราบว่า คนอินเดียไม่ใช้อาวุธ ไม่ละเมิดกฎหมาย แต่ใช้สิทธิ์ของตนเพื่อเรียกร้องให้อังกฤษคืนแผ่นดินอินเดียแก่คนอินเดีย ท่านและคนอินเดียจักไม่ซื้อสินค้าของชาวอังกฤษแม้แต่ชิ้นเดียวจนกว่าจะได้เอกราชของแผ่นดินอินเดีย ด้วยความมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติแบบอารยะขัดขืนของท่านมหาตมะคานธีและคนอินเดียเกือบทั้งประเทศสร้างแรงกดดันแก่เจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษมากเพราะ พวกเขามิได้กระทำผิดกฎหมายใดที่อังกฤษกำหนดไว้ จึงไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อจับกุมคุมขังหรือประหารชีวิตท่านคานธีและผู้ร่วมปฏิบัติอารยะขัดขืนได้เลย ยิ่งล่วงเวลานานขึ้นคนอินเดียปฏิบัติตนสนับสนุนแนวคิดของท่านคานธีหนักขึ้นจนส่งผลกระทบต่อพ่อค้าชาวอังกฤษกอปรกับมีสงครามโลกครั้งที่สองทำให้เจ้าอาณานิคมจำเป็นต้องยอมปล่อยให้อินเดียเป็นเอกราชตามคำเรียกร้องของท่านคานธีและคนอินเดีย การประท้วงแบบอารยะขัดขืนจึงเป็นที่รู้จักของชาวโลกนับแต่บัดนั้น กลุ่มพันธมิตรฯนำคำว่า อารยะขัดขืน ไปกล่าวอ้างตามสื่อต่างๆเพื่อสนับสนุนพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น การประท้วงด้วยการติดอาวุธ การบุกรุกทำเนียบรัฐบาล การยึดหน่วยราชการ การทำลายสถานีทีวีของรัฐ การรณรงค์ให้คนไทยไม่จ่ายภาษีหรือค่าน้ำค่าไฟ การด่าหรือใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อบุคคลในรัฐบาลในที่สาธารณะ และอื่นๆ พวกเขาทำลายความสง่างามของวิธีเรียกร้องด้วยความสงบและปราศจากอาวุธของท่านคานธีและคนอินเดียด้วยการบิดเบือนความหมายแท้จริงไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่สำคัญและถูกมองข้ามไปจากสายตาของคนไทยส่วนใหญ่ คือ เขาเรียกร้องให้คนไทยไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายทั้งสิ้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหรือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ผู้นำทั้งหลายยังคงจ่ายค่าภาษีบุคคลธรรมดา ค่าน้ำ ค่าไฟ ในบ้านของตนอย่างครบถ้วน โดยสังเกตได้ว่า กฎหมายจะลงโทษผู้ไม่ยอมจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าภาษีด้วยการตัดน้ำ ตัดไฟ และยึดทรัพย์ของผู้เสียภาษี แต่ยังไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับบรรดาผู้นำกลุ่มฯแล้วยังมีประกาศจากรัฐบาลว่า ปีนี้สามารถเก็บภาษีเพิ่มขึ้นด้วย มันบ่งบอกว่าคำเชื้อเชิญให้คนไทยละเมิดกฎหมายของรัฐไม่ประสบผลสำเร็จเพราะแม้แต่ผู้นำกลุ่มฯยังไม่กล้าทำเป็นตัวอย่างเลย ท่านมหาตมะคานธีใช้วิธีประท้วงแบบอารยะขัดขืนโดยไม่ทำละเมิดกฎหมายบ้านเมืองในเวลานั้นและยังไม่เคยใช้หญิง เด็ก คนชรา เป็นโล่กำบังป้องกันมิให้รัฐบาลเข้าจับกุมหรือขัดขวางการปฏิบัติตนของท่าน ขณะที่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯเรียกร้องให้คนในรัฐบาลหรือศัตรูการเมืองของตนอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมือง เมื่อพวกเขาถูกออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมายกลับขัดขืนไม่กระทำตามด้วยข้ออ้างว่ากำลังทำอารยะขัดขืนซึ่งเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์แท้จริงของวิธีนี้ แล้วยังใช้เด็ก หญิง คนชรา เป็นโล่กำบังภัยจากหมายจับให้แก่พวกตนด้วยความไม่ละอายใจ ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง จักเห็นชัดว่า กลุ่มพันธมิตรฯเพียงใช้คำว่า อารยะขัดขืน เป็นเสื้อผ้าปกปิดความล่อนจ้อนของตนไว้เท่านั้น แต่มิได้กระทำตามเจตนารมณ์และวิธีปฏิบัติของอารยะขัดขืนที่ท่านมหาตมะคานธีกำหนดไว้ ดังนั้น คนไทยต้องตั้งสติคิดพิจารณาให้รอบคอบ มีไหวพริบเท่าทัน ข้อเสนอเรื่องรูปแบบการปกครองใหม่ที่ออกมาทีละวัน ความต้องการที่แสดงไม่ซ้ำเรื่อง บอกให้ทราบว่าพวกเขามิได้มีอุดมการณ์แน่วแน่เพื่อพัฒนาบ้านเมือง แต่มุ่งแก้แค้นส่วนบุคคล โดยอาศัยมวลชนกลุ่มใหญ่ แล้วค่อยคิดข้อแก้ตัวหรือสาเหตุที่ไม่เลิกชุมนุมทีละเรื่องเปรียบเสมือนหยิบเสื้อหรือกางเกงใส่ให้ตัวเองทีละชิ้นจนกว่าจะครบการเป็นเสื้อผ้าปกปิดมิให้อุจาดตาเท่านั้น มันผิดแผกแตกต่างจากความตั้งใจแน่วแน่ตั้งแต่แรกของมหาตมะคานธีซึ่งเป็นต้นฉบับของอารยะขัดขืนที่แสดงชัดว่า ตั้งแต่เริ่มต้นท่านต้องการให้อินเดียเป็นเอกราชจากการปกครองของอังกฤษด้วยวิธีสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ ไม่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ก่อสงครามใดๆ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯแสดงท่าทีท้าทายและชักนำทุกวิถีทางให้เกิดสงครามกลางเมืองเพื่อฉกฉวยชัยชนะจากความสูญเสียของบ้านเมืองผลักดันตนไปสู่อำนาจปกครองบ้านเมืองซึ่งเป็นวิถีทางน่าอัปยศและน่าละอายใจอย่างมาก คนไทยต้องมองให้ลึกซึ้งจักเห็นเจตนาซ่อนแฝงของกลุ่มพันธมิตรฯที่มุ่งทำลายความสงบสุขของสังคมไทยอย่างต่อเนื่องจนกว่าพวกเขาจะได้สมบัติส่วนตัวสมปรารถนา คนไทยที่ชาญฉลาดและเท่าทันต้องเป็นผู้ยุติความฝันน่าสมเพชของกลุ่มนี้ก่อนที่จะทำลายบ้านเมืองมากขึ้นจนยากจะแก้ไขได้ด้วยการใช้กฎหมายและการลงโทษทางสังคมแบบอารยชนพึงกระทำต่อผู้เป็นอนารยชนหรือคนป่าเถื่อนกลุ่มนี้ให้สำนึกต่อพฤติกรรมไร้ขอบเขตและไม่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงว่า ประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยกษัตริย์เป็นองค์ประมุข มิใช่ปกครองด้วยกลุ่มพันธมิตรฯหรือเจ้าสำนักสันติอโศก
****************************** |
|
|