Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    10/31/2009

    คอร์สบอรมใช้ปืนสั้นอย่างปลอดภัยTAS 1 เดือนพ.ย.

    การฝึกอบรมยิงปืนระดับต้น TAS1 (การยิงปืนโดยสัญชาตญาณระดับพื้นฐาน) สอนวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 52 เวลา 9.00 - 17.00 น. ราคา 2,500 บาทต่อคน จะมีปืนหรือไม่มีปืนก็ได้ (เช่าปืนจากชมรมได้ 500 บาทต่อวัน)

    สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครคอร์สอบรมหรือต้องการให้สอนเฉพาะกลุ่มได้ที่

     

                คุณวรรณพงศ์ 081-9502099                คุณณัฐดนัย 081-9114522  

                คุณกฤษติกา  084-0795144                  คุณชูเกียรติ  081-6850025      

                 คุณภัทรา  081-9075002    หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com

     

                                               *****************

    10/30/2009

    งาช้าง ไม้แหย่แย้เลี่ยมทอง ถึง แหวนทองคำ

                   ถาม       การให้จะถือว่ามีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายเมื่อไร ?

                   ตอบ       หลักกฎหมายที่ยึดถือกันทั้งในโลกตะวันตกและประเทศไทยนั้นแบ่งเป็นการให้อสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายแตกต่างกัน ดังนี้ กรณีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน เรือ เป็นต้น การให้จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่รัฐจึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ส่วนสังหาริมทรัพย์อันได้แก่ สิ่งของที่เคลื่อนที่ได้และไม่ติดตรึงถาวร เช่น แก้วแหวนเงินทอง กล่องไม้สักฝังเพชร งาช้าง กรอบพระเลี่ยมทอง เป็นต้น หากมีการหยิบยื่นและผู้รับได้รับสิ่งของนั้นแล้ว ถือว่าการให้สมบูรณ์ สิ่งของนั้นมีการเปลี่ยนเจ้าของตามกฎหมายทันที

                   ถาม       หลักการให้อยู่ในกฎหมายฉบับใด ใช้บังคับกับทุกคน ทุกหน่วยงานหรือไม่

                   ตอบ       ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติเฉพาะกำหนดลักษณะการให้ที่แตกต่างจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้บังคับในเวลานี้ ก็ต้องยึดกฎหมายแพ่งฯเป็นหลัก หากมีการพิจารณาเรื่องการให้สิ่งของแก่บุคคล ข้าราชการ ก็ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ตัดสินไว้ตามกฎหมายแพ่งฯ

                   ถาม       ข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมืองรับงาช้างหรือแหวนทองคำในวันหยุดราชการจะใช้เป็นข้ออ้างว่ามิได้รับสิ่งของในขณะดำรงตำแหน่งนั้นแต่รับการให้ในฐานะบุคคลธรรมดาได้หรือไม่ ?

                   ตอบ       กฎหมายกำหนดชัดว่า ข้าราชการจะพ้นสถานภาพต้องตายหรือลาออกหรือเป็นบุคคลต้องห้าม แม้จะเป็นวันหยุดราชการ เขาก็ยังเป็นข้าราชการอยู่ การรับสิ่งของที่เป็นข้อห้ามตามกฎหมายในวันหยุดราชการ จึงใช้อ้างเพื่อยกเว้นความผิดมิได้

                   ถาม       ข้ออ้างว่า ไม่รู้มูลค่าสิ่งของขณะรับการให้นั้น ใช้มาตรฐานใดตัดสินการรับรู้ ?

                   ตอบ       การรับรู้ของบุคคลนั้นต้องใช้หลักวิญญูชนเป็นพื้นฐานเพื่อดูว่า ผู้ถูกกล่าวหารับรู้เรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น เขาเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกและมีถิ่นฐานอยู่ในกทม. พูดอ่านไทยคล่อง มีเพื่อนฝูงเป็นคนไทยมาก เมื่อเป็นข้าราชการแล้วรับแหวนทองคำหนัก 1 สลึง หรือ งาช้างขนาดใหญ่มูลค่าในท้องตลาด 3 แสนบาท โดยมีการถ่ายภาพต่อหน้าสื่อมวลชนและแพร่ภาพไปทั่วโลก เมื่อมีการร้องเรียนว่าข้าราชการการเมืองคนนี้รับสิ่งของมูลค่าเกินสามพันบาทอันผิดต่อกฎหมายปรามการทุจริต เขาอ้างว่าตอนรับไม่ทราบมูลค่าสิ่งของ หลักพิจารณาการรับรู้มูลค่าเป็นปัจจัยสำคัญของข้อกล่าวหานี้ จึงต้องใช้หลักวิญญูชนมาช่วยตรวจสอบว่า บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติเดียวกับเขารู้หรือไม่ว่าสิ่งของเหล่านั้นมีมูลค่าเท่าใดในเวลาที่รับมอบการให้นั้น ถ้าคนอื่นทราบแน่ เขาก็ย่อมรับรู้มูลค่าของมันในเวลากระทำผิดด้วยตามหลักวิญญูชน จึงมิอาจใช้ข้ออ้างว่าเขาเพียงคนเดียวในเมืองไทยที่ไม่รู้มูลค่าของสิ่งของนั้น เคยมีคำพิพากษาฎีกาเรื่องการรับรู้กฎหมาย เมื่อจำเลยอ้างว่าอยู่ในป่าบนดอย จึงไม่รู้ว่าการกระทำของเขาเป็นความผิดต่อกฎหมายไทย ศาลฎีกาตัดสินว่า คนไทยจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไทยมิได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดบังคับว่า คนไทยต้องรู้กฎหมายไทย แม้ข้อเท็จจริงบางคนอาจไม่รู้กฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ก็ตาม กฎหมายตีเหมาว่า บุคคลในแผ่นดินไทยต้องรู้ข้อความในกฎหมายทุกฉบับที่ใช้บังคับในประเทศไทย

                   ถาม       การให้และรับงาช้างหรือแหวนทองคำของนักการเมืองคนหนึ่งถือว่าเป็นการให้และรับตามหลักกฎหมายหรือไม่ ?

                   ตอบ       เวลานี้หลักการให้สำหรับนักกฎหมายไทยยังต้องยึดถือคำวินิจฉัยของศาลฎีกาอยู่ คือ การให้สังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีการส่งมอบในฐานะผู้ให้และรับไว้ในฐานะผู้รับ เมื่อต้องพิจารณาว่านักการเมืองรับสิ่งของเกินมูลค่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จึงต้องตีความก่อนว่า เขารับสิ่งของไว้หรือไม่  ถ้ามีการรับมอบสิ่งของจากผู้ให้โดยชัดเจน เช่น มีภาพ มีพยานบุคคล มองเห็นหรือแสดงว่าเขาคือผู้รับสิ่งของ ต่อไปก็ต้องดูว่า ขณะรับมอบสิ่งของเขารู้มูลค่าของมันหรือไม่ ถ้าการให้และการรับรู้มูลค่าครบสมบูรณ์จึงเท่ากับเขามีเจตนารับสิ่งของที่มีมูลค่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้ ส่วนข้อยกเว้นความรับผิดใด ก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเหล่านั้นทีหลัง หากเป็นกรณีที่ผู้รับมีอาการจิตเภทหรือปัญญาอ่อนตอนที่รับของ จักถือว่า ไม่มีการรับสิ่งของมาแต่ต้น เพราะผู้รับไม่มีสติเพียงพอขณะรับของ อีกกรณีคือ ผู้รับมีไอคิวต่ำ รับรู้ช้า จักยังถือว่าการรับสิ่งของสมบูรณ์อยู่ เพราะเขามีเจตนารับสิ่งของมูลค่าเท่าใด แค่รู้ช้ากว่าคนอื่น

                   ถาม       การตีความเรื่อง การให้ ทำแตกต่างจากคำพิพากษาศาลหรือหลักกฎหมายได้หรือไม่ ?

                   ตอบ       ปกติการตีความในกฎหมายนั้น เป็นเอกสิทธิ์ขององค์คณะในหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจชี้ขาดได้ กรณีที่เคยมีพฤติกรรมนี้ในศาลมาก่อนและกฎหมายของตนไม่มีบัญญัติเฉพาะไว้ จักนำกฎหมายใกล้เคียงกันมาใช้วินิจฉัย ถ้าไม่เคยมีพฤติกรรมเทียบเคียงกันได้หรือไม่มีกฎหมายใดบัญญัติมาก่อน องค์คณะนั้นจะใช้วิจารณญาณส่วนตนและหลักกฎหมายเท่าที่มีอยู่วินิจฉัยตีความได้ นี่เป็นพื้นฐานของนักกฎหมายทั่วโลกใช้กันอยู่ ทั้งนี้องค์คณะของหน่วยงานต่างๆนั้นมีอำนาจตีความให้แตกต่างจากคำพิพากษาของศาลก็ได้ แต่ไม่มีอำนาจตีความขยายกฎหมายของตนอันถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบและทำลายหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาข้อพิพาท

     

    **************************

    10/28/2009

    เสื่อมสลาย คือ สัจธรรม

    เสื่อมสลาย คือ สัจธรรม

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    สารคดีชุด เปิดกรุโบราณในประเทศจีน ตอน เปิดสุสานจักรพรรดิติ้ง แห่งราชวงศ์หมิง ทำให้มองเห็นสัจธรรมสำหรับผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า สุดท้ายเถ้ากระดูกก็ไม่มีให้เห็นอีก การคืนชีพกลับมาเสพสุขดังที่หวังหรือเชื่อถือแต่โบราณนั้นล้วนมิใช่ความจริง สิ่งที่ชนรุ่นหลังได้รับรู้หรือเห็นกับสายตาคือ ประวัติ ผลงานในช่วงชีวิตของคนตาย วัตถุต่างๆที่ใส่อยู่ในโลงหรือสุสานเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ในอดีต ณ เวลาปัจจุบันนั้นเขาไม่มีตัวตนอีกต่อไป แม้จะยิ่งใหญ่เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ที่มีอำนาจเหนือชีวิตชาวจีนมาก่อนก็ตาม สัจธรรมที่ว่า ความตายเป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน ทุกคนหนีไม่พ้นความตายไม่ว่าจะมีระดับชนชั้นสูงหรือต่ำล้วนเหลือพื้นที่แค่โลงศพ สิ่งที่จะให้คนอื่นจดจำไว้ คือ ความดีหรือชั่วที่ตนสร้างไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่

    ราชวงศ์หมิงถือเป็นราชวงศ์ของจีนที่ครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ยาวนานที่สุด และเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามและใช้สืบทอดกันมาถึงราชวงศ์ชิง ปัจจุบันนี้บางส่วนของราชวังแห่งนี้ก็เป็นที่ทำงานของรัฐบาลจีนด้วย พื้นที่ไม่ห่างจากพระราชวังต้องห้ามเป็นเทือกเขาของสุสานราชวงศ์
    หมิงที่มีพระศพจักรพรรดิฝังร่างอยู่ 13 พระองค์ และมีการขุดค้นเปิดสุสานอย่างสมบูรณ์แค่พระองค์เดียว คือ จักรพรรดิ ติ้ง ซึ่งเป็นจักรพรรดิที่ครองราชย์ยาวนานพระองค์หนึ่งและมีชีวิตน่าสนใจพอควร รัชสมัยของพระองค์อยู่เกือบปลายราชวงศ์หมิงที่ถูกกองทัพชิงโค่นล้มซึ่งเป็นรุ่นพระโอรสของพระองค์ครองราชย์พระนามว่า จักรพรรดิฉงเจิน

    จักรพรรดิติ้งครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาเมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา จึงต้องให้ข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เมื่อพระองค์เติบใหญ่พร้อมจะบริหารแผ่นดินด้วยพระองค์เอง ข้าหลวงกลุ่มนั้นไม่ยินยอมมอบอำนาจคืนแก่พระองค์ แต่ต้องการเชิดพระองค์เป็นหุ่นและทำตามคำสั่งของพวกเขาเท่านั้น จึงสร้างความขัดเคืองใจแก่พระองค์อย่างมาก ความฝันที่พระองค์จะเป็นจอมทัพทำศึกร่วมกับกองทหารของพระองค์สลายลง ด้วยพระชันษาเกือบ 30 ปี พระองค์เบื่อหน่ายการแย่งชิงอำนาจกับกลุ่มข้าหลวงและตระหนักใจดีว่า มิอาจต้านทานจิตทะเยอทะยานของพวกเขาที่อยากให้พระองค์เป็นหุ่นเชิด พระองค์เลือกจะแสดงท่าทีต่อต้านด้วยการวางเฉยและเก็บตัวเงียบหาความสุขสำราญในพระราชฐานชั้นใน การติดต่อระหว่างจักรพรรดิกับกลุ่มข้าหลวงใหญ่จะผ่านขันทีหลวงเท่านั้น เมื่อมีการส่งหนังสือเพื่อขอความเห็นชอบจากจักรพรรดิตามขั้นตอนปกติ หากพระองค์เห็นชอบก็จะลงพระนามแล้วให้ขันทีไปส่งมอบหนังสือแก่ข้าหลวงเท่านั้น งานราชประเพณีทุกอย่างที่จักรพรรดิต้องเกี่ยวข้องด้วย พระองค์จักปฏิเสธทั้งหมด รัชสมัยของพระองค์จึงมีน้อยครั้งมากที่เหล่าข้าหลวงหรือประชาชนจะเห็นงานปฏิบัติของพระองค์หรือข่าวคราวจากพระองค์ กลุ่มข้าหลวงใหญ่จึงบริหารบ้านเมืองอย่างติดขัดเป็นระยะ แม้ไม่พอใจที่มิอาจพบหรือเจรจากับพระองค์ได้ แต่จำต้องยอมรับเพราะพระองค์กระทำตามอำนาจของจักรพรรดิและไม่อยากรับรู้พฤติกรรมของพวกเขาอีก

    ณ เวลาส่วนพระองค์ของจักรพรรดิติ้งในเขตพระราชฐานชั้นในนั้นเล่าลือกันว่า พระองค์รอคอยเวลาตายอย่างเดียวซึ่งถือเป็นเวลาแห่งอิสรภาพแท้จริง พระองค์เริ่มก่อสร้างสุสานของพระองค์ขึ้นในเทือกเขาสุสานราชวงศ์หมิงเช่นเดียวกับจักรพรรดิองค์ก่อนๆ แนวคิดของพระองค์คือ จำลองพระราชวังต้องห้ามไว้ในสุสานเยี่ยงเดียววังบนโลก เตรียมสถานที่เก็บพระศพของพระองค์ ของพระมเหสีทั้งสอง จัดวางข้าวของเครื่องใช้สำหรับจักรพรรดิและจักรพรรดินีที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ อันมีทั้งถ้วยชามกระเบื้อง ผ้าไหม ผ้าแพรลวดลายงดงามและถักทอด้วยฝีมือเลิศยิ่ง แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี วันที่นักประวัติศาสตร์จีนเปิดสุสานของจักรพรรดิติ้งก็ได้เห็นความยั่งยืนของวัตถุที่พระองค์จัดวางไว้ตามความเชื่อที่จะกลับมาฟื้นคืนชีพและเสวยสุขพร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ของจักรพรรดิจีนผู้ยิ่งใหญ่ตามฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ แต่เมื่อเดินเข้าไปยังห้องบรรจุหีบพระศพของจักรพรรดิและพระมเหสีทั้งสอง พวกเขาเห็นข้าวของอันมีค่าสำหรับจักรพรรดิและพระมเหสี เช่น ผ้าไหมคลุมพระศพ ชุดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้และฮองเฮาที่ถักทอลวดลวยงามยิ่ง มงกุฎของจักรพรรดิและพระมเหสีซึ่งทอจากด้ายทองคำและอัญมณีมีค่าหลากสีซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นอย่างงดงามชนิดที่ช่างปัจจุบันยังมิอาจเทียบฝีมือกันได้ แต่สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เห็นหีบพระศพที่สมบูรณ์และงามสง่าเยี่ยงจักรพรรดิ กลับพบเพียงหีบไม้ชั้นดีขนาดใหญ่สามใบที่แตกสลาย ผุพัง ไปตามกาลเวลา ภายในมีเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่ชื่นชอบและใช้เป็นประจำจัดไว้รอบพระศพยังคงวางอยู่ ณ จุดเดิม แต่พระศพได้สูญสลายไปสิ้นแล้วเหลือเพียงเศษผ้าไหมอันเป็นฉลองพระองค์ที่สวมกับศพเหลือทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังเท่านั้น เถ้ากระดูกก็ไม่มีให้พบเห็นเลย ความยิ่งใหญ่ของสุสานแห่งนี้ คือ ข้าวของเครื่องใช้ของจักรพรรดิติ้งที่ยังคงความงดงามและยิ่งใหญ่ พระราชวังต้องห้ามจำลองที่สร้างเป็นสุสาน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของจักรพรรดิติ้งก็เกิดศึกชิงอำนาจระหว่างพระโอรสสองพระองค์ซึ่งเกิดต่างพระมารดา แม้พระองค์จะทำพระพินัยกรรมกำหนดให้พระโอรสที่เกิดจากพระสนมคนโปรดสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เหล่าขุนนางไม่ยอมทำตามพระบัญชานั้นโดยสนับสนุนพระโอรสอีกองค์ขึ้นครองอำนาจแทน จึงเกิดศึกชิงอำนาจขึ้นในราชสำนัก ต่อมาอีกไม่กี่ปีราชวงศ์หมิงก็สิ้นสลายเพราะกองทัพประชาชนบุกเข้าปล้นและยึดวังล้มล้างราชวงศ์หมิงก่อนที่กองทัพของชิงจะเข้าทำลายพวกเขาได้และก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้น อันถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์หมิงอย่างแท้จริง

    ภาพความโอ่อ่าสง่างามของสุสานจักรพรรดิติ้ง ข้าวของเครื่องใช้สูงค่าและมากมาย ยังคงอยู่ให้ชนรุ่นหลังเห็นและชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิยุคโบราณ ส่วนพระศพสูญสลายไปสิ้น มันบอกยืนยันชัดและเตือนใจชนรุ่นหลังได้ว่า  แม้จะอยู่ในชนชั้นสูงหรือต่ำ เมื่อต้องลาลับจากโลกนี้ไปสู่แดนความตาย ร่างกายต้องย่อยสลายและผุพังไปตามกฎธรรมชาติเสมอ ไม่มีผู้ใดหนีพ้นหลักธรรมนี้ได้ สิ่งที่ชนรุ่นหลังจดจำเกี่ยวกับราชวงศ์หมิง คือ การก่อตั้งอาณาจักรและสืบทอดยาวนานอย่างยิ่งใหญ่ ความเสื่อมโทรมของงานบริหารในรัชสมัยแต่ละพระองค์อันเป็นเหตุให้ราชวงศ์ต้องสูญสลายและเปลี่ยนราชวงศ์ไปในท้ายที่สุดล้วนเกิดขึ้นจากจักรพรรดิและข้าราชบริพารที่เห็นแก่ตัว มัวเมาในกิเลสตัณหา แย่งชิงอำนาจกัน บีบคั้นประชาชนเพื่อความสุขส่วนตัว คนรักชาติ รักแผ่นดิน บริหารบ้านเมืองน้อยกว่าคนชั่ว จักรพรรดิละเลยประชาชน ไร้จิตสำนึกต่อหน้าที่ของจักรพรรดิซึ่งต้องเสียสละเพื่อปวงชนและความผาสุกของบ้านเมืองเป็นหลัก ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงนั้นแม้จะมีจักรพรรดิมากพระองค์ที่สุด แต่มีน้อยมากที่จะเป็นที่กล่าวขานในทางชื่นชมสำหรับประชาชนในเวลานั้นหรือนักประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ดังนั้น การเปิดสุสานจักรพรรดิติ้งแห่งราชวงศ์หมิงช่วยยืนยันหลักธรรมที่ว่า ความตาย คือ ความว่างเปล่าและเป็นสิ่งที่แน่นอนอย่างเดียวของมนุษย์ สิ่งที่เหลือไว้ในปฐพีนี้ คือ ผลของการทำดีหรือทำชั่วที่เขาหรือเธอกระทำไว้เมื่อยังมีชีวิตว่า จะเป็นที่กล่าวขานในทางดีหรือร้ายให้ผู้คนคิดถึงชื่นชมหรือประณามหยามเหยียด ประชาชนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินหรือในพระราชวังของจักรพรรดิ แม้ไม่อาจพูดได้ถนัดปาก แต่ความเกลียดที่ประชาชนแสดงออกให้โลกเห็น แม้จะแตะต้องคนที่พวกเขาเกลียดไม่ได้ จนกลายเป็นที่กล่าวขานมาถึงยุคปัจจุบัน คือ ตำนานการทำปาท่องโก๋ซึ่งประชาชนได้รับการกดขี่ข่มเหงจากข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่และจักรพรรดิที่อ่อนแอ พวกเขาต้องการประณามและแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงปั้นแป้งสองชิ้นแล้วนำมาติดกัน จากนั้นไปทอดในน้ำมันเดือด แล้วนำมากินอย่างเอร็ดอร่อยเพื่อความสะใจของประชาชน ปาท่องโก๋คือตัวแทนข้าหลวงชั่ว น้ำมันเดือดคือความแค้นใจของประชาชน มันเป็นการตอบโต้ของประชาชน จักรพรรดิที่อ่อนแอไม่ดูแลแผ่นดินให้สงบสุขหรือเป็นทรราชย์จักถูกประณามสืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานในหมู่ประชาชนอย่างไม่มีวันลืมเลือนได้ แม้จะไม่เหลือเถ้าถ่านแต่คำกล่าวขานในทางไม่ดีจะยังคงได้ยินอยู่ถึงชนรุ่นหลัง สังขารไม่เที่ยงแท้ ผลกรรมไม่ว่าดีหรือชั่วที่กระทำบนโลกสืบทอดยาวนานไม่สูญสลายแตกต่างจากเลือดเนื้อของคน สุดท้ายก็เหลือแค่พื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กที่ร่างเหยียดยาวได้เท่านั้น มันเป็นสัจธรรมโดยแท้

     

    ****************************

    10/24/2009

    ความแข็ง กับ ความอ่อน

    ความแข็ง และ ความอ่อน

     

    ขุนพลที่สันทัดในการนำทัพ ย่อมมีพร้อมทั้งความแข็งที่มิอาจหักล้างลงได้และความอ่อนที่ไม่ยอมสยบหัว ดังนั้น จึงสามารถชนะความแข็งด้วยความอ่อน ชนะข้าศึกที่เข้มแข็งด้วยกำลังที่อ่อนกว่า ถ้าแม้นมีความอ่อนอย่างเดียว พลังรบแห่งกองทัพย่อมถูกบั่นทอนได้โดยง่าย ถ้ามีความแข็งอย่างเดียว พลังรบแห่งกองทัพจะถูกตีสูญสิ้นไปในที่สุด พึงพร้อมด้วยความแข็งและความอ่อน แข็งอ่อนประสานกัน จึงต้องด้วยหลักแห่งขุนพล

     

    ความหมาย

     

    หลักคิดเรื่องความอ่อน ความแข็ง นี้ขงเบ้งต้องการให้รู้จักคิดวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีสติและยึดธาตุแท้ของเหตุการณ์ให้ได้ แม้จะกำลังอยู่ในสถานการณ์คับขันเพียงใดก็ตาม อันเป็นหัวใจสำคัญของ การประสานความแข็งกับความอ่อนเข้าด้วยกันโดยอาศัยความสุขุมเยือกเย็นและสมองอันแจ่มใสหนักแน่นของผู้นำ ดังนั้น ผู้นำจึงต้องฝึกฝนบังคับตนให้มีความเยือกเย็นและรอบรู้เมื่อต้องอยู่ในสภาวะคับขันและอันตรายอย่างยิ่ง เพื่อนำพากองทัพหรือองค์กรไปสู่ความปลอดภัยหรือชัยชนะ

    ***************************

    10/22/2009

    เตือนภัยหวัดใหญ่2009ยังอยู่ในไทย

                งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 2/2552 เริ่มตั้งแต่ 15-25 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมสิริกิตต์ ตอนนี้ก็ใกล้เวลาสิ้นสุดงานแล้ว  ฝากเตือนมิให้ชะล่าใจกับเชื้อไข้หวัด 2009 ที่ยังระบาดในเมืองไทย และองค์การอนามัยโลกประกาศเตือนการระบาดใหญ่อีกครั้งของเชื้อตัวนี้ที่เชื่อว่าจะหนักและแผ่ขยายกว้างขึ้นด้วยลักษณะภูมิอากาศเย็น ชื้น ของแต่ละทวีป ขณะที่รัฐบาลไทยยกเลิกประกาศตัวเลขคนติดเชื้อ คนตาย ในไทยไปแล้วเพราะเกรงทำลายภาพลักษณ์งานประชุมเอเชียนที่หัวหิน อันอาจส่งผลให้คนไทยชะล่าใจว่าไม่มีโรคนี้ในเมืองไทยแล้ว

                อันที่จริงไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังระบาดอยู่ในทุกท้องที่ของไทย เพียงแต่รัฐไม่ประกาศตัวเลขเท่านั้น เชื้อนี้จะเป็นอันตรายสูงสุดกับเด็ก คนแก่ เพราะจะตายภายใน 3 วัน ถ้าไม่ได้รับยารักษาทันเวลา เชื้อจะทำลายปอดเป็นหลัก ส่วนการเก็บยาของรัฐไม่ได้มีมากตามที่แจ้งไว้เพราะขาดเงินซื้อยา ถ้ามีการระบาดหนัก ทุกชาติจะเก็บยาไว้ใช้กับพลเมืองของตนซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฝรั่งเป็นคนผลิตยารักษาโรคนี้ ย่อมใช้เพื่อฝรั่งด้วยกัน ไม่มีทางเผื่อแผ่มาถึงชาติเอเชียแน่ ส่วนคนไทยก็มีการแบ่งระดับชั้นไว้ในการรับยา ชนชั้นสูงมีบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย ข้าราชการ นักการเมืองและคนรวยมีสิทธิ์รับยาก่อน ชาวบ้านเป็นตัวเลือกสุดท้าย

                หากไม่ต้องการเป็นตัวเลือกสุดท้ายต้องป้องกันมิให้ติดเชื้อนี้ก่อนด้วยวิธีราคาถูกมาก คือ ล้างมือบ่อยด้วยสบู่หรือเจล กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง เลี่ยงอยู่ในที่ชุมชนหนาแน่น เลือกอยู่สถานที่โปร่ง อากาศถ่ายเทดี หากเป็นไข้สูง อาการคล้ายหวัด ถ้าเป็นเด็กหรือคนแก่ ควรพบแพทย์โดยเร็วเพื่อคัดกรองว่าเป็นหวัดธรรมดาหรือหวัดใหญ่2009 ถ้าไม่อยากให้เด็กหรือคนแก่ตาย ก็ควรเลี่ยงพาพวกเขาไปห้างสรรพสินค้า หรือที่ชุมชมหนาแน่น ช่วงนี้อากาศในไทยปรวนแปรมาก การติดเชื้อย่อมง่ายมาก ถ้ารักพวกเขาก็ไม่ควรพาไปอยู่ในที่เสี่ยงตาย

                อีกสถานที่หนึ่งที่พึงเลี่ยงอย่างมาก คือ หัวหิน เพราะมีการเข้ามาของสื่อต่างชาติและเจ้าหน้าที่ต่างชาติซึ่งอาจมีเชื้อหวัดใหญ่2009ในเขตประเทศของเขาอยู่ในร่างกาย แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อรวมกับเชื้อในพื้นที่หัวหิน เท่ากับสะสมเชื้อเพิ่มสูงพิเศษ ถ้าร่างกายของใครอ่อนแอเล็กน้อย ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อง่ายขึ้น ถ้าไม่อยากตายหรือติดเชื้อหรือไม่อยากเป็นตัวเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ก็ควรเลี่ยงจากหัวหิน

    ****************************

    10/20/2009

    จัดการหนี้อย่างมีสติ

    จัดการหนี้อย่างมีสติ

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    เบื้องหลังของหนี้เงินมาจากสภาพเครดิตของผู้กู้ว่าดีมากหรือน้อย จักส่งผลต่อจำนวนเงินกู้ยืมด้วย เจ้าหนี้ใช้ประวัติธุรกรรมการเงิน รายได้ และลักษณะอาชีพของผู้กู้ในการประเมินให้สินเชื่อเป็นหลัก การกู้หนี้ได้จึงถือว่า ผู้กู้มีเครดิตดี อีกด้านหนึ่งคือ การจ่ายคืนหนี้ได้ตามเวลาในสัญญายังสร้างเครดิตที่ดีแก่ลูกหนี้ด้วย เมื่อต้องมีการกู้ยืมครั้งต่อไป ประวัติการใช้หนี้ที่อยู่ในเครดิตบูโรช่วยให้เจ้าหนี้คนใหม่ยินยอมให้กู้ยืมง่ายขึ้น เราจักเห็นว่า เงินกู้มีด้านดีและด้านมืดที่ส่งผลต่อลูกหนี้ได้ ดังนั้น ลูกหนี้จึงต้องมีสติในการกู้หรือการใช้คืนหนี้ ถ้าไม่อยากถูกบันทึกประวัติเสียในเครดิตบูโรอันส่งผลต่อการทำธุรกรรมในอนาคต

    การกู้หนี้ยืมเงินจากเจ้าหนี้บุคคลธรรมดาหรือสถาบันการเงิน ผู้กู้หรือลูกหนี้ล้วนมีเหตุผลประกอบการกู้ทั้งที่น่าเชื่อถือหรือไร้สาระก็ได้ บางคนต้องการกู้เงินไปปรับปรุงกิจการ บ้างไปซื้อรถหรือเครื่องประดับราคาแพง บ้างนำเงินกู้ไปเที่ยวเตร่หาความสุข ปัจจุบันนี้มีแหล่งเงินกู้ที่หาง่ายขึ้น นอกเหนือจากการใช้สัญญากู้ เช่น การกดบัตรเครดิตเบิกเงินสดล่วงหน้า มันจะกลายเป็นเงินกู้ทันที การขอสินเชื่อบัญชีเดินสะพัด และอื่นๆ ส่วนใหญ่ตอนได้เงินกู้มามักคิดว่าเดี๋ยวก็หาไปคืนได้ บ้างก็คิดว่ากู้ประเดี๋ยวจะคืน เมื่อถึงเวลาอันควรที่ต้องคืนเงิน หลายคนอาจเกิดปัญหาคืนเงินไม่ทันเวลา จึงกลายเป็นหนี้พอกสะสมทบทวีขึ้นจนกลายสภาพเป็นคนแบกหนี้หลังแอ่น บางคนก็ตั้งใจกู้ยืมเงินเพื่อโกงเจ้าหนี้แล้วเชิดเงินหนีหายไป เจ้าหนี้จึงมีหลายวิธีในการตามทวงหนี้หรือลดความเสียหายของตนลง อาทิเช่น จ้างคนทวงหนี้แบบโหด ดำเนินคดีทางกฎหมาย ขู่เพิ่มดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมสารพัดชื่อ และอื่นๆ

    หนี้ที่สร้างปัญหาในสังคมมากที่สุดเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ คือ หนี้บัตรเครดิต เนื่องจากเป็นการก่อหนี้ที่ง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก แต่ละคนอาจมีบัตรหลายใบทำให้มีวงเงินเบิกได้มากเมื่อเทียบกับศักยภาพแท้จริงของผู้ใช้บัตร หลายคนจึงก่อหนี้โดยขาดสติ เมื่อรู้ตัวก็เป็นหนี้เกินความสามารถจะใช้คืนแล้ว อีกทั้งสถาบันการเงินพยายามกระตุ้นให้ใช้บัตรเพื่อรับค่าธรรมเนียมจากร้านค้าที่ถูกรูดบัตรซึ่งเป็นรายได้ของสถาบันฯ ลูกหนี้บัตรเครดิตจึงเกิดขึ้นง่าย แม้จะมีข้อเสนอให้จ่ายคืนเงินแก่สถาบันฯด้วยเวลากว่า 45 วัน แต่เจ้าของบัตรที่รูดเพลินจักไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ทันเวลา จนกลายเป็นหนี้สะสมทุกเดือนพร้อมกับดอกเบี้ย 20 % ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเต็มเพดานที่ธนาคารชาติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดกับลูกหนี้บัตรเครดิตได้ สิ่งที่ผู้ใช้บัตรมักลืมดูในใบแจ้งหนี้ คือ อัตราดอกเบี้ย 20 % กรณีผิดนัดชำระหนี้ซึ่งจะพอกทวีขึ้นทุกรอบเรียกชำระ ตัวอย่างเช่น รอบนี้ค้างไว้ 100 บาท จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยนี้เข้าไปทันทีที่พ้นเวลาชำระหนี้ว่าหนี้ค้างอยู่ 120 บาท รอบถัดไปมีการใช้บัตรมูลค่า 100 บาท แล้วไม่จ่ายตามเวลาอีก จะเท่ากับ 100 + 120 + อัตราดอกเบี้ย 20 % จะกลายเป็นหนี้ในรอบถัดไปเรื่อยๆ เมื่อทบกับยอดใช้จ่ายใหม่ ผู้ใช้บัตรจึงแบกหนี้ที่มีดอกเบี้ยซ้อนทบทวีจนสุดท้ายก็กลายเป็นหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมทวงหนี้ที่คิดทุกเดือนในจดหมายทวงหนี้จนกว่าจะได้รับชำระครบถ้วน

    ลูกหนี้อีกประเภท คือ ลูกหนี้สินเชื่อต่างๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน สินเชื่อบัญชีเดินสะพัด และสารพัดชื่อต่างๆ ถือเป็นสัญญากู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และอยู่ในความควบคุมของธนาคารชาติซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ในเวลานี้ประมาณ 5 – 8 เปอร์เซนต์ อันเป็นไปตามกลไกตลาดที่เจ้าหนี้กำลังแย่งลูกหนี้ให้มาใช้สินเชื่อของตนเพราะดอกเบี้ยเป็นรายได้หลักของสถาบันการเงินในเวลานี้ การคิดดอกเบี้ยผิดนัดก็มีอัตรา 7%  อีกอย่างหนึ่งคือ การให้สินเชื่อของสถาบันการเงินจะมีขั้นตอนตรวจสอบลูกหนี้ละเอียดและมีระบบป้องกันความเสียหายไว้ จึงสามารถให้อัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพงได้เพราะความเสี่ยงต่ำ อันแตกต่างจากหนี้บัตรเครดิตที่เลือกลูกค้าไม่ได้ นอกจากนั้นสัญญาสินเชื่อต่างๆมักมีการนำทรัพย์สินของลูกหนี้หรือบุคคลเพื่อค้ำประกันหนี้สินไว้ ทำให้เจ้าหนี้ลดความเสียหายหรือความเสี่ยงลงอย่างมาก ถ้าลูกหนี้ไม่สามารถใช้คืนหนี้ได้ตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ก็ไปเรียกเงินจากผู้ค้ำประกันหรือเอาทรัพย์สินไปขายทอดตลาด เมื่อความเสี่ยงต่ำ การคิดอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สูงเท่าอัตราที่คิดกับลูกหนี้บัตรเครดิตอย่างเห็นได้ชัด

    ก่อนจะก่อหนี้ยืมเงินแบบไหน ลูกหนี้ควรใช้สติคิดพิจารณาข้อดีข้อเสียและศักยภาพของตนก่อนว่า ควรเป็นหนี้หรือไม่ ความสามารถใช้คืนเงิน แหล่งเงินกู้ นักธุรกิจรุ่นใหม่บางคนมักง่ายหรือไม่ต้องการไปยื่นขอสินเชื่อเพื่อกิจการ จึงกดเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตมาเป็นเงินหมุนเวียนหรือเพื่อลงทุน หวังว่าจะนำรายได้หรือกำไรจากกิจการไปจ่ายคืนทีหลัง แต่การคาดการณ์อาจผิดพลาดด้วยหลายสาเหตุ ทำให้ต้องแบกอัตราดอกเบี้ย 20 % ต่อไปจนพอกพูนหนี้นับแสนบาทด้วยเวลาไม่กี่เดือน ทั้งที่ค้าขายได้แค่เดือนละไม่กี่พันบาทหรือใช้เงินประเภทนี้เพื่อซื้อของสนองตัณหาหรือเที่ยวเตร่ แต่มีเงินเดือนแค่เดือนละไม่ถึงสองหมื่นบาท ยิ่งไม่ยอมจ่ายหรือจ่ายแบบจำนวนขั้นต่ำก็จะพอกพูนหนี้เงินต้นที่บวกอัตราดอกเบี้ยสูงนี้ไปทุกเดือน ในที่สุดก็ถูกระงับการใช้บัตร สิ่งที่ลูกหนี้ต้องเจอคือ มิใช่แค่อัตราดอกเบี้ยที่สูงมากเท่านั้น เมื่อคิดตัวเลขหนี้สินทั้งหมดจะเห็นตัวเลขค่าธรรมเนียมติดตามหนี้เดือนละ 300 – 500 บาท(แล้วแต่อัตราของสถาบันการเงิน) และชื่อค่าธรรมเนียมแปลกๆที่บวกเพิ่มเข้าไปทุกเดือน ดังนั้น หนี้สินจากบัตรเครดิตซึ่งควรจะบวกแค่อัตราดอกเบี้ยก็ต้องเจอค่าธรรมเนียมสารพัดชื่ออีก ทำให้ตัวเลขหนี้สูงขึ้น หนี้ใช้จ่ายโดยบัตรเครดิตล้วนๆก็มีอัตราดอกเบี้ยทบต้นซ่อนอยู่ ทำให้มองไม่เห็นหนี้แท้จริงของลูกหนี้ สรุปคือ หนี้แท้จริงของลูกหนี้อาจไม่สูง แต่หนี้อุปกรณ์ปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นตัวเลขจริง ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ลูกหนี้ได้เซ็นชื่อยอมรับค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแล้วในสัญญาครั้งแรกที่ขอมีบัตรกับสถาบันการเงิน จึงเป็นสิทธิ์ของเจ้าหนี้โดยชอบ

    เจ้าหนี้มีรายได้จากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่างๆซึ่งลูกหนี้ต้องจ่ายเมื่อใช้บริการ เงินเหล่านั้นก็เป็นเงินเดือนที่จ้างพนักงานบริการลูกค้าในแผนกต่างๆ รวมทั้งค่าติดตามทวงหนี้ด้วย เมื่อเกิดสถานการณ์หนี้สินพอกพูนเกินความสามารถของลูกหนี้จากการประเมินของเจ้าหนี้ สิ่งที่ต้องพบ คือ จดหมายทวงหนี้ การส่งคนไปแจ้งเตือน และขู่ว่าจะฟ้องคดีที่ศาลถ้าไม่จ่ายคืนเงินภายใน 7-30 วัน อันสร้างความตื่นตระหนกใจแก่ลูกหนี้อย่างมาก บางคนลนลานยิ่งเมื่อตัวเลขหนี้สินเป็นหลักแสนหรือหลักล้านบาท จึงตระหนักใจว่าไม่มีทางใช้หนี้ภายในเวลานั้นได้

    เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทวงหนี้และระยะเวลาชำระคืนสั้น ควรตั้งสติให้มั่นคงก่อน ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไขเสมอ ขอเพียงมีสติจะมองเห็นมันได้ ก่อนอื่นควรทราบว่า เจ้าหนี้ต้องการเงินคืนเท่านั้น ขอเพียงเห็นว่าลูกหนี้ไม่คิดหนีหนี้ แค่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สุจริตใจที่จะคืนเงิน ความตายของลูกหนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเจ้าหนี้เลย แหล่งรายได้ของลูกหนี้น่าเชื่อถือ การเจรจาทยอยผ่อนคืนหนี้จะเกิดขึ้นง่าย ดังนั้น ลูกหนี้ต้องตั้งสติในการลดตัวเลขหนี้ลงให้เต็มความสามารถก่อน ด้วยการนำตัวเลขหนี้เปรียบเทียบกับหลักทรัพย์ต่างๆที่ถือครองอยู่ว่า จะเหลือตัวเลขหนี้เท่าไร การขายหลักทรัพย์ออกไปด้วยตัวเองย่อมได้ราคาสูงกว่าปล่อยให้เจ้าหนี้ยึดไปตีราคาหรือประมูลขายเพื่อชำระหนี้เองเพราะจะได้ราคาซื้อขายที่ต่ำมากและมักไม่พอชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้ยังเป็นหนี้ต่อไป

    หนี้บัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20 % ถ้าไม่มีหลักทรัพย์เพื่อลดทอนหนี้ได้ ก็ควรหาแหล่งเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าไปปิดหนี้บัตรฯก่อน เช่น กู้ยืมจากพ่อแม่ญาติพี่น้อง เปลี่ยนหนี้บัตรฯไปเป็นหนี้ตามสัญญากู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เป็นต้น ทั้งนี้การเปลี่ยนรูปแบบการกู้ยังต้องอาศัยคุณสมบัติส่วนตัวของลูกหนี้ว่าน่าเชื่อถือในแหล่งรายได้ที่จะชำระคืนหรือไม่ เช่น ยังทำงานอยู่ ระดับเงินเดือนพอคืนเงินหรือไม่ ลักษณะวิชาชีพ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าลูกหนี้ตกงานหรือกิจการล้มหรือมีประวัติชอบเบี้ยวหนี้ มีคดีความทางการเงินเยอะ การปรับเปลี่ยนไปอยู่ในระบบสัญญากู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า คงทำยากขึ้น ดังนั้น การรักษาเครดิตธุรกรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

    การปรับโครงสร้างหนี้เดิมไปเป็นสัญญากู้ใหม่เป็นเรื่องฮิตที่สถาบันการเงินจะใช้กับลูกหนี้ซึ่งยังมีหวังในการได้เงินกู้คืน โดยให้ทยอยคืนเป็นรายเดือนในอัตราแน่นอน ทั้งนี้ ลูกหนี้ต้องเจรจาหาตัวเลขหนี้ที่เหมาะสมและเป็นธรรมด้วย คือ เจ้าหนี้ควรลดทอนหรือหักดอกเบี้ยทบต้นที่แทรกในตัวเลขหนี้ทั้งหมดออกไปเพื่อให้เหลือเงินต้นจริงและอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จ่ายได้จริง เจ้าหนี้ยอมลดตัวเลขกำไรลง ส่วนค่าติดตามหนี้ก็ต้องเป็นจำนวนที่เป็นธรรมด้วย ก่อนการเจรจานั้นลูกหนี้ต้องเตรียมข้อมูลส่วนของตน อาทิ แหล่งรายได้จริง ศักยภาพของลูกหนี้ หลักทรัพย์หรือคนที่จะค้ำประกันหนี้ใหม่เพื่อให้เจ้าหนี้เชื่อถือว่า ต้องได้เงินคืนแน่ การแสดงความสุจริตใจว่าต้องการใช้หนี้ ความอดทนต่อการพูดข่มขู่หรือคำพูดไม่สบายหูจากฝ่ายเจ้าหนี้ เป็นต้น การเจรจาจึงเริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยดีได้

    เมื่อได้รับจดหมายทวงหนี้ซึ่งแสดงว่าศักยภาพการจ่ายคืนหนี้เริ่มมีปัญหาจนกระทั่งเจ้าหนี้ไม่วางใจอีกต่อไป ลูกหนี้ไม่ควรหลบหนีหนี้เพราะจะทำลายเครดิตบูโรของตนอันส่งผลต่อการกู้ยืมในอนาคต เช่น การกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ ขอสินเชื่อ เป็นต้น บางคนอาจเถียงว่า หนี 10 ปีก็ไม่ต้องใช้หนี้แล้ว แต่เวลา 10 ปีนั้นอาจสร้างอนาคตดีๆได้อีกมาก แต่ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนตัวจากเจ้าหนี้อย่างไร้ความสุขหรือไร้อนาคต ดังนั้น จึงควรคลายปัญหาทีละเปลาะด้วยสติก่อน การเจรจาต่อรองหนี้สินนั้นสามารถทำได้ทั้งก่อนหรือหลังขึ้นศาลก็ได้ ถ้าก่อนขึ้นศาลเจ้าหนี้ไม่ยอมลดหย่อนผ่อนปรน ก็รอให้ฟ้องศาลก่อนเพื่อศาลจะจัดทีมเจรจาประนอมหนี้ขึ้นโดยมีผู้พิพากษาหรือเจ้าหน้าที่ศาลเป็นตัวกลางพูดคุยเพื่อหาข้อยุติให้สองฝ่ายพอใจและเป็นธรรม ลูกหนี้สามารถยื่นข้อเสนอที่จะคืนเงินตามศักยภาพของตนก็ได้ มันจึงไม่ใช่ทางตันเมื่อเจ้าหนี้ไม่ยอมคุยด้วย ส่วนใหญ่เจ้าหนี้ต้องการเงินคืนหรือทำการค้าขายก็อยากได้กำไรไม่ว่ามากหรือน้อย ถ้าลูกหนี้แสดงความสุจริตใจตีแผ่ศักยภาพแท้จริงในการคืนเงินให้เจ้าหนี้รับทราบว่าผ่อนคืนได้เท่าไร เจ้าหนี้มักยอมรับฟังและรับข้อเสนอนั้นเพราะเขาแค่ลดกำไรลงหรือลดความเสียหายลง แต่หนี้ไม่สูญทั้งหมด

    ก่อนการก่อหนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะทุกคนจะมีเครดิตทางการเงินเท่าเทียมกันหมด วันใดที่เริ่มกู้เงินจะถูกบันทึกการจ่ายคืนเงิน การค้างชำระ เครดิตของบุคคลนั้นจะเป็นเส้นกราฟที่อาจสูงหรือต่ำได้จากวินัยการเงิน ถ้ามันลดต่ำกว่าเส้นมาตรฐานเมื่อไร จะกลายเป็นเส้นแดงอันพึงระวังของเจ้าหนี้และเครดิตของลูกหนี้มีปัญหาแน่ การใช้เงินจากสินเชื่อต่างๆควรใช้เพื่อเหตุผลตามที่ขอกู้เท่านั้น การใช้เงินผิดประเภทสร้างปัญหาหนักแก่ลูกหนี้เสมอ เช่น กู้เงินเพื่อปรับปรุงกิจการ แต่เอาไปซื้อรถหรู ซื้อบ้านใหม่ เมื่อกิจการขาดเงินก็ไม่มีปัญญาจ่ายเงินคืนหนี้ เป็นต้น คนใช้บัตรเครดิตควรรักษาวินัยทางการเงิน ด้วยการเลือกชำระเงินเต็มวงเงินทุกรอบบิล ขอให้เตือนตนเสมอว่า การชำระขั้นต่ำเท่ากับสร้างหนี้สินและถูกคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเมื่อเทียบกับการใช้สินเชื่อทั่วไป ผู้ใช้บัตรต้องไม่กดเงินสดเบิกล่วงหน้าจากบัตรเครดิตเด็ดขาดเพราะมันคือการกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ย 20 % ควรเข้มงวดต่อการใช้เงินเยี่ยงมีเงินสดติดตัว และบัตรเครดิตเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง คือ มีรายได้แค่ไหน หลังหักเงินออมทุกเดือนแล้ว จึงเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้ การไม่มีเงินออมในชีวิตเลย คนไม่มีอนาคตจึงกระทำกัน เงินออมจะมีประโยชน์ยามประสบปัญหาทางการเงินหรือปัญหาสุขภาพให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น การก่อหนี้ยืมเงินไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ควรอยู่ในขอบเขตที่ผู้กู้สามารถรับผิดชอบได้ ระวังการใช้ชีวิตหรือใช้เงินให้เหมาะสมและจำเป็นเท่านั้น ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการทำงาน เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ การหนีมิใช่ยุติปัญหา แต่เป็นการต่ออายุของปัญหาให้ยาวขึ้น การแก้ปัญหาต้องทำด้วยสติ ศักยภาพในหารายได้คือสิ่งที่เจ้าหนี้ให้ความสำคัญอันดับต้นและช่วยให้การเจรจาประนอมหนี้ทำง่ายขึ้น หนทางสุดท้ายที่ลูกหนี้จะต้องพบเมื่อไม่จ่ายคืนหนี้ คือ การเป็นบุคคลล้มละลายหรือเรียกสั้นๆว่าตายทางแพ่ง อันส่งผลให้ทำธุรกรรมทุกชนิดไม่ได้ ถ้ามีทรัพย์สินหรือรายได้งอกเงยก็ถูกยึดไปใช้หนี้ทั้งหมด มันไม่ใช่ทางปิดของลูกหนี้ซึ่งมีหนี้สินตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไปเพราะกฎหมายให้เวลา 3 ปี สำหรับคนล้มละลายสุจริตหรือ 10 ปีสำหรับคนล้มละลายทุจริตหรือไม่ให้ความร่วมมือกับศาลหรือเจ้าหนี้ มีสิทธิ์ขอให้พ้นจากการล้มละลายได้ซึ่งจะช่วยล้างหนี้ทั้งหมด ประวัติการล้มละลายนี้จะส่งผลร้ายต่อบุคคลนั้นตลอดชีวิตเพราะจะมีบันทึกการล้มละลายไว้เตือนเจ้าหนี้ทางการเงินเสมอ บางอาชีพมีกฎห้ามลูกจ้างที่เคยเป็นบุคคลล้มละลายมาก่อนทำงานนั้น ข้อจำกัดมีมากและต้องพบกับความหวาดระแวงจากผู้อื่นที่ทราบว่าเคยล้มละลายมาก่อนทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการทำกิจกรรมร่วมกัน ยิ่งบางคนตั้งใจล้มละลาย แต่สมาชิกครอบครัวรวยขึ้นผิดตา จะเป็นที่รังเกียจของคนในสังคมอย่างมากเพราะมันเป็นพฤติกรรมการโกงเจ้าหนี้โดยอาศัยข้อกฎหมายถ่ายโอนเงินทองไปให้ครอบครัว แล้วตนยอมล้มละลายเพียงคนเดียวและรอคอยเวลา 3 ปี ผลลัพธ์คุ้มค่าคือ หนี้สินทั้งหมดเป็นพับ ไม่ต้องรับผิดชอบอีกต่อไป เจ้าหนี้รับเคราะห์ฝ่ายเดียว เงินทองของเจ้าหนี้ก็ให้ครอบครัวใช้สอยและจ่ายให้ตนหาความสุขไปด้วย แต่ต้องแน่ใจแล้วว่าไม่ต้องการทำมาหารายได้อีกในอนาคตเพราะจะขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง แม้กฎหมายจะให้กลับมาเป็นคนปกติได้ก็ตาม ประวัตินี้จะติดตัวไปจนสิ้นลมหายใจ วิธีนี้เรียกกันว่า ล้มแล้วรวย ส่วนลูกหนี้ที่มีหนี้ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทควรยึดการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เป็นหลักเพื่อรักษาเครดิตทางการเงินไว้เพื่อการทำงานหรือประกอบกิจการในวันหน้าย่อมเป็นหนทางดีที่สุด ขอให้ตระหนักว่า คนมีหนี้วันนี้มิได้หมายความว่าจะไม่มีอนาคตที่ดี จึงไม่ควรทำลายชีวิตวันนี้อย่างขาดสติ แต่ต้องคลายปัญหาทีละเปลาะ ย่อมพบหนทางที่ดีขึ้นแน่นอน

     

    ********************************

    10/16/2009

    ประธานองคมนตรี กับ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

            ถาม       ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คือ อะไร ?

                   ตอบ       ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เป็นคำเรียกบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำงานหรือใช้อำนาจในพระนามของกษัตริย์ กรณีกษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สวรรคต หรือ ไม่สามารถปฏิบัติพระกรณียกิจของกษัตริย์ได้ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีอำนาจและทำหน้าที่เยี่ยงเดียวกับกษัตริย์จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ตามกฎหมายหรือกฎมณเทียรบาลอันแล้วแต่รัฐธรรมนูญจักกำหนดไว้

     

                   ถาม       ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กับ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่างกันอย่างไร ?

                   ตอบ       ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นคำเรียกในรัฐธรรมนูญไทย กรณีที่มีเงื่อนไขว่า กษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สวรรคต หรือ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของกษัตริย์ได้โดยรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง หากรัฐสภายังไม่แต่งตั้ง ประธานองคมนตรีจะดำรงตำแหน่งนี้ไปจนกว่ารัฐสภาแต่งตั้ง ส่วนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะมีเมื่อกษัตริย์ไม่อาจปฏิบัติกรณียกิจชั่วเวลาหนึ่ง จึงทรงแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลปฏิบัติงานตามที่มีพระราชประสงค์โดยมีกำหนดเวลาแน่นอน

     

                   ถาม       เมืองไทยเคยมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือไม่ ?”

                   ตอบ       ยุครัตนโกสินทร์เคยมีหลายครั้งแล้ว เช่น รัชกาลที่ 5 ครองราชย์เมื่อทรงพระเยาว์จึงมีการตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและตอนที่ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศก็ทรงแต่งตั้งพระราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัชกาลที่ 8 ก็ทรงพระเยาว์ตอนเป็นกษัตริย์ก็มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฯ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงผนวชก็ทรงแต่งตั้งพระราชินีให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

     

                   ถาม       รัฐธรรมนูญไทยมีตำแหน่งนี้หรือไม่ ?

                   ตอบ       สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กรณีที่รัฐสภายังไม่เห็นชอบแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการหรือกษัตริย์องค์ใหม่ ดังนั้น ตำแหน่งประธานองคมนตรีจึงมีความสำคัญเมื่อเกิดเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เขาจึงควรมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ยึดมั่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นพระประมุข และความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง

     

                   ถาม       เหตุไฉนบางกลุ่มจึงเพ่งเล็งคุณสมบัติหรือพฤติกรรมของประธานองคมนตรีเป็นพิเศษ ?

                   ตอบ       ถ้าประธานองคมนตรีไม่ดำรงตนอยู่ในพฤติกรรมอันเหมาะควร จักส่งผลร้ายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือพระเกียรติของกษัตริย์อย่างมาก เช่น การแผ่อิทธิพลหรือบารมีควบคุมหรือสามารถสั่งสมาชิกรัฐสภา รัฐบาล ฝ่ายทหาร ฝ่ายตุลาการ และอื่นๆได้ เมื่อเกิดเงื่อนไขให้ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา เขาอาจใช้อิทธิบารมีผ่านหน่วยงานเหล่านั้นมิให้คัดเลือกหรือแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือกษัตริย์องค์ใหม่ ทำให้เขาดำรงตำแหน่งนั้นตามรัฐธรรมนูญทันทีเพราะกำหนดว่า ถ้ายังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งนั้นจากรัฐสภา ประธานองคมนตรีจะทำหน้าที่นั้นไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและสามารถใช้พระราชอำนาจเยี่ยงเดียวกับกษัตริย์ ถ้าเขาใช้อิทธิบารมียับยั้งกระบวนการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือกษัตริย์องค์ใหม่ได้ ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปนานเท่าใดก็ได้และเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะมิได้กำหนดเวลาให้ต้องแต่งตั้งไว้ แม้ประเทศจะว่างเว้นพระประมุข แต่ยังมีผู้ใช้อำนาจของกษัตริย์อยู่ งานต่างๆที่ต้องมีการลงพระนามโดยกษัตริย์ก็จะเป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

                   ถาม       หน้าที่ของประธานองคมนตรีคืออะไร ?

                   ตอบ       คณะองคมนตรีมีหน้าที่ชัดเจนว่า เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประธานองคมนตรีจึงเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์ คุณสมบัติสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งในคณะองคมนตรี คือ การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยเด็ดขาด การใช้ตำแหน่งนี้เพื่อหาประโยชน์ทางธุรกิจ แม้มิได้เป็นข้อห้าม แต่เป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง

     

    ****************************

    10/10/2009

    เรื่องไม่เข้าใจกันของคนไข้กับหมอ

                ถาม     คนไข้ฟ้องแพทย์กรณีรักษาโรคไม่หายขาดตามที่รับปากไว้ได้หรือไม่ ?

                ตอบ     การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาก็ต้องมีการทำผิดสัญญาเกิดขึ้น เช่น แพทย์รับปากว่า รักษาโรคมะเร็งหายได้ ถ้าไม่หาย ก็ฟ้องผิดสัญญา ทั้งนี้คนไข้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แพทย์ให้สัญญาไว้ชัดเจนและเป็นที่รับรู้กันหรือไม่ซึ่งอาจต้องอาศัยสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือและรับรู้ด้วยตาหรือหูของเขาเอง มิใช่การบอกเล่าสืบต่อกันมา หากเป็นการฟ้องว่าแพทย์รักษาหรือการดูแลไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้โรคของคนไข้ไม่หายหรือมีอาการหนักขึ้น ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ถ้าแพทย์พิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติต่อคนไข้ตามมาตรฐานของการรักษาทั่วไปแล้ว แต่โรคนั้นต้องมีความเป็นไปอย่างนั้นหรือเลือกใช้วิธีรักษาตามที่ควรจะเป็นแล้ว ก็เป็นข้อต่อสู้ที่ศาลรับฟังได้ว่าแพทย์มิได้จงใจไม่รักษาคนไข้หรือรักษาต่ำกว่ามาตรฐาน

                ถาม     คดีคนไข้ฟ้องแพทย์เพราะไม่พอใจการรักษาของแพทย์นั้นทำได้หรือไม่ ?

                ตอบ     มาตรฐานการรักษาของแพทย์มีกำหนดไว้ในกฎหมายและระเบียบต่างๆที่ควบคุมการทำงานของแพทย์ไว้เข้มงวดมาก อีกทั้งการต่อสู้คดีในศาลก็ยังใช้วินิจฉัยของแพทย์อื่นมาเปรียบเทียบกับคดีอีกด้วย ความไม่พอใจการรักษาของคนไข้ไม่ใช่สาเหตุที่จะฟ้องแพทย์ต่อศาลได้ ถ้าแพทย์ได้ปฏิบัติและรักษาคนไข้เป็นไปตามมาตรฐานและเต็มความสามารถ ความรู้ ของแพทย์คนนั้นแล้ว

                ถาม     ปัญหาใดจึงมีคดีคนไข้ฟ้องแพทย์เกี่ยวกับการรักษาบ่อยครั้ง ?

                ตอบ     การติดต่อสื่อสารกับคนไข้หรือญาติไม่ชัดเจนเพียงพอ การคาดหวังของคนไข้สูงเกินไป ทำให้การเกิดความเข้าใจผิดเมื่อมีผลข้างเคียงจากการรักษาเกิดขึ้น รวมทั้งไม่ได้เอาใจใส่กับกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองการทำงานของแพทย์ บางครั้งก็เปิดโอกาสให้คนไม่ดีนำไปใช้หากินด้วยการฟ้องแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ต้องคำนึงถึงชื่อเสียงเป็นสำคัญแลกกับค่ารักษาราคาแพง จึงเป็นจุดอ่อนให้คนไม่ดีพยายามฟ้องแพทย์เป็นอาจิณ

                ถาม     ทำอย่างไรให้คดีฟ้องแพทย์ลดน้อยลงหรือหมดไป ?

                ตอบ     ก่อนอื่นต้องปรับทัศนคติของคนไข้ว่า แพทย์ต้องการให้คนไข้หายจากโรคและทำงานเต็มความสามารถเสมอ แต่บางโรคต้องใช้เวลารักษาหรือไม่อาจรักษาหายขาดได้ ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงแม้จะไม่เกิดกับทุกคน แต่มิได้หมายความว่าจะเกิดกับคนไข้คนนั้นไม่ได้ กล้าซักถามแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีรักษา ตั้งใจรับฟังความเสี่ยงใดต่อวิธีรักษาของแพทย์ ยอมรับด้วยว่าการผ่าตัดทุกอวัยวะไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งสิ้น ด้านแพทย์ต้องพูดคุยและให้ข้อมูลละเอียดในวิธีรักษาหรือยาที่จะใช้กับคนไข้ รวมทั้งแจ้งความเสี่ยงในการรักษาให้คนไข้และญาติทราบทุกครั้ง โดยเฉพาะการให้ข้อมูลกับคนที่มีอำนาจแท้จริงตามกฎหมายเมื่อต้องมีการให้ความยินยอมเพื่อใช้วิธีรักษาบางอย่าง เช่น การผ่าตัด เป็นต้น  คนไข้มีสติก็ต้องให้คนไข้ยินยอมเองต่อหน้าบุคคลที่กฎหมายยอมรับ ถ้าคนไข้ไร้สติก็ต้องดูว่าเขาหรือเธอแต่งงานหรือไม่ ถ้าแต่งงานแล้ว ก็ต้องให้คู่สมรสยินยอม มิใช่ให้พี่น้องมาเซ็นชื่อยินยอมแทนคู่สมรส ถ้าเป็นโสดและมีพ่อแม่ ก็ต้องให้พ่อแม่ให้คำยินยอม ถ้าไม่มีพ่อแม่ก็ให้พี่น้องร่วมสายเลือดให้คำยินยอม เป็นต้น หลักกฎหมายเหล่านี้ต้องให้ความเอาใจใส่เพราะส่งผลต่อการฟ้องคดีในศาลที่อาจทำให้แพทย์เดือดร้อนทั้งที่ทำงานด้วยความสุจริตใจ แต่ไม่เป็นที่พอใจของญาติจึงอยากลงโทษแพทย์หรือสถานพยาบาลหรือไม่อยากจ่ายค่ารักษาเอง

                ถาม     แพทย์ควรปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ต้องมีคดีกับคนไข้ ?

                ตอบ     แพทย์ควรมีการพูดคุยหรือให้ข้อมูลอย่างละเอียดด้วยภาษาเข้าใจง่าย และพร้อมตอบทุกคำถามของคนไข้ มีมารยาทและให้เกียรติคนไข้และญาติ ก่อนใช้วิธีรักษาที่มีความเสี่ยงต้องอธิบายให้คนไข้และญาติทราบโดยละเอียดหรือถ้าจำเป็นต้องให้เซ็นคำยินยอมรับความเสี่ยงก็ต้องชี้แจงให้คนไข้เข้าใจถ่องแท้ โดยเฉพาะคำถามปิดท้ายที่ควรติดปากไว้เสมอว่า คุณมีคำถามอีกไหม ? คุณเข้าใจความเสี่ยงเหล่านั้นแล้วใช่ไหม ? นอกจากนั้น เวลาพูดชี้แจงความเสี่ยงหรือข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของวิธีรักษาหรือยา ควรมีบุคลากรทางการแพทย์อีกคนอยู่ร่วมเป็นพยานหรือบันทึกเทปการสนทนาว่า แพทย์ได้พูดคุยข้อมูลสำคัญนี้ให้คนไข้หรือญาติรับทราบแล้วก่อนการรักษาหรือการผ่าตัด มันเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายของแพทย์กรณีคนไข้หรือญาติปฏิเสธว่า แพทย์ไม่เคยบอกสิ่งเหล่านั้นมาก่อน เราต้องไม่ลืมว่า คำพูดก็เสมือนลมปากที่ไร้รูปลักษณ์ จึงต้องเก็บสะสมมันให้เป็นรูปร่างให้ศาลมองเห็นหรือได้ยินชัด จึงยืนยันคำพูดของแพทย์ได้

    ********************

    10/7/2009

    ใต้เงาบาป 8.2

    เฉพาะอ่านออนไลน์
     
    ใต้เงาบาป 8.2
     
    บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
     

    ในห้องประชุมใหญ่ของโรงแรมที อาร์ พาวิลเลี่ยนการเจรจาระหว่างนิธิศเจ้าของโรงแรมใหญ่แห่งนี้กับพลัช ผู้จัดการบริษัทลงทุนของสิงคโปร์เพิ่งยุติลง  ภัคธีมานั่งฟังการสนทนามาตลอดมีสีหน้าไม่ดีนักกับผลเจรจาที่ยังไม่น่าพอใจ

    ผมต้องขอเวลาศึกษาตัวเลขที่คุณเสนอมาก่อน   นิธิศกล่าวสรุปด้วยท่าทางเยือกเย็น

    พลัชยิ้มเล็กน้อย  ไม่มีปัญหา  ผมหวังว่าเราคงทำธุรกิจร่วมกันได้

    บุคคลทั้งสองสัมผัสมือกัน  ชายหนุ่มจึงค้อมศีรษะให้กับภัคธีมาเป็นเชิงอำลา  แล้วเดินออกไปจากห้องนั้น  หญิงสาวยิ้มเขินกับแววตาคมกริบของพลัชซึ่งจัดได้ว่ามีหน้าตาหล่อจัดมากคนหนึ่งเท่าที่หล่อนเคยพบมาในสังคม

    เขาเป็นชาวสิงคโปร์ที่พูดไทยชัดมากนะคะ  พ่อ

    นิธิศพยักหน้าเห็นด้วย  เท่าที่พ่อรู้  คุณพลัชมีพ่อเป็นคนไทย  ส่วนแม่เป็นสาวสิงคโปร์  แต่ทั้งคู่ตายไปแล้ว  เขาจึงอยู่ในอุปการะของแม่บุญธรรมที่เป็นคนไทยเช่นกัน

    มิน่าล่ะ  เขาจึงพูดไทยได้ชัดขนาดนี้

    เขายังเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่รู้จักใช้โอกาสช่วงชิงความได้เปรียบอีกด้วย   นิธิศยื่นเอกสารของพลัชให้ลูกสาว  พลัชรู้ว่าโรงแรมกำลังขาดเงินสดหมุนเวียน  จำเป็นต้องหาผุ้ร่วมทุนใหม่เพื่อทดแทนกับคนเก่าที่ถอนตัวกะทันหัน  เขากดราคาซื้อหุ้นจนต่ำและเสนอขอซื้อหุ้นเพิ่มในสัดส่วนที่อาจกระทบต่อการบริหารของพ่อได้

    แต่เขาจ่ายเป็นเงินสดนะคะ  พ่อ

    นิธิศมองลูกสาวด้วยแววตาตำหนิ   มีไม่กี่คนหรอกที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  การทำงานกับพลัชต้องคิดให้รอบคอบก่อน  จำไว้ล่ะ ภัค

    ค่ะ   ภัคธีมายิ้มเจื่อนกับคำเตือนของบิดา

     

    ขณะเดียวกันภายในห้องสูทของพลัช  ชายหนุ่มกำลังนั่งอ่านเอกสารที่ไอรีนจัดเตรียมไว้  หญิงสาวยืนมองภาพทิวทัศน์ของกรุงเทพฯผ่านหน้าต่างห้องอย่างอารมณ์ดี

    คุณคิดว่าเขาจะยอมขายหุ้นให้เราไหมคะ  พลัช

    คุณนิธิศไม่มีทางเลือกมากนัก   พลัชตอบ  ตามองเอกสารแน่วแน่  นอกจากยอมไปขอความช่วยเหลือจากเขาคนนั้น

    ไอรีนทรุดนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับชายหนุ่ม  ข้อมูลของเราบอกว่า  ทั้งสองไม่เคยยุ่งเกี่ยวทางธุรกิจกันเลยนี่นา

    คุณลืมไปเรื่องหนึ่ง  ไอรีน

    หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น  ขณะที่ชายหนุ่มพูดเฉลยขึ้นว่า  แม่ของนิธิศมีหุ้นอยู่ในบริษัทของสรพศ พิตรพิบูลกับของขัมน์ อัครชัย  และไม่เคยใช้สิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเลย  หลายปีมานี้คุณนวลพรรณให้เจ้าของบริษัทเหล่านั้นใช้สิทธิ์แทนเธอ  โดยรับแต่เงินปันผลอย่างเดียว

    ผู้หญิงคนนั้นไว้วางใจขนาดนั้นเชียว

    พลัชเอ่ยอีกว่า  แม่ไม่เคยเล่าที่มาของความไว้วางใจนี้เลย  ผมจึงเดาว่าคุณนวลพรรณกับพวกนั้นต้องมีความสัมพันธ์แนบแน่นมากเป็นพิเศษ

    แน่นอนอยู่แล้ว  เพราะครอบครัวของนวลพรรณเป็นหนึ่งในเป้าหมายของแม่ด้วย

    ไอรีนตอบ  พลางนึกถึงมารดาบุญธรรมซึ่งเลี้ยงดูหล่อนมาอย่างดี  และเป็นเจ้าของแผนการแก้แค้นเหล่าบุคคลที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้กับนางพัชนีผู้มีพระคุณต่อชีวิตของหล่อนและ

    พลัช

    ได้เวลาไปพบกับคุณวิชิตแล้วค่ะ  พลัช

    ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้  แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า  ขณะที่ไอรีนโทรศัพท์สั่งให้เจ้าหน้าที่โรงแรมฯเรียกแท็กซี่ไว้สำหรับคนทั้งสอง

     

    หลังจากที่พลัชกับไอรีนเจรจาธุรกิจกับวิชิตซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของเจ้าพ่อวงการค้าของเถื่อนและยาเสพติดในแถบภาคตะวันออก  หญิงสาวแยกตัวไปเที่ยวยามราตรี  ส่วนพลัชกลับเข้าโรงแรมที อาร์ พาวิลเลี่ยน  เพื่อพักผ่อนส่วนตัว  สายตาของเขาสะดุดอยู่ที่เจ้าของร่างเล็กบางในชุดวอร์มสีแดงสลับขาวพร้อมกระเป๋าถือใบใหญ่ซึ่งเดินตรงไปที่ลิฟต์  เขาจำได้ดีว่าหล่อนคือ

    มันตรินี ธมนันท์  เท้าทั้งสองรีบก้าวตามไปทันที  แต่ประตูลิฟต์ปิดเสียก่อน  เขาจึงยืนมองตัวเลขหน้าลิฟต์เพื่อดูว่าหญิงสาวขึ้นไปที่ชั้นใด

     

    หลังจากสืบทราบว่ามันตรินีกำลังใช้ห้องเล่นสควอชเพียงคนเดียว  ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเสื้อยืด  กางเกงขาสั้นสีขาว  พร้อมไม้ตีสควอชในมือ  เขายืนมองเจ้าของร่างเล็กที่กำลังหวดลูกสควอชอย่างเต็มแรงด้วยแววตาพินิจ  เม็ดเหงื่อผุดเต็มใบหน้ากลมงามได้รูป  ดวงตาคมใส  จมูกโด่ง  และริมฝีปากบางเฉียบของหล่อนเป็นที่สะดุดตาของเขายิ่ง

    เสียงเคาะประตูดัง  ทำให้มันตรินีพักการเล่นชั่วครู่  พลางหันมองชายหนุ่มผู้เข้ามาใหม่ด้วยแววตาประหลาดใจ

    ฉันเช่าห้องนี้แล้วค่ะ

    ผมชื่อพลัช ! “  ชายหนุ่มกล่าวแนะนำก่อน  พร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร

    มันตรินียืนนิ่ง  ดวงตาส่อแววไม่พอใจเล็กน้อย  ขณะที่พลัชไม่สนใจนัก  แล้วเอ่ยว่า

    ผมเห็นคุณเล่นคนเดียว  ส่วนตัวผมก็ไม่ชอบเล่นตามลำพัง  คุณคงไม่รังเกียจหากผมจะร่วมเล่นด้วยนะครับ

    คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวอึ้งไปกับความใจกล้าของชายหนุ่มเบื้องหน้า  นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเข้ามาตีสนิทกับหล่อนอย่างรวดเร็วนับแต่กลับมาอยู่เมืองไทย

    วิธีจู่โจมจีบสาวของคุณใช้ไม่ได้ผลหรอกค่ะ   หล่อนกล่าวตอบเสียงแข็ง  แล้วเปิดประตูเป็นการเชิญชายหนุ่มออกไป   ฉันอยากเล่นคนเดียว ! “

    ผมต้องการเล่นกีฬา  ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดระแวงหรอก

    สีหน้าและแววตาจริงจังของเขาทำให้มันตรินีนิ่งเงียบไป  หล่อนยืนกรานว่า  คุณทำให้ฉันเสียเวลามากแล้ว  เชิญออกไปเถอะค่ะ

    ผมก็ยุติธรรมพอจะหารค่าเวลาคนละครึ่งนะครับ

    ตื้อจัง ! “  หล่อนถอนใจหนัก  เริ่มรำคาญบ้างแล้ว  พลางถามไปว่า  คุณเป็นแขกของโรงแรมหรือเปล่าคะ ? “

    ผมพักที่นี่ ! “

    ฉันเป็นญาติกับเจ้าของโรงแรมนี้….. “  หล่อนบอกเสียงจริงจัง  เพื่อเห็นแก่ลูกค้าของท่าน  เราจะเล่นสควอชร่วมกันสักเกมหนึ่ง

    ดีครับ   เขายิ้มพอใจ  จากนั้นทั้งสองก็เริ่มตีสควอชอย่างสนุกสนานกับกีฬาโดยไม่มีการพูดคุยมากนัก  จนกระทั่งสิ้นสุดเกมด้วยชัยชนะของพลัชชายหนุ่มแปลกหน้า

    มันตรินีกับพลัชนั่งพิงผนังห้องด้วยอาการเหนื่อยหอบ  พลางดื่มน้ำและเช็ดเหงื่อบนใบหน้าด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กที่ติดตัวมา

    เรียกเหงื่อเสียบ้าง  ทำให้ความรู้สึกดีขึ้นมากนะครับ

    หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วย  คลายเครียดด้วยค่ะ

    คุณชอบเล่นสควอชหรือครับ ? “  เขาเริ่มชวนคุยระหว่างนั่งพักเหนื่อย

    ไม่หรอกค่ะ

    ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจ  มันตรินีหัวเราะในลำคอ  แววตาสดใส  ฉันนึกไม่ออกว่าควรเล่นกีฬาประเภทไหนเพื่อออกกำลังกายส่วนตัว  จึงเลือกสควอชเพราะคุ้นเคยกับมันตอนเรียนที่ญี่ปุ่นค่ะ

    ผมชอบเล่นเพราะได้เหงื่อ  ไม่ต้องตากแดด  แถมยังใช้คุยธุรกิจกับลูกค้าได้ด้วย

    คุณเป็นนักธุรกิจหรือคะ ? “

    เขาค้อมศีรษะรับ  ผมมีบริษัทในสิงคโปร์ ! “

    ฉันคิดว่าคุณเป็นคนไทยนะเนี่ย  พูดชัดมากค่ะ   หล่อนกล่าวชมจากใจ

    แม่บุญธรรมของผมเป็นคนไทย  ท่านบังคับให้พูดไทยกับท่านตั้งแต่เด็ก   เขาเล่าเสียงเรียบ  แววตาขื่นขมเล็กน้อยยามนึกถึงวันเวลาในอดีต

    มันตรินีไม่สนใจความเป็นมาของชายหนุ่มอีก  เมื่อมองนาฬิกาข้อมือซึ่งบอกเวลาหนึ่งทุ่มหล่อนผุดลุกขึ้นทันที  ฉันต้องกลับบ้านเสียที ! “

    รังเกียจไหม  หากผมขอเลี้ยงอาหารสักมื้อ

    หญิงสาวส่งยิ้มเป็นมิตร  ไม่ดีกว่า  เพราะฉันต้องกลับไปทานกับครอบครัวอยู่แล้ว

    พลัชยอมรับคำปฏิเสธของอีกฝ่ายโดยดี  พลางถามอีกว่า  ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย

    ผ่านมาก็ผ่านไป  ไยต้องรู้จักกัน  ไม่นานคุณก็ลืมฉันแล้วค่ะ   หล่อนตอบเลี่ยงอย่างชาญฉลาด  แล้วบอกทิ้งท้ายอีกว่า  วันนี้ฉันจ่ายค่าเวลาเอง  เพื่อตอบแทนที่คุณเล่นสควอชเป็นเพื่อนฉันด้วยความสะใจจริงๆค่ะ  คุณพลัช

    ชั่วแว่บเดียวดวงตาสีเข้มของพลัชที่มองเจ้าของร่างเล็กซึ่งก้าวออกไปจากห้องนั้นเปล่งประกายอ่อนโยน  ต่อมาประกายกร้าวพลันมาแทนที่ในแววตาของเขา

    วันนี้คุณไปจากผมได้  สักวันผมจะสยบหัวใจของคุณ ! “  เขาให้สัญญาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม  ขณะที่หัวใจเสี้ยวหนึ่งของพลัชเริ่มสั่นคลอนกับไมตรีจริงใจของมันตรินีซึ่งมอบให้เพื่อนแปลกหน้าเช่นเขา

     

                                                                                               *****************โปรดติดตามตอนต่อไป***************

    ใต้เงาบาป 8.1

    เฉพาะอ่านออนไลน์
     
    ใต้เงาบาป 8.1
     
    บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
     

    สังสิตตื่นแต่เช้าเหมือนเช่นปกติ  แต่วันนี้เขารู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเห็นเจ้าของร่างเล็กบาง  ในชุดวอร์มสีแดงสด  กำลังวิ่งเหยาะๆในสนามหญ้าเพียงลำพัง  เขาเดินลากขาซ้ายไปหาหญิงสาวทันที  มันตรินีวิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างรู้ใจ

    อยากถามสินะว่า  ทำไมมาวิ่งแต่เช้ามืดแบบนี้ 

    สังสิตยิ้มเล็กน้อย  คุณจะตอบไหมล่ะ ? 

    ฉันเพิ่งไปเช็คสุขภาพมา……. “  หล่อนทรุดนั่งบนก้อนหินใหญ่  ท่าทางเหนื่อย  หมอเตือนให้ออกกำลังกายบ้าง  ฉันจึงตัดใจลุกขึ้นจากที่นอน  แล้วมาที่นี่ไงล่ะ

    ดวงตาของสังสิตยังคงสงบนิ่ง  ขณะที่หญิงสาวเอื้อมหยิบดรัมเบลคู่หนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ออกกำลังกาย

    นี่เป็นการทำให้แขนแข็งแรง  โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ

    ผมคิดว่าคุณจะเพาะกล้ามเหมือนผู้หญิงยุคใหม่เสียอีก   เขากล่าวล้อ

    มันตรินีหัวเราะเสียงใส  พลางบอกว่า  วันนี้ฉันไม่มีชั่วโมงสอน  จึงไม่ไปโรงเรียน  พี่สิตช่วยแจกคูปองอาหารให้นักเรียนทุนทีนะ

    คุณจะอยู่บ้านรึ ? “

    เปล่า  แต่จะไปที่บริษัทเพื่อทดสอบเกมที่เพิ่งส่งมาให้ฉันค่ะ

    หมู่นี้รู้สึกว่ามีงานทดสอบเข้ามามากจัง   เขาตั้งข้อสังเกต

    คนมีฝีมือนี่นา ! “  หล่อนตอบทีเล่นทีจริง  แล้วลุกขึ้นยืน

    สังสิตกล่าวว่า  เมื่อกี้นี้คุณชัชโทร.มาบอกว่าเขาอยากให้คุณไปเป็นเพื่อนกับเขาด้วยตอนสมัครงานวันนี้

    เมื่อพูดถึงชัชเพื่อนชายคนล่าสุด  หญิงสาวมีรอยยิ้มเล็กน้อย  เดี๋ยวฉันจะให้เขาไปรับที่บริษัทเองค่ะ  ยังไงงานของฉันต้องมาก่อน

    มันตรินียังกล่าวล้อชายหนุ่มด้วยว่า  พี่สิตชอบทำหน้าเคร่งแบบนี้  สาวสวยที่ไหนจะกล้ามาตอแยด้วย  ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเป็นรอยยิ้มมีเสน่ห์มากๆจะเอาชนะใจพี่ภัคได้ไงคะ

    หญิงสาวกล่าวจบก็เดินจากไป  สังสิตส่ายศีรษะไปมา  แววตาหม่นเศร้า  เมื่อก่อนกับวันนี้แตกต่างกันไปแล้ว  ผมรู้จักเงาในหัวใจของตัวเองดีขึ้น  คุณตรี

     

    ช่วงบ่ายชัชขับรถมารับมันตรินีที่บริษัทซึ่งหล่อนทำงานอยู่  แล้วพาไปยังตึกพิตรพิบูล  ทีแรกหล่อนอิดออดไม่ยอมไปด้วย  แต่ด้วยคำขอร้องของเพื่อนหนุ่มทำให้จำใจต้องไปกับเขา  ขณะที่ชัชเข้าไปสอบสัมภาษณ์ในห้องผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทพี อาร์ อินเวสเมนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในตึกนั้น  หล่อนขอนั่งรออยู่ที่ชุดรับแขกด้านนอกโดยอ่านหนังสือที่พกติดตัวมาด้วย  หญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็นเจ้าของดวงตาคมเข้มซึ่งเพิ่งเดินออกจากลิฟต์  เขามองหญิงสาวนิดหนึ่ง  พอดีเลขาสาวของผู้จัดการฝ่ายบุคคลเดินถือแฟ้มมาที่ลิฟต์  เขาจึงเรียกไว้โดยเร็ว

    ผู้หญิงคนนั้นมาสมัครงานรึ ? “

    เลขาสาวมองไปที่หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ที่ชุดรับแขก  ไม่ใช่ค่ะ  ดิฉันเห็นว่ามากับผู้ชายซึ่งกำลังคุยกับผู้จัดการฝ่ายอยู่ค่ะ

    ปรานต์กวาดตามองผู้สมัครหลายคนซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องด้วยท่าทางครุ่นคิด

    เขาชื่อชัชใช่ไหม ? “

    เลขาสาวทำท่านึกทบทวน  พลางเอ่ยว่า  ใช่ค่ะ  รู้สึกว่าถูกปลดออกมาจากไฟแนนซ์ที่ปิดไปนั่นแหละ

    คุณสะอาดเลือกคนไว้หรือยัง ? “

    ยังค่ะ

    คุณช่วยบอกให้คุณสะอาดไปพบผมที่ห้องประชุมเล็กด้วย   เขากล่าวเสียงเข้ม  แล้วยังย้ำอีกว่า   เดี๋ยวนี้ด้วยนะ ! “

    ค่ะ   เลขาสาวรับคำด้วยความงุนงง  จากนั้นจึงเดินกลับไปที่ห้องของเจ้านายโดยเร็ว

    มันตรินีเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ  จึงเห็นร่างสูงสง่าของปรานต์ อัครชัยที่เดินตรงไปยังห้องหนึ่ง  แม้จะไม่เห็นใบหน้าของเขาเพราะเดินหันหลังให้  หล่อนยังจำชายหนุ่มได้อย่างแม่นยำ

    ทำไมนะ  มาตึกนี้ทีไรต้องเห็นเขาทุกทีเลย   หล่อนพึมพำด้วยอารมณ์ขุ่นมัวโดยไร้สาเหตุ

     

    สักพักชัชเดินหน้าง้ำเข้ามาหามันตรินีเพื่อนหญิง  อารมณ์หงุดหงิด  หญิงสาวยิ้มเอาใจ  พลางลุกเดินไปยังลิฟต์ด้วยกัน

    คุยกันเดี๋ยวเดียว  เขาก็ขอตัวออกไป  แล้วไล่ผมกลับก่อน  บอกให้รอจดหมาย

    ชัชบอกเสียงห้วน  พลางใช้มือกระแทกปุ่มลิฟต์

    หญิงสาวกล่าวปลอบใจว่า  ทุกคนที่สมัครงาน  ก็ต้องรอรับจดหมายเรียกทั้งนั้น คุณไม่น่าเครียดเลย  เสียสุขภาพจิตหมด

    ผมตกงานมาสองเดือน  และสมัครงานเป็นสิบบริษัทแล้วนะ

    ช่วงนี้ทุกบริษัทต่างก็ย่ำแย่  การรับคนเพิ่มเท่ากับเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท  ดังนั้นจึงต้องเฟ้นหาเป็นพิเศษ

    เมื่อก่อนผมคิดว่าเรียนคอมพิวเตอร์  แล้วจะไม่ตกงาน  แต่ในที่สุดผมก็คิดผิด

    คณะของคุณยังดีกว่าพวกอักษรศาสตร์น่า    หล่อนพูดเอาใจเต็มที่  เมื่อเห็นท่าทางหดหู่ของเขา

    เงินสะสมของผมกำลังหมด   ชัชพูดด้วยสีหน้าหนักใจ  เดือนหน้าถ้าไม่มีเงินจ่ายค่างวด  ค่าเช่า  ข้าวของคงถูกยึด  ผมต้องนอนข้างถนนแน่คราวนี้

    อย่าคิดในทางร้ายนักสิ   หล่อนพูดจริงจัง  ถ้าจำเป็นมากขนาดนั้น  ฉันยินดีให้ยืมเงินก็ได้

    จริงหรือ ? “  ชัชมีสีหน้าดีขึ้น  เพราะเป็นคำพูดที่เขาเฝ้ารอคอยจากหญิงสาว  เขารู้ดีว่ามันตรินีมีเงินสะสมมากทีเดียว  เฉพาะรายได้จากงานทดสอบเกมที่บริษัทญี่ปุ่นจ่ายเป็นรายเดือนให้  เขาเคยคำนวณได้ว่าเป็นหลักหมื่น  หล่อนทำงานมาเกือบสองปีแล้ว  นั่นหมายความว่าเป็นเงินแสนในธนาคารแน่นอน  หากเขาสามารถทำให้มันตรินีนำเงินออกมาช่วยผ่อนรถ  ผ่อนบ้านได้  เขาก็แทบไม่ต้องห่วงเลย  รถยนต์ของเขาจะเป็นสิ่งแรกที่หมดพันธะด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วแน่

    ขอบคุณมากนะ คุณตรี

    คุณกำลังมีความทุกข์  ฉันเป็นเพื่อนก็ยินดีช่วยค่ะ   หล่อนกล่าวจากใจจริง

    ประตูลิฟต์เปิดออก  ขณะที่ทั้งสองกำลังก้าวเข้าไปในนั้น  ผู้จัดการฝ่ายบุคคลวิ่งกระหืดกระหอบมาเรียกคนทั้งสองไว้ทันท่วงที

    พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าคุณชัชนำหลักฐานเพิ่มเติมและมารายงานตัวที่นี่นะครับ

    หญิงสาวมองอย่างงุนงง  ขณะที่ชัชมีท่าทางดีใจเต็มที่  ผมไม่ต้องรอจดหมายเรียกหรือครับ ? “

    เราตกลงรับคุณ ! “  ผู้จัดการย้ำเสียง  แล้วขอตัวกลับไปทำงาน

    ทั้งสองเดินเข้าไปในลิฟต์ด้วยความสุขสมใจ  โดยมีสายตาคมกริบของปรานต์มองตามไป  แววตาครุ่นคิดแกมหนักใจลึกๆ

    หมอนี่มีท่าทางหลุกหลิก  ไม่น่าไว้ใจเลย   เขาพึมพำเมื่อเห็นลักษณะของชัชซึ่งเป็นเพื่อนชายของมันตรินีผู้หญิงที่เขามีหน้าที่ดูแลอยู่

     

    มันตรินีบอกกับชัชเพื่อนชายให้รอที่รถของเขาสักครู่  โดยจะกลับไปเอาของที่ลืมไว้  อันที่จริงหล่อนตั้งใจจะไปหาคำตอบที่ข้องใจต่างหาก  หลังจากสอบถามพนักงานแล้วหล่อนจึงเดินตรงไปยังโต๊ะเลขาของปรานต์  อัครชัย

    ฉันขอพบคุณปรานต์ค่ะ

    ดวงฤดีเลขาสาวมองพินิจ  นัดไว้หรือเปล่าคะ ? “

    ไม่ได้นัดไว้   มันตรินีตอบ  คุณช่วยแจ้งเขาว่ามันตรินีขอพบด้วยนะคะ

    คอยสักครู่ค่ะ   เลขาสาวจึงโทร.บอกเจ้าของห้องทำงานทันที  หลังจากวางสายได้กล่าวว่า

    เชิญคุณเข้าไปได้ค่ะ

    มันตรินีกล่าวขอบคุณ  แล้วผลักประตูเข้าไปโดยเร็ว  ดวงฤดีมองด้วยความสนใจ  เพราะเจ้านายหนุ่มหล่อสั่งไว้แต่แรกจะไม่พบแขกคนใด  เนื่องจากตั้งใจสะสางงานที่ค้างไว้  แต่เมื่อเขารู้ว่ามันตรินีขอพบ  ก็สั่งอนุญาตทันที  นับว่าเป็นการผิดปกติของปรานต์

     

    ปรานต์นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้ทำงานขณะที่หญิงสาวร่างเล็กบางก้าวเท้าเข้ามาในห้องของเขา

    ผมคิดว่าคุณกลับไปแล้วนะ  คุณตรี

    มันตรินีทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างหน้าโต๊ะของเขาโดยไม่รอคำเชิญ  ฉันมีเวลาไม่มากนะคะ

    ปรานต์พยักหน้ารับรู้  มีอะไรล่ะครับ ? “

    คุณใช้อิทธิพลรับชัชเข้าทำงานใช่ไหมคะ ? “

    ผมนะรึ ? “  เขาพูดทวนคำ  สีหน้าปกติ  เข้าใจผิดล่ะมัง

    ฉันเห็นผู้จัดการคนนั้นเดินออกจากห้องที่คุณเพิ่งเข้าไป  แล้วเขาก็บอกรับชัชอย่างรวดเร็วผิดปกติ   หล่อนมองคาดคั้น  ฉันต้องการความจริงค่ะ

    ปรานต์ยิ้มเย็น  เพื่อนของคุณมีคุณสมบัติครบถ้วน  บริษัทรับเขาไว้  ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่นา

    หญิงสาวทำท่าจะเถียง  ชายหนุ่มกล่าวขัดขึ้นว่า  ในเวลานี้เพื่อนของคุณได้งานทำก็เป็นการดีแล้ว  ทำไมคุณจะต้องสนใจด้วยว่าเขาได้เพราะอะไร

    ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ

    คุณสำคัญตัวเองมากไปมั้ง   เขาบอกยิ้มๆ  ดวงตาเป็นประกาย

    มันตรินีรู้สึกใบหน้าชา  ฉันไม่ชอบมาก  ถ้าคุณรับชัชเข้าทำงานเพราะเห็นแก่ฉัน

    ไม่เกี่ยวกับคุณ ! “  เขายืนยัน  เพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย

    หญิงสาวมองปรานต์อย่างค้นหา  ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย  ฉันหมดคำถามแล้ว

    มันตรินีลุกขึ้น  ทำท่าจะก้าวออกไป  ชายหนุ่มถามขึ้นว่า  บริษัทนี้รับเพื่อนของคุณไว้  ยังถือว่าคุณเป็นหนี้บุญคุณไหม  คุณตรี

    เมื่อกี่นี้คุณบอกเองว่า  เขาได้งานด้วยตัวเอง

    ใช่    เขาตอบ  แววตาครุ่นคิด  ผมนึกอยากให้คุณติดหนี้ผมจัง  คุณตรี

    มันตรินีนิ่งอึ้ง  แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป  ชายหนุ่มมองตามเจ้าของร่างเล็กด้วยความหนักใจ  แววตาหม่นหมอง  ทำไมหนอ  หล่อนจึงมีท่าทางเย็นชา  เมื่อไรกำแพงน้ำแข็งระหว่างเขากับผู้หญิงคนนั้นจะละลายเสียที  เขาจะได้ไม่เจ็บปวดทุกครั้งที่พบกัน

    *************** โปรดติตตามตอน 8.2 *************

    10/4/2009

    เด็กกำพร้า ภาคบังคับ

    กำพร้า ภาคบังคับ

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    ข่าวหนึ่งในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐเปิดเผยการค้าเด็กในจีนโดยอาศัยกฎเหล็กที่บังคับให้แต่ละครอบครัวคนจีนมีลูกเพียงหนึ่งคน มันอ่านแล้วสะเทือนใจยิ่งเมื่อเด็กถูกพรากจากอกแม่ขณะนอนดูดนมอย่างสุขสบายในครอบครัวเกษตรกรด้วยข้อหาขัดนโยบายครอบครัวของประเทศจีน นักข่าวเปิดเผยว่า ครอบครัวเกษตรกรในชนบทของจีนมีข้อยกเว้นให้อย่างหนึ่งกรณีลูกคนแรกเป็นหญิง อนุญาตให้คลอดลูกได้อีกหนึ่งคน ถ้าเป็นลูกชายแล้ว จะมีลูกอีกไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนจะต้องเสียค่าปรับรายคนที่สูงมาก แม้ครอบครัวนั้นจะมีฐานะการเงินที่ดีหรือทำเกษตรกรได้ดีก็ตาม หลายครอบครัวที่อยู่ห่างไกลไม่ค่อยสนใจกฎเหล็กของรัฐจึงคลอดลูกตามที่ต้องการ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นแรงงานในไร่นาหรือสวนของเขาหรือเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พวกเขาที่ตัดสินใจมีลูกเพิ่มขึ้นโดยกล้าขัดนโยบายรัฐเหตุผลส่วนหนึ่งคือ สถานภาพการทำเกษตรดีและเชื่อว่าเลี้ยงลูกได้แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเงาร้ายสำหรับพวกเขา คือ การทำมาค้าขายเด็กของเจ้าหน้าที่จีน

    เป็นที่ทราบกันดีว่าครอบครัวเกษตรกรจีนนั้นมีวิถีชีวิตชนบททั่วไปอย่างที่เห็นกันในไทย การเลี้ยงเด็กสายเลือดของพวกเขาไม่มีวันอดข้าวอดน้ำอย่างแน่นอน เพราะผืนดินผลิตข้าวป้อนปากท้องของเขาอยู่ ยิ่งการทำมาค้าขายของรัฐส่งผลิตผลการเกษตรออกไปได้มาก ทำให้เขามีรายได้มากพอจะเลี้ยงเด็กเกินหนึ่งคนได้ แต่ประเทศจีนในสายตาของชาติตะวันตกแสดงภาพความยากจนของเด็กออกไปมาก อีกทั้งจีนมีกติกาขอรับเด็กจีนไปเป็นบุตรบุญธรรมง่ายกว่าหลายชาติ ชาวตะวันตกที่มีใจอารีจึงสนใจอยากให้ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นแก่เด็กกำพร้าสัญชาติจีน ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่จีนในการรับเด็กไปเลี้ยงดูที่ต่างประเทศโดยชาวต่างชาติหรือเรียกสั้นๆว่า ค่าตัวเด็กมีมูลค่า 120,000 บาทต่อคน ถ้ารวมเงินค่าน้ำชาให้เจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัวเพื่อให้ขั้นตอนผ่านลุล่วงได้เร็วอีกก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้น เมื่อชาวตะวันตกไม่นิยมการทำละเมิดมนุษยธรรมในการพรากเด็กไปจากครอบครัวแม้จะเป็นคนยากจนก็ตาม เจ้าหน้าที่จีนจึงคิดวิธีน่ารังเกียจขึ้น คือ การเอาเด็กไปจากครอบครัวด้วยข้ออ้างว่ามีลูกเกินหนึ่งคนแล้วนำไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กที่เคยมีพ่อแม่ครบถ้วนจะถูกบังคับให้กลายสภาพเป็นเด็กกำพร้าเพื่อรอให้คนต่างชาติมาเลือกรับไปอุปการะนอกแผ่นดินเกิดและห่างไกลครอบครัวแท้จริง

    ตัวอย่างครอบครัวที่ตกเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐเป็นครอบครัวเกษตรกรรมซึ่งลูกคนที่สามซึ่งเป็นหญิงถูกเจ้าหน้าที่จีนเอาเด็กหญิงวัยสี่เดือนไปจากอกแม่ขณะนอนดูดนมในเวลากลางคืนด้วยข้ออ้างว่าพวกเขาทำละเมิดกฎของรัฐบาล ทั้งที่ครอบครัวนี้อยู่ในหมู่บ้านที่เข้าถึงค่อนข้างยากมาก ต้องใช้รถสลับม้าข้ามหุบเขาจึงสามารถไปถึงหมู่บ้านนี้ได้ แต่เจ้าหน้าที่ยังดั้นด้นเข้าไปเอาลูกของพวกเขาเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อแลกกับผลประโยชน์ดังที่กล่าวไว้ ขณะที่พ่อแม่เด็กยืนยันว่าสามารถเลี้ยงเด็กให้เติบโตเป็นชาวเกษตรกรที่จะรับช่วงดูแลผืนนาไร่ของพวกเขา ณ วันที่เขียนข่าวพวกเขาไม่สามารถติดต่อกับลูกได้เลย นอกจากนั้นยังมีประกาศของรัฐพร้อมภาพเด็กว่าพร้อมจะให้ผู้มีใจเมตตารับไปอุปการะโดยอ้างว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กกำพร้า มันจึงเกิดคำถามขึ้นว่า เด็กที่ชาวต่างชาติรับอุปการะไว้โดยผ่านองค์กรเอกชนจีนหรือหน่วยงานรัฐอย่างถูกกฎหมายนั้นเป็นเด็กกำพร้าแท้จริงหรือถูกบังคับให้กำพร้าอันเป็นการขัดต่อหลักมนุษยชนอย่างชัดเจนในการพรากแม่ลูกไปจากครอบครัวแท้จริงเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของผู้กระทำเรื่องนี้โดยอาศัยข้อกฎหมายในประเทศทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนจีนด้วยกัน

    ถ้าพ่อแม่ลูกอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แม้จะยากจนหรือมีชีวิตเกษตรกร ย่อมมีความสุขตามแบบฉบับชาวเกษตรกรรม มิควรที่จะวางบรรทัดฐานชีวิตคนเมืองให้กับพวกเขาแล้วตัดสินว่า การเป็นเกษตรกรเป็นชีวิตน่าเวทนาที่ต้องรับการอุปการะจากผู้อื่นหรือจากคนเมือง แต่มันคือวิถีชีวิตของเขา เป็นสไตล์ความสุขของพวกเขา เด็กที่เกิดในครอบครัวเกษตรกรมิใช่จะไร้ความสุขตามมุมมองของคนเมืองศิวิไลซ์ มันเป็นความสุขตามธรรมชาติแสนบริสุทธิ์ที่แตกต่างจากการตกแต่งความสุขแบบคนเมือง ถ้าเด็กเกิดในครอบครัวเกษตรกรก็ควรได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่แท้จริงจนเติบใหญ่และมีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตให้ตัวเอง มิใช่เจ้าหน้าที่รัฐเลือกเส้นทางชีวิตให้เด็กทารกโดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงและไม่คำนึงถึงความรักที่แม่มีให้ลูกสายเลือดของเธอมากกว่าคนมิใช่แม่อย่างแน่นอน การอ้างข้อกฎหมายเพื่อปกปิดการรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่จีนเป็นการกระทำน่าอับอาย เป็นการสร้างบาปกรรมแก่ตน ทำลายสายสัมพันธ์งดงามระหว่างแม่ลูก และถือได้ว่า การค้าเด็กจีนเพื่อให้คนต่างชาติรับไปอุปการะในต่างแดนด้วยการบังคับให้เป็นกำพร้าเทียม ผิดต่อหลักมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายการค้ามนุษย์ของสหประชาชาติ การพรากแม่ลูกออกจากกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนที่เจ้าหน้าที่จีนกระทำไว้กับครอบครัวใดก็ตาม ตามหลักพุทธศาสนาถือเป็นบาปมหันต์เพราะเด็กทารกนั้นควรอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ด้วยความรักต้องกลายสภาพเป็นเด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างทั่วถึงและต้องแย่งกิน แย่งใช้ กับเด็กคนอื่น มันเป็นการทำลายความผาสุกที่เด็กพึงมี พึงได้ จากครอบครัวแท้จริง เท่ากับพรากชีวิตของเด็กไป เงินร้อนที่เจ้าหน้าที่จีนได้รับไว้จะไม่มีวันอยู่กับเขาหรือเธอได้นานและการชดใช้บาปนั้นมิได้มีแค่ผู้กระทำ แต่ยังตกทอดไปยังผู้สืบสกุลของพวกเขาซึ่งอาจต้องพบสภาพไร้ผู้สืบสกุลเสมือนความทุกข์ที่เขาหรือเธอก่อไว้กับครอบครัวอื่นด้วยการพรากลูกไปจากอกแม่หรือครอบครัวอันอบอุ่น ก่อนจะสร้างเด็กกำพร้าเทียม ขอให้คำนึงถึงบาปกรรมที่จะก่อให้มากด้วยเพราะสมัยนี้การสนองกรรมเกิดขึ้นเร็วตามยุคสมัยไซเบอร์แล้ว หวังอย่างยิ่งให้โจรขโมยเด็กในไทยควรคิดถึงหัวอกแม่ สภาพจิตใจหรือชีวิตเด็ก และครอบครัวของเด็ก มิฉะนั้น บาปกรรมที่สร้างไว้จะลดทอนวันสบายๆจากการใช้เงินร้อนค่าตัวเด็กลงจนถึงวันที่โจรจะเหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายที่เดียวดายเพราะขาดไร้ทายาทหรือถูกทายาททอดทิ้งอันเป็นการสนองกรรมที่เขาหรือเธอก่อไว้ตามคำแช่งด่าของครอบครัวเด็กที่สวดมนต์แช่งโจรทุกวันเมื่อเขาหรือเธอขโมยลูกที่เป็นแก้วตาดวงใจไป การสาปแช่งทุกวันให้คนหนึ่งคนใดต้องรับกรรมที่ก่อไว้เป็นการรวมพลังจิตที่มุ่งมั่น มักเกิดขึ้นจริงโดยที่ผู้พูดหรือตั้งจิตสาปแช่งอาจไม่มีโอกาสเห็นผลลัพธ์นั้น แต่โจรได้รับและสัมผัสเองอย่างแน่นอน แม้วันนั้นจะคิดได้ว่านี่เป็นกรรม แต่ชีวิตเด็กก็หายสูญไปจากครอบครัวแท้จริงถาวรแล้ว ส่วนพ่อแม่เด็กต้องจมอยู่กับความทุกข์ที่ลูกถูกโจรขโมยไปและรอคอยอย่างไม่สิ้นสุด การกระทำของโจรขโมยเด็กนั้นทำลายพ่อแม่ ทำลายเด็ก สุดท้ายก็ทำลายตัวเองและครอบครัวด้วย เหตุไฉนจึงอยากเป็นโจรลักเด็ก ?

     

    **************************

    10/1/2009

    แม่สามเปก

                แม่สามเปก   หมายถึง  ผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวผิดแผกไปจากคนอื่น หรือ มีกิริยาไม่เรียบร้อย หรือ คนที่คิดว่าตนสวย แต่คนอื่นเห็นว่าเฉิ่มเต็มทน

     

     

                คำอธิบายเพิ่มเติม             มันเป็นสำนวนโบราณใช้เปรียบเทียบผู้หญิงที่ชอบทำตัวเก่งกล้าสามารถ ไม่กลัวเกรงใคร ทำตัวเป็นหัวหน้าในกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ร่วมกัน

     

     

     

    *********************