Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
11/28/2007 ภัยแฝงเลือกตั้งภัยแฝงเลือกตั้ง
เขียนโดย ลูกแก้ว
ยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของจีนหรือรัสเซียเคยสร้างแรงจูงใจให้คนตรวจสอบเพื่อนบ้านหรือคนใกล้ชิดว่ามีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลหรือไม่ด้วยการให้เงินสินบนชี้ช่องหรือนำจับ ทำให้เกิดความระแวงใจกัน หลายคนใช้การแจ้งความต่อรัฐเพื่อแก้แค้นหรือแลกคูปองอาหารหรือสิทธิพิเศษจากรัฐ ทำให้กลายเป็นสังคมแห่งความหวาดระแวงและแก้แค้นกันอย่างไร้อยุติธรรมเนื่องเพราะรัฐต้องการปกป้องอำนาจของตนโดยอาศัยความเชื่อว่า ฆ่าคนบริสุทธิ์100 คน ดีกว่าปล่อยศัตรูไป 1 คน อีกทั้งยังช่วยผ่อนแรงเจ้าหน้าที่รัฐในการตามล่าศัตรูได้ด้วย จักเห็นว่าการใช้เงินสินบนล่อใจย่อมมีด้านมืดด้วย จึงต้องระมัดระวังในการใช้วิธีนี้อย่างมาก ยุคสมัยต่อมารัฐบาลของประเทศเหล่านั้นยกเลิกแนวคิดเรื่องเงินสินบนเกี่ยวกับการเมือง ทำให้ประชาชนมีความสุขมากขึ้น การเลือกตั้งล่าสุดของไทยมีการใช้วิธีให้เงินสินบนแก่คนแจ้งเบาะแสหรือแสดงหลักฐานการซื้อขายเสียงของประชาชนและพรรคการเมือง เพราะกฎหมายจะลงโทษจำคุกแก่ผู้ซื้อและผู้ขายด้วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมช่วยลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและบรรเทาภารกิจของเจ้าหน้าที่รัฐ อีกด้านหนึ่งซึ่งอาจเกิดขึ้นและทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อแนวคิดเรื่องเงินสินบน คือ การแก้แค้นศัตรูทางการเมืองหรือเพื่อนหรือสมาชิกครอบครัวเพื่อแลกกับชัยชนะหรือเงินสินบน ด้วยการสร้างหลักฐานเท็จแบบสมจริงขึ้นเพื่อใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตน คงยากจะซาบซึ้งว่าร้ายกาจเพียงใด เนื่องเพราะระบบศาลของไทยเป็นระบบกล่าวหา ผู้คิดไม่ซื่อใช้ระบบนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนด้วยการสร้างหลักฐานเท็จขึ้น เช่น แกล้งส่งเงินจำนวนหนึ่งให้เป้าหมายแล้วถ่ายภาพไว้ จากนั้นนำไปแจ้งตำรวจว่าคนในภาพซื้อสิทธิ์หรือขายเสียง แสดงท่าทางหรือเจรจากันในทำนองขายเสียงแล้วอัดเทปหรือถ่ายภาพไว้ หลอกให้เป้าหมายไปดึงป้ายพรรคที่ตนไม่ชอบทิ้ง หลอกพนันทำลายป้ายคู่แข่ง เป็นต้น เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งหรือตำรวจรับแจ้งความไว้แล้วส่งให้ศาลพิจารณาพิพากษา กระบวนการไต่สวนคดีจักเริ่มต้นขึ้น ฝ่ายกล่าวหามีภาพถ่ายหรือเทปเสียงเป็นหลักฐานกล่าวหาความผิดแล้ว ต่อไปจึงเป็นหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาต้องหาหลักฐานมาปฏิเสธความผิด ถ้าไม่มีหรือหาไม่ได้หรือไม่น่าเชื่อถือ ศาลจะใช้หลักฐานความผิดของผู้กล่าวหาในการตัดสินลงโทษจำคุกตามกฎหมายเลือกตั้ง ผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียเงินทองจ้างทนายและเสียเวลาเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้งอย่างยาวนานทำให้คุณภาพชีวิตตกต่ำลงระหว่างถูกดำเนินคดีและเสียชื่อเสียงก่อนแล้ว ขณะที่ผู้กล่าวหาเท็จถูกสร้างภาพเป็นวีรบุรุษของชาติ หลายครั้งการหาหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจหรือถูกหลอกถ่ายภาพหรือบันทึกเสียงเป็นเรื่องยากเพราะอยู่กันแค่สองคน คือ ผู้กล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหา แต่ฝ่ายผู้กล่าวหามีภาพหรือเสียงบันทึกไว้และทำให้เข้าใจความหมายในทางผิดกฎหมาย ผู้บริสุทธิ์หลายคนจึงถูกลงโทษเพราะเหตุนี้ได้ ตัวอย่างเช่น ภาพคนสองคนยื่นและรับเงินในซอยแห่งหนึ่ง ความจริงคือ ชายหนุ่มบอกเหยื่อว่านำเงินทอนค่าซื้อกล้วยแขกที่ลืมไว้มาให้ เหยื่อรับเงินนั้น ต่อมาคนขายกล้วยแขกนำภาพไปแจ้งความขอรับเงินสินบนนำจับการขายเสียง หลักฐานพร้อมสรรพ การพิจารณาคดีง่ายเพราะคนซื้อไม่มีทางพิสูจน์ที่มาของเงินได้เลยเนื่องจากรู้กันแค่สองสามคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกเดียวกับคนขายกล้วยแขก การพิสูจน์ว่าเป็นเงินทอนจากการซื้อกล้วยแขกจึงกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริสุทธิ์ ขณะที่คนขายกลายเป็นวีรบุรุษของการเลือกตั้งและรับเงินสินบนจากรัฐไปง่ายๆ ในทางกลับกันหากผู้ใส่ร้ายเป็นศัตรูกัน ภาพถ่ายและเทปเสียงที่วางแผนไว้ย่อมเป็นการแก้แค้นที่ได้ความสะใจและเงินใช้สอยสบายอย่างมาก บางคนอาจโต้แย้งว่าศาลมีวิจารณญาณในการตัดสินคดี เราต้องไม่ลืมว่าการพิจารณาคดีของศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานเป็นสำคัญ มิใช่คิดหรือเชื่อเอง มิฉะนั้น คุกไทยคงไม่มีนักโทษที่ติดคุกทั้งที่มิใช่คนกระทำผิดอย่างเช่น คดีเชอรี่แอน ดันแคน ซึ่งล้วนสืบเนื่องจากการสร้างพยานหลักฐานที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้ศาลต้องเชื่อและตัดสินคดีไปตามพยานหลักฐานเท่านั้น ข้อพึงสังวรสำหรับผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างหนึ่ง คือ ต้องคิดเตือนใจไว้เสมอว่า การใช้สิทธิ์เลือกตั้งเปรียบเสมือนเท้าข้างหนึ่งอยู่ในคุกแล้ว เท้าอีกข้างจะเข้าไปเต็มตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความระมัดระวังในการใช้สิทธิเลือกตั้งมิให้ขัดต่อกฎหมาย เนื่องเพราะกติกายกเว้นโทษในการเลือกตั้งมีจำกัด เช่น อนุญาตให้กาบัตรเสียได้ ท่องจำเบอร์ผู้สมัครในใจได้ เป็นต้น แต่การทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมีมากและหยุมหยิมซึ่งหลายคนยังไม่ทราบมาก่อน เช่น ห้ามฉีกหรือทำลายบัตรเลือกตั้ง ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งเสียหาย ห้ามพกกระดาษหรือสิ่งแสดงหมายเลขผู้สมัคร ห้ามรับบัตรโดยไม่เซ็นรับก่อนอาจถูกกล่าวหาเป็นคนขโมยบัตรของรัฐ ห้ามส่งเสียงในเชิงบอกหมายเลขผู้สมัครในหรือหน้าคูหา และอื่นๆ นอกจากนั้นการให้ความรู้แก่ประชาชนในการปฏิบัติตนในคูหาเลือกตั้งมีน้อย เช่น การใช้ปากกาหรือตราประทับลงในบัตรได้หรือไม่ อย่างไร การหย่อนบัตรใส่ตู้ต้องทำเองหรือให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำ คนพกมือถือเข้าไปในคูหาได้หรือไม่ สื่อมวลชนมีขอบเขตการถ่ายภาพในหรือนอกคูหาซึ่งรบกวนการลงคะแนนเสียงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะบางสื่อใช้ประสิทธิภาพของกล้องดึงภาพการกาบัตรออกมาโชว์หน้าจอได้อย่างชัดเจน ในต่างประเทศจะกำหนดขอบเขตภาพของสื่อมวลชนไว้ชัดพอที่จะไม่รบกวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่ในไทยยังขาดมาตรการเหล่านี้ ทำให้หลายครั้งบางสื่อขาดวิจารณญาณในการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น การเซ็นชื่อแสดงตนก่อนรับบัตรเลือกตั้งต้องทำหรือไม่ เพื่อให้ทุกหน่วยเลือกตั้งปฏิบัติแบบเดียวกันและประชาชนทราบขอบเขตสิทธิของตน พวกเขาจะได้ปกป้องข้อกล่าวหาของรัฐถ้าต้องกลายเป็นคนโชคร้ายในการใช้สิทธิเลือกตั้งตามนโยบายรัฐ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคิดคำนึงด้วย คือ มาตรการความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิ์ยามบ้านเมืองไม่ปลอดภัยจากภัยโจรภาคใต้หรือพวกฝักใฝ่ปฏิวัติที่ไม่ต้องการให้เลือกตั้งและรักษาอำนาจของตนไว้ซึ่งมักก่อเหตุระเบิดตามจุดสำคัญของเมือง มือถือเป็นตัวจุดระเบิดอย่างหนึ่งและใช้บันทึกภาพการกาบัตรเลือกตั้งเพื่อนำไปแลกเงินซื้อเสียงได้ รัฐไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ซึ่งสร้างความกังวลและหวาดระแวงแก่ผู้ใช้สิทธิ์ว่าจะตายหรือบาดเจ็บได้ถ้าต้องเป็นคนโชคร้ายประจำวันนั้น อันแตกต่างจากหลายประเทศทางตะวันตกหรือบางประเทศในเอเชียซึ่งมีมาตรการรัดกุมอย่างมากในการห้ามพกมือถือเข้าคูหาเพื่อป้องกันภัยระเบิดและการโกงเลือกตั้ง จึงหมายความว่าทุกคนต้องรับผิดชอบความปลอดภัยส่วนตัวกันเอง แต่บังคับให้ทุกคนต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อแลกกับสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ข่าวการแทรกแซงจากรัฐซึ่งมาจากคณะปฏิวัติในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งบางพรรคการเมือง เช่น การตั้งด่านสกัดของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหารและตำรวจมิให้ชาวบ้านเข้าฟังการพูดหาเสียงตามกฎหมายเลือกตั้งได้สะดวกและเชิงข่มขู่ในที การทำลายป้ายหาเสียงของพรรคคู่แข่ง การดึงแผ่นใบแนะนำพรรคในกระบอกหนังสือพิมพ์ตามหมู่บ้าน เป็นต้น ล้วนเป็นพฤติกรรมที่หลายคนเห็นหรือได้ยินหนาหูและดูน่าเชื่อถือเพราะรู้กันดีว่าต่างจังหวัดนั้นเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจสูงมากเพียงใด ถ้าชาวบ้านหวาดกลัวหรือเบื่อหน่าย อาจไม่ไปใช้สิทธิ์หรือเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐในการเลือกคนของฝ่ายรัฐก็ได้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตนและครอบครัวเป็นหลัก ทำให้เจตนารมณ์แท้จริงถูกบิดเบือนง่ายขึ้น มันถือเป็นการส่งเสริมทางอ้อมแก่พรรคการเมืองที่ได้รับการหนุนหลังอยู่โดยอำนาจรัฐซึ่งมาจากการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งของประชาชนคราวที่แล้ว ข่าวหุ่นเชิดของรัฐบาลใหม่ภายใต้การชี้นำของคณะปฏิวัติซึ่งผู้ร่วมก่อการทั้งหลายไม่มีผู้ใดกล้าลงสนามเลือกตั้งเพราะรู้ชะตากรรมดีว่าต้องเจออะไร จึงผันตัวไปเป็นผู้บงการโฉมหน้ารัฐบาลใหม่และยังเป็นคนคุมการเลือกตั้งอีกด้วย หากมองพฤติกรรมของนักการเมืองหุ่นเชิดตั้งแต่ก่อนหรือหลังปฏิวัติและคณะปฏิวัติที่พยายามแปลงร่างไปหลากรูปแบบให้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการมองหาพรรคร่างทรงที่ยอมให้สิงสู่บงการง่าย ทุกคนย่อมเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ได้ชัดโดยไม่ต้องเลือกตั้งเลย คณะกรรมการเลือกตั้งได้รับการแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติ ผู้คุมการเลือกตั้งให้เป็นธรรมของรัฐบาลเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ไม่ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย จึงนำทหารและปืนยึดครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของปี พ.ศ. 2544 – 2549 ของคนไทยหกสิบล้านคน ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแท้จริง โดยข้ออ้างสารพัดที่ไม่ใช่ตามกฎหมายซึ่งใช้บังคับกับประชาชนทุกคน แต่สร้างหรือเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ตามความต้องการของฝ่ายตนและเพื่อสกัดกั้นนักการเมืองที่ถูกตนปฏิวัติไว้ อันผิดจากหลักการเลือกตั้งที่ผู้สมัครทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ประชาชนคือผู้เลือกเท่านั้น แต่รัฐบาลภายใต้คณะปฏิวัติต้องการกำหนดผู้ชนะการเลือกตั้งโดยสร้างความหวาดระแวงใจหรือความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนเพื่อให้หุ่นเชิดการเมืองของฝ่ายตนเป็นผู้ชนะเท่านั้น ส่วนบางพรรคการเมืองต้องการชัยชนะจึงยอมเป็นร่างทรงคณะปฏิวัติโดยดี บางพรรคประกาศสนับสนุนงานปฏิวัติตั้งแต่แรกเริ่มอย่างไม่คำนึงถึงหลักประชาธิปไตย แต่ต้องการชัยชนะเท่านั้น เราจึงเห็นสารพัดพฤติกรรมจากอำนาจรัฐที่แอบแฝงในสังคมโดยจุดประสงค์เดียว คือ นักการเมืองหุ่นเชิดต้องชนะการเลือกตั้ง อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นจากการใช้อำนาจรัฐของคณะปฏิวัติในช่วงเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นมารยาทซึ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ การเสนอเพิ่มงบซื้ออาวุธแจกกองทัพทหารสูงขึ้นในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือการเร่งจัดซื้ออาวุธโดยขั้นตอนพิเศษ ทั้งที่การปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งเป็นการกระทำของทหารพวกหนึ่ง แล้วพวกเดียวกันนั้นกลับเสนอใช้เงินงบประมาณภาษีของประชาชนโดยไม่ยอมให้ผ่านการพิจารณาของตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริงในการเลือกตั้งอันใกล้นี้ มันบ่งบอกเจตนาซ่อนเร้นและเร่งร้อนพิเศษด้วยความหวาดระแวงใจว่าตัวแทนประชาชนจะไม่สนองความปรารถนาของพวกตนครบถ้วน เป็นที่ทราบกันดีในสังคมว่าการซื้อขายอาวุธมูลค่าสูงและเป็นการก่อหนี้ผูกพันยาวนานจักมีเงินสดบางส่วนต้องจ่ายให้ผู้เกี่ยวข้องที่มีอำนาจเป็นการส่วนตัว หลายคนจึงเปลี่ยนสถานะการเงินไปเป็นเศรษฐีในพริบตาได้ด้วยอาศัยอำนาจหรืออิทธิพลในช่วงนี้ ถ้าอ่านทบทวนประวัติศาสตร์การปฏิวัติของไทยในอดีต การจัดงบซื้ออาวุธกรณีเร่งด่วนพิเศษจักเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ ส่วนหนึ่งเป็นการตอบแทนความร่วมมือปฏิวัติสำเร็จ ขณะที่จุดประสงค์ข้อหนึ่งในการปฏิวัติครั้งนี้ คือ การสร้างจริยธรรมสูงส่งให้เกิดในสังคมไทย แต่การเร่งซื้ออาวุธก่อหนี้ให้รัฐและประชาชนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือการผลักดันกฎหมายความมั่นคงซึ่งริดรอนเสรีภาพส่วนใหญ่ของประชาชนส่อแสดงเจตนารมณ์ซ่อนเร้นที่ไม่เหมาะสมบางอย่างไว้ดังคำที่ว่า กรรมหรือการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาของคน ผู้ใช้สิทธิ์ต้องเรียนรู้และศึกษาให้ถ่องแท้ จักมองเห็นว่า การเมืองเป็นละครโรงใหญ่ที่ดูสนุก แต่ค่าตั๋วมีราคาแพงเพราะต้องจ่ายด้วยเสรีภาพของตน ภัยร้ายที่แฝงในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจรัฐจากคณะปฏิวัติเพื่อเกื้อหนุนพรรคพวก นักการเมืองหุ่นเชิด เงินสินบนนำจับผู้ซื้อสิทธิขายเสียงที่อาจกลายเป็นการหาประโยชน์หรือทำลายล้างศัตรูหรือแก้แค้นเพื่อน การฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่รู้ในคูหาเลือกตั้ง งานทำลายนักการเมืองที่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยและไม่ส่งเสริมการปฏิวัติ กรรมการและผู้เล่นเกมการเมืองมาจากพวกเดียวกัน การข่มขู่ประชาชนจากกลุ่มคนไม่เคารพเสียงเลือกตั้งโดยให้เลือกฝ่ายเดียวกับตนแลกกับการประท้วงตามข้างถนนเพื่อก่อกวนสังคมซึ่งเป็นพฤติกรรมเลวทราม การแทรกแซงให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งตามคำสั่งของผู้มีอำนาจรัฐ ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ เขาต้องการให้ชัยชนะอยู่ที่ฝ่ายเดียวกับตนโดยไม่คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยแท้จริง การเลือกตั้งที่ชอบธรรม ดังนั้น คนที่มีอำนาจสูงมากพอกับอำนาจรัฐซึ่งสามารถทำลายความฝันของผู้ไม่หวังดีต่อประชาธิปไตยและนำประเทศชาติออกจากความมืดหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ดีที่สุด คือ ประชาชนคนไทยซึ่งมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะการใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่าต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ มิใช่แค่หุ่นเชิดของผู้มีอำนาจบางคนในการบงการทิศทางของประเทศ แสงสว่างแห่งอนาคตของเมืองไทยต้องมาจากอิสรภาพในการเลือกตั้งอย่างแท้จริงในคูหาเลือกตั้งซึ่งจะไม่สามารถบังคับท่านให้เลือกคนหนึ่งคนใด แม้เขาจะนำอาวุธมาตั้งอยู่หน้าคูหาเลือกตั้งก็ตาม เพราะการลงคะแนนเสียงต้องทำเป็นความลับ บัตรแต่ละใบจะไม่เขียนชื่อเจ้าของ จึงไม่มีใครทราบว่าแต่ละคนกาเลือกนักการเมืองหรือพรรคใดได้เลย เมื่อคณะปฏิวัติยอมให้สิทธิในการเลือกนักการเมืองหรือพรรคมาบริหารประเทศแล้ว ประชาชนต้องฉลาดและมีสติในการใช้อิสรภาพของการกาบัตรเลือกตั้งในคูหาอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันการบิดเบือนคะแนนเสียงหรือความปรารถนาของคนไทย นอกจากนั้นต้องรู้จักปกป้องตัวเองมิให้กลายเป็นเหยื่อการเลือกตั้งด้วยการระมัดระวังการรับเงินใดๆในที่ไม่โจ่งแจ้ง ตามซอกซอย หรือสาธารณสถานก็ตาม ซึ่งอาจถูกถ่ายภาพไว้ให้เข้าใจว่ากำลังทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอันนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ชีวิตเนื่องเพราะไม่มีใครทราบว่าคนใดกำลังให้ท่านเป็นเหยื่อหาเงินค่าขนมประจำศึกเลือกตั้งอยู่ ทุกการกระทำควรมีคนอื่นรับรู้ด้วยจะได้ช่วยเป็นพยานในศาลให้ท่าน สุดท้ายคือ การยอมรับหรือปฏิเสธผลคะแนนเสียงของประชาชน จักแสดงธาตุแท้ของพวกที่ไม่ศรัทธาหลักประชาธิปไตยออกมาให้ทุกคนเห็นชัดได้และช่วยกันสาปแช่งผู้ที่ไม่หวังดีต่อความสงบสุขของบ้านเมืองให้ชดใช้กรรมและเป็นทุกข์กายและใจทั้งที่มีลมหายใจอยู่ นอกจากนั้นสัจธรรมของโลกเกี่ยวกับการเมือง คือ การเลือกตั้งมิใช่หลักประกันว่า การปฏิวัติจะหมดไปจากแผ่นดินไทย ตราบใดที่คนในเครื่องแบบและสะพายอาวุธอย่างถูกกฎหมายไม่รู้จักหน้าที่ของตน ไม่เข้าใจและยอมรับระบอบประชาธิปไตยด้วยหัวใจและจิตสำนึกที่ถูกทำนองคลองธรรมอย่างแท้จริง การปฏิวัติต้องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน ส่วนการกาบัตรเลือกตั้งเป็นเจตนารมณ์ของประชาชนที่แจ้งยืนยันต่อผู้มีอำนาจในเวลานั้นว่าต้องการระบอบประชาธิปไตยและบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ศรัทธาในระบอบนี้อย่างแท้จริงเท่านั้น มิใช่ร่างทรงของพวกชอบใช้ความรุนแรงหรือคลั่งการปฏิวัติล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
*********************** 11/23/2007 ความโง่ไม่ฆ่าคน แต่ทำให้ลำบากความโง่ไม่ฆ่าท่าน แต่ทำให้ท่านลำบาก
Stupidity won’t kill you , but it can make you sweat.
ความหมาย
ความไม่รู้ รู้ไม่เท่าทัน หรือ โง่ ไม่สามารถฆ่าใคร แต่ผลของมันกระทบต่อชีวิตคนได้เพราะมันสร้างความลำบากขึ้นแก่ผู้ไม่รู้ คนโง่ ได้ ดังนั้น จึงควรไขว่คว้าหาความรู้ประดับสมอง พัฒนาความรอบรู้ให้เท่าทันคนอื่นอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ต้องกลายเป็นเหยื่อของคนฉลาด ตัวอย่างเช่น การหลงชื่นชมการปฏิวัติหรือรัฐประหารที่ยึดการปกครองหรือเสรีภาพของคนไป โดยลืมคิดถึงอนาคตของตัวเองที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการทำลายระบอบประชาธิปไตยและเป็นที่รังเกียจของต่างชาติ จึงทำให้ตกงาน การลงทุนหดตัว เงินในกระเป๋าน้อยลง โดยหลงชื่นชมกับคำหวานหูที่คนฉลาดพูดให้ฟังทุกวันว่าจะมีอนาคตสดใสเมื่ออยู่ใต้อำนาจปกครองเผด็จการของเขา แต่สิ่งที่สัมผัสกับตัวเอง คือ เงินใช้จ่ายน้อยลง ทำค้าขายลำบากขึ้น หนี้สินเพิ่มพูนเกินกำลังจ่ายคืนหนี้ เสรีภาพหรือสิทธิในการเลือกคนหรือนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองทำไม่ได้เหมือนตอนอยู่ในระบอบประชาธิปไตย จักเห็นชัดว่า ความหลงใหลเชื่อ ไม่ได้ฆ่าผู้เชื่อ แต่สร้างความลำบากแก่ผู้รู้ไม่เท่าทันเล่ห์กลของเขาและกลายเป็นลูกโซ่แห่งความทุกข์ยาวนาน บางครั้งแทบมองไม่เห็นอนาคตเพราะขาดสิทธิเสรีภาพของตัวเองไปแล้ว จึงไม่อาจเลือกคนมาทำงานคลายทุกข์ให้เราได้ ความฉลาดเท่าทัน เป็นวัคซีนป้องกันและทำลายผู้ไม่หวังดีต่อตนและบ้านเมืองได้ คนโง่รู้เท่าทันคนฉลาดหรือผู้มากเล่ห์กลยากลำบาก คนโง่หรือคนฉลาดขึ้นอยู่ที่แต่ละคนเลือกจะเป็นด้วยตัวเองโดยการเรียนรู้ มองให้ลึกซึ้ง อย่าเชื่อคำพูดง่ายเกินไป ก่อนเชื่อต้องคิดไตร่ตรองอย่างมีสติก่อน จึงไม่ตกหลุมพรางคนมากเล่ห์กล สถานภาพทางสังคมหรือยศศักดิ์มิใช่เครื่องมือค้ำประกันว่าเขาหรือเธอจะเป็นคนดีน่านับถือ กาลเวลาคือ การพิสูจน์คนดีที่น่าเชื่อถือที่สุด
**************************** 11/14/2007 รู้จักกับคำพิพากษาฎีกาคำพิพากษาฎีกา
เขียนโดย มณีอักษร
กระบวนการยุติธรรมของไทยเริ่มต้นจากตำรวจและสิ้นสุดที่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ปัจจุบันนี้เรามีการแยกคดีความให้หลากหลายมากขึ้น เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีครอบครัว เด็ก และเยาวชน คดีปกครอง คดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เป็นต้น คดีแต่ละประเภทจักมีศาลเชี่ยวชาญเฉพาะเป็นผู้ดูแล ระบบของศาลยังแบ่งออกเป็นสามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา แต่ละชั้นศาลมีกฎระเบียบชัดเจนกำหนดคุณสมบัติของคดีที่จะเข้าสู่การพิจารณาไว้ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้โจทก์และจำเลยพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือต่อสู้คดีอย่างเต็มที่หากไม่พอใจคำตัดสินของศาลหนึ่งศาลใด โดยมีจุดสิ้นสุดที่ศาลสูงสุด คือ ศาลฎีกา หากมี คำพิพากษาฎีกา ออกมาแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมรับคำตัดสินและไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อไปอีก นอกจากนั้นคำพิพากษาฎีกายังเป็นบรรทัดฐานให้นักกฎหมายนำไปใช้พิจารณาหรือวิเคราะห์คดีที่มีข้อเท็จจริงเหมือนหรือต้องใช้บทกฎหมายเดียวกัน จนกว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าด้วยเหตุกฎหมายมีการแก้ไขหรือแนวคิดมุมมองที่แตกต่างตามยุคสมัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายนั้นของผู้พิพากษาศาลฎีกา ดังนั้น การเรียนรู้ข้อพิพาทของคนอื่นและคำตัดสินของศาลฎีกาจะเป็นบทเรียนเตือนใจแก่คนธรรมดาเพื่อให้รู้จักป้องกันตัวเองได้
********************************** ค้นหาสารพัดเว็บได้ที่ thaiblog.info <a href="ThaiBlog.infohttp://thaiblog.info">ThaiBlog.info</a หรือ thaidir.org
<a href="ThaiLand">http://www.thaidir.org/">ThaiLand web directory.</a>
11/9/2007 ด้านมืดของกฎหมายความมั่นคงฯด้านมืดของก.ม.ความมั่นคง
เขียนโดย ลูกแก้ว
ต้นกำเนิดกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมิได้มาจากประเทศไทย แต่เกิดขึ้นและเคยบังคับใช้ในประเทศแถบตะวันตกมาก่อน และมีการพัฒนาไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะอเมริกาเคยมีประวัติการใช้กฎหมายความมั่นคงช่วงแรกที่โด่งดังมากในสมัยของนายเอ็ดการ์ ฮูเวอร์ อดีตผู้อำนวยการเอฟ บี ไอ คนแรกซึ่งใช้กฎหมายนี้และสร้างอำนาจครอบงำเหนือผู้นำประเทศขึ้น เนื่องจากกฎหมายในยุคแรกให้อำนาจเด็ดขาดแก่เอฟ บี ไอ ในการดักฟัง ถ่ายภาพ จับกุม บุคคลเป้าหมายโดยไม่ต้องใช้หมายศาล เพียงได้รับคำอนุญาตจากผู้อำนวยการเอฟ บี ไอ ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งของรัฐเท่านั้น ทั้งนี้ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบหรือควบคุมจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายรัฐสภาเลยด้วยข้ออ้างเพื่อความมั่นคงของชาติ จึงมีการบุกรุกความเป็นส่วนตัวของบุคคลทุกระดับชั้นตามความต้องการของนายเอ็ดการ์ ฮูเวอร์ อันที่จริงแล้ววัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ คือ ใช้ปราบปรามมาเฟียหรือผู้ก่อการร้ายซึ่งต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่เข้าถึงยาก แต่นายเอ็ดการ์นำไปใช้ทั้งสองด้าน คือ ใช้ปราบมาเฟียสนองนโยบายรัฐอย่างได้ผลดีเยี่ยม และ เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้นำประเทศและเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งเป็นศัตรูหรือคู่แข่งกันหรืออาจให้ผลร้ายต่อตำแหน่งของเขา เมื่อภาวะการครองตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟ บี ไอ สั่นคลอน เขามักนำข้อมูลความลับของเป้าหมายไปข่มขู่หรือบีบคั้นผู้มีอำนาจเสมอ จึงทำให้เขาเป็นผู้อำนวยการเอฟ บี ไอ ที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี เพราะกฎหมายความมั่นคงที่รัฐบาลบัญญัติขึ้นเป็นผู้พิทักษ์ตำแหน่งนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาจนวาระสุดท้ายของชีวิต โดยไม่มีผู้ใดแตะต้องนายเอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ได้ทั้งที่ต่างรู้ดีว่าเขามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมบางส่วนหรือมีความสัมพันธ์น่าสงสัยกับมาเฟียบางกลุ่ม แต่ไม่สามารถตรวจสอบเขาได้เนื่องจากกฎหมายเพื่อความมั่นคงบัญญัติไว้ให้หน่วยงานนี้มีอำนาจสิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียวและไม่ให้อำนาจตรวจสอบการกระทำของหน่วยงานนี้แก่ผู้ใดด้วย ดาบศักดิ์สิทธิ์นี้จึงย้อนกลับมาเชือดคอนักการเมืองหรือประชาชนที่เอฟ บี ไอ ไม่ชอบหรือรังเกียจในท้ายที่สุด หลังจากนายเอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ตาย ผู้นำรัฐบาลสหรัฐในเวลาต่อมาจึงแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายเพื่อความมั่นคงให้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นและสร้างระบบตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานตามกฎหมายโดยฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายตุลาการเพื่อเป็นการคานอำนาจกัน เราจักสังเกตได้ว่า เอฟ บี ไอหรือ ซี ไอ เอ หรือ ตำรวจ หรือ ทหาร ซึ่งทำงานภายใต้กฎหมายเพื่อความมั่นคงของประเทศตะวันตกในปัจจุบัน จะดักฟัง ถ่ายภาพ บุคคลใด ต้องมีขั้นตอนอนุมัติจากผู้บัญชาการ ฝ่ายการเมืองซึ่งถือเป็นตัวแทนประชาชน หรือฝ่ายศาลประกอบด้วยเสมอ มิใช่อาศัยการอนุมัติจากหัวหน้าหน่วยงานของตนเท่านั้น มันเป็นระบบตรวจสอบ รับทราบ และรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนด้วย ส่วนการโยกย้ายบุคลากรในพื้นที่หรือหน่วยงานอื่นมิใช่อำนาจเด็ดขาดของเอฟ บี ไอ มันยังเป็นของต้นสังกัดหรือรัฐบาลในการพิจารณาคำร้องของเอฟ บี ไอ ถ้าพบปัญหาขัดข้องระหว่างการทำงานของพวกเขา ทำให้ผู้อำนวยการเอฟ บี ไอ รุ่นหลัง มิใช่ผู้มีอำนาจล้นฟ้าหรืออยู่เหนือผู้นำรัฐบาลเยี่ยงในอดีตอีกต่อไป แต่อยู่ภายใต้การตรวจสอบจากตัวแทนประชาชนหรือฝ่ายศาลด้วย ข่าวการผลักดันกฎหมายเพื่อความมั่นคงของชาติที่ฝ่ายทหารต้องการใช้บังคับทั้งประเทศด้วยการให้อำนาจละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลด้วยการดักฟัง ลอบถ่ายภาพ จับกุมคุมขังบุคคลโดยปราศจากขอบเขตเวลาและไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด อีกทั้งให้บุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียว เช่น ทหารหรือข้าราชการประจำ เป็นต้น คือ ผู้ใช้อำนาจเด็ดขาด และไร้การตรวจสอบพิจารณาจากตัวแทนประชาชนหรือศาล นอกจากนั้น ยังมีอำนาจโยกย้ายเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือทุกหน่วยงานของรัฐตามอำเภอใจ ถือเป็นอันตรายต่อประชาชนอย่างสูงและสร้างความสับสน หวั่นกลัว หรือทำลายระบบการบริหารประเทศให้อ่อนแอลง ส่วนฝ่ายทหารซึ่งเคยมีหน้าที่ปกป้องประเทศตามชายแดนเยี่ยงรั้วอันแข็งแกร่งของชาติ จะได้รับเพิ่มอำนาจบริหารประเทศทางอ้อมขึ้นอย่างไร้ขอบเขตโดยอาศัยกฎหมายเพื่อความมั่นคง แม้แต่รัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนก็ไม่สามารถแตะต้องการใช้อำนาจขององค์กรตามกฎหมายนี้ได้เลย ประเทศยุโรปหรือสหรัฐเคยมีบทเรียนที่ผู้ใช้กฎหมายนำอำนาจไปใช้ในทางไม่ดีและสร้างอิทธิพลส่วนตัวขึ้นด้วยการใช้ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลเป้าหมายที่สามารถให้ผลดีหรือผลร้ายแก่ตนข่มขู่กัน และ ยังนำไปใช้ทำลายความมั่นคงของประเทศทางอ้อมได้ เช่น ข่มขู่ให้ย้ายคนไม่ดีเข้าไปในหน่วยงานเป้าหมายเพื่อทุจริตฉ้อโกง บังคับให้ปล่อยนักโทษที่เป็นคนของฝ่ายตน กดดันให้รับซื้ออาวุธหมดสมรรถภาพ เป็นต้น ชื่อกฎหมายเพื่อความมั่นคงมีความหมายดีหรือจุดประสงค์ที่ต้องการให้ถือกำเนิดขึ้นในเมืองไทยแลดูดี แต่ควรมีขั้นตอนระเบียบและสามารถตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เราต้องสร้างระบบตรวจสอบ พิจารณา องค์ประกอบของหน่วยงานที่จะใช้อำนาจอย่างสมดุลย์ มิใช่มอบให้หน่วยงานเดียวใช้อำนาจเด็ดขาดโดยปราศจากการตรวจสอบใดๆ เนื่องเพราะไม่มีใครรับรองได้ว่าผู้นำองค์กรในการใช้กฎหมายเพื่อความมั่นคงจักเป็นคนดี ซื่อสัตย์ สุจริต อย่างแท้จริง กฎหมายฉบับนี้อาจสร้างนายเอ็ดการ์ ฮูเวอร์ สัญชาติไทยขึ้นก็ได้ มันหมายความว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่ยุคมืดและอยู่กันอย่างหวาดระแวง ผู้นำประเทศที่ประชาชนฝากชีวิตไว้มิได้มีอำนาจอย่างแท้จริง แต่อยู่ภายใต้การครอบงำและชี้นำของผู้นำองค์กรหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เราน่าจะพิจารณากฎหมายเก่าหลายฉบับที่ยังใช้บังคับอยู่ แต่ไม่มีการนำไปใช้อย่างจริงจัง โดยปรับปรุงให้ทันสมัยและยึดถือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ถ้าต้องการดักฟังการสื่อสารก็มีกฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสารที่ให้อำนาจทำได้เป็นรายกรณีโดยต้องผ่านการอนุมัติตามขั้นตอนและมีเจตนารมณ์เพื่อความมั่นคงของชาติ เพียงแค่มิใช่คำอนุมัติจากฝ่ายทหารฝ่ายเดียว การละเมิดสิทธิของผู้อื่นต้องทำอย่างจำกัดและมีการตรวจสอบพิจารณารับผิดชอบจากตัวแทนประชาชน เช่น ฝ่ายรัฐบาลหรือรัฐสภา เป็นต้น ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐที่บังคับใช้กฎหมายด้วย มิใช่ปล่อยให้ฝ่ายทหารหรือผู้นำทหารทำตามอำเภอใจโดยปราศจากความรับผิดชอบใดๆเพราะกฎหมายคุ้มครองไว้ด้วยข้ออ้างสั้นๆว่า เพื่อความมั่นคง มิฉะนั้น เราอาจได้เห็นคนถูกจับล้นห้องขังหรือกักตัวอยู่ในค่ายทหารเพราะเขม่นกันหรือหมั่นไส้กันแล้วใช้ข้ออ้างเพื่อความมั่นคงตามท้องถนนหรือในบ้านของใครสักคนก็ได้ สักวันหนึ่งท่านหรือลูกหลานอาจประสบเคราะห์กรรมที่พบเจ้าหน้าที่ผู้ใช้บังคับกฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพด้วยข้ออ้างเพื่อความมั่นคงเมื่อไม่ยอมให้พวกเขาได้อภิสิทธิ์แซงคิวเข้าห้องน้ำหรือซื้อของก็ได้ การตรวจสอบกฎหมายให้รอบคอบก่อนย่อมดีกว่าปล่อยให้มันออกใช้บังคับแล้วขอแก้ไขทีหลัง เพราะไม่มีผู้ใช้อำนาจคนใดยินยอมลดทอนอำนาจกำหนดชะตาชีวิตคนลงง่ายๆ มันอาจต้องหลั่งเลือดเพื่อแย่งอำนาจระหว่างผู้บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนผู้หวาดระแวงจะเป็นเหยื่อของความมั่นคงก็ได้
********************** 11/8/2007 ภาษีกับค่าปรึกษากฎหมายค่าปรึกษากฎหมาย กับ ภาษี
เขียนโดย ลีลา LAW
ประเทศไทยในปีพ.ศ. 2540 – 2544 อยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเป็นลูกหนี้ไอ เอ็ม เอฟ คนตกงานเพิ่มขึ้น กิจการเจ๊ง การค้าขายชะงัก จำนวนหนี้เสียเพิ่มสูงสุด เป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตต่อการคลังของประเทศ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับรายได้ไม่สามารถเก็บเงินเข้าคลังได้ตามเป้าหมาย เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และอื่นๆ รัฐไม่มีเงินใช้สอยสะดวกมือ โครงการของรัฐชะงักทั้งหมดเพราะขาดเงินหมุนเวียน ภาระหนี้สินสูงมากของชาติ จึงกดดันไปยังหน่วยงานรัฐให้เร่งเก็บรายได้เพิ่ม แต่ละหน่วยงานพยายามสนองนโยบายของรัฐด้วยการค้นหาช่องทางเก็บเงินเข้ารัฐให้มากที่สุด สภาพเศรษฐกิจในเวลานั้นยอดการส่งออกชะงักเพราะผู้ผลิตไม่กล้าส่งสินค้าด้วยไม่ไว้วางใจลูกค้า ส่วนผู้สั่งสินค้ามีสภาพการเงินไม่คล่องตัว ทำให้ภาษีศุลกากรเก็บต่ำกว่าเป้าตัวเลขของรัฐอย่างไม่มีทางกระเตื้องได้ ส่วนกรมสรรพสามิตซึ่งมีแหล่งรายได้จากสินค้าฟุ่มเฟือยหรือเหล้าบุหรี่ย่อมได้รับผลกระทบต่อรายได้ให้ต่ำลงเพราะการเงินของประชาชนไม่คล่องและประหยัดเพิ่มขึ้นเพราะหลายคนตกงาน กิจการปิดร้างหรือถูกยึด หน่วยงานสุดท้ายที่เป็นความหวังของรัฐ คือ กรมสรรพากร ซึ่งแหล่งรายได้มาจากคนทำงานหรือกิจการที่ยังเปิดดำเนินงานอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่เพ่งเล็งไปยังรายได้ประเภทต่างๆ ภาษีจากคนรับเงินเดือนลดต่ำลงตามสภาพเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเรื่องแก้ไขยาก จึงมองจากแหล่งอื่น เช่น ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรซึ่งเวลานั้นเมืองไทยยังไม่สนใจรายได้ประเภทนี้ ทำให้เก็บภาษีได้น้อย กิจการค้าอื่นๆ ก็รับผลกระทบจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน รายได้จากวิชาชีพอิสระต่างๆได้รับผลสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจด้วย เช่น วิศวกร สถาปนิก งานบัญชี ทนายความ แพทย์ และอื่นๆ แต่ละงานจะได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกัน กรมสรรพากรเพ่งเล็งสองวิชาชีพที่คาดการณ์ว่าจะเป็นแหล่งรายได้ในการเพิ่มภาษีโดยอาศัยการตีความอักษรเพื่อบังคับให้แยกประเภททนายหรือแพทย์บางส่วนไปยังอนุมาตราย่อยที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นความขัดแย้งกันเมื่อแต่ละฝ่ายมองข้อเท็จจริงคนละอย่าง และหน่วยงานรัฐเลือกส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนเป็นหลักในการตีความให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีซึ่งเคยอยู่ในอนุมาตราหนึ่งให้ไปอยู่ในอีกอนุมาตราซึ่งเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยกรมสรรพากรมิได้แก้ไขกฎหมายให้ชัดเจน แต่ใช้การตีความภายในองค์กร ผู้เสียภาษีจึงต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม นโยบายของรัฐที่ขาดแคลนเงินคลังในการใช้สอยตามปกติทำให้กรมสรรพากรเลือกขยายฐานภาษีจากแหล่งรายได้เดิมซึ่งรวดเร็วกว่า โดยใช้วิธีตีความอักษรแทนการแก้ไขกฎหมายที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากตัวแทนประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภาก่อน ความขัดแย้งเกิดขึ้นและต้องเข้าสู่กระบวนการทางคดีเมื่อผู้เสียหายไม่ยอมรับการตีความหาประโยชน์ใส่ตนของหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ในการเก็บภาษีจากวิชาชีพอิสระซึ่งกรมสรรพากรเคยตีความอักษรไว้ฝ่ายเดียว ดังที่เกิดขึ้นใน คำพิพากษาฎีกาที่ 8214/2549 ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) บัญญัติให้เงินได้จากวิชากฎหมายเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระและเป็นเงินได้ประเภทหนึ่งต่างหากจากเงินได้ประเภทอื่น โจทก์สำเร็จการศึกษาวิชากฎหมาย มีเงินได้ที่รับมาจากการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย จึงเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ซึ่งหามีบทบัญญัติว่าการประกอบอาชีพกฎหมายจะต้องว่าความหรือฟ้องร้องคดีด้วยไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายรวมกันเป็นคณะบุคคลประกอบวิชาชีพกฎหมาย ความแตกต่างระหว่างประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) เงินได้จากการรับทำงานให้ และ มาตรา 40 (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือ อัตราการหักค่าใช้จ่ายซึ่งการรับทำงานให้หักเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ส่วนเงินได้จากวิชาชีพอิสระหักได้ร้อยละ 60 หากผลักให้ทนายความหรือแพทย์ไปอยู่ในประเภทรับทำงานให้ รัฐจะได้ภาษีสูงขึ้นมากเพราะทั้งสองอาชีพต่างเป็นที่รู้กันดีว่ารายได้ค่อนข้างดีและมั่นคง แต่การพิจารณาคดีต้องอาศัยข้อเท็จจริงและหลักความเป็นธรรมด้วย ศาลพิจารณาแยกความแตกต่างและวัตถุประสงค์ของทั้งสองอนุมาตราว่า แม้ทั้งสองอนุมาตราจะเป็นการรับทำงานให้ผู้อื่น แต่มาตรา 40 (6) บัญญัติให้เงินได้จากวิชากฎหมายเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระและแยกต่างหากจากเงินได้ประเภทอื่น โดยไม่มีบทบัญญัติว่าการประกอบอาชีพกฎหมายจะต้องว่าความหรือฟ้องร้องคดีเท่านั้น เงินที่ได้รับมาจากการใช้ความชำนาญในวิชากฎหมายหรือวิชาที่กำหนดเฉพาะไว้ในบทบัญญัติแล้ว เช่น แพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี วิศวะ สถาปนิก พยาบาล เป็นต้น จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) และเงินได้นั้นต้องมีจำนวนไม่แน่นอน อันขึ้นอยู่กับปริมาณงาน ลูกค้า หรือผลงานด้วย ส่วนการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) นั้นมิได้บัญญัติหรือมีข้อจำกัดว่า ต้องใช้ความรู้ความชำนาญในวิชาใดเป็นการเฉพาะ และ เป็นเงินได้ที่ได้รับในจำนวนแน่นอน มิได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือผลงานเป็นสำคัญ เช่น ค่าตอบแทนแพทย์ที่ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นรายเดือนซึ่งไปรักษาผู้ป่วยที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้าง ณ สถานพยาบาลของการไฟฟ้าฯ โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนคนป่วยแต่ละเดือน ถือเป็นรายได้ตามมาตรา 40 (2) การรับทำงานให้ซึ่งต้องหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 40 ตามคำพิพากษาฎีกา(ประชุมใหญ่)ที่ 502/2526 เป็นต้น คำตัดสินของศาลฎีกาเกี่ยวกับการจัดประเภทเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 40 (2) หรือ 40 (6) ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า งานนั้นต้องเป็นงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญในวิชาที่กำหนดในมาตรา 40 (6) หรือไม่ เช่น กฎหมาย แพทย์ วิศวะ สถาปนิก ผู้สอบบัญชี เป็นต้น ค่าตอบแทนหรือรายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือผลงานหรือไม่ จักสังเกตได้ว่า วิชาชีพอิสระที่กฎหมายบัญญัติแยกไว้จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพเฉพาะทางทั้งสิ้นและรายได้มีความไม่แน่นอน มากหรือน้อยแล้วแต่ปริมาณงานหรือลูกค้า อันแตกต่างจากมาตรา 40 (2) ที่กฎหมายเขียนไว้เพียงว่าเงินได้จากการรับทำงานให้เท่านั้น หมายความว่า ไม่จำกัดว่าต้องใช้ความรู้เฉพาะทางด้านวิชาชีพเป็นการเฉพาะจึงไม่ระบุประเภทความรู้ไว้และรายได้จะไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน แต่มีจำนวนแน่นอนทุกเดือนหรือทุกครั้งที่ทำ กฎหมายจะให้คุณหรือโทษแก่บุคคลใดต้องบัญญัติไว้อย่างชัดเจน การตีความของหน่วยงานรัฐจำต้องยึดถือหลักพิจารณาคดีของศาลฎีกาด้วย ดังกรณีศึกษาข้างต้นเกี่ยวกับวิชาชีพกฎหมายซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดว่างานของทนายความจะต้องฟ้องดำเนินคดีในศาลอย่างเดียว การให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าของทนายความหรือนักกฎหมายถือเป็นการใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง จึงเป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีพกฎหมาย อีกทั้ง คำว่า “วิชาชีพ” ตามพจนานุกรมไทย หมายถึง อาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ ความชำนาญ เมื่อรายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือลูกค้าจึงขาดความแน่นอน และ กฎหมายบัญญัติแยกวิชาชีพอิสระด้วยการกำหนดประเภทไว้อย่างชัดเจน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าค่าปรึกษากฎหมายต้องเป็นรายได้ตามมาตรา 40 (6) หลักพิจารณาคดีนี้สามารถนำไปปรับใช้กับวิชาชีพอิสระอื่นที่มีปัญหาจากการตีความของหน่วยงานรัฐได้ ทั้งนี้ พึงตระหนักด้วยว่า การตีความต้องอาศัยข้อเท็จจริง ณ เวลานั้นและเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย มิใช่ทำเพื่อหวังตัวเลขสูงเกินเป้าหมายอันมีผลให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นได้ง่าย แต่ผู้เสียภาษีต้องแบกรับความอยุติธรรมไว้ฝ่ายเดียว ทั้งที่หน้าที่ของรัฐคือให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน มิใช่เอาเปรียบประชาชนโดยอาศัยอำนาจรัฐ
*************************** 11/6/2007 จองเวรล้างงานจองเวร เขียนโดย แก้วมณี
ถ้าพลิกอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ. 2475ซึ่งทำให้ประเทศไทยอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เหตุปฏิวัติเกิดขึ้นหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน อันส่งผลให้ประชาธิปไตยของไทยสั่นคลอนและเดินถอยหลังทุกครั้งหลังการปฏิวัติซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มนักวิชาการและประชาชน แต่บรรดานักปฏิวัติทุกยุคสมัยซึ่งคว่ำระบอบประชาธิปไตยลงภูมิใจกับการครองอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศ มันจึงกลายเป็นสิ่งดึงดูดใจพวกเขาที่ครอบครองอาวุธร้ายเพื่อช่วงชิงอำนาจจากนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่นิยมการใช้ความรุนแรง แต่เน้นระบบเลือกตั้งจากประชาชนเป็นหลัก หากสังเกตเปรียบเทียบการปฏิวัติในอดีตกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2549 เช่น ปฏิวัติยุค รสช.กับท่านนายกฯชาติชาย หรือ สมัยจอมพลสฤษดิ์กับจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นต้น จักเห็นความแตกต่างกันอย่างหนึ่ง คือ การให้เกียรติแก่ผู้แพ้ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือศาสนาอื่นๆล้วนมีหลักเดียวกัน คือ รักสงบ จิตเมตตา ให้อภัย การปฏิวัติน้อยครั้งมากที่ผู้ชนะจะสังหารฝ่ายผู้แพ้ชนิดล้างโคตรกัน และยังถูกสังคมประณามกลายเป็นบันทึกอัปยศของชาติและวงศ์ตระกูลของเขาด้วย แต่มักปล่อยให้ฝ่ายแพ้หนีลี้ภัย ไม่ทำร้ายครอบครัวของผู้แพ้ ไม่จองเวรและให้อภัยกัน ส่วนผู้แพ้ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่จะกลับสู่การเมืองเมื่อประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยแท้จริงแล้วซึ่งถือเป็นหลักสากล การปฏิวัติล่าสุดสร้างรูปแบบแตกต่างจากนักปฏิวัติในอดีตซึ่งก็เป็นทหารเหมือนกัน คือ ปฏิบัติการจองล้างจองผลาญฝ่ายผู้แพ้และครอบครัวทั้งทางตรงและทางอ้อม อันเป็นการกระทำที่ไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายที่มีศาสนาเป็นเครื่องจรรโลงจิตใจ ด้วยการที่ผู้นำปฏิวัติบอกกล่าวต่อสาธารณชนว่า จะทำลายงานและการเงินของฝ่ายผู้แพ้ทุกรูปแบบไม่ว่าทางลับหรือเปิดเผย อีกทั้งห้ามฝ่ายผู้แพ้ทำกิจกรรมทางการเมืองโดยอาศัยอำนาจการปกครองบ้านเมืองทางนิติบัญญัติ การบริหาร และตุลาการ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิทางกฎหมายของพวกเขา เมื่อลูกน้องทำงานเชื่องช้า ก็เปลี่ยนตัวเองไปคุมหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนหรือตัดสินคดีหรือแต่งตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อทำลายฝ่ายผู้แพ้ที่จะกลับเข้าสู่การเมืองตามหลักกฎหมายที่ฝ่ายปฏิวัติกำหนดเอง อันถือเป็นความอยุติธรรมอย่างเด่นชัดทั้งที่การปฏิวัติเกิดขึ้นด้วยสาเหตุว่ามีความไม่เป็นธรรมในสังคม แต่ผู้นำกลับไม่ให้ความยุติธรรมแก่อีกฝ่ายที่มาตามกฎหมายและใช้อำนาจรัฐมุ่งทำลายล้างฝ่ายนั้น ผลักดันให้ฝ่ายของตนชนะทางการเมืองตามโพยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเนื่องจากเขาสามารถควบคุมนักการเมืองของฝ่ายปฏิวัติได้ ในทางกลับกันแรงกดดันจากฝ่ายปฏิวัติทำให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมจำต้องลุกขึ้นต่อสู้ปกป้องและต่อต้านการใช้อำนาจรัฐทำลายล้างสมาชิกครอบครัวและพันธมิตรอย่างอยุติธรรม แทนที่จะทำตัวสงบเสงี่ยมเหมือนผู้แพ้ในอดีต สังคมการเมืองจึงไม่มีวันสงบสุขได้ตราบใดที่ฝ่ายอำนาจใหม่จ้องล้างผลาญจองเวรกรรมกับอำนาจเก่าที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริงและไม่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ช่วงนี้ได้ว่า อำนาจใหม่มาจากการปฏิวัติทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ผู้ใหญ่ใจแคบทั้งหลายในบ้านเมืองควรคิดทบทวนการกระทำและสิ่งที่จะทำต่อไปว่า ถ้าจะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองแท้จริงต้องริเริ่มจากความใจกว้าง มีเมตตา ไม่จองเวรล้างโคตรกัน รู้อภัย รู้แพ้ชนะ มิใช่ทำเพื่อความสะใจหรือตามแรงยุแยงหรืออิจฉาริษยาหรือคิดล้างแค้นกัน นักบริหารบ้านเมืองหรือกิจการต้องมีนิสัยใจกว้างเป็นพื้นฐาน จึงประสบความสำเร็จในงานหรือชีวิตได้ ผู้นำบ้านเมืองในอดีตส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง จึงสร้างความรุ่งเรืองให้บ้านเมือง ยุคสมัยใดที่มีผู้นำใจแคบ วิสัยทัศน์ไม่กว้างไกล บ้านเมืองช่วงนั้นจะเงียบสงัด ประชาชนหม่นหมอง ไม่เจริญเติบโต ถ้าสังเกตการเมืองไทยในวันใกล้เลือกตั้งซึ่งตามสื่อมวลชนต่างๆล้วนมีการโฆษณาพรรคการเมืองจากงบประมาณของแต่ละพรรค ยังมีการโฆษณาแฝงการเมืองจากกลุ่มปฏิวัติซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ไปแล้วอีกด้วย ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลย สร้างความสงสัยว่างบประมาณให้หน่วยงานแปลงชื่อใหม่นี้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือต่อต้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองเป็นการเฉพาะ กระแสข่าวการกีดกันพรรคการเมืองใหม่ที่มาจากฝ่ายรัฐบาลเดิมโดยคณะปฏิวัติแพร่หลายออกมาว่า รัฐอยู่เบื้องหลังการกีดขวางมิให้พรรคนั้นแพร่ข่าวกิจกรรมสู่สาธารณชน มุ่งทำลายบุคคลในพรรคต่อเนื่อง ใช้อำนาจรัฐทำลายล้างผลาญพันธมิตรทางการเมือง สนับสนุนพรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างโจ่งแจ้งเพื่อโค่นล้มพรรคใหม่ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นกลุ่มอำนาจเก่าด้วยการสร้างภาพหรือประโคมข่าวสมาชิกพรรคหรืออดีตผู้นำพรรคว่าเลวร้ายตามสื่อมวลชนในความควบคุมของรัฐโดยมิได้ทำตามกระบวนการยุติธรรม ข่มขู่ผู้สนับสนุนแนวคิดของพรรคทุกรูปแบบ หากมองพิจารณาสื่อมวลชนและสภาพแวดล้อมด้วยจิตใจสงบและเป็นกลาง จักเห็นพฤติกรรมหลายอย่างของกลุ่มผู้นำปฏิวัติที่ใช้จองล้างจองผลาญฝ่ายผู้แพ้และครอบครัวอย่างชัดเจนซึ่งวิญญูชนย่อมสัมผัสความไม่ปกติได้ไม่ยากนัก อำนาจปกครองทั้งสามของประเทศ คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต่างอยู่ในวังวนแห่งความกลัวและความแค้น จึงถูกนำไปใช้อย่างสัมพันธ์กันเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ ทำลายล้างผู้แพ้จากการปฏิวัติอย่างไร้จิตเมตตา ไม่รู้จักอภัยต่อกัน ไม่ให้เกียรติแก่ผู้แพ้เยี่ยงนักกีฬาที่ดี ดังคำที่ว่า “กรรมหรือการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาของคน” การยัดเยียดสารพัดข่าวและสร้างภาพปิศาจ รวมถึงการรังแกสมาชิกในครอบครัวต่อเนื่องกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้แพ้ซึ่งตามหลักกฎหมายไทยและสากล รัฐบาลเดิมหรือที่ยัดเยียดชื่อใหม่ว่า อำนาจเก่า มาจากระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของประชาชนอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ใช้ในเวลานั้น หัวหน้ารัฐบาลคือนักการเมืองตามกฎหมายและในระบอบประชาธิปไตยด้วยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนอันเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองอย่างชอบธรรม ส่วนอีกฝ่ายมาจากการปฏิวัติและแต่งตั้งตนเองปกครองบ้านเมืองโดยมิได้รับความเห็นชอบจากประชาชน มันคือประวัติศาสตร์ที่ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนหรือเขียนใหม่ได้ แต่ถูกจารึกไว้ในแผ่นดินชั่วลูกหลานแล้ว การใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองในอดีตเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การปฏิวัติ เช่น ท่านปรีดี พนมยงค์ และคนอื่นๆ นักการเมืองคู่แข่งและนักปฏิวัติในยุคนั้นสร้างภาพความเลวร้ายให้ท่านอย่างมาก สุดท้ายคนรุ่นหลังรับรู้ความจริงที่ถูกเก็บซ่อนไว้หลังควันปืนจางหายไป แล้วยกย่องให้ท่านปรีดีเป็นรัฐบุรุษคนแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งที่บางคนอยากได้ตำแหน่งนี้ก่อน แต่ก็พลาดไปเพราะกระดากอายและใจไม่กล้าพอจะแต่งตั้งตัวเองในเวลานั้น การเมืองเปรียบคล้ายการเล่นกีฬาชนิดหนึ่งที่ต้องมีฝ่ายแพ้ ฝ่ายชนะ นักกีฬาจักถูกสอนให้รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้อภัย เล่นตามกติกา จึงถือเป็นนักกีฬาที่ดีและน่านับถือ แต่นักปฏิวัติยุคนี้ใช้กำลังเอาชนะในเกมอย่างไม่ถูกกติกาบ้านเมือง สร้างพฤติกรรมจองเวรผู้แพ้ขึ้น อันถือเป็นนักกีฬาน่าอัปยศ หากมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วนักปฏิวัติมีน้ำใจนักกีฬาและจิตเมตตาต่อผู้แพ้มากกว่ายุคนี้ชัดเจน การขาดจิตสำนึกที่ดีของผู้ชนะทำให้ขาดความสง่างามทางสังคมและไร้ความน่าเชื่อถือต่อประชาชน จึงเป็นผู้ชนะที่ไม่น่ายกย่องชื่นชม ไม่ว่าการปฏิวัติในประวัติศาสตร์ไทยเกิดขึ้นกี่ครั้ง ผู้นำความเปลี่ยนแปลงด้วยอาวุธ จักมีศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย มีเมตตาธรรม ให้เกียรติ ต่อผู้แพ้เพียงใดก็ตาม การปฏิวัติยังเป็นสิ่งเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยเสมอ ประชาชนควรช่วยกันรักษาสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามระบอบประชาธิปไตยด้วยความกล้าหาญ มีวิจารณญาณ และจิตสำนึกที่ถูกต้องเพื่อมิให้นักปฏิวัติริดรอนสิ่งเหล่านั้นไปและมีอำนาจเหนือบ้านเมืองได้ง่ายดาย ถึงอย่างไรประชาธิปไตยย่อมดีกว่าเผด็จการจากการปฏิวัติ ทหารและอาวุธไม่ควรมีอำนาจเหนือประชาชน ถ้าพวกเราไม่ยินยอมให้ทำลายระบอบประชาธิปไตยดังที่หลายประเทศแสดงพลังประชาชนในการรักษาความถูกต้องในบ้านเมืองของเขามาแล้ว คนไทยควรรู้เท่าทันภาพที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางปฏิบัติงานจองเวรของกลุ่มคนใจแคบและช่วยกันแผ่เมตตาอุทิศแก่ทุกฝ่ายเพื่อให้พวกเขาเกิดจิตสำนึกที่ดีในการสร้างความสงบสุขแก่สังคมอย่างแท้จริง การทำลายภาพลวงตาที่นักปฏิวัติพยายามสร้างขึ้นต้องอาศัยพลังประชาชนผู้ชาญฉลาดรู้เท่าทันและอยากให้สังคมสงบสุขเท่านั้น
************************ 11/1/2007 การทำร้ายร่างกายคู่สมรส ติดคุกได้การทำร้ายร่างกายของคู่สมรส เขียนโดย ลีลา LAW
หลายท่านมีความเข้าใจว่า คู่สมรสทำร้ายร่างกายกันเองได้ ไม่ต้องรับโทษอาญาใดๆ แม้แต่ตำรวจบางท่านยังคิดเช่นนั้น ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก ก่อนอื่นต้องทราบว่า การทำร้าย คือ พฤติกรรมใช้กำลังทุกรูปแบบเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจ จะใช้อาวุธร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษของคดีทำร้ายร่างกายไว้หลายระดับตามความหนักเบาของบาดแผลที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำต่อบุคคลเฉพาะที่กำหนดไว้ หรือมีพฤติกรรมพิเศษ ดังนี้ มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 296 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าได้กระทำต่อบุคคลเฉพาะเจาะจง เช่น บุพการี เจ้าพนักงาน เป็นต้น หรือพฤติการณ์พิเศษ เช่น การวางแผนล่วงหน้า กระทำทารุณกรรม เป็นต้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี โดยกำหนดลักษณะบาดแผลซึ่งถือเป็นอันตรายสาหัสไว้ เช่น ตาบอด ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว แท้งลูก ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือทำงานไม่ได้เกินกว่า 20 วัน เป็นต้น มาตรา 298 ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 297 ถ้าความผิดนั้นกระทำต่อบุคคลที่กำหนดเฉพาะเจาะจงหรือพฤติกรรมพิเศษตามที่ระบุไว้ในมาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายข้างต้นนั้น จักเห็นว่า มันใช้ลงโทษ ผู้ใด ที่ทำร้าย ผู้อื่น ซึ่งมีผลในการคุ้มครองผู้เสียหายและลงโทษผู้ใช้กำลังทำร้ายโดยไม่จำกัดเพศ สถานภาพทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของสามีภรรยา ครูอาจารย์ บิดามารดา ล้วนอาจถูกลงโทษตามหลักนี้ได้ สำหรับคดีอาญานั้น ผู้กระทำจักต้องรับโทษอาญาเป็นการเฉพาะตัวและต้องตีความข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองและให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ความเข้าใจผิดเรื่องสามีภรรยาสามารถตบตีทำร้ายกันได้ ครูอาจารย์โบยตีลูกศิษย์ บิดามารดาฟาดตีเด็กในปกครอง จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผู้กระทำต้องรับโทษอาญา ไม่ว่าจะเป็นจำคุก ปรับ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล อีกอย่างหนึ่งซึ่งพึงเตือนใจก่อนใช้กำลังทำร้ายคนอื่นด้วยว่า หญิงซึ่งเป็นภรรยาก็ไม่มีอภิสิทธิ์ในการทำร้ายร่างกายของสามีด้วย ส่วนเด็กที่ทำร้ายพ่อแม่ปู่ย่าตายายซึ่งถือเป็นบุพการี จักต้องรับโทษหนักพิเศษ เพราะสังคมไม่ส่งเสริมพฤติกรรมเช่นนี้และไม่ต้องการให้ใครถือเป็นเยี่ยงอย่างด้วย หลังจากอ่านทำความเข้าใจข้อกฎหมายเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายอย่างถูกต้องแล้ว จึงหวังว่า ทุกท่านคงรู้จักสิทธิในร่างกายและต้องรู้จักปกป้องสิทธินี้ไว้มิให้ผู้ใดทำละเมิดได้ สามีภรรยาเป็นบุคคลเดียวกันตามหลักกฎหมายภาษี แต่ต้องรับโทษแยกกันตามหลักกฎหมายอาญา ดังนั้น พฤติกรรมการทำร้ายกันของสามีภรรยา บิดามารดากับบุตร ครูอาจารย์กับศิษย์ เช่น การตบตี การราดน้ำกรด การทุบตีด้วยท่อนไม้ การจี้บุหรี่ การกัดข่วน การทำทารุณกรรมทุกรูปแบบ เป็นต้น ผู้กระทำจักต้องรับโทษอาญาตามลักษณะบาดแผล อีกปัญหาหนึ่งซึ่งหลายท่านอาจสงสัย คือ ถ้าเห็นสามีภรรยาตบตีกันสามารถช่วยเหลือได้ไหม? ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น กรณีมิจฉาชีพแกล้งตะโกนว่ากำลังตีเมียอยู่ ทั้งที่ตั้งใจฉกชิงทรัพย์ ทำให้คนทั่วไปชะงักความช่วยเหลือไว้ อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องสูญเสียทรัพย์และได้รับบาดเจ็บหนัก คำตอบ คือ ตามหลักมนุษยธรรมและน้ำใจอันดี คนดีสมควรช่วยเหลือผู้เสียหายที่กำลังเดือดร้อน ส่วนหลักกฎหมายอาญานั้น สามีหรือภรรยาไม่มีสิทธิทำร้ายร่างกายกัน ทุกคนจึงมีสิทธิหยุดยั้งการทำละเมิดกฎหมายนี้ได้ นอกเหนือจากการแจ้งความกับตำรวจ บางกรณีการทำร้ายอาจล่วงเลยไปถึงการฆ่ากัน ซึ่งบรรดาคนดูทั่วไปกลับยืนเฉย ไม่ยื่นมือช่วยเหลือบรรเทาเหตุร้ายเบื้องหน้า พวกเขาอาจต้องรับโทษอาญาไปด้วย ตาม มาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มันเป็นหลักกฎหมายที่รัฐต้องการให้คนช่วยบรรเทาความเสียหายเบื้องต้นก่อนเจ้าหน้าที่รัฐจะมาถึงที่เกิดเหตุและส่งเสริมให้มีน้ำใจเมตตาต่อกัน ดังนั้น สังคมจักสงบสุขได้ เมื่อทุกคนต่างช่วยดูแลกัน เพียงแค่ท่านยื่นมือช่วยเหลือผู้ถูกทำร้าย เท่ากับเป็นการให้โอกาสแก่หนึ่งชีวิตเพื่อทำประโยชน์แก่ครอบครัวและประเทศชาติ แล้วยังเป็นการทำบุญตามหลักพุทธศาสนาอีกด้วย
************************ |
|
|