Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
11/30/2008 โบนัสรัฐวิสาหกิจกับงานป่วนเมืองโบนัสของรัฐวิสาหกิจกับงานป่วนเมือง เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวสองชิ้นในหนังสือพิมพ์ที่ชวนคิดอย่างมาก คือ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจประกาศเข้าร่วมกิจกรรมป่วนเมืองของม็อบโกเต๊กซ์ ซึ่งเป็นการบุกล้อมรัฐสภา ตัดน้ำตัดไฟ บุกรุกทำเนียบรัฐบาลที่ดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิโดยใช้กำลังทำร้ายตำรวจและทำลายสิ่งของในอาคาร ภาพข่าวยืนยันพฤติกรรมป่าเถื่อนและเย้ยกฎหมายถนัดตา กับอีกข่าวคือ สหภาพรัฐวิสาหกิจยื่นหนังสือขอเพิ่มโบนัสประจำปี พ.ศ.2551 โดยที่เป็นข่าวฮือฮามากที่สุด คือ บริษัท ทีโอที คนไทยคงไม่ลืมพฤติกรรมเลวทรามเมื่อเร็วๆนี้ที่สมาชิกสหภาพทีโอทีตะโกนขับไล่นายกรัฐมนตรีสมชาย ซึ่งมาจากการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายที่คณะปฏิวัติเป็นคนควบคุมและคณะกรรมการเลือกตั้งก็รับรองสถานภาพตัวแทนประชาชนของท่านแล้ว พวกเขากระทำอย่างไม่ให้เกียรติแก่ผู้นำบ้านเมืองและเป็นผู้ให้ความเห็นชอบกับเงินเดือนและโบนัสของสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เรียกกันง่ายๆว่า ลูกน้องข่มขู่และขี่คอเจ้านายโดยไม่ก้มดูเงาหัวของตัวเอง ข่าวอีกชิ้นที่เล็ดลอดออกมาในสังคมไทยซึ่งกำลังเผชิญกับพิษเศรษฐกิจที่ลามจากสหรัฐ คือ เป้าหมายปลดคนงานก่อนอายุเกษียณเพื่อรักษาองค์กรหรือลดค่าใช้จ่ายระยะยาวลงของบริษัททีโอทีเป็นจำนวนหลายร้อยคน อันเป็นการสอดคล้องกับโรงงานนิคอนที่ประกาศปลดคนงานนับพันคนไม่เกินสิ้นปีนี้ โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยหลายแห่งประกาศปลดคนงานออกแห่งละเกือบห้าร้อยคนและย้ายฐานการผลิตไปยังเพื่อนบ้านด้วยข้ออ้างพิษเศรษฐกิจและการเมืองไม่มั่นคงในไทย อีกแห่งที่ถือว่าเป็นโรงงานที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง คือ โรงงานผลิตรถโตโยต้า ประกาศปลดคนงานหลายร้อยคนโดยใช้เงินชดเชยสูงที่สุด คือ ประมาณคนละล้านกว่าบาท โดยยอมจ่ายไล่คนออกให้เร็วที่สุดเพราะเกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและความอยู่รอดของบริษัทให้ยาวนานที่สุดเนื่องจากญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกับสหรัฐจึงไม่มีพละกำลังพอจะอุ้มชูบริษัทในต่างประเทศได้ จึงต้องเร่งช่วยเหลือตัวเองก่อนด้วยการลดต้นทุนให้โดยเร็วที่สุด เมื่อบริษัททีโอทีประกาศลดคนงานหลายร้อยคนลงด้วยเหตุผลเดียวกัน กอปรกับงบประมาณของรัฐบาลลดลงจากธุรกิจไทยประสบภัยเช่นเดียวกัน ย่อมต้องเตือนให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายช่วยเหลือตัวเองไปก่อน โดยรัฐบาลจะนำเงินไปเน้นช่วยประชาชน 63 ล้านคน ให้อยู่รอดปลอดภัยก่อน มันจึงนำไปสู่นโยบายปลดคนงานในรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ขาดทุนหรือกำไรหดและอาศัยรัฐบาลอุ้มอย่างเดียวเพื่อยืดลมหายใจของตนออกไป การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าภูมิภาค การบินไทย บริษัท ทีโอที จำเป็นต้องเดินไปในเส้นทางเดียวกับบริษัทเอกชนในการเอาตัวรอด เพราะเงินเดือนและสวัสดิการคือต้นทุนที่สูงที่สุดและลดได้เร็วที่สุด นั่นหมายความว่า สหภาพแรงงานจักเป็นเป้าหมายในการปลดคนก่อนเพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาทำลายภาพพจน์ขององค์กรมาตลอด สร้างความเดือดร้อนใจให้รัฐบาลและประชาชนด้วยการข่มขู่หลายครั้งเพราะถือตนว่าเป็นกิจการผูกขาด ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น บัดนี้ บริษัท ทีโอที ซึ่งมีคู่แข่งทางการค้าเป็นบริษัทเอกชนถูกประชาชนกลุ่มใหญ่ตอบโต้และส่งผลต่อรายได้ตลอดปีที่แล้วและปีนี้ด้วยการบอกเลิกหมายเลขของบริษัทแล้วหันไปใช้บริษัทเอกชนแทน จำต้องปลดคนเพื่อรักษาองค์กรก่อน รายชื่อใดของบริษัทนี้จะถูกยื่นซองขาวหรือเกลี้ยกล่อมให้ยอมลาออกด้วยข้อเสนอเงินชดเชยสูง ก็ต้องวัดใจผู้บริหารหรือการวิ่งเต้นนับพี่นับน้องกันชนิดลมหายใจรดต้นคอ หากเทียบกับผลประโยชน์หรือสวัสดิการของพนักงานบริษัทนี้ในระยะยาวแล้วการถูกปลดอาจไม่คุ้มค่าก็ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนถูกปลดออกจากองค์กรแน่ แต่จะเริ่มต้นที่ประธานสหภาพฯหรือสมาชิกรับเคราะห์กรรมไปแทน คงต้องดูกันต่อไป แต่คนไทยคงไม่ได้เห็นตอนปลดสมาชิกสหภาพแรงงานเพราะถือเป็นเสี้ยวเล็กๆในสังคมเท่านั้น เชื่อว่าคนไทยต้องสะใจที่พวกเขาได้รับผลตอบแทนด้วยซองขาวหลังจากถูกข่มขู่นานหลายเดือนแล้ว ความเชื่อคลาดเคลื่อนโดยจงใจของบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจว่า ทรัพย์สิน รายได้ ล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขาตอกย้ำกันมานาน ทุกครั้งที่ต้องการสิ่งใดจากรัฐหรือประชาชน จึงมักใช้หน้าที่หรือความรู้พิเศษหรือการผูกขาดของหน่วยงานข่มขู่ประชาชนเสมอ การประท้วงของหลายกลุ่มจึงมักดึงสหภาพแรงงานเข้าร่วมด้วยข้อแลกเปลี่ยนว่า ถ้าทำสำเร็จ พวกเขาจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือโบนัสพิเศษสูง จึงเห็นว่าการประท้วงทางการเมืองมักมีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมเสมอ การยื่นข้อเสนอเพิ่มโบนัสของบริษัท ทีโอที ในขณะที่พวกเขาประท้วงขับไล่รัฐบาล ใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน และคำนึงถึงรายได้หลักของบริษัทที่ลดลงอย่างมากในปีพ.ศ. 2551 จากการบอกเลิกหมายเลขอันเกิดจากการเข้าร่วมประท้วงกับม็อบโกเต๊กซ์และข่มขู่ประชาชนหลายครั้ง การพัฒนาองค์กรหรือผลิตภัณฑ์ที่ล่าช้า ไม่ทันยุคสมัยเมื่อเทียบกับเอกชนที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันที่ได้กำไรหลายพันล้านบาทต่อปี คนไทยจึงเห็นได้ว่า สหภาพฯมีความโลภ ไม่มีความสามารถหรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้องค์กรมากเพียงพอ แต่อยากได้เงินโบนัสเพิ่มทั้งที่กำไรของบริษัทลดน้อยลง โดยคิดเลียนแบบรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดเจ้าเดียวในไทย ไร้คู่แข่ง ซึ่งกำหนดรายได้หรือกำไรและแจกโบนัสตามใจชอบได้ เรียกได้ว่า สหภาพแรงงานทีโอทีไม่เคยชะโงกดูเงาตัวเองว่า แข่งกับเอกชนยังแพ้ แล้วจะขอโบนัสเพิ่มจากรัฐบาล ช่างไม่รู้จักละอายใจตัวเอง ขณะที่คนไทยต้องลำบากในการเลี้ยงชีพท่ามกลางพิษเศรษฐกิจและตกงานเช่นเดียวกัน สหภาพฯยังตักตวงประโยชน์ด้วยการประท้วงทำลายประเทศและเรียกร้องเงินโบนัสทั้งที่ตนมิได้สร้างกำไรแก่องค์กรสักน้อยนิด อีกหน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังถือหุ้นมากที่สุด แต่บริหารตามแบบเอกชน คือ การบินไทย สหภาพแรงงานของบริษัทนี้ชอบยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและใช้ประโยชน์จากการเมืองเพิ่มเงินเดือนหรือโบนัสเสมอ อีกทั้งยังเป็นแหล่งหากินใต้โต๊ะของนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่อยากถูกเลือกเข้าบริหารองค์กรนี้เพราะค่านายหน้าซื้อเครื่องบิน การผูกขาดจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้สอยต่างๆมีมูลค่าสูงนับหลายร้อยล้านบาททุกปี สิ่งหนึ่งที่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ปลูกฝังให้เข้าใจผิดมานาน คือ เครื่องบิน เป็นกรรมสิทธิ์ของพนักงานบริษัท จึงเกิดภาพหนึ่งขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นระยะให้คนไทยต้องสงสัยกันบ่อยขึ้น ได้แก่ กัปตันประกาศขับไล่ผู้โดยสารที่มิได้เป็นบุคคลต้องห้ามใช้เครื่องบินซึ่งระเบียบสากลกำหนดไว้ แต่ใช้อารมณ์ส่วนตัวเป็นหลักด้วยผู้โดยสารฝักใฝ่การเมืองคนละขั้วกับตน โดยเฉพาะกระทำกับคนไทยด้วยกัน อันถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจักทราบสาเหตุที่กัปตันประพฤติตนเช่นนั้น คำตอบคือ เขาเชื่อว่า เครื่องบินทุกลำของบริษัทเป็นสมบัติส่วนตัวของกัปตัน ทั้งที่ความจริงคือ เงินที่ซื้อเครื่องบินล้วนมาจากเงินภาษีของคนไทยที่จ่ายเป็นต้นทุนซื้อบวกรวมกับกำไรบริษัท อีกทั้งทุกครั้งที่ซื้อเครื่องบินกระทรวงการคลังจำเป็นต้องเป็นคนค้ำประกันการซื้อทุกครั้ง บางครั้งการซื้อเกิดความผิดพลาดไม่ว่าโดยสุจริตหรือทุจริตก็ตาม กระทรวงการคลังต้องจ่ายเงินชำระหนี้ค้ำประกันแทนการบินไทย เงินเหล่านั้นล้วนมาจากเงินภาษีของคนไทย แต่กัปตันสัญชาติไทยที่ขับเครื่องบินที่ซื้อมาจากเงินภาษีของคนไทยขับไล่คนไทยที่เห็นต่างอุดมการณ์กับตน หากเขาไปกระทำกับคนต่างชาติที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์หรือไม่ชอบโหงวเฮ้งของผู้โดยสาร ชื่อเสียงของการบินไทยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของไทยคงเสียหายป่นปี้อย่างแน่นอน แต่การลงโทษกัปตันที่กระทำต่อคนไทยด้วยกันก็ไม่ได้โด่งดังเหมือนตอนที่เขากระทำซึ่งลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทีเดียว หวังว่าเขาคนนี้จักได้รับการลงโทษให้หนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่พนักงานคนอื่น โดยเฉพาะการบินไทยควรปรับเปลี่ยนความคิดของพนักงานเสียใหม่ว่า การบินไทยอยู่มาได้ทุกวันนี้ด้วยเงินภาษีของคนไทยช่วยค้ำจุนไว้ตั้งแต่เริ่มต้นที่ขาดทุนป่นปี้ หนี้สินล้นพ้นตัว จนกระทั่งปรับเปลี่ยนตามระบบเอกชนและให้สิทธิ์ผูกขาดกิจการมานานหลายปี จึงสร้างกำไรมาถึงทุกวันนี้ได้ ทรัพย์สินทุกชิ้นของการบินไทยมาจากเงินของคนไทย จึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของพนักงาน สมาชิกสหภาพแรงงาน กัปตันทั้งไทยและเทศที่เป็นพนักงานของการบินไทย งานบริการที่ผู้ให้บริการนิยมขับไล่ผู้โดยสารตามอำเภอใจล้วนเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมขององค์กร ถ้าไม่เร่งกำจัดบุคคลที่มีความคิดไขว้เขวและถือตนในทางที่ผิดเช่นนี้ เท่ากับผู้บริหารกำลังทำร้ายคนไทยและทำลายบริษัทในระยะยาว เมื่อเป็นต้นทุนที่เสื่อมด้านจิตใจก็ควรกำจัดทิ้งอย่างเดียว ไม่ควรเก็บไว้ผลาญเงินเดือนหรือสวัสดิการที่มาจากเงินภาษีของคนไทย แต่คนไทยกลับถูกหยามเหยียดจากพนักงานการบินไทยที่เชื่อมาตลอดว่า เครื่องบินและทรัพย์สินทุกชิ้นของการบินไทยคือ กรรมสิทธิ์ของพวกเขา รัฐวิสาหกิจเป็นชื่อที่บ่งบอกชัดว่า รัฐบาลต้องจัดงบประมาณไปอุดหนุการทำงานของหน่วยงานนั้น บางหน่วยก็ไม่เคยสร้างกำไรตั้งแต่เริ่มแรกก่อตั้งด้วยข้ออ้างว่าเป็นการให้บริการเพื่อมวลชน บางหน่วยมีการพัฒนาตัวเองจากขาดทุนขึ้นไปสร้างกำไรพอเลี้ยงตัวด้วยการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยและแนวคิดบริหารแบบใหม่ รัฐบาลควรเริ่มจัดระดับการอุดหนุนรัฐวิสาหกิจไทยเพื่อกระตุ้นให้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา หน่วยงานด้วยแนวคิดใหม่ ระบบการบริหารก้าวหน้า โดยเฉพาะเปิดโอกาสให้นักบริหารรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาปรับปรุงแก้ไขปัญหาในองค์กรที่ขาดทุนมาตลอดด้วยข้ออ้างว่าทำเพื่อมวลชน ทั้งนี้เพราะในต่างประเทศรัฐวิสาหกิจเพื่อมวลชนสามารถบริหารเงินทุนจากงบประมาณและรายรับจากกิจการให้เลี้ยงตัวเองได้โดยลดการพึ่งพางบรัฐด้วยทฤษฎีบริหารสมัยใหม่ที่ใช้ศักยภาพแท้จริงของหน่วยงานนำออกมาใช้อย่างเต็มที่ ลดการคดโกงในองค์กร ควบคุมการจัดซื้อให้เหมาะสม ขณะที่รัฐวิสาหกิจไทยวันนี้ยังวนเวียนอยู่กับการบริหารแบบโบราณที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ของการบริหารที่ปล่อยให้มีการคดโกงในทุกแผนกอย่างง่ายดาย แม้แต่สำนักงบประมาณแผ่นดินยังไม่โปร่งใสมากพอจากสถานภาพน่าสงสัยหรือการใช้ชีวิตหรูหราเกินสมเหตุสมผลของผู้นำองค์กร ย่อมส่งผลต่อหน่วยงานรัฐที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักนี้ วันนี้ของรัฐวิสาหกิจไทยจึงไม่อาจพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลได้ และอยู่ในอาจมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานเล็กๆที่ปรับปรุงตัวได้อย่างน่าชื่นชมด้วยการแก้ไขการขาดทุนและเป็นที่เห็นชัดในสายตาคนไทย คือ การไปรษณีย์ไทย ซึ่งมีผู้บริหารหัวก้าวหน้าสามารถบริหารองค์กรให้มีกำไรด้วยศักยภาพทั้งหมดอย่างน่าชื่นชม และเป็นตัวอย่างของรัฐวิสาหกิจไทยที่รุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องได้ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้งหลายควรศึกษาเรียนรู้แล้วนำหลักคิด มุมมอง ของหน่วยงานเล็กๆนี้ไปใช้พัฒนาองค์กรของตน อย่าเกี่ยงว่าเป็นหน่วยงานเล็กๆ การเรียนรู้บทเรียนมิได้หมายความว่าต้องลอกเลียน แต่รู้จักปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กร หรือสร้างสรรค์ต่อเติมจากบทเรียนก็ได้ จึงเรียกว่า ผู้บริหารชาญฉลาดและมีหัวก้าวหน้า ซึ่งจักเป็นบุคลากรมีประโยชน์เหมาะสมกับเงินเดือนราคาสูงที่รัฐจ่ายเงินภาษีให้พวกเขา
****************************** 11/26/2008 โทษกบฎ 1ประมวลกฎหมายอาญา หมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 113 บัญญัติว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ 1. ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 2. ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ ให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ หรือ 3. แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต
หมายเหตุ
การกระทำผิดฐานกบฏนั้นอาจเกิดขึ้นด้วยฝีมือคนเดียวหรือกลุ่มคณะก็ได้โดยต้องมีองค์ประกอบตามที่ก.ม.กำหนด คือ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง(แค่พูดข่มขู่) ยังต้องมีเจตนาพิเศษในข้อ 1 – 3 ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ ผู้กระทำต้องรู้ตัวดีว่ากำลังกระทำตามเจตนารมณ์ของเขาในการล้มล้าง ยกเลิก หรือให้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการไม่ได้ ก็ถือว่ามีความผิดฐานก่อกบฏแล้ว จักสังเกตเจตนาข้อ 2 ที่เขียนว่า ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อมิให้ใช้อำนาจทั้งสามหรืออำนาจหนึ่งอำนาจใด ก็เข้าข่ายเป็นการก่อกบฏแล้ว ดังนั้น การใช้กำลังพลหรืออาวุธปิดล้อม ตัดน้ำตัดไฟ ข่มขู่หรือกักขัง มิให้ส.ส. ส.ว.หรือคณะรัฐบาล ปฏิบัติหน้าที่ของตนในสถานที่ทำงาน โดยมีเจตนามิให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติ บริหารประเทศ หรือ ตัดสินคดีพิพาท ล้วนอยู่ในความหมายของ การห้ามมิให้ใช้อำนาจทั้งสามอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้กระทำมีสติสัมปชัญญะ รู้ดีว่าปลุกระดมคนปิดล้อมรัฐสภาหรือทำเนียบและยังประกาศโดยชัดแจ้งต่อสาธารณชนว่า ไม่ต้องการให้ทำงานนิติบัญญัติและบริหารประเทศเพราะไม่สนองความปรารถนาของตน ส่วนจะถูกลงโทษฐานเป็นกบฎหนักเบาเพียงใดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ความผิดฐานกบฏนั้นยังมีหลายรูปแบบที่ใช้ลงโทษผู้กระผิดได้ซึ่งจะทยอยนำมาเสนอต่อไป
******************************** 11/23/2008 ตำนานสืบทอดโคตรล้มละลายล้มละลาย 3 ชั่วโคตร
เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวชิ้นหนึ่งที่อ่านทางหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเกี่ยวกับบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยความเห็นชอบของเจ้าหนี้ ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับนั้นต้องหายไปจากวงการหนังสือพิมพ์เพราะบริษัทล้มละลายและขาดคุณสมบัติที่จะเป็นเจ้าของหัวหนังสือพิมพ์นั้นได้ ณ วันนี้ร้านหนังสือจึงขาดหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไปอย่างแน่นอน สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับนี้และเป็นคนหนึ่งที่ขับเคลื่อนและอยู่เบื้องหลังหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาตลอด แม้แต่ช่วงปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทโดยให้ลูกชายดำรงตำแหน่งแทนในช่วงหลังเนื่องจากเขาขาดคุณสมบัติจะทำหน้าที่ผู้บริหารเพราะถูกศาลประกาศให้เป็นคนล้มละลายตามกฎหมาย จึงมิอาจเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของหัวหนังสือพิมพ์ใดได้ นี่อาจเป็นการสร้างตำนานตระกูลล้มละลายหลายชั่วโคตรนับแต่มีการบังคับใช้กฎหมายล้มละลายในไทยก็ได้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับสถานภาพคนล้มละลายทางกฎหมายว่าหมายถึงคนเช่นไร คนล้มละลายที่เข้าใจง่ายๆ คือ คนที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินหรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว แม้ขายทรัพย์สินไปทั้งหมดก็ยังมีจำนวนหนี้สินเหลืออยู่และลูกหนี้ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินใดที่จะยึดมาชำระแก่เจ้าหนี้ได้แล้ว คือ ลูกหนี้ยังไร้ศักยภาพที่จะชำระหนี้ที่เหลือจำนวนสูงได้อย่างแน่นอน ศาลจะต้องประกาศให้เขาเป็นคนล้มละลายตามกฎหมายทางคำพิพากษาและยังต้องประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนรับทราบและสามารถตรวจสอบสถานภาพของเขาได้ การประกาศคำพิพากษาในราชกิจจานุเบกษานั้นเพื่อประชาชนรับทราบและหลีกเลี่ยงในการทำธุรกรรมกับคนล้มละลาย ผลของการล้มละลาย คือ การจัดแบ่งทรัพย์สินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ยิ่งมีเจ้าหนี้มากคน จักต้องแบ่งจ่ายกันไป หมายความว่า เจ้าหนี้แต่ละคนอาจได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวน และต้องรอคอยการยึดทรัพย์ลูกหนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบเวลาที่กฎหมายกำหนดให้คนล้มละลายมีสิทธิ์ร้องขอยกเลิกการล้มละลายได้ คือ 3 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่ลักษณะของลูกหนี้ ส่วนใหญ่เมื่อมีการล้มละลายแล้วเจ้าหนี้จะไม่ได้รับชดใช้คืนหนี้อีกหรือหนี้สูญ คนล้มละลายจะขาดคุณสมบัติในการทำนิติกรรม ห้ามทำบัตรเครดิต วิชาชีพบางอย่างมีข้อกำหนดห้ามบุคคลล้มละลายทำงานด้วย วันใดที่มีรายได้หรือทรัพย์สินในทุกกรณีจะถูกริบหรือยึดเพื่อชดใช้หนี้สิน การทำงานในบริษัทเอกชนบางตำแหน่งจะห้ามรับคนล้มละลายเด็ดขาด เช่น งานการเงิน งานบัญชี งานบริหาร เป็นต้น ดังนั้น งานของคนล้มละลายส่วนใหญ่จะเป็นงานอิสระหรือการใช้แรงงานหรือความรู้แลกเงิน ปกติเงินประทังชีพจะมีกำหนดไว้แน่นอนที่คนล้มละลายเก็บจากบางส่วนของรายได้หรือคนอื่นให้โดยเสน่หาสำหรับกินอยู่พอประมาณ ไม่เหลือเก็บออมหรือใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้ คนล้มละลายเปรียบเสมือนคนตายทางกฎหมายที่ถูกจำกัดสิทธิ์ทำนิติกรรมใดๆและเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่ได้ เป็นฝ่ายรับอย่างจำกัด ระหว่างการล้มละลายถ้าจำนวนเงินเกินที่กฎหมายกำหนดให้พึงมีเพื่อประทังชีพได้ จักถูกริบไปใช้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมด ทางสังคมถือกันว่าคนล้มละลายเป็นบุคคลไม่น่าเชื่อถือในการทำงานหรือร่วมกิจกรรมใดๆ หากมีการทำนิติกรรมหรือยอมให้ก่อหนี้ขึ้น เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาจักบังคับคดีทางศาลไม่ได้ นั่นหมายความว่า หนี้สูญเปล่าเพราะความโง่ของตนเอง ผลอีกด้านหนึ่งของการเป็นคนล้มละลาย คือ กฎหมายกำหนดเวลาพ้นจากการล้มละลายไว้สำหรับคนสุจริต คือ 3 ปี ตลอดเวลาดังกล่าวคนล้มละลายไม่มีพฤติกรรมปิดบังทรัพย์สินหรือรายได้ของตน ให้ความร่วมมือด้านข้อมูลหรือการติดตามทรัพย์สินกับเจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อครบกำหนดเวลานั้นก็ยื่นคำร้องขอยกเลิกการล้มละลายได้ ประโยชน์ที่ได้รับจากการล้มละลายคือ หนี้สินที่ยังค้างคาไว้ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ คือ หนี้สูญ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอีกต่อไป หากศาลเห็นชอบให้ยกเลิกการล้มละลาย เขาจะกลับคืนมาเป็นคนไม่มีหนี้สินใดๆ แล้วเริ่มต้นก่อหนี้สินใหม่ได้อีกครั้ง ถ้าเขามีพฤติกรรมยักย้าย ถ่ายเท ทรัพย์สินเงินทอง ด้วยการเลี่ยงหลบกฎหมาย หรือไม่ร่วมมือกับเจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อาจถือว่าเป็นผู้ล้มละลายทุจริต ซึ่งต้องใช้เวลา 10 ปี จึงร้องขอยกเลิกการล้มละลายได้ แต่ผลหลังจากการยกเลิกก็เช่นเดียวกัน คือ ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินที่ค้างอยู่ อดีตลูกหนี้จึงตัวเบาขึ้นมาก ไม่ต้องแบกหนี้ติดตัวอีก ดังนั้น บางคนที่มีจิตทุจริตยอมเป็นคนล้มละลายโดยอาศัยประโยชน์จากกฎหมายและระยะเวลาดำเนินคดีที่ยาวนาน ด้วยการวางแผนถ่ายเท โอนย้าย ทรัพย์สิน เงินทอง หุ้น ไปให้คนใกล้ชิด ช่วงที่เจ้าหนี้ยังมีหวังว่าจะได้รับคืนหนี้ เราจึงเห็นสภาพคนล้มละลายบางคนไม่ยากจนอย่างที่ควรจะเป็นกัน แต่กลับใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าโดยอ้างว่าลูกหลานหรือเพื่อนให้การดูแล ที่เรียกกันว่า ล้มแล้วรวย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนใจแก่ผู้ล้มละลายโดยสุจริตอีกหลายคนที่ไม่มีเงินชำระหนี้อย่างแท้จริงและต้องกล้ำกลืนขมขื่นใจกับสถานภาพการล้มละลาย เมื่อย้อนกลับมาดูการล้มละลายของบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์และประวัติเจ้าของตัวจริงหรือตัวเชิดแล้วเริ่มมองเห็นว่า ในไม่ช้านี้จะเกิดประวัติศาสตร์ใหญ่ที่ต้องจารึกในแผ่นดินไทยเป็นครั้งแรกของการใช้กฎหมายล้มละลายไทย คือ ครอบครัวล้มละลาย 3 ชั่วโคตร ทั่วไปแล้วหากสมาชิกคนใดในครอบครัวกลายเป็นคนล้มละลาย มักสอนให้เป็นบทเรียนแก่สมาชิกอื่นมิให้กระทำซ้ำอย่างเด็ดขาดเพราะเสียเวลาและเสียอนาคต จึงมักมีแค่โคตรเดียวที่ล้มละลาย ลูกหลานของพวกเขาจักระมัดระวังการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับที่เป็นข่าวเกรียวกราวมีประวัติน่าสนใจให้ศึกษาและเป็นตัวอย่างไม่ดีในเรื่องการวางแผนล้มแล้วรวยอย่างมาก โดยพิสูจน์ได้ว่าเขามีชีวิตหลังคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้วแตกต่างจากคนล้มละลายทั่วไปที่ควรจะอยู่อย่างพอเหมาะพอควรกับรายได้ที่กฎหมายอนุญาตให้มีได้ แต่เขากลับมีชีวิตหรูหรา นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสหรือบิสซิเนสไปฮ่องกงหรือประเทศอื่น มีเงินทุนอุดหนุนการประท้วงนับหลายร้อยล้านบาทซึ่งเขาประกาศชัดว่าเป็นเงินของเขาเอง หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจากประวัติส่วนตัวและคำพิพากษาจักพบว่า เขาก่อหนี้สินที่ยอกย้อน ลึกลับ ข้ามแดนไปถึงลาว มีวิสัยทัศน์นอกกรอบจากนักธุรกิจสุจริตทั่วไป เจ้าหนี้สถาบันการเงินใหญ่และเป็นมืออาชีพหลายแห่งหลงเชื่อถือคำพูดของเขาทั้งที่เป็นการใช้ที่ดินแปลงเดียวกันกู้เงินหลายร้อยล้านบาทได้ อีกทั้งประเทศลาวยังยอมจ่ายเงินให้ตามคำพูดกล่อมของเขาได้จนกลายเป็นหนี้สูญทุกวันนี้ ต้องถือว่า เขาเป็นนักธุรกิจที่น่าสนใจศึกษาเป็นตัวอย่างเตือนภัยสำหรับการกำจัดคนประเภทนี้ไปจากวงการการเงินอย่างมากเนื่องจากมีการวางแผนแยบยลในการโยกย้ายเงินทอง ทรัพย์สิน ชนิดที่เจ้าหนี้ไม่อาจใช้กฎหมายตามยึดคืนมาได้ทั้งที่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไปรวมกองอยู่กับใคร การยอมเป็นคนล้มละลายแล้วยังใช้ชีวิตหรูหราได้ต่อไปหรือล้มแล้วรวยนั้นต้องมีการวางแผนลึกซึ้งมานานและต้องแสดงละครตบตาเจ้าหนี้อย่างแนบเนียนเพื่อมิให้ถูกจับได้ว่าฐานะการเงินสั่นคลอนจนแทบยืนไม่ได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่า เขาต้องมีคารมและการแสดงที่สร้างความเชื่อถืออย่างมากเพื่อมิให้เจ้าหนี้รู้ตัวและฟ้องคดีอายัดทรัพย์สินก่อนการผ่องถ่ายสำเร็จ ปกติแล้วเจ้าหนี้ที่มีลูกหนี้ซึ่งระดับหนี้สินสูงเป็นร้อยหรือพันล้านมักติดตามสอดส่องดูการทำงานของลูกหนี้อย่างใกล้ชิดเสมอด้วยกลัวหนี้สูญ เมื่อมองย้อนกลับไปยังรุ่นพ่อของเขาซึ่งก็เป็นคนล้มละลายเช่นกัน แต่อาจเป็นประเภทสุจริตหรือทุจริตก็ได้ ถือเป็นเรื่องในอดีตที่ไม่อยากขุดคุ้ยกัน แต่ข้อสังเกตหนึ่งคือ เขาเป็นลูกชายของพ่อล้มละลายที่มีเงินไปเรียนเมืองนอกได้อย่างสบายๆ เมื่อมาถึงรุ่นของเขาที่ดำเนินกิจการสื่อสิ่งพิมพ์และสามารถถ่ายเทเงินทอง ทรัพย์สิน หลบรอดสายตาของเจ้าหนี้ได้ ต้องนับถือว่าเป็นยอดฝีมือด้านกลโกงหนี้คนหนึ่งในปฐพีนี้ นอกเหนือจากนายราเกซ พ่อมดการเงินที่สร้างมลทินแปดเปื้อนให้สถาบันการเงินของไทย จนป่านนี้ก็ยังลอยนวลจากกฎหมายไทยและคงมีอายุยืนไม่นานด้วยสังขาร เชื่อว่า คงตายอย่างสุขสบายกับเงินที่โกงจากคนไทย มากกว่าการชดใช้กรรมในเมืองไทยแน่ รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายเพราะหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีความสามารถในการใช้เงินแก่เจ้าหนี้ได้อีกต่อไปด้วยสารพัดเล่ห์กล แต่รุ่นพ่อยังใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยได้ด้วยข้ออ้างว่าลูกรวย จึงต้องมาดูที่รุ่นสามซึ่งลูกเจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เข้าสวมบทบาทผู้บริหารของพ่อในกิจการเดิมที่อยู่ในการปรับโครงสร้างหนี้แล้วยังสร้างบริษัทใหม่ขึ้นในนามของเขาเอง เป็นที่ทราบกันดีว่า พ่อล้มละลายบงการชี้นำทิศทางของบริษัทเก่าและใหม่เพียงคนเดียวทั้งหนังสือพิมพ์และสถานีดาวเทียม นั่นหมายความว่า เขามิใช่ผู้บริหารที่มีอำนาจแท้จริงและเป็นตัวเชิดเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ประวัติของลูกที่ไม่เคยมีประวัติการทำงานใดหลังจากการเรียนหนังสือ นอกจากในบริษัทของพ่อ ย่อมไม่น่าจะมีทรัพย์สินหรือเครดิตในการกู้หนี้ยืมเงินหลายร้อยล้านบาทมาก่อตั้งบริษัทใหม่ได้ ดังนั้น ความรวยของเขาจึงน่าจะมาจากแผนของพ่อล้มละลาย ถ้าพูดให้ชัด คือ พ่อยอมล้ม ฝากทุกอย่างให้ลูก เมื่อพ่อกลายเป็นคนล้มละลาย จึงเป็นวาระที่ลูกต้องตอบแทนด้วยการคืนเงินให้พ่อ การมีเงินจับจ่ายใช้สอยอย่างหรูหราของพ่อล้มละลายและเงินทุนการประท้วงจึงน่าจะเป็นของตอบแทนที่ลูกทำให้พ่อนั่นเอง หากคำนึงถึงความกตัญญูระหว่างพ่อลูก ก็ถือว่า เขาเป็นลูกกตัญญูอย่างมากที่ยอมเอาประวัติขาวสะอาดและอนาคตของตัวเองไปวางให้พ่อใช้เป็นตัวเชิดและบงการชี้นำ เชื่อว่าเขาย่อมตระหนักแก่ใจในวันนี้จากงบการเงินขาดทุนหลายร้อยล้านบาทของบริษัทใหม่ว่า ถ้าเขาอยู่ในสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวและขาดศักยภาพในการชดใช้หนี้สินแก่เจ้าหนี้ จักต้องประสบเคราะห์กรรมเดียวกับสองรุ่นในตระกูลของเขาสักวันหนึ่ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับรุ่นลูก คือ หนี้สินจากการบริหารบริษัทใหม่ที่ดำเนินกิจการ สถานีทีวีดาวเทียม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า พ่อล้มละลายเป็นคนชี้นำและบงการทิศทางทั้งหมด จึงทำให้กิจการต้องประสบการขาดทุนตามงบการเงินที่ยื่นต่อกระทรวงพาณิชย์ อันที่จริงการบริหารสถานีทีวีดาวเทียมซึ่งขายเวลาโฆษณาได้ อีกทั้งตอนก่อตั้งบริษัทใหม่มิได้พ่วงหนี้สินจากบริษัทเดิมมาด้วย น่าจะสร้างกำไรมหาศาลไม่ยาก โดยเฉพาะอาศัยความเชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชนของพ่อล้มละลาย แต่ตัวเลขขาดทุนเกิดขึ้นต่อเนื่องจากสถานีดาวเทียมตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งถูกนำไปใช้ปลุกระดมในการประท้วงและยึดทำเนียบรัฐบาลโดยพ่อล้มละลายเป็นแกนนำ หลายครั้งต้องขอเงินบริจาคจากผู้ชุมนุมไปจ่ายเงินเดือนของพนักงานบริษัทเพราะขาดสภาพคล่องและใกล้จะปิดตัวแล้วเนื่องจากต้องจ่ายค่าเช่าดาวเทียมด้วย การโฆษณาที่พึงมีในสถานีดังกล่าวแทบไม่มีเพราะหลายบริษัทไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองเกินไปและขาดการพัฒนาเนื้อหาสาระบันเทิงตามแบบอย่างทีวีสากลเพราะฝักใฝ่มุ่งมั่นกับการเมืองเกินขอบเขตอันควร งบการเงินของบริษัทจึงแสดงตัวเลขขาดทุนหลายร้อยล้านบาท ถ้าเป็นบริษัทอื่นอาจถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลายไปแล้วเพราะคิดเทียบกับทรัพย์สินของบริษัทอาจไม่เพียงพอหรือกิจกรรมไม่น่าจะสร้างรายได้อีกแล้ว ดังนั้น วันใดที่การประท้วงในทำเนียบรัฐบาลสิ้นสุด การเรี่ยไรเงินเพื่อเก็บบริษัทนี้ไว้ จักกระทำไม่ได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่า บริษัทนี้ต้องแบกภาระหนี้สินหลายร้อยล้านบาท สถานีดาวเทียมที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องเมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและสิ่งผิดกฎหมาย ความสามารถแท้จริงของผู้กู้หรือเจ้าของบริษัทตามหนังสือจดทะเบียนซึ่งเป็นลูกของพ่อล้มละลาย ในที่สุดเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางกฎหมายฟ้องให้บริษัทและลูกล้มละลายเร็วที่สุดจากบทเรียนในอดีตของพ่อล้มละลายเพื่อหวังจะได้รับเงินคืนจากการยึดทรัพย์สินที่เหลืออยู่ถ้ามีแผนถ่ายเททรัพย์สินที่พ่อชำนาญมาจากอดีตของตนซึ่งอาจกระทำอีกครั้งเพื่อจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายตามแผนเดิมที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว เชื่อว่าฝ่ายเจ้าหนี้ก็มีบทเรียนในอดีตเช่นกันจึงระวังตัวเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่า ทายาทรุ่นสามอาจต้องเป็นคนล้มละลายเช่นเดียวกับพ่อ หรือประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมโดยจงใจ คราวนี้แผนเดิมต้องนำกลับมาใช้ซ้ำอีกด้วยการหาทายาทรุ่นต่อไปมารับช่วงทรัพย์สินที่ถ่ายเทมาหรือสร้างกิจการใหม่ มันอาจเป็นตำนานการล้มละลายที่มิใช่แค่สามชั่วโคตรเท่านั้น แต่ยังต้องใช้เวลาอีกนานกับโคตรใหม่ซึ่งหวังว่าจะไม่ดำเนินรอยตามคนทั้งสามที่ต้องถูกเจ้าหนี้ประณามและสาปแช่งที่โกงเงินของเจ้าหนี้อันเป็นอัปมงคลแก่สมาชิกครอบครัวรุ่นต่อไปภายภาคหน้า การสร้างบาปกรรมครั้งนี้ควรยุติที่ทายาทรุ่นสามหรือปล่อยให้ล้มแล้วรวยกันต่อไปอีกนานเท่าไร แทนที่จะสร้างความร่ำรวยจากความสามารถ มิใช่ใช้กลโกงเงินของคนอื่น คำตอบนี้คงต้องใช้เวลาค้นหากันนานทีเดียว ด้วยระยะเวลาดำเนินคดีล้มละลายค่อนข้างนานและความหวังของเจ้าหนี้ที่จักได้รับเงินคืน เป็นเครื่องมือเกื้อหนุนให้ลูกหนี้ทุจริตมีเวลาถ่ายเทเงินทอง ทรัพย์สิน ไปอยู่กับคนใกล้ชิดที่เขาไว้วางใจได้ อันถือเป็นแผนพื้นฐานของลูกหนี้ทุจริตที่กระทำสืบทอดกันมานานหลายรุ่นแล้ว มักใช้ได้ผลเสมอ แม้เจ้าหนี้จะพยายามป้องกันและดูแลใกล้ชิดเพียงไรก็ตาม แต่ความหวังได้เงินคืนของเจ้าหนี้เป็นจุดอ่อนที่ลูกหนี้ทุจริตใช้เป็นเครื่องมือเสมอ ดังนั้น เจ้าหนี้ซึ่งมีจิตใจเข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ไกล ย่อมมองเห็นอนาคตของลูกหนี้แต่ละคนได้ชัดเจน จึงมักประสบความสำเร็จในการเรียกหนี้คืนจากลูกหนี้ประเภทนี้หรือลดทอนความเสียหายลงได้ทันกาล เรียกกันว่า เท่าทันกลโกงของลูกหนี้ กฎหมายต้องการช่วยเหลือคนล้มละลายโดยสุจริตให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ด้วยระยะเวลาสามปี แต่คนทุจริตกลับนำข้อกฎหมายนี้ไปใช้ในการตักตวงผลประโยชน์ใส่ตนและครอบครัวโดยไม่ละอายใจหรือบาป
*********************** 11/19/2008 ไขปัญหาพระคิดดอกเบี้ยเงินกู้พระปล่อยกู้ คิดดอกเบี้ยได้รึ?
เขียนโดย ลีลา LAW
สถานะของแต่ละบุคคลมีส่วนกำหนดบทบาทของเขาในสังคมได้ แต่กฎหมายให้ความรับรองทุกคนมีสิทธิตามกำหนดไว้เท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงว่า เขาจักมีฐานะหรือบทบาทเช่นไร ขอเพียงมีองค์ประกอบครบตามกำหนดในกฎหมาย เขาจะได้รับความยุติธรรมเสมอกัน หลายท่านอาจเคยเห็น เคยได้ยิน หรือประสบด้วยตนเองว่า มีพระภิกษุให้เงินกู้ยืมแก่ผู้ขัดสนเงินทองด้วยการคิดดอกเบี้ยด้วย นอกเหนือจากหน้าที่เผยแพร่พุทธศาสนาแก่ชาวบ้านแล้ว คำถามที่ตามมาคือ พระภิกษุสามารถเป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้เยี่ยงเดียวกับบุคคลทั่วไปได้หรือไม่ เหมาะสมกับความเป็นภิกษุผู้น่าศรัทธาเพียงใด มีกรณีศึกษาที่เกิดคำถามข้องใจข้างต้น แล้วแสวงหาคำตอบให้ชัดเจนได้โดยผ่านกระบวนการทางศาล ดังนี้คือ วันหนึ่ง นายบอน เกิดภาวะขัดสนทางการเงินอย่างหนัก และด้วยความที่มีศรัทธาต่อวัดใกล้บ้านสม่ำเสมอ จึงนำเรื่องไปปรึกษากับ ภิกษุกว้าง ซึ่งคุ้นเคยกันมานาน และมีคำปลอบใจให้ต่อสู้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งเสนอจะให้กู้ยืมเงินจำนวนหนึ่ง โดยคิดดอกเบี้ยไม่แพงในฐานะคนรู้จักกัน เวลานั้นเขาซาบซึ้งน้ำใจและทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวทันที จึงทำให้คลี่คลายปัญหาด้านการเงินได้อย่างสบายใจ เวลาผ่านไปหลายเดือน เขาขาดส่งดอกเบี้ยบ่อยครั้งมาก ภิกษุกว้างจึงทวงถามขอให้จ่ายคืนเงินกู้ทั้งหมด เขาจึงอ้างว่าพระภิกษุไม่มีสิทธิปล่อยเงินกู้แล้วคิดดอกเบี้ย การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน การให้กู้เงินแก่นายบอนเป็นโมฆะ และไม่ต้องชดใช้หนี้ใดๆ ในที่สุดภิกษุกว้างได้ฟ้องคดีต่อศาลซึ่งได้ตอบคำถามข้องใจตามที่นายบอนอ้าง ดังคำพิพากษาฎีกาที่ 3773/2538 ซึ่งศาลได้พิจารณาคำฟ้องและคำให้การของคู่กรณีทั้งสองแล้ว เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดห้ามพระภิกษุนำเงินส่วนตัวของตนออกให้บุคคลอื่นกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ย พระภิกษะเป็นบุคคล ย่อมมีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อมิได้มีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด พระภิกษุย่อมมีสิทธิเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยคืนได้ ด้วยคำพิพากษาดังนี้ทำให้นายบอนจำต้องชดใช้หนี้เงินแก่ภิกษุกว้าง ผู้เป็นเจ้าหนี้ในที่สุด มิอาจบิดพลิ้วเล่นลิ้นหมายจะเบี้ยวหนี้ได้อีกต่อไป บุคคลตามกฎหมาย ย่อมได้รับการคุ้มครองเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด สำหรับผู้เป็นพระภิกษุซึ่งมีสถานะทางสังคมที่สูง และ ความรู้สึกของประชาชนต่างให้ความศรัทธา ย่อมต้องมีสติพิจารณามากกว่าคนทั่วไปว่า สมควรกระทำสิ่งนั้นหรือไม่ แม้กฎหมายจะยอมให้ทำได้ก็ตาม การกระทำของภิกษุแต่ละรูป ย่อมสร้างเสริม หรือ ทำลาย ภาพพจน์และสถานะน่าศรัทธาในสังคมโดยรวมซึ่งอาจกระทบถึงพระภิกษุทั้งหมดได้ ถ้าประชาชนหมดศรัทธา พุทธศาสนาย่อมอ่อนแอ วินัยสงฆ์เป็นกฎเข้มแข็งในการดูแลพระภิกษุให้ประพฤติในสิ่งที่ดี ที่ชอบ กอปรกับจิตสำนึกของความเป็นพระภิกษุที่ดีของพุทธศาสนา ย่อมทำให้ตระหนักแก่ใจได้ว่า สมควรปล่อยเงินกู้ คิดดอกเบี้ยในขณะที่ครองจีวรเป็นพระภิกษุหรือไม่ ********************************* 11/16/2008 ภูฏาน อาณาจักรประชาธิปไตยใหม่ภูฏาน อาณาจักรประชาธิปไตยใหม่
เขียนโดย แก้วมณี
ราชอาณาจักรภูฏาน ดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัย ที่คนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา นิกายมหายาน เนื้อที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา พื้นราบมีน้อย เป็นสังคมเกษตรกรรม ผู้คนมีความสุขตามอัตภาพและตามสภาพแวดล้อม ดินแดนนี้ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือกษัตริย์มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศมานานหลายร้อยปี ประเทศอินเดียและเนปาลเป็นเพื่อนบ้าน แผ่นดินมีความเงียบสงบ ไม่ค่อยมีปัญหาเขตแดน ด้วยพระนิสัยรักสงบและรักประชาชนของกษัตริย์จึงทำให้แผ่นดินสงบร่มเย็นและมีการพัฒนาอย่างไม่เร่งร้อน แต่สายพระเนตรอันกว้างไกลและยอมรับสัจธรรมที่ว่า เวลาและสายน้ำไม่มีวันหยุดยั้ง เยี่ยงเดียวกับความเจริญของโลกย่อมคืบคลานเข้าสู่ดินแดนเทือกเขาแห่งนี้อย่างแน่นอน พระองค์จึงไม่คิดหยุดยั้งความเจริญของประเทศ แต่พยายามให้ความรู้แก่ชาวภูฏานเพื่อให้ปรับตัวเข้ากับความเจริญที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศของพระองค์ เนื่องจากการคมนาคมหรือการสื่อสารที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศมากขึ้นและทำให้ชาวภูฏานตระหนักใจว่า มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นประเทศหนึ่งบนแผนที่โลกซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นแล้ว สายพระเนตรอันกว้างไกลที่หวังจะให้ประเทศชาติเจริญเติบโตโดยมิให้สภาพแวดล้อมของประเทศเป็นอุปสรรคขัดขวางอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงจึงเริ่มต้นที่กษัตริย์และการบริหารประเทศของพระองค์ก่อนอย่างช้าๆด้วยการศึกษาระบอบปกครองของทั่วโลกแล้วคัดเลือกเฉพาะที่เหมาะสมกับชาวภูฏานอย่างละเอียด นอกจากนั้นยังส่งรัชทายาทและพระญาติไปศึกษาในหลายประเทศทางตะวันตกและเอเชียเพื่อปรับแนวคิดและความรู้ให้ทันสมัยแล้วนำไปใช้ในประเทศภูฏาน ในที่สุดกษัตริย์เลือกใช้ระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์เริ่มปรับปรุงการปกครองต่างๆไปสู่รูปแบบประชาธิปไตยทีละน้อย และกระจายความรู้พื้นฐานเรื่องการเลือกตั้งและสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน เริ่มต้นการร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้ปกครองประเทศในเวลาข้างหน้าอย่างรอบคอบ แล้วยังประกาศล่วงหน้าต่อประชาชนและทุกประเทศทั่วโลกว่า ประเทศภูฏานกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญเติบโตของบ้านเมือง หมายความว่า กษัตริย์ทรงยินยอมสละอำนาจสูงสุดเพียงพระองค์เดียวแก่ชาวภูฏานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและเพิ่มโอกาสพัฒนาบ้านเมืองไปตามโลกยุคใหม่ด้วยน้ำพระทัยกว้างใหญ่และสายพระเนตรกว้างไกลโดยชาวภูฏานจะเป็นผู้พัฒนาบ้านเมืองของตนเป็นหลัก ส่วนกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปฐมฤกษ์นี้จะเป็นพระบิดาที่คอยดูแล ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา แก่ตัวแทนชาวภูฏานที่ทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป ในที่สุดปีพ.ศ. 2550 กษัตริย์ได้ประกาศการเลือกตั้งและให้ชาวภูฏานใช้สิทธิเสรีภาพเลือกตัวแทนของตนไปอยู่ในรัฐสภาและได้คณะรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศให้สงบร่มเย็นเป็นครั้งแรก จากนั้นในปีถัดไป คือ ปีพ.ศ.2551 ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนกษัตริย์ทรงสละราชสมบัติแก่รัชทายาทให้สืบทอดตำแหน่งใหม่ คือ กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกใช้บังคับอย่างสมบูรณ์ นับได้ว่า บัดนี้ ประเทศภูฏาน เป็นประเทศใหม่ล่าสุดที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยด้วยใจสมัครของพระราชาและราษฎร อีกทั้งเป็นความคิดริเริ่มจากกษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากสำหรับประเทศที่มีกษัตริย์ปกครองแผ่นดินนานหลายร้อยปีแล้วเนื่องจากแนวคิดประชาธิปไตยนั้นขัดแย้งกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างมากในเรื่องการแบ่งปันอำนาจของกษัตริย์ให้ประชาชนบริหารประเทศหรือชี้ชะตาชีวิตของตน ประเทศส่วนใหญ่มักต้องมีสงครามแย่งชิงอำนาจจากกษัตริย์ โดยเฉพาะขุนนางหรือข้าหลวงทั้งหลายย่อมไม่พอใจกับสถานภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยกำหนดให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน พวกเขามักยึดติดกับอภิสิทธิ์ต่างๆที่มีให้เฉพาะขุนนางหรือข้าหลวง แต่ระบอบใหม่อภิสิทธิ์ทั้งหลายถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจ แรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในภูฏาน แต่กษัตริย์มีพระปรีชาสามารถในการขจัดความรู้สึกดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยมจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสุดท้ายที่รัฐธรรมนูญจะมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์ คือ การผลัดแผ่นดินด้วยการเปลี่ยนแปลงสถานภาพกษัตริย์องค์ใหม่ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญด้วยความสง่างามยิ่ง งานเฉลิมฉลองกษัตริย์หนุ่มองค์ใหม่แห่งราชอาณาจักรภูฏานที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนทั่วโลกเป็นราชพิธีที่งดงามและเป็นที่ชื่นชมของทุกคน โดยเฉพาะเมื่อคิดคำนึงถึงการทำงานของอดีตกษัตริย์ที่กระทำทุกอย่างเพื่อความสงบร่มเย็น ความเจริญ การพัฒนาบ้านเมือง และประชาชนมีความสุข โดยคำนึงถึงสัจธรรมที่มิอาจขัดขวางการหมุนของโลก ความเจริญเติบโตของคนและบ้านเมือง พระองค์เลือกเดินเคียงข้างไปกับความเจริญของโลกด้วยวิถีทางและรูปแบบของชาวภูฏาน หวังอย่างยิ่งว่าชาวภูฏานจักช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็นดังเช่นองค์ประมุขกระทำสืบทอดกันมาและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่พระองค์เลือกให้แก่ชาวภูฏานว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว เรียนรู้และหวงแหนสิทธิเสรีภาพที่ได้รับมอบจากกษัตริย์ โดยเฉพาะปกป้องระบอบประชาธิปไตยนี้ด้วยชีวิต อย่ายินยอมให้ผู้ใดที่อาจไม่พอใจสถานภาพใหม่ในสังคมประชาธิปไตยทำลายความตั้งใจของกษัตริย์ได้อย่างเด็ดขาด ราชประชาสมาศัยหรือความร่วมแรงใจแรงกายระหว่างพระราชากับประชาชน คือ พละกำลังที่ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ เพราะเป็นความเข้มแข็งสูงสุดของชาติ ขอเป็นกำลังใจให้กษัตริย์พระองค์ใหม่และชาวภูฏานที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกของราชอาณาจักรแห่งเทือกเขาหิมาลัย
******************************* 11/12/2008 ความสำคัญของลมยางรถลมยางรถ
เขียนโดย มณีอักษร
งานออกแบบรถยนต์นอกจากเน้นความงาม ความสะดวกในการใช้สอยประโยชน์แล้ว ยังต้องคำนึงถึงความสมดุลย์ของรถอีกด้วย โครงสร้างของรถจึงมีความแตกต่างตามลักษณะการใช้งาน การบำรุงรักษารถโดยเฉพาะยางรถยนต์จึงต้องเข้าใจโครงสร้างของรถก่อน มิฉะนั้น จักเป็นการทำลายรถยนต์ หลายคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับลมยางของรถยนต์ส่วนบุคคล โครงสร้างของรถยนต์ส่วนบุคคลมีการคำนวณน้ำหนักไว้ล่วงหน้าว่า รับน้ำหนักบุคคลหรือสิ่งของได้เท่าใด หากดูสภาพรถจักสังเกตว่า เครื่องยนต์ของรถวางอยู่ด้านหน้าทำให้มีน้ำหนักแน่นอน ส่วนท้ายรถใช้ใส่สิ่งของสัพเพเหระรวมทั้งยางอะไหล่หรือเครื่องมือถอดประกอบล้อ รวมทั้งคนอีกประมาณ 3-4 คนแบบเบียดกันซึ่งมากกว่าที่นั่งตอนหน้า การประกอบรถยนต์จึงต้องเน้นให้ด้านหลังรับน้ำหนักส่วนที่เหลือทั้งหมด ชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ที่เกี่ยวกับการการรับน้ำหนัก คือ ลูกหมากสี่ข้างและตัวแหนบซึ่งรับและกระจายน้ำหนักของรถเพื่อให้สมดุลย์ในการขับเคลื่อน ด้านหน้ามีน้ำหนักแน่นอนมาจากเครื่องยนต์และคนขับหรือคนนั่งไม่เกินสองคนโดยไม่มีการเพิ่มเติมอีก จึงมีจำนวนตัวแหนบแน่นอนได้เลย แต่เน้นติดตัวแหนบเพิ่มที่ด้านหลังรถเพื่อรับน้ำหนักของคนนั่งเบาะหลังซึ่งอาจมีมากกว่าสองคนและสิ่งของที่กระโปรงท้ายรถซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าด้านหน้าอย่างแน่นอน อีกชิ้นส่วนหนึ่งที่มีหน้าที่รองรับน้ำหนักรถด้วย คือ ยางรถยนต์ นอกจากต้องใช้รุ่นและขนาดให้เหมาะสมกับรถยนต์แล้ว ยังต้องคำนึงถึงลมยางด้วยเพื่อสามารถรับน้ำหนักของรถทั้งคันได้อย่างสมดุลย์ หลายคนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการเติมลมยางนั้นต้องให้ความสำคัญกับล้อหน้าเพราะต้องแบกน้ำหนักเครื่องยนต์โดยเติมปริมาณลมให้มากและแข็งกว่าล้อหลัง นายช่างมากประสบการณ์คนหนึ่งไขข้อสงสัยนี้ว่า โครงสร้างรถยนต์ด้านหน้านั้นคำนวณน้ำหนักเครื่องยนต์และบุคคลเบาะหน้าทั้งสองไว้แล้ว เราควรเติมลมยางหน้าตามที่คู่มือกำหนดไว้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับลมยางสองล้อหลังเป็นพิเศษเพราะจะแบกรับน้ำหนักของบุคคลในเบาะหลังที่ไม่จำกัดจำนวนและสิ่งของที่บรรจุในกระโปรงท้ายหรือยางอะไหล่อันหมายถึงน้ำหนักที่อาจมากกว่าส่วนหน้าก็ได้ จึงต้องเติมลมยางรถสองล้อหลังให้แข็งกว่าล้อหน้าเล็กน้อย เช่น เติมลมยางล้อหน้า 30 ล้อหลังต้องเพิ่มเป็น 32 เป็นต้น มิฉะนั้น จักส่งผลระยะยาวในการทำลายรถยนต์ให้เสียหายเร็วขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วนลูกหมากจะเสียหายก่อนจากการรับน้ำหนักมากเกินไป จากนั้นจะส่งผลไปยังเพลารถอันเป็นส่วนสำคัญของรถและมีราคาแพงมาก เจ้าของรถพึงให้ความเอาใจใส่ต่อชิ้นส่วนรับน้ำหนักของรถซึ่งคนทั่วไปสามารถดูแลด้วยตัวเองได้ นั่นคือ การเติมลมยางให้เหมาะสมกับประเภทและการใช้งานของรถยนต์ จักช่วยยืดอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานขึ้น
************************************* 11/9/2008 คุณธรรม,จริยธรรม = นามธรรมสวรรค์ คนดี และ นามธรรม
เขียนโดย แก้วมณี
ศาสนาพุทธนั้นเชื่อกันว่ามีสวรรค์นับสิบชั้นและมีชื่อเรียกตามระดับชั้น สวรรค์ซึ่งเป็นที่รู้จักและกล่าวถึงมากที่สุด คือ ชั้น 7 ชื่อว่า ดาวดึงส์ เพราะมีชื่อเรียกสั้น แต่ฟังไพเราะและจดจำง่าย โดยสั่งสอนกันว่า สวรรค์เป็นที่พักอาศัยและหาความสุขของบรรดาเทพบุตร เทพธิดา ซึ่งเคยเป็นคนที่ทำความดี ปราศจากความชั่วหรือบาปใดๆ จึงได้รับบำเหน็จให้เสพสุขบนสวรรค์ชั้นต่างๆอันขึ้นอยู่กับระดับบุญที่สั่งสมกันไว้เมื่อยังเป็นมนุษย์ ผู้ใหญ่จึงสอนบุตรหลานสืบทอดกันมาว่า หมั่นทำบุญ ละเว้นทำบาป เมื่อตายไป จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในนรก แต่ไปเสพสุขบนสรวงสวรรค์ ถ้าแม้นต้องไปเกิดใหม่ ก็จะเกิดในสถานภาพที่ดีมีเกียรติ ถือเป็นกุศโลบายของพุทธศาสนาอันแยบยลที่ช่วยส่งเสริมให้คนทำบุญ มีจิตเมตตา ทำให้สังคมสงบสุข สวรรค์ยังแบ่งระดับชั้นของบุญให้เสพสุขมากน้อยแตกต่างกันตามผลของพฤติกรรมมนุษย์แต่ละคน เมื่อสวรรค์ยังแบ่งระดับชั้นของคนมีบุญให้เสพสุขมากน้อยไม่เท่ากัน คนดีก็ย่อมมีหลายระดับได้เช่นกัน สิ่งที่สังคมไทยยังมีความไม่ชัดเจน แต่มักชอบนำไปใช้ตัดสินคนไทยด้วยกัน คือ ระดับของคนดีในสังคมไทย บางคนยึดถือว่า ผู้ใดมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นคนดี บ้างถือว่า ใครไม่ทำร้ายหรือรุกรานหรือเบียดเบียนคนอื่น ก็เป็นคนดี บ้างคิดว่า กินมังสวิรัติ ถือศีลห้าหรือแปด เป็นคนดี บ้างเชื่อว่าไม่ทำ ไม่พูด วางเฉย ถือว่าเป็นคนดี ดังนั้น คนดีในสายตามนุษย์จึงน่าจะมีหลายมาตรฐานแล้วแต่คนมองกัน จักสังเกตเห็นว่า หลักเกณฑ์ตัดสินคนดียังเป็นเพียงนามธรรม สัมผัสไม่ได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ตัดสินแต่ละคน คนไม่ทำงาน ไม่ตัดสินใจ วางเฉย ไร้ผลงาน ก็ยังนับว่าเป็นคนดีได้เนื่องจากเขายังไม่ทำร้ายใคร ไม่สร้างความเสียหาย ไม่ทำงานพลาด หรือหาข้อบกพร่องน้อยหรือมากไม่ได้ ส่วนคุณธรรมและจริยธรรมที่คนบางกลุ่มในสังคมกล่าวอ้างว่าใช้เป็นเครื่องมือวัดคนดีหรือคนชั่วนั้นไม่มีมาตรวัดให้สัมผัสชัดเจนหรือเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ได้ ดังเช่น เราเชื่อกันเป็นพื้นฐานว่า คนกินมังสวิรัติ ถือศีลแปด น่าจะหมดกิเลสตัณหา เป็นคนบริสุทธิ์ แต่บางคนใช้ภาพพจน์นี้เพื่อทำละเมิดกฎหมายบ้านเมืองด้วยข้ออ้างว่าตนทำด้วยใจบริสุทธิ์หรือยุยงให้ชาวบ้านประพฤติตนแข็งข้อต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือใช้ประชาชนที่หลงใหลศรัทธาเป็นโล่กำบังกายจากกฎหมายหรือทำเพื่อบรรลุความเปลี่ยนแปลงตามความฝันหรือเข้าสู่อำนาจสูงสุดในบ้านเมือง ทั้งที่เขาตกอยู่ในภาวะจิตลุ่มหลงไปจากโลกแห่งความเป็นจริงจนคิดว่าตนนั้นบรรลุถึงโสดาบันที่มิใช่คนทั่วไป แต่ยังไม่ถึงขั้นเทพเพราะยังไม่ตาย จึงอยากแบ่งปันความรู้ผิดหลงให้ปวงประชา แต่เลือกใช้พละกำลังบีบบังคับอันเป็นทางลัดสู่ความเปลี่ยนแปลงหรือการจำใจยอมรับ สังคมไทยจึงต้องพบสภาพปั่นป่วนจากคนประเภทนี้ที่หลอกหลอนจิตของคนที่มีใจอ่อนไหวและเชื่อฟังง่ายดายจนกลายเป็นสาวกและโล่กำบังกายหยาบของเขาได้ ตราบใดที่มนุษย์ยังมิอาจกำหนดมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมซึ่งเป็นนามธรรมให้เปลี่ยนสภาพเป็นรูปธรรมที่ทุกคนสัมผัสชัดเจนได้ ย่อมมิอาจนำมันไปตัดสินแบ่งคนดีคนชั่วได้เยี่ยงเดียวกับการแบ่งระดับชั้นของสวรรค์ หากเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนขึ้นคือ คุณธรรมและจริยธรรมยังมองเห็นเลือนราง ส่วนกฎหมายบ้านเมืองกำหนดชัดเจนว่า สิ่งใดหรือความประพฤติใดถือเป็นความผิดและต้องรับโทษหนักเบาอย่างไร กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับกันง่ายและน่าเชื่อถือที่สุดเนื่องจากมันสัมผัสได้และเห็นชัดเจน กฎหมายข้อใดขัดต่อชีวิตยุคใหม่ก็ถูกแก้ไขให้เข้ากับสังคมและเป็นที่ยอมรับของคนไทยได้โดยปราศจากข้อโต้แย้ง ขณะที่การเอาคุณธรรมกับจริยธรรมไปตัดสินโทษของบุคคลยังมีข้อโต้แย้งว่าความผิดหรือโทษเหมาะสมหรือไม่เนื่องจากแต่ละสังคมมีมุมมองแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น พ่อค้าขายไข่ต้มฟองละ 5 บาท เขาอาจถูกฟ้องว่าประพฤติขัดต่อคุณธรรมหรือจริยธรรมได้ว่า ขายแพงหรือค้ากำไรเกินควรเพราะควรขายไข่ต้มฟ้องละ 2 บาท ถ้าเอาไข่ใบเล็กมาขายหรืออย่าจ้างคนมาช่วยต้มหรือขายก็ไม่ต้องบวกค่าแรง พ่อค้าอาจเถียงว่า ไม่ได้บังคับให้ซื้อกับเขา พอใจไปซื้อกับคนอื่นก็ได้ คนมีอำนาจอาจแย้งว่า เมื่อมีคนร้องเรียนว่าเขาค้ากำไรเกินควร ก็ต้องพิจารณาเฉพาะพ่อค้าคนนี้ ห้ามนำไปเกี่ยวโยงกับพ่อค้าอื่นหรือสิทธิของคนซื้อ สุดท้ายพ่อค้าคนนี้อาจถูกลงโทษเพราะขายไข่ต้มด้วยกำไรเกินควรและขาดคุณธรรมหรือจริยธรรมของการเป็นพ่อค้าตามมุมมองของคนมีอำนาจก็ได้ แทนที่จะมองกว้างขึ้นว่า คนซื้อคนขายก็มีสิทธิเสรีภาพของตน สุดแต่จะเลือกซื้อหรือขาย อีกเรื่องหนึ่งที่นำหลักคุณธรรมหรือจริยธรรมไปเปรียบเทียบกับการวัดระดับคนดีหรือคนทำงาน คือ การตีความคำว่า “ลูกจ้าง” สำหรับนักการเมืองและสำหรับผู้ตัดสินคดีหรือผู้บริหารองค์กรอิสระ คำตัดสินคดีบอกว่ากฎหมายบัญญัติคำนี้ไว้เพื่อบังคับใช้กับนักการเมืองหรือผู้อยู่ใต้กฎหมายนั้นอย่างเคร่งครัดและพวกเขาควรมีคุณธรรมหรือจริยธรรมที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป นักการเมืองที่รับจ้างเป็นพิธีกรรายการอาหารถูกตัดสินว่า เป็นลูกจ้างของบริษัทที่กระทำกิจการเพื่อหากำไร และต้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ของเขา ขณะที่คำว่า “ลูกจ้าง” ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายขององค์กรอิสระ เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ปปช.) เป็นต้น ผู้บริหารองค์กรอิสระบางคนทำงานในบริษัทเอกชนที่มุ่งกระทำการค้าหากำไรในรูปของสถาบันการศึกษา เช่น เป็นผู้บรรยายอิสระ อาจารย์ประจำ ผู้คัดเลือกมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยเอกชน คนออกและตรวจข้อสอบ เป็นต้น ทุกงานที่รับมอบหมายจากบริษัทหรือมหาวิทยาลัยเอกชนล้วนมีค่าตอบแทนทั้งสิ้น มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบทอดกันสำหรับห้างร้านที่ทำมาหากำไรหรือนายจ้างลูกจ้างที่มิใช่องค์การกุศล เป็นที่ทราบกันดีว่า การศึกษาหรือการแพทย์ล้วนแบ่งแยกกันว่าทำเพื่อสังคมโดยแท้กับเพื่อการค้าหากำไร เช่น ร.พ.รัฐหรือสถาบันการศึกษาของรัฐ จัดว่าเป็นกิจการทำเพื่อสังคมเป็นหลักและรัฐมีงบประมาณอุดหนุนกิจการนี้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของสำนักงบประมาณแผ่นดิน แต่ร.พ.หรือสถาบันการศึกษาของเอกชนนั้นจัดตั้งขึ้นในรูปของบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าหากำไรเป็นหลัก แล้วนำรายได้ไปแบ่งปันแก่ผู้ถือหุ้นหรือนายทุน โดยสามารถตรวจดูงบการเงินได้ทุกปีอีกทั้งยังอยู่ภายใต้กฎหมายบริษัท ห้างหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลอยู่ แต่คนในองค์กรอิสระที่ทำงานเหล่านี้กลับไม่ยอมพิจารณาคุณสมบัติของตนในฐานะ “ลูกจ้าง” ด้วยจิตสำนึกของผู้ที่เรียกตนว่ามีคุณธรรมและจริยธรรมสูงส่งที่สุดในบ้านเมือง บางคนยังอ้างว่า การสอนหนังสือ ถือเป็นวิทยาทานหรือการทำบุญด้วยวิชาความรู้ ทั้งที่การทำบุญคือการให้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ขณะที่พวกเขาได้รับเงินเดือนและทุกครั้งที่จ้างวานให้ทำกิจกรรมใด ก็จะมีเงินตอบแทนให้เสมอ จึงมิอาจเรียกว่าเป็นการทำบุญทำทานได้ พวกเขาเลือกวางเฉยและรอคอยให้คนอื่นมาทวงถามความชอบธรรมเอง โดยมุ่งทำงานเพื่อจุดประสงค์แอบแฝงที่ได้รับมอบหมาย คือ กำจัดศัตรูการเมืองของฝ่ายหนึ่ง มันเป็นการวัดใจเชิงท้าทายว่า แน่จริงก็ฟ้องร้องเขาไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ เมื่อมองไปยังหน่วยงานดังกล่าวซึ่งมีการแต่งตั้งเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหานี้ไว้แล้ว จักพบว่า บุคคลในหน่วยงานนั้นก็ประสบปัญหาเดียวกันคือ คุณสมบัติด้าน ลูกจ้าง ใกล้เคียงกับคดีที่นักการเมืองถูกตัดสินว่า เป็นลูกจ้าง อย่างมาก อีกทั้งยังมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ส่อแสดงว่าช่วยเหลือเกื้อกูลกันกับบุคคลที่อาจถูกตีความเป็นลูกจ้างได้ โดยเฉพาะพวกที่รับการแต่งตั้งมาจากอำนาจเผด็จการ โซ่สายใยที่ถูกผูกไว้กับคำว่า ลูกจ้าง ซึ่งพวกเขาก่อขึ้นเป็นส่วนตัวและบังเอิญพ้องกัน จึงเป็นข้อตกลงหรือสัญญาโดยปริยายว่า ต้องช่วยกันลากจูงไป ถ้าคนใดถูกตัดขาด จะต้องล้มครืนไปทุกคน ดังนั้น เพื่อประโยชน์ของทุกคน จึงต้องรักษาพื้นที่ของตนในองค์กรไว้อย่างเต็มที่ ภาพน่าสังเวชใจเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายละเมิดกฎหมายและถือกฎหมายไว้ทำวางเฉยต่อข้อกฎหมายที่ตนตีความไว้หรือที่หน่วยงานอื่นทำละเมิดเช่นเดียวกัน แล้ววัดใจของคนไทยว่า ใครจะกล้าใช้อำนาจร้องขอให้ตัดสินคุณสมบัติลูกจ้างของเขาคนใดคนหนึ่งโดยผู้มีคุณสมบัติบกพร่องเช่นเดียวกัน เวลานั้นค่อยมาแก้ไขหรือถ่วงเวลาเพื่อทำงานที่รับปากไว้จากฝ่ายหนึ่งให้สำเร็จก่อนถูกปลิดทิ้งและรับสิ่งตอบแทนคุ้มค่าที่เสี่ยงภัยในครั้งนี้ หากพูดให้ชัด คือ การวางเฉย ไร้จิตสำนึกในตำแหน่งหน้าที่ของเขา จักได้รับการตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน หากพิจารณาเรื่องคุณธรรมกับจริยธรรมสำหรับพวกเขา จักถือว่าเป็นคนดีหรือไม่ เมื่อวางเฉยต่อกฎหมายของตนเอง แล้วทำงานโดยไร้ความสำนึกในคุณธรรมหรือจริยธรรมที่เคยเรียกร้องจากนักการเมืองว่าต้องมีสูงกว่าคนธรรมดา แล้วผู้บริหารในองค์กรอิสระที่มีคุณสมบัติละเมิดต่อกฎหมายและวางเฉยไม่สำนึกตนโดยยังไม่มีคนร้องเรียนให้ตรวจสอบ ถือว่ามีคุณธรรมหรือจริยธรรมสูงสุดในบ้านเมืองที่จะไปตรวจสอบหรือตัดสินคนอื่นได้หรือ ? เราจะเอามาตรฐานคุณธรรมหรือจริยธรรมใดมาตัดสินโทษของพวกเขา ดังเช่นที่พวกเขากระทำต่อนักการเมือง ใครจะตัดสินคุณสมบัติของพวกเขาเมื่อผู้ใช้ ผู้บัญญัติ ผู้ตัดสิน และผู้ทำละเมิด คือ คนคนเดียวกันหรือพวกพ้องเดียวกัน คุณธรรมหรือจริยธรรมที่ใช้คัดแยกคนดีออกจากคนชั่วแล้วลงโทษคนในบ้านเมืองทุกวันนี้ยังขาดมาตรฐานที่ชัดเจน เมื่อจะแบ่งแยกคนชั่วกับคนดี ก็ไม่น่าตัดสินกันแค่มีคุณธรรมหรือจริยธรรมก็เป็นคนดีแล้ว แต่ควรมีองค์ประกอบอื่นเพื่อจัดแบ่งคนดีเป็นหลายประเภทเพื่อให้เสพสุขแตกต่างกันเยี่ยงเดียวกับสวรรค์ กฎหมายยังแบ่งการรับโทษของคนกระทำความผิดไว้แตกต่างกันตามความหนักเบาของความผิด มิฉะนั้น คนที่ปากพล่อย แต่ทำงานมีคุณภาพ อาจกลายเป็นคนขาดจริยธรรมเพราะชอบพูดกระทบใจของคนอื่นเสมอและต้องถูกไล่ออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลนี้ คนที่แต่งงานแล้ว แต่ชอบมีกิ๊กหลายคนในเวลาเดียวกัน ผู้ตัดสินอาจคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้กระทบต่อคนอื่น เมื่อทำงานมีคุณภาพ ก็ยังไม่ปลดเพราะขาดคุณธรรมก็ได้ มุมมองที่แตกต่างกันย่อมส่งผลต่อการเห็นคุณธรรมหรือจริยธรรมที่ไม่เท่ากัน ส่วนหนึ่งมาจากยุคสมัยด้วย ดังนั้น ก่อนจะใช้หลักคุณธรรมหรือจริยธรรมซึ่งเป็นนามธรรมไปลงโทษบุคคลใดหรือใช้คัดแยกคนดีคนชั่ว ควรกำหนดให้ทุกคนสัมผัสได้ว่า การกระทำนี้คือ คนไม่ดี ต้องรับโทษ การกระทำนี้ คือ คนดีที่จะได้รับบำเหน็จ เยี่ยงเดียวกับกฎหมายบ้านเมือง มิฉะนั้น การใช้ข้ออ้าง คุณธรรมหรือจริยธรรม แล้วยัดเยียดหรือกล่าวหาบุคคลว่าเป็นคนชั่วหรือมิใช่คนดีหรือไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งใด ถือเป็นการใช้จิตอคติส่วนตัวตัดสินคนอื่นอันเป็นความอยุติธรรมในสายตาของคนทั่วไปอย่างชัดเจน กฎหมายบ้านเมืองจักใช้คัดแยกคนดีกับคนกระทำผิดออกจากกันในเบื้องต้น หากจะใช้หลักคุณธรรมหรือจริยธรรมแทน ก็ต้องทำให้มันแตะต้องและสัมผัสได้ก่อน คำถามคาใจที่ไม่มีใครอยากตอบกัน คือ กรณีลูกฆ่าพ่อที่ซ้อมตีทำร้ายแม่ปางตายต่อหน้า กฎหมายถือเป็นความผิดต้องลงโทษ แต่อาจลดหย่อนโทษลงที่ช่วยปกป้องผู้มีพระคุณ อีกทางหนึ่งจักเรียกลูกว่า เป็นคนดี ได้หรือไม่ เมื่อเขาสังหารพ่อของตัวเอง ถ้าเรานำคุณธรรมหรือจริยธรรมไปตัดสินลงโทษเรื่องนี้ ลูกอาจต้องถูกประหารชีวิตก็ได้ถ้าพบกับผู้ตัดสินที่ยึดคุณธรรมหรือจริยธรรมเคร่งครัดโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมหรือความเป็นมนุษย์แท้จริงที่ต้องปกป้องอันตรายให้คนรักหรือผู้มีพระคุณ เนื่องจากการฆ่าคนทุกประเภทล้วนเป็นการขัดต่อคุณธรรมหรือจริยธรรมซึ่งยังไม่มีการแบ่งระดับชั้นหรือกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนไว้ แต่เป็นเพียงคำพูดของคนที่พูดต่อๆกันมาโดยไม่มีคนเข้าใจคำนี้อย่างลึกซึ้งเพียงพอจะนำไปใช้ตัดสินแบ่งแยกคนดีหรือคนที่ดำรงตำแหน่งต่างๆได้ จึงมักพบแต่การใช้แอบอ้างเพื่อกำจัดศัตรูการเมืองของตนอย่างเดียว โดยต้องยกย่องตนเองให้เป็นผู้มีคุณธรรมสูงสุดก่อน คำอ้างเหล่านี้จึงส่งผลลัพธ์เด่นชัดขึ้น เนื่องจากคนมีคุณธรรมหรือจริยธรรมบกพร่องย่อมไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินคนอื่นได้ มันเป็นความรู้สึกของคนทั่วไปที่มีต่อคำว่า คุณธรรมหรือจริยธรรม ระยะหลังนี้คนไทยเริ่มเอียนกับคำพูดสองคำนี้คือ คุณธรรมหรือจริยธรรม อย่างมากที่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะเพื่อแย่งชิงอำนาจหรือวิ่งราวตำแหน่งทางการเมืองก็ใช้ข้ออ้างนี้โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายที่ใช้ควบคุมบ้านเมืองประกอบด้วย คุณธรรมกับจริยธรรมที่โดดเดี่ยวไม่อาจดูแลบ้านเมืองให้สงบได้ เพราะคนไทยมาจากร้อยพ่อพันแม่ ระดับการศึกษาแตกต่างกัน สถานภาพการเงินก็ไม่เท่าเทียมกัน จึงต้องยึดหลักนิติธรรมปกครองบ้านเมือง ขณะที่ผู้มีอำนาจจ้องทำลายล้างศัตรูการเมืองโดยใช้คุณธรรมกับจริยธรรมอย่างเดียว ถือว่าตอนนี้จิตอคติกำลังครอบงำการเมืองการยุติธรรมของไทยมากกว่ายุคใด ทำให้ระบบยุติธรรมที่ควรเป็นที่พึ่งของประชาชนถูกทำลายความน่าเชื่อถือลงในความรู้สึกของคนไทยและคนต่างชาติอย่างมาก ข่าวลือเตือนใจสืบทอดกันในหมู่ประชาชนว่า สีแดงเข้าสู่กระบวนยุติธรรมเมื่อไร ต้องผิดและรับโทษเท่านั้นโดยสามารถนำเรื่องเข้าพิจารณาและตัดสินในวันเดียวได้เลย เนื่องจากผู้ตัดสินรุ่นนี้ล้วนหนุนสีเหลืองกำจัดสีแดงโดยไม่สนใจหลักนิติธรรม เพราะตนคือกฎหมายกำหนดชะตาชีวิตคน ขณะเดียวกันถ้าสีเหลืองอยู่ในกระบวนยุติธรรม จักได้รับการปัดเป่าข้อหาทั้งหลายมลายสิ้นไปโดยเป็นคำยืนยันจากแกนนำสีเหลืองว่าเขาจะเป็นผู้เข้าไปคุยปัดเป่าคดีกับผู้เกี่ยวข้องให้เอง ทุกคนในสีเหลืองจึงทำทุกอย่างได้ตามใจชอบเพราะคนที่มีอำนาจในกระบวนยุติธรรมหนุนหลังเต็มที่ หากคนไทยฟังแล้วย่อมเหนื่อยหน่ายปนสังเวชใจกับสังคมไทยในเวลานี้ที่ขื่อแปไร้ค่าให้ต้องเกรงกลัวกัน คนเคารพกฎหมายกลายเป็นคนโง่ในสายตาของสังคมไทย
******************************* 11/2/2008 หายนะภัยทางเศรษฐกิจไทยลูกโซ่ของหายนะภัยเทศสู่ไทย
เขียนโดย แก้วมณี
สถาบันการเงินและกองทุนใหญ่ในสหรัฐหลายแห่งล้มละลายไปแล้วหรืออยู่ในสภาพใกล้ปิดตัว แต่ละแห่งล้วนมีการออกตราสารหนี้ขายให้แก่ชาติต่างๆถือไว้เพื่อหวังดอกเบี้ยซึ่งเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง สาเหตุที่สถาบันและกองทุนเหล่านั้นล้มละลายอาจมาจากการตรวจสอบของรัฐที่หละหลวมจึงให้โอกาสทุจริตแก่กลุ่มบุคคลแล้วส่งผลกระทบต่อประชาชนสหรัฐอย่างมาก เช่น พิษซับไพร์มซึ่งเกิดจากการทุจริตตีราคาบ้านสูงเกินจริงเพื่อปล่อยสินเชื่อแก่คนชั้นกลางหรือชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสหรัฐ เมื่อระบบหมุนเวียนเงินติดขัดมากขึ้นจึงแตกสลายลง กอปรกับเศรษฐกิจโลกเริ่มสั่นคลอนเพราะพิษน้ำมันสูงเกิน 100 ดอลลาร์โดยไม่อาจคุมราคาได้ ทำให้ลูกค้าสินเชื่อมีปัญหาติดขัดการเงิน ตกงาน อันส่งผลต่อการผ่อนจ่ายหนี้และสถาบันการเงินจำเป็นต้องจำกัดสินเชื่อเพื่อความอยู่รอดหรือยืดอายุของธุรกิจ เป็นต้น ในที่สุดรัฐบาลจำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปกอบกู้สถานการณ์ย่ำแย่ด้วยการใช้งบประมาณของชาติไปช่วยเหลือสถาบันการเงินด้วยเหตุผลว่า ถ้าปล่อยให้สถาบันการเงินชั้นนำล้มลงทั้งหมด จักเป็นลูกโซ่แห่งความเสียหายต่อเนื่องไปถึงประเทศลูกค้าตราสารหนี้ในทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย สหรัฐจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาในประเทศโดยเร็วที่สุด นอกจากลดความเสียหายของตัวเองลง ยังส่งผลให้สหภาพยุโรปผ่อนคลายความเสียหายได้ถ้าสหรัฐหยุดลูกโซ่ครั้งนี้ได้ทันกาล ประเทศแถบยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และอื่นๆ เริ่มออกอาการเซให้เห็นชัดขึ้น เมื่อสถาบันการเงินชั้นนำซึ่งมีอายุยาวนานบางแห่งต้องร้องขอให้ล้มละลาย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีสถาบันการเงินกับบริษัทประกันภัยชั้นนำต้องเข้าสู่การปิดตัวเพราะล้มละลายแล้ว ส่วนจีนมีการนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ในสหรัฐและประเทศในยุโรปเป็นจำนวนสูงมากแล้วยังพบปัญหาเรื่องนมปนเปื้อนสารเมลามีนซึ่งสร้างความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงอย่างมาก จึงแทบไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่า จีนสูญเสียชื่อเสียงและเงินทองจากการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพราะพิษเศรษฐกิจของสหรัฐ รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นจำต้องนำเงินงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือสถานะการเงินของสถาบันที่ใกล้ล้มละลายเพื่อลดความเสียหายในประเทศลงและหยุดลูกโซ่แห่งความหายนะมิให้ลามออกจากทวีปของตน อันถือว่าเป็นความร่วมมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและทวีปยุโรป ความหายนะในสหรัฐและประเทศในยุโรปที่เห็นภาพชัดถึงผลของลูกโซ่ครั้งนี้ คือ สถาบันการเงินใหญ่ที่สุดของประเทศไอซ์แลน์อยู่ในสภาพล้มละลาย รัฐบาลจำต้องออกมายอมรับว่าไม่สามารถแก้ไขด้วยตัวเองได้ จึงต้องขอสินเชื่อจากรัสเซียเพื่อกอบกู้สถาบันการเงินมิให้ล้ม การล้มละลายของสถาบันแห่งนี้ทำให้ลูกค้าชาวอังกฤษซึ่งซื้อตราสารหนี้ของสถาบันนี้ได้รับความเสียหายอย่างมาก ตราสารหนี้ไร้มูลค่าในทันตา รัฐบาลอังกฤษจำเป็นต้องออกมาค้ำประกันตราสารหนี้จำนวนนี้ให้กับคนอังกฤษแล้วไปเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลประเทศไอซ์แลนด์อีกทีหนึ่ง เราจักมองเห็นแต่ละประเทศที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจของสหรัฐพยายามแก้ปัญหาหรือลดทอนความเสียหายลงอย่างเต็มที่ แต่หลายประเทศก็ออกมาตรการไม่ทันกาลจึงสร้างความเสียหายอย่างหนัก บางประเทศในเอเชียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีไม่เท่ากัน จึงมีความเสียหายมากน้อยแตกต่างกันด้วย ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น ตระหนักใจดีว่า ประเทศของตนต้องรับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจในสหรัฐอย่างแน่นอน จึงเร่งออกมาตรการรองรับปัญหานี้ให้เร็วทันกาล บางประเทศเริ่มเข้มงวดกับการให้สินเชื่อหรือการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งดึงเงินในต่างประเทศกลับมาสู่คลังอีกครั้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศหรือประชาชนของเขา ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาวะปั่นป่วนทางการเมืองจนแทบไม่มีเวลาสนใจกับภาวะเศรษฐกิจของโลกที่กำลังลามเข้าใกล้ประเทศนี้แล้ว แต่คนไทยยังไม่ตระหนักถึงภัยร้ายใกล้ตัว คำถามต่อมา คือ ภัยหายนะจะเกิดกับคนไทยได้อย่างไร เมื่อเกิดปัญหาที่สหรัฐ ไกลจากไทยมาก ณ ปีพ.ศ.2551 เป็นเวลาที่โลกกลมใบนี้สามารถติดต่อสัมพันธ์กันด้วยทางลัดนิ้วมือเดียวโดยเทคโนโลยีสื่อสารสนเทศ แทบไม่มีความลับในประเทศใดเมื่อมีดาวเทียมลอยอยู่เหนือผิวโลก ทุกคนจึงรู้จักประเทศไทยอย่างทั่วถึงทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ไม่ยาก การเงินการทองและการค้าระหว่างประเทศจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ประเทศไทยย่อมเป็นหนึ่งในเครือข่ายสถาบันการเงินของโลกที่ต้องพบกับพิษเศรษฐกิจซึ่งเริ่มต้นในสหรัฐแล้วลามไปยังแผ่นดินยุโรป ทวีปเอเชียกำลังรับผลเสียหายนั้นและอาจหนักกว่าทวีปมหาอำนาจเนื่องจากส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานทางการเงินและการค้าไม่แข็งแรงนัก หลายประเทศต้องเคยประสบเภทภัยเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปีพ.ศ.2540 จนกลายเป็นลูกหนี้ไอเอ็มเอฟและต้องพบกับความชอกช้ำใจเมื่อเจ้าหนี้บีบคั้นแลกเงินกู้ยืมและแทรกแซงระบบการเงินกับกิจการภายในด้วยข้ออ้างว่าเจ้าหนี้ต้องการปรับปรุงการบริหารประเทศใหม่ ประเทศไทยเคยผ่านความชอกช้ำและความอับอายในฐานะลูกหนี้ฝรั่งมาแล้ว คำตอบที่ว่าประเทศไทยจะพบเภทภัยทางเศรษฐกิจจากสหรัฐได้จริงหรือ ? คำตอบ คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น พบปัญหาหนักกันแล้ว มันใกล้จะลามมาในไทยเต็มที เนื่องจากประเทศลูกค้าของไทย คือ สหรัฐ ประเทศในยุโรป จีน เกิดภาวะเงินฝืด สถาบันการเงินล้มละลาย ตราสารหนี้ของสถาบันการเงินเก่าแก่มีค่าเป็นศูนย์ในวันเดียว สถาบันการเงินในไทยหลายแห่งต่างถือตราสารหนี้ในสหรัฐและยุโรปซึ่งต้องพบหายนะเช่นเดียวกัน เงินรายได้ของประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ถ้าบริษัทส่งออกมีรายได้ลดลง ย่อมส่งผลต่อยอดเงินภาษีต่ำลงตามไปด้วย ราคาผลผลิตการเกษตรลดลงเพราะส่งออกไปไม่ได้เนื่องมาจากประเทศลูกค้าสำคัญอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรปประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนักและต้องใช้เงินภาษีเพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศของเขาให้อยู่รอดต่อไป จึงต้องใช้มาตรการประหยัด รักษาเงินไว้ในประเทศให้มากที่สุด เอาเงินลงทุนหุ้นในต่างประเทศกลับประเทศของตน ประชาชนตกงาน เงินในมือน้อย การจับจ่ายใช้สอยจักระมัดระวังขึ้น กิจการเอกชนจำเป็นต้องรักษาธุรกิจไว้โดยลดต้นทุนเพื่อยืดอายุนานพอที่จะรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐส่วนหนึ่งต้องการมิให้ประชาชนตื่นตระหนกใจและใช้จ่ายเงินเพื่อให้วงล้อเศรษฐกิจหมุนต่อไป ถ้าวงล้อนี้หยุด จักทำลายวงจรเศรษฐกิจของทั้งโลก เนื่องจากสหรัฐเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ลงทุนหรือรับการลงทุนจากทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย เมื่อประเทศลูกค้าต่างประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ย่อมต้องไม่มีศักยภาพพอจะสั่งซื้อสินค้าได้ มันจักส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผลผลิตในไทยที่ขายไม่ออก เงินจับจ่ายใช้สอยย่อมลดน้อยลง ทำให้วงล้อเศรษฐกิจไทยช้าหรือหยุดชะงักได้ หากปล่อยให้หยุด การกระตุ้นให้หมุนต่อเนื่องจักทำยากหรือทำไม่ได้ จึงต้องประคองให้มันหมุนต่อไปเท่านั้น ราคาผลผลิตเกษตรต้องตกต่ำลงอย่างแน่นอน มันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเกิดขึ้นเพราะผลพวงจากลูกค้าไม่มีเงินสั่งสินค้ามากเหมือนในอดีต สถาบันการเงินของไทยหลายแห่งได้รับความเสียหายจากพิษเศรษฐกิจสหรัฐเนื่องจากการลงทุนหรือการถือตราสารหนี้ของสหรัฐหรือสหภาพยุโรปไร้ค่าหรือหน่วงเวลาจ่ายเงินคืนช้าลงซึ่งส่งผลไม่ทันกาลสำหรับประเทศไทยที่ต้องการใช้เงินอย่างแน่นอน สถาบันการเงินส่วนใหญ่จึงเลือกใช้มาตรการปกป้องตัวเองหรือลดความเสียหายลงด้วยการจำกัดสินเชื่อ คัดเลือกลูกค้าชั้นดี เข้มงวดเก็บหนี้คืนให้มากที่สุด เร่งดูดเงินฝาก เงินในธนาคารคือ หลักประกันความเสียหายของสถาบันการเงินไทยที่มั่นคงที่สุด นโยบายจำกัดสินเชื่อของสถาบันการเงินจักส่งผลต่อตลาดการค้าในและนอกประเทศ โดยเฉพาะเงินหมุนเวียนในบริษัทเอกชน อันส่งผลให้บริษัทส่วนใหญ่ต้องใช้มาตรการลดต้นทุนเพื่อยืดอายุธุรกิจให้นานที่สุด นอกจากลดค่าใช้จ่ายในบริษัท เช่น ค่าวัสดุอุปกรณ์จุกจิก ค่าน้ำ ค่าไฟ และอื่นๆ ต้นทุนสำคัญของธุรกิจที่มีราคาสูงที่สุด คือ เงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้าง นโยบายของสถาบันการเงินจึงเร่งให้บริษัทต้องเลือกใช้วิธีนี้เร็วขึ้นเพื่อความอยู่รอด สิ่งที่สังเกตเห็นได้จากมาตรการที่บริษัทเอกชนในสหรัฐนำไปใช้แล้ว คือ การปลดคนงานนับร้อยนับพันในบริษัทใหญ่และมีชื่อเสียง เช่น บริษัทรถยนต์ บริษัทอินเตอร์เนต บริษัทคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ดังนั้น บริษัทในไทยต้องนำมาตรการเดียวกันไปใช้ ถ้าไม่อยากปิดธุรกิจของตนในไม่ช้านี้ การปลดคนส่งผลต่อชีวิตของลูกจ้างที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนเครื่องอุปโภคหลากชนิดไว้ให้เขาไม่มีเงินผ่อนต่อไป สุดท้ายก็ต้องถูกยึดบ้าน ยึดรถ กลายสภาพเป็นคนไร้บ้าน ไร้รถ ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐมาแล้วและยังเคยเกิดขึ้นกับคนไทยในปีพ.ศ.2540 หรือพิษต้มยำกุ้ง การจำกัดสินเชื่อของสถาบันการเงินยังส่งผลต่อราคาผลผลิตตกต่ำเพราะจะไม่ยอมให้เงินแก่พ่อค้าไปซื้อผลผลิตของเกษตรกร ราคาที่ดินต่ำลงกว่าความเป็นจริงเพราะสถาบันการเงินเห็นคุณค่าของที่ดินน้อยลงและใช้วิธีบีบคั้นกดดันราคาที่ดินต่ำที่สุด ถ้าเขาคนนั้นต้องการเงินสินเชื่อเป็นหลักเพื่อความได้เปรียบและความอยู่รอดของสถาบันการเงิน ความวุ่นวายในบ้านเมืองที่เกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯทำละเมิดกฎหมายมากมาย ทำให้รัฐบาลแทบไม่มีเวลาสนใจกับภัยเศรษฐกิจจากสหรัฐที่ลามใกล้ไทยเต็มที จักสร้างความเจ็บปวดแก่คนไทยอย่างมากตามที่นักการเงินไทยและเทศคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า สิงคโปร์และมาเลเซียออกมาตรการรองรับปกป้องเศรษฐกิจของตนอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไทยยังหมกมุ่นกับปัญหาการเมืองที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งเข้าแย่งอำนาจบริหารจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายอันผิดไปจากระบอบประชาธิปไตย ความคิดผิดเพี้ยนและการหลงเวลากำลังทำลายประเทศไทยอย่างมากเมื่อพิษเศรษฐกิจจากสหรัฐแผ่ขยายไปทั่วโลกแล้ว ไทยเป็นหนึ่งในเวทีโลกที่กำลังรับพิษภัยนี้แล้ว คนไทยจึงควรสังวรและเตรียมรับมือกับหายนะภัยทางเศรษฐกิจทันกาล การตกงาน การสูญบ้านสูญทรัพย์สิน จักเกิดขึ้นและลามไปทั่วทุกชนชั้นในเวลาอันใกล้นี้ แต่ไม่กระทบต่อชนชั้นสูงที่มีทรัพย์มรดกตกทอดจากบรรพชนหลายร้อยปีซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯที่กำลังทำลายบ้านเมืองในเวลานี้ คนไทยต้องรับมือกับพิษภัยทางเศรษฐกิจโลกด้วยตัวเอง เพราะรัฐบาลอาจไม่มีเวลาจะคิดถึงมาตรการช่วยเหลือคนไทยผ่านพ้นความเสียหายครั้งนี้ได้ทันกาล จึงต้องพยายามรักษางานหรือตำแหน่งงานด้วยความขยันขันแข็ง รักองค์กรด้วยหัวใจ ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรให้มากที่สุด เนื่องจากไม่มีองค์กรใดปลดคนมีประโยชน์ออกไปเป็นพวกแรก แต่จะไล่คนขี้เกียจและคนไร้ประโยชน์ที่ถ่วงความเจริญขององค์กรออกก่อนเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินเดือนต่อไป ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตนและครอบครัวให้มากที่สุด ถ้าการผ่อนสิ่งของใดใกล้หมดแล้วช่วงยังไม่ตกงาน ถ้าเหลือไม่มาก ก็ควรเร่งจ่ายคืนให้ครบเพื่อเหลือหนี้ให้น้อยที่สุด หากต้องพบเหตุตกงานในวันหน้า เขาจักทนรับสถานการณ์ได้เบาตัวขึ้น ปีพ.ศ.2540 บางคนอาจเคยผ่านการฝากท้องที่โรงทานขององค์กรกุศลมาแล้ว เชื่อว่า คงมีการเตรียมรับพิษเศรษฐกิจครั้งใหม่ได้ดีกว่าคนไม่เคยมีประสบการณ์แน่นอน ขอให้เตือนใจเสมอว่า เวลาตกงานไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด คนใด จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า จักลดความเสียหายลงได้ ความทรมานใจและกายก็น้อยลงเช่นกัน พิษเศรษฐกิจจากสหรัฐต้องลามเข้าไทยและคนไทยอย่างแน่นอน ขอให้เตรียมตัว เตรียมใจ รับผลลัพธ์ครั้งนี้เพื่อรักษาตนและครอบครัวไว้อย่างดีที่สุด มิฉะนั้น อาหารไม่อิ่มท้อง สูญบ้าน เสียรถของคนชั้นกลางในเมืองจักย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง คราวนี้อาจต้องรวมถึงคนชนบทที่รับผลกระทบจากราคาผลิตผลการเกษตรตกต่ำด้วย ประเทศไทยจักรองรับคนเหล่านี้ได้มากแค่ไหน เมื่อลูกค้ามหาอำนาจก็ไม่มีเงินเช่นเดียวกัน ทุกประเทศตกยากพร้อมกันทั้งโลก มันเป็นภาพน่ากลัวที่แทบไม่มีใครอยากเห็นความทุกข์ยากเช่นนี้เลย โดยเฉพาะคนไทยถิ่นอุดมสมบูรณ์ไม่ควรต้องพบความทุกข์ยากเช่นนี้มิใช่หรือ ?
****************************** |
|
|