Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    2/27/2008

    พันธมิตรพรางเขียว

    พันธมิตรพรางเขียว

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    สัญญาณการปฏิวัติครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้วหลังจากผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปดังใจหวังของคณะปฏิวัติครั้งแรกและผู้มากบารมี ทำให้พรรคการเมืองที่หนุนหลังและหวังให้เป็นหุ่นเชิดบริหารประเทศต้องผิดหวังจากคะแนนเสียงของประชาชนที่ทิ้งห่างกันมาก เท่ากับไม่ยอมรับฟังเสียงส่วนใหญ่ตามหลักประชาธิปไตย แผนทำลายผู้ชนะยังดำเนินต่อไปโดยนำแผนเดิมที่เคยกำจัดศัตรูการเมืองได้ผลมาแล้ว คือ การใช้อำนาจตุลาการสั่งยุบพรรค ด้วยการสร้างสรรค์สารพัดข้อหาในกฎหมาย แต่มีเจตนาแอบแฝงที่หวังช่วงชิงอำนาจบริหารประเทศจากรัฐบาลไปยื่นส่งให้พรรคพวกของตนที่เคยพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง

    กลุ่มพันธมิตรฯที่แอบอิงกับคำว่า ประชาธิปไตย ซึ่งแกนนำมีทั้งบุคคลล้มละลาย ข้าราชการที่เสียดายสวัสดิการและไร้เงินตรามากพอ แต่อยากเล่นการเมือง ลูกน้องคนสนิทของอดีตผู้นำบ้านเมืองเริ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลใหม่โดยเฟ้นหาข้ออ้างสารพัดเพื่อประเคนใส่รัฐบาลใหม่ให้กลายเป็นพวกชั่วช้าที่สุดและกลุ่มนี้คือวีรบุรุษของชาติ หากพิจารณาทบทวนพฤติกรรรมของกลุ่มนี้จะพบว่า ก่อนการปฏิวัติและหลังการปฏิวัติกลุ่มนี้อ้างว่าสนับสนุนประชาธิปไตย แต่ไม่เคยแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านการปฏิวัติแม้แต่ครั้งเดียว บางคนยังได้รับตำแหน่งทางการเมืองจากรัฐบาลในคณะปฏิวัติ การตั้งสถานีทีวีซึ่งเคยผิดกฎหมาย ก็หยุดการดำเนินคดีไว้ คดีความของสมาชิกในกลุ่มพันธมิตรฯก็ถูกยกฟ้องทั้งหมด แม้หลายคดีจะน่าเคลือบแคลงใจเพราะคนอื่นเคยถูกลงโทษจากคดีประเภทนี้มาแล้ว ช่วงระหว่างเลือกตั้งพรรคเป้าหมายต้องถูกกำจัดจากคณะปฏิวัติ ผู้นำพรรคจึงสั่งกำชับลูกพรรคให้ทำงานการเมืองอย่างระมัดระวังและต้องเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในศาลให้มากที่สุด เพราะจะไม่มีวันได้รับความเป็นธรรม มันบ่งบอกว่า อำนาจมืดแทรกซึมและมีอิทธิพลต่อดุลพินิจในการพิจารณาข้อพิพาททางการเมือง นอกจากนั้น หลังการปฏิวัติสำเร็จแล้วบุคลากรด้านตุลาการโอนย้ายเข้าสู่กระทรวงต่างๆเพื่อทำหน้าที่บริหารมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยคำสั่งของคณะปฏิวัติ ทำให้มองเห็นสายสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างคณะปฏิวัติกับฝ่ายตุลาการซึ่งเคยปฏิบัติตนเดินสายกลางเพื่อดำรงความยุติธรรมเป็นหลักมานานนับร้อยปี เมื่อรัฐบาลจากการเลือกตั้งเริ่มการทำงาน บุคลากรเหล่านั้นเร่งขอโอนย้ายกลับสู่หน่วยงานของตน มันเป็นการเอาเปรียบข้าราชการประจำหน่วยงานนั้นที่ควรได้เลื่อนตำแหน่งและทำงานเพื่อหน่วยงานของตน แต่บุคคลเหล่านั้นย้ายมาแย่งงานเพื่อสนองนโยบายคณะปฏิวัติ พอหวั่นกลัวรัฐบาลใหม่ ก็รีบย้ายกลับไปรับตำแหน่งในสังกัดเดิม มันแสดงว่าไม่มีความตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาหน่วยงานนี้อย่างแท้จริง และไม่มั่นใจต่อความสามารถด้านบริหารอันสุจริตใจของตน จึงต้องหนีย้ายกลับต้นสังกัดเดิมโดยเร็วที่สุด แต่ติดขัดในด้านอัตรากำลังและกฎระเบียบของสังกัดเดิมทำให้หลายคนต้องติดค้างอยู่ที่หน่วยงานอย่างไม่เต็มใจ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯสนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติตั้งแต่ต้นและไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงสมดังชื่อของกลุ่มนี้

    หลักประชาธิปไตยต้องเคารพเสียงข้างมาก ให้เกียรติเสียงข้างน้อย ต่อต้านการปฏิวัติซึ่งทำลายระบอบประชาธิปไตย แต่กลุ่มพันธมิตรฯแสดงท่าทีเอาใจและสนับสนุนการปฏิวัติทั้งในทางลับและโดยเปิดเผยมาตลอด โดยเฉพาะการข่มขู่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมิให้เลือกพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะปฏิวัติ เมื่อคะแนนเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นของพรรคการเมืองนั้น กลุ่มนี้ก็ตั้งโต๊ะแถลงข่มขู่ประชาชนและรัฐบาลเพื่อแสดงความกร่างและอำนาจในการปลุกระดมคนให้ออกมาประท้วงตามข้างถนนโดยคุยโอ่ถึงผลงานก่อนการปฏิวัติ สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่น่าจะอยู่ในความคิดของผู้รักประชาธิปไตย คือ ความพยายามข่มขู่และขัดขวางจำเลยในคดีซึ่งควรเข้าสู่การพิจารณาในศาลตามกฎหมายไทยด้วยการห้ามคนไทยที่ถูกฟ้องคดีกลับเข้าประเทศเพื่อต่อสู้ในศาลตามข้อกล่าวหาซึ่งกลุ่มนี้เป็นคนร้องเรียนและตั้งข้อกล่าวหาไว้ มันผิดต่อหลักจริยธรรมของคนไทยที่กระทำต่อคนไทยด้วยกัน แม้ว่าคนๆนั้นจะเคยมีฐานะผู้นำบ้านเมืองมาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เขาเป็นคนไทย ถือสัญชาติไทย ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯใช้กฎหมายใดไปห้ามคนไทยคนหนึ่งเข้าต่อสู้คดีที่ถูกกล่าวหาในศาลไทย เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจหรือระบุห้ามคนไทยเดินทางเข้าประเทศไทย การที่กลุ่มพันธมิตรฯมีข้อเรียกร้องต่อสาธารณชนว่า ห้ามจำเลยคนไทยเข้าประเทศบ้านเกิดเพื่อต่อสู้คดีในศาล จึงไม่แตกต่างจากผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียหรือนักเลงใหญ่ประจำประเทศที่แสดงความกร่างข่มขู่คนไทยโดยไม่คำนึงถึงข้อกฎหมาย แล้วจะเรียกตัวเองว่าสนับสนุนประชาธิปไตยได้อย่างไร เมื่อไม่เคารพกฎหมายและความเห็นเสียงข้างมากของคนไทย โดยเฉพาะกฎหมายและข้อกล่าวหาล้วนเกิดขึ้นและดำเนินการโดยคณะปฏิวัติ แต่กลุ่มนี้พยายามขัดขวางมิให้มีการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม

    แผนกำจัดรัฐบาลใหม่ซึ่งได้คะแนนเสียงส่วนมากเริ่มต้นอย่างเป็นทางการและเป็นที่คาดหมายกันตั้งแต่แรกแล้วว่า จะต้องกำจัดพรรคเสียงข้างมากนี้โดยเร็วที่สุดภายใต้กฎหมายที่คณะปฏิวัติบัญญัติไว้ ถ้าผลเลือกตั้งไม่เป็นไปดังที่ฝ่ายตนต้องการ ในไม่ช้านี้จะต้องเร่งยุบพรรคเสียงข้างมากให้เป็นไปตามแผนร้ายนี้แน่ ส่วนการสร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่เหตุผลสมควรในการปฏิวัติใหม่ ถ้าการดำเนินงานทางกฎหมายล่าช้าหรือเพลี่ยงพล้ำ คือ การให้กลุ่มพันธมิตรฯซึ่งผู้มากบารมีคอยหนุนหลังทั้งการเงินและกำลังภายในให้ก่อกวน ข่มขู่ ชี้นำ มวลชนที่ขาดสติและความรู้เท่าทันกลวิธีนี้เพื่อใช้อ้างเป็นเหตุล้มรัฐบาลใหม่ เปิดประตูให้มีการปฏิวัติอีกครั้ง พวกเขาไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน พิษร้ายของยาเสพติดที่หวนกลับมาผงาดอีกครั้งอันเนื่องจากเป็นแหล่งเงินทุนในการปฏิวัติ การลงทุนครั้งใหม่ทำเพื่อกำจัดศัตรูเก่าที่หลงเหลือจากงานครั้งก่อนและส่งมอบการบริหารประเทศให้แก่พรรคพวกของตนเพื่อล้างความอับอายในสนามเลือกตั้ง

    การโอนย้ายข้าราชการมีการทำกันมากในช่วงปฏิวัติตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯใช้เป็นข้ออ้างปลุกระดมคนให้ประท้วงข้างถนนอีกครั้งเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งทำเพื่อให้สนองนโยบายใหม่เพราะคนเหล่านั้นยังภักดีต่อคณะปฏิวัติอาจถ่วงเวลาการทำงานที่ต้องการความรวดเร็วในการแก้ปัญหาของชาติ กลับถูกกล่าวหาว่ากระทำโดยไม่เป็นธรรม ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯไม่เคยร้องโวยวายแทนข้าราชการซึ่งถูกย้ายโดยคณะปฏิวัติสักครั้งเดียว ทั้งที่กระทำอย่างเดียวกับรัฐบาลใหม่ มันบ่งชี้ได้ชัดว่ากลุ่มพันธมิตรฯสนับสนุนงานของคณะปฏิวัติและมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน  สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือ คนไทยต้องคิดพิจารณาข้อกล่าวอ้างของกลุ่มพันธมิตรฯที่ให้ออกไปประท้วงตามข้างถนนเพื่อสนองความปรารถนาของผู้มากบารมีและส่งเสริมแผนกำจัดศัตรูทางการเมืองว่าจะเป็นเหยื่อหรือตัวล่อของพวกเขาอีกครั้ง แล้วจำกัดสิทธิคนไทยมิให้ต่อสู้คดีในศาลหรือขัดขวางมิให้คนไทยกลับบ้านเกิดของตน มันคือความเป็นธรรมที่คนไทยควรให้แก่คนไทยด้วยกันหรือ ? เวลานี้สังคมไทยต้องการความสมานฉันท์ แต่อีกกลุ่มหนึ่งที่แอบแฝงเจตนาไม่ดีต่อชาติพยายามขัดขวางมิให้เกิดความรักสามัคคีโดยใช้อำนาจมืดชี้นำและบงการกระบวนการยุติธรรมเพื่อกำจัดศัตรูการเมือง ส่งเสริมกลุ่มพันธมิตรฯให้สร้างความวุ่นวายในสังคม เจตนาเดียวของผู้ไม่หวังดีต่อชาติและกลุ่มพันธมิตรพรางเขียว คือ การแย่งอำนาจอันชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมายไปจากรัฐบาลเลือกตั้งที่มาจากเสียงข้างมากของคนไทย โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนไทยซึ่งกำลังประสบกับความยากแค้นลำบากเมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการบอยคอตสินค้าจากต่างประเทศเป็นเวลานานหนึ่งปีกว่าแล้ว

    กลุ่มพันธมิตรฯมักใช้สื่อมวลชนที่กระหายข่าวสารเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการสร้างความสับสนวุ่นวายในสังคม อีกทั้งสื่อมวลชนเคยบิดเบือนข่าวสารจนทำให้สังคมไทยตกอยู่ในความมืดมิดและไม่เคยต่อต้านการปฏิวัติหรือรักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขณะที่คนไทยใจกล้าหลายคนแสดงการต่อต้านการปฏิวัติอย่างสงบเพื่อให้รัฐบาลของคณะปฏิวัติรับทราบมาแล้ว ครั้งนี้ผู้มากบารมีกับกลุ่มพันธมิตรฯจะใช้แผนเดิมอีกโดยต้องยุบพรรคคะแนนเสียงข้างมากเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้ง แล้วข่มขู่กึ่งบังคับให้พรรคร่วมรัฐบาลแยกตัวโดยใช้คดียุบพรรคที่อยู่ในการพิจารณาเป็นข้อต่อรองว่า จะปล่อยให้พรรคใหญ่ถูกยุบพรรคเดียว หรือ อยากจะถูกยุบร่วมไปด้วยซึ่งพวกเขาสามารถบันดาลให้เกิดได้ตามที่ต้องการอย่างแน่นอน คนไทยได้รับบทเรียนจากผลงานของกลุ่มนี้มาแล้วว่าทำลายสถานะการเงินในครอบครัว สังคมวุ่นวาย การค้าขายในหลายครอบครัวล่มสลายและปิดตัว เงินทองใช้สอยขาดแคลนหนัก ราคาสินค้าเพิ่มสูงไร้ขีดจำกัด ทั้งที่อยู่ในการควบคุมของคณะปฏิวัติซึ่งมีอำนาจล้นฟ้า แต่ไม่อาจหยุดยั้งราคาสินค้าและภาวะขาดแคลนสินค้าบางอย่างได้ เมื่อได้รัฐบาลเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว วัฏจักรการค้าขายสินค้าเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง การฟื้นฟูฐานะครอบครัวและเศรษฐกิจของชาติเริ่มเห็นแสงแห่งความหวังขึ้น ก่อนท่านจะร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรฯทำลายแสงสว่างนั้นเพื่อสนองตัณหาของคนมากบารมีซึ่งบางคนสูงวัยมากพอจะเอื้อมสัมผัสกับมัจจุราชแล้ว แต่ยังไม่ปลงต่ออำนาจวาสนาของตน ก็ควรก้มมองพิจารณาตนเองอย่างมีสติด้วยว่า ยังเป็นคนไทยที่รักคนไทยด้วยกัน รักประเทศชาติกำเนิดของตน และอยากให้สังคมไทยสงบร่มเย็นต่อไป หรือไม่ ? ส่วนข้าราชการที่อยู่ใต้อิทธิพลของผู้มากบารมีซึ่งได้รับคำสั่งให้สนองกิเลสของเขาควรตระหนักใจด้วยว่า ทำงานภายใต้จรรยาบรรณตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือไม่ หลังความตายของผู้มากบารมีแล้ว ท่านจะเป็นอิสระแท้จริงอย่างไร เมื่อมีผลงานตามใจคนตายไว้มาก เจ้านายคนใหม่จะวางใจท่านได้หรือ ? คำถามสุดท้าย คือ ข้าราชการเป็นคนไทยที่ควรรับใช้ประชาชน ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน เป็นข้าราชการในระบอบประชาธิปไตย แล้วควรทำร้ายคนไทยคนหนึ่งซึ่งต้องการต่อสู้คดีที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายโดยการใช้ดุลพินิจสนองคำสั่งที่ไร้อักษรจากคนมากบารมี สักวันหนึ่งกรรมอาจกระโดดกลับมาสนองเมื่อถูกขอให้รับผิดชอบต่อการกระทำที่อยุติธรรมนั้น ท่านจะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้อย่างไร ?

    อันที่จริงแล้วคนไทยและข้าราชการไทยควรทำงานและปกป้องระบอบประชาธิปไตยของประเทศไว้ มิใช่เป็นเหยื่อโง่สนองกิเลสตัณหาของคนมากบารมีหรือกลุ่มพันธมิตรฯพรางเขียวที่กำลังชักนำประเทศกลับไปสู่เงามืดของการปฏิวัติอีกครั้ง การต่อต้านอย่างสงบและเปิดเผยต่อพฤติกรรมแอบแฝงของผู้ไม่หวังดีต่อชาติทำได้ง่าย โดยคนไทยใช้ระบบสื่อสารสนเทศเพื่อแสดงเจตนารมณ์ ความรู้เท่าทันและไม่ยอมเป็นเหยื่อโง่ให้พวกเขารับทราบได้ โดยขอร้องให้ละเลิกการกระทำใดๆที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติเพื่อแย่งชิงอำนาจกัน หรือ การบอกปากต่อปากถึงเจตนาร้ายของฝ่ายที่ต้องการทำลายชาติโดยไม่คำนึงถึงความลำบากของประชาชน การแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลใหม่ การไม่ยอมรับประชามติส่วนใหญ่ของคนไทยที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะพวกเขามิได้รักคนไทยอย่างแท้จริง และ คนไทยไม่ต้องการเป็นเหยื่อโง่ และไม่ต้องการให้มีการปฏิวัติอีกแล้ว ถ้าคนไทยแสดงเจตนาอย่างพร้อมเพรียงกัน ย่อมหยุดยั้งความกร่างของกลุ่มพันธมิตรฯและความหลงอำนาจของผู้มากบารมีได้ อีกทั้งยังปกป้องรัฐบาลเลือกตั้งและนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมไทยด้วยมือของคนไทยเองโดยปราศจากการใช้อาวุธ อันแตกต่างจากการปฏิวัติที่ใช้อาวุธข่มขู่คนไทย โลกยุคไซเบอร์เปิดช่องทางให้คนไทยแสดงความเห็นเพื่อประเทศชาติ เพื่อขัดขวางแผนร้ายของผู้ไม่หวังดีต่อชาติ ลองใช้สื่อสารสนเทศสารพัดช่องทางเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของคนไทยมิให้กลุ่มพันธมิตรฯย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนไทยจักทราบว่าสื่อประเภทนี้มีอิทธิพลมากและกว้างขวางเพียงใด

     

    **************************

    2/24/2008

    แผนที่ชีวิต

    แผนที่ชีวิตของในหลวง

     

    เรียบเรียงโดย  มณีอักษร

     

    แผนที่ชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทานแก่คนไทยให้นำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน จักช่วยให้เกิดมงคลแก่ชีวิต ความสงบสุขในครอบครัว ความรุ่งเรืองแก่ธุรกิจและการทำงานในตำแหน่งหน้าที่ มีจริยวัตรที่งดงาม เป็นที่ชื่นชมแก่บุคคลอื่น จิตใจเบิกบานสดใสและสอนให้มองโลกในแง่ดี โดยมีทั้งหมด 36 ข้อ ดังนี้

    1.       ขอบคุณข้าวทุกเม็ด  น้ำทุกหยด  อาหารทุกจานอย่างจริงใจ

    2.       อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด  นอกจาก ปัญญา และ ความกล้าหาญ

    3.       เพื่อนใหม่ คือ ของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วน เพื่อนเก่า / มิตร คือ อัญมณีที่นับวันจะเพิ่ม         คุณค่า

    4.       อ่านหนังสือ ธรรมะ ปีละเล่ม

    5.       ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา

    6.       พูดคำว่า ขอบคุณ ให้มากๆ

    7.       รักษา ความลับ ให้เป็น

    8.       ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง

    9.       ฟังให้มากแล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี

    10.     ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่าเป็นจริง

    11.     หากล้มลง  จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่

    12.     เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนักคิดเสมอว่า  เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว

    13.     อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์

    14.     ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก  อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน

    15.     อย่าหยิ่ง  หากจะกล่าวว่า  ขอโทษ

    16.     อย่าอาย  หากจะบอกใครว่า  ไม่รู้

    17.     ระยะทางนับพันกิโลเมตรแน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง

    18.     เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้  จึงควรทำสิ่งต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    19.     การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย  เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท

    20.     คนไม่รักเงิน คือ คนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต

    21.     ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือ ผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี

    22.     ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน  ทุกวันเป็นวันสนุกหมด

    23.     จงใช้จุดแข็ง  อย่าเอาชนะจุดอ่อน

    24.     เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด

    25.     เหรียญเดียวมีสองหน้า คือ ความสำเร็จ กับ ความล้มเหลว

    26.     อย่าตามใจตัวเอง  เรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น

    27.     ฟันร่วงเพราะมันแข็ง  ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน

    28.     อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ (อย่าใจร้อน)

    29.     ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง  ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีใช้อยู่

    30.     ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด  กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด

    31.     ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ

    32.     จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด

    33.     ดาวและเดือนที่อยู่สูง  อยากได้ต้องปีน บันไดสูง

    34.     มนุษย์ทุกคนมีงานมากมายในชีวิต  จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ

    35.     หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก  จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม

    36.     ระเบียบวินัย  คือ  คุณสมบัติที่สำคัญในการดำเนินชีวิต                                             

     

    หากคนไทยดำเนินชีวิตไปตามแผนที่เบื้องต้นให้มากที่สุดหรือทำได้ครบทุกข้อ เชื่อว่า สังคมไทยจักสงบสุข การทำงานราบรื่นและรุ่งเรือง ครอบครัวมีความสุขสดใส คนไทยมีน้ำใจงดงาม จึงหวังว่าทุกคนน่าจะเริ่มต้นใช้แผนที่ชีวิตฉบับนี้ทีละข้อ จักเห็นคุณภาพชีวิตหรืออารมณ์ดีขึ้นด้วยการกระทำของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่น มันจึงเป็นความภูมิใจส่วนตัวได้

     

    *************************************

    2/21/2008

    กตัญญูทางใจกับแสตมป์ 3 บาท

    ความกตัญญูทางใจกับแสตมป์ 3 บาท

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    หนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาได้ดูรายการ วันนี้ที่รอคอย ทางช่อง 9 อสมท. ซึ่งเป็นเรื่องความช่วยเหลือตามหาคนที่พลัดพรากหรือแยกหายไปโดยร้องขอไปทางรายการนี้ ทำให้เห็นว่าเมืองไทยช่างกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน ทั้งที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินเดียวกันก็ยังตามหากันไม่พบ ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากความยากจน ขาดปัจจัยการเงินและขาดแหล่งข้อมูลในการค้นหาบุคคล โดยเฉพาะการค้นหาจากฐานข้อมูลของทางราชการซึ่งชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงได้เลย ขณะที่รายการทีวีตรวจสอบข้อมูลได้โดยเจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมืออย่างดี มันจึงเป็นจุดอ่อนของทางราชการที่ไม่แบ่งปันข้อมูลพื้นฐานให้คนทั่วไปสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ จึงเห็นความเหลื่อมล้ำของชนชั้นพอควร

    การค้นหาบุคคลที่พลัดพรากจากกันไปไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ย่อมต้องประกอบด้วยความอุตสาหะทั้งทางการเงินและจิตใจมุ่งมั่น เมื่อมีการสัมภาษณ์บุคคลสองฝ่ายที่ได้พบกันและเจาะลึกถึงสาเหตุที่ต้องพลัดพรากกันนั้น ส่วนใหญ่พวกเขาขาดการติดต่อกันด้วยความยากจนเป็นหลัก การติดตามค้นหาต้องใช้เงินทองมากและมีความไม่แน่นอน แต่บทสรุปจากสาเหตุที่ไม่ติดต่อกันของหลายคนทำให้ไม่สบายใจกับแนวคิดเรื่องความกตัญญูของคนไทยซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง คือ บางรายเป็นเด็กกำพร้าที่อยากพบหรือรู้จักบิดามารดาแท้จริงสักครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเห็นใจกับความอยากรู้และควรส่งเสริมตามความเหมาะสมด้านเหตุผลของแต่ละคน ข้อคิดควรคำนึงอย่างหนึ่ง คือ การค้นหาบิดามารดาของเด็กกำพร้าคนหนึ่งอาจสร้างรอยร้าวขึ้นในครอบครัวใหม่ซึ่งเคยมีเหตุผลบาดใจในการทอดทิ้งเด็กในอดีตและจะสร้างรอยแผลลึกแก่เด็กกำพร้าที่คาดหวังสูงในความรักของบิดามารดาแท้จริงก็ได้ แต่หลายรายหมางเมินต่อบุพการีด้วยการเป็นกำพร้าเทียม โดยอ้างสาเหตุความยากจน เมื่อย้ายที่อยู่ก็ไม่แจ้งให้ครอบครัวรับทราบ ทั้งที่บิดามารดามิได้ย้ายบ้านเลย ทำให้ขาดการติดต่อไปนานมากจนคิดว่าอาจตายไปแล้ว ขณะที่บิดามารดาเฝ้าห่วงใยความเป็นอยู่ของลูกหลานและรอคอยการกลับมาพบหน้ากัน พวกเขาคิดถึงลูกหลาน มิได้เกี่ยวพันกับการขอเงินทองเพราะมีฐานะไม่แตกต่างกันนัก จนกระทั่งใกล้เวลาอำลาโลกเราจึงเห็นคุณยายชราหลายคนเฝ้ารอคอยลูกกลับมาพบหน้าก่อนตายสักครั้งอันเป็นความต้องการสุดท้ายในชีวิต ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการติดต่อบอกข่าวคราวกันโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปบ้านบุพการีก็ได้ คือ แสตมป์มูลค่า 3 บาท เท่านั้น แต่ลูกหลานไม่ยอมใช้บริการไปรษณีย์เพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข่าวคราวกับบุพการีเลยด้วยข้ออ้างว่ายากจน ทั้งที่ในรายการวันนั้นลูกสวมสร้อยคอและสร้อยข้อมือทองคำเส้นโตและมูลค่าแสตมป์น้อยกว่าเหล้าบุหรี่หรือข้าวแกง แต่มีคุณค่าต่อจิตใจของบิดามารดาโดยประเมินเป็นตัวเงินมิได้

    ความกตัญญูต่อบุพการีถือเป็นคุณสมบัติหนึ่งของคนดี ซึ่งมีการสั่งสอนสืบทอดกันมายาวนาน การแสดงความกตัญญูนั้นมิได้มีแค่การดูแลร่างกายของบุพการีเท่านั้น แต่หมายรวมถึงจิตใจของพวกท่านด้วย โดยเฉพาะค่าดูแลทางจิตใจระหว่างบุพการีและลูกหลานที่อยู่ห่างไกลกันนั้นไม่ต้องการใช้เงินมากมายเลย ขอเพียงสละเวลาน้อยนิดเขียนจดหมายพูดคุยแจ้งข่าวแก่บุพการีอย่างสม่ำเสมอ ย่อมทำให้พวกท่านคลายความห่วงใยและความคิดถึงลูกได้มากแล้ว จากนั้นก็ติดแสตมป์ 3 บาท บวก ค่าเสียเวลาเดินไปหย่อนจดหมายลงตู้เท่านั้น ส่วนคนที่มีเงินมากขึ้นก็อาจใช้โทรศัพท์ทางไกลติดต่อบอกข่าวกันได้ การพลัดพรากจากกันจะไม่มีวันเกิดขึ้นทั้งที่ฝ่ายหนึ่งไม่เคยย้ายสถานที่อยู่เลย ส่วนอีกฝ่ายย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง ข้ออ้างความยากจนเกินกว่าจะติดต่อกันได้ จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปโดยการใช้แสตมป์ 3 บาทติดจดหมายที่แนบความห่วงใยกันระหว่างสมาชิกครอบครัวไว้

    การแสดงความกตัญญูทางกายหรือใจมีความสำคัญต่อบิดามารดาวัยชรา มากกว่าการไปยืนเคารพศพหรือร้องไห้ในงานศพ ซึ่งพวกท่านไม่มีวันรับรู้ความรู้สึกของลูกหลานอีกต่อไป บิดามารดาล้วนต้องยอมลำบากและอดทนเลี้ยงดูลูกกว่าจะเจริญวัยทำงานหาเลี้ยงตัวเองหรือสร้างครอบครัวใหม่ได้ต้องใช้เวลายาวนาน ย่อมมีภาพอดีตของลูกอยู่ในห้วงคิดมาก ความทุกข์ใจของพ่อเฒ่าแม่เฒ่า คือ การไม่ทราบว่าลูกหายไปไหนหรืออยู่ดีมีทุกข์เพียงใดก่อนลาจากโลกนี้ ขณะที่ลูกหลานบางคนยอมจ่ายค่าเหล้า ค่าบุหรี่ มากกว่าจะส่งจดหมายติดแสตมป์ 3 บาท เพื่อบอกรักและคิดถึงบุพการีอันสร้างความปลื้มใจแก่พวกท่าน แสตมป์ 3 บาท ถือเป็นการแสดงความกตัญญูทางใจที่มีราคาไม่แพงเลยสำหรับลูกหลานจะทำเพื่อบุพการีของตนอย่างน้อยปีละครั้งในการสื่อสารกัน แทนที่จะไปยืนร้องไห้หน้าศพของพ่อเฒ่าแม่เฒ่าแค่วันเดียว ส่วนเวลานานที่ผ่านมาคือ การปล่อยปละละเวลาของพ่อแม่ลูกไว้ด้วยความเงียบหาย เราจะเรียกตนเองว่าเป็นลูกกตัญญูได้อย่างไร เมื่อการดูแลกายให้สบายอาจทำได้ไม่ดี แต่ดูแลทางจิตใจที่ง่ายและราคาถูก ยังไม่อยากทำกันเลย

     

    **************************

    2/16/2008

    คุณค่าของเศษสตางค์ไทย

    เศษสตางค์ไทย

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    ประเทศไทยมีการใช้ธนบัตร 1000 บาท 500 บาท 100 บาท 50 บาท 20 บาท 10 บาท เงินเหรียญก็มี 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท เงินสตางค์ที่ใช้กันได้ คือ 75 สตางค์ 50 สตางค์ 25 สตางค์ เราจะเห็นเงินสตางค์ที่ไม่ตรงกับเงินหลักซึ่งใช้ในตลาดเงินปรากฏในใบเรียกเก็บเงินของบัตรเครดิต ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ แต่เมื่อจ่ายเงินจริง เราจะถูกปัดเศษสตางค์ให้กลายเป็นเงินบาทไปทุกครั้ง ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า การปัดเศษของการชำระบัตรเครดิตจะนำไปหักกับหนี้คราวต่อไปได้ เช่น หนี้เรียกเก็บ 102.66 บาท หากจ่าย 102.75 บาท ส่วนต่าง 0.09 บาท จะถูกหักกับหนี้คราวต่อไปทำให้เราจ่ายเงินน้อยลง เป็นต้น แต่การปัดเศษในการชำระค่าสาธารณูปโภคของรัฐนั้น จะไม่ส่งผลต่อการลดหนี้คราวต่อไป แล้วเศษสตางค์เหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน มันกลายเป็นคำถามคาใจมานานว่าหลักปัดเศษที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เศษสตางค์เหล่านั้นควรไปอยู่ในกระเป๋าของใคร จึงเป็นความถูกต้องชอบธรรมที่สุด

    ในประเทศตะวันตกยังมีการใช้เงินเหรียญอย่างกว้างขวาง และเงินเหรียญเหล่านี้ส่งผลต่อการขึ้นค่าครองชีพที่ไม่เร็วด้วย หากนำเงินบาทไปเปรียบกับเงินต่างประเทศอาจดูว่าของเขาสูงกว่าไทยมาก แต่ต้องมองให้ลึกด้วยว่ารายได้ต่อประชากรของเขาก็สูงเช่นกัน ถ้าพิจารณาให้ลึกขึ้นไปอีกจะสังเกตเห็นว่าราคาสินค้าของเขาขึ้นอย่างช้าๆและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค อันแตกต่างจากเมืองไทย ตัวอย่างเช่น ค่าแก๊สแบบ 15 ก.ก.ขึ้นถังละ 7 บาท ค่าไฟ ค่าน้ำ มักขึ้นเป็นเศษสตางค์ เช่น 2 สตางค์ 5 สตางค์ 8 สตางค์ เป็นต้น ถ้านำแก๊สหรือไฟฟ้าหรือน้ำไปหุงข้าวขายเป็นจานสัก 50 จาน แต่ละจานตักให้ลูกค้า 1 ทัพพี ขายจานละ 20 บาทต่อกับข้าวหนึ่งอย่าง พ่อค้าแม่ค้าขึ้นราคาเป็นจานละ 25 บาท อย่าลืมว่าอัตราเงินคือ 100 สตางค์เป็น 1 บาท และ มิได้ขายให้ลูกค้าแค่คนเดียว คงมองเห็นต้นทุนและกำไรซ่อนแฝงในจานข้าว ผู้บริโภคกำลังถูกเอาเปรียบเพราะการไม่ยอมใช้เศษสตางค์ทำให้ราคาข้าวต่อจานสูงเกินต้นทุนอย่างมาก การค้าขายแล้วเอากำไรเป็นเรื่องทั่วไปที่สังคมยอมรับกันได้เพราะมิใช่มูลนิธิที่ต้องแจกจ่ายเพื่อการกุศลอย่างเดียว ถ้ารัฐบาลสนใจต้นทุนแท้จริงของข้าวในจานและควบคุมให้ราคาเป็นธรรมอย่างแท้จริง คนไทยอาจไม่ต้องเห็นการขึ้นค่าอาหารทีละ 5 บาท 10 บาท แต่ควรเห็นขึ้นทีละ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 100 สตางค์ ตามต้นทุนเฉลี่ยแท้จริง ซึ่งจะไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินเหตุและพ่อค้าแม่ค้าได้รับกำไรอันชอบธรรม

    สิ่งที่น่ากังขาในใจมาช้านานอีกอย่างหนึ่ง คือ การปัดเศษสตางค์ของค่าสาธารณูปโภค ซึ่งไม่มีการเผยแพร่หลักการปัดเศษที่ถูกต้องโดยทางราชการ ทำให้ตัวแทนเก็บเงินหรือธนาคารปัดเศษแตกต่างกันไปตามใจชอบ ขณะที่พวกเขานำส่งเงินให้หน่วยงานรัฐตรงตามเศษสตางค์ที่รัฐเรียกเก็บ แล้วเก็บเศษสตางค์ที่ประชาชนจ่ายเกินไว้กับบริษัทเอกชน ถือว่ามีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใดต่อประชาชน ส่วนใหญ่ถ้าผู้บริโภคไปจ่ายเงินสดที่เคาน์เตอร์ของหน่วยงานสาธารณูปโภคจะถูกปัดเศษขึ้นเป็นหนึ่งบาท แต่ไม่มีการหักลดเศษสตางค์ส่วนเกินไปลดหนี้คราวต่อไปให้ผู้บริโภคด้วย อันแตกต่างจากการจ่ายเศษสตางค์ส่วนเกินเมื่อชำระหนี้บัตรเครดิต จะถูกหักลดหนี้คราวต่อไปด้วย หน่วยงานรัฐมีอำนาจชอบธรรมจากกฎหมายใดในการเก็บเศษสตางค์ส่วนเกินของประชาชนไว้ และไม่อาจใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเศษสตางค์ทอนให้ เช่น 1 สตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์ เป็นต้น เนื่องเพราะหน่วยงานรัฐสามารถหักทอนทางบัญชีเพื่อประโยชน์อันเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคได้เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน ถ้าต้องการได้เศษสตางค์ส่วนเกินก็ควรมีกฎหมายรองรับ มิฉะนั้น ก็ไม่ต่างจากโจรลักทรัพย์ของประชาชน หลายคนจึงเลี่ยงไปจ่ายค่าสาธารณูปโภคโดยบัตรเครดิตเพราะจะตัดยอดหนี้ที่เศษสตางค์ตรงตามที่หน่วยงานเรียกชำระและไม่ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ

    เมื่อกฎหมายให้ใช้เศษสตางค์ในระบบการเงินได้ และหลายประเทศทางตะวันตกใช้มันควบคุมค่าครองชีพให้เป็นธรรมต่อประชาชน หน่วยงานรัฐของไทยควรสนับสนุนให้มีการใช้มันอย่างกว้างขวาง ควบคุมต้นทุนสินค้าตั้งแต่ระดับล่างถึงบนให้ตรงตามความเป็นจริงโดยไม่ละเลยเศษสตางค์ ประกาศหลักเกณฑ์ปัดเศษสตางค์เมื่อชำระเงินสดให้ทุกหน่วยงานรัฐถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อความเป็นธรรมของประชาชน ถ้าจะไม่คืนเศษสตางค์ที่ไม่มีเหรียญทอน ควรจะหักลดหนี้ในคราวต่อไป มิใช่เพิกเฉยและเก็บไว้เอง แต่ควรแจ้งด้วยว่าเงินส่วนที่ไม่คืนอยู่ที่ใครและจะนำไปทำอะไรเพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานภาพเงินของตน

    การขโมยเงินเศษสตางค์เคยเป็นคดีความใหญ่โตและคาดไม่ถึงมาแล้วในอดีต เมื่อพนักงานธนาคารคนหนึ่งปัดเศษสตางค์ในบัญชีของลูกค้าเข้าบัญชีของตน แค่ไม่ถึงสามปีก็มีเงินในบัญชีมากกว่าหนึ่งล้านบาท ความร่ำรวยเกิดขึ้นอย่างง่ายๆและอยู่นอกสายตาของคน เพราะมันเป็นเพียงเศษสตางค์ที่หลายคนไม่ใส่ใจ คำถามหนึ่งเกิดขึ้น คือ เขาทำได้อย่างไร ? ขอยกตัวอย่างเช่น การปิดบัญชีโดยรับเงินสด ถ้าคิดดอกเบี้ยหรือหักภาษีแล้ว มักเกิดเศษสตางค์ที่ไม่มีเงินเหรียญทอนให้ลูกค้าได้ จึงมีการปัดเศษให้ต่ำลงเป็นเงินบาทแทน เช่น เงินจำนวนเต็ม คือ 1000.20 บาท ก็จะถูกปัดลงเหลือจ่ายให้ลูกค้าเพียง 1000 บาท ส่วน 20 สตางค์ถูกปัดเข้าบัญชีของพนักงานธนาคารคนนั้น เมื่อทำเช่นนี้กับหลายคนย่อมเป็นจำนวนเงินพอกทวีขึ้นรวมกันเป็นเงินล้านบาทได้ เป็นต้น เราแค่นั่งปัดเศษสตางค์ก็มีเงินใช้จ่ายสบายมากกว่าคนทำงานทั่วไปที่ต้องใช้ความเหนื่อยยากแลกเงินเสียอีก

    หากรัฐบาลส่งเสริมคุณค่าของเศษสตางค์ คนไทยสนใจความสำคัญของเศษสตางค์เพิ่มขึ้น เชื่อว่า ค่าครองชีพย่อมชะลอการเพิ่มสูงขึ้นได้และใกล้เคียงกับต้นทุนแท้จริงของสินค้า คนไทยจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการค้าของเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐที่เพิกเฉยต่อเงินทอนและมันตกไปอยู่ในกระเป๋าของหน่วยงานนั้นอย่างไม่เป็นธรรม เราจักสังเกตเห็นการประกาศขึ้นค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าน้ำ ล้วนทำเป็นเศษสตางค์ที่ไม่มีเหรียญทอน แต่เมื่อคิดราคาสินค้ากับประชาชนกลับปัดเศษสตางค์ขึ้นเป็นเหรียญบาทเสมอ ลองคิดถึงเงินส่วนเกินที่รัฐเก็บไป ถ้าเงินจำนวนนั้นอยู่ในกระเป๋าของคนไทยและรวมเป็นหนึ่งร้อยสตางค์ก็เท่ากับคนไทยมีเงินหนึ่งบาทแล้ว เมื่อเก็บออมทับถมไปก็ซื้อข้าวประทังหิวได้ เราต้องไม่ลืมว่าเศษสตางค์ส่วนเกินนั้นคือ เงินของผู้บริโภค มิใช่ของหน่วยงานรัฐหรือบริษัทเอกชนหรือพ่อค้าแม่ค้าคนใดคนหนึ่ง

     

    **************************

    2/13/2008

    มาตรการป้องกันฟ้องแพทย์และสถานพยาบาล

    มาตรการป้องกันแพทย์กับสถานพยาบาล

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    คนไข้ฟ้องแพทย์กับสถานพยาบาลลุกลามหนักมากว่าสองปีแล้ว มันเป็นการบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของแพทย์ซึ่งทุ่มเทกายและใจเพื่อรักษาคนไข้อย่างมาก เนื่องเพราะหลายข่าวที่เสนอออกไปนั้นถ้ามองเจาะลึกแล้วจักพบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากขาดการสื่อสารระหว่างกันอย่างละเอียดเพียงพออันสร้างความคาดหวังสูงลิบแก่คนไข้และความไม่เข้าใจกัน บางกรณีเกิดจากความประมาทของแพทย์หรือเจตนาไม่ดีของคนไข้ที่ไม่ต้องการจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินจะรับผิดชอบได้ซึ่งมักเกิดในโรงพยาบาลเอกชนเพราะคนไข้คาดว่าจะได้รับการรักษาอย่างพิเศษ แต่ลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วย ทั้งที่มาตรฐานวิชาชีพของแพทย์ล้วนไม่แตกต่างกัน แต่ระดับการบริการระหว่างรัฐกับเอกชนย่อมไม่เหมือนกัน ทำให้ค่ารักษาสูง

    ประเทศทางตะวันตกมีมาตรฐานการสื่อสารระหว่างแพทย์กับคนไข้ไว้ชัดเจนเพื่อป้องกันความไม่เข้าใจกันของสองฝ่ายมานานหลายปีแล้ว เมืองไทยกำลังพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญไปในแนวทางเดียวกัน จึงควรนำวิธีการของเขามาปรับใช้ในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน เพื่อป้องกันแพทย์และสถานพยาบาล ทุกครั้งที่มีการร้องเรียนหรือฟ้องคดีในศาลจะส่งผลต่อชื่อเสียงของสถานพยาบาลและแพทย์ทันทีทั้งที่ยังไม่มีการพิจารณาคดี สังคมจะตัดสินด้วยการฟังความฝ่ายเดียวและเชื่อถือคำพูดของคนไข้เป็นหลักโดยสันนิษฐานก่อนว่าแพทย์กับสถานพยาบาลรังแกคนไข้ มันไม่ส่งผลดีต่อภาพพจน์ของสถานพยาบาลและแพทย์เลย จึงควรหามาตรการป้องกันความเสียหายนี้ก่อนเกิดเหตุการณ์ขึ้น

    เป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาด้วยยาหรือด้วยการผ่าตัด ย่อมมีผลข้างเคียงของยาหรืออาการข้างเคียงหลังการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่ใช่กับทุกคน เช่น การแพ้ยา การติดเชื้อในบาดแผล เป็นต้น บางคนอาจไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ บางคนเคยได้ยิน แต่เชื่อว่าตนคงไม่มีวันเจอปัญหานั้น เมื่อโชคร้ายเจอกับผลข้างเคียงเหล่านั้นก็ทำใจรับมันไม่ได้ ดังนั้น สถานพยาบาลควรกำหนดข้อปฏิบัติให้แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ต้องบอกกล่าวกับคนไข้ทุกครั้งเพื่อป้องกันข้ออ้างว่า ไม่เคยได้ยินคำเตือนจากบุคลากรของสถานพยาบาลเลย ตัวอย่างเช่น อาการแพ้ยาเบื้องต้นควรเขียนไว้ตามซองยา ติดป้ายเตือนในช่องรับยาให้เห็นชัดเจน แพทย์ต้องให้เวลาอธิบายวิธีรักษาและผลข้างเคียงให้คนไข้และญาติเข้าใจอย่างละเอียดโดยมีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่อื่นรับฟังเป็นพยานหรือบันทึกเสียงและภาพเพื่อใช้ยืนยันทางศาลถ้าเกิดข้อพิพาทขึ้น การขอคำยินยอมจากคนไข้หรือญาติต้องรอบคอบพิเศษโดยเฉพาะควรเป็นบุคคลที่มีอำนาจแท้จริงในการอนุญาตผ่าตัด ขอบเขตความรับผิดชอบในห้องฉุกเฉินที่แพทย์สามารถใช้ความรู้ทางการแพทย์พยุงชีพคนไข้ไว้ซึ่งความเสียหายต่อกายอาจเกิดขึ้นได้ แต่ญาติมักใช้เป็นข้อเรียกร้องความเสียหาย เช่น การกระตุ้นหัวใจอาจทำให้ซี่โครงหัก การสอดท่อช่วยหายใจอาจเกิดบาดแผล การเจาะระบายเลือดหรืออากาศตามร่างกาย เป็นต้น สถานพยาบาลควรกำหนดไว้ว่าแพทย์ทำสิ่งใดได้หรือไม่ได้ และต้องรับอนุญาตจากแพทย์อาวุโสเมื่อทำขั้นตอนใด โดยตกลงกันให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อบังคับใช้ในโรงพยาบาลและทำเอกสารเผยแพร่เฉพาะความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในห้องฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิตคนไข้ให้ลูกค้ารับทราบเบื้องต้น นอกจากนั้นควรแนะนำให้ทราบว่าการผ่าตัดทุกครั้งมีความเสี่ยงต่อชีวิต เช่น อาการติดเชื้อที่บาดแผล การแพ้ยาสลบ เป็นต้น ข้อควรปฏิบัติของคนไข้และญาติในการให้ข้อมูลครบถ้วนแก่แพทย์หรือพยาบาลก่อนการผ่าตัด เอกสารเหล่านี้จะช่วยยืนยันความเอาใจใส่ต่อคนไข้และญาติในการให้ความรู้เบื้องต้นก่อนการรักษาของสถานพยาบาล ส่วนพวกเขาจะให้ความสนใจมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน

    สิ่งที่ควรปรับปรุงลำดับต่อไป คือ หนังสือให้ความยินยอมรับการผ่าตัดหรือการรักษาพิเศษที่ต้องได้รับอนุญาตจากญาติตามกฎหมาย ควรปรับเนื้อหาให้ครอบคลุมกว้างขึ้นโดยเฉพาะการรับรองข้อมูลที่คนไข้หรือญาติแจ้งไว้กับแพทย์ก่อนการรักษาว่าเป็นความจริงทุกประการ ระบุข้อความเรื่องรับทราบผลข้างเคียงจากการรักษาแต่ละประเภทหรือการผ่าตัดจากแพทย์ชัดเจนและปราศจากความข้องใจใดๆ และได้เลือกการรักษาหลังจากเข้าใจข้อมูลครบถ้วนแล้ว นอกจากนั้นควรมีข้อปฏิบัติประกอบก่อนการเซ็นชื่อในใบยินยอมทุกครั้งว่าแพทย์ต้องอธิบายลักษณะโรค ผลข้างเคียงจากการรักษาหรือยา ตอบข้อซักถามของคนไข้และญาติอย่างละเอียดที่สุด แม้จะเคยคุยเรื่องนี้กับพวกเขามาก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันข้ออ้างว่าไม่เคยได้ยินหรือลืมไปแล้ว โดยเฉพาะศัลยกรรมตกแต่งจะต้องแจ้งให้ทราบทุกครั้งว่า สิ่งที่ได้รับหลังผ่าตัดจะดีขึ้นแค่ไหน อาการหลงเหลือคืออะไร บาดแผลติดเชื้อมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ วิธีปฏิบัติตนหลังผ่าตัดมีอย่างไร ถ้ามีเอกสารแจกทุกครั้งก่อนหรือหลังผ่าตัดจะดีมาก ต้องแจ้งให้ทราบก่อนการให้ความยินยอมและการผ่าตัดจึงเริ่มต้นขึ้นได้

    ผู้บริหารควรเอาใจใส่และป้องกันชื่อเสียงของสถานพยาบาลกับบุคลากรของตนในภาวะที่คนไทยร้องเรียนและเรียกค่าเสียหายทั้งด้วยเจตนาดีหรือทุจริตเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจัดทำคู่มือปฏิบัติตนระหว่างสถานพยาบาล แพทย์ กับ คนไข้ให้เป็นมาตรฐานสากล ปรับแก้ไขหนังสือให้ความยินยอมจัดเตรียมมาตรการป้องกันการทำงานของแพทย์ให้เหมาะสมกับกาลสมัย อบรมการสื่อสารระหว่างแพทย์กับคนไข้ภายใต้แนวคิดดูแลคนไข้เต็มที่และป้องกันการฟ้องคดีด้วยเจตนาทุจริต ถ้าไม่เริ่มต้นปรับปรุงการทำงานในสถานพยาบาลก่อน ความเสียหายต่อชื่อเสียงที่เกิดขึ้นโดยยังไม่ได้พิจารณาคดีไต่สวนหาข้อเท็จจริงย่อมไม่คุ้มค่ากับการลงทุนทำกิจการประเภทนี้แน่ ถ้าต้องถูกฟ้องคดีหรือร้องเรียนบ่อยครั้งจะทำให้เกิดภาพพจน์ว่าสถานพยาบาลนี้มีจุดอ่อนด้านบริการรักษาที่ไร้มาตรฐาน มิจฉาชีพจะเลือกสถานพยาบาลของท่านเป็นแหล่งทำมาหากินประจำด้วยการร้องเรียนผ่านหน่วยงาน ทางศาล ทางสื่อมวลชน โดยคาดหวังว่าสถานพยาบาลจะยอมจ่ายเงินแลกเสียงโวยวายของเขาเพื่อตัดรำคาญและยุติเรื่องโดยไว อันเป็นแนวคิดทั่วไปของสถานพยาบาลในเวลานี้โดยไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มันจึงเป็นจุดอ่อนให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสหารายได้จากสถานพยาบาล บางคนรู้ดีว่าฐานะการเงินไม่สามารถใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนได้ แต่อยากให้ญาติพี่น้องรักษาตัวหายปกติโดยเร็วหรือถ้าตาย ก็ตายสบายหน่อย ไม่ว่าจะหายหรือตายก็จะร้องโวยวายกล่าวหาก่อนว่าสถานพยาบาลหรือแพทย์ทำงานประมาทให้ญาติตายหรือถ้าหายเป็นปกติ ก็จะอ้างว่าถูกเอาเปรียบในการคิดค่ารักษาเกินเหตุ หลายโรงพยาบาลตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนประเภทนี้มาแล้ว แต่เพื่อให้เรื่องยุติโดยเร็ว จึงยอมจ่ายเงินหรืองดเว้นเรียกค่ารักษา เรื่องจึงเงียบหายไปจากสื่อมวลชนหรือสังคม แต่เหตุการณ์เหล่านี้ยังเกิดวนเวียนไปตามโรงพยาบาลเอกชนหรือรัฐต่อเนื่องด้วยพฤติกรรมเลียนแบบกัน  การสร้างมาตรการป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ชื่อเสียงสูญสลาย ลูกค้าหวั่นกลัว สุดท้ายคือปิดกิจการ ดังนั้น การอบรมบุคลากรให้ป้องกันการฟ้องคดี ปรับปรุงแนวปฏิบัติในสถานพยาบาลให้เหมาะสม จึงเป็นการลงทุนที่จ่ายน้อยที่สุดซึ่งผู้บริหารสถานพยาบาลควรพิจารณาทำได้แล้ว ก่อนจะเป็นรายต่อไปที่ถูกฟ้องคดีในศาลและอยู่หน้าหนึ่งของสื่อสิ่งพิมพ์

     

    **********************

    2/8/2008

    พันธมิตรข่มขู่คนไทย

    พันธมิตร ติดป้ายประชาธิปไตย  ข่มขู่คนไทย

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    ผลการเลือกตั้งและการแต่งตั้งผู้นำประเทศไทยผ่านพ้นไปไม่นาน การรอคอยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 ได้ยุติลงเมื่อประกาศรายชื่อทีมบริหารประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ข่าวหนึ่งทวีความรุนแรงขึ้นทันใดเมื่อกลุ่มนักประท้วงข้างถนนที่เป็นชนวนเหตุความตกต่ำทางเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 แถลงข่าวเชิญชวนคนไทยร่วมประท้วงรัฐบาลจากการเลือกตั้งของคนไทยด้วยสาเหตุว่าเป็นตัวแทนอำนาจเก่า แล้วข่มขู่เสริมท้ายว่าจะเล่นงานผู้นำและรัฐบาลเหมือนที่เคยทำกับรัฐบาลเดิม ถ้าไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของเขา

    กลุ่มพันธมิตรติดป้ายส่งเสริมประชาธิปไตยเคยก่อหวอดสร้างความปั่นป่วนให้สังคมและทำลายระบบเศรษฐกิจไทย เชิญชวนกลางเวทีให้มีการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลและระบบประชาธิปไตยของไทยมาแล้ว มันประกอบขึ้นจากกลุ่มคนที่ไม่เคยเดือดร้อนใจด้านทำมาหากินเลย เช่น คนล้มละลายที่มีเงินทุนเที่ยวเมืองจีนหรือต่างประเทศปีละหลายครั้ง ข้าราชการประจำที่ไม่มีใครไล่ออกได้ เลื่อนหนึ่งขั้นทุกปีแม้ไม่มีผลงาน มีเงินเดือนและสวัสดิการเหนือชาวบ้าน เป็นต้น พวกเขามีเวลามากมายในการนั่งแถลงข่าวทุกวันได้อย่างไม่ต้องอนาทรร้อนใจกับปากท้อง ขณะที่ชาวบ้านทำมาหากินฝืดเคืองหนักขึ้น เมื่อคณะปฏิวัติเข้ายึดอำนาจบริหารประเทศไว้ กลุ่มนี้ติดป้ายส่งเสริมประชาธิปไตยแต่กลับนิ่งเฉย แล้วยังแถลงข่าวสนับสนุนการปฏิวัติอีก ขณะที่กลุ่มต่อต้านเผด็จการหลายกลุ่ม หลายคน แสดงเจตนารมณ์ต่อต้านและไม่ส่งเสริมการปฏิวัติด้วยการประท้วงในที่สาธารณะอย่างสงบและเปิดเผย นักวิชาการบางคนได้รับเชิญให้ทำงานบริหารบ้านเมืองก็ปฏิเสธความร่วมมือเพราะรังเกียจการปฏิวัติ ส่วนคนในกลุ่มพันธมิตรต่างได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ต่างๆ เช่น สมาชิกสภานิติบัญญัติ และองค์กรต่างๆ  ได้รับเงินเดือนและตำแหน่งมีเกียรติขึ้นทันตาเป็นการตอบแทนจากคณะปฏิวัติ

    สิ่งที่สมาชิกกลุ่มพันธมิตรดังกล่าวทำเพื่อตอบแทนบุญคุณของคณะปฏิวัติและเพิ่งรับทราบกันมา คือ การสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยกเว้นการตรวจสอบสถานะการเงินของผู้นำองค์กรอิสระ ผู้นำทางทหารทุกเหล่าทัพ ขณะที่พวกเขาใช้ข้ออ้างต่อต้านรัฐบาลเดิมที่มาจากการเลือกตั้งว่า ไม่โปร่งใสทั้งเรื่องส่วนตัวและการทำงาน แต่กลับออกกฎระเบียบอนุญาตให้ปิดบังสถานะการเงินของบุคคลระดับชั้นนำในองค์กรรัฐซึ่งสามารถรับผลประโยชน์นอกระบบได้สบายใจและถูกกฎหมายด้วย นอกจากนั้นระหว่างการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งตนร่างขึ้น กลุ่มนี้ก็ออกมาข่มขู่คนไทยเป็นระยะว่า ถ้าเลือกพรรคการเมืองที่ชอบนโยบายของรัฐบาลเดิม จะต้องเจอการประท้วงใหญ่ขับไล่จากพวกเขาแน่นอน  ด้วยจิตใจแน่วแน่ของคนไทยทั้งประเทศที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด พวกเขารวมใจกันเลือกพรรคการเมืองที่เสนอนโยบายพัฒนาประเทศ แก้ไขเศรษฐกิจและให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน คัดพรรคการเมืองตัวแทนคณะปฏิวัติออกไปจากเวทีการเมือง ทั้งที่คณะปฏิวัติพยายามทำทุกวิถีทางในการสกัดกั้นชัยชนะของพรรคที่มิใช่ฝ่ายตนเต็มที่ กลุ่มพันธมิตรออกแถลงข่าวข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งถี่ขึ้นตอนใกล้วันลงคะแนนเสียง คนไทยทั้งประเทศยืนยันเจตนารมณ์เลือกพรรคการเมืองอย่างอิสระและได้รัฐบาลชุดปัจจุบันในที่สุด คณะปฏิวัติจำต้องถอยห่างไปมองอยู่ขอบเวทีตามกฎหมายที่ตนบัญญัติขึ้น แล้วปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรข่มขู่คนไทยต่อไป

    สิ่งที่คณะปฏิวัติพยายามไม่เอ่ยถึงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาและคนไทยเพิ่งรับคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐระงับสิทธิพิเศษทางการค้าและความช่วยเหลือทางทหารสำหรับเมืองไทยไว้เพราะเหตุปฏิวัติ เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างหนักและข้าวยากหมากแพงในสังคมไทยเพราะขายสินค้าออกยาก ขาดลูกค้า รายได้ส่งออกลดต่ำฮวบ นอกจากนั้นรัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพในการขยายตลาดการค้าใหม่ๆเพราะขาดทักษะและวิสัยทัศน์เนื่องจากผู้บริหารหลักมาจากระบบราชการจนเกษียณ จึงขาดความกระตือรือร้นในการทำงานเชิงรุก อีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศเพื่อนของสหรัฐต่างบอยคอตสินค้าของไทยตลอดปีที่ผ่านมาด้วย เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งสหรัฐจึงคืนสิทธิเหล่านั้นแก่ไทยอีกครั้ง ภาวะข้าวยากหมากแพงที่เกิดขึ้นในเมืองไทยล้วนมาจากผลพวงการปฏิวัติยึดเสรีภาพของคนไทยที่ต่างชาติไม่เห็นด้วยจึงพากันออกนโยบายต่อต้านเมืองไทยเพราะเกรงว่าเงินทองจากการส่งออกจะถูกผันไปอยู่ในมือของพวกปฏิวัติและทำให้การครองอำนาจสุขสบายหรืออยู่ยาวนานขึ้น ส่วนผู้บริหารในเงาการปฏิวัติต่างปิดบังข่าวสารนี้ไว้เพื่อปกป้องภาพพจน์ของฝ่ายตน กลุ่มพันธมิตรไม่สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน กิจการล่มสลาย ประชาธิปไตยหายไปจากแผ่นดินไทย  ผู้คนอยู่ด้วยความหวาดกลัวกับอำนาจมืดของรัฐ กิจการถูกยึดครองด้วยทหารซึ่งขาดทักษะบริหารองค์กร แค่เข้ามาเพื่อเอาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือสั่งซื้ออาวุธเพื่อรับส่วนแบ่งนอกระบบ กลุ่มพันธมิตรไม่เคยออกมาตีแผ่ ข่มขู่ ตำหนิ พวกยึดอำนาจรัฐและอำนาจประชาชนสักครั้ง แต่กลับเสวยสุขในอำนาจร่วมกัน แล้วทำตัวเป็นหอกทิ่มแทงฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับคณะปฏิวัติอยู่เนืองๆ

    ถ้าคนไทยพิจารณาที่มาของกลุ่มพันธมิตร การรวมตัว การแสดงออก จะมองเห็นพฤติกรรมชอบข่มขู่คนไทยบ่อยครั้ง พยายามทำกร่างต่อสาธารณชนว่าพวกเขาคือผู้ชี้นำทางปัญญาให้คนไทย รักชาติเพียงกลุ่มเดียว ความถูกต้องคือ กลุ่มพันธมิตร เท่านั้น คนไทยสมควรเดินตามคำแนะนำสั่งสอนจากพวกเขาจนใกล้จะกลายเป็นเจ้าของลัทธินอกรีตที่ติดป้ายประชาธิปไตยประดับกลุ่มไปแล้ว สิ่งที่น่าข้องใจมาก คือ แหล่งเงินทุนในการทำงานต่อสาธารณชนไม่เป็นที่เปิดเผย ทั้งที่รู้กันดีว่า ชาวบ้านทำกิจกรรมใดต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ค่าเดินทาง ค่าเช่าสถานที่ ค่าโฆษณาป่าวประกาศเรียกคนมาฟัง ถ้าจะอ้างว่าทำด้วยจิตใจ แบ่งเงินเดือนกันเอง เราก็ทราบดีว่าข้าราชการมีเงินเดือนแค่ไหน ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แบ่งให้ครอบครัวใช้จ่าย จะมีทางจัดงานแถลงข่าวข่มขู่คนไทยบ่อยๆได้อย่างไร ถ้ามองไปยังคนล้มละลายที่รู้กันว่าเป็นนายทุนจ่ายเงินทุกกิจกรรมของกลุ่ม คนไทยต้องคิดให้หนักว่า ตามกฎหมายนั้นคนล้มละลายจะมีทรัพย์สินส่วนตัวไม่ได้เด็ดขาด ถ้ามี จะถูกยึดไปจ่ายคืนเจ้าหนี้เพื่อความเป็นธรรม อีกอย่างหนึ่ง คนล้มละลายเป็นผู้ที่ขาดความเชื่อถือทางสังคม เหตุไฉนคนไทยบางกลุ่ม แม้จะมียศถาบรรดาศักดิ์ประดับเกียรติหรือปริญญาล้นหลามประดับกาย ยังหลงเชื่อคารมของเขาได้ มันแสดงว่าวุฒิภาวะทางการศึกษาและระดับการยับยั้งชั่งใจของคนไทยตกต่ำอย่างน่ากลัว ขณะที่เมืองไทยกำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปท่ามกลางยุคไซเบอร์ การมีสติและปัญญาควบคู่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแยกแยะความถูกต้องและความแท้จริง หากเป็นประเทศทางตะวันตกคนล้มละลายจะไม่เป็นที่นับถือทางสังคมและขาดความน่าเชื่อถือทุกกรณี โดยเฉพาะพวกล้มแล้วรวยเพื่อลูกหลาน แต่คนล้มละลายบางคนในไทยสามารถเป็นผู้นำสูงสุดของกลุ่มพันธมิตรเพื่อก่อกวนบ้านเมืองแล้วยังมีคนไทยบางกลุ่มเคารพนับถือขนาดยอมตายแทนได้ มันเป็นสิ่งน่าคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนรุ่นใหม่ในเมืองไทยยุคนี้

    ถ้าต้องการให้บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบสุข เศรษฐกิจก้าวหน้า ปัญหาปากท้องของชาวบ้านได้รับการแก้ไขโดยเร็ว คนไทยจำต้องช่วยประคองรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ให้บริหารประเทศได้โดยไม่ถูกขัดขวางจากกลุ่มก่อกวนที่จะเกิดตามมาในไม่ช้าเพราะได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มคนมากบารมีที่ไม่พอใจผลเลือกตั้งซึ่งฝ่ายตนพ่ายแพ้หมดรูปจากการลงคะแนนเสียงของคนไทยทั้งประเทศ พวกเขายังพยายามทำลายรัฐบาลในหลายวิธี องค์กรที่แอบแฝงอิทธิพลของคณะปฏิวัติไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้จะติดป้ายหัวใจประชาธิปไตยไว้ ย่อมเป็นอันตรายต่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยอย่างแน่นอน รัฐบาลใหม่ยังไม่ทำงาน กลุ่มสารพัดที่มีเบื้องหลังเกี่ยวพันกับการปฏิวัติออกประกาศล้มล้างเสียแล้วโดยไม่สนใจความเห็นของคนไทย ดังนั้น คนไทยจึงควรแสดงความเข้มแข็งเพื่อปกป้องปากท้องและอนาคตของตัวเองไว้เหมือนที่ร่วมกันทำในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่าสุด ซึ่งคณะปฏิวัติยังต้องยอมจำนน แล้วหันไปหาวิธีอื่นทำลายรัฐบาลใหม่ วิธีสกัดความกร่างของกลุ่มพันธมิตรติดป้ายส่งเสริมประชาธิปไตย คือ คนไทยต้องใช้เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักในการสั่งสอนพวกเขา ด้วยการพิจารณาการกระทำในอดีต การข่มขู่ช่วงเลือกตั้งและหลังตั้งรัฐบาลใหม่ คำเชิญชวนให้ทำตามคำสั่งของกลุ่มพันธมิตร เราควรใช้สติปัญญาและกำหนดเจตนารมณ์เพื่อนำพาประเทศผ่านอุปสรรคไปสู่ความอยู่ดี กินดี ของชาวบ้านส่วนรวม โดยเลือกว่า จะยอมอยู่ภายใต้การชี้นำหรืออำนาจของพวกเขาด้วยการปล่อยให้ข่มขู่คนไทยต่อไป หรือ สั่งสอนพฤติกรรมกร่างนั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและสามารถใช้สิทธิแสดงมันได้ตามสื่อต่างๆ คนไทยจะต่อต้านพฤติกรรมกร่างของกลุ่มพันธมิตรได้โดยใช้สื่อหลายรูปแบบกล่าวตักเตือนสติก็ได้ เช่น เขียนเตือนสติหรือประจานพฤติกรรมไม่เหมาะกาลเทศะผ่านหลายเว็บบอร์ด ผ่านหนังสือพิมพ์ และอื่นๆเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุขและคนไทยจะไม่ต้องถูกข่มขู่จากคนเหล่านั้นอีก ขณะที่เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนไทยหัวใจประชาธิปไตยแท้จริงมีมากแค่ไหน สามารถคิดตัดสินใจได้โดยไม่ต้องให้กลุ่มพันธมิตรชี้นำและออกคำสั่ง  การแสดงออกของคนไทยแบบนี้สามารถนำไปใช้กับกลุ่มที่สนับสนุนการปฏิวัติหรือผู้ใหญ่ที่ไม่อยากเห็นความสงบในบ้านเมืองเมื่อผู้นำมิใช่ฝ่ายของตนด้วย คนไทยต้องช่วยกันประคองบ้านเมืองให้พ้นพงหนามที่ฝ่ายไม่สร้างสรรค์วางไว้เพื่อความสุขของชาวบ้านหกสิบกว่าล้านคนท่ามกลางพายุเศรษฐกิจในบ้านและนอกบ้าน ขณะที่พวกพันธมิตรมีกินใช้สบายอารมณ์ท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพงในหมู่ประชาชน หลายคนก็น่าจะรู้ว่าควรทำเพื่อประชาชนทั้งมวลหรือเพื่อคนกลุ่มนี้

     

    **************************

    2/5/2008

    คนไร้ความสามารถกับความรุนแรง

                    ความรุนแรงคือ วิถีทางสุดท้ายของคนไร้ความสามารถ

     

                Violence is the last refuge of the incompetent.

     

     

     

    ความหมาย          คนฉลาดแก้ไขหรือตัดสินปัญหาด้วยสมอง การใช้กำลังหรือความรุนแรงเป็นเรื่องของคนไร้ความสามารถที่ไม่มีหนทางเอาชนะอุปสรรค ดังนั้น เมื่อเผชิญปัญหาต้องมีสติ ใช้ปัญญาเป็นหลัก พละกำลังในการทำร้ายผู้อื่นมิใช่ทางแก้ไขอย่างถูกต้อง สุดท้ายผู้ใช้กำลังต้องแลกด้วยชีวิตหรืออิสรภาพเสมอ

     

    **********************************