Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    2/25/2009

    เสรีภาพแสดงความคิดเห็นกับละเมิดอำนาจศาล

    ละเมิดอำนาจศาล กับ เสรีภาพแสดงความคิดเห็น

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    ประเทศในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีการกำหนดขอบเขตชัดเพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างคดีละเมิดอำนาจศาลกับการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาคดีเพื่อให้เข้ากับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนหรือนักวิชาการ จึงเห็นคดีในต่างประเทศถูกนำมาแสดงความคิดเห็นในรายการทีวีหรือสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ผู้คนดูหรือฟังอย่างเปิดกว้าง ไม่มีศาลใดฟ้องประชาชนในข้อหาละเมิดอำนาจศาลเพราะการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีความที่อาจไม่ตรงกับคำวินิจฉัยของศาล อันเนื่องจากเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องเคารพสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคน เมื่อศาลมีหน้าที่วินิจฉัยคดีความและมีคำตัดสินอย่างไร ทุกคนต้องให้ความเคารพต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเขา ขณะเดียวกันประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโต้แย้งหรือไม่เห็นชอบด้วยโดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาก็ต้องเป็นไปตามการวินิจฉัยของศาล มิได้เปลี่ยนแปลงตามความเห็นของประชาชน ศาลยังคงมีอิสระในการทำงานตามหน้าที่โดยสมบูรณ์ ประชาชนก็มีเสรีภาพในการวิจารณ์ความเห็นดังกล่าวได้อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ต่างคน ต่างทำหน้าที่ของตน แม้ไม่เห็นชอบด้วย ก็ต้องยอมรับคำตัดสินของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย มันเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ประเทศในโลกตะวันตกและชาติเอเชียที่เจริญแล้วจักจำกัดขอบเขตของการละเมิดอำนาจศาลว่า ต้องทำเพื่อขัดขวางหรือถ่วงเวลาการทำงานของศาลหรือส่งผลร้ายต่อการให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี ไม่ว่าด้วยวาจาหรือการกระทำก็ตาม เขาเน้นว่าต้องส่งผลกระทบร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรมหรือการทำงานของศาล ทั้งนี้ต้องไม่ลิดรอนเสรีภาพของประชาชนด้วย เราจึงไม่ค่อยเห็นคดีละเมิดอำนาจศาลบ่อยนักในต่างประเทศ

    คดีละเมิดอำนาจศาลในไทยมีโทษจำคุก 6 เดือนและโทษปรับเงินด้วย ถือเป็นคดีพิเศษที่ศาลตัดสินโทษได้ทันทีโดยไม่ต้องมีขั้นตอนไต่สวนหรือสืบพยานประกอบการพิจารณาคดีก็ได้  การละเมิดอำนาจศาล คือ การแสดงด้วยวาจาหรือการกระทำใดๆขัดขวางการพิจารณาคดี ประพฤติตนไม่เหมาะสมในบริเวณศาล หรือลดความน่าเชื่อถือของผู้พิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาล ตัวอย่างเช่น การเอ่ยถึงคำพิพากษาของศาลในเชิงไม่เห็นด้วยให้คนทั่วไปรับรู้ ศาลย่อมตัดสินลงโทษจำคุกแก่ผู้พูดได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมทั่วไป คือ ผู้ใดพูดว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ก็อาจติดคุกในวันเดียวกับที่พูดได้ แม้จะต้องการพิสูจน์เจตนาสุจริตใจก็เป็นอำนาจเด็ดขาดของศาลที่จะไม่ให้มีขั้นตอนนั้นก็ได้ เป็นต้น ข้อบัญญัติและการตีความในอดีตมิได้ให้ความสำคัญต่อหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่เน้นสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนเพื่อให้คำพิพาษาหรือสถานภาพของอำนาจตุลาการมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น โดยมิได้ใช้ศรัทธาต่อการทำงานอย่างยุติธรรมหรือผลงานทำให้ประชาชนเชื่อถือและให้ความเชื่อมั่นต่อการทำงานของตุลาการ ข้อกฎหมายละเมิดอำนาจศาลจึงมีประสิทธิภาพในการปิดปากประชาชนมิให้กล่าวอ้างถึงตัวบุคคลหรือการทำงานของบุคคลด้วยเกรงอาญาแผ่นดินซึ่งเป็นการสืบทอดความน่ากลัวนี้มาตั้งแต่ระบอบเดิมที่ปกครองบ้านเมืองมานานหลายร้อยปี แต่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ข้ออ้างว่า การกล่าวพาดพิงในทางตรงข้ามกับคำพิพากษาของศาลเป็นการไม่เคารพเชื่อฟังซึ่งประชาชนไม่สมควรกระทำอันเป็นการละเมิดอำนาจศาล จึงต้องลงโทษผู้กระทำการดังกล่าว ทั้งที่การทำหน้าที่ของศาลยังคงเป็นอิสระ ประชาชนไม่อาจแทรกแซงเพราะกฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ แต่เป็นการใช้เสรีภาพแสดงความเห็นเกี่ยวพันกับคดีที่ตัดสินไปแล้วหรืออยู่ในการพิจารณาคดีที่มิได้เป็นการแทรกแซงจนทำลายความยุติธรรมหรือขัดขวางหน้าที่ของศาล ดังนั้น ข้อกฎหมายละเมิดอำนาจศาลจึงควรปรับปรุงใหม่หรือกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรองไว้ แต่ฝ่ายตุลาการมิได้ให้ความสำคัญมานานแล้ว เพราะการละเมิดอำนาจศาลคล้ายกับเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะบุคคลในสถานภาพนี้ การพูดพาดพิงในทางเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อบุคคล ก็ต้องไปฟ้องร้องคดีความในฐานะบุคคลทั่วไป หากเป็นการแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมหรือคำวินิจฉัยคดีของศาลต้องมิถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลเพราะเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทั้งนี้ ตามอำนาจหน้าที่ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ชัดว่า การตัดสินคดีความเป็นดุลพินิจของศาลเท่านั้น การจะให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความหรือไม่ ล้วนเกิดขึ้นโดยดุลพินิจของศาลอย่างอิสระ ความเห็นของประชาชนต่อคำวินิจฉัยคดีนั้นมิอาจเปลี่ยนแปลงความเห็นของศาลได้แน่นอน ประชาชนต้องเคารพคำพิพากษาของศาล แต่ต้องไม่ลดทอนสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความเห็นไม่ตรงกับคำวินิจฉัยนั้นได้อย่างเปิดเผยเยี่ยงเดียวกับคำพิพากษาของศาล สถานการณ์ในไทยนั้นเมื่อมีคำวินิจฉัยคดีของศาลแล้วผู้ใดจะแสดงความเห็นขัดแย้งต่อคำพิพากษาไม่ได้ทั้งในที่รโหฐานหรือสาธารณสถานก็ตาม จักต้องถูกลงโทษสถานหนักทันที มันจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่พัฒนาให้อยู่ภายใต้หลักประชาธิปไตยสากล แต่สถานภาพของตุลาการและคำพิพากษามีความแปลกแยกพิเศษเหนือกว่าหลักประชาธิปไตยซึ่งห้ามประชาชนใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแตกต่างมิได้เด็ดขาดแม้จะเป็นเรื่องของหลักวิชาการก็ตาม

    การตีความหมายของหลักละเมิดอำนาจศาลในไทยนั้นขยายกว้างขึ้นทุกปี  การแสดงความเห็นแตกต่างในที่สาธารณสถานทำไม่ได้ แม้แต่การพูดคุยในวงสนทนาแล้วถูกนำไปบอกเล่าเข้าหูของศาล ก็ต้องติดคุกทันทีเพราะความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล บัดนี้ ความผิดชนิดนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างศัตรูการเมืองและปิดปากของประชาชนด้วยการตีความขยายกว้างไปควบคุมการใช้เสรีภาพแสดงความเห็นทางวิชาการของประชาชนด้วย ซึ่งไม่น่าจะสอดคล้องกับการปกครองประเทศด้วยหลักประชาธิปไตยที่คนไทยมีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันได้ในทุกเรื่องราวของสังคม รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมทุกระดับของประเทศ กฎหมายให้อำนาจศาลในการตัดสินคดีเด็ดขาดอยู่แล้ว จึงไม่ควรไปควบคุมการแสดงความเห็นของประชาชนที่อาจแตกต่างจากคำวินิจฉัยคดีก็ได้ ซึ่งน่าจะถือเป็นการทำละเมิดรัฐธรรมนูญไทย

    การปรับปรุงโทษละเมิดอำนาจศาลเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพแสดงความเห็นของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยจึงควรทำให้เร็วที่สุดเพราะแนวคิดเดิมถ่วงความเจริญของกระบวนการยุติธรรมไทยมาช้านานเนื่องจากสภาพแวดล้อมทางสังคมและสารสนเทศที่รวดเร็ว  การทำงานของศาลย่อมมีจุดบกพร่องกันได้ ถ้าประชาชนมองเห็นจุดด่างพร้อยหรือปัญหาที่ควรแก้ไขในกระบวนการยุติธรรมหรือคำวินิจฉัยคดีแล้วบอกกล่าวด้วยเหตุผลสมควร จึงไม่ควรถือเป็นโทษผิดอาญาพราะพวกเขาใช้เสรีภาพการแสดงความเห็นที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างสุจริตใจ การแสดงความเห็นจักช่วยพัฒนาระบบศาลยุติธรรมให้แข็งแกร่งและช่วยตรวจสอบการทำงานโดยภาคประชาชน สร้างความใกล้ชิดระหว่างประชาชนกับอำนาจตุลาการ มิใช่ยกสถานภาพนี้เป็นรูปปั้นเทพเจ้าให้คนกราบไหว้ตามที่ถูกบังคับให้เชื่อเช่นนั้น แต่ขาดศรัทธาต่ออำนาจตุลาการ เราต้องไม่ลืมว่า ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรที่ต้องได้รับการอุปถัมภ์ด้านการเงินและสวัสดิการจากเงินภาษีและการทำมาหากินของประชาชน จึงไม่อาจอยู่เหนือประชาชนได้และเป็นอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์งานของศาลยุติธรรมได้ แม้จะเป็นความเห็นขัดแย้งกัน ก็ไม่ควรถูกลงโทษเพราะการใช้เสรีภาพนั้น ส่วนโทษละเมิดอำนาจศาลควรกำหนดขอบเขตเพียงการแสดงออกด้วยวาจาหรือกิริยาที่ส่งผลต่อการพิจารณาคดีซึ่งอาจสร้างไม่เป็นธรรมต่อคู่ความได้ โดยศึกษาโทษละเมิดอำนาจศาลในประเทศที่ใช้ระบบบริหารแบบประชาธิปไตยว่าเขาทำอย่างไรให้โทษละเมิดอำนาจศาลไม่ก้าวก่ายหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสังคมไทยโดยยืนบนพื้นฐานความเสมอภาคและเคารพประชาชนด้วย คนไทยถูกโทษละเมิดอำนาจศาลปิดปากมานานมากแล้ว ทั้งที่มองเห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมจากการใช้สถานภาพพิเศษนี้ทำลายศัตรูให้เพื่อนพ้องเดียวกัน ถ้าไม่แก้ไขปรับปรุงหลักกฎหมายนี้ อำนาจตุลาการจักไม่พัฒนาให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องและไม่เคารพอำนาจของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง อำนาจตุลาการจึงไม่อาจเป็นที่พึ่งของคนไทยได้ตามวัตถุประสงค์อันงดงามของมัน แต่จะกลายเป็นเครื่องมือยึดครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยคนไทยไม่สามารถต่อต้านได้เพราะกฎหมายปิดปากไว้จนกระทั่งกลายเป็นแรงกดดันที่ประชาชนถูกความอยุติธรรมครอบงำจนทนไม่ไหว จึงระเบิดออกแสดงพลังมหาศาลผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบศาลยุติธรรมอย่างก้าวร้าว แทนที่จะเกิดด้วยความสงบหรือจิตสำนึกของอำนาจตุลาการเอง เหตุไฉนจึงไม่เริ่มต้นปรับปรุงกระบวนการที่เอาเปรียบประชาชนและขัดต่อหลักประชาธิปไตยจากฝ่ายตุลาการก่อน ?

     

    **************************

    2/21/2009

    ตัวเร่งสู่ประชาธิปไตยของจริง

    ตัวเร่งสู่ประชาธิปไตยของแท้

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    คำกล่าวในงานสัมมนาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในไทยของนายสุพจน์ ด่านตระกูล น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่านเป็นนักคิดนักเขียนอาวุโสที่อยู่เคียงข้างกับหลักประชาธิปไตยมาหลายสิบปีและเขียนผลงานทางประวัติศาสตร์ส่งเสริมประชาธิปไตย อีกทั้งไขปัญหาคาใจทางประวัติศาสตร์การเมืองในไทยไว้อย่างกล้าหาญหลายเล่ม แม้วันเวลาที่ประเทศตกอยู่ในอำนาจของพวกเผด็จการ ท่านก็รักษาอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างไม่ย่อท้อ ท่านเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพในวงการวรรณกรรมและการเมืองอย่างมาก ตอนหนึ่งของงานสัมมนาท่านกล่าวว่า ถ้าพิจารณาการปฏิวัติในไทยตั้งแต่ครั้งแรกจนกระทั่งเดือนกันยายน พ.ศ.2549  จะพบความแตกต่างที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบันทึกไว้โดยปราศจากการโต้แย้งได้ว่า การปฏิวัติในอดีตทุกครั้งจักเป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้มีอำนาจหรือชนชั้นปกครองด้วยกันเพื่อให้ตนเป็นใหญ่ แต่การปฏิวัติในปีพ.ศ. 2549 มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเป็นการแย่งอำนาจระหว่างผู้ฝักใฝ่ระบอบโบราณกับประชาชนเพราะรัฐบาลในเวลานั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ซึ่งยอมรับอำนาจของประชาชนชัดเจนและไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธที่มาของรัฐบาลในเวลานั้นว่ามิใช่ของคนไทย แต่ทหารกลุ่มหนึ่งทำการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลของคนไทยที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จึงเป็นศึกชิงอำนาจระหว่างข้าราชการเก่าและใหม่ที่ฝักใฝ่ระบอบโบราณกับคนไทยด้วยการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่คุ้มครองสิทธิและอำนาจของประชาชนไว้ด้วยการยกเลิกรัฐธรรมนูญในเวลานั้น แล้วร่างฉบับใหม่เพื่อลดอำนาจหรือตัดทอนสิทธิของคนไทยลง เพิ่มอำนาจแก่ข้าราชการให้ทัดเทียมกับพวกอำมาตย์ข้าหลวงในอดีตที่มีอำนาจเหนือไพร่ทาสช่วงก่อนปีพ.ศ. 2475

    ศึกแย่งชิงอำนาจเมื่อปีพ.ศ. 2549 ตัวแทนคนไทยต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจเถื่อนที่ใช้อาวุธขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งจากประชาชน แต่การเลือกตั้งปีพ.ศ. 2550 พรรคพลังประชาชนซึ่งเคยเป็นรัฐบาลเลือกตั้งมาก่อนได้รับชัยชนะอย่างงดงามด้วยคะแนนเสียงสูงสุดจากคนไทยทั้งประเทศภายใต้การควบคุมของคณะปฏิวัติ ย่อมบ่งบอกได้ว่า คนไทยเข้าใจระบอบประชาธิปไตยและหวงแหนสิทธิอำนาจของเขา จึงยืนยันเจตนารมณ์จะปกป้องรักษาอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทย มิใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดผ่านการเลือกตั้ง แต่คณะปฏิวัติและพรรคเสียงข้างน้อยไม่ยอมพ่ายแพ้และปราศจากน้ำใจนักกีฬาจึงใช้อุบายเล่ห์กลทุกรูปแบบทำลายล้างรัฐบาลเสียงข้างมากจากประชาชนจนกระทั่งชิงอำนาจไปตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ คนไทยจับจ้องมองพฤติกรรมของรัฐบาลชุดใหม่และกลุ่มผู้สนับสนุนงานปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเดิมด้วยความเจ็บแค้นใจ

    คำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญว่าอดีตนายกฯสมัครแห่งพรรคพลังประชาชนต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะการตีความด้วยพจนานุกรมว่า งานสอนทำอาหารทางทีวีถือเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชน อันเป็นคุณสมบัติต้องห้ามของนายกฯ ทั้งที่ตุลาการคนหนึ่งก็รับจ้างสอนหนังสือและเป็นผู้ตอบปัญหาในรายการวิทยุมานานหลายปีโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินประจำทุกเดือน นอกจากนั้นกฎหมายกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า จะเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชนหรือของรัฐไม่ได้เยี่ยงเดียวกับของนายกฯ แต่ตุลาการคนนั้นเป็นองค์คณะตีความคำว่า “ลูกจ้าง” อันส่งผลให้อดีตนายกฯสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งไปท่ามกลางเสียงลือลั่นสนั่นเมืองว่า เป็นใบสั่งจากผู้มีบารมีมืดและการขาดจริยธรรมส่วนตัวของตุลาการคนนั้นและองค์คณะที่รู้คุณสมบัติบกพร่องนั้นมาก่อนนานแล้ว อีกทั้งเชื่อว่าหลายท่านก็ทำงานพิเศษเยี่ยงเดียวกับอดีตนายกฯสมัครจนน่าจะถือว่าเป็น ลูกจ้าง ตามคำตีความนั้นด้วย แต่ก็ทำเพิกเฉยไม่พิจารณาจริยธรรมหรือคุณธรรมของตนเพื่อจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างพรรคเป้าหมายตามใบสั่งของผู้มีบารมีมืด

    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือปปช.ก็มีบุคลากรระดับสูงที่มีคุณสมบัติน่าสงสัยว่าจะมิชอบด้วยกฎหมายหรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า คนเถื่อน มาเป็นหัวหน้าองค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแห่งนี้ เนื่องจากกฎหมายปปช.นั้นกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องเข้ามาอย่างถูกต้องทุกขั้นตอนจึงมีอำนาจทำงานตามหน้าที่ได้ แต่เกิดข้อกังขาขึ้นว่า คณะปฏิวัติมิได้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้แล้วร่างกติกาใหม่ เพียงออกคำสั่งให้กฎหมายนี้คงอยู่ครบทุกมาตรา โดยกำหนดยกเว้นบางมาตราเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลไว้ แต่มิได้ยกเว้นมาตราสำคัญที่บัญญัติให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์ด้วย จึงถือว่าการดำรงตำแหน่งมีความสมบูรณ์ คณะกรรมการปปช.ชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งโดยคำสั่งของคณะปฏิวัติ แต่มิได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์ซึ่งเป็นข้อที่มิได้รับการยกเว้นไว้ตามประกาศคณะปฏิวัติ กฎหมายส่วนที่เหลือยังใช้บังคับได้ จึงน่าส่งผลต่อความสมบูรณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการปปช.ทุกคน แต่เวลาที่ผ่านมาพวกเขาทำงานตัดสินคดีโดยไม่ละอายใจต่อข้อกฎหมายนี้ทั้งที่ส่วนใหญ่ก็มาจากสถาบันตุลาการซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สิ่งที่คนไทยเห็นการทำงานของพวกเขา คือ คดีใดที่เกี่ยวพันกับพรรครัฐบาลเดิมจะได้รับการพิจารณาและตัดสินเร็วเป็นพิเศษ ถ้าเป็นคดีของพรรครัฐบาลที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคณะปฏิวัติและผู้มีบารมีมืดจะถูกเก็บดองไว้ แม้แต่คดีสำคัญที่มีมูลค่าความเสียหายสูงและใกล้หมดอายุความ แต่เกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจในพรรครัฐบาลของผู้มีบารมีมืด กลับไม่มีความคืบหน้าใด และคนไทยที่ติดตามข่าวการเมืองคาดกันว่าพวกเขาเตะถ่วงเวลาให้หมดอายุความและผู้ต้องหาจักรอดพ้นคดีความและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ประเทศชาติ

    คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต.เป็นอีกหนึ่งความสงสัยข้องใจของคนไทยต่อหลายพฤติกรรมที่ส่อแสดงว่าช่วยเหลือและไม่เป็นกลางเมื่อตัดสินคดีเกี่ยวข้องกับพรรครัฐบาลเดิมที่ถูกคณะปฏิวัติโค่นล้มไป และเป็นกำลังหนุนแก่พรรครัฐบาลของผู้มีบารมีมืดอย่างออกหน้าออกตาโดยไม่ละอายใจต่อตำแหน่งหน้าที่และความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพราะเกือบทุกคนล้วนมาจากตุลาการที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและถูกสั่งสอนให้เป็นผู้ให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความ ห้ามการลำเอียง ดังเช่น คดีร้องเรียนว่าผู้ตัดสิทธิทางการเมืองและกฎหมายห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 5 ปี ยอมรับในภาพข่าวทั่วประเทศว่ามีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลในฐานะหัวหน้ากลุ่มงูเห่าที่ลือกันว่าถูกซื้อตัวส.ส.ด้วยเงินจำนวนสูงลิบ ฝ่ายค้านต้องการให้กกต.ชี้ขาดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ โดยถือบรรทัดฐานที่กกต.เคยตีความไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้งปีพ.ศ. 2550 ว่า การปรากฏตัวใกล้เวทีหาเสียงเลือกตั้งหรือทำงานที่เกี่ยวโยงกับการเมืองทุกชนิดของอดีตนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ถือเป็นการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงต้องถูกลงโทษอาญาและส่งผลให้พรรคการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากนักการเมืองคนนั้นต้องถูกยุบพรรคด้วย แต่คำตัดสินของกกต.เมื่อพรรคของผู้มีบารมีมืดถูกร้องเรียน คำตัดสินจึงออกมาว่า การร่วมตั้งรัฐบาลที่ปรากฏในภาพข่าวนั้นไม่ถือเป็นการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อันส่งผลให้ข้อร้องเรียนเรื่องนี้ตกไปและไม่สามารถยกเรื่องนี้ไปร้องฟ้องที่ใดได้อีก คนไทยรับฟังด้วยความอึดอัดคับข้องใจยิ่งขึ้นกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองระหว่างพรรคของประชาชนกับรัฐบาลของผู้มีบารมีมืด

    คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั้นและเร็ว แต่บกพร่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตุลาการไทย เน้นให้คนไทยเห็นชัดขึ้นว่า การดำเนินคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาโดยไม่มีการสืบพยานตามกระบวนการยุติธรรมสากล การพิจารณาและเขียนคำพิพากษาสามคดีด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงและตัดสินในวันเดียวกับที่มีคำสั่งไม่ต้องสืบพยานแล้วให้แถลงปิดคดี จากนั้นก็มีคำพิพากษาคดีทันที โดยคำพิพากษามีข้อความคล้ายคลึงกันและพิมพ์ชื่อจำเลยผิดพลาดหลายครั้ง มันแสดงถึงการเตรียมคำพิพากษาไว้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องอ่านพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐาน คำแถลงปิดคดีของจำเลยจากสามพรรคการเมือง รวมทั้งความเร่งร้อนในการออกคำพิพากษาต่อสาธารณชนทำให้เกิดความผิดพลาดเป็นระยะ อันผิดวิสัยของการทำหน้าที่ตุลาการซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ก่อนการวินิจฉัยคดี การตัดสินคดีอย่างรวดเร็วและเร่งร้อนมากพิเศษสร้างความกังขาต่อความเป็นธรรมในบ้านเมือง ศาลในต่างประเทศเริ่มไม่ไว้วางใจระบบยุติธรรมของไทยว่าน่าจะมีสองมาตรฐาน เพราะสังเกตว่าข่าวลือสนั่นเมืองที่ผู้มีบารมีมืดมีใบสั่งให้กำจัดพรรครัฐบาลในเวลานั้นโดยเร็วกลายเป็นความจริงและใช้อำนาจตุลาการเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้ามเพื่อมิให้ต่างประเทศรู้เท่าทันและต่อต้านรัฐบาลใหม่ของเขา ขณะเดียวกันคดีความที่รัฐบาลของผู้มีบารมีมืดเข้าสู่ศาลนี้หรือศาลใดก็ตามถูกปัดเป่าให้สะอาดหรือถ่วงเวลาไว้ แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องกำจัดศัตรูการเมืองหรือหนามยอกใจของผู้มีบารมีมืดและชำระล้างฝ่ายเดียวกับเขาให้สะอาดหมดจดด้วยกฎหมายและอำนาจของตุลาการโดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมและความยุติธรรมที่ตุลาการพึงมีสูงกว่าประชาชน

    ม็อบโกเต๊กซ์ที่ยึดสนามบินระหว่างประเทศสองแห่ง คือ สุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง อันสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างมากเพราะกักขังเครื่องบินและคนต่างชาติไว้ด้วยการใช้กำลังคนและอาวุธ จนกระทั่งบริษัทต่างชาติได้รับความเสียหายและจะเรียกร้องเงิน 2.9 แสนล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายของบริษัทในไทยด้วย แล้วยังยึดทำเนียบรัฐบาล ก่อกวนปลุกปั่นบ้านเมืองให้ธุรกิจท่องเที่ยวล่มสลายลง แม้แต่การทำร้ายร่างกายหรือพยายามฆ่าตำรวจที่เข้าควบคุมม็อบหรือฆ่าคนไทยที่อยู่ตรงข้ามกับม็อบ คดีต่างๆของม็อบนี้เงียบหายไปและไม่คืบหน้าเหมือนคดีที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าทำความผิด ดังเช่น คดีปาไข่ของแม่ค้าคนหนึ่ง ปาวันนั้นจับและตัดสินคดีวันนั้น คดีหมิ่นประมาทที่นักปราศรัยคนหนึ่งถูกจับขังโดยศาลไม่ยอมให้ประกันตัว แต่หัวหน้าม็อบโดนข้อหาเดียวกันได้รับอนุญาตประกันตัวออกไปก่อคดีเดิมซ้ำอีก คดียึดสนามบินซึ่งถือเป็นผู้ก่อการร้ายสากลซึ่งองค์กรการบินระหว่างประเทศทวงถามข่าวคืบหน้าโดนถ่วงเวลาไว้ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนคดีปาไข่และมีภาพกล้องเห็นชัดว่าผู้กระทำความผิดเป็นใคร ไม่มีข้อกล่าวหาหรือการจับกุมดำเนินคดีใดๆ เป็นต้น นอกจากนั้นตำรวจผู้ดูแลคดีนี้ตั้งแต่ต้นถูกคำสั่งย้ายด่วนหลังจากรัฐบาลใหม่ของผู้มีบารมีมืดบริหารประเทศ พฤติกรรมเช่นนี้จักส่งผลในทางที่ดีต่อม็อบโกเต๊กซ์เพราะตำรวจเป็นผู้จัดสำนวนคดีส่งต่ออัยการและศาล หากดึงหลักฐานบางชิ้นออกไปจากแฟ้มหรือสับเปลี่ยนดัดแปลงพยานเพื่อทำให้คดีอ่อนลง จักส่งผลให้อัยการไม่สั่งฟ้องเพราะสำนวนอ่อนไปและหลักฐานไม่มากพอเอาผิดได้ ส่วนศาลที่เห็นสำนวนอ่อน หลักฐานไม่ชี้ชัดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามคำฟ้องอันสร้างความสงสัยแก่ศาล กฎหมายบังคับไว้ว่าต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย นั่นคือ ศาลต้องยกฟ้องเท่านั้น อันเป็นการใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อช่วยเหลือม็อบโกเต๊กซ์ซึ่งรู้กันดีว่า ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและกำลังคนจากผู้มีบารมีมืด นอกจากนั้นรัฐบาลยังเร่งรัดออกกฎหมายใหม่เพื่อช่วยเหลือม็อบนี้อีกด้วย คือ กำหนดให้การยึดสนามบินมีโทษปรับ500 – 10,000 บาทเท่านั้น ทำให้มิอาจนำกฎหมายอาญาซึ่งมีโทษสูงกว่ามาใช้ลงโทษม็อบเพราะกฎหมายใหม่ให้คุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงสามารถใช้บังคับย้อนหลังได้ แม้เวลาที่กระทำความผิดจะยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ก็ตาม

    ศึกชิงอำนาจระหว่างผู้ฝักใฝ่ระบอบโบราณกับประชาชนซึ่งรู้ตัวแล้วว่า กำลังถูกแย่งสิทธิเสรีภาพของระบอบประชาธิปไตยไป เริ่มคิดกลวิธีต่อต้านและมุ่งกำจัดอีกฝ่าย แทนการตั้งรับและยอมอยู่ใต้บังคับของผู้มีบารมีมืดซึ่งหวังจะหมุนเวลาย้อนกลับไปอยู่ในระบอบอำมาตย์กับไพร่ มันหมายความว่า ณ วันนี้คนไทยปฏิเสธตำแหน่งไพร่ที่อีกฝ่ายยัดเยียดให้แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงที่ยึดเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจเผด็จการซ่อนรูปเริ่มจัดกระบวนทัพให้เป็นกองทัพประชาชนอันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งโดยไม่ต้องใช้อาวุธ เพียงแค่มีแนวคิดร่วมกันในการปกป้องอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทยและไม่ยอมสูญเสียสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคให้อีกฝ่ายยึดครองไว้ เมื่อมือของคนเสื้อแดงประสานกันแน่น แนวคิดเดียวกัน จักก่อเกิดพลังอันน่ากลัว ความอยุติธรรมที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นและใช้กำจัดตัวแทนประชาชนซึ่งไปจากการเลือกตั้งจักเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยความทนรับต่อไปไม่ไหวกับการใช้อิทธิพลมืดและสามอำนาจหลักของระบอบประชาธิปไตยง่อยเปลี้ยหรือตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้มีบารมีมืด มิใช่เป็นของประชาชนอีกต่อไป พวกเขาจึงต้องทวงสิทธิ์ดังกล่าวคืนมาให้สำเร็จ ขณะที่ม็อบโกเต๊กซ์จำเป็นต้องเก็บตัวเพื่อรักษาภาพรัฐบาลใหม่ของผู้มีบารมีมืดทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ จึงเป็นเป้าโจมตีฝ่ายเดียวเพราะเคยทำพฤติกรรมชั่วร้ายต่อประเทศไว้มากและมีหลักฐานปรากฏชัดในสังคม

    ตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและเป็นไปตามหลักสากล คือ การกระทำของรัฐบาลภายใต้บังคับบัญชาของผู้มีบารมีมืดและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตั้งแต่ชนชั้นล่างไปถึงตัวแทนคนไทยในรัฐสภา คณะราษฎรของปีพ.ศ. 2475 ปฏิรูปประเทศไม่สมบูรณ์ด้วยความเมตตาทำให้เชื้อโรคที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตยเติบโตขึ้นและมีพลังสูงสุดในปีพ.ศ. 2552 จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยตั้งแต่ชนชั้นล่างสุดไปถึงชั้นบนที่รักความเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขจุดบกพร่องของอดีตเพื่อนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของแท้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสที่ประชาชนต้องเรียกร้องและต่อสู้เพื่อเริ่มต้นใช้หลักประชาธิปไตยครั้งแรกหลังจากหมดความอดทนต่อการกดขี่ข่มเหงและมีความอยุติธรรมสูงในสังคมจากการกระทำของชนชั้นปกครองที่ยึดครองอำนาจมายาวนาน โดยอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชนชาวไทย ผู้ใช้อำนาจทั้งสามในระบอบประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้งของคนไทยโดยสมบูรณ์ สิทธิเสรีภาพ ความสมานฉันท์ ความเสมอภาค คือ หัวใจหลักของประชาธิปไตย ดังนั้น คนไทยในวันนี้มิใช่ไพร่ทาสของพวกอำมาตย์โบราณอีกแล้ว ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในสังคมไทยของยุคศักราชไซเบอร์ ย่อมไม่ต้องการกลับไปไถนาด้วยควายหรือขี่เกวียนแทนนั่งรถไฟฟ้าอย่างแน่นอน พลังบริสุทธิ์ของประชาชนจักเป็นโล่ป้องกันภัยเผด็จการและใช้เป็นอาวุธกำจัดเชื้อร้ายของประชาธิปไตยได้อย่างสะอาดหมดเกลี้ยงแน่นอน ประชาธิปไตยจะกลับสู่ประเทศไทยอย่างสมบูรณ์หรือไม่ ต้องอาศัยพลังของประชาชนเท่านั้น เมื่อทุกอำนาจหลัก ข้าราชการติดอาวุธส่วนใหญ่ อยู่ภายใต้คำบงการของผู้มีบารมีมืดที่ไม่รักประเทศไทย แต่ต้องการครองอำนาจและปกครองคนไทยเพียงกลุ่มของตนเท่านั้น มิยอมให้อำนาจอธิปไตยเป็นของคนไทย ประชาชนจึงใช้อำนาจทวงสิทธิ์ที่คณะราษฎรเมื่อปีพ.ศ. 2475 มอบไว้แก่คนไทยเอากลับคืนมาให้ได้ นอกจากนั้น แรงสนับสนุนจากยุคสมัยนี้ที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกต่างปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจักหนุนให้คนไทยได้รับชัยชนะเหนืออำนาจเผด็จการ สายตาของพวกเขาคือปราการปกป้องมิให้ผู้มีบารมีมืดทำร้ายคนไทยเลือดประชาธิปไตยได้ถนัดมือเพราะหวั่นเกรงการสอดแทรกจากอำนาจและอาวุธที่เหนือกว่าของประเทศเหล่านั้นโดยสหประชาชาติเป็นหัวเรือหลักของประชาธิปไตยในยุคนี้ซึ่งอาจส่งผลร้ายในการกำจัดสถานภาพอำมาตย์ของพวกเขาอย่างสิ้นซากและง่ายดาย ขณะที่ทางสุดท้ายของพวกเขาถ้าต้องพ่ายแพ้ต่อพลังประชาธิปไตย ก็ยังอาจเหลือซากเดนของสถานภาพเดิมได้โดยยึดเกาะการสมานฉันท์ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตยไว้ สุดท้ายคนไทยคงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนโดยอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยควบคู่ไปด้วยว่า สถานภาพอำมาตย์สมควรมีอยู่ต่อไปในยุคนี้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่คนไทยในระบอบประชาธิปไตย

     

    *********************

    2/20/2009

    2,000 บาทของรัฐบาล กับ 2,000 ล้านบาทของทหาร

    สองพันบาท กับ สองพันล้านบาท

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    ปัญหาพิษเศรษฐกิจโลกลุกลามเข้าไทยมาแล้ว บริษัทใหญ่ในไทยประกาศปลดคนงานเช่นเดียวกับต่างประเทศ คนไทยเริ่มต้นการตกงานพร้อมกับศักราชใหม่ รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งคัดลอกนโยบายประชานิยมของรัฐบาลก่อนที่เคยประณามหยามเหยียดไว้ แต่เป็นเพียงการนำรูปแบบมาใช้เท่านั้น มิได้นำแนวคิดหรือวิธีการทั้งหมดไปด้วย จึงเห็นวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยด้วยมาตรการกู้เงินต่างประเทศแล้วนำเงินมาแจกคนมีเงินเดือนน้อยด้วยเหตุผลว่า ต้องการกระตุ้นให้คนใช้เงิน สร้างระบบหมุนเวียนเงินประคองเศรษฐกิจไทยไว้ ทั้งที่กลุ่มเดือดร้อนที่สุดในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั้งโลก คือ คนตกงาน กับ คนจนด้อยโอกาส ส่วนคนมีเงินเดือนที่รัฐบาลแจกเงินสด 2,000 บาทแก่เขาเพียงครั้งเดียว แม้ไม่มีเงินจำนวนนี้พวกเขาก็ยังประคองชีวิตผ่านพ้นไปได้ทุกเดือนตราบใดที่ยังไม่ตกงาน แต่คุณค่าของเงินสองพันบาทสูงยิ่งสำหรับคนตกงานและคนจนด้อยโอกาสที่กระเป๋าแห้งและไม่มีแหล่งรายได้อีกแล้ว เงินดังกล่าวจึงช่วยประคองชีวิตให้อยู่รอดได้ แม้จะไม่ถาวรเพราะรัฐบาลมิได้จ่ายให้ทุกเดือนจนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤตทางการเงินหรือพวกเขามีงานทำแล้ว ดังนั้น การจ่ายเงินสองพันบาทแก่กลุ่มคนมีเงินเดือนน้อยจึงมิใช่การช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนหนักก่อนตามหลักสากลที่รัฐบาลทุกประเทศปฏิบัติกัน แต่เลือกแจกแก่กลุ่มคนที่เดือดร้อนน้อยกว่าก่อน อีกทั้งยังเป็นการแจกครั้งเดียวเท่านั้นซึ่งมิใช่การเยียวยาที่ถูกต้อง

    หากไปดูการแจกเงินของประเทศต่างๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในนั้น จะสังเกตเห็นว่าไต้หวันหรือญี่ปุ่นจะเน้นแจกให้คนที่ไม่มีรายได้ เช่น คนจน คนชรา เป็นต้น เพื่อช่วยประคองให้มีชีวิตผ่านพ้นวิกฤตการเงินของชาติเพราะมั่นใจว่าคนจำพวกนี้ต้องนำเงินไปซื้อของประทังชีวิตอย่างแน่นอน ไม่มีเหลือพอให้เก็บออมแน่ เมื่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศจำต้องกระตุ้นให้มีการหมุนเวียนการค้าขายต่อไป การแจกเงินก็หวังให้มีการจับจ่ายใช้สอยซื้อหาสินค้า หากนำไปแจกให้คนที่มีเงินเดือนมั่นคง แม้จะน้อย ผู้รับเงินต้องเลือกเก็บออมเงินไว้ในธนาคารเพื่อใช้ยามจำเป็นก่อน และยึดมั่นการประหยัดเป็นหลักเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ พวกเขาจะลดทอนการใช้เงินลงและเก็บเงินแจกของรัฐบาลไว้ มันจึงมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจภายในได้น้อยมาก มันไม่คุ้มค่าที่รัฐบาลต้องไปกู้หนี้ยืมสินด้วยดอกเบี้ยราคาแพงเพื่อนำเงินมาแจกคนไทย ถ้าต้องการแจกเงิน ก็ควรเลือกกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อประทังชีวิตและมิใช่แจกครั้งเดียว เพราะมันไม่เกิดประโยชน์ในการช่วยเหลือคนไทย อันที่จริงสิ่งที่รัฐบาลควรกระทำในเวลานี้ คือ รวบรวมเงินที่จะแจกกลุ่มคนมีเงินเดือนไว้ใช้หาตลาดการค้าใหม่ๆที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของไทย เมื่อธุรกิจการค้าขายดำเนินต่อไปได้ การปลดคนงานต้องลดน้อยลงและอาจมีการจ้างงานเพิ่มในบางภาคธุรกิจ เมื่อคนไทยมีงานทำและธุรกิจดำเนินต่อไปได้ย่อมมีรายได้มาจ่ายภาษีแก่รัฐ มูลค่าที่พวกเขาได้รับมากกว่าเงินสดสองพันบาทที่รัฐแจกอย่างแน่นอนและถือเป็นการใช้เงินอย่างคุ้มค่ายิ่ง

    รัฐบาลจีนถูกพิษเศรษฐกิจโลกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยสารพัดข่าวด้านคุณภาพสินค้าต่ำ ภาวะเดือดร้อนถ้วนหน้าเช่นนี้เขามีนโยบายสร้างงานในประเทศอย่างมาก ลดการลงทุนในต่างประเทศ ประธานาธิบดีกับนายกรัฐมนตรีออกเดินทางไปยังประเทศทางแปซิฟิค แอฟริกา และตะวันออกกลางเพื่อหาตลาดสินค้าใหม่ที่จะซื้อสินค้าจีนทดแทนหรือเพิ่มเติมจากตลาดอเมริกาหรือตลาดยุโรปที่กำลังซื้อลดน้อยลง ประเทศจีนมิได้เน้นการมองหาแหล่งเงินกู้เพื่อแจกเงินแก่คนจีนเลย การหาตลาดสินค้าใหม่ของรัฐบาลจีนและการสร้างงานในประเทศถือเป็นวิธีช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติแบบยั่งยืน ดังคำกล่าวของเติ่ง เสี่ยว ผิง ที่ว่า แมวดำ แมวขาว แมวสารพัดลาย ขอเพียงจับหนูได้ ก็นำมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน หรือ สอนคนให้จับปลาหรือสอนให้ทำมาหากิน ย่อมยั่งยืนมากกว่าการแจกสิ่งของไปวันๆ ตลาดสินค้าใหม่ที่จีนกำลังตามหาอยู่นั้นจักช่วยทดแทนคำสั่งซื้อสินค้าจีนจากตลาดยุโรปและอเมริกาได้ เท่ากับช่วยลดความเสียหายของประเทศจีน ย่อมดีกว่าการอยู่เฉยหรือฝากความหวังไว้ที่ตลาดเดิมซึ่งกำลังมีปัญหาหนักและเน้นการปกป้องตัวเองให้อยู่รอดก่อน เวลาเดียวกันรัฐบาลไทยคิดมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างมักง่าย คือ การแจกเงินแก่ผู้มีเงินเดือนน้อยคนละ 2,000 บาทเพียงหนึ่งเดือน แจกเงินซื้อชุดนักเรียน เพิ่มเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหนึ่งเท่าตัว ทั้งที่รายได้ประชากรลดลงส่งผลต่อเงินภาษีของรัฐน่าจะไม่มีมากพอแจกจ่ายตามมาตรการของรัฐ แต่ไม่มีมาตรการขยายตลาดการค้าขายสินค้าไทยเพื่อทดแทนความเสียหายจากตลาดยุโรปหรืออเมริกาเยี่ยงเดียวกับที่ประเทศจีนกระทำอยู่ในขณะนี้ ข่าวที่ได้ยินมีเพียงว่ารัฐบาลไทยกำลังเจรจาขอกู้เงินจากแหล่งเงินต่างประเทศเพื่อสนองนโยบายแจกฟรีสารพัดเรื่อง โดยเฉพาะโครงการที่ฝ่ายทหารยื่นเสนอไว้และบีบคั้นมาเป็นระยะ คือ การซื้อฝูงบินใหม่เพิ่มเติมและอาวุธอันมีมูลค่าหลายพันล้านบาท เป็นที่รู้กันดีว่า ที่มาของรัฐบาลชุดนี้กำเนิดได้ด้วยการผลักดันและปกป้องจากฝ่ายทหาร มิใช่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การตอบแทนบุญคุณจึงเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจึงเป็นงบประมาณที่รัฐบาลต้องสนองตอบอย่างแน่นอน คงมองเห็นเจตนารมณ์ซ่อนร้ายของฝ่ายทหารในการยื่นขอเงินซื้อสารพัดอาวุธในเวลาที่ประเทศประสบวิกฤตการเงินและประเทศอยู่ในความสงบ ไร้สงคราม มันมิใช่ผู้มีสามัญสำนึกที่ดีต่อประเทศชาติที่ฝ่ายทหารต้องมีส่วนร่วมในการประคับประคองชีวิตคนไทยในยามลำบากนี้ด้วย แต่กลับซ้ำเติมด้วยการขอเงินซื้ออาวุธหลายพันล้านบาท แม้ไม่ได้จ่ายในงวดเดียว แต่ต้องทำสัญญากู้เงินพร้อมดอกเบี้ยผูกพันไว้และคนไทยต้องตามใช้หนี้มหาศาลก้อนนี้ เป็นที่ทราบกันมานานในวงการค้าอาวุธแล้วว่า ผู้สั่งซื้ออาวุธจะได้รับเปอร์เซนต์พิเศษสำหรับทุกใบสั่งหรือราคาอาวุธที่ขายให้ไทยสูงพิเศษ ส่วนต่างระหว่างราคาจริงและราคาเสนอ คือ ผลประโยชน์ของผู้ออกใบสั่งซื้อ มันจึงเป็นเป้าหมายหลักที่ฝ่ายทหารมักซื้ออาวุธทุกครั้งภายหลังทำปฏิวัติหรือเป็นผู้อิทธิพลมืดต่อรัฐบาลในขณะนั้น

    อีกข่าวหนึ่งที่ฮือฮาในสังคมไทยมากเมื่อฝ่ายทหารอนุมัติเงินสองพันล้านบาทเพื่อใช้สอนให้ประชาชนเข้าใจหลักประชาธิปไตยตามรูปแบบของเขาซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าภารกิจจริงมิได้เป็นไปตามชื่อที่ตั้งไว้ แต่เป็นการใช้เงินเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลซึ่งยังเป็นที่นิยมของประชาชนทั้งประเทศด้วยผลงานที่เคยทำไว้สมัยที่บริหารประเทศและก่อนถูกปฏิวัติเมื่อปีพ.ศ. 2549 ความนิยมดังกล่าวฝ่ายทหารและกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลเห็นว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของรัฐบาล ข่าวลือหนาหูว่าเป็นคำสั่งของผู้นำกลุ่มสนับสนุนการปฏิวัติครั้งล่าสุดที่หวาดระแวงศัตรูการเมืองจะฟื้นชีพอีก จึงต้องกำจัดให้สิ้นซากด้วยเงินของฝ่ายทหาร ณ เวลานี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในวิกฤตการเงินที่ทั้งโลกเดือดร้อนอย่างเท่าเทียมกัน แม้แต่ประเทศมหาอำนาจของโลกก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เงินทุกบาทในไทยจึงมีคุณค่าอย่างยิ่งที่ควรนำมาใช้สอยเพื่อความผาสุกของคนไทย มิใช่เพื่อกำจัดคู่อริกัน อีกอย่างหนึ่งทหารนับแสนคนของไทยมีฐานะการเงินด้อยกว่าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีแหล่งหาประโยชน์ได้มากกว่าทหารชั้นประทวน จึงควรนำเงินจำนวนดังกล่าวไปช่วยเหลือทหารเหล่านั้นและครอบครัวให้มีความสุขขึ้น หากมีน้ำใจต่อคนไทยที่ต้องจ่ายภาษีเพื่อซื้ออาวุธและจ่ายเงินเดือนแก่ทหารทั้งหมด ฝ่ายทหารอาจยกเงินสองพันล้านบาทซึ่งมาจากงบประมาณแผ่นดินและเงินภาษีของคนไทยแก่รัฐบาลเพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปช่วยเหลือประคองคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่รอด น่าจะให้ประโยชน์มากกว่าการไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ต่อสาธารณชนว่าจะสอนให้คนไทยเข้าใจประชาธิปไตย

    การช่วยให้คนไทยอิ่มท้องในภาวะยากไร้ช่วงนี้น่าจะดีกว่าเพราะคนไทยรู้จักการเลือกตั้งมากกว่า 70 ปีแล้ว โดยเฉพาะคนไทยยุคนี้มีความรู้และสติปัญญาสูงขึ้นย่อมเข้าใจหลักประชาธิปไตยได้ถ่องแท้กว่าฝ่ายทหารซึ่งเคยชินกับระบอบเผด็จการที่ใช้บริหารกองทัพไทยมาช้านานและไม่เคยปรับปรุงแนวคิดให้เข้ากับหลักประชาธิปไตยที่ปกครองประเทศไทยมากว่า 70 ปีแล้ว ถ้าฝ่ายทหารยอมสละเงินสองพันล้านบาทเพื่อปากท้องของคนไทย จักช่วยให้รัฐบาลที่ยึดมั่นในการแจกเงินคนละสองพันบาท สามารถช่วยคนไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนและกองทัพไทยจะได้ยินคำสรรเสริญมากขึ้นหลังจากคนไทยประณามและพูดส่อเสียดจากการทำปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งกับแย่งอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน

    ศึกแย่งชิงอำนาจระหว่างพวกนิยมระบอบอำมาตย์หรือข้าหลวงเป็นใหญ่กับประชาชนนั้นอยู่ท่ามกลางวิกฤตการเงินของโลกที่ไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก กอปรกับรัฐบาลมีความสามารถน้อย ผู้นำประเทศขาดประสบการณ์ชีวิตและการทำงานอย่างแท้จริงเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการแย่งชิงตลาดการค้าเพื่อความอยู่รอดของแต่ละประเทศ คนไทยจึงมองเห็นความสามารถแท้จริงของผู้นำประเทศในวันนี้ว่ามีมากน้อยแค่ไหนจากนโยบายของรัฐบาล เงินทุกบาทสมควรนำไปใช้ก่อประโยชน์สูงสุดแก่คนไทยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน แต่สิ่งที่คนไทยพบคือ การแจกเงินให้ใช้ฟรีคนละ 2,000 บาท เพียง 1 เดือน วันเวลาที่เหลือก็กระเสือกกระสนช่วยตัวเองไป ฝ่ายทหารตั้งงบสอนประชาธิปไตยทั่วประเทศให้ทหารไปสอนคนไทย ทั้งที่ผู้ทำลายหลักประชาธิปไตยด้วยการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งของประชาชน คือ กองทัพไทย ถ้ายืนยันการตั้งงบนี้ก็ควรใช้เงินนี้อบรมทหารทุกคนให้รู้จักและเข้าใจระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะความเข้าใจที่ต้องเน้นเข้มข้นให้ถูกต้อง คือ เมื่อประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย กองทัพทหารต้องเป็นของประชาชน มิใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือของบุคคลเดียวดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ น่าจะก่อประโยชน์แก่ประเทศในวันข้างหน้าและลูกหลานไทยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากกองทัพไทยที่ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนและไม่ยอมรับบทบาทหน้าที่ของฝ่ายทหารที่ต้องปกป้องอาณาเขตและขับไล่อริราชศัตรู มิใช่ผู้บริหารประเทศด้วยอาวุธ โดยควรทำความเข้าใจภารกิจหน้าที่ของฝ่ายทหารที่ถูกต้องจากกองทัพในโลกตะวันตกซึ่งเป็นต้นแบบของหลักประชาธิปไตยเพื่อปฏิรูปให้เป็นกองทัพไทยรุ่นใหม่ที่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของประชาชน

    เงินสองพันบาทของรัฐบาลและเงินสองพันล้านบาทของฝ่ายทหาร ต่างอ้างว่าทำเพื่อช่วยเหลือคนไทย เมื่อกองทัพไทยมีเงินเดือน สวัสดิการ และมีอาวุธใช้งานได้ เพราะภาษีของประชาชน วันที่คนไทยกำลังเดือดร้อน ฝ่ายทหารควรแสดงจิตสำนึกในบุญคุณของคนไทยด้วยการเสียสละเงินสองพันล้านบาทเพื่อช่วยประคองคนไทยให้อยู่รอดเพิ่มขึ้นโดยส่งมอบเงินก้อนนี้แก่รัฐบาลเพื่อสนองนโยบายแจกเงิน อย่าใช้กับโครงการที่ไม่มีประโยชน์ต่อคนไทยในเวลาวิกฤตทางการเงินหรือใช้กำจัดศัตรูการเมืองสนองคำสั่งของผู้หนึ่งผู้ใด ถ้าปล่อยให้คนไทยทุกข์ยากหนัก มันจักเป็นแรงกดดันให้ลุกขึ้นกำจัดสิ่งชั่วร้ายในสังคมด้วยมือของคนไทยเองเพราะหมดความอดทนต่อความเห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจมืดทั้งหลายไม่ว่าจะมีเครื่องแบบหรือไม่ก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรพิจารณาคือ คนไทยมีสติปัญญามากกว่าในอดีต การแจกเงินมิอาจซื้อความชื่นชมของคนไทยหรือลบล้างความรู้สึกดีๆที่มีต่อรัฐบาลก่อนได้ แต่มันเป็นการยืนยันจิตใจชั่วร้ายของผู้ฝักใฝ่พวกหลงยุคที่ชื่นชมระบอบอำมาตยาธิปไตยก่อนปีพ.ศ. 2475 ว่า รัฐบาลชุดนี้จักแย่งชิงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยไปจากประชาชน และเห็นวัตถุประสงค์แท้จริงของพรรคร่างทรงที่แจกเงินชัดเจนขึ้นว่า พรรคนี้มิได้ศรัทธาต่อหลักประชาธิปไตยตามที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้โดยไม่มีข้อสงสัยหรือคลุมเครืออีกต่อไป เงินมีไว้ใช้ แต่ต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน จึงถือว่าเป็นคนฉลาดใช้เงิน การแจกเงินมิใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง หากจะให้คนมีชีวิตต่อไปอย่างยั่งยืน ต้องสอนให้เขารู้จักวิธีจับปลา มิใช่แจกปลาตามนโยบายของรัฐบาลเด็กทารกที่ใช้ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจในวันนี้

    *******************************

    2/19/2009

    มีดพับสวิส

     

                                                                                           มีดพับสวิส 

    เขียนโดย  มณีอักษร

     

    หลายคนอาจเคยได้ยินชื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้มาก่อน แต่ไม่เคยเห็นหรืออยากรู้จักที่มาของมัน อันที่จริงแล้วมันเป็นของอำนวยความสะดวกมากกว่าจะเป็นอาวุธใช้ฆ่าคน เมื่อก่อนพวกทหารจะชอบใช้กันมาก ต่อมาคนธรรมดานำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ปัจจุบันนี้จึงกลายเป็นที่นิยมกันทั่วไป เสน่ห์ของมีดพับสวิส (Swiss Army Knife) คือ มันประกอบด้วยอุปกรณ์หลายชิ้นซ้อนทับกัน ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก เช่น มีดหลายแบบ กรรไกร ที่ตัดลวด ที่เปิดจุก และอื่นๆ เมื่อก่อนทหารมักพกติดตัวไว้ ต่อมาคนธรรมดาชื่นชอบความสะดวก ความหลากหลายของอุปกรณ์ จึงนำไปใช้ด้วย จุดเริ่มต้นของมีดพับสวิสเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1891 นายคาร์ล เอลซ์เนอร์ (Karl Elsener) ชาวสวิส ประดิษฐ์อุปกรณ์ชิ้นนี้ขึ้นเรียกว่า Swiss Army Knife หรือ มีดพับสวิส ซึ่งมีมีด ไขควง ที่คว้าน ที่เปิดกระป๋อง ต่อมาเขายังเพิ่มอุปกรณ์ไขจุกก๊อกและใบมีดเล็กเข้าไปด้วย แล้วนำไปจดทะเบียนสิทธิบัตรในปีค.ศ. 1897 นอกจากนั้นเขายังตั้งบริษัทผลิตมีดพับขึ้นมาในชื่อว่า วิกตอรินอกซ์ (Victornox) เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ซึ่งมีชื่อว่า วิกตอเรีย และใช้กากบาทสีขาวของธงชาติประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาประทับบนมีดพับเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศของเขา ส่วนด้ามมีดต้องมีสีแดงเพราะเป็นประโยชน์ในการมองเห็นได้ง่ายถ้ามันตกหล่นบนหิมะ รุ่นที่ผลิตและขายดีที่สุด คือ รุ่นสวิสแชมป์เปี้ยนเพราะมีมีด 16 ด้าม อุปกรณ์ใช้งานต่างๆอีก 24 ชิ้น ซึ่งเป็นที่ตัดลวดและไม้บรรทัดรวมไว้ด้วย ปัจจุบันนี้มีดพับสวิสยังเป็นที่นิยมพกติดตัวของทหารหรือคนทั่วไปเพราะความสารพัดประโยชน์ของมัน แม้จะมีราคาแพงก็ตาม มันเป็นหนึ่งในสินค้าลือชื่อของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ด้วย ในภาพยนตร์ฝรั่งหลายเรื่อง เช่น เรื่องแม็คไกเวอร์ เป็นต้น มีการใช้มีดพับสวิสในเนื้อเรื่องตามประสิทธิภาพของมันบ่อยครั้งทำให้เป็นที่รู้จักของคนไทยและชื่นชอบกันเป็นพิเศษตลอดช่วงเวลาที่หนังฉายและสืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ คนที่ได้สัมผัสมันแล้ว ย่อมชื่นชอบประโยชน์หลากหลายของมีดพับสวิสแน่นอน

     

    **************************

    2/17/2009

    1 คนตาย กับ หลายชีวิตใหม่

    1 คนตาย กับ หลายชีวิตใหม่

    เขียนโดย แก้วมณี

     

    สารคดีต่างประเทศเรื่อง The Gift ซึ่งฉายทางเคเบิ้ลทีวีสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้คนตระหนักใจว่า อวัยวะในร่างกายของคนตายหนึ่งศพอาจให้โอกาสแก่คนอื่นมีชีวิตต่อไปได้มากกว่าหนึ่งคน หลักศาสนาพุทธถือว่าการบริจาคอวัยวะเป็นการให้ทานสูงสุดของมนุษย์ แต่สังคมตะวันตกนั้นมีคนบริจาคอวัยวะน้อยกว่าคนเอเชียอย่างมากด้วยความเชื่อแตกต่างกัน การสร้างสารคดีชิ้นนี้จึงต้องการชี้ให้เห็นมุมมองต่อผู้รอรับอวัยวะที่ต้องทุกข์ทรมานกับโรคภัยไข้เจ็บและต่อสู้เพื่อมีชีวิตต่อไปและได้เห็นความเจริญเติบโตของสมาชิกครอบครัวเยี่ยงเดียวกับคนปกติ กับ ความเห็นของญาติผู้บริจาคอวัยวะเมื่อบุคคลอันเป็นที่รักต้องจากไปและเหตุที่แสดงเจตน์จำนงบริจาคอวัยวะของเขาหรือเธอเพื่อให้โอกาสใหม่แก่อีกชีวิตหนึ่งที่รอความตายอยู่

    หลายคนไม่เคยรู้ว่าอวัยวะของหนึ่งศพนั้นมีประโยชน์มากเพียงใดต่อหลายชีวิตที่รอโอกาสน้อยนิดจากผู้มีจิตเมตตา ด้วยวิทยาการทางแพทย์พัฒนาก้าวไกลโดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะของมนุษย์สามารถเปลี่ยน หัวใจ ตับ ไต ม้าม กระจกตา ล้วนเป็นกลไกหลักให้ชีวิตมนุษย์ดำรงอยู่ต่อไปได้ หลักการเปลี่ยนอวัยวะของคนป่วยนั้นต้องคำนึงถึงความจำเป็นสูงสุดของเขาและสภาพร่างกายเหมาะสมเพียงพอจะรับอวัยวะของผู้บริจาคหรือไม่ เนื่องจากผู้บริจาคมีจำนวนน้อยกว่าผู้รอรับโอกาส ดังนั้น การแบ่งอวัยวะของผู้บริจาคจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอวัยวะที่มีเป็นคู่ เช่น ไต ดวงตา เป็นต้น จักส่งให้ผู้ป่วยที่ต้องการอย่างละหนึ่งคนเพราะไตกับดวงตาอย่างละหนึ่งนั้นสามารถทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตต่อไปในอัตภาพอันควรได้ ระหว่างรอการบริจาคอวัยวะนั้นผู้ป่วยต้องประคับประคองสภาพร่างกายให้แข็งแรงไว้เพื่อรอการเรียกให้รับอวัยวะใหม่ ถ้าไม่พร้อมจะต้องเลื่อนคนถัดไปมารับแทน การได้รับอวัยวะใหม่เท่ากับให้ชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์แก่เขาอีกครั้ง

    ด้านความรู้สึกของญาติผู้ตายเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะนั้นแม้จะมีความเศร้าเสียใจสุดซึ้งต่อการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งมีทั้ง เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา ต่างมองว่าการให้อวัยวะของคนอันเป็นที่รักแก่ผู้ป่วยเป็นการให้ชีวิตใหม่และเขาหรือเธอจะยังคงอยู่ในร่างกายของอีกคน บุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขามิได้อยู่เพียงในหัวใจของครอบครัว แต่ยังมีชีวิตต่อไปอย่างทรงคุณค่ายิ่งในร่างกายของอีกคนด้วยการให้ความสุขแก่ผู้รับอวัยวะนั้น มันเป็นมุมมองที่งดงามของผู้มีจิตเมตตาซึ่งต้องการให้อวัยวะของผู้ตายมอบความสุขหรือประโยชน์สูงสุดแก่ผู้อื่นด้วย ในสายตาของชาวพุทธนั้นการบริจาคอวัยวะของตนถือเป็นการสร้างทานบารมีสูงยิ่งสำหรับมนุษย์พึงกระทำกันได้ เพราะหลักศาสนาพุทธนั้นถือว่ากายมิใช่ของตน การยึดถือเพื่อตนเป็นกิเลสตัณหา การหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงคือการไม่ยึดถือตนทั้งที่ยังมีชีวิตหรือหมดลมหายใจแล้ว จึงเข้ากับหลักบริจาคอวัยวะเพื่อให้โอกาสใหม่แก่ผู้ป่วยหนัก สถิติคนเอเชียโดยเฉพาะคนไทยจึงมีการบริจาคอวัยวะเมื่อตายแล้วสูงกว่าชาติตะวันตกอันเนื่องจากหลักพุทธศาสนาเน้นความมีเมตตา ไม่ยึดอัตตา การบริจาคทานเป็นการสร้างบารมีเสริมชีวิต โดยเฉพาะการให้อวัยวะหลังจากตายแล้วจึงเข้ากับหลักพุทธศาสนาและไม่ขัดต่อสิทธิมนุษยชนซึ่งทั่วโลกต่างยึดถือด้วย

    เราจักเห็นได้ว่าอวัยวะสำคัญของมนุษย์ซึ่งตายแล้วสร้างชีวิตใหม่ได้หลายคนพร้อมกัน คือ หัวใจ ตับ ไตสองข้าง ม้าม กระจกตาสองดวง ของ 1 ศพ เท่ากับช่วยคนป่วยที่รอรับการเปลี่ยนอวัยวะได้ถึง 7 คนพร้อมกัน มันหมายความว่าเจ็ดครอบครัวจะมีความสุขอีกครั้งเมื่อสมาชิกที่ป่วยได้รับอวัยวะใหม่ ญาติผู้ตายก็อิ่มเอมกับการทำบุญครั้งใหญ่ในการบริจาคอวัยวะของบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะความรู้สึกว่าผู้ตายสร้างความสุขและช่วยเหลืออีกคนให้มีชีวิตต่อไปได้ อีกทั้งบุคคลอันเป็นที่รักมิได้อยู่ในความทรงจำเท่านั้นแต่ยังอยู่ในร่างกายของอีก 7 คนอย่างมีประโยชน์ สารคดีเรื่องนี้ช่วยคลี่คลายความสงสัยเกี่ยวกับคำถามว่า อวัยวะของคนตายช่วยได้กี่คน ผู้ให้มีแนวคิดด้านบวกหรือลบต่อการบริจาคอวัยวะ ผู้รับและครอบครัวมองอวัยวะใหม่และผู้บริจาคอย่างไร ความตระหนักถึงคุณประโยชน์ในอวัยวะของคนตายที่อาจช่วยให้อีกหลายชีวิตมีความสุขได้เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองต่อความตายใหม่ว่ามิใช่นำศพไปฝังหรือเผาเท่านั้น แต่อวัยวะของคนตายยังมีประโยชน์ต่อหลายชีวิต หวังอย่างยิ่งว่าแนวคิดและมุมมองของผู้ให้หรือผู้รับการบริจาคอวัยวะในสารคดีชุดนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงอีกหนทางหนึ่งในการสร้างทานบารมีเมื่อตายแล้วด้วยการบริจาคอวัยวะแก่ผู้อื่น นอกเหนือจากการบริจาคเงินทองแก่วัดหรือโรงพยาบาล แม้หมดลมหายใจสุดท้ายก็สามารถทำบุญครั้งใหญ่เป็นท้ายที่สุดได้ด้วยการแบ่งปันอวัยวะแก่ผู้กำลังอยู่ในความลำบากและต้องการมีชีวิตใหม่ด้วยอวัยวะของท่าน

     

    *****************************

    2/13/2009

    เกริ่นนำที่มาคำสอนขงเบ้ง

    เกริ่นนำ

     

     

    ประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานนับพันปีและคนจีนเป็นคนชอบเขียนบันทึกอันส่งผลให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาความเป็นไปในยุคโบราณและความนึกคิดของปรมาจารย์ในอดีต นักปราชญ์โบราณหลายท่านยังเป็นที่ยกย่องของชนทั่วโลกมาจนทุกวันนี้ ดังเช่น ขงจื้อ เม่งจื้อ ซุนวู ขงเบ้ง เป็นต้น นักปราชญ์ นักคิด ของจีนมีความลุ่มลึกในแนวคิดซึ่งเป็นพื้นฐานและมีอิทธิพลต่อสังคมเอเชียมาช้านานแล้ว ความยิ่งใหญ่ของนักปราชญ์จีนจึงไม่ด้อยกว่านักปราชญ์ชาติตะวันตกอย่างเพลโตเลย

    นักคิดอย่างซุนวูซึ่งเป็นแม่ทัพในอดีตที่เลื่องลือในการรบทัพจับศึกตลอดชีวิตและเป็นที่เกรงขามแก่ศัตรูอย่างมากในด้านความฉลาด รอบคอบ มีไหวพริบ ในการนำทัพไปสู่ชัยชนะ แล้วยังบันทึกตำราพิชัยสงครามอันลือชื่อไว้ในแผ่นดินให้ชนรุ่นหลังศึกษาและนำไปใช้ในยุคต่อมาอีกด้วย แต่ยังมีนักคิดและนักวางแผนรุ่นหลังอีกคนที่สร้างตำนานแห่งชัยชนะให้โลกต้องจดจำเขาไว้แสนนาน คือ ขงเบ้ง (ภาษาแต้จิ๋ว) หรือ จูกัดเหลียง (ภาษาจีนกลาง) ซึ่งมีชีวิตในยุคสามก๊กของจีน นักปราชญ์ผู้นี้มีความเก่งกาจทางบุ๋น และมีบารมีสูงในการคุมกองทัพสร้างชาติและขยายแผ่นดินให้พระเจ้าเล่าปี่เป็นกษัตริย์ที่มีดินแดนเป็นของตนเยี่ยงเดียวกับกษัตริย์ของก๊กอื่นๆได้

    ขงเบ้ง เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของเล่าปี่ในการวางแผน แก้ไขปัญหาต่างๆให้กองทัพของเล่าปี่ประสบชัยชนะและชี้นำทิศทางการสร้างแผ่นดินใหม่ให้ผู้เป็นเจ้านาย อีกทั้งยังได้ชื่อว่า ซื่อสัตย์ภักดีต่อเล่าปี่จนลมหายใจสุดท้าย สิ่งที่หลายคนมองข้ามแผ่นดินเสฉวนอันกว้างใหญ่ของเล่าปี่ไม่ได้คือ ความเป็นนายกับบ่าว เพื่อนและมิตรสหาย ระหว่างเล่าปี่และขงเบ้ง มีส่วนสำคัญอย่างมากในชัยชนะของขงเบ้ง เนื่องจากทั้งสองมีความไว้วางใจกันอย่างสนิทใจ ตลอดทั้งชีวิตเล่าปี่ที่เป็นกษัตริย์แล้ว ก็ไม่เคยมีวันใดที่หวาดระแวงใจว่าขงเบ้งจะทรยศยึดบัลลังก์ไปทั้งที่ขงเบ้งมีความชาญฉลาดและมากด้วยบารมียิ่งกว่าผู้เป็นเจ้านาย ขงเบ้งรู้จักพอใจต่อสถานภาพของตน แม้เล่าปี่ตาย ก็ยังเป็นผู้ผลักดันให้รัชทายาทของเล่าปี่สืบทอดอำนาจและช่วยดูแลแผ่นดินให้สงบสุข ตลอดทั้งชีวิตของขงเบ้งช่วยขับไล่อริราชศัตรูจนเป็นที่เกรงขามของแผ่นดินข้างเคียง คัดเลือกบุคคลรับราชการที่ซื่อสัตย์เพื่อเชิดชูลูกหลานของเล่าปี่และช่วยให้แผ่นดินที่เล่าปี่สร้างไว้สงบสุขต่อเนื่อง แม้เขาจะตายไปก็ตาม สิ่งที่เขาวางไว้เพื่ออนาคตของแผ่นดินเล่าปี่ด้วยความคิดก้าวหน้าและลึกซึ้งทำให้เสฉวนเป็นปึกแผ่นมั่นคงต่อเนื่องกันจนกระทั่งบุคลากรที่ขงเบ้งเลือกสรรไว้ตายหรือเกษียณไป  เสฉวนจึงถูกยึดครองโดยศัตรูจากก๊กอื่นอย่างง่ายดาย

    ขงเบ้งมีแนวคิดเน้นการพัฒนาบุคคลก่อน โดยเชื่อว่า การศึกสงครามนั้นจะไม่มีวันชนะ ถ้าคนทำศึกไม่พร้อมทั้งความรู้และพละกำลัง เขาจึงเน้นการสร้างคนหรือแก้ไขให้คนมีความสมบูรณ์ก่อน ขงเบ้งคัดเลือกนักรบเพื่อไปฝึกเป็นขุนพลหรือแม่ทัพนำกองทหารทำสงคราม โดยเขาเป็นผู้สั่งสอนด้วยตัวเอง ดังนั้น สงครามทุกครั้งเขาจึงคัดเลือกแม่ทัพไปทำศึกได้อย่างยอดเยี่ยมจนเป็นที่เลื่องลือว่า ขงเบ้งเป็นคนที่รู้จักเลือกและใช้คนอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ หนังสือประกอบการสอนที่ขงเบ้งเขียนขึ้นเพื่อให้นักรบได้เรียนรู้ ชื่อว่า ยอดขุนพล จึงเป็นงานเขียนรวบรวมความรู้ ประสบการณ์ มุมมอง ของเขาที่ผ่านเวลากลั่นกรองยาวนาน อันบ่งบอกถึงความชาญฉลาดและช่างสังเกต หากนักรบคนใดเข้าใจลึกซึ้งและนำไปประพฤติปฏิบัติได้ครบถ้วน จักเป็นยอดขุนพลสมดังชื่อหนังสือเล่มนั้นอย่างแน่นอน

    หลักการเป็นยอดขุนพลที่ขงเบ้งเขียนไว้ถือเป็นศาสตร์และเคล็ดลับแห่งชัยชนะในศึกสงคราม อันประกอบไปด้วยการคัดเลือกทหาร ดูชัยภูมิ เข้าใจศัตรูคู่แข่ง การประพฤติตนของแม่ทัพเพื่อให้ลูกน้องไว้วางใจและยอมทุ่มเทเพื่อกองทัพ หลักการคุมกองทัพให้เป็นระเบียบ เวลาให้คุณให้โทษ กลยุทธ์การต่อสู้และวิธีใช้มัน แม้จะบันทึกไว้นับพันปีมาแล้ว แต่กองทัพจีนยังใช้เป็นบทเรียนสอนนายทหารเพื่อให้รู้จักการเป็นนายทหารที่ดีและน่าเคารพ คัดเลือกและปรับแนวคิดของขงเบ้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนั้นต่างประเทศยังนำมุมมองต่อบุคคลของขงเบ้งที่มิได้ล้าสมัยไปสอนในสถาบันทหารอีกด้วย หากศึกษาแนวคิดจากความเจ้าปัญญาของขงเบ้งแล้ว จักทราบดีว่า คำสอนในหนังสือ ยอดขุนพล ใช้ปรับกับยุคสมัยนี้ได้ไม่ยาก เพราะหลายอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะมนุษย์ เช่น ทหารไม่ฝึกซ้อมให้มีพละกำลังและเข้าใจกลยุทธ์ เมื่อเจอสงคราม ย่อมพ่ายแพ้เสมอเพราะขาดระเบียบและไม่เข้าใจคำสั่ง หากนำไปปรับใช้กับภาคเอกชน ก็หมายถึงการเตรียมพร้อมในข้อมูลและรู้จักวางแผนล่วงหน้า อาจไม่ต้องสูญเสียลูกค้าหรือได้ลูกค้าง่ายขึ้นก็ได้

    ขงเบ้งมีความเชื่อว่า คุณธรรม ความซื่อสัตย์ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดของผู้นำกองทัพ ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้ว เขาจักไม่เลือกให้ทำงานสำคัญ ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ตัดขาดคนที่มีคุณธรรมน้อย โดยให้ใช้งานเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้คนประเภทนี้ รู้จักแยกแยะคนดีคนชั่วออกจากกัน เปิดใจรับฟังความเห็นของผู้น้อยเพื่อประกอบการพิจารณาเสมอ เขาสอนให้ยอมรับว่าโลกนี้มีคนดีหลายระดับให้ใช้ทำงาน คนชั่วควรหลีกห่าง เราสามารถนำหลักคิดและประสบการณ์ที่ขงเบ้งเขียนหนังสือไว้สอนแม่ทัพนายกองของเขาเพื่อเฟ้นหายอดขุนพลไปประกอบการฝึกตนให้เป็นผู้นำองค์กรหรือหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนได้ด้วย

    การเป็นผู้นำองค์กรรัฐหรือเอกชนนั้นต้องเริ่มฝึกฝนตนเองก่อนให้มีลักษณะความเป็นผู้นำที่มีความสามารถและน่านับถือ การมีความรู้สูงมิได้บ่งบอกว่าจักเป็นผู้นำที่ดีได้ คนเรียนปริญญาเอกอาจเหมาะสมเป็นคนทำงานมากกว่าจะเป็นผู้นำก็ได้ ดังเช่น จูหยวนจาง ปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่รู้จักใช้คนมีความสามารถในการสร้างแผ่นดิน ทั้งที่พระองค์เป็นชาวบ้านที่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น มิใช่บัณฑิต แต่ด้วยบุคลิกภาพความเป็นผู้นำและอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีความรู้ความสามารถ จึงรวบรวมคนเก่งให้ช่วยสร้างราชวงศ์หมิงอันแข่งแกร่งขึ้นได้ เป็นต้น ขงเบ้งเขียนหนังสือเรื่อง ยอดขุนพล เพื่อใช้ฝึกนักรบของเขาให้เป็นผู้นำกองทหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เราอาจนำแนวคิดนี้ปรับใช้กับการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้รู้จักการมองคนและใช้คนให้เหมาะสมกับงาน รวมทั้งวางแผนการตลาดซึ่งเปรียบเสมือนสนามรบในยุคอดีตของขงเบ้ง ดังเช่นที่นักธุรกิจหลายคนปรับใช้กลยุทธ์ของซุนวูกับแผนการตลาดของเขาจนประสบความสำเร็จมาแล้ว บทเรียนของขงเบ้งนั้นใช้เพื่อสร้างผู้นำองค์กรให้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมในการต่อสู้ในสนามการค้าและบริหารบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    บทความนี้จักนำเสนอเนื้อหาจากข้อคิดและประสบการณ์ของขงเบ้งที่ใช้สอนนักรบในยุคสามก๊กจากตำรา “ยอดขุนพล” มาให้อ่านกันอย่างกระชับ เข้าใจง่าย หวังว่าผู้อ่านจะนำไปปรับใช้กับชีวิตหรือการทำงานของแต่ละคน ขอเสริมเล็กน้อยว่า สิ่งที่ขงเบ้งเขียนไว้นั้นเป็นสถานการณ์นานนับพันปี ย่อมมีบางอย่างที่แตกต่างจากยุคปัจจุบัน จึงควรหยิบแนวคิดและมุมมองที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบันไปใช้ในการทำงาน อันเป็นวิธีชาญฉลาดที่เลือกสรรประสบการณ์ของคนโบราณไปปรับใช้กับตน มิใช่การนำไปใช้โดยไม่ขัดเกลาให้เหมาะสมกับตนก่อน “ยอดขุนพล” งานเขียนของ ขงเบ้ง จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่นักอ่านถ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งและปรับใช้กับตนได้ จักช่วยขัดเกลาความเป็นผู้นำที่มีในแต่ละคน ทุกคนย่อมเป็นผู้นำได้ ถ้ารู้จักจุดอ่อนจุดเด่นของตนและฝึกฝนแก้ไขสิ่งเหล่านั้น

     

    ***********************

    2/11/2009

    คอร์สอบรมใช้ปืนให้ถูกต้องและเทคนิคป้องกันตัวมือเปล่า

                 ปืนเป็นอาวุธร้ายแรงที่จะเป็นเพื่อนหรือศัตรูของเราก็ได้ การรู้จักปืนและวิธีใช้อย่างถูกต้อง ปืนจะเป็นเพื่อนและผู้คุ้มครองตนและครอบครัวได้อย่างดี Thai Tactical Shooting Club หรือ ชมรมเทคนิคใช้ปืน เป็นการรวมตัวกันของผู้ชำนาญด้านปืนและเทคนิคการต่อสู้ป้องกันตัวที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่องปืนและวิธีป้องกันตัวแก่คนทั่วไป โดยเปิดคอร์สอบรมระดับต้นหรือ TAS1 (การยิงปืนโดยสัญชาตญาณระดับพื้นฐาน) เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านปืนเลย มีการฝึกยิงเป้าหุ่นคน เป้าพลิก เป้าเหล็กชนิดต่างๆ และเทคนิคการป้องกันตัวให้พ้นอันตรายแบบต่างๆ คอร์สนี้สอนวันเสาร์และอาทิตย์ที่สองของทุกเดือน สถานที่อบรมคือ กองทหาร ร 1 พัน 1 รอ. ใกล้กับร.พ.ทหารผ่านศึก ถนนวิภาวดีรังสิต  ผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถหาความรู้เรื่องปืนได้เท่าเทียมกันในคอร์สอบรมนี้ หากไม่มีปืนของตนเองก็สามารถเช่าปืนจากชมรมได้ในราคา 500 บาท ต่อวัน สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวลาอบรมแต่ละเดือนหรือสมัครคอร์สอบรมได้ที่

     

                คุณวรรณพงศ์ 081-9502099                คุณอภิญญา 081-8150500

                คุณอรรณพ  089-4411720                   คุณภัทรา  0819075002

                หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com

     

     

    *************************

     

    กฎหมายย้อนหลังได้เมื่อ........

    ขอบเขตการย้อนหลังของกฎหมาย

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    การสร้างกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สังคมมีระเบียบเรียบร้อยและมีบทลงโทษชัดเจนแก่ผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ต้องเป็นการพิจารณาคดีและลงโทษอย่างยุติธรรมด้วย หากประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม สังคมจักปั่นป่วนและวุ่นวายอย่างมาก การใช้กฎหมายจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อมีการใช้กฎหมายบนโลกจึงกำหนดหลักใช้กฎหมายอย่างหนึ่งขึ้น คือ การใช้กฎหมายย้อนหลังไปลงโทษผู้ใดเป็นเรื่องต้องห้ามเด็ดขาด ยกเว้นเป็นการให้คุณประโยชน์แก่ผู้นั้น ทำให้นักกฎหมายทุกรุ่นยึดถือหลักนี้มาตลอดและใช้กันไปทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในระบอบประชาธิปไตยจะยึดถือแน่วแน่มากเพื่อสร้างความเป็นธรรมขึ้นในสังคมและป้องกันมิให้ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายทำลายล้างคนอื่นตามอำเภอใจ จึงเห็นประเทศในระบอบเผด็จการเท่านั้นมักเขียนกฎหมายใหม่หรือแก้ไขบทลงโทษเพื่อใช้กับประชาชนพร่ำเพรื่อ

    “ห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังไปลงโทษผู้ใด ยกเว้นเป็นการให้คุณประโยชน์แก่ผู้นั้น” เป็นหลักคิดง่ายๆว่า เพื่อความเป็นธรรมในสังคมกฎหมายใหม่ไม่อาจย้อนหลังไปลงโทษผู้ใดให้ต้องรับโทษหนักขึ้น ยกเว้นมันจะลงโทษเขาน้อยลงเมื่อเทียบกับกฎหมายเก่า มันจึงเป็นหลักยึดถือของนักกฎหมายทั่วโลกว่า ถ้าการกระทำหนึ่งไม่เป็นความผิดตามกฎหมายเก่า เมื่อบัญญัติกฎหมายใหม่ว่าเป็นความผิด จักนำกฎหมายใหม่ไปลงโทษการกระทำนั้นไม่ได้ ถ้าโทษในกฎหมายเก่าหนัก เมื่อกฎหมายใหม่ลงโทษการกระทำนั้นเบาลงหรือไม่ถือเป็นการกระทำความผิด หลักกฎหมายสากลยินยอมให้นำโทษในกฎหมายใหม่ไปลงโทษการกระทำนั้นแทนกฎหมายเก่าหรือไม่ถือเป็นความผิดได้  เราเรียกว่ากฎหมายย้อนหลังเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดได้

    หลักสากลนั้นกฎหมายต้องเดินไปข้างหน้าเหมือนนาฬิกาเท่านั้น ข้อยกเว้นเดียวที่ยอมให้ย้อนหลังได้ คือ เมื่อโทษในกฎหมายใหม่ไม่ถือเป็นความผิดหรือให้ผลร้ายน้อยกว่ากฎหมายเดิม ดังนั้น เมื่อเกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายเก่าต้องลงโทษตามกฎหมายฉบับซึ่งใช้บังคับในช่วงที่เกิดการกระทำนั้น การลงโทษหนักขึ้นด้วยกฎหมายใหม่จึงถือเป็นความอยุติธรรมและไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกยึดถือปฏิบัติตามนับหลายร้อยปี ประเทศใดที่ใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษหนักขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดในสายตาชาวโลกมองว่า เป็นการใช้กฎหมายตามอำเภอใจและขาดความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของประเทศนั้น ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายย้อนหลังที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมานานแล้วซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายสากลจึงทำให้ชาวโลกเชื่อมั่นในคำพิพากษาของศาลไทย จนกระทั่งวันหนึ่งความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอนอย่างหนักเมื่อเกิดการปฏิวัติในปีพ.ศ. 2549 และมีคำพิพากษาศาลยุบพรรคการเมืองเสียงข้างมากจากประชาชนโดยใช้กฎหมายย้อนหลังไปลงโทษให้นักการเมืองรับโทษหนักขึ้น เนื่องจากกฎหมายเก่าที่ใช้ลงโทษตามข้อกล่าวหาของคณะปฏิวัตินั้นไม่มีการห้ามใช้สิทธิทางการเมืองมาก่อน ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวคณะปฏิวัติใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายฉบับนั้นโดยเพิ่มบทลงโทษนักการเมืองว่าด้วยการห้ามใช้สิทธิทางการเมืองตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดนอกเหนือจากโทษเดิมแล้ว ต่อมาศาลนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีการเพิ่มโทษไปลงโทษนักการเมืองกลุ่มหนึ่งทันที ทำให้นักการเมืองนับร้อยคนต้องยุติการการทำงานทางการเมืองตามระยะเวลาที่กำหนดอันส่งผลต่อการเลือกตั้งที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนในครั้งต่อมาซึ่งคณะปฏิวัติเป็นผู้ควบคุมเบ็ดเสร็จ คำพิพากษาในคดีนี้กลายเป็นที่ติฉินนินทาไปทั่วโลกว่า กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่การสอบสวนจนถึงพิพากษาคดีมีข้อน่าสงสัยและไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายสากล คือ การใช้ผู้มีอคติดำเนินคดีตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้าย และการใช้กฎหมายใหม่ที่เพิ่มโทษหรือผลร้ายหนักขึ้นแก่จำเลยด้วยเจตนาแอบแฝงเพื่อทำลายศัตรูทางการเมืองของฝ่ายตนและเพื่อสนองความต้องการของบางกลุ่มบางพวกที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ

    อีกกรณีหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ ใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นของหลักกฎหมายย้อนหลังเพื่อช่วยเหลือผู้สนับสนุนรัฐบาลใหม่ซึ่งกระทำผิดกฎหมายอาญาร้ายแรงถึงขั้นก่อกบฎและเป็นผู้ก่อการร้ายสากล โดยร่างกฎหมายใหม่กำหนดความผิดฐานยึดสนามบินระหว่างประเทศหรือภายในประเทศให้มีโทษปรับ 500 – 10,000 บาท หลักกฎหมายสากลหรือกฎหมายไทยนั้นยึดหลักว่า ถ้ามีกฎหมายเฉพาะสำหรับความผิดใด ต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้นพิจารณาลงโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดความผิดหรือบทลงโทษไว้ ก็ต้องนำกฎหมายใกล้เคียงมาปรับใช้พิจารณาคดี ตัวอย่างเช่น ถ้ากฎหมายไทยยังไม่มีบทกำหนดความผิดของการยึดสนามบิน ก็ต้องเอากฎหมายที่มีบทใกล้เคียงมาปรับใช้ลงโทษ ถ้าไม่มีเลย ก็ถือว่าไม่มีความผิด แต่กฎหมายอาญาไทยกำหนดความผิดและบทลงโทษเรื่องการยึดสนามบินในหมวดการก่อการร้ายไว้ จึงต้องนำบทนี้มาใช้ลงโทษการยึดสนามบินระหว่างประเทศซึ่งมีโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต ถ้ากฎหมายใหม่ออกมากำหนดว่า การยึดสนามบินมีโทษแค่ปรับเงินและถือว่ามีโทษเบากว่ากฎหมายอาญา ตามหลักกฎหมายสากลหรือกฎหมายไทย ผู้ตัดสินคดีต้องใช้กฎหมายใหม่ซึ่งให้ผลร้ายน้อยกว่ากับการพิจารณาคดียึดสนามบินของม็อบโกเต๊กซ์ กฎหมายให้อำนาจแก่ผู้ตัดสินคดีจะกระทำเช่นนั้น ย่อมหมายความว่า ผู้ยึดสนามบินในครั้งนั้นสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท แต่มีโทษปรับคนละ 500 – 10,000 บาทเท่านั้น คดีเป็นอันเลิกกันไป

    กฎหมายไม่มีชีวิต ผู้ใช้ที่มีลมหายใจและกิเลสตัณหาเป็นผู้สร้างหรือใช้กฎหมายเพื่อทำลายล้างหรือช่วยเหลือฝ่ายใดโดยขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐ เพราะบัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์หลัก คือ ช่วยเหลือให้ผู้หนึ่งผู้ใดพ้นความผิดหรือรับการลงโทษเบาที่สุด มิได้กระทำเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ความเสมอภาคทางสังคม และขัดต่อจุดประสงค์ต่อต้านหรือป้องปรามการก่อการร้ายสากลตามมติร่วมกันของสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลผู้เสนอกฎหมายใหม่ฉบับนี้ช่วยส่งเสริมให้บุคคลทุกสัญชาติยึดสนามบินในไทยเพราะมีบทลงโทษเบาที่สุดในโลกและไม่ถือเป็นผู้ก่อการร้ายด้วย หากเป็นชาวต่างชาติก็ถูกปรับเป็นเงินบาทซึ่งเทียบเป็นเงินดอลลาร์หรือเงินยูโรแล้วถือว่าน้อยมาก จากนั้นก็ส่งตัวกลับประเทศเจ้าของสัญชาติ ส่วนคนไทยเมื่อถูกปรับแล้ว คดีก็เป็นอันเลิกกัน มูลค่าความผิดของเขาเท่ากับจำนวนเงินค่าปรับเท่านั้น แต่ประเทศและคนไทยต้องรับภาระความเสียหายที่เขาก่อขึ้นไว้เอง

    ผู้ตรากฎหมายสมควรรับคำประณามเมื่อมีจิตใจไม่เป็นธรรมที่เจตนาออกกฎหมายประเภทนี้ มิใช่บัญญัติขึ้นเพื่อปวงชนชาวไทยอย่างเสมอภาค แต่กระทำเพื่อช่วยเหลือพรรคพวกเพื่อนพ้องของตนเป็นหลักในการลบล้างความผิดรุนแรงที่พวกเขากระทำไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เมื่อบัญญัติกฎหมายนี้เพื่อให้ผู้ตัดสินคดีนำกฎหมายใหม่ที่ลงโทษเบากว่าไปช่วยเหลือให้พรรคพวกหลุดพ้นโทษประหารชีวิตตามกฎหมายเก่า คนไทยน่าจะรู้ว่าเจตนารมณ์แท้จริงของผู้ผลักดันกฎหมายนี้ทำเพื่อใคร แต่มิใช่เพื่อคนไทยผู้สุจริตอย่างแน่นอน จึงทำให้เห็นว่าภายใต้หน้ากากที่รัฐบาลสวมใส่อยู่ มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นน่ากลัวเพียงใดเมื่อลงทุนด้วยเงินมหาศาลแย่งอำนาจบริหารบ้านเมืองไปจากตัวแทนประชาชนซึ่งเป็นเสียงข้างมากโดยการทำปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง การซื้อตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการใช้อำนาจตุลาการทำลายศัตรูการเมืองอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันพรรคพวกฝ่ายเดียวกันขึ้นสู่อำนาจบริหารบ้านเมือง ผลตอบแทนที่รัฐบาลใหม่ต้องชดใช้แก่ผู้มีอุปการะคุณจักสูงมหาศาลเพียงใด คนไทยคงคาดเดาได้ไม่ยากนักและน่ากลัวอย่างมากกับตัวเลขผลประโยชน์ที่ต้องจ่ายคืนแก่หลายกลุ่มที่เอื้ออาทรต่อรัฐบาลใหม่ แม้แต่การผลักดันกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังกล้าทำได้โดยไม่สนใจต่อหลักกฎหมายสากล หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นที่ยึดถือกันทั่วโลกในการบริหารบ้านเมืองและวงการตุลาการโลก คนไทยจักพึ่งพารัฐบาลซึ่งมีที่มาอึมครึมและแสดงเจตนาน่าข้องใจนับแต่แรกได้อย่างไร ประเทศไทยจึงน่าสงสารที่สุดในวันนี้เมื่อถูกยัดเยียดผู้นำบ้านเมืองที่ไม่จริงใจต่อคนไทยและขาดภาวะผู้นำที่แท้จริง แต่เป็นเพียงหุ่นเชิดของผู้มีอุปการะคุณหลายกลุ่ม แม้แต่การบังคับบัญชาพรรคของตนก็มิได้มีอำนาจแท้จริงซึ่งเป็นที่รู้กันในสังคมการเมืองไทยว่า หัวหน้าพรรคเป็นเพียงนิตินัย แต่อำนาจแท้จริงของหัวหน้าพรรคอยู่ที่อีกบุคคลหนึ่งต่างหาก ดังนั้น ผู้นำบ้านเมืองแท้จริงของไทยในวันนี้ จึงมีสองคน คือ หนึ่งเป็นตามนิตินัยเพื่อใช้ต้อนรับแขกและรับผิดชอบทางกฎหมาย ส่วนอีกหนึ่งเป็นหัวหน้ามีอำนาจหรือบารมีเต็มที่ในทางพฤตินัย ตัวแทนของประเทศต่างๆในเมืองไทยต่างรู้ดีว่า การเจรจาผลประโยชน์ของบ้านเมืองต้องกระทำกับผู้นำทางพฤตินัยเป็นหลัก นี่แหละประเทศไทยวันนี้หลังการปฏิวัติ 2549 และหลักกฎหมายที่ไร้ความน่าเชื่อถืออีกต่อไป

    ****************************

    2/9/2009

    รัฐบาลชอบด้วยกฎหมาย

    รัฐบาลชอบด้วยกฎหมาย

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    ข่าวสำคัญของโลกชิ้นหนึ่งที่สะดุดใจคนอ่านยิ่ง คือ การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสองครั้งของ นายบารัค โอบามา อันมีสาเหตุจากหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงสุดกล่าวประโยคซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญของเขาไม่ครบทุกข้อและสลับข้อกันด้วย นักกฎหมายรัฐเกรงว่าจะส่งผลให้รัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมายและประธานาธิบดีทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ไม่ได้ จึงให้ทำพิธีการใหม่อีกครั้งให้ถูกต้องทุกขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อโต้แย้งจากพรรคฝ่ายค้านหรือพรรครีพับลีกันในวันข้างหน้า ข้อผิดพลาดนี้เคยเกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีโรแนล รีแกนและก่อนหน้านั้นก็มีบางท่านต้องกระทำพิธีการใหม่อีกครั้งด้วยสาเหตุแตกต่างกัน รัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดพิธีการและคำกล่าวปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งไว้อย่างละเอียด ประธานาธิบดีทุกสมัยยึดถือปฏิบัติเคร่งครัดเพื่อมิให้เกิดปัญหาต่อการบริหารบ้านเมืองและป้องกันการโต้แย้งใดๆในภายหลัง จักเห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำรัฐบาลของสหรัฐอเมริกามีขั้นตอนและระเบียบเคร่งครัดพอควร อีกทั้งนักกฎหมายของรัฐให้ความสำคัญทุกตัวอักษรของรัฐธรรมนูญอย่างมาก เมื่อพบเห็นข้อบกพร่องจะรีบแก้ไขทันที ไม่ต้องรอให้เกิดการตีความโดยอาศัยว่าประชาชนเลือกตั้งนายบารัค โอบามา เข้ามาด้วยเสียงข้างมากแล้วไม่ต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญอีก แม้ต้องเสียหน้าบ้างที่ผู้ใหญ่กระทำผิดขั้นตอนทั้งที่ฝึกซ้อมไว้ล่วงหน้าแล้วก็ยอมทำซ้ำอีกครั้ง คนไทยจึงไม่เคยเห็นฝ่ายค้านหรือประเทศอื่นโต้แย้งหรือสงสัยความไม่สมบูรณ์ของประธานาธิบดีและรัฐบาลนี้ด้วยข้อกฎหมายเลย

    เมื่อมองย้อนไปถึงรัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ซึ่งสมาชิกพรรครัฐบาลพยายามนำเขาไปเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ทั้งที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วิธีเข้าสู่อำนาจซึ่งผู้นำไทยมาจากพรรคเสียงข้างน้อยแล้วซื้อเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่น และนโยบายบริหารประเทศที่ลอกเลียนจากรัฐบาลเก่า รวมถึงปัญหาข้องใจในวงการนักกฎหมายไทย คือ พิธีการเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไทยซึ่งกำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนว่า ก่อนการบริหารประเทศผู้นำรัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน มิฉะนั้นจะทำงานไม่ได้เด็ดขาด โดยรัฐธรรมนูญมิได้กำหนดว่า รัฐสภา มีความหมายอย่างไร แต่ข้อบัญญัติรัฐสภาที่ใช้บังคับตั้งแต่มีสภาผู้แทนกำหนดชัดว่า รัฐสภามีความหมายถึง อาคารรัฐสภาและผู้แทนจากวุฒิสภาและผู้แทนราษฎร การแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่นี้ไปกล่าวนโยบายที่ห้องประชุมของกระทรวงต่างประเทศเพื่อหนีการประท้วงของประชาชนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการซื้อตัวส.ส.เพื่อชิงอำนาจตั้งรัฐบาลใหม่นี้ อันกลายเป็นข้อสงสัยว่า รัฐบาลอาจมีความไม่สมบูรณ์และเป็นรัฐบาลเถื่อน เพราะไม่กระทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และพยายามบิดเบือนการใช้กฎหมายสูงสุดเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่รัฐบาล

    ความเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมายมีความสำคัญต่อการติดต่อระหว่างประเทศ แม้จะมีการพูดคุยกันได้ แต่มิใช่ว่าต่างชาติจะยอมรับรัฐบาลที่ยัดเยียดแก่คนไทย เนื่องจากความสัมพันธ์ทางกฎหมายต้องผูกพันประเทศต่อเมื่อได้กระทำกับรัฐบาลตามกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น การขอกู้ยืมเงินระหว่างประเทศหรือทำสัญญาใดที่ผูกมัดประเทศไทย ประเทศคู่สัญญาจะต้องพิจารณาว่ารัฐบาลไทยมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นรัฐบาลเถื่อนจะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของสัญญาเพราะคุณสมบัติบกพร่องของคู่สัญญาอันทำให้ต่างชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์อันพึงได้จากสัญญากู้หรือสัญญาประเภทต่างๆ รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้ความเป็นรัฐบาลจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน นับแต่มีรัฐธรรมนูญไทยเมื่อปีพ.ศ.2475 ถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบัญญัติของสภา คือ ต้องแถลงนโยบายที่อาคารรัฐสภาโดยมีวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชุมร่วมกัน อันแตกต่างจากสถานที่ทำงานของรัฐบาลซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่า ต้องทำงานหรือออกคำสั่งทางบริหารบ้านเมือง ณ ทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น หากมีเหตุสุดวิสัยให้ต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงานไปอยู่อาคารสนามบินดอนเมืองชั่วคราว รัฐบาลก็ยังมีอำนาจบริหารบ้านเมืองอย่างสมบูรณ์อยู่ นักกฎหมายระหว่างประเทศจึงยังข้องใจและสงสัยสถานภาพรัฐบาลไทยวันนี้ซึ่งแถลงนโยบายที่ห้องประชุมกระทรวงต่างประเทศ มิใช่อาคารรัฐสภา จักถือว่าเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่ การไปทำสัญญากู้เงินหรือสนธิสัญญาต่างๆที่กระทำโดยรัฐบาลชุดนี้จึงอาจสร้างปัญหาในอนาคตเมื่อรัฐบาลชุดต่อไปยกสถานภาพบกพร่องขึ้นโต้แย้งว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่กระทำตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้ชัดเจนและต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัดก่อน อันส่งผลให้สัญญาต่างๆที่มีรัฐบาลไทยเป็นคู่สัญญาต้องเป็นโมฆะ เงินกู้ยืมไว้ก็ไม่ต้องคืนเจ้าหนี้เพราะถือว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ย่อมไม่มีผลบังคับ สนธิสัญญาใดๆก็ไร้ผลบังคับระหว่างคู่สัญญา

    หากไม่มีความชัดแจ้งด้านสถานภาพรัฐบาลไทยและไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญไทยเพื่อป้องกันการโต้แย้งในอนาคตเยี่ยงเดียวกับที่รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามากระทำในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก แม้จะเสียหน้าไปบ้าง แต่ผลประโยชน์มหาศาลในวันข้างหน้า คือ การทำงานโดยปราศจากข้อสงสัยเรื่องความไม่สมบูรณ์ของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลใหม่คิดว่าจะใช้ข้อสงสัยนี้สร้างประโยชน์แก่คนไทยในวันหน้าหลังจากกู้เงินเรียบร้อยและตนได้รับประโยชน์ไปแล้ว คนไทยก็ไม่ต้องจ่ายเงินคืนหนี้เพราะสถานภาพรัฐบาลบกพร่องส่งผลต่อสัญญากู้เงิน ถือว่าเป็นทำบุญคุณแก่ประเทศไทยไว้คือ ได้เงินใช้ฟรี ไม่ต้องจ่ายคืน คนไทยบางฝ่ายอาจชื่นชมกับแนวคิดพิลึกนี้ แต่คนไทยส่วนใหญ่ต้องอับอายขายหน้าว่าคำปรามาสของบางประเทศที่ว่าเมืองไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน รัฐบาลนี้ยืนยันคำพูดนั้นให้ชัดขึ้น อันทำลายเกียรติภูมิของประเทศอย่างมากที่ชอบโกงเงินคนอื่นโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือชิงอำนาจจากศัตรูการเมือง ใช้สร้างภาพหลอกลวงเงินของต่างชาติ เชื่อว่ารัฐบาลต่างประเทศที่ผู้นำไทยพยายามกู้ยืมเงินหรือทำสนธิสัญญาการค้าหรือสัมพันธไมตรีต่างๆต้องลังเลใจกับสถานภาพรัฐบาลไทยที่ไม่กระทำตามรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์จนกลายเป็นข้อกังขาว่า อาจเป็นรัฐบาลเถื่อนก็ได้ จักทำให้การทำงานระหว่างประเทศติดขัดยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นแกนนำม็อบโกเต๊กซ์นำกลุ่มคนยึดสนามบินระหว่างประเทศจนสร้างความเสียหายอย่างสูงแก่ประเทศไทยและกักขังชาวต่างชาติไว้โดยไม่เกรงการลงโทษของกฎหมายเพราะเชื่อมั่นว่าเส้นใหญ่จะคุ้มภัยให้พวกตนได้ ถ้าไม่ใช่คำเตือนกึ่งขู่จากองค์การระหว่างประเทศการยึดสนามบินก็ยังมีต่อเนื่องเพราะรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเป็นผู้ยืนยันต่อผู้สื่อข่าวต่างชาติว่าคนประท้วงและเขาชื่นชอบการอยู่อาศัยในสนามบินเหล่านั้นเพราะอาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ อากาศเย็นสบาย ห้องน้ำสะอาด พื้นที่กว้างขวาง บ้านของบางคนยังไม่สบายเท่านี้ แถมทุกอย่างก็ฟรี มันบ่งบอกวิสัยทัศน์และสติปัญญาของเขาที่ไม่สำนึกว่า การยึดสนามบินระหว่างประเทศและการกักขังเครื่องบินหรือชาวต่างชาติ สร้างความเสียหายแก่บริษัท ห้างร้าน ที่มีธุรกิจเกี่ยวพันกับบริการสนามบินเป็นความผิดทางกฎหมายเลย รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลที่มีส่วนในการยึดสนามบินมีอำนาจทางการเมืองหลายคนย่อมแสดงวุฒิภาวะของผู้นำรัฐบาลว่า เห็นด้วยต่อการทำละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายไทยอย่างชัดเจน แม้แต่สถานภาพรัฐบาลที่น่าสงสัยก็ไม่เร่งแก้ไขให้เป็นไปตามข้อกฎหมายโดยเร็ว อันแสดงว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบทำละเมิดกฎหมายโดยไม่ละอายใจ ความมีสติและจิตสำนึกในทางที่ดี การเคารพกฎหมาย เมื่อพิจารณาการกระทำของรัฐบาลตั้งแต่แรกเริ่มจักพบสิ่งต้องสงสัยทางกฎหมายมากมายแต่ไม่ยอมแก้ไข การดื้อรั้นกระทำต่อไป อันสร้างความข้องใจแก่รัฐบาลต่างประเทศที่จะติดต่อสัมพันธ์กับไทยทางกฎหมายและมองประเทศไทยหรือคนไทยว่านิยมทำละเมิดกฎหมาย จึงมีรัฐบาลแบบนี้ขึ้นบริหารบ้านเมือง เมื่อเกิดความลังเลใจ ความระแวงต่อประเทศไทยก็มีขึ้นตามมาซึ่งไม่เกิดผลดีต่อคนไทยอย่างแน่นอน

    การยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขให้สมบูรณ์เยี่ยงเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐฯกระทำ แม้จะอับอายเล็กน้อย แต่ทำให้รัฐบาลไทยมีเกียรติยศสมบูรณ์ในเวทีโลก มิใช่การยัดเยียดให้ชาวโลกได้เห็นผู้นำรัฐบาลไทยคนใหม่ในเวทีสัมมนาของต่างประเทศโดยไม่อาจตอบคำถามได้ว่า เขามาโดยชอบด้วยกฎหมายและชอบธรรมหรือไม่ เมื่อวิถีกำเนิดรัฐบาลใหม่มาจากพรรคเสียงข้างน้อยที่ประชาชนมิได้เลือกให้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่ฉกชิงแจกจ่ายสินจ้างให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยายกมือสนับสนุนเป็นรัฐบาลและแบ่งปันผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกันอย่างลงตัว แล้วยังไม่ยอมแถลงนโยบายที่อาคารรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้และถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่เริ่มใช้รัฐธรรมนูญในไทย อันสร้างข้อสงสัยแก่นักกฎหมายไทยและนักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมากว่า นี่เป็นรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลเถื่อน เมื่อมีองค์กรที่จะตัดสินข้อกฎหมายนี้อยู่แล้วและเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาลใหม่ที่ช่วยกำจัดศัตรูการเมืองมาแล้ว ก็น่าจะเชื่อใจพวกเขาให้ตัดสินข้อกฎหมายนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไปว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลจะต้องทำ ณ สถานที่ใดกันแน่ อย่าปล่อยให้มีปัญหาคาใจต่อไปอีก การเริ่มต้นหาคำตอบเรื่องสถานภาพรัฐบาล ถ้าเริ่มที่ฝ่ายรัฐบาล จะช่วยยืนยันความเป็นรัฐบาลไทยและเกียรติภูมิของประเทศได้ ในทางกลับกัน หากประเทศอื่นใช้เป็นข้อโต้แย้ง จักทำลายเกียรติของคนไทยและประเทศไทยอย่างมากว่าประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยกฎหมายทั้งที่คนไทยเขียนขึ้นอง แต่ทำตามอำเภอใจ กฎหมายไทยไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปเพราะคนไทยยังไม่เคารพแล้วจะให้ชาติอื่นต้องกระทำตามได้อย่างไร

     

    ********************

    2/5/2009

    สัญญาค่าเรื่องของนักเขียนใหม่

    นักเขียนใหม่ กับ สัญญาน่าคิด

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    งานวรรณกรรมมีหลายแขนง เช่น บทความ สารคดี เรื่องสั้น นิยาย เป็นต้น หลายคนชื่นชอบการเขียนและอยากจะมีผลงานออกสู่สายตาของคนอ่าน มันเป็นความภูมิใจส่วนตัวกับความสามารถของตน เมื่องานเขียนมีสำนักพิมพ์สนใจติดต่อขอพิมพ์เป็นเล่ม จึงเป็นความดีใจจนมองข้ามการถูกเอาเปรียบเกินเหตุในสัญญา ทำให้กลายเป็นทาสของสัญญาลิขสิทธิ์ไปหลายปี นักเขียนใหม่หลายคนไม่ทราบเลยว่า มาตรฐานค่าเรื่องและการผูกมัดในสัญญาที่นักเขียนกับสำนักพิมพ์ควรมีลักษณะอย่างใดที่ไม่เป็นการเอาเปรียบกันเกินไปหรือที่เรียกว่า สัญญาเป็นธรรม

    หลังจากได้พูดคุยกับนักเขียนใหม่คนหนึ่งที่เสนองานทางบอร์ดในเว็บไซด์หนึ่งและเป็นที่นิยมของคนอ่านอย่างมาก สำนักพิมพ์หนึ่งติดต่อเขาว่าสนใจพิมพ์รวมเล่ม หลังจากได้รับไฟล์ต้นฉบับไปอ่านครบทุกตอนจึงตอบรับในขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นก็เป็นข้อเสนอในสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพื่อการพิมพ์เป็นเล่มที่ทุกสำนักพิมพ์ต้องจัดทำขึ้นระหว่างนักเขียนและสำนักพิมพ์ รายละเอียดในสัญญานี้มีความน่าสนใจที่ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน สำนักพิมพ์เสนอว่า จะจ่ายค่าเรื่องแบบเหมาจ่ายครั้งเดียว ระยะเวลาในสัญญา คือ 5 ปีที่เขาจะเป็นผู้จัดพิมพ์ฝ่ายเดียวเท่านั้น โดยจะไม่มีการจ่ายค่าเรื่องตามจำนวนพิมพ์แต่ละครั้งในระหว่าง 5 ปี นั้น หมายความว่า นักเขียนจะได้เงินค่าเรื่องแค่ครั้งแรกโดยไม่คำนึงถึงจำนวนพิมพ์ หากมีการพิมพ์ครั้งต่อไป นักเขียนจะไม่ได้รับค่าเรื่องตามจำนวนพิมพ์อีก ถ้าเรื่องนั้นเป็นที่นิยมในกลุ่มนักอ่าน สำนักพิมพ์จะสร้างกำไรมหาศาล ส่วนนักเขียนหมดสิทธิ์รับประโยชน์ใดๆจากการจัดพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในทางกลับกันเมื่อเรื่องไม่ได้รับความนิยมเพียงพอ จักถูกกักไว้ด้วยระยะเวลานาน 5 ปี สำนักพิมพ์จ่ายเงินไปแค่ครั้งแรกเท่านั้น มิได้เสียหายใดๆเพราะหนังสือต้องขายได้มากกว่าค่าเรื่องอยู่แล้ว หากเป็นนักเขียนใหม่ที่ขาดประสบการณ์และตื่นเต้นกับโอกาสที่หยิบยื่นให้เขา ย่อมมองไม่เห็นผลเสียหายของนักเขียนเลย โดยเฉพาะค่าแรงเขียนเรื่อง สำนักพิมพ์บางแห่งเสนอค่าเรื่องตามมาตรฐานในสังคมวรรณกรรม แต่เน้นที่ระยะเวลาคุ้มครองสำนักพิมพ์นานถึง 10 ปี หมายความว่า เรื่องของนักเขียนใหม่จะต้องอยู่กับเขาถึง 10 ปี ถ้าเรื่องไม่เป็นที่นิยมในตลาดแต่นักเขียนต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดีขึ้นด้วยประสบการณ์ใหม่ของเขา จักกระทำไม่ได้เพราะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักพิมพ์ก่อน ส่วนใหญ่สำนักพิมพ์มักเก็บงานเขียนเหล่านี้ไว้เฉยๆนานถึง 10 ปี ทุกชิ้นงานภายในระยะเวลาสัญญานั้นถือเป็นทรัพย์สินของสำนักพิมพ์อย่างหนึ่ง

    ผู้ใหญ่ในสังคมวรรณกรรมรับทราบปัญหาการเสียประโยชน์หรือถูกเอาเปรียบของนักเขียนใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักเขียนในเนตซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ขาดประสบการณ์ ทำให้กลายเป็นเหยื่อ บ้างก็ทำใจว่าเสียรู้ไปแล้ว เขียนใหม่ก็ได้ จึงอยากให้คิดใหม่ว่า การเขียนทุกเรื่องล้วนต้องใช้พลังกายและใจเต็มที่ ไม่ว่านักเขียนใหม่หรือเก่าสมควรได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรมตามมาตรฐานตลาดวรรณกรรม ดังนั้น จึงควรเรียนรู้ว่ามาตรฐานค่าเรื่องเป็นอย่างไร การเอารัดเอาเปรียบนักเขียนใหม่มักเกิดจากสำนักพิมพ์ใหม่เป็นส่วนใหญ่โดยอาศัยความหวัง ความฝัน ของคนขาดประสบการณ์ชีวิตเป็นเหยื่อล่อ สำนักพิมพ์มีชื่อเสียงบางแห่งก็เน้นขยายเวลาให้นาน แต่การคิดค่าเรื่องก็ใช้มาตรฐานทั่วไป นักเขียนใหม่ซึ่งมีความเชื่อใจกับชื่อเสียงของสำนักพิมพ์จึงไม่ตระหนักใจว่ากำลังถูกเอาเปรียบเกินควร ต่อไปก็มาดูว่าสูตรการคิดค่าเรื่องสำหรับนักเขียนทั่วไปหรือมือใหม่ซึ่งผู้ใหญ่ในสังคมวรรณกรรมให้ความรู้ไว้ คือ 10 % คูณ ด้วยราคาหน้าปก คูณด้วยจำนวนพิมพ์ นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่มีการจัดพิมพ์จะต้องใช้สูตรนี้เพื่อเป็นค่าเรื่องสำหรับนักเขียน ส่วนจำนวนเปอร์เซ็นต์นั้น ถ้าเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงจักสูงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว ตลอดเวลาคุ้มครองในสัญญานักเขียนจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าเรื่องสำหรับการพิมพ์ทุกครั้ง ถ้าไม่มีการพิมพ์ครั้งที่สองหรือครั้งต่อไป ก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเรื่องแก่นักเขียนอีก จำนวนพิมพ์กับราคาปกนั้นเป็นสิทธิของสำนักพิมพ์กำหนดได้เอง จึงเห็นได้ว่าค่าแรงนักเขียนนั้นสำนักพิมพ์เป็นผู้กำหนดเช่นกัน สำนักพิมพ์จึงไม่มีวันเสียเปรียบกับนักเขียน ค่าเรื่องมาตรฐานเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมเท่านั้น

    สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์เพื่อการพิมพ์นั้นมักกำหนดเวลาคุ้มครองหรืออนุญาตให้สำนักพิมพ์จัดพิมพ์งานเล่มของนักเขียนไว้ ส่วนใหญ่จักอยู่ที่ 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่สำนักพิมพ์จะพิจารณาใช้กับนักเขียนแต่ละคนโดยคำนึงว่าจะใช้หาประโยชน์ได้คุ้มทุนมากที่สุดภายในระยะใด เราต้องไม่ลืมว่า หนังสือแต่ละเล่มคือ สินค้าหรือทรัพย์สินของสำนักพิมพ์เพื่อหาประโยชน์ทางการค้า การจ่ายเงินแก่นักเขียนจึงต้องนำมาคำนวณเป็นต้นทุนผลิตสินค้าและเวลาใช้งานหาประโยชน์ของมันด้วย ทั้งนี้บางสำนักพิมพ์จะนำเรื่องมโนธรรมและการแบ่งปันโอกาสแก่นักเขียนโดยคืนสิทธิ์ให้นักเขียนไปหาประโยชน์ที่อาจทำได้ดีกว่าตนหรือใช้ปรับปรุงงานใหม่อีกครั้งโดยกำหนดระยะเวลาไม่นานนัก ถ้านักเขียนคนใดมีโอกาสพบกับสำนักพิมพ์ที่มีจิตใจดีงามเช่นนี้ ก็ถือว่ามีโชคดีมหาศาล เนื่องจากบางครั้งงานเขียนชิ้นนี้อาจพบกับการตลาดไม่ดีของสำนักพิมพ์หรือช่วงจังหวะไม่เหมาะสมทำให้ขายยาก แต่เอาไปให้อีกสำนักพิมพ์ที่การตลาดดีและเหมาะสม นักอ่านอาจมองเห็นคุณค่าของงานชิ้นนี้ได้ดีขึ้นก็ได้ การกักขังงานเขียนไว้ยาวนานเกินเหตุถึง 10 ปี ซึ่งเทียบเท่ากับอายุความคดีแพ่งหรือคดีอาญาบางคดี จึงเป็นการลดทอนโอกาสของงานเขียนชั้นดีหลายชิ้นที่ถูกเก็บไว้เป็นทรัพย์สินของสำนักพิมพ์ที่หาประโยชน์ไม่ได้และนักเขียนหมดโอกาสเผยแพร่งานสู่สาธารณชนด้วย

    งานวรรณกรรมเป็นงานที่ต้องอาศัยจิตใจทุ่มเท สร้างสรรค์ เพื่อผลิตงานจากประสบการณ์หรือจินตนาการของนักเขียน การนำเผยแพร่เป็นหน้าที่ของสำนักพิมพ์ซึ่งมีมุมมองต่อชิ้นงานแตกต่างกัน ส่วนนักอ่านเป็นคนสุดท้ายที่จะยืนยันการตัดสินใจของสำนักพิมพ์นั้นว่าถูกต้องหรือไม่ เมื่อผลประโยชน์กับงานวรรณศิลป์จำต้องเดินทางคู่กันไป สำนักพิมพ์กับนักเขียนจึงต้องอยู่เคียงคู่ด้วยกัน ผู้ใหญ่ในสังคมวรรณกรรมจึงพยายามแก้ปัญหาการเอาเปรียบและความไม่รู้ของนักเขียนใหม่ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจ ด้านข้อสัญญาหรือรูปแบบสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ที่ช่วยลดทอนการเสียเปรียบลง อีกทั้งเน้นย้ำว่า แม้เป็นนักเขียนใหม่ก็มีเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะนักเขียนเช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่มิควรถูกเอาเปรียบจากสำนักพิมพ์ เนื่องจากการผลิตงานแต่ละชิ้นต้องใช้พละกำลังและจิตใจสูงไม่แตกต่างจากนักเขียนมืออาชีพ จึงควรนับถือตนเองและเชื่อมั่นในผลงานให้มาก มิใช่ยินยอมตามใจหรือยอมเสียเปรียบเพียงเพราะกลัวไม่ได้พิมพ์เป็นเล่ม ถ้ามั่นใจว่างานเขียนดีแล้ว ย่อมต้องมีสำนักพิมพ์อื่นเห็นความดีเด่นของมันได้เช่นกันและไม่ต้องถูกเอาเปรียบเกินไป นักเขียนใหม่ควรพอใจกับข้อเสนอหรือสัญญาที่เป็นธรรมเท่านั้น การได้ค่าเรื่องตามมาตรฐานและระยะเวลาเป็นธรรมระหว่างสำนักพิมพ์และนักเขียน เป็นสิ่งที่นักเขียนใหม่พึงได้รับแล้ว อีกทั้งต้องรู้จักปฏิเสธความไม่เป็นธรรมกับงานเขียนของตนเพราะเป็นการดูแคลนฝีมือของนักเขียนเอง ถ้าไม่ดูถูกงานของตน สักวันต้องมีคนเห็นคุณค่างานของท่าน แต่การยอมถูกเอาเปรียบเกินเหตุจักตัดประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงที่พึงได้จากงานของเรา แม้แต่กรรมกรใช้แรงงานยังได้ค่าแรงตามผลงาน นักเขียนใหม่สมควรถูกเอาเปรียบค่าแรงหรือ ? คงต้องไตร่ตรองให้หนักกับสัญญาน่าคิดที่สำนักพิมพ์เสนอแก่คนไร้ประสบการณ์ในวันนี้ระหว่างเงินเหมาเรื่องครั้งเดียวของสำนักพิมพ์กับเงินจ่ายเป็นรายครั้งตามมาตรฐานเบื้องต้นภายในเวลาคุ้มครอง

    นักเขียนใหม่ควรพิจารณาให้ดีว่า ประโยชน์สูงสุดที่ตนควรได้คือแบบไหน หากคิดเพียงว่าต้องการออกเล่มเท่านั้น ยอมเสียเปรียบทุกอย่าง ลองคิดว่าถ้าเป็นงานดีเยี่ยม ติดตลาด นักอ่านนิยมสูง ชื่อเสียงที่ได้รับคุ้มค่ากับค่าแรงที่ได้รับครั้งเดียวหรือไม่เมื่อคนตักตวงประโยชน์ฝ่ายเดียวคือสำนักพิมพ์ภายในระยะเวลาคุ้มครองที่ต้องยาวนานอย่างแน่นอน เช่น ได้รับค่าเรื่องครั้งแรก 20,000 บาท ระยะเวลาคุ้มครอง 5 ปี เงื่อนไขคือ นักเขียนได้รับเงินค่าเรื่องแบบเหมาครั้งเดียวเท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงจำนวนพิมพ์ และตลอดเวลา 5 ปี สำนักพิมพ์มีสิทธิ์พิมพ์ซ้ำกี่ครั้ง กี่เล่ม ก็ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าเรื่องแก่นักเขียนอีก ถ้าเรื่องของนักเขียนดังขึ้น นักเขียนทำได้เพียงมองการโกยเงินของสำนักพิมพ์ฝ่ายเดียว ถ้าขายยาก เขาก็จ่ายแค่ 20,000 บาท แล้วทยอยขายเล่มไปเรื่อยๆ แค่ได้เงินกลับคืนช้าเล็กน้อย แต่ได้สิทธิ์ครอบครองลิขสิทธิ์งานไว้อีกยาวซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่มีมูลค่าอย่างหนึ่ง หากเปรียบเทียบกับสัญญาอีกประเภทที่มีระยะเวลาคุ้มครองเท่ากัน คือ 5 ปี แต่จ่ายค่าเรื่องทุกครั้งที่มีการจัดพิมพ์ตามสูตรคำนวณมาตรฐานตลาดวรรณกรรม เมื่อผลงานติดตลาดและเป็นที่นิยมนักเขียนจะมีรายได้ตอบแทนค่าเขียนทุกครั้งที่มีการพิมพ์ เป็นการแบ่งปันประโยชน์ระหว่างนักเขียนและสำนักพิมพ์อย่างเป็นธรรม ทำให้นักเขียนมีกำลังใจผลิตงานดีๆออกมาอีก สำนักพิมพ์ก็ได้กำไรจากงานพิมพ์ ในทางกลับกันหากงานไม่ได้รับความนิยม ชิ้นงานนั้นควรถูกเก็บไว้ยาวนานเพียงนั้นหรือ ? แม้จะเป็นนักเขียนใหม่ก็ไม่ควรถูกเอาเปรียบเกินเหตุจากสำนักพิมพ์ ขอให้นักเขียนใหม่เชื่อมั่นและนับถือตนเองและคุณค่าของงานก่อน แล้วใช้สติปัญญาไตร่ตรองข้อเสนอของสำนักพิมพ์อย่างถี่ถ้วน จักไม่ต้องผิดหวังหรือเสียใจกับการทำสัญญาพิมพ์ผลงานของตน

     

    **************************