Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    3/29/2008

    ทางลัดความรู้

    หนังสือแปล : ทางลัดความรู้ของประชาชน

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    แต่ละประเทศจะมีระดับความรู้ของประชาชนไม่เท่าเทียมกัน รัฐบาลพยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เพิ่มขึ้นเพื่อผลักดันให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง นโยบายส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลกโดยมีจุดประสงค์หลักคือ การอ่านเขียนหนังสือให้ได้ บางประเทศต้องการให้ประชากรมีความรู้หลากหลายขึ้น จึงอยากให้ประชาชนสะสมความรู้และสร้างสรรค์งานใหม่จากความรู้เหล่านั้น โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียซึ่งมีภาษาพูดเป็นของตัวเอง แต่การพัฒนาความรู้ช้ากว่าชาติตะวันตกได้สร้างนโยบายความรู้ทางลัดให้แก่ประชาชนโดยรัฐบาลคัดเลือกหนังสือที่มีเนื้อหาโดดเด่นในแต่ละสาขาที่เห็นว่าจะมีประโยชน์แก่สังคมหรือจุดประกายความคิดให้ประชาชนได้ ไม่ว่าเป็นภาษาใดก็ตาม แล้วนำไปแปลเป็นภาษาประจำชาติเพื่อให้ประชาชนนำไปอ่านเสริมความรู้และปัญญา อันเป็นการช่วยขจัดอุปสรรคที่ไม่อาจเข้าถึงความรู้ดังกล่าวได้เพราะขาดทักษะทางภาษา ความรู้เสริมจักกระตุ้นแนวคิดพัฒนาสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในประชาชนอันส่งผลถึงการพัฒนาชาติบ้านเมืองได้เร็วขึ้น

    ภาพคนไทยบางกลุ่มแสดงความชื่นชมการปฏิวัติซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตยเพราะยึดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไป และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์หรือข้าราชการสายตุลาการบางคนซึ่งถือว่าเป็นปัญญาชนทางสังคมแสดงความเห็นชอบกับการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2549 เป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่า ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหาอย่างมากและส่งผลกระทบต่อหลักประชาธิปไตยโดยพวกเขาชื่นชอบการแก้ปัญหาด้วยการใช้อาวุธ มากกว่าการใช้กฎหมาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของหลักปกครองแบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะไม่เข้าใจหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนไทยจึงกลายเป็นตัวตลกน่าขบขันให้ชาติตะวันตกหัวเราะขำกับภาพประชาชนบางกลุ่มชื่นชมการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไป ทั้งที่ประกาศมาตลอดว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย พฤติกรรมนั้นบอกชัดว่าคนไทยไม่เห็นคุณค่าของรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตนเลย โดยเฉพาะการมองไม่เห็นผลลัพธ์ของการปฏิวัติต่อระบอบปกครองประเทศหรือระบบเศรษฐกิจของชาติ การขาดความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงและแนวคิดในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนยังไม่มีในจิตใจของประชาชน อันแตกต่างจากชาติตะวันตกซึ่งเป็นผู้ริเริ่มระบอบนี้และให้การศึกษาเรื่องนี้แก่ประชาชนมายาวนาน จึงไม่เห็นการปฏิวัติเกิดขึ้นในประเทศแถบตะวันตกเลย เนื่องเพราะพวกเขาหวงแหนสิทธิเสรีภาพของตนและทุกฝ่ายต่างเคารพหน้าที่ซึ่งกันและกัน รวมทั้งการใช้กฎหมายตัดสินปัญหา มิใช่การใช้กำลังเหมือนที่มีการปฏิวัติหลายครั้งในบางชาติเอเชีย

    การไม่รู้จักแนวคิดหรือรูปแบบประชาธิปไตยแท้จริงของประชาชน คือ ปัญหารากฐานที่จะเกิดการปฏิวัติซ้ำซากโดยกองทัพทหารซึ่งอาศัยความไม่รักหวงแหนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักใหญ่ ดังนั้น รัฐบาลควรเริ่มต้นเน้นให้ความรู้ ฝังแนวคิดและความรักประชาธิปไตยที่ถูกต้องให้คนไทยทุกรุ่น โดยศึกษานโยบายทางลัดสู่ความรู้ซึ่งชาติเอเชียขนาดใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี  เป็นต้นนำไปใช้อย่างได้ผลดีเยี่ยม ประเทศเหล่านั้นมีวัฒนธรรมด้านภาษาเป็นของตนที่เหนียวแน่น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สันทัดด้านภาษาต่างประเทศ ขณะที่ความรู้ของชาติตะวันตกพัฒนายาวนานเป็นร้อยปี ทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านหนังสือสันทนาการหลากหลาย พวกเขาเลือกหนังสือมีสาระดีมาแปลเป็นภาษาท้องถิ่นให้ประชาชนมีโอกาสนำไปศึกษาหาความรู้ประดับสติปัญญาของตน โดยรัฐบาลใช้งบประมาณสูงเพื่อทำโครงการนี้มาหลายปี จักสังเกตได้ว่า ประชากรในประเทศเหล่านั้นมีความรอบรู้หลากหลาย ทุกศาสตร์ในโลก ทั้งที่ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาต่างชาติไม่ได้ เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นที่เลื่องลือว่า คนญี่ปุ่นกับคนจีนยุคนี้มีความเฉลียวฉลาดไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนชาติตะวันตก โดยเฉพาะประเทศจีนเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีเป็นสังคมแบบปิด  เคล็ดลับสำคัญ คือ รัฐบาลช่วยส่งเสริมความรู้ของพวกเขาให้ทัดเทียมชาวตะวันตกด้วยการแปลหนังสือดีๆของนักวิชาการหรือนักเขียนเลือดตะวันตก อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดสำหรับประเทศญี่ปุ่นหรือเกาหลี คือ การรู้จักใช้สิทธิเลือกตั้งและการเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด ประเทศทั้งสองไม่มีข่าวการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลหรือรัฐธรรมนูญ แต่จะใช้กฎหมายแก้ปัญหาทางการเมืองเสมอ คือ การเลือกตั้ง

    เมื่อหันมามองประเทศไทยซึ่งอ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมายาวนาน แต่เห็นการปฏิวัติเกิดขึ้นเป็นระยะโดยกลุ่มคนเดิม คือ ทหาร โดยประชาชนไม่เคยแสดงการปกป้องระบอบนี้ไว้ จึงสร้างความย่ามใจแก่พวกถืออาวุธว่า คนไทยไม่รู้จักประชาธิปไตยของแท้ ก่อนการปฏิวัติครั้งล่าสุดรัฐบาลมีแนวคิดจะให้งบประมาณกับโครงการแปลหนังสือมีประโยชน์เพื่อติดอาวุธทางปัญญาแก่ประชาชน แต่ถูกล้มล้างไปเสียก่อน ดังนั้น ถ้ารัฐบาลเลือกตั้งต้องการวางรากฐานประชาธิปไตยที่ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนรักสิทธิเสรีภาพของตน แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เก่งสันทัดในภาษาต่างชาติ ควรส่งเสริมให้พวกเขาอ่านหนังสือด้านการเมืองเพื่อเข้าใจหลักประชาธิปไตยแท้จริงด้วยการแปลหนังสือแนวดังกล่าวสู่ตลาดวรรณกรรมด้วยราคาย่อมเยาและหาซื้อได้ง่าย เมื่อคนไทยเข้าใจหลักประชาธิปไตยมากขึ้น ย่อมหวงแหนสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ จักไม่ยอมให้คนกลุ่มใดข่มขู่หรือแย่งสิ่งเหล่านั้นไปเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือ ประเทศทางตะวันตก เนื่องเพราะประชาธิปไตยอยู่ในสายเลือดของพวกเขา

    นักวิชาการไทยหลายคนอาจมีความสามารถหรือการศึกษาสูง แต่เขียนหนังสือเกี่ยวกับหลักคิดประชาธิปไตยเผยแพร่น้อยมาก อันอาจมีสาเหตุเช่น มีเวลาน้อย ขาดทักษะในการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นตัวอักษรให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจง่าย เป็นต้น บางคนมีความรู้ดี แต่ขาดความเข้าใจหลักเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมักพูดสอนตามความเชื่อของตนซึ่งไม่ถูกต้องเท่ากับเสริมความสับสนแก่ประชาชนเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยให้คิดว่า ทำได้ทุกอย่าง ไร้ขอบเขต คือ เสรีภาพของคนไทย ทั้งที่หลักประชาธิปไตยและธรรมเนียมปฏิบัติอันควรนั้น เสรีภาพต้องมีขอบเขตเท่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อความสงบในสังคม การละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง ทุกคนต้องเคารพสิทธิ์ของกันและกันเยี่ยงสุภาพชน ขณะที่หนังสือของชาติตะวันตกได้รับการพัฒนาเป็นเวลายาวนานและมีหลากหลายสไตล์การเขียนทั้งแบบตำราความรู้หรือหนังสือสำหรับคนทั่วไป ดังนั้น หนังสือแปลจึงเป็นทางเลือกที่ดีให้รัฐบาลเลือกสรรเนื้อหาบอกเล่าหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องในหลายสไตล์การเขียนโดยเฉพาะอ่านเข้าใจง่ายที่สุดเพื่อให้ประชาชนเสริมความรู้แก่ตน นอกจากนั้นยังใช้หนังสือแปลดีและมีคุณภาพในการเสริมความรู้เพื่อพัฒนาบ้านเมืองในหลายด้านได้อีกด้วย เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการเกษตร ด้านดาราศาสตร์ ด้านสังคมมนุษยวิทยา และอื่นๆ

    ถ้าอยากให้คนไทยรักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตน ก็ต้องจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อส่งเสริมโครงการแปลหนังสือดีมีคุณภาพเพื่อประชาชน นอกเหนือจากการสนับสนุนให้คนไทยสนใจเรียนภาษาต่างชาติเพิ่มเติมเพราะวิธีนั้นต้องใช้เวลานานมากกว่าประชาชนทั้งประเทศจะเข้าใจเนื้อหาความรู้เหล่านั้นได้ หนังสือแปลจะช่วยคนไทยให้เข้าใจหลักปกครองหรือหลักเศรษฐกิจในระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและคนไทยจะเป็นวัคซีนป้องกันการปฏิวัติในอนาคตอย่างดีและคุ้มค่ากับงบประมาณที่ทุ่มเทไปเพื่อประเทศชาติและประชาชนในระยะยาวอย่างแน่นอน แนวคิดเรื่องทางลัดสู่ความรู้ด้วยหนังสือแปลมีคุณภาพโดยการริเริ่มของรัฐบาลเพื่อคนไทยในการป้องกันการปฏิวัติควรได้รับการนำเสนอและสนับสนุนจากผู้บริหารประเทศซึ่งอยากเห็นการปฏิวัติสูญพันธุ์ ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่อง ทหารรู้จักหน้าที่ของตน ประชาชนรักสิทธิเสรีภาพ นักปกครองเคารพกฎหมายและมีจรรยาบรรณ ถ้าทุกคนเข้าใจหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง บ้านเมืองของไทยจักสงบสุขขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อว่าจะพบพานกันได้ในชั่วชีวิตนี้ โดยรัฐบาลมอบหนังสือดีแก่คนไทยเท่านั้น ขอให้คนไทยตระหนักใจว่า การอ่านหนังสือช่วยให้คนฉลาดเท่าทันหรือล้ำหน้าคนคิดชั่ว ส่วนความรู้จากหนังสือไม่มีผู้ใดแย่งชิงไปจากเราได้และถือเป็นศาตราวุธเดียวที่ต่อกรกับอาวุธของคณะปฏิวัติซึ่งกลัวเกรงความฉลาดรอบรู้ แต่ชื่นชอบความโง่เขลาของประชาชนได้

     

    ***********************

    3/26/2008

    ห้ามใช้มือถือขณะขับรถ

    พระราชบัญญัติจราจรทางบกแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดว่า ห้ามใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถ  ยกเว้นการใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนาโดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่ มิฉะนั้น จะมีโทษปรับตั้งแต่ 400 1000 บาท

     

     

    คำอธิบาย

     

     

    หลังจากศึกษาอุบัติเหตุบนท้องถนนมานานปีพบว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสาเหตุหลักในการทำลายสมาธิและการตัดสินใจเชื่องช้าระหว่างขับรถซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จึงมีการห้ามใช้โทรศัพท์ประเภทนี้ระหว่างขับรถในประเทศตะวันตกหรือบางประเทศในเอเชียกันแล้ว มันเป็นครั้งแรกในไทยที่กำหนดข้อห้ามและบทลงโทษเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของคนขับรถและประชาชน โดยห้ามการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างขับรถ ยกเว้นกรณีใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อการสนทนาได้ โดยกฎหมายข้อนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2551 เป็นต้นไป โทษปรับค่อนข้างสูง แต่ยังต่ำเมื่อเทียบกับค่าชีวิตมนุษย์ที่ต้องสูญเสียชีวิตหรือพิการจากอุบัติเหตุซึ่งเกิดจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างขับรถ ขอให้ผู้ขับรถที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือชอบใช้มันระหว่างขับมีความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนและพึงระวังตนไว้ก่อนจะถูกลงโทษทางอาญาให้เป็นที่อับอายขายหน้าแก่ครอบครัวและสังคมที่ทำลายชีวิตของคนอื่น รวมทั้งสร้างบาปแก่ตนเองจากความมักง่ายทั้งที่กฎหมายเปิดทางใช้มันขณะขับรถไว้แล้ว ข้อกฎหมายนี้ไม่รวมถึงคนนั่งในรถ คนนั่งเบาะหน้าที่ไม่ใช่คนขับรถจึงสามารถใช้มือถือได้

     

    **************************

    3/23/2008

    อ่านข่าว เล่าข่าว กับ วิเคราะห์ข่าว

    นักอ่านข่าว  กับ  นักวิเคราะห์ข่าว

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    โลกยุคใหม่มองข้อมูลข่าวสารว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในชีวิต จึงเห็นพัฒนาการทันสมัยของข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ไปจนถึงข่าวออนไลน์ทางอินเตอร์เนต แต่การรายงานข่าวสองประเภทซึ่งยังครองใจประชาชนตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม้จะมีคอมพิวเตอร์เข้ามาอยู่ข้างกายแล้วก็ตาม คือ ข่าวทางวิทยุ และ ข่าวโทรทัศน์หรือข่าวทีวีตามภาษาชาวบ้าน บทบาทหน้าที่ของนักอ่านข่าวทั้งทางวิทยุและทีวีในปัจจุบันเริ่มมีพัฒนาการแตกต่างไปจากอดีต โดยเฉพาะนักอ่านข่าวทีวี

    ข่าวสารทางวิทยุมีสีสันขึ้นจากในอดีตที่นักอ่านข่าวอ่านเนื้อหาในกระดาษเท่านั้น ปัจจุบันนี้เพิ่มเสียงสัมภาษณ์บุคคลในข่าวเพื่อประกอบหรือขยายเนื้อหาข่าวด้วย แต่ยังคงรักษาบทบาทของนักอ่านข่าวไว้อย่างเหนียวแน่นด้วยการเน้นอ่านเนื้อหาและรายละเอียดของข่าวโดยไม่สอดแทรกความเห็นของตน ขณะที่ข่าวทางทีวีมีพัฒนาการไปอีกทางหนึ่งซึ่งหมิ่นเหม่ระหว่างบทบาทนักอ่านข่าวกับนักวิเคราะห์ข่าว ทำให้การรับข่าวสารทางทีวีจำเป็นต้องใช้สติปัญญาแยกแยะเนื้อหาข่าวออกจากความเห็นส่วนบุคคลของนักอ่านข่าวด้วย บางครั้งการดูข่าวทีวีส่งผลเสียต่อสังคมเมื่อคนรับชมหลงเชื่อข่าวที่เจือความเห็นของนักอ่านข่าวแล้วสร้างความปั่นป่วนหรือความแตกแยกแก่สังคม

    เจตนารมณ์ของนักอ่านข่าว คือ การรายงานข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัยทั้งในและนอกประเทศเพื่อให้คนฟังหรือคนดูรับทราบไว้ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ประกอบการตัดสินใจในอาชีพ หน้าที่การงานตามวิจารณญาณของแต่ละบุคคล นักอ่านข่าวต้องไม่สอดแทรกหรือนำเสนอความเห็นส่วนตัวเข้าไปในเนื้อหาข่าวหรือข้อมูลใดอย่างเด็ดขาด นักอ่านข่าวจึงมีหน้าที่เอาใจใส่และเข้าใจกับเนื้อหาของข่าวเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นออกไปอย่างถูกต้องและให้ประชาชนเข้าใจง่ายที่สุด ส่วนนักวิเคราะห์ข่าวนั้นต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติม คือ ความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวข้องกับข่าวนั้นๆ ชำนาญในการเข้าใจข่าวสารจำเพาะเรื่องแล้วมองให้ลึกซึ้ง จากนั้นนำข้อมูลทุกส่วนไปวิเคราะห์ออกเป็นความเห็นส่วนบุคคลประกอบข่าวชิ้นนั้นเพื่อนำเผยแพร่ต่อประชาชน แต่ความเห็นวิเคราะห์เหล่านี้ยังถือเป็นมุมมองส่วนบุคคลที่อาจมองผิดพลาดหรือถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ มิอาจยึดถือเป็นบรรทัดฐานหรือน่าเชื่อถือทุกครั้ง ผู้รับข่าวสารยังต้องนำมุมมองของนักวิเคราะห์ข่าวไปแยกแยะความถูกต้องอีกครั้งด้วยสติปัญญาของแต่ละบุคคลก่อนกำหนดระดับความน่าเชื่อถือในความเห็นของนักวิเคราะห์ข่าวคนนั้น อันแตกต่างจากการเสนอข่าวโดยนักอ่านข่าวแท้จริงเพราะเนื้อหาข่าวที่อ่านนั้นต้องเกิดขึ้นจริง มีวาระตรวจสอบความถูกต้องได้ชัด

    ปัจจุบันนี้จักสังเกตได้ว่าบางสถานีข่าวจะให้นักอ่านข่าวอ่านและสอดแทรกความเห็นส่วนตัวต่อข่าวนั้นเข้าไปด้วยโดยอาศัยลีลาและคำพูดของแต่ละคน ทำให้ผู้รับฟังหลงคิดว่าข่าวที่ได้ยินเป็นความจริงทั้งหมด หากผู้รับชมหย่อนสติปัญญาในขณะรับฟังข่าวสารของนักอ่านข่าวสองบทบาทนี้ จักหลงเชื่อถือข่าวมากเกินไปอันส่งผลต่อความไม่สงบทางสังคมอย่างง่ายดายไม่ว่านักอ่านข่าวจักตั้งใจหรือไม่ก็ตาม วิทยาการด้านข่าวสารพัฒนาไปมากทั้งด้านเครื่องมือและวิธีนำเสนอ แต่บทบาทหน้าที่ของนักอ่านข่าวกลับถดถอยจากจรรยาบรรณด้วยการสอดแทรกความเห็นส่วนตัวในฐานะนักวิเคราะห์ข่าวโดยระดับความรู้หรือประสบการณ์ต่ำเกินกว่าจะทำหน้าที่วิเคราะห์ข่าวได้ จึงเป็นการสร้างความสับสนใจแก่ผู้ชมข่าวสารที่มิอาจแยกแยะความเป็นข่าวหรือความเห็นส่วนบุคคล ทำให้นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไม่เหมาะสม

    สถานีข่าวในเมืองไทยควรปรับปรุงหรือแยกแยะบทบาทของนักอ่านข่าวและนักวิเคราะห์ข่าวออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยสามารถดูตัวอย่างในสถานีข่าวทางประเทศตะวันตกหรือบางชาติเอเชียชั้นนำก็ได้ นักวิเคราะห์ข่าวต้องอาศัยคุณสมบัติด้านความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ ความน่าเชื่อถือส่วนตัว ซึ่งต้องสูงพิเศษกว่านักอ่านข่าว ขณะเดียวกันนักอ่านข่าวต้องนำเสนอข่าวสารถูกต้องและให้ประชาชนเข้าใจง่ายเป็นหลัก มิควรสอดแทรกความเห็นส่วนตัวเข้าไปในเนื้อข่าวเด็ดขาด ความเจริญรุ่งเรืองในสองอาชีพนี้มีได้เท่าเทียมกัน จึงไม่จำเป็นต้องนำทั้งสองอย่างไปรวมอยู่ในบุคคลเดียวกัน เนื่องเพราะเนื้อในของนักอ่านข่าวและนักวิเคราะห์ข่าวแตกต่างกันมาก สถานีข่าวจักเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนได้ต้องมีนักอ่านข่าวซึ่งนำเสนอข่าวได้น่าสนใจและถูกต้อง นักวิเคราะห์ข่าวต้องน่าเชื่อถือทั้งบุคลิกภาพและภูมิความรู้ในการเสนอความเห็นต่อสาธารณชน จึงสร้างสรรค์สถานีข่าวระดับมาตรฐานสากลขึ้นได้ ดังคำโบราณที่ว่า คนเดียวไม่อาจรอบรู้สรรพวิชา แต่หลายคนรวมความสามารถเฉพาะตนย่อมสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่ได้

     

    ************************

    3/16/2008

    พันธมิตรกับการปฏิวัติครั้งใหม่

    กลุ่มพันธมิตร กับ สัญญาณเตือนปฏิวัติครั้งใหม่

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาอันเป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งซึ่งประเทศตะวันตกหรือบางชาติเอเชียบอยคอตไม่ติดต่อการค้ากับไทย และ ความเชื่องช้ากับอ่อนด้อยฝีมือบริหารประเทศจากอดีตข้าราชการเกษียณและสูงวัย อีกทั้งคณะปฏิวัติมุ่งเน้นกำจัดรัฐบาลเดิมเป็นหลัก ทำให้เกิดความยากเข็ญในหมู่ประชาชนที่ไม่กล้าแจ้งแถลงไขหรืออ้อนวอนต่อรัฐบาลเผด็จการ จึงต้องทนรับความทุกข์ไว้ เมื่อได้รัฐบาลเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งคณะปฏิวัติเป็นผู้ร่างใช้บังคับกับคนไทย จึงเป็นความหวังที่จะได้ทำงานขจัดเหตุแห่งทุกข์ของคนไทย ขั้นตอนการแต่งตั้งรัฐบาลใช้เวลานานพอควร จึงเพิ่งเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่และเริ่มการทำงานอย่างเป็นทางการได้ไม่ถึงสองเดือนสมบูรณ์ สัญญาณเตือนการปฏิวัติครั้งใหม่ก็ดังขึ้นแล้ว

    หากมองย้อนกลับไปก่อนการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 และทบทวนอย่างมีสติแล้ว จักพบสัญญาณเตือนการปฏิวัติดังมาก่อน แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย มันมิใช่มาจากรัฐบาลสมัยนั้นมีความประพฤติตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นเพราะกลุ่มพันธมิตรใช้วาทะศิลป์ยัดเยียดข้อกล่าวหาให้รัฐบาลแล้วเรียกร้องให้ประชาชนมาเดินขับไล่ข้างถนนโดยสื่อมวลชนไทยร่วมมือกันปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลมิให้ประชาชนรับทราบหรือที่เรียกว่า เป่าหูจากทุกสื่อซึ่งเวลานั้นไม่ชอบรัฐบาลที่ไม่ให้ความร่วมมือหรือความนอบน้อมสื่อมวลชนอย่างที่ตนต้องการ ขัดขวางการบริหารประเทศซึ่งในขณะนั้นยังมีเศรษฐกิจดี แล้วประกาศเชิญชวนให้ทหารปฏิวัติบ่อยครั้ง ทั้งที่ตนใช้ชื่อพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับเรียกร้องอำนาจเผด็จการและไม่ยอมใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาโดยอ้างว่าหลายหน่วยงานถูกครอบงำโดยรัฐบาล แต่ไม่ยอมเอ่ยถึงอำนาจตุลาการซึ่งเป็นอิสระและมีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมโดยไม่เคยถูกแทรกแซงเลย นอกจากนั้นนักวิชาการบางคนให้ข้อมูลบิดเบือนโดยแทรกอารมณ์ส่วนตัวอย่างไร้จรรยาบรรณ ทั้งที่ความเห็นหรือมุมมองทางวิชาการต่อปัญหาหนึ่งอาจแตกต่างกันได้ เมื่อรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับตนก็พาลใช้โอกาสซ้ำเติมเพื่อสั่นคลอนรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

    เมื่อทหารส่องปืนข่มขู่ประชาชนให้ยอมรับการปฏิวัติและไล่กำจัดสมาชิกรัฐบาลเดิมหรือผู้ให้การสนับสนุนพรรครัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม บรรดานักวิชาการที่อ้างตนเป็นนักประชาธิปไตยหรือกลุ่มพันธมิตรที่แต่งชื่อให้เกี่ยวโยงกับประชาธิปไตยกลับนิ่งเฉย ยังแถลงยุติบทบาทที่อ้างว่าเฝ้าแผ่นดินให้เป็นประชาธิปไตย บางคนยังได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระหรือสภาการเมืองหรือรัฐบาลเผด็จการภายใต้ร่มเงาปฏิวัติอีกด้วย อันที่จริงหลักประชาธิปไตยพื้นฐาน คือ รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่คนในกลุ่มดังกล่าวแสดงพฤติกรรมแตกต่างจากอุดมการณ์ที่พร่ำบอกประชาชนเพื่อให้หลงใหลและเชื่อฟังพวกเขาว่าทำเพื่อประชาธิปไตย แต่กรรมหรือการกระทำบอกเจตนาที่แอบแฝงไว้ ถ้าสังเกตให้ดีจักเห็นว่าพวกเขากำลังเริ่มต้นการปฏิวัติครั้งใหม่ด้วยข้ออ้างเดิมว่า รัฐบาลใหม่ คือ อำนาจเดิมที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งที่เจ้านายของพวกเขาได้จำกัดสิทธิ์และบทบาทของสมาชิกรัฐบาลเดิมนับร้อยกว่าคนโดยอาศัยอำนาจตุลาการไปแล้ว บุคคลในรัฐบาลใหม่ล้วนมาจากคนรุ่นใหม่ที่หลายคนแทบไม่เคยทำงานบริหารประเทศมาก่อน อีกทั้งเพิ่งเริ่มต้นทำงานได้ไม่ถึงสองเดือน ก็ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มอำนาจเดิมที่ต้องถูกกำจัดโดยเร็ว แล้วเรียกร้องให้ประชาชนออกมาเดินข้างถนนเพื่อขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เพิ่งเริ่มต้นแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้านเกี่ยวกับราคาสินค้า ราคาน้ำมัน การวางแผนสร้างโครงข่ายคมนาคมที่ยังอยู่ในกระดาษ

    ส่วนข้อกล่าวหาว่าโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐโดยเอื้อประโยชน์ทางคดีความต่อสมาชิกรัฐบาลเดิม พวกเขาพูดต่อสาธารณชนแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งที่คดีความไปสู่ศาลแล้วซึ่งอำนาจตุลาการยังเป็นอิสระ รัฐบาลใหม่ไม่มีทางก้าวก่ายได้กลับไม่เอ่ยถึงเลยเพราะข้อมูลส่วนนี้จะทำให้ขาดพลังยุแหย่ เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งถูกย้ายไปล้วนทำหลังจากแจ้งความเห็นเกี่ยวกับผลเลือกตั้งและพ้นหน้าที่ของเขาแล้ว แต่ไม่มีใครพูดในแง่นี้ให้ประชาชนรับทราบ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการขัดขวางการแสดงความเห็นของคนไทยบางกลุ่มอันขัดต่อหลักประชาธิปไตยถูกย้ายเพื่อมิให้แสดงพฤติกรรมเดิมอีก พวกเขาบอกเน้นข้อกล่าวหาการโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นธรรม แต่ไม่เล่าให้หมด เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนที่รับฟังข้อมูลมีโอกาสคิดพิจารณาด้วยสติ แต่อยากให้เชื่อฟังพวกเขาอย่างเดียว คือ มีสมอง แต่ไม่ควรคิด แค่เชื่อฟังเท่านั้น หลังการปฏิวัติมีการย้ายเจ้าหน้าที่รัฐในหลายหน่วยงานด้วยข้ออ้างเพื่อความเหมาะสม ทั้งที่เหตุผลแท้จริง คือ ต้องการกำจัดเจ้าหน้าที่เดิมที่เคยสนองนโยบายของรัฐบาลเดิมด้วยจิตหวาดระแวง แต่กลุ่มพันธมิตรและนักวิชาการบางคนไม่เคยต่อสู้เพื่อเขาเหล่านั้นซึ่งทำงานตามหน้าที่เท่านั้น พวกเขานิ่งเฉยและปล่อยให้มีการโยกย้ายด้วยอำนาจเผด็จการ แม้แต่สื่อมวลชนก็ไม่เอ่ยถึงความเป็นธรรมที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นควรได้รับ ทั้งนี้เพราะหวั่นกลัวอำนาจคณะปฏิวัติหรือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในทางกลับกันเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งเริ่มเปลี่ยนสลับเจ้าหน้าที่ด้วยเหตุผลเดียวกันคือต้องการให้ทำงานสนองนโยบายของตนโดยไม่ต้องเคลือบแคลงใจว่าจะถูกแทงข้างหลังจากตัวแทนคณะปฏิวัติ พวกเขารุมกันโจมตีและอ้างเหตุผลว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อใช้สติไตร่ตรองและคิดทบทวนพฤติกรรมในอดีตกับวันนี้จะเห็นความแตกต่างและคล้ายคลึงกันได้

    การใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้ แต่การใช้สิทธิ์เสรีภาพที่ขาดเหตุผลอันควรซึ่งเกิดจากคำพูดยุแยงเป่าหูด้วยข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือดัดแปลงไป ก่อเรื่องเดือดร้อนแก่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งกำลังต่อสู้กับภาวะข้าวยากหมากแพงด้วยการล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เพิ่งเริ่มต้นแก้ไขปัญหาให้ประชาชน พยายามสร้างชนวนเหตุให้เกิดการปฏิวัติอีกครั้งด้วยการใส่สารพัดข้อกล่าวหาให้รัฐบาลใหม่ หลังจากพรรคพวกของตนพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งล่าสุด มันบ่งบอกเจตนาร้ายต่อแผ่นดินของคนไทย มิใช่ยามเฝ้าแผ่นดิน แต่ถือเป็นตัวแทนคณะปฏิวัติซึ่งมุ่งทำลายประชาธิปไตยของคนไทย ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรครั้งใหม่ที่เรียกร้องให้ประชาชนประท้วงขับไล่รัฐบาลใหม่เริ่มซ้ำรอยปีพ.ศ. 2549ไปตามลำดับเดิม อีกไม่นานจะได้ยินการเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องเกิดขึ้นหลังการปลุกระดมอารมณ์คนสักพัก ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะทำงานดีหรือเลว มันเป็นภารกิจของคนกลุ่มนี้ในการจุดชนวนสร้างเหตุผลให้เกิดการปฏิวัติอีกครั้ง ประเทศไทยจะเดินไม่พ้นความมืด ถ้าคนไทยขาดสติและตกเป็นเหยื่อการปลุกระดมโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งอีก จักนำพาความทุกข์ยากและชีวิตลำเค็ญให้คนไทยมากหลาย มันเป็นการสร้างบาปให้แผ่นดินร่วมกับกลุ่มคนเหล่านั้นซึ่งแขวนป้ายว่ารักชาติ แต่มีจิตใจอำมหิตทำร้ายประชาธิปไตยและยึดเสรีภาพของคนไทยด้วยการสนับสนุนการปฏิวัติเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องโดยใช้แค่ลมปากพ่นเป่าหูคนอื่น สมาชิกบางคนในกลุ่มมีเงินทองไปเที่ยวต่างประเทศเดือนละหลายครั้ง ดื่มเหล้าชั้นดี สูบไปป์มีระดับ ไม่มีวันตกงาน ไม่ต้องพะวงกับราคาน้ำมันแพงแม้มีรถหรูใช้งานทุกวัน บางคนเป็นคนล้มละลาย แต่มีเงินใช้สอยไม่ขาดมือโดยไม่ต้องทำงาน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์กับภาวะข้าวยากหมากแพงหรือตกงาน

    แหล่งเงินทุนในการจัดกิจกรรมประท้วงไล่รัฐบาลเป็นสิ่งที่น่ากังขาอย่างยิ่งเพราะไม่ว่าจะจัดงานใด ล้วนต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ถ้าบอกว่ามาจากมูลนิธิ ก็ต้องค้นให้ลึกว่าทำประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร เงินบริจาคมาจากแหล่งใด ผู้บริหารมูลนิธิมีความน่าไว้วางใจเพียงใด มันจะช่วยให้มองเห็นความน่าเชื่อถือหรือจุดประสงค์ของแหล่งเงินทุนได้ คนไทยควรรักษาประชาธิปไตยด้วยการใช้สติรับฟังข้อมูลข่าวสารรอบด้าน และไม่ควรเชื่อถือสื่อมวลชนทุกแขนง แต่คัดกรองพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเพื่อเห็นเจตนาซ่อนแฝงและมิให้ตกเป็นเหยื่อโง่ทำลายความสงบสุขของแผ่นดินบ้านเกิดที่กำลังบอบช้ำจากการปฏิวัติหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา จงระวังอย่าให้ประวัติศาสตร์อัปยศเกิดขึ้นซ้ำรอย เมื่อสัญญาณปฏิวัติดังเรียกร้องมาจากกลุ่มพันธมิตรซึ่งถือได้ว่าเป็นร่างทรงหรือตัวแทนคณะปฏิวัติที่จำต้องหมดอำนาจไปเพราะรัฐธรรมนูญของตัวเอง แต่พร้อมจะฟื้นชีพเมื่อมีชนวนเหตุให้เป็นข้ออ้างเคลื่อนทหารพร้อมอาวุธออกเริงร่าอีกครั้ง ตอนนี้คนไทยมีเสรีภาพจะเลือกว่า อยากกลับไปอยู่ในเงามืดหรือเดินตามแสงสว่างไปสู่โลกภายนอก ลองใช้สติปัญญาไหวพริบคิดพิจารณาอย่างมีเหตุผลว่า รัฐบาลใหม่ควรมีเวลาทำงานแท้จริงมากกว่านี้หรือไม่ การปรับย้ายบุคลากรเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาชาติและลดความหวาดระแวงใจกัน ถือเป็นเหตุผลอันควรเพียงใดเมื่อเทียบกับการทำงานของคนทั่วไปในองค์กรต่างๆ ก่อนจะเชื่อฟังคำสั่งขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจปฏิวัติที่ไม่อยากจากเวทีการเมืองซึ่งกลิ่นอำนาจหอมหวลอย่างยิ่ง แต่รังเกียจการคัดสรรหรือเลือกตั้งจากประชาชนซึ่งถือเป็นความมักง่ายราคาแพงที่มีสิทธิเสรีภาพของคนไทยเป็นเดิมพัน

     

    ***************************

    3/14/2008

    ทางลัดความฉลาด

                คุยกับยอดคนค่ำคืนเดียว                ดีกว่าเที่ยวเสาะหาความรู้ถึง 10 วัน

     

     

                คำอธิบาย  :  คำคมนี้ชี้หนทางลัดแห่งความฉลาดรอบรู้อย่างรวดเร็วด้วยการสนทนาพูดคุยกับบัณฑิตผู้มีปัญญาเลิศหรือคนมากประสบการณ์แค่คืนเดียว จักได้รับความรู้มากมายประดับสติปัญญา สร้างเสริมประสบการณ์ เมื่อเทียบกับการที่เราต้องเดินทางไปเสาะหาความรู้ด้วยตัวเองนาน 10 วันหรืออ่านหนังสือค้นหาคำตอบนับร้อยเล่มนานเป็นปี

     

    *********************

    3/12/2008

    สนามบินอาภัพ

    สนามบินแสนอาภัพ

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    สนามบินสุวรรณภูมิ ชื่อนี้เป็นมงคลอย่างยิ่งและเคยเป็นความหวังของประเทศชาติตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง อีกทั้งต้องคอยลุ้นให้มันถือกำเนิดและเติบใหญ่สำเร็จเพื่อชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่สมกับเนื้อที่ใช้สอยของมันซึ่งกว้างขวางที่สุดในโลก รัฐบาลหลายยุคสมัยละเลยการก่อสร้างมันด้วยสารพัดเหตุผลทางการเมือง แต่หนึ่งเหตุผลหลักคือ เห็นแผ่นดินทองคำนี้ แต่ยอมให้ผลประโยชน์ที่ประเทศคู่แข่งการค้าและสนามบินหยิบยื่นให้เป็นการส่วนตัวบังตาไว้จึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยมากกว่า 40 ปี ทั้งที่ตระเตรียมเนื้อที่สร้างสนามบินแล้ว แค่ดำเนินการก่อสร้างให้สำเร็จเท่านั้น อีกทั้งเคยยกเลิกการประมูลงานก่อสร้างมาครั้งหนึ่งในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลด้วยสาเหตุที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของต่างชาติที่ประเมินราคาก่อสร้างผิดพลาดไว้จึงเร่งผลักดันให้รัฐบาลยกเลิกการประมูลเองเพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าปรับ จากนั้นโครงการสนามบินแห่งใหม่ก็แทบขาดความสนใจไปเลย เมื่อรัฐบาลชุดนายกฯทักษิณได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเข้าบริหารประเทศจึงเป็นผลงานแรกที่ผลักดันให้สร้างเสร็จสมบูรณ์และปรากฏโฉมอวดความยิ่งใหญ่แก่สายตาของคนไทยและชาวต่างชาติในการเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดในโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่รอคอยยาวนานยิ่ง รวมทั้งวางแผนงานเพื่อใช้มันหารายได้เข้าประเทศตอบแทนเงินลงทุนที่ใช้เร่งงานก่อสร้างมัน

    ผลงานชิ้นสำคัญที่ดำเนินการก่อสร้างสำเร็จในสมัยของรัฐบาลทักษิณและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทยยุคไซเบอร์ คือ สนามบินสุวรรณภูมิ มันคือความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้ได้ ขณะที่สนามบินยังตั้งตระหง่านอยู่ในสายตาคนไทย แต่แสลงใจของคณะปฏิวัติที่ล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันควร เมื่อยึดอำนาจได้เสร็จสรรพงานสำคัญของคณะปฏิวัติและรัฐบาลใหม่ คือ กำจัดสัญลักษณ์ของรัฐบาลเลือกตั้งให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะล้มเลิกหรือเปลี่ยนชื่อโครงการต่างๆที่ริเริ่มมาจากรัฐบาลเดิม ตั้งข้อกล่าวหาสารพัดความผิดกับโครงการพัฒนาประเทศทุกด้าน กำจัดหรือทำลายบริษัทห้างร้านที่เคยให้ความร่วมมือกับโครงการของรัฐบาลเดิม คณะปฏิวัติถือว่าสนามบินสุวรรณภูมิ คือ สัญลักษณ์ความสำเร็จของรัฐบาลเดิม แทนที่จะมองความเป็นจริงว่า มันเป็นสนามบินแห่งชาติของคนไทยและประเทศไทย จึงตั้งใจเข้าไปทำลายเป็นอันดับต้นโดยมีเจตนาแอบแฝงที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวกเป็นหลัก

    หากมองย้อนกลับไปทบทวนตั้งแต่วันแรกที่คณะปฏิวัติและรัฐบาลใหม่เข้ายึดอำนาจและบริหารประเทศ จะเห็นการให้ข่าวต่อเนื่องในทางลบต่อสนามบินสุวรรณภูมิโดยผู้มีอำนาจตั้งแต่เรื่องห้องน้ำจนถึงลานจอดเครื่องบิน แล้วยังลามไปถึงบริษัทเอกชนที่ทำมาค้าขายในพื้นที่สนามบินด้วย แต่ข่าวการตรวจสอบมาตรฐานการสร้างลานจอด เช่น งานถมดิน งานโครงสร้าง และอื่นๆ ที่ผลออกมาสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของสนามบินสากลกลับไม่มีการนำเสนอให้ประชาชนรับทราบอย่างกว้างขวางเลย โดยเฉพาะข้อบกพร่องเล็กน้อยทางวิศวกรรมอาจเกิดขึ้นได้ เช่น ท่อน้ำในส้วมแตก ไฟดับบางดวง ประตูกระจกแบบหมุนใสไม่น่าพอใจของผู้ใหญ่บางคนที่อยากให้ใช้ประตูผลักเหมือนเมื่อ 40 ปีก่อน และอื่นๆ ถูกนำมาแถลงข่าวใหญ่โตทุกวันเพื่อสร้างภาพความน่ากลัวในสนามบินใหม่ ลานจอดหรือลานวิ่งที่อ้างว่าชำรุดหนัก แต่ไม่เคยมีการให้คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญของบริษัทที่สร้างมันว่า รอยร้าวเหล่านั้นตั้งใจสร้างมันหรือต้องเกิดขึ้นหลังการใช้งานช่วงแรกอันเป็นเรื่องทางวิศวกรรมสนามบิน เพราะก่อนหน้าการเปิดสนามบิน ก็เคยมีการเผยแพร่ข่าวร่องรอยแตกมาก่อน ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติได้ชี้แจงเหตุผลไปแล้ว แต่การแถลงข่าวหลังการปฏิวัติจะมาจากผู้มีอำนาจที่ด่าประณามสนามบินแห่งนี้ฝ่ายเดียวเพื่อทำลายภาพพจน์ของรัฐบาลเดิมที่สร้างมันสำเร็จโดยมีนักวิชาการบางคนที่ทำงานเคียงข้างและสนองความต้องการของคณะปฏิวัติอย่างเต็มที่ จึงเกิดโครงการซ่อมแซมร่องรอยเหล่านั้นพร้อมกับความคลางแคลงใจว่า คณะปฏิวัติเบิกเงินงบประมาณกลางกรณีเร่งด่วนไปซ่อมแซมรอยเหล่านั้นมีเหตุผลน่าเชื่อถือหรือจำเป็นเพียงใด หรือเป็นเพียงต้องการลบล้างสัญลักษณ์ความสำเร็จของรัฐบาลเดิมเท่านั้น เงินอยู่ในโครงการซ่อมทั้งหมดหรือตกเรี่ยราดไปอยู่ในกระเป๋าของผู้ใด โดยเฉพาะเคยมีแนวการเบิกใช้งบประมาณมาสร้างหรือซ่อมแซมฟุตบาทริมถนนทุกปีทั้งที่มันยังไม่เสียหายแท้จริงหรือเพิ่งทำเสร็จ ก็ต้องถูกรื้อทำใหม่กันทุกปี แต่ต้องการใช้เป็นเหตุเบิกเงินออกไปแบ่งปันกันซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

    ความยิ่งใหญ่ของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นความแสลงใจของคณะปฏิวัติที่อยากลบทิ้งไปจากแผ่นดินไทยเพื่อให้คนไทยลืมที่มาของมัน แต่ยังไม่กล้าพอจะทุบทิ้ง จึงต้องเลี่ยงไปทำลายภาพพจน์ของมันโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติ การให้ข่าวด้านลบต่อสนามบินใหม่และข่าวการปฏิวัติทำลายผลประโยชน์ของชาติอย่างมาก สายการบินต่างชาติไม่กล้าแวะมาใช้บริการของสนามบินใหม่ โดยยอมเพิ่มค่าใช้จ่ายไปใช้สนามบินสิงคโปร์หรือมาเลเซียซึ่งปรับปรุงตัวเองอย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับผลประโยชน์ที่ควรเป็นของไทย ทั้งที่สนามบินใหม่และใหญ่โตที่สุดในโลกอยู่ในมือของคนไทยแล้ว แต่พวกเขามุ่งทำลายล้างศัตรูและลบชื่อผู้ผลักดันให้เกิดสนามบินแห่งนี้เป็นหลัก เท่ากับช่วยส่งเสริมให้คู่แข่งทางการค้าของไทยได้รับประโยชน์จากการขาดวิสัยทัศน์ในฐานะผู้บริหารผลประโยชน์ของชาติและความเห็นแก่ตัวของคณะปฏิวัติซึ่งมีความหวั่นเกรงและต้องการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลเดิม

    อีกเหตุผลหนึ่งที่คณะปฏิวัติมุ่งมั่นทำลายภาพพจน์สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งมีโครงการจะเป็นศูนย์กลางการบินแห่งสำคัญของเอเชียและของโลกโดยอาศัยความยิ่งใหญ่และพื้นที่กว้างขวางที่สุดในโลก คือ การสูญเสียผลประโยชน์ของฝ่ายทหารที่เคยมีหรือเคยได้รับจากสนามบินดอนเมืองที่ต้องปิดตัวลง เช่น ค่าเช่าสถานที่ สัมปทานแท็กซี่ ค่าจ้างงานรักษาความปลอดภัย อภิสิทธิ์ต่างๆ เป็นต้น รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารสนามบินใหม่โดยตั้งคณะทำงานใหม่ตามระบบเอกชนและมุ่งทำการค้าเต็มรูปแบบ แทนที่จะยกให้ฝ่ายทหารทำเหมือนในสนามบินดอนเมืองและลากปัญหาระบบราชการติดไปด้วย อีกทั้งเป็นไปตามหลักสากลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินที่ควรมีสนามบินแห่งชาติเพียงที่เดียว คณะปฏิวัติจึงมุ่งทำลายชื่อเสียงของสนามบินใหม่เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการผลักดันให้สนามบินดอนเมืองคืนชีพ เมื่อรัฐบาลมีมติให้เปิดสนามบินดอนเมืองอีกครั้งโดยอ้างว่าต้องปิดซ่อมสนามบินใหม่ เท่ากับสนองความต้องการของคณะปฏิวัติแล้ว ข่าวด้านลบของสนามบินสุวรรณภูมิจากผู้มีอำนาจลดทอนลงทันตาและเงียบหายไปในที่สุด เมื่อมีการอนุมัติงบประมาณก้อนใหญ่ให้สนามบินดอนเมืองเพื่อเปิดดำเนินการใหม่ ข่าวหนึ่งที่อยู่ในกรอบเล็กมากและพยายามไม่ให้เป็นที่สนใจของคนไทย คือ ภาวะขาดทุนหนักหลังเปิดใช้สนามบินดอนเมืองนับพันล้านบาทในเวลาหนึ่งปี ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิมีรายได้ลดลงและไม่เป็นไปตามเป้าหมายทางธุรกิจซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการแย่งลูกค้าโดยสนามบินดอนเมือง นอกจากนั้นการเปลี่ยนทีมบริหารให้มาจากฝ่ายทหารทำให้การบริการลูกค้าและการแก้ไขปัญหาทำได้ล่าช้า กอปรกับสายการบินชาติตะวันตกต่อต้านการปฏิวัติด้วยการลดเที่ยวบินมาไทยลง ฝ่ายบริหารใหม่เปลี่ยนเป้าหมายไปหาเหตุกำจัดบริษัทเอกชนที่มาจากการประมูลของรัฐบาลเดิม แทนที่จะตั้งใจปรับปรุงงานบริการให้รวดเร็วและสร้างความสบายใจแก่ลูกค้า มันจึงเป็นการซ้ำเติมชะตากรรมตกต่ำของสนามบินใหม่ ทั้งที่พื้นที่กว้างใหญ่ บุคลากรมีคุณภาพ แต่ขาดวิสัยทัศน์ของผู้นำ สนามบินจึงไม่อาจแสดงศักยภาพแท้จริงของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวต่างชาติ แม้แต่จะสู้กับสนามบินของฮ่องกงหรือสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆยังทำไม่ได้ ทั้งที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์แค่ใช้วิธีบริหารจัดการระบบในสนามบินที่ไม่กว้างขวางให้ไหลลื่นอย่างคล่องตัวเท่านั้น เขาสามารถกอบโกยรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่คนไทยทำได้เพียงเฝ้ามองเคราะห์กรรมของสนามบินสุวรรณภูมิ

    เมื่อการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านพ้นไปและรัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้าบริหารประเทศแล้ว จึงหวังว่าจะมองเห็นศักยภาพแท้จริงของสนามบินสุวรรณภูมิและผลักดันมันให้สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างเต็มสมรรถภาพ ช่วยปัดเป่าเมฆหมอกที่ปกคลุมมันนานปีกว่าให้หมดไปโดยเร็ว สนามบินสุวรรณภูมิต้องการทีมบริหารที่ไม่ได้มาจากระบบราชการและทำงานรวดเร็ว การตัดสินใจเด็ดขาด โดยเฉพาะต้องมีความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการระบบภายในสนามบินแบบสากล มิใช่คลั่งไคล้ระบบราชการเต็มรูปแบบ การผลักดันและให้ความร่วมมือของรัฐบาลเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก สิ่งตกค้างหลงเหลือจากงานทำลายล้างของคณะปฏิวัติต้องเร่งตัดสินใจว่าควรแก้ไขอย่างไรเพื่อเปิดใช้สนามบินเต็มศักยภาพของมัน ส่วนสนามบินดอนเมืองก็ควรพิจารณาว่า ศักยภาพแท้จริงของมันควรอยู่ในสถานภาพใดจึงเหมาะสมกับอายุเก่าแก่ ทำเลที่ตั้ง หรือบุคลากร อย่างเช่น การเป็นโรงซ่อมเครื่องบินที่มีพื้นที่ใหญ่และบุคลากรมีความสามารถเพียบในดอนเมือง อาจเหมาะสมและคุ้มค่ากว่าการต้องทุ่มเงินไปปรับปรุงอาคารเก่าหรือลานวิ่งหมดสภาพ เป็นต้น ข้อสังเกตสำหรับการลงทุนในดอนเมืองว่าคุ้มค่าหรือไม่ เวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาและผลประกอบการขาดทุนนับพันล้านทั้งที่สายการบินภายในประเทศทั้งหมดอยู่ที่ดอนเมือง ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ใหม่กว่าและมีเที่ยวบินเฉพาะต่างประเทศเป็นหลักมีตัวเลขรายได้ลดลงและกำไรไม่สูงตามเป้าหมายเท่านั้น เราต้องไม่ลืมว่าการบริหารสนามบินตามนโยบายรัฐคือ เป็นกิจการหากำไรทางการค้า เป็นหลัก มิใช่ทำเพื่อสาธารณประโยชน์ วิธีคิดพิจารณาตัดสินการใช้สนามบินจึงควรแตกต่างไปด้วย สนามบินสุวรรณภูมิจะผงาดแสดงศักยภาพให้ชาวโลกได้รู้จักอีกครั้งหรือจะอยู่ในสภาพน่าสมเพชต่อไป ขึ้นอยู่กับแนวคิดของรัฐบาลใหม่ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนไทย โดยเฉพาะอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้สนามบินใหม่ของเวียดนามจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแทนไทย จึงมีเวลากอบโกยผลประโยชน์จากชื่อเสียงของสนามบินสุวรรณภูมิก่อนตกอันดับไปเป็นที่สองไม่นานแล้ว

    เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดินไทยโดยเฉพาะในช่วงความทุกข์เข็ญของประชาชนนี้ ผู้มากบารมีที่หลบซ่อนตัวในเงาสลัวและไม่ลดละความพยายามกำจัดรัฐบาลจากการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2550 ด้วยสารพัดวิธี ควรทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองดังคำสอนของท่านที่ให้แก่คนไทยบ่อยครั้งด้วยการปล่อยให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านอิ่มท้อง ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข บนผืนแผ่นดินไทย โดยไม่ต้องเป็นเหยื่อการแก่งแย่งอำนาจในการบริหารประเทศซึ่งเป็นของไม่ยั่งยืนและไม่ใช่ของตนตลอดกาล แต่น่าจะปลงใจเสียว่า เป็นของผลัดกันชมได้ อย่ายึดติดกับตัวเพราะเมื่อตาย ท่านมิอาจนำอำนาจเหล่านี้ติดตัวไปด้วย แม้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังสลายไปพร้อมกับร่างกายที่เน่าเปื่อย ขอเพียงท่านหยุดคิด หยุดทำ หยุดหลงในอำนาจ เชื่อว่าจะมีความสุขแท้จริงสมวัยและเวลาที่ถดถอยบนโลกใบนี้ได้ ประชาชนยังมีอนาคตยาวไกล เหตุไฉนจะพาพวกเขาไปลงหลุมศพเดียวกัน แม้ชนะได้เป็นผู้นำอีกครั้ง ก็จะถูกก่นด่าประณามกลายเป็นบันทึกโฉดในประวัติศาสตร์ของชาติ โปรดแผ่เมตตาให้คนไทยได้สุขสบายกันบ้าง ละเว้นความโลภเพื่อตนสักนิด จิตใจจะแจ่มใสแน่นอน

     

    **********************

    3/6/2008

    อาวุธของนายกรัฐมนตรี

    อาวุธของนายกรัฐมนตรี

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    การถ่วงดุลอำนาจ เป็นเรื่องสำคัญในระบอบประชาธิปไตยจึงมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจผู้นำรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีได้ซึ่งส่งผลให้ต้องพ้นจากการบริหารประเทศทันที ขณะเดียวกันก็ให้อำนาจเฉพาะตัวแก่นายกรัฐมนตรีในการยุบสภา ถือเป็นอาวุธสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งนี้เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ้นจากตำแหน่งและให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือตัดสินใจเลือกรัฐบาลใหม่ได้ ผู้นำหลายรัฐบาลในอดีตใช้การยุบสภาเป็นดาบอาญาสิทธิ์หลายครั้ง โดยเฉพาะในยุคบริหารของท่านนายกฯเปรม ซึ่งรัฐธรรมนูญยินยอมให้นายกฯมาจากคนนอกได้ จึงมีการใช้ดาบเล่มนี้บ่อยครั้งเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลมีทีท่าไม่น่าวางใจ เพื่อให้ทุกคนกลับไปเลือกตั้งและประชาชนตัดสินใจใหม่ ท่านนายกฯบรรหารไม่พอใจการข่มขู่จากเพื่อนและพรรคร่วมรัฐบาลให้สละตำแหน่งผู้นำรัฐบาลจากการอภิปรายประวัติครอบครัวของท่านด้วยความเท็จ ท่านเลือกประกาศยุบสภาฯ แทนที่จะสละตำแหน่งสำคัญให้เพื่อนอำมหิตกลุ่มนั้น เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ท่านนายกฯชวนยุบสภาเพราะการอภิปรายที่ดิน สปก. หรือ พรรคฝ่ายค้านลาออกกลางสภา ท่านนายกฯทักษิณประกาศยุบสภาฯเมื่อเห็นมีความวุ่นวายในสังคมอันมาจากข้อกล่าวหานอกสภา จึงคืนอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหม่

    การเลือกตั้งทุกครั้งแต่ละพรรคต้องหาเงินทุนเพื่อใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งมีจำนวนสูงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กฎหมายยอมให้รับเงินบริจาคได้ แต่รายรับประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของบริษัทห้างร้านหรือบุคคลทั่วไปจะศรัทธาต่อพรรคการเมืองมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่เห็นได้ในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 นั้นพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลได้รับเงินบริจาคน้อยกว่าพรรคฝ่ายค้านหลายเท่าตัว ชัยชนะในสนามเลือกตั้งมาจากพลังศรัทธาของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยนั้นรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่อยู่ครบวาระ แต่ถูกปฏิวัติหรือยุบสภาเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงรัฐบาลเดียวที่สามารถอยู่ครบวาระสี่ปีในการบริหารประเทศ คือ รัฐบาลของท่านนายกฯทักษิณ ซึ่งมีความแข็งแกร่งทางการเมืองอย่างมากจากการเป็นพรรคเดี่ยวและพลังศรัทธาของประชาชนต่อการบริหารประเทศ มันชี้ให้เห็นได้ว่าประเทศไทยสามารถมีพรรคการเมืองน้อยพรรค แต่แข็งแกร่งเพื่อบริหารประเทศได้ อันเป็นการทำลายความเชื่อโบราณว่า เมืองไทยจะมีเพียงรัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพเพราะขาดความสามัคคีและทำงานเป็นหมู่คณะไม่เป็น หากพิจารณาทบทวนการเมืองในอดีตจะพบว่า วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเขียนไว้ส่งเสริมให้การเมืองไทยอ่อนแอโดยเน้นให้เกิดรัฐบาลผสมเป็นหลัก และ ขาดผู้นำที่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวอย่างแท้จริงในการบริหารประเทศทำให้ไม่อาจเป็นจุดรวมความศรัทธาของนักการเมืองและประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ บุคลิกความเป็นผู้นำทางสังคมอย่างแท้จริงในผู้นำไทยแทบไม่เคยมีให้เห็นเลย จึงทำให้หลายคนไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะได้เห็นพรรคเดี่ยวบริหารประเทศไทยได้

    ก่อนและหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 เป็นที่รู้กันดีในหมู่ประชาชนว่า ผู้ไม่หวังดีต่อชาติหรือผู้มากบารมีที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติทำลายระบอบประชาธิปไตยไม่พอใจผลเลือกตั้งที่พรรคซึ่งตนหนุนหลังพ่ายแพ้หมดรูป และผู้นำรัฐบาลเลือกตั้งเคยออกมาเตือนแล้วว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีและผู้มากบารมียังไม่ยอมถอดใจและไม่ปล่อยให้รัฐบาลทำงานได้ จึงเริ่มเคลื่อนไหวด้วยการใช้กฎหมายที่พวกตนบัญญัติไว้และชี้นำบังคับหรือแทรกซึมกระบวนการยุติธรรมเพื่อยุบพรรคเสียงข้างมากให้สำเร็จเพื่อหวังล้างความอับอายจากสนามเลือกตั้ง แล้วนำอำนาจบริหารประเทศไปส่งมอบให้พรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนและพร้อมจะเชื่อฟังคำสั่งกลุ่มของตน แผนทำลายล้างศัตรูยังดำเนินต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยเร็วที่สุด หากการยุบพรรคเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะเป็นสัญญาณเตือนให้พรรคเสียงข้างมากว่า ไม่มีวันหนีพ้นดุลพินิจภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติอีกแล้ว มันอาจเป็นแรงผลักดันให้ผู้นำรัฐบาลซึ่งมีประสบการณ์สูงต้องเลือกใช้ดาบอาญาสิทธิ์เยี่ยงเดียวกับที่อดีตผู้นำเคยใช้ได้ผลตลอดมา คือ การยุบสภา เพื่อขัดขวางความปรารถนาของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติที่จะให้พรรคของตนสืบทอดตำแหน่งนี้ต่อไปอย่างง่ายดาย อันเป็นสิ่งที่อดีตนายกฯบรรหารเคยใช้ตอบโต้เพื่อนและพรรคร่วมรัฐบาลที่บีบคั้นให้สละตำแหน่งมาแล้ว

    การยุบสภา เป็นดาบอาญาสิทธิ์ที่กฎหมายมอบให้นายกรัฐมนตรีใช้ร่วมกับการบริหารประเทศโดยอาจใช้เพราะเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลส่วนตัวก็ได้ จึงเป็นความชอบด้วยกฎหมายที่ผู้นำรัฐบาลจะใช้ดาบเล่มนี้เพื่อทำลายความหวัง ความฝัน ของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติซึ่งยังยึดถืออัตตาและความแค้นส่วนบุคคลไว้แน่น แล้วมอบคืนอำนาจตัดสินใจไปสู่ประชาชนก่อนที่พรรคของเขาและอีกหลายชีวิตจะถูกกำจัดโดยอำนาจมืดที่ไม่ให้เกียรติแก่คนไทยและใช้กฎหมายเป็นโล่ปกป้องเจตนาแอบแฝงชั่วร้ายต่อศัตรูการเมืองและคนไทย การเลือกตั้งแต่ละครั้งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ยิ่งเลือกบ่อยเท่าไร จะทำให้สนามเลือกตั้งบริสุทธิ์มากขึ้นเพราะผู้สนับสนุนทุกฝ่ายมีกำลังเงินลดลง แม้แต่กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติก็ต้องหาเงินทุนไปสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายตน บริษัทห้างร้านหรือบุคคลทั่วไปที่ประจักษ์แก่สายตาและความรับรู้ต่อพฤติกรรมของพวกเขาย่อมเกิดความไม่วางใจที่พรรคการเมืองจะถูกกลุ่มนี้ครอบงำไว้ อันเป็นการขาดเสถียรภาพแท้จริงของพรรคหุ่นเชิด แล้วไม่กล้าลงทุนต่อไปเพราะเกรงจะกลายเป็นงูเห่าที่หันมากัดพวกเขาได้เมื่อกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติครองอำนาจในบ้านเมือง จึงเลือกจะวางเฉยปล่อยให้เล่นเกมการเมืองไปจนกว่าจะอ่อนแรง ส่วนประเทศชาติและคนไทยก็เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ดังนั้น การดับฝันของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติและผู้มากบารมีนี้ คงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเช่นเดียวกับที่พวกเขากระทำต่อพรรคเสียงข้างมากที่ได้รับมติจากคนไทยส่วนใหญ่ให้บริหารประเทศอย่างถูกต้องและชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติและผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติร่างขึ้นด้วยตัวเอง คือ การยุบสภา ก่อนที่จะถูกพวกนั้นทำลายล้างหรือกำจัด เพื่อคืนอำนาจแก่คนไทยตัดสินใจอีกครั้งและคะแนนเสียงจะเป็นคำเตือนถึงกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติโดยตรงให้พวกเขาเคารพเสียงประชาชนมากขึ้น คนไทยไม่ควรกลัวเกรงการเลือกตั้งใหม่ ถ้าดาบเล่มนี้จะดับฝันของคนไม่รักชาติกลุ่มนี้และให้พวกเขากลับไปลำบากหาเสียงอีก คนไทยบางส่วนจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการเลือกตั้งใหม่ซึ่งกลุ่มนี้ต้องแจกจ่ายทุกอย่างเพื่อแลกชัยชนะล้างอายให้สำเร็จ

    ทุกรัฐบาลในอดีตล้วนใช้ดาบอาญาสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาสภาพสั่นคลอนเสถียรภาพมาแล้วทั้งสิ้น เหตุผลทางการเมืองในการยุบสภาที่รัฐบาลนำไปใช้ คือ การลงโทษพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่เชื่อฟังหรืออยู่ในคำสั่งของผู้นำที่มาจากสายทหารในสมัยที่รัฐธรรมนูญยอมให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี การยุบสภาจึงถูกใช้เป็นอำนาจต่อรองของผู้นำคนนอก หนีการอภิปรายอมที่ดิน สปก. ใช้ดัดหลังเพื่อนหรือพรรคร่วมรัฐบาลที่ข่มขู่ให้สละตำแหน่งให้ตนและพรรคพวกหลังจากถูกอภิปรายบรรพชน เมื่อสังคมวุ่นวายและก่อกวนการทำงานของรัฐบาลอย่างหนัก แต่ละยุคสมัยล้วนมีเหตุผลเฉพาะเวลาที่ผู้นำจะเลือกการยุบสภาเพื่อยุติปัญหาหรือกำจัดอุปสรรคการทำงานด้วยการให้ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจเลือกผู้แทนหรือรัฐบาลใหม่ นั่นคือ ประชาชนจะเป็นผู้แก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์ของประชาชนโดยแท้ วิธีส่งคำเตือนหรือกำจัดผู้ไม่หวังดีต่อชาติตามครรลองของกฎหมาย คือ การเลือกตั้งภายใต้กฎระเบียบที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังเช่นผลการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2550 ซึ่งประชาชนให้คำตอบแก่คณะปฏิวัติแล้วว่าต้องการให้ฝ่ายใดบริหารประเทศ ถ้ากลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติไม่พอใจและอยากให้เลือกตั้งใหม่ ประชาชนอาจใช้สิทธิทางกฎหมายด้วยการเลือกตั้งเพื่อบอกย้ำเตือนเจตนารมณ์ไปจนกว่าพวกเขาจะหมดแรงทุนทรัพย์ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่มีความยั่งยืนเท่าเจตนารมณ์ของประชากร 63 ล้านคนอย่างแน่นอนเพราะไม่มีต้นทุนเป็นตัวเงิน แค่ใช้หัวใจประชาธิปไตยและเดินเท้าเข้าคูหาเลือกตั้งตามกฎหมายเท่านั้น ถ้าดาบอาญาสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีใช้อย่างเหมาะสมและสมกาลเวลา จะดับฝันของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติและต้องการรักษาประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวกไว้จึงจ้องแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งโดยประชาชนด้วยการใช้อิทธิพลมืดข่มขู่ บังคับ ให้ผู้เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ยุบพรรคศัตรูการเมืองและกำจัดบุคลากรมีความสามารถหรือเป็นความหวังของบ้านเมืองเพื่อสนองกิเลสตัณหาและการล้างแค้นล้างอายส่วนตัว ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและลามถึงปากท้องของคนไทยแล้ว แต่พวกเขาสนใจเพียงการแย่งชิงอำนาจการเมืองเพราะหลายคนมีเงินเดือนนับแสนบาทจากงบประมาณแผ่นดิน สวัสดิการรัฐตลอดชีวิต ทรัพย์สินส่วนตัวสูงค่ามีมากมาย จึงมองไม่เห็นความทุกข์ยากของประชาชนทุกชนชั้น นายกรัฐมนตรีคือตัวแทนของประชาชนมีสิทธิ์จะใช้ดาบอาญาสิทธิ์เล่มเดียวในมือ คือ การยุบสภา เพื่อปกป้องประชาธิปไตยของแท้ไว้จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติที่แขวนป้ายในคอว่ารักประชาธิปไตย แต่ซ่อนหัวใจเผด็จการเพื่อหลอกคนไทย แล้วกำลังสร้างเหตุผลชักนำให้เกิดการปฏิวัติและนำพาประเทศเข้าสู่มุมมืดอีกครั้ง คนไทยหัวใจประชาธิปไตยแท้จริงเท่านั้นที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยตามระบอบประชาธิปไตยได้ด้วยการใช้สิทธิที่กฎหมายมอบไว้โดยสงบและเปิดเผย

     

    **************************

    3/2/2008

    รู้จักกับคดีล้มละลาย

    คดีล้มละลาย

     

                                                                                                                                                        เขียนโดย  ลีลา LAW

     

                    นอกจากเจ้าหนี้จักมีอำนาจฟ้องเรียกชำระหนี้คืนจากลูกหนี้ตามกระบวนคดีทางแพ่งทั่วไปแล้ว หลายท่านอาจเคยได้ยินเจ้าหนี้ขู่ฟ้องให้ล้มละลายหรือเคยเห็นลูกหนี้ต้องเป็นผู้ล้มละลายซึ่งถูกจำกัดการทำธุรกรรมบางอย่างไว้ อันที่จริงแล้วเจ้าหนี้มิได้มีอำนาจในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ตามอำเภอใจ เพราะต้องเป็นไปตามกฎหมายให้อำนาจเท่านั้น

                    พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542 กำหนดคุณสมบัติของลูกหนี้ที่อาจถูกฟ้องล้มละลายไว้ในมาตรา 9 คือ

    1.    ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว

    2.    ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท ส่วนนิติบุคคลต้องมีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่าสองล้านบาท

    3.     ต้องเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม

    ขั้นตอนการดำเนินคดีหลังจากลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลายโดยสังเขป คือ

    1. ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความจริงว่า ลูกหนี้มีคุณสมบัติครบองค์ประกอบที่จะถูกฟ้องคดีล้มละลายหรือไม่ ถ้าเห็นว่าครบ จักมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

                    หากคุณสมบัติไม่ครบองค์ประกอบ หรือ ลูกหนี้นำสืบได้ว่า อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลจักยกฟ้องทันที เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 14

    2. ระหว่างการพิจารณาคำฟ้องของเจ้าหนี้และก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้อาจมีพฤติกรรมไม่น่าวางใจในการโยกย้ายทรัพย์สินไป เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวได้ ซึ่งศาลจักทำการไต่สวนโดยทันที เมื่อเห็นว่าคดีมีมูล จักมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว วิธีการนี้เป็นการลดทอนความเสียหายของเจ้าหนี้ได้ในระดับหนึ่ง

    3. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จักเข้าไปดูแล ควบคุม กิจการหรือทรัพย์สินหรือสิทธิต่างๆแทนลูกหนี้ทันที รวมทั้งการดำเนินคดีแพ่งทั้งการฟ้องร้อง ต่อสู้คดี ประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย โดยลูกหนี้ต้องส่งมอบทรัพย์สิน เอกสารต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการของเขาแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และต้องให้ข้อมูลอย่างเป็นจริงด้วย มิฉะนั้น ต้องรับโทษอาญาปรับหรือจำคุกหรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล

    4. เจ้าหนี้อื่นอาจแจ้งขอรับชำระหนี้ของตนในคดีล้มละลายร่วมด้วยตามประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งศาลจะมีกำหนดเวลาไว้

    5. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเหล่าเจ้าหนี้เพื่อคัดกรองว่า ผู้ใดมีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยรับคืนหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกฎหมาย จากนั้นจึงเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก เพื่อปรึกษาว่า ควรยอมรับคำขอประนอนหนี้ของลูกหนี้ (กรณีลูกหนี้ยื่นเรื่องขอประนอมหนี้) หรือ ควรให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย รวมทั้งวิธีจัดการทรัพย์สินด้วย

    6. ศาลจักเริ่มขั้นตอนไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย เพื่อทราบฐานะทางการเงิน เหตุผลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ความประพฤติ จากนั้นจึงมีการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับความเห็นของที่ประชุมเจ้าหนี้ว่าควรเห็นชอบกับการประนอมหนี้หรือไม่

    7. หลังจากศาลพิจารณาเห็นชอบกับการประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับแล้ว จักเริ่มกระบวนการจัดการทรัพย์สินตามข้อตกลงนั้นทันที หากลูกหนี้บิดพลิ้ว ไม่ยอมชำระหนี้ตามที่ตกลงกันในการประนอมหนี้ หรือ ทำการถ่วงเวลาโดยไม่มีเหตุอันควร หรือ มีเจตนาทุจริต เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานหรือเจ้าหนี้คนใด ย่อมมีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจยกเลิกการประนอมหนี้ และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้เช่นกัน

                    กรณีต่อไปนี้ศาลต้องพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ตามมาตรา 61

    1. เจ้าหนี้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวถัดไป ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

    2. ไม่ลงมติประการใด

    3. ไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุม

    4. การประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ

                    ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดกรณีหนึ่ง ศาลต้องพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อแบ่งแก่เหล่าเจ้าหนี้ โดยให้ถือว่า การล้มละลายของลูกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

                    ผลหลังจากการเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ได้แก่

    1. ลูกหนี้ต้องขอให้เจ้าพนักงานกำหนดเงินเลี้ยงชีพและหากมีรายได้ในอนาคต ต้องนำส่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อนำไปเฉลี่ยคืนแก่เจ้าหนี้

    2. การจัดการทรัพย์สินของตัวเอง จักต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อน

    3. ลูกหนี้ออกไปนอกราชอาณาจักรไม่ได้ เว้นแต่ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตเป็นหนังสือ แม้แต่การย้ายที่อยู่ก็ต้องแจ้งให้รับทราบด้วย

                    วิธีพ้นจากการเป็นบุคคลล้มลาย อาจมีได้โดย

    1. การประนอมหนี้ได้รับความเห็นชอบและปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน

    2. ศาลยกเลิกการล้มละลาย เมื่อมีเหตุตามที่มาตรา 135 กำหนดไว้ เช่น  หนี้สินได้รับการชำระเต็มจำนวนแล้ว หรือ หลังจากการแบ่งทรัพย์ครั้งสุดท้ายหรือไม่มีทรัพย์จะแบ่งแล้วต่อแต่นั้นมาภายในสิบปีก็ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินได้อีกและไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้รวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายอีก หรือ เจ้าหนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เป็นต้น

    3. ศาลมีคำสั่งปลดจากล้มละลาย

    4. ลูกหนี้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อครบสามปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ใช้กับกรณีเป็นบุคคลธรรมดาและหนี้อันเป็นมูลเหตุที่ฟ้องล้มละลายไม่มีลักษณะเป็นการทุจริต

                    การฟ้องลูกหนี้ที่ตายแล้วเป็นคดีล้มละลายย่อมทำได้เช่นกัน  ถ้าตอนที่มีชีวิตอยู่ เขามีคุณสมบัติครบถ้วนตามรายละเอียดเบื้องต้น เจ้าหนี้ย่อมฟ้องให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ตามกฎหมายล้มละลายได้ โดยเรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกเข้ามาแก้คดีแทนลูกหนี้ที่ตาย แต่ต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกหนี้ตาย

                    กฎหมายล้มละลายยังกำหนดให้ลูกหนี้ประเภทนิติบุคคลขนาดใหญ่มีโอกาสฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามีคุณสมบัติดังนี้ คือ

    1. มีหนี้สินล้นพ้นตัว

    2. เป็นหนี้จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ไม่ว่าจะถึงกำหนดโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม

    3. มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้

                    ข้อพึงรู้อีกอย่างหนึ่ง คือ แม้ลูกหนี้จะมีคุณสมบัติครบถ้วนในการถูกฟ้องล้มละลายได้ แต่เจ้าหนี้ยังอาจใช้สิทธิเลือกฟ้องเรียกหนี้อย่างคดีแพ่งทั่วไป หรือ ฟ้องคดีล้มละลาย ก็ได้ กฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าเจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีล้มละลายอย่างเดียว สิ่งที่ต้องตระหนักในใจเสมอคือ บุคคลล้มละลายถูกจำกัดสิทธิหลายอย่างทางกฎหมายและขาดความเชื่อถือหรือเครดิตในการประกอบธุรกิจหาเลี้ยงชีพ อีกทั้งยังอาจมีผลเกี่ยวเนื่องกับคุณสมบัติสำหรับบางอาชีพ ดังนั้น ลูกหนี้ทั้งหลายจึงควรรอบคอบในการจัดการกับหนี้สินด้วย

     

     

    ***********************