Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
3/31/2009 ผู้ใหญ่ในขวดแก้วผู้ใหญ่ในขวดแก้ว
เขียนโดย แก้วมณี
การพูดคุยระหว่างอดีตนายกฯไทยกับคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ทำให้สังคมไทยสั่นสะเทือนยิ่งเมื่อรายชื่อผู้ใหญ่ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ในวงการทหาร องคมนตรี ตุลาการ ล้วนอยู่เบื้องหลังการทำปฏิวัติเมื่อปีพ.ศ. 2549 แต่ละคนต่างมีเบื้องหลังความแค้นเคืองด้วยสาเหตุแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยสังเกตได้คือ ทุกรายชื่อล้วนอยู่ในสังคมปิดที่เกี่ยวข้องกับความคิดอนุรักษ์นิยมสุดขั้วที่เคยพ่ายแพ้ต่อฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อปีพ.ศ. 2475 และพวกเขาได้รับโอกาสในการปรับตัวจากคณะราษฎร์ในเวลานั้นด้วยความเห็นใจกับประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่าสองร้อยปี ความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่คณะราษฎร์ทิ้งไว้ให้สังคมไทย คือ มิได้จัดระเบียบองค์ความรู้และความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยไว้ให้วงการทหาร ตำรวจ และตุลาการ จึงทำให้คนในวงการดังกล่าวยังยึดติดกับความเชื่อเดิมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะที่คนไทยทั้งประเทศเข้าใจสิทธิเสรีภาพของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ คณะราษฎร์ปลูกฝังความเชื่อนี้ไว้ในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ณ วันเวลานี้มันได้ฝังในสายเลือดของคนไทยยุคใหม่ที่ไม่ต้องการเป็นทาสหรือไพร่ของชนชั้นปกครองในอดีตอีกต่อไป แต่มิได้เน้นอบรมแนวทางถูกต้องแก่บุคคลในวงการดังกล่าวให้เข้าใจกับสถานภาพใหม่ภายใต้ระบอบใหม่ด้วย จึงทำให้พวกเขายึดติดและเชื่อมั่นต่อผู้ปกครองยุคเดิมต่อเนื่องมาจนบัดนี้ เมื่อความเชื่อว่าคนในวงการทหาร องคมนตรี ตุลาการ คือ ชนชั้นผู้ปกครองที่ต้องมีไพร่อยู่ในอาณัติยังดำรงอยู่ในสมองสืบเนื่องถึงลูกหลานของพวกเขาหรือยังมีการสอนในหน่วยงานเหล่านั้นโดยไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ทำให้พวกเขาเกิดอาการหลงผิดและไม่เข้าใจสถานภาพของตนในระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง การปฏิวัติหลายครั้งในประเทศไทยจึงเกิดเพราะฝีมือคนในวงการเหล่านี้เสมอเนื่องจากไม่เข้าใจบทบาทที่เหมาะสมของตน โดยดูได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ยอมรับอำนาจของคณะปฏิวัติซึ่งมิได้มาจากระบอบประชาธิปไตยอันส่งผลปั่นป่วนในสังคมไทยวันนี้ซึ่งต่อต้านอำนาจนอกระบอบอย่างเข้มงวดเยี่ยงเดียวกับชาติตะวันตก แต่แนวคิดของตุลาการยังไม่เคยเปลี่ยนที่จะเคารพนับถือผู้ใช้พละกำลังทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย เมื่อเปรียบเทียบกับคนในวงการเดียวกันของประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เคยทำปฏิวัติแย่งชิงอำนาจจากประชาชนเลย องคมนตรีซึ่งถือตนเป็นพวกอำมาตย์ ตำแหน่งโบราณจากอดีต ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ในไทยยังไม่พัฒนาเข้ากับระบอบประชาธิปไตยได้เลยนับแต่ปีพ.ศ. 2475 แล้ว ปัญหาคือ การศึกษาของไทยไม่ได้สอดแทรกความเข้าใจที่ถูกต้องของการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้แก่ผู้รับการศึกษา แต่เน้นให้คนเรียนเชื่อฟัง คิดเองไม่เป็น เป็นผู้รับคำสั่งด้านเดียว ทำให้เด็กรุ่นหลังไม่สามารถพัฒนาบ้านเมืองได้เต็มที่เยี่ยงเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ อีกทั้งยังส่งผลให้ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ยึดติดกับการเป็นผู้รับฟังคำสั่งฝ่ายเดียว ห้ามเถียง ห้ามพูด กับพวกอำมาตย์หลงยุค จึงส่งผลให้สังคมไทยวุ่นวายเพราะผู้ใหญ่ประเภทอำมาตย์หลงยุคไม่ทำงานตามหน้าที่ของตน หลงอำนาจและเวลาที่ล่วงเลยไปแล้ว การไม่ปล่อยวางอำนาจหรือความรุ่งเรืองในอดีต ผู้นำหุ่นเชิดที่ไม่เคยอยากเป็นอิสระ จึงพยายามแสดงบารมี อำนาจบาตรใหญ่ยามสังคมไทยอ่อนแอสุดขีด การศึกษาที่ไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นในระบบการผลิตบุคลากรด้านตุลาการ ทหาร ตำรวจ ซึ่งล้วนเป็นลูกหลานของคนไทยซึ่งเคยเป็นชั้นไพร่ตามระบอบเก่าก่อนปีพ.ศ. 2475 ทำให้กลายเป็นเครื่องมือของพวกอำมาตย์หลงยุคซึ่งต้องการฟื้นฟูระบอบเก่ากลับคืนอีกครั้งยามสังคมไทยอ่อนแอ ทำให้บุคลากรยุคนี้ไม่สามารถคิด พิจารณา คัดแยกความถูกต้องหรือความชั่วได้ด้วยตัวเอง จึงหลงเป็นเหยื่อให้พวกอำมาตย์หลงยุคสนตะพายและยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนกลับไป และลดสถานภาพคนไทยให้กลับเป็นไพร่อีกครั้ง ขณะที่คนไทยไม่ตระหนักถึงอำนาจอธิปไตยและอิสรภาพของตนที่คณะราษฎร์ต่อสู้ได้ชัยชนะจากอดีต จึงไม่ค่อยหวงแหนสิทธิเสรีภาพเหล่านั้นไว้ซึ่งแตกต่างจากบรรพชนของพวกเขาที่ผ่านความทุกข์ยากแร้นแค้นของสภาพไพร่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาแล้ว รวมไปถึงการรีดภาษีจากไพร่เพื่อสนองความสุขของชนชั้นผู้ปกครองในอดีต เมื่อตุลาการยุคนี้ไม่เข้าใจสถานภาพของตนตามระบอบประชาธิปไตยจึงยอมตนเป็นเครื่องมือทำลายล้างสิทธิเสรีภาพของคนไทยด้วยความยอมจำนนและความเกรงกลัวซึ่งนำพาความเสื่อมเสียต่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของวิชาชีพและจรรยาบรรณที่ควรมีในเหล่าตุลาการซึ่งต้องรักษาและผดุงความยุติธรรมให้แก่ปวงชน มิใช่ทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อีกทั้งตุลาการต้องทำงานเพื่อปวงชน เป็นลูกจ้างของปวงชน ให้ความเป็นธรรมแก่ปวงชน อันเป็นหลักคิดในระบอบประชาธิปไตยต่อสถานภาพตุลาการ การทำงานเพื่อสนองตัณหาของพวกอำมาตย์หลงยุคในการแย่งชิงอำนาจจากประชาชนให้สำเร็จ ถือว่า มิใช่ตุลาการของปวงชน แต่เป็นกบฎต่อปวงชน ผู้ใหญ่ในวงการทหาร ตุลาการ ตำรวจ วันนี้เป็นผลพวงจากการศึกษาที่ผิดพลาดและปล่อยให้พวกอำมาตย์หลงยุคปลูกฝังแนวคิดอำมาตย์นิยมแก่เด็กหลายรุ่น ทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ในขวดแก้ว ที่หลงคิดว่าขวดแก้วเป็นโลกใบใหญ่ที่สวยงามและไม่อยากเติบโตเคียงข้างกับเพื่อนในโลกภายนอก บัดนี้ รอบประเทศไทยล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องใช้ชีวิตเข้ากับสถานภาพความเท่าเทียมกันทางสังคม การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบนี้ ชนชั้นวรรณะต้องไม่มีอย่างเด็ดขาด ความเคารพนับถือบุคคลมิใช่การแบ่งชนชั้นทางสังคม แต่เป็นความนอบน้อมให้เกียรติและเอื้ออารีของคนไทย บุคคลใดต้องการหมุนเวลากลับไปมีชนชั้นวรรณะเพื่อหวังอำนาจปกครองต้องถูกประณามและขับไล่โดยคนไทยเพราะมันเป็นกบฎต่อสังคมไทยที่อยู่ในการปกครองประชาธิปไตยในวันนี้ เมื่อต้องการเป็นผู้ใหญ่ในขวดแก้วก็เป็นสิทธิส่วนตัวที่พึงกระทำได้ แต่มิควรบังคับให้คนไทยต้องเชื่อฟังเขาด้วย มันขัดต่อหลักความเท่าเทียมกันและความแตกต่างกันทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย คนไทยต้องใช้สิทธิเลือกว่า ต้องการให้ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์หรือยอมให้นำระบบอำมาตย์หลงยุคที่ต้องมีผู้ปกครองและไพร่มาใช้กับคนไทยยุคไซเบอร์ตามที่พวกอำมาตย์หลงยุคยืนยันว่าเป็นระบบที่เหมาะสมกับคนไทยที่สุด การคิดพิจารณาของคนไทยด้วยเหตุผล การปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการฝังรากแนวคิดของพวกอำมาตย์หลงยุคด้วยสติปัญญาของตน ถือเป็นวิถีคนกล้าอย่างแท้จริงในการเดินออกจากขวดแก้วที่พวกอำมาตย์หลงยุคเขียนภาพสวยงามประดับไว้และมาเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงที่กว้างใหญ่ มีความเสมอภาคทางสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง ความเป็นธรรมทางสังคมและกฎหมาย มิใช่อยู่ในความครอบงำหรือเงามืดของพวกยุคเก่าซึ่งไม่ยอมรับการพัฒนาของโลก
******************************* 3/29/2009 ภัยล้วงข้อมูลส่วนบุคคลสุดฮิตภัยล้วงข้อมูลส่วนบุคคล
เขียนโดย ลูกแก้ว
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและคนตกงานจำนวนมาก เงินหายากขึ้นทำให้โจรเกิดขึ้นมากและขยายขบวนการใหญ่กว้างขึ้นด้วย ภัยฮิตล่าสุดที่แพร่ระบาดไปทั่วสังคมไทยโดยเฉพาะเจ้าของมือถือ คือ การอ้างตนเพื่อล้วงข้อมูลส่วนตัวหรือหลอกโอนเงินแก่โจร เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น คือ หญิงคนหนึ่งส่งข้อความสั้นเข้ามือถือของคุณหมอท่านหนึ่งว่า มีการฟ้องคดีที่ศาล ติดต่อด่วนมิฉะนั้นจะเกิดเรื่องร้ายใน 24 ชั่วโมง แล้วให้กดเบอร์ตามที่ระบุในข้อความ คุณหมอสงสัยจึงติดต่อไปตามเบอร์นั้นและสอบถามว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ผู้หญิงปลายสายตอบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ศาลกรุงเทพฯ-พัทยา เพื่อแจ้งข่าวคดีที่ฟ้องเขาในศาลนี้และขอทราบข้อมูลส่วนตัวเพื่อตรวจสอบยืนยันตัวกัน วันที่โทร.หาเขาเป็นวันเสาร์ เขานึกเอะใจเรื่องชื่อศาลเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนและสำเร็จการศึกษานิติศาสตร์ จึงถามซ้ำอีกครั้ง อีกฝ่ายก็ยืนยันชื่อนั้นแล้วพยายามให้ตอบชื่อ ที่อยู่ หมายเลขบัตรประชาชน เขาไม่ตอบแล้วบอกว่า ไม่มีชื่อศาลนี้ในเมืองไทย อีกฝ่ายเชื่อว่าเขารู้เท่าทันแล้ว จึงวางสายทันที คุณหมอจึงมิใช่เหยื่อรายล่าสุดด้วยความฉุกใจคิดอย่างมีสติ พฤติกรรมการหลอกลวงเพื่อล้วงข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อนอกเหนือจากการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ศาลแล้ว ยังอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรหลอกเหยื่อว่า เหยื่อจะได้รับคืนเงินภาษีจึงขอทราบข้อมูลหรือให้รับเงินคืนทางเอทีเอ็ม แล้วให้เหยื่อกดทำรายการด้วยภาษาอังกฤษซึ่งคาดว่าเหยื่อจะไม่สันทัดภาษาต่างชาติ เมื่อกดทำรายการตามคำสั่ง จักกลายเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีของโจร ส่วนการล้วงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชนหรือบัตรเครดิต เหยื่อส่วนใหญ่บอกเล่าตรงกันว่า การล้วงข้อมูลโดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลนั้นมักจะบอกว่า มีการฟ้องเหยื่อเป็นคดีหนี้บัตรหรือสินเชื่อซึ่งคาดว่าเหยื่อแทบทุกคนมักมีหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้สินเชื่อมากน้อยแตกต่างกัน เหยื่อจึงเชื่อถือผู้แอบอ้างทั้งที่เป็นการเหวี่ยงแหพูดไป ข้อมูลเหล่านั้นโจรจะนำไปซื้อสินค้าราคาสูงทางอินเตอร์เนตที่แค่ให้เลขบัตรเครดิตก็พอแล้วหรือทำบัตรเครดิตปลอม เหยื่อจะกลายเป็นหนี้บัตรเครดิต ส่วนการโอนเงินเพราะถูกหลอกลวงนั้นธนาคารจะไม่รับผิดชอบเงินจำนวนนั้นเพราะถือว่าเจ้าของบัญชีสมัครใจโอนเงินและไม่ใช่ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ธนาคาร ผู้รับความเสียหายฝ่ายเดียว คือ เจ้าของบัญชีหรือเหยื่อในภัยนี้เท่านั้น ข้อพึงระวังตนสำหรับภัยชนิดนี้ คือ ปกติโจรเลือกเหยื่อเจ้าของเบอร์มือถือแล้วพูดหรือส่งข้อความกระตุ้นให้เกิดความกลัวไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น เป็นหนี้ฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ต้องเร่งติดต่อตามเบอร์ที่เขียนไว้ เป็นต้น หากได้รับข้อความใดในสไตล์นี้ต้องใช้สติคิดพิจารณาก่อน การติดต่อกลับเพื่อสอบถามข้อสงสัยต้องไปยังคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารดังกล่าวโดยตรงหรือเดินทางไปยังธนาคารที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง ห้ามกดตามเบอร์ที่แจ้งทางข้อความสั้นอย่างเด็ดขาด ถ้าเป็นการอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ศาล จงเชื่อได้ทันทีว่าเป็นการหลอกลวงแน่ เนื่องจากกระบวนการทางศาลมีขั้นตอนเปิดเผย ชัดเจน กระทำต่อผู้ถูกฟ้องเท่านั้น คำฟ้องคดีใดต้องส่งให้ผู้ถูกฟ้องโดยตรงทางไปรษณีย์หรือโดยเจ้าหน้าที่ศาลด้วยการส่งหมายหรือปิดหมายในเวลาราชการและที่สถานที่ของผู้ถูกฟ้องเท่านั้น อีกทั้งไม่มีการสอบถามข้อมูลของคู่ความทางโทรศัทพ์เด็ดขาด ส่วนการคืนเงินภาษีนั้นกรมสรรพากรแจ้งต่อสาธารณชนแล้วว่า จะต้องมีจดหมายแจ้งโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีพร้อมเช็คของธนาคารรัฐเท่านั้น หากได้รับการติดต่อจากผู้กล่าวอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ศาลหรือกรมสรรพากรด้วยสารพัดข้ออ้าง สามารถแจ้งความต่อตำรวจได้ทันที การไม่ตกเป็นเหยื่อโจรภัยชนิดนี้ต้องอาศัยการรับรู้ข่าวสารที่ทันสมัยและป้องกันตัวเองไว้ก่อน เนื่องจากการตามล่าโจรประเภทนี้ค่อนข้างยากและซับซ้อน การป้องกันจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าด้วยการมีสติทุกครั้งเมื่อรับข้อความทางมือถือและติดต่อสอบถามข้อสงสัยโดยตรงกับศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของธนาคารนั้น จงจำให้แม่นว่าการโอนเงินด้วยมือของเหยื่อ คนที่รับผิดชอบโดยตรง คือ เจ้าของบัญชี มิใช่ธนาคาร จึงควรป้องกันตัวเองไว้ก่อนด้วยการหาความรู้เกี่ยวกับภัยในสังคมให้มากที่สุดเพื่อเตือนสติในการรับมือกับโจรภัยเหล่านั้นและบอกเล่าให้สมาชิกครอบครัวรับรู้เพื่อมิให้เป็นเหยื่อหรือทำให้ท่านเป็นเหยื่อด้วยการให้ข้อมูลของเหยื่อแก่โจรโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การรู้วิธีป้องกันภัยเพียงแค่ตัวเองจักไร้ค่า นอกจากทุกคนในครอบครัวทราบพฤติกรรมของโจรด้วย จึงก่อประโยชน์สูงสุดต่อตนเองหรือสังคมโดยรวมด้วย
******************************** 3/28/2009 สถานภาพขององคมนตรีสถานภาพขององคมนตรี เขียนโดย ลูกแก้ว
สถานภาพบุคคลเริ่มแต่เมื่อคลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก เป็นข้อกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดสถานภาพบุคคล ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ถือกำเนิดและมีลมหายใจนับแต่คลอดออกจากท้องของมารดามีสภาพบุคคลแล้ว จากนั้นรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ฉบับแรกในปีพ.ศ. 2475 จนถึงฉบับปัจจุบันปีพ.ศ. 2550 กำหนดชัดเจนว่าบุคคลสัญชาติไทยมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน โดยไม่แบ่งแยกเพศ ศาสนา ชนชั้นวรรณะ อีกทั้งยังมีสิทธิเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง เสมอภาคกัน ไม่มีข้อบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญไทยกำหนดแยกสถานภาพขององคมนตรีให้มีสิทธิมากพิเศษกว่าคนไทยทั่วไป ดังนั้น จึงถือว่า ผู้เป็นองคมนตรี ย่อมมีสิทธิเสรีภาพเยี่ยงเดียวกับประชาชนคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญและมิได้อยู่เหนือการเมืองที่คนไทยจักละเมิดมิได้ องคมนตรี เป็นคณะบุคคลในรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งขึ้นตามพระราชอัธยาศัยของกษัตริย์ตามจำนวนที่กำหนดไว้ หน้าที่ของคณะบุคคลนี้ คือ ที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดิน มีรายได้จากตำแหน่งนี้เยี่ยงเดียวกับที่ปรึกษาขององค์กรเอกชนโดยมีกฎหมายรองรับไว้ องคมนตรีแต่ละคนล้วนเปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์หลากวิชาชีพ และต้องเคยทำคุณประโยชน์ในแผ่นดินมาแล้ว การให้คำปรึกษานั้นจะเกิดขึ้นเป็นไปตามพระประสงค์ของกษัตริย์เท่านั้น เมื่อไม่มีกฎหมายใดกำหนดสถานภาพเหนือการเมืองที่จักละเมิดไม่ได้ องคมนตรีจึงมีสถานภาพบุคคลเยี่ยงเดียวกับคนไทย คือ เมื่อเกิดและมีลมหายใจ ย่อมมีสภาพบุคคลและมีสัญชาติไทย ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคเยี่ยงเดียวกับคนไทย คือ 1 คน 1 เสียงเลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญรับรองไว้ เมื่อทำงานมีรายได้ก็ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยไม่ได้รับข้อยกเว้นจากกฎหมาย สิ่งแตกต่างคือ พวกเขาทำงานเป็นคณะที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดิน ขณะที่คนไทยประกอบอาชีพหลากหลายตามความรู้ของตน ข่าวหนึ่งที่สร้างความสับสนแก่คนไทย คือ บางคนกล่าวว่า การพูดจาพาดพิงองคมนตรี คือ การหมิ่นสถาบันเบื้องสูงซึ่งมีโทษหนักเยี่ยงเดียวกับการกล่าวถึงโดยตรง ทำให้คนไทยสงสัยและงุนงงยิ่งว่า คณะองคมนตรีเป็นสถาบันเบื้องสูงหรือไม่ ? ความจริงแล้วองคมนตรีมิใช่สถาบันเบื้องสูงที่มีกฎหมายจำเพาะลงโทษผู้ที่มีเจตนากระทำละเมิดข้อกฎหมายนั้น อีกทั้งคณะองคมนตรีเป็นคณะที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดินตามหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกฎหมายอาญากำหนดบทลงโทษผู้กระทำหมิ่นกษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการ เท่านั้น มิได้มีคำว่า องคมนตรี ไว้ในมาตราดังกล่าวด้วย จึงไม่อาจนำบทลงโทษนี้ไปใช้กับผู้กระทำต่อองคมนตรีได้ หากองคมนตรีคนใดเห็นว่าถูกกระทำละเมิด ต้องไปฟ้องคดีความหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปซึ่งเขียนแยกไว้อีกมาตราหนึ่ง รัฐธรรมนูญกำหนดสถาบันสำคัญของประเทศมีเพียง 3 อย่างเท่านั้น คือ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ องคมนตรีจึงต้องใช้ข้อกฎหมายเดียวกับประชาชนเพราะมิได้มีสถานภาพพิเศษแตกต่างจากคนไทย ดังนั้นผู้ดำรงตำแหน่งในคณะองคมนตรีย่อมใช้สิทธิเสรีภาพได้เยี่ยงเดียวกับประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน รวมทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายอาญาด้วย คณะบุคคลนี้มิได้เป็นอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือคนไทยเนื่องจากรัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า บุคคลสัญชาติไทยย่อมมีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน มิใช่ชนชั้นวรรณะพิเศษ และไม่มีหมวดที่แยกต่างหากกำหนดให้คณะองคมนตรีมีสถานภาพพิเศษแตกต่างจากคนไทย เพียงแค่ระบุหน้าที่ของคณะบุคคลนี้ไว้เท่านั้น คุณสมบัติหนึ่งของคณะองคมนตรีที่เป็นปัญหาคาใจของคนไทย คือ การไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือที่ปรึกษาพรรคการเมือง ซึ่งมีเจตนาชัดเจนว่าไม่ต้องการให้คณะบุคคลนี้ฝักใฝ่การเมืองซึ่งเป็นเรื่องของนักการเมืองในอำนาจบริหาร นับแต่ถือกำเนิดคณะองคมนตรีขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับแรกพร้อมกับประธานองคมนตรีท่านแรกนั้นมีการปฏิบัติตนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด อันส่งผลให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่สั่นคลอน มีเกียรติยศศักดิ์ศรีเด่นสง่ามาตลอด เพราะองคมนตรีรุ่นก่อนๆไม่ยุ่งเกี่ยวหรือแปดเปื้อนมลทินกับการเมืองที่ต้องแย่งชิงอำนาจกัน ณ วันเวลานี้คณะบุคคลรุ่นนี้เริ่มเปลี่ยนแนวคิดไปแย่งอำนาจจากประชาชนโดยตรงด้วยการอยู่เบื้องหลังและชี้นำการเมืองไทยจนสร้างความสับสนวุ่นวายแก่สังคมไทย ทำลายความน่าเชื่อถือในกลุ่มประชาชน สร้างความหวาดระแวงใจแก่คนไทยว่ากำลังจะหมุนเวลากลับไปใช้ระบอบการปกครองเก่าที่ต้องมีเพียงผู้ปกครองและไพร่ ขณะที่คนไทยไม่ต้องการมีสถานภาพไพร่และหวงแหนสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอย่างมาก จึงเกิดการเผชิญหน้าด้วยจิตหวาดระแวงระหว่างประชาชนกับคณะบุคคลดังกล่าวขึ้นในสังคมไทย ความเสื่อมศรัทธาแพร่หลายในคนไทยทั้งประเทศอันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเนื่องจากพฤติกรรมที่แสดงต่อสาธารณชนของบางบุคคลในคณะองคมนตรีที่ผิดแผกจากเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญและการยกสถานภาพบุคคลขององคมนตรีแอบอิงกับสถาบันเบื้องสูงด้วยการพูดข่มขู่คนไทยว่า การพูดพาดพิงคณะบุคคลนี้เท่ากับกล่าวหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูงด้วย ทั้งที่ไม่มีข้อบัญญัติใดกำหนดให้คณะองคมนตรีเป็นสถาบันสูงสุดในระบอบประชาธิปไตยที่คนไทยล่วงละเมิดหรือกล่าวถึงมิได้ จึงเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานภาพทางสังคมแท้จริงตามกฎหมายของคณะบุคคลดังกล่าว บุคคลคณะนั้นเป็นคนไทยซึ่งมีหน้าที่หรือทำงานรับใช้เป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดิน มีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคกับคนไทย มีหน้าที่เสียภาษีเยี่ยงเดียวกับผู้มีสัญชาติไทย องคมนตรีมีสถานภาพบุคคลที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองความเป็นคนไทยไว้ มิได้มีชนชั้นแตกต่างจากคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ความแตกต่างกันระหว่างองคมนตรีกับคนไทย คือ ทำงานคนละสาขาวิชาชีพเท่านั้น ส่วนที่เหมือนกันคือ คนไทยทุกสาขาวิชาชีพล้วนมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทยและมีหน้าที่ปกป้องสถาบันแห่งนี้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างทรงเกียรติและสง่างามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อันถือเป็นการตอบแทนพระคุณอันล้นเหลือที่บรรพกษัตริย์ไทยได้ก่อร่างสร้างแผ่นดินอันสมบูรณ์เพื่อคนไทยในวันนี้ องคมนตรีต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หน้าที่เดียวของคณะบุคคลนี้ คือ ให้คำปรึกษาแก่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น การให้คำชี้แนะแก่บุคคลอื่นจักมิใช่องคมนตรี หากผู้ใดในคณะองคมนตรีต้องการเข้าสู่เวทีการเมือง สมควรลาออกจากตำแหน่งนี้ก่อนเพื่อมิให้เสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีของคณะองคมนตรีที่ดำรงมาหลายรุ่นแล้ว จากนั้นจึงใช้สิทธิของคนไทยตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีเสรีภาพทางการเมืองเพื่อสมัครเป็นผู้รับการเลือกตั้งให้ประชาชนลงคะแนนเลือกท่านเข้าไปเป็นผู้บริหารบ้านเมือง จึงถือเป็นนักการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งคณะปฏิวัติร่างขึ้นใช้บังคับกับคนไทยทั้งประเทศและให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบในวันนี้ การใช้ฐานะองคมนตรีบงการหรือแสดงบารมีออกคำสั่งล่วงล้ำฝ่ายบริหารบ้านเมืองราวกับเป็นผู้ปกครองประเทศถือเป็นการกระทำเกินขอบอำนาจที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองคมนตรี โดยเฉพาะการสร้างภาพคณะบุคคลให้เทียมเท่าสถาบันเบื้องสูงโดยมิบังควรและมิชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นเรื่องน่าละลายใจที่องคมนตรีคนใดมิสมควรกระทำอย่างยิ่ง อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ใช้บังคับกับคนไทย ยังไม่มีข้อความกำหนดบังคับว่า อำนาจอธิปไตยเป็นขององคมนตรี ประชาชนจึงควรเรียกร้องให้บุคคลในคณะดังกล่าวที่แสดงตนนอกกรอบอำนาจขององค์คณะสมควรพิจารณาทบทวนและตัดสินใจว่า เขาอยากทำงานเป็นองคมนตรีหรือนักการเมือง แล้วปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกรอบกติกาของตำแหน่งดังกล่าว จึงถือเป็นความชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการต่อสู้บนเวทีการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่แบกป้ายแสดงตนว่าเป็นองคมนตรี แต่อยากชิงอำนาจเป็นนักการเมืองด้วยเพื่อใช้บารมีประจำตำแหน่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
******************************* 3/27/2009 สิทธิควรรู้ของผู้ถูกจับกุมโดยตำรวจสิทธิควรรู้ของผู้ถูกจับ
เขียนโดย ลีลา LAW
กฎหมายมีการปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญไทยซึ่งมุ่งเน้นกำหนดสิทธิและคุ้มครองคนบริสุทธิ์มาเป็นระยะเพื่อให้โอกาสพิสูจน์ข้อกล่าวหาความผิดอย่างยุติธรรมที่สุด ดังนั้น คนไทยจึงควรรับทราบและใช้สิทธิดังกล่าวที่กฎหมายมอบไว้อย่างเต็มที่ หลายท่านอาจสงสัยว่า เมื่อถูกกล่าวหาและตำรวจจับตามที่ผู้ร้องทุกข์แจ้งความไว้ พวกเขาจะได้ความคุ้มครองจากกฎหมายอย่างไร หรือผู้ถูกกล่าวหาจะถือเป็นนักโทษจับขังคุกได้เลย ปัจจุบันนี้กฎหมายกำหนดสิทธิเบื้องต้นของผู้ถูกจับไว้ชัดและตำรวจมิอาจทำละเมิดได้
สิทธิเบื้องต้นของผู้ถูกจับ
ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 บัญญัติว่า ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขัง มีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพน้กงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกและให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา มีสิทธิดังต่อไปนี้ด้วย
1. พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว
2. ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน
3. ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร
4. ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็ว เมื่อเกิดการเจ็บป่วย
ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งให้ผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหานั้นทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิตามวรรคหนึ่ง
จากหลักกฎหมายข้างต้นแม้จะกำหนดการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ผู้ถูกจับอาจเรียกร้องเองก็ได้ สิทธิดังกล่าวมีจุดประสงค์ป้องกันการข่มขู่ บังคับ ซ้อมทำร้ายเพื่อให้ผู้ถูกจับให้การตามความต้องการของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มีจิตทุจริต
สิทธิการจับผู้ต้องหา
ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 57 วรรค 1 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 78 มาตรา 79 มาตรา 80 มาตรา 92 มาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายนี้ จะจับ ขัง จำคุก หรือ ค้นในที่รโหฐาน หาตัวคนหรือสิ่งของ ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลสำหรับการนั้น
กฎหมายกำหนดให้การจับ ขัง หรือจำคุก ต้องมีหมายของศาลเพื่อทำการนั้น โดยต้องปรากฏหลักฐานตามสมควรให้ศาลเชื่อว่ามีเหตุควรออกหมายจับด้วย จึงเป็นการช่วยกลั่นกรองและป้องกันการทำงานพลั้งพลาดหรือการใส่ร้ายคนบริสุทธิ์อันเกิดจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ส่วนผู้ที่ร้องขอหมายจับได้ กำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองระดับสามขึ้นไปหรือตำรวจยศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไปด้วย
เหตุออกหมายจับ
ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 บัญญัติว่า เหตุที่จะออกหมายจับได้ มีดังต่อไปนี้
1. เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
2. เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี
นอกเหนือจากการใช้หมายจับตามปกติแล้ว ตำรวจยังมีอำนาจในการจับผู้ร้ายที่กระทำผิดซึ่งหน้าได้โดยไม่ต้องรอหมายจับ เพื่อป้องกันผู้บริสุทธิ์และสร้างความสงบให้บ้านเมือง เช่น การชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ลักลอบขนยาเสพย์ติด ค้าประเวณี เป็นต้น มาตราข้างต้นได้กำหนดลักษณะพฤติกรรมการหลบหนีของผู้ต้องหาซึ่งศาลอาจออกหมายจับให้ชัดเจนและทำได้รวดเร็วขึ้น
สิทธิการให้ถ้อยคำของผู้ถูกจับ
กฎหมายกำหนดว่า ถ้อยคำใดๆที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับก่อน นั่นคือ นับแต่นี้ไปเมื่อตำรวจจับผู้ต้องหา จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและบอกสิทธิของเขาให้รับทราบว่า เขามีสิทธิให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิจะพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ
นอกจากนั้นกฎหมายยังบัญญัติคุ้มครองการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ผู้จับซึ่งกระทำได้ตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับ หากบุคคลซึ่งจะถูกจับ ขัดขวาง หรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี อีกทั้งกำหนดยืนยันว่าหน้าที่พิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา อยู่ที่ฝ่ายโจทก์ มิใช่การอาศัยคำรับสารภาพของผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียว
หลักกฎหมายใหม่ออกมารับรองสิทธิตามรัฐธรรมนูญไทยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และส่งเสริมให้คนไทยมีสิทธิพบนักกฎหมายซึ่งมีความรู้ทัดเทียมกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อคอยดูแลให้ได้รับความยุติธรรมอย่างเหมาะสม สุดท้ายคือ ศาลซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้กลั่นกรองการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เพื่อลดทอนอิสรภาพของคนไทยอย่างรอบคอบอีกชั้นหนึ่ง สิ่งสำคัญที่เราควรจดจำ คือ ควรร้องขอใช้สิทธิซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ โดยไม่จำต้องอดทนหรือยอมถูกกดขี่จากผู้มีอำนาจ เนื่องจากตอนนี้กฎหมายได้เขียนสิทธิของคนไทยในเรื่องข้างต้นไว้อย่างชัดเจน ไม่ต้องตีความใดๆอีก และชาวบ้านธรรมดาหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน หากทุกคนรู้จักใช้สิทธิตามกฎหมาย จักเป็นการช่วยป้องกันการใช้อำนาจมิชอบของเจ้าหน้าที่บางคนได้และเป็นการเตือนล่วงหน้าว่า ท่านจักร้องเรียนหรือฟ้องคดีต่อไป หากมีการทำละเมิดสิทธิของท่าน ทำให้เขาจำต้องหยุดยั้งพฤติกรรมไม่ดีที่คิดทำไว้ด้วยเกรงมีผลต่ออาชีพหรือนาคตในหน้าที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหาก่อนเข้าสู่การดำเนินคดีในศาล
****************************** 3/26/2009 รู้จักกับเงินปากถุงเงินปากถุง เขียนโดย แก้วมณี
เงินปากถุงหรือเรียกด้วยภาษาราชการว่า ค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ถ้าในภาษาต่างประเทศอาจใช้คำว่า เงินฟรอนท์ ส่วนในภาษาชาวบ้านอาจเรียกกึ่งประชดว่า ค่าน้ำใจของเจ้าหนี้ มันแตกต่างจาก เงินปากผี ซึ่งญาติพี่น้องของผู้ตายจะใส่เหรียญไว้ในปากของศพด้วยความเชื่อว่าจะนำไปใช้ในปรภพ เงินปากถุงนั้นจะเรียกใช้กันในวงการเงินเป็นส่วนใหญ่ ผู้เป็นลูกหนี้ทั้งกับเจ้าหนี้ธรรมดาหรือสถาบันการเงินจักเข้าใจแจ่มชัดเพราะเงินปากถุงจะใช้บังคับทุกครั้งที่เกิดการกู้ยืมเงิน โดยหักจากเงินกู้ไปตั้งแต่ครั้งแรก นั่นหมายความว่า ลูกหนี้จะไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนเพราะต้องถูกหักเงินปากถุงหรือค่าธรรมเนียมการกู้ไว้ก่อน อัตราการคิดเงินปากถุงนั้นไม่มีกำหนดตายตัว เจ้าหนี้บุคคลธรรมดาอาจคิดร้อยละ 3 จากจำนวนเงินกู้ ส่วนสถาบันการเงินก็มีอัตราตามที่เขากำหนดเองเนื่องจากธนาคารชาติไม่มีมาตรการกำหนดเงินจำนวนนี้จึงเป็นความเห็นอิสระของแต่ละสถาบันการเงินโดยมักขึ้นอยู่กับความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อและความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจักสังเกตผลประโยชน์ที่เจ้าหนี้ได้รับจากการปล่อยกู้ คือ ดอกเบี้ยจากจำนวนเงินกู้เต็ม เงินปากถุงซึ่งหักจากยอดเงินกู้ทันทีในครั้งแรกที่รับเงินกู้ การชำระเงินต้นเมื่อครบกำหนดในสัญญากู้ ขณะที่ลูกหนี้จะได้รับเงินสุทธิหลังจากหักเงินปากถุงหรือค่าธรรมเนียมเงินกู้แล้ว แต่เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้เต็ม มิใช่เงินสุทธิหลังหักเงินปากถุงหรือเงินที่ได้รับแท้จริง ลูกหนี้จึงต้องรับภาระหนี้ที่ตนไม่ได้ก่อไปด้วยเพราะไม่ได้รับเงินส่วนนั้น แต่ต้องใช้หนี้ต้นเงินจำนวนเต็มรวมกับดอกเบี้ยเพื่อจ่ายคืนเจ้าหนี้ การคิดเงินปากถุงหรือค่าธรรมเนียมการกู้เงินนั้นมิได้ใช้เฉพาะการกู้เงินระดับชาวบ้านหรือกิจการทั่วไปเท่านั้น แต่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศในนามของประเทศก็มีการคิดเงินเหล่านี้รวมไปด้วยและใช้วิธีปฏิบัติเดียวกัน โดยอาจเรียกชื่อแตกต่างในภาษาต่างชาติว่า เงินฟรอนท์ ก็ได้ เมื่อมีข้อตกลงเงื่อนไขการกู้เงินระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้แล้ว ในวันรับเงินกู้นั้นเจ้าหนี้จะหักเงินปากถุงไว้ตามระเบียบที่เจ้าหนี้กำหนด ลูกหนี้จึงรับเงินส่วนที่เหลือจากการหักนั้นไปใช้สอยได้ แต่คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้เต็มตามสัญญาแม้จะรับเงินไม่เต็มจำนวนก็ตาม ความแตกต่างระหว่างเงินปากถุงของเจ้าหนี้ทั่วไปกับสถาบันการเงินในต่างประเทศนั้น คือ กรณีเจ้าหนี้ทั่วไปซึ่งมีลูกหนี้ระดับชาวบ้านนั้น เงินปากถุงจะเป็นผลประโยชน์เฉพาะเจ้าหนี้เท่านั้น ส่วนลูกหนี้ระดับประเทศนั้นเงินปากถุงจักนำไปแบ่งจ่ายให้แก่ผู้แทนประเทศที่ลงนามในสัญญากู้ด้วย มิได้เป็นผลประโยชน์เฉพาะของเจ้าหนี้เท่านั้น เนื่องจากการกู้เงินระดับประเทศโดยลูกหนี้คือประเทศนั้นและมีรัฐบาลเป็นตัวแทน แผ่นดินเป็นสิ่งของค้ำประกันทำให้ถือเป็นลูกหนี้น่าไว้วางใจสูง รัฐบาลนั้นมีสิทธิเลือกเจ้าหนี้ได้ เงินปากถุงจึงเป็นค่าน้ำใจที่เจ้าหนี้ตอบแทนตัวแทนลูกหนี้ซึ่งคือ รัฐบาลลูกหนี้ ส่วนอัตราเงินปากถุงนั้นแล้วแต่เจ้าหนี้กับรัฐบาลลูกหนี้จะตกลงกัน โดยเงินส่วนนี้มิถือเป็นรายได้ของประเทศ แต่เป็นประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล การกู้เงินแต่ละครั้งของรัฐบาลในนามตัวแทนของประเทศมีมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์ จึงเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่า นักการเมืองย่อมได้รับผลตอบแทนจำนวนสูงมากทุกครั้งที่มีการเซ็นสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงินต่างประเทศเมื่อเทียบกับการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศซึ่งคิดเป็นเงินบาทแล้วมูลค่าน้อยกว่าดอลลาร์อย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันเป็นส่วนตัวและสอบสวนค่อนข้างยากเพราะเป็นการหักในนามค่าธรรมเนียมเงินกู้โดยเจ้าหนี้ แต่จ่ายกันเป็นการส่วนตัวตามข้อตกลงของแต่ละคน ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการกู้เงินระหว่างประเทศนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสัญญากู้เงินจะมีความเปลี่ยนแปลงในฐานะการเงินอย่างผิดตาเสมอ เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้กู้เงินและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ได้รับประโยชน์นอกสัญญากู้ กอปรกับความร่วมมือของเจ้าหนี้ จึงปกปิดความผิดได้ง่ายและพ้นสายตาของประชาชนได้ เมื่อมองไปยังรัฐบาลล่าสุดจักสังเกตเห็นอาการกระตือรือร้นพิเศษตั้งแต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งผู้นำบ้านเมืองอย่างเป็นทางการตามรัฐธรรมนูญ ข่าวหน้าหนึ่งคือ หัวหน้ารัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการกับทีมงานเรียกประชุมสถาบันการเงินต่างประเทศเข้าไปพูดคุยเจรจาการกู้เงินทันที จากนั้นหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นทางการแล้วรัฐบาลก็ประกาศนโยบายแจกเงินฟรีแก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15 ,000 บาท แจกเงินคนชราในโครงการพิเศษ โดยอ้างว่าการแจกเงินนี้มาจากเงินกู้ของสถาบันต่างประเทศเนื่องจากประเทศไม่มีเงินมากพอและต้องการช่วยเหลือสังคมไทยให้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับวงเงินกู้ที่ตั้งไว้ล้วนมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ใช้แจกคนบางกลุ่มที่มิได้เดือดร้อนเงิน ขณะที่คนยากจน คนตกงาน คนด้อยโอกาส ส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับแจกเงินช่วยเหลือจากรัฐสักบาทเดียว เราจึงมองเห็นเหตุผลสำคัญในการเร่งรัดกู้เงินด้วยสารพัดวิธีของรัฐบาลนี้ แม้แต่การคิดออกกฎหมายใหม่เพื่อยกเว้นข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการกู้เงินได้สบายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภาก็พยายามเร่งรัดอยู่ในเวลานี้ เราจักสังเกตได้ว่า งานกู้เงินจากสถาบันต่างชาติเป็นงานหลักและเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่เป็นข่าวว่า ได้เป็นรัฐบาล เมื่อเริ่มต้นทำงานก็ไม่มีนโยบายด้านเศรษฐกิจในการทำมาค้าขายเพื่อส่งสินค้าไทยออกไป แต่เร่งกู้หนี้ยืมสิน เพิ่มภาษีน้ำมันซึ่งทำให้สินค้าต่างๆเพิ่มราคาโดยอ้างว่าต้นทุนสูง ทำให้คนไทยเดือดร้อนหนัก แล้วโยนไปว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ราคาสินค้าสูงทั้งที่เกิดจากการเพิ่มภาษีของรัฐในเวลาเดียวกับที่ราคาน้ำมันต่ำ มันเป็นนโยบายสวนทางกับคำพูดหวานของรัฐบาลที่ตั้งใจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างชัดเจน เพราะการเพิ่มภาษีทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นทันตา แล้วรัฐบาลก็แจกเงินฟรีแก่คนไทยบางกลุ่ม มันเป็นนโยบายสวนทางกันของรัฐบาลที่กำลังสร้างความเดือดร้อนหนักแก่ประชาชน แม้จะได้รับเงินแจกฟรี แต่มูลค่าสินค้าที่สูงขึ้นทำให้เงินแจกด้อยค่าลงทันตา มันจึงมิได้ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ยากของคนไทยอย่างแท้จริง แต่เป็นของหวานฉาบหน้าชั่วคราว เนื้อในเน่าเฟะจนแตะต้องไม่ได้เลย ณ วันนี้รัฐบาลตั้งใจกอบโกยเงินปากถุงจากสัญญากู้เงินต่างๆโดยใช้นโยบายแจกเงินชาวบ้านเป็นข้ออ้างในการกู้เงิน การเพิ่มเงินภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตต่างๆ เงินค่าทางด่วน ซึ่งเพิ่มภาระหนักแก่คนไทยอย่างจงใจทั้งที่รู้ว่าเป็นต้นทุนราคาสินค้า ไม่ยอมเปิดตลาดการค้าขายสินค้าของไทยเพื่อนำเงินภาษีมาช่วยคนไทยซึ่งต้องอาศัยความสามารถของรัฐบาลเท่านั้น มันจึงเป็นความมักง่ายของรัฐบาลที่ยัดเยียดให้คนไทย ประวัติศาสตร์ของประเทศจีนที่ฮ่องเต้และบริวารขูดรีดภาษีจากชาวบ้านที่กำลังอยู่ในสภาพทุกข์เข็ญและต่อสู้เพียงลำพังเพื่อนำเงินไปบำเรอความสุขส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านและผู้บริหารไร้ความสามารถในการบริหารบ้านเมือง คือ ต้นเหตุแห่งการปลดปล่อยความทุกข์ยากของประชาชนที่ไม่ต้องการถูกบีบคั้นและกำจัดความอยุติธรรมที่กระทำต่อชาวบ้านด้วยพละกำลังของตนเอง มันส่งผลสะเทือนต่ออำนาจของฮ่องเต้และบริวารอย่างหนักหน่วงด้วยปริมาณคนทุกข์ยากทั้งประเทศกับกลุ่มผู้บริหารหยิบมือเดียวที่ประชาชนเคยยอมอดทนให้กดขี่จนพวกเขาเคยชินในการบีบคั้นรีดนาทาเร้นจากชาวบ้านเพื่อหาเงินสร้างความสุขส่วนตัว บัดนี้ ประวัติศาสตร์โบราณที่ต้องรีดเงินภาษีมาจุนเจือให้ผู้บริหารบ้านเมืองมีเงินจับจ่ายใช้สอยสบายมืออย่างมักง่ายกำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยการปรับรูปแบบบางอย่าง เช่น เพิ่มเงินภาษีด้วยการขูดรีดแบบดั้งเดิม การกู้หนี้ยืมเงินโดยใช้ผืนแผ่นดินของบรรพชนค้ำประกันหนี้กับเจ้าหนี้ต่างชาติ การออกกฎหมายเพิ่มโทษหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูงเพื่อปิดปากประชาชนและสามารถใช้สัญลักษณ์นี้ทำมาหารายได้หรือใช้บีบคั้นชาวบ้านได้ต่อเนื่อง เงินปากถุงหรือค่าธรรมเนียมการกู้เงิน เป็นสุดยอดประโยชน์จำนวนมหาศาลที่เปลี่ยนชีวิตนักการเมืองมาหลายยุคสมัยซึ่งเป็นการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้กับนักการเมืองผู้เป็นตัวแทนลูกหนี้ซึ่งคือ แผ่นดินไทย โดยราษฎรเป็นผู้ชดใช้หนี้สินทั้งหมด ถ้าสมมติตัวเลขเงินปากถุงจากต้นเงินกู้ 70,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเสียเงินปากถุงให้เจ้าหนี้ 3 เปอร์เซนต์ ย่อมมีมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้ต้องแบ่งจ่ายแก่นักการเมืองที่เซ็นสัญญากู้เงินกับเจ้าหนี้ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลน่าจะได้หลายร้อยล้านบาทเป็นประโยชน์ส่วนตัว แต่ดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้ได้รับจะคิดจากต้นเงินกู้จำนวนเต็มคือ 70,000 ล้านบาท ทั้งที่ตอนรับเงินกู้สุทธิได้ถูกหักเงินค่าปากถุงไปแล้วจึงมิใช่เงินกู้เต็มจำนวน ลูกหนี้ราษฎรเป็นผู้รับเคราะห์กรรมฝ่ายเดียวเมื่อมีรัฐบาลที่ไร้ความสามารถบริหารประเทศในวันนี้ เงินปากผีนั้นคนตายมิอาจใช้สอยได้ทันทีเพราะหมดลมหายใจแล้วและไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปได้เลย แต่เงินปากถุงนั้นรับวันนี้ ใช้วันนี้ มีความสุขวันนี้ แต่นำติดตัวไปใช้เมื่อตายไม่ได้เช่นเดียวกับเงินปากผี มันจึงเป็นความเหมือนที่แตกต่างกัน เชื่อได้ว่านักการเมืองที่มีลมหายใจย่อมอยากได้เงินปากถุงมากกว่าเงินปากผีแน่
******************************** 3/24/2009 สมดุลย์ คือ พอเพียง กับ เพียงพอสมดุลย์ คือ พอเพียง กับ เพียงพอ เขียนโดย ลูกแก้ว
ข่าวสารจากทั่วโลกสร้างความหวั่นเกรงแก่ประชาชนมากเมื่อบริษัทใหญ่ปลดคนงานเพื่อความอยู่รอดของกิจการด้วยการลดต้นทุนแรงงานลง การปลดคนงานลามระบาดมาสู่สังคมไทยระยะหนึ่งแล้ว แต่สำนักข่าวในไทยพยายามลดระดับข่าวประเภทนี้ลงเพราะไม่อยากให้คนไทยตกใจหรือวิตกมากเพราะรัฐบาลยังไม่มีมาตรการใดที่จะแก้ปัญหานี้เลย การแจกเงิน 2,000 บาท แก่ผู้มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งมิได้ประสบปัญหาปากท้องอย่างแท้จริงเพราะคนมีเงินเดือนน้อยต้องประหยัดใช้เงินให้สมดุลย์กับรายได้อยู่แล้ว มันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ในยามทุกข์เข็ญ ขณะที่คนตกงานหรือคนจนต้องพบความอดอยากข้าวปลาและเครื่องนุ่งห่มเก่าขาดวิ่น ค่าของเงินสองพันบาทย่อมมีสูงยิ่งในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ แต่รัฐบาลแจกเงินแก้ปัญหาไม่ใช่กับกลุ่มคนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง มันบ่งบอกว่าการแจกเงินน่าจะมีวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมืองเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากคิดทบทวนคำสั่งสอนจากผู้ใหญ่ในครอบครัวจะได้ยินว่า การอยู่ตามอัตภาพคือ ต้องรู้จักใช้เงินให้สมดุลย์กับรายได้ จึงมีความสุขอย่างแท้จริง อย่านำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่มีฐานะการเงินดีกว่าเพราะแต่ละคนมีความสามารถไม่เท่าเทียมกันอันส่งผลต่อการหารายได้แตกต่างกันด้วย ขอให้มีความพอเพียงตามอัตภาพย่อมมีความสุขได้เช่นเดียวกับคนรวย จักสังเกตได้ว่าคำสอนของผู้ใหญ่เน้นการใช้เงินตามอัตภาพ อีกทางหนึ่งเรื่องการทำมาค้าขายเพื่อหารายได้นั้น ผู้ใหญ่จะสอนว่าต้องใช้ปัญญาพลิกแพลงหรือดัดแปลงการค้าให้สร้างประโยชน์สูงสุด แต่ไม่เอาเปรียบลูกค้า แม้เนื้อที่ร้านค้าจะมีน้อย นั่นคือ การค้าอย่างชาญฉลาดและไม่ขยายตัวเร็วเกินพละกำลังแท้จริงของผู้ประกอบการ มันเป็นหลักการพัฒนาพื้นที่ของตนตามที่มีอยู่และทำไม่เกินกำลังความสามารถของตนให้ก่อประโยชน์สูงสุด รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวันและการทำมาค้าขายหารายได้หรือทำเกษตรกรรมด้วย หลักคิดนี้เน้นการทำทุกอย่างด้วยความสมดุลย์ของชีวิตและไม่เกินกำลังความสามารถของแต่ละบุคคล แต่ต้องรู้จักนำไปใช้ให้ถูกวิธีและถูกเวลากับสถานที่ด้วย จักก่อประโยชน์สูงสุดแก่ชีวิตตนและครอบครัว การใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์ระหว่างรายได้กับรายจ่ายย่อมไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ครอบครัวอย่างแน่นอนเพราะจักไม่มีหนี้สิน ส่วนคนที่มีหนี้สินหากนำแนวคิดนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันก็จะบริหารการเงินได้สมดุลย์ขึ้น คือ ลดความสุขส่วนตัวลง เพิ่มการชำระหนี้เพื่อปลดพันธนาการของชีวิตทำให้เป็นอิสระเร็วขึ้น การทวงหนี้หรือการยึดบ้าน ยึดรถ จักไม่เกิดขึ้น เรียกได้ว่า การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ย่อมมีความสุขท่ามกลางเศรษฐกิจตกต่ำได้ ในทางกลับกันการแสวงหาปัจจัยสี่ของคนอย่างเพียงพอถ้านำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับการทำมาค้าขายหรือทำเกษตรกรรม อาจส่งผลเชิงลบต่อการพัฒนากิจการหรือพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะหลักคิดเน้นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทำแค่พอกินพอใช้ การซื้อขายมีน้อย การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจย่อมไม่เกิดขึ้น หากนำหลักสมดุลย์ไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่จักเกิดประโยชน์อย่างมาก ดังนั้น การนำหลักนี้ไปใช้กับภาคเศรษฐกิจการค้าหรือการผลิตจึงต้องฉลาดในการเอาไปใช้ เพื่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย เนื่องจากประเทศไทยเป็นแผ่นดินกว้างใหญ่ ประชากรสูง รายได้ของรัฐจึงเป็นหัวใจสำคัญให้เกิดความผาสุกและสงบสุขอย่างถ้วนหน้าได้ รายได้เกิดจากผลผลิตของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ดังนั้น การพัฒนาส่วนสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การปล่อยให้อยู่นิ่ง ไม่พัฒนาพื้นที่หรือวิธีการผลิตให้ดีขึ้นหรือขยายตัว อันส่งผลให้เพิ่มรายได้แก่ประเทศในการนำเงินไปเลี้ยงดูประชากรตามหลักเศรษฐกิจมหภาคโดยให้เป็นไปตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จักทำไม่ได้เด็ดขาด มันเป็นการบังคับให้รัฐบาลต้องหาเงินจากการกู้ยืมตามกองทุนต่างประเทศและทำให้ชาติอ่อนแอลงเพราะขาดเงินรายได้ไปบริหารบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น คนกลุ่มเดียวมีความสุข อีกหลายกลุ่มต้องทนทุกข์ทรมานจากความด้อยโอกาสอย่างไม่สิ้นสุด เมื่อการขยายผลผลิต เพิ่มรายได้ แก่ประเทศ เป็นหัวใจสำคัญของความผาสุกของประชากร และหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องความสมดุลย์สามารถปรับใช้กับการพัฒนาได้ จึงต้องกระตุ้นให้ประชาชนภาคการผลิตพัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มผลผลิตด้วยการบริหารความสมดุลย์ของพื้นที่ เช่น ผืนนา 10 ไร่ ต้องจัดให้มีที่เก็บน้ำ ยุ้งฉางเก็บผลผลิต เก็บพันธุ์ข้าวไว้ปลูกคราวหน้าโดยไม่ต้องซื้อหาอีก รัฐต้องสอนวิธีเพิ่มผลผลิตขึ้นโดยใช้พื้นที่เท่าเดิม มันคือการพัฒนางานผลิตของเกษตรกร มิใช่บอกให้เกษตรกรทำแค่พอกิน แต่ต้องกระตุ้นให้ขยันและคิดพัฒนาพื้นที่โดยไม่ต้องขยายเนื้อที่ออกไป มันจึงเป็นความฉลาดในการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงปรับใช้เข้ากับหลักเศรษฐศาสตร์สากลเพื่อให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและเพียงพอ หากมนุษย์มีปัจจัยสี่ครบถ้วน โลกจักสงบสุขแท้จริง อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม เป็นปัจจัยสี่ที่มนุษย์ปรารถนา การดิ้นรนทำมาหากินก็เพื่อเสาะหาปัจจัยสี่แก่ตนและครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่เศรษฐกิจมหภาคเน้นปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเพื่อหารายได้เข้าประเทศ การนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงปรับใช้จึงต้องทำให้ถูกกาละเทศะและสถานที่ด้วย จึงก่อประโยชน์อย่างมหาศาล ประเทศจีนซึ่งปกครองด้วยแนวคิดคอมมิวนิสต์ยังต้องแยกแยะการนำแนวคิดใช้ชีวิตประหยัด ระหว่างชีวิตครอบครัวกับการพัฒนาประเทศและผืนดินเพื่อเพิ่มผลผลิตโดยรัฐต้องลดการแบ่งประโยชน์จากการทำงานของประชาชนลงเพื่อกระตุ้นให้คนจีนขยันทำงานและพัฒนางานผลิตอย่างเต็มที่โดยเขาหวังจะมีผลผลิตส่วนเกินสูงขึ้นแล้วขายแลกเป็นเงินไปซื้อหาปัจจัยสี่ให้ครอบครัว มันคือการสร้างความหวังเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นแก่ประชาชน คนจีนมีกำลังใจกับผลตอบแทนความขยันทำให้สามารถสร้างชีวิตที่ดีขึ้นแก่ครอบครัวได้ ด้วยอุปนิสัยประหยัดของคนจีนจากคำสั่งสอนของบรรพชน แม้จะมีรายได้สูงขึ้น แต่ระดับเงินออมของประเทศจีนก็ยังสูงกว่าหลายชาติเอเชีย ผลผลิตที่สูงและมีคุณภาพ รวมถึงกำลังซื้อของคนจีนช่วยยกระดับประเทศจีนให้เป็นมหาอำนาจซึ่งชาติตะวันตกต้องยอมรับในที่สุด ดังนั้น การรู้จักความสมดุลย์ในชีวิตกับการพัฒนาผลผลิตเพื่อเศรษฐกิจมหภาคของคนจีนจึงมีส่วนเกื้อหนุนกันอย่างมากอันส่งผลให้ประเทศเจริญอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกันหากเน้นให้คนปลูกข้าวทำสวนแค่พอกินพออยู่ อาจทำให้เขามีความสุขเฉพาะตน แต่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก เนื่องจากผืนดินไม่ถูกใช้เต็มประสิทธิภาพเพราะทำพอกิน พอใช้ เท่านั้น แต่ไม่เหลือเพื่อหารายได้เป็นเงินออม เราต้องไม่ลืมว่า เงินออมเกิดขึ้นจากการกันส่วนจากรายได้เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต แต่การทำพอกิน พอใช้ คือ การทำเพื่อปัจจุบันให้อยู่รอดไปแต่ละวันเท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจมหภาคนั้นต้องอาศัยศักยภาพสูงสุดของการผลิตเพื่อให้มีปริมาณสูงป้อนสู่ตลาดบริโภค แล้วเปลี่ยนเป็นเงินรายได้มาดูแลความเป็นอยู่ของประชากร จึงต้องอาศัยปริมาณและคุณภาพของผลผลิตต่อพื้นที่แหล่งผลิต การเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพโดยไม่เน้นขยายพื้นที่จักช่วยให้ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ไม่มุ่งขยายพื้นที่ให้กว้างแล้วเกิดการต่อสู้แย่งชิงกัน แต่เน้นพัฒนาผืนดินให้อุดมสมบูรณ์และเพิ่มผลผลิตในจำนวนพื้นที่เท่าเดิมด้วยความพอเพียง ตัวอย่างเช่น พื้นที่ 10 ไร่ เคยผลิตข้าวได้ 2 ครั้ง ต่อปี ถ้ามีการจัดระบบน้ำให้อุดมสมบูรณ์ ปุ๋ยดี อาจผลิตข้าวได้ 4 ครั้ง ต่อปี ในพื้นที่เท่าเดิม เป็นต้น แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงหรือทำแค่พอกินพอใช้จึงไม่เหมาะสมต่อการผลิตแบบเศรษฐกิจมหภาค แต่สามารถปรับแนวคิดนี้ต่อการพัฒนาพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องคิดบุกรุกหรือแย่งชิงเพื่อขยายพื้นที่ แต่ควรปรับปรุงผืนดินเท่าที่มีอยู่เพื่อสร้างผลผลิตสูงสุด เช่น การขุดบ่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลา การปลูกพืชสวนครัวเป็นรายได้เสริม เป็นต้น เมื่อมีรายได้สูงขึ้น ต้องเอาเงินส่วนที่เกินจากค่าใช้จ่ายประจำวันไปเก็บออมเผื่อใช้ยามจำเป็นหรือยามชราภาพอันเป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเพื่อความผาสุกยั่งยืน การหารายได้เพื่อแสวงหาปัจจัยสี่อย่างเพียงพอและการใช้เงินโดยปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงต้องใช้อย่างสมดุลย์ จักก่อประโยชน์แก่ครอบครัวและประเทศชาติ ถ้าไม่รู้จักปรับใช้อย่างเหมาะสม จักเป็นการทำลายความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ ประเทศชาติควรเจริญรุ่งเรืองและเดินเคียงข้างไปกับประชาชนชาติอื่นๆในโลก การผลิตแค่พอกินพอใช้ ไม่หวังค้าขายกับใคร ประเทศจะมีเงินงบประมาณมาบริหารบ้านเมืองจากที่ใด เมื่อทุกคนไม่มีรายได้ ก็ไม่ต้องเสียภาษี มีชีวิตอย่างพอเพียง แต่คนอีกกลุ่มที่ต้องได้รับการเกื้อหนุนจากรัฐบาลจะมีชีวิตอย่างไรต่อไปเพราะรัฐบาลขาดเงินไปช่วยเหลือสร้างโอกาสแก่คนอีกกลุ่มที่อาจไม่มีผืนดินเป็นของตัวเองและด้อยโอกาส ยิ่งเป็นการเพิ่มช่องว่างทางสังคมไทยขึ้น สังคมจะวุ่นวายเมื่อคนไทยเฉื่อยชาและไม่มีความหวังต่ออนาคต ชาติย่อมไม่มีวันเจริญรุ่งเรืองได้ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นเรื่องดี แต่ต้องรู้จักนำไปใช้ให้เหมาะสมด้วย จึงก่อประโยชน์แก่ผู้ใช้และประเทศชาติ
**************************** 3/21/2009 ภัยหลอกโอนเงินอีกแล้วภัยหลอกโอนเงิน เขียนโดย ลูกแก้ว
ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2551 ข่าวยอดฮิตชิ้นหนึ่งมีให้เห็นที่หน้าหนึ่งเสมอ คือ การอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรโทรศัพท์ติดต่อไปยังประชาชนโดยบอกว่า เขาหรือเธอได้รับเงินคืนภาษีและจะโอนเงินเข้าบัญชีของผู้เสียภาษี แต่เขาหรือเธอต้องไปทำรายการที่ตู้เอทีเอ็มตามที่ผู้แจ้งก่อน เมื่อเขาหรือเธอไปทำรายการที่ตู้เอทีเอ็มจะพบว่า เป็นการทำรายการด้วยภาษาอังกฤษเพื่อโอนเงินของตัวเองเข้าบัญชีของผู้หนึ่ง จากนั้นเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงินจะเบิกเงินสดไปใช้สบายกายและใจ สิ่งที่น่าสังเกตคือ เหยื่อล่าสุดเป็นแพทย์หญิงซึ่งเข้าใจภาษาอังกฤษอย่างดีก็ยังสูญเสียเงินในบัญชีไปอย่างง่ายดายเพราะเชื่อใจง่ายเกินไปและขาดความยับยั้งชั่งใจไตร่ตรองเหตุผลก่อน ขณะที่เหยื่ออีกรายหลงเชื่อไปทำรายการที่ตู้ แต่สะดุดใจกับการทำรายการด้วยภาษาอังกฤษและเข้าใจภาษาดี จึงไม่ทำรายการให้สิ้นสุด ทำให้รักษาเงินไว้ได้ ภัยล่าสุดที่เกิดขึ้นในสังคมไทยยามมีวิกฤตตกงานอัตราสูงสุด คือ การอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ศาลติดต่อไปยังเจ้าของมือถือที่ใช้รหัส 081 หรือ 089 ด้วยการกดสุ่มแล้วอ้างว่าได้รับเงินภาษีคืนหรือมีการฟ้องร้องคดีการเงิน จากนั้นขอตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวด้านบัญชีเงินโดยให้ทำรายการตรวจผ่านตู้เอทีเอ็มตามที่เขาชี้นำด้วยการเลือกใช้ภาษาอังกฤษ แต่สิ่งที่เหยื่อกระทำไปนั้นคือ การโอนเงินเข้าบัญชีของผู้หนึ่ง จากนั้นเจ้าของบัญชีเบิกเงินสดไปใช้ส่วนตัวทันที เหยื่อจึงกลายเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกง การโอนเงินทางตู้เอทีเอ็มของเหยื่อทุกคนนั้นไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากธนาคารบัญชีเงินฝากได้เนื่องจากเจ้าของบัญชีเป็นผู้โอน ย้าย เงินในบัญชีด้วยตัวเอง มิได้เกิดจากความบกพร่องของธนาคารหรือเจ้าหน้าที่ของธนาคาร เจ้าของบัญชีจึงต้องรับความเสียหายเพียงฝ่ายเดียว วิธีป้องกันตัวเองคือ ไม่ควรเชื่อถือการบอกกล่าวทางโทรศัพท์ทั้งหมด แต่ควรตรวจสอบไปยังศูนย์บริการลูกค้าของธนาคารเจ้าของบัญชีโดยตรงและห้ามโทร.ตามเบอร์ที่ผู้แจ้งข้อความบอกไว้เพราะปลายสายจะมีพวกของเขารอรับสายยืนยันข้อมูลอยู่ซึ่งจะเป็นความเท็จเสมอ ตู้เอทีเอ็มทุกตู้ในเมืองไทยล้วนทำรายการด้วยภาษาไทยได้ เจ้าของบัญชีจึงควรเลือกใช้ภาษาที่ตนถนัดเป็นหลัก หากอีกฝ่ายเรียกร้องให้ทำด้วยภาษาต่างชาติก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพวกมิจฉาชีพ ควรติดตามข่าวสารเรื่องโจรกรรมตามสื่อต่างๆเพื่อปรับความรู้ให้ทันสมัยเสมอ เนื่องจากระยะนี้กรมสรรพากรและศาลออกคำชี้แจงผ่านสื่อทุกชนิดว่า ไม่มีการคืนเงินภาษีด้วยระบบโทรศัพท์หรือผ่านตู้เอทีเอ็มอย่างเด็ดขาด หน่วยงานจะมีหนังสือราชการแจ้งแก่ผู้เสียภาษีและส่งเป็นเช็คธนาคารรัฐเท่านั้น เมื่อระมัดระวังและให้ความรู้แก่ตนเองอย่างสม่ำเสมอจักเป็นวัคซีนป้องกันภัยโจรกรรมเงินของท่านได้ดีที่สุดและไม่ต้องเสียเงินมากมายด้วย
******************* 3/19/2009 คำพูดแฉตัวตนนักการเมืองคำพูดแฉตัวตน เขียนโดย ลูกแก้ว
เมื่อยังไม่เปล่งวาจา เราเป็นเจ้านาย หากพูดออกไปเมื่อไร คำพูดจะเป็นนายของเรา มันเป็นคำกล่าวเตือนใจของอดีตผู้นำไทยซึ่งยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่ต้องการเตือนนักการเมืองให้ระวังการใช้คำพูดเพราะคำพูดนั้นอาจสร้างอันตรายต่อตัวเองในภายหลังได้ คำเตือนนี้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปได้อย่างดีและไร้กาลเวลา เมื่อเปล่งวาจาแล้วผู้พูดจะไม่รู้ผลร้ายแรงที่อาจทำร้ายจิตใจหรือทำลายผู้พูดหรือแฉตัวตนต่อผู้ฟังหรือสาธารณชนได้ ความขัดแย้งทางสังคมไทยหลายครั้งเกิดขึ้นจากคำพูดผิดหูที่คู่สนทนาเรืองอำนาจหวาดระแวงหรือไม่พอใจจึงใช้ศักยภาพของตนทำลายเจ้าของคำพูดเสียดแทงใจนั้นโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของชาติบ้านเมืองอย่างที่เห็นกันในการปฏิวัติหลายครั้งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเงียบหรือพูดให้น้อยหรือใช้คำพูดเนิบช้าเป็นหลักสร้างผู้นำครองอำนาจยาวนานให้สังคมไทยหลายครั้งแล้ว ดังเช่น พลเอกเปรม หรือ นายชวน เป็นต้น แม้ภายใต้ความเงียบหรือพูดน้อยนั้นจะเป็นกองเพลิงทรงพลังที่พร้อมจะเผาผลาญอีกฝ่ายให้วอดวายเมื่อใดก็ได้ แต่ชาวบ้านไม่มีวันรับรู้นิสัยด้านมืดของพวกเขาเพราะคำพูดและความเงียบปกคลุมสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นไว้อย่างมิดชิด การมองดูเปลือกนอกของนักการเมืองก็มิได้ยืนยันว่า พวกเขาจะเป็นคนดีเลิศไร้กิเลสตัณหา บางคนอาจมีมากกว่าชาวบ้านด้วยซ้ำ เพียงแค่ยังไม่ถึงเวลาแสดงออกให้เห็นคาตา การพิจารณาคนโดยสายตาของชาวบ้านจึงต้องมองให้ลึกซึ้งด้วยการสังเกตคำพูด กิริยาท่าทาง ซึ่งเขาแสดงออกต่อสาธารณชนและจากเพื่อนหรือญาติที่รู้จักเขาอีกด้านหนึ่ง แล้วนำไปวิเคราะห์หาตัวตนของเขาอีกครั้ง มิฉะนั้น เราจักเป็นเหยื่อโง่ของเขาได้ บุคลิกลักษณะท่าทางที่แสดงออกในที่สาธารณะอาจปรุงแต่งให้ดูงดงามหรือน่าหลงใหลได้ แต่คำพูดหรือวาจาสามารถบอกตัวตนที่ซ่อนไว้ได้ไม่ยาก แม้จะผ่านการปรุงแต่งให้ดูเผ็ดร้อนหรือสวยงามเพียงใดก็ตาม ดังที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองคนหนึ่งในงานปาฐกถาเรื่อง ประชาธิปไตยของผู้นำไทย ซึ่งจัดในห้องประชุมของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ผู้ฟังส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนไทยของที่นั่นซึ่งเป็นการคัดเลือกจากสถานทูตไทย คณาจารย์ที่สนใจการเมืองไทย สิ่งที่สะดุดหูของคนไทยอย่างมากเมื่อเขาพูดต่อที่ประชุมว่า การปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 โดยคณะทหารกลุ่มหนึ่งเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเดิมซึ่งผู้นำคนนั้นมีบุคลิกภาพและความรู้สูงกว่าเขาอย่างเทียบกันไม่ได้และเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่า ตราบใดที่ผู้นำคนเดิมยังเป็นที่นิยมในกลุ่มประชาชนเช่นนี้ เขาจะไม่มีวันเป็นผู้นำไทยได้แน่นอน ผลยืนยันอีกครั้งหลังการปฏิวัติคือ การเลือกตั้งที่ไม่มีผู้นำคนเดิมในสนามเลือกตั้ง แต่เขาก็ได้รับคะแนนเสียงที่ต่ำกว่าอดีตผู้นำอีกคนซึ่งสูงวัยกว่าเขาอย่างมาก ในที่สุดจึงไม่อาจพึ่งพาการเลือกตั้งได้อีกต่อไป จึงร่วมมือกับผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติเพื่อทำลายพรรคคู่แข่งโดยอาศัยอำนาจมืดซึ่งมีพลังควบคุมอำนาจตุลาการได้อย่างสมบูรณ์จนกระทั่งทำลายพรรคคู่แข่งได้ จากนั้นเขาก็ใช้พลังเงินกว้านซื้อเสียงส.ส.ที่หมดศรัทธาต่อประชาธิปไตยหรือถูกข่มขู่ด้วยกำลังเพื่อสนับสนุนเขาเป็นผู้นำไทยสำเร็จสมปรารถนาทั้งที่เขาเป็นเสียงข้างน้อยตามหลักประชาธิปไตยสากล มันเป็นความจริงที่คนไทยทราบกันอย่างชัดเจน แต่เขาพูดว่าโล่งใจที่เกิดการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งของประชาชน ทั้งที่เขาได้รับการศึกษาจากสถาบันศึกษาที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยซึ่งไม่มีวันศรัทธาต่อการปฏิวัติหรือการปฏิเสธเสียงเลือกตั้งของประชาชนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจะไม่ยอมรับการใช้กลโกงหรือฉ้อฉลเจตนารมณ์ของประชาชนว่าเป็นไปตามระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างเด็ดขาด เขาเปิดเผยเจตนาต่อสาธารณชนชาวอังกฤษว่า ศรัทธาและดีใจต่อการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญไทยและล้มล้างศัตรูการเมืองให้เขาทั้งที่คิดว่าจะไม่มีวันเห็นตะวันแห่งเกียรติยศสำคัญที่เขาใฝ่ฝันมายาวนาน นักการเมืองที่ศรัทธาในการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงจะต้องต่อต้านการปฏิวัติซึ่งทำลายล้างรัฐธรรมนูญที่ค้ำประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้กำลังพลและอาวุธซึ่งได้มาจากเงินภาษีของประชาชนแล้วรัฐแบ่งไปเป็นงบประมาณเลี้ยงดูกำลังพลทหารและซื้ออาวุธมูลค่ามหาศาล แต่คณะปฏิวัตินำสิ่งเหล่านั้นมาข่มขู่ประชาชนให้ก้มหัวยอมรับอำนาจไม่ชอบธรรมและผิดกฎหมาย แม้ศัตรูการเมืองจะถูกทำลายล้างโดยคณะปฏิวัติ หากมีศรัทธาต่อประชาธิปไตยนักการเมืองอย่างเขาควรลุกขึ้นต่อสู้เพื่อยืนยันหลักการที่ถูกต้องว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งจะต้องคงอยู่ นักการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุดจากประชาชนจะต้องไม่ถูกทำลายด้วยวิธีสกปรก ควรต้องพ่ายแพ้แก่เขาในสนามเลือกตั้งเท่านั้น ภาพและคำพูดที่ปรากฏต่อสาธารณชนในเวลานั้นและล่าสุดในการปาฐกถายืนยันว่า เขามีความสุขและดีใจที่เห็นเพื่อนนักการเมืองในระบบเลือกตั้งจากประชาชนถูกทำลายลงต่อหน้าได้โดยการพูดเหยียบย่ำผู้ถูกคณะปฏิวัติรังแกและกล่าวชื่นชมผู้ทำลายล้างประชาธิปไตยอย่างไม่ละอายใจว่า เขาเป็นนักการเมืองสัญชาติไทย คำพูดเช่นนี้บอกยืนยันว่า การอบรมบ่มเพาะความรู้จากสถาบันแห่งนั้นล้มเหลวที่ผลิตบัณฑิตไร้อุดมการณ์ด้านประชาธิปไตยของจริง แต่มุ่งเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองโดยสารพัดวิธีหรือไร้จริยธรรมทางการเมือง ขอเพียงเป็นผู้ชนะและชิงอำนาจสำเร็จเท่านั้น คำพูดที่บอกหลอกฝรั่งว่า ประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตยอยู่ แม้จะปกครองด้วยคณะปฏิวัติ ล้วนบอกความอ่อนหัดทางการเมืองและดูแคลนสติปัญญาของเหล่าคณาจารย์ที่นั่งรับฟังในห้องประชุมนั้น นักรัฐศาสตร์อังกฤษ นักนิติศาสตร์อังกฤษ ย่อมรู้ดีว่า การปฏิวัติคือ การทำลายระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยคณะปฏิวัติคือ กฎหมายตามอำเภอใจที่ต้องการกดขี่ให้ประชาชนเชื่อฟัง ส่วนเขาอยู่ภายใต้คำบงการของผู้มีอำนาจมืดที่ชี้นำคณะปฏิวัติและบริหารบ้านเมืองอยู่เบื้องหลัง แล้วยังคุกคามคู่แข่งทางการเมืองและผู้สนับสนุนเป็นระยะ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่ไม่ชอบที่มาของอำนาจซึ่งเขาชิงมาในครั้งนี้หรือวิทยุชุมชนต่างถูกกดดันหรือบีบคั้นโดยใช้เครื่องมือของทางราชการหรือสารพัดกฎหมายและคำสั่งเพื่อปิดพวกนั้น พรรคของเขามีประวัติยาวนานที่สามารถค้นพบว่า ไม่มีครั้งใดที่พรรคนี้ต่อต้านการปฏิวัติซึ่งเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยอย่างจริงจังและชัดเจนเลย วันตุลาเดือด วันพฤษภาทมิฬ ซึ่งพรรคของเขาเก็บตัวเงียบ ไม่แสดงปฏิกิริยาต่อต้านการทำร้ายประชาชน หรือการยึดอำนาจของคณะรัฐประหารในเวลานั้น โดยพิจารณาจากข่าวในสื่อมวลชนและข้อมูลรอบด้านจักพบว่า หัวหน้าพรรคหรือแกนนำพรรคซ่อนหนีหรือเก็บตัวให้พ้นสื่อมวลชน แล้วจะโผล่ออกมาเมื่อเหตุการณ์สงบเพื่อฉกฉวยโอกาสเป็นของตัวเองดังที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองที่เกิดแบบเดียวกันเสมอ เรื่องน่าสังเกตมากที่สุด คือ มากกว่าหกสิบปีแล้วที่พรรคนี้ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคคนใดประกาศต่อต้านการปฏิวัติหรือพูดประณามทุกการกระทำที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยของคณะปฏิวัติซึ่งกระทำต่อนักการเมือง แม้แต่เขาซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคคนล่าสุดพูดในอังกฤษว่า โล่งใจที่เกิดการปฏิวัติและกำจัดนักการเมืองจากการเลือกตั้งได้ มันบ่งบอกว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ไร้คุณภาพ ไม่ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ศักยภาพทางการเมืองต่ำกว่าพรรคคู่แข่งอย่างมาก แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีผู้นำที่เขาหวั่นเกรงมานานแล้วก็ตาม เมื่อวันที่คำพูดและวาจาเป็นนายของเขา ก็บอกยืนยันคุณภาพของตัวเอง ความหวั่นเกรงที่มีต่ออดีตผู้นำและคู่แข่งที่เขาไม่มีวันยืนเทียบกันได้ชัดขึ้น โวหารที่เอ่ยถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยซึ่งพยายามผนวกการอวดตนของเด็กเก้าขวบไว้กลายเป็นเรื่องขำขันเมื่อเขาพูดความจริงแค่เสี้ยวหนึ่ง แล้วปิดบังส่วนที่เขาและพรรคมิได้ส่งเสริมประชาธิปไตยเพียงเพื่อแย่งตำแหน่งสูงสุดในบ้านเมืองให้สำเร็จ เด็กเก้าขวบที่หมกมุ่นกับการเมืองถือว่ามีความผิดปกติทางจิตใจเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันที่ควรมีความสุขกับโลกภายนอก อีกทั้งประวัติวัยเด็กบอกว่าเขามีสุขภาพไม่ค่อยดีนัก ทำให้บิดามารดาตัดสินใจส่งเขาไปใช้ชีวิตในต่างประเทศตั้งแต่เด็ก การเขียนประวัติเชิดชูเขาเพื่อให้เห็นว่าเป็นเด็กพิเศษกว่าเด็กอื่นนั้นที่ต้องเป็นผู้นำมาตั้งแต่เกิดซึ่งฟังแล้วแปร่งหูมาก การเรียนหนังสือ คือ การเชื่อฟังคำสอนของครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด ความเข้าใจและความจำต้องไม่ผิดเพี้ยนจากตำราที่สอนกันอยู่ ผู้ใดทำได้ จักได้รับคะแนนดีเลิศ สิ่งที่ยากยิ่งคือ การปรับใช้ความรู้กับการทำงานให้สร้างความสำเร็จในชีวิตต่างหาก ดังนั้น ผู้สูงวัยมากประสบการณ์จึงมักเตือนเด็กว่า เวทีทดสอบคุณภาพของเด็กเพิ่งเริ่มต้นเมื่อเข้าสู่ระบบการทำงาน ใบเกียรตินิยมมิได้ยืนยันว่าเขาหรือเธอจักทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คนที่มิใช่บัณฑิตอาจสร้างผลงานดีเลิศกว่านักเกียรตินิยมก็ปรากฏให้เห็นในสังคมไทยมากมาย การแข่งเกิดในครอบครัวรวยอาจทำไม่ได้ แต่การแข่งด้วยความสามารถมีได้โดยไม่จำกัดสถานภาพทางสังคม ลูกคนรวยอาจทำงานแย่หรือมีคุณภาพต่ำกว่าเด็กยากจนและเรียนระดับปานกลางได้ จึงไม่แปลกที่นักการเมืองซึ่งเรียนในระดับทั่วไปจะเป็นผู้นำที่ประชาชนชื่นชอบผลงานมากกว่าคนที่เรียนด้วยเกรดเกียรตินิยมซึ่งไม่เคยทำงานมาตลอดชีวิตก็ได้ คนที่ทำมาหากินมีรายได้ด้วยความสามารถของตัวเองอาจได้รับความนิยมมากกว่าคนที่ร่ำรวยมาจากมรดกของบิดามารดาโดยไม่เคยทำมาหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพสักบาทเดียว ประชาชนย่อมไม่ต้องการฝากชีวิตหรือความสุขไว้กับนักการเมืองไร้คุณภาพ ขาดประสบการณ์มากพอจะเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา การยัดเยียดนักการเมืองประเภทไร้เดียงสาให้แก่ประชาชนเพียงเพื่อสนองความฝันของเด็ก ความไม่ประมาณตนของเขา โดยให้ประชาชนต้องรับเคราะห์กรรมจากความไม่เดียงสา แล้วยังต้องเลี้ยงดูจ่ายเงินเดือนแก่เขาในฐานะอดีตผู้นำบ้านเมืองไปตลอดชีวิตอีก คนไทยจึงน่าสงสารที่สุดเพราะต้องเก็บของคุณภาพต่ำไว้บนหิ้งของแผ่นดินโดยไม่เต็มใจ
****************************** 3/18/2009 เต่าใหญ่ ไข่กลบเต่าใหญ่ไข่กลบ หมายถึง คนที่ทำพิรุธไว้แล้วแกล้งพูดหรือแสดงกิริยากลบเกลื่อนปิดบังมิให้ใครรู้สิ่งที่ทำไว้
คำอธิบายเพิ่มเติม สำนวนนี้ใช้เปรียบเปรยการกระทำที่มีสิ่งแอบแฝง หลบซ่อน การพูดจาจะติดขัด ตะกุกตะกัก เพื่อต้องการปิดบังสิ่งที่ทำไว้ บางคนก็สามารถกลบเกลื่อนความพิรุธของตนได้อย่างแนบเนียนชนิดนักแสดงตุ๊กตาทองยังต้องยอมแพ้ เช่น ผู้บงการงานปฏิวัติระบือชื่อเพื่อแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลโดยชอบธรรม แต่สามารถตีสีหน้าเป็นผู้ใหญ่ทรงคุณธรรมและรักกฎหมายเหนือชีวิต ทั้งที่การปฏิวัติคือ การละเมิดกฎหมายหลักของบ้านเมือง สุดท้ายประชาชนก็รับรู้การกระทำนี้ แต่อโหสิกรรมต่อกันด้วยการแผ่เมตตาแก่คนหลงกาลเพื่อสร้างบุญเสริมบารมีส่วนตัวตามหลักพุทธศาสนา
************************** 3/14/2009 บิดเบือนเจตนาประชาชนบิดเบือนเจตนาประชาชน
เขียนโดย แก้วมณี
หัวใจของหลักปกครองแบบประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งของประชาชนโดยเสมอภาคและยุติธรรม เนื่องเพราะเจ้าของประเทศมีจำนวนมหาศาลซึ่งมิอาจให้ทุกคนเป็นผู้ปกครองประเทศได้ จึงต้องมีช่องทางให้ประชาชนแสดงเจตนารมณ์ของตนในการเลือกผู้แทนหรือผู้ปกครองที่จะใช้อำนาจบริหารบ้านเมืองแทนประชาชน ดังนั้น เมื่อประกาศผลเลือกตั้งว่าประชาชนเลือกพรรคใดเป็นเสียงข้างมาก พรรคนั้นต้องรับภาระหน้าที่บริหารบ้านเมืองและใช้อำนาจแทนประชาชน ตัวแทนประชาชนคนใดไม่แสดงเจตนาตามผู้เลือกตั้งจึงเป็นการทรยศต่อประชาชนโดยตรง การบิดเบือนเจตนาของประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้งไว้เท่ากับทรยศต่อเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงเป็นการกระทำที่เลวทรามและเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักปกครองแบบประชาธิปไตย ก่อนการสมัครรับเลือกตั้งหากประกาศตนว่ามีนโยบายใดหรืออยู่ในสังกัดของใคร หากได้รับเลือกตั้งแล้วก็ต้องยืนยันตนให้เป็นไปตามคะแนนเสียงที่เลือกเขาเข้าสู่สภาผู้แทนฯ ถ้าได้ส.ส.ฝ่ายใดมากที่สุด ก็ต้องให้พรรคนั้นตั้งรัฐบาลและหัวหน้าพรรคนั้นต้องเป็นหัวหน้ารัฐบาลเพื่อบริหารบ้านเมืองต่อไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน วิธีการเลือกตั้งอาจมีหลายแบบตามวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นโดยยืนบนพื้นฐานของความเสมอภาคและยุติธรรม ดังเช่น การเลือกตั้งทางอ้อมแบบสหรัฐอเมริกา กับ การเลือกตั้งผู้แทนแบบไทย แม้จะใช้วิธีเลือกแตกต่างกันแต่เน้นความเสมอภาคและเป็นธรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งผู้ปกครองประเทศ การเลือกตั้งของสหรัฐฯเป็นการเลือกตั้งซับซ้อนและผู้แทนต้องซื่อตรงต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนในการนำเจตนารมณ์ไปสู่การเลือกผู้นำสูงสุดโดยไม่ทรยศต่อเจ้าของเสียง เราเรียกกันว่า จรรยาบรรณของผู้รับการเลือกตั้ง ลักษณะการเลือกตั้งในสหรัฐฯนั้นประชาชนต้องเลือกผู้แทนในรัฐของตนที่ประกาศว่าจะลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีคนใด ถ้าผู้เลือกตั้งชื่นชอบผู้สมัครประธานาธิบดีคนไหน ก็ไปลงคะแนนเลือกตัวแทนที่ประกาศตนว่าจะให้คะแนนแก่ใคร เมื่อถึงเวลาประชุมลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี ผู้แทนดังกล่าวจะให้คะแนนเสียงของตนแก่ผู้สมัครคนนั้น ประชาชนจักได้ประธานาธิบดีที่พวกเขาต้องการโดยไม่เคยมีการบิดพลิ้วจากผู้แทนเหล่านั้นเลยนับแต่สหรัฐฯมีการเลือกตั้งในประเทศอันยิ่งใหญ่นี้ มันแสดงให้เห็นว่า ผู้แทนที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนต้องรักษาเกียรติและจรรยาบรรณของตนไว้ แนวคิดดังกล่าวมีการสืบทอดกันมาต่อเนื่องอันส่งผลให้ประเทศนี้มีความยิ่งใหญ่และเป็นต้นแบบประชาธิปไตยยุคใหม่มาตลอด ส่วนประเทศไทยนั้นมีการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกพฤติกรรมทรยศต่อเจตนารมณ์ของคนไทยที่ลงคะแนนเสียงเลือกพวกเขาไว้ แต่ถูกนำคะแนนเสียงนั้นไปบิดเบือนเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมากครั้งเช่นกัน โดยไม่คำนึงถึงเกียรติของผู้แทนประชาชนและจรรยาบรรณในการเป็นตัวแทนจากการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย ดังเช่น คนไทยเลือกให้พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงข้างมาก แต่กลับไม่ยอมเป็นหัวหน้ารัฐบาลเพราะหวั่นเกรงอิทธิพลและคำขู่ของนายทหารที่ต้องการตำแหน่งนี้ จึงยกคะแนนเสียงของประชาชนไปให้เขาจนกลายเป็นผู้นำ หรือ ประชาชนเลือกผู้แทนจากพรรคพลังประชาชนเพราะต้องการให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศ แต่ผู้แทนส่วนหนึ่งแยกตัวไปสนับสนุนพรรคเสียงข้างน้อยเพื่อเป็นรัฐบาล พวกเขาจะได้รับสินจ้างหรือไม่ก็ตาม เป็นต้น ล้วนถือเป็นการบิดเบือนเจตนาของประชาชนที่แสดงออกในวันเลือกตั้ง แต่ผู้แทนเหล่านั้นไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพวกเขาเข้าสู่สภาฯ ถือว่า ผู้แทนที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของคนไทยเป็นคนไร้เกียรติ ไม่น่าเชื่อถือ หรือ คนทรยศต่อประชาชน การบิดเบือนเจตนาของประชาชนที่เลือกตั้งพวกเขาไว้ แม้ไม่มีกฎหมายกำหนดโทษไว้ชัดเจน แต่พวกเขาคือ คนทรยศ ต่อ เจ้าของเสียงเลือกตั้ง ซึ่งสมควรได้รับการลงโทษจากประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยให้สาสม เนื่องจากการทรยศต่อประชาชนทำลายระบอบประชาธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างมาก เมื่อหลักปกครองนี้ถูกบิดเบือนไปอย่างมากด้วยคนทรยศกลุ่มหนึ่ง การทรยศทุกครั้งย่อมอยู่ภายใต้ผลประโยชน์มหาศาลที่คนกลุ่มนี้ต้องได้รับให้สมกับสิ่งที่พวกเขากระทำไว้และเกิดประโยชน์ต่ออีกฝ่ายอย่างสูงโดยไม่คำนึงถึงเกียรติของผู้แทนประชาชนและเจ้าของอำนาจอธิปไตย การลงโทษทางสังคมโดยประชาชนจึงเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะกระทำแก่ผู้แทนทรยศได้ มิฉะนั้น จะต้องเกิดคนทรยศในสังคมการเมืองขึ้นอีก คนไทยจึงต้องช่วยกันสร้างแบบอย่างที่ดีของผู้แทนจากการเลือกตั้งเยี่ยงเดียวกับผู้แทนสหรัฐฯอันเป็นต้นแบบประชาธิปไตยที่น่าชื่นชมด้วยการลงโทษคนทรยศต่อเจตนารมณ์ของประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยเพื่อให้เข็ดหลาบ มิให้สืบทอดนิสัยเลวทรามแก่ผู้แทนรุ่นต่อไป และถือเป็นพัฒนาการใหม่ของผู้แทนไทยด้วย ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ต้องเริ่มต้นที่ผู้แทนรู้รักเกียรติ รักษาจรรยาบรรณ ยึดมั่นต่อเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นหลักเท่านั้น
******************************* 3/11/2009 ใต้เงาบาป 1.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 1.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
เวลาเดียวกันนั้นภายในบริเวณสวนลุมพินีสำหรับเช้าวันอาทิตย์มีชายหญิงต่างวัยมาออกกำลังกายอย่างคึกคัก บ้างก็มาร่ายรำมวยจีน บางคนที่เป็นหนุ่มสาวมักจะวิ่งไปรอบสวนแห่งนี้ เสียงเพลงที่หญิงสูงวัยร้องดังแว่วมาจากมุมหนึ่งของสวนสาธารณะอันกว้างใหญ่ ทำให้ชายสองคนยืนฟังด้วยความตั้งใจ “ มันเป็นเพลงจีนเก่าแก่มาก ไม่ได้ยินเสียนาน “ ชายร่างสูงซึ่งมีอายุ 72 ปีเอ่ยขึ้น ใบหน้าเหี่ยวย่นแลดูมีความสุขยามฟังเสียงเพลงในอดีต ขัมน์ อัครชัยซึ่งมีร่างสันทัด และมีอายุน้อยกว่า แย้มริมฝีปากเล็กน้อย “ ได้ยินอีกครั้ง ทำให้นึกถึงวันเก่าๆนะครับ พี่พศ “ สรพศกวาดตามองชายหญิงซึ่งมีเชื้อสายจีนที่กำลังทำกิจกรรมต่างๆเพื่อสุขภาพทางกายและจิตใจที่อยู่โดยรอบบริเวณซึ่งทั้งสองยืนอยู่ “ พวกเขาเหล่านี้ต่างผ่านอดีตที่ทุกข์และสุขมาแล้ว….. “ สรพศเอ่ยเสียงเรียบดวงตาเป็นประกาย “ สถานที่นี้จึงเป็นที่รวมตัวของเชื้อสายมังกรซึ่งแสดงว่ามิได้มีแต่พวกเขาเท่านั้น ยังมีคนแบบเดียวกันอยู่อีก ไม่ใกล้ไกลเลย “ “ คนรุ่นเรากำลังเหมือนกับใบไม้สีเหลืองที่รอวันหลุดร่วงสู่พื้นดิน ต่อไปสถานที่นี้คงเหลือเพียงชนรุ่นหลังที่มีสายเลือดเจือจางไปแล้ว “ สรพศยิ้มนิดๆ “ พวกเด็กๆจะสืบทอดความคิดของบรรพบุรุษต่อไป แม้วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปก็ตาม “ “ ความอดทนและประหยัดหรือครับ ? “ “ มันอยู่ในสายเลือดแล้วล่ะ “ สรพศตอบ พลางกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ ขัมน์มีสีหน้าครุ่นคิด ขณะที่ชายสูงวัยกว่าหันมาจ้องมอง “ นายมีเรื่องอะไรในใจรึ ขัมน์ “ “ ผมไม่เคยปิดบังพี่ได้สักเรื่องเลยนะครับ “ ริมฝีปากของสรพศแย้มออกเล็กน้อย ยามเอ่ยว่า “ เราคบกันมาครึ่งชีวิตของกันและกันเชียวนะ “ “ ใช่ครับ “ ขัมน์พยักหน้ารับ แววตาเป็นสุข “ มันเป็นเวลาที่ผมไม่เคยลืมเลย “ สรพศนิ่งฟัง ขณะที่ผู้อ่อนวัยกว่าถอนใจหนัก ก่อนจะเอ่ยว่า “ ผมต้องการลูกชายกลับไปช่วยครับ “ “ ช่วยนายรึ?! “ ขัมน์พยักหน้ายืนยัน “ ผมกำลังมีปัญหาหนักทั้งด้านธุรกิจและสุขภาพ “ “ พูดให้ชัดหน่อยสิ “ สรพศยืนฟังคำบอกเล่าถึงความจำเป็นที่เกิดขึ้นของขัมน์ด้วยท่าทาางสงบเยือกเย็น ดวงตามีแววครุ่นคิดหนัก “ นึกไม่ถึงว่านายจะเป็นโรคนั้นเลยนะ ขัมน์ “ น้ำเสียงของสรพศบ่งบอกความเห็นใจเต็มเปี่ยม “ ตอนที่ผมได้ยินหมอบอกเรื่องนั้น ผมก็แทบช็อคเหมือนกัน “ สรพศตบบ่าของเพื่อนต่างวัยเป็นการให้กำลังใจ “ ฉันหวังว่านายจะเข้มแข็งในการต่อสู้กับเจ้าโรคบ้านั้นนะ “ “ ผมเกรงว่ามันจะกระทบกับธุรกิจในอนาคต ! “ “ นายจึงอยากให้ปรานต์กลับไปช่วยงานสินะ “ สรพศกล่าว แววตาครุ่นคิด “ ใช่ครับ “ ขัมน์มองอีกฝ่ายด้วยความหวังในคำตอบของเขา ขณะที่สรพศทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้า “ อันที่จริงฉันเห็นใจนายมาก และอยากให้ปรานต์กลับไป แต่……. “ สรพศกล่าวเว้นระยะเล็กน้อย “ ขณะนี้ปรานต์เป็นเสาหลักของบ้านพิตรพิบูลไปเสียแล้ว ลูกสาวของฉันก็ไม่แกร่งพอจะดูแลกิจการทั้งหมดได้ ฉันยังต้องการปรานต์มาก “ “ พี่พศ ! “ ขัมน์มีทีท่าผิดหวังมาก เขาไม่กล้าพูดโต้แย้งใดๆได้ เพราะในอดีตสรพศมีบุญคุณกับตัวเขาและครอบครัวมาก หากไม่ได้การสนับสนุนทางการเงินและน้ำใจของฝ่ายนั้น คงไม่มีนักธุรกิจชั้นนำที่ชื่อขัมน์ อัครชัย ในวันนี้แน่ “ กิจการของฉันก็มั่นคงพอควร หากปรานต์จะช่วยดูแลงานของนายสักพัก ฉันก็ไม่ขัดข้องนะ “ ดวงตาของขัมน์ฉายความเจิดจ้าทันใด เมื่อสรพศพูดเปิดทางให้ในที่สุด “ ขอบคุณครับ พี่พศ “ “ ปรานต์เป็นลูกชายของนาย ! “ สรพศบอกเสียงหนัก “ เขาควรทำหน้าที่ลูกที่ดีเสียที หลังจากดึงเขาไว้ข้างกายเสียนาน “ “ เขาเป็นปรานต์ในปัจจุบันได้เพราะการสั่งสอนของพี่นะครับ “ สรพศอมยิ้ม “ การเป็นเด็กดีได้ มิใช่เกิดจากการสั่งสอนของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับตัวคนๆนั้นเองเป็นหลัก “ ขัมน์ฟังด้วยความชื่นใจกับคำชมของอีกฝ่าย น้ำเสียงของสรพศดังต่อไปว่า “ ปรานต์เป็นคนเก่งได้เพราะเขาเลือกจะเป็นเช่นนั้น “ ผู้ที่อ่อนวัยกว่าพยักหน้าเห็นด้วย สรพศหันมาจ้องเขม็ง พลางเอ่ยว่า “ ฉันอยากเตือนนายสักอย่างนะ…… “ “ อะไรครับ ? “ “ นายต้องเชื่อใจปรานต์ ! “ ขัมน์มีสีหน้าไม่เข้าใจนัก ขณะที่สรพศยิ้มที่มุมปาก “ บางครั้งปรานต์จะทำงานแบบแข็งกร้าว แต่เขามีวิธีของเขาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งอาจไม่ถูกใจนายนัก ดังนั้นหากนายเข้าใจในตัวลูกชาย จะต้องไม่ถือสา “ “ ปรานต์เคยขัดใจกับพี่พศด้วยหรือครับ ? “ “ เมื่อก่อนมีหลายครั้งเชียวล่ะ “ สรพศตอบ พลางกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ “ ต่อมาฉันเริ่มเรียนรู้ในความเป็นปรานต์ อัครชัย จึงทำใจได้ เพราะสิ่งที่เขาทำไปนั้น ผลลัพธ์จะต้องเป็นที่ถูกใจของฉันเสมอ “ “ ผมจะจำไว้ครับ “ ขัมน์กล่าวรับคำ ทั้งสองยืนคุยกันพักใหญ่ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดวอร์มสีน้ำเงิน ใบหน้าเรียวยาวทรงผมตัดสั้นเกรียนวิ่งเข้ามาหาคนทั้งสอง เหงื่อผุดเต็มใบหน้าคมเข้มของเขา “ เหนื่อยแล้วหรือ ปรานต์ “ สรพศถามชายหนุ่มที่ยืนหอบอยู่ ซึ่งกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็คใบหน้าที่เปียกชื้นด้วยเม็ดเหงื่อ ปรานต์ยิ้มนิดๆ “ ผมวิ่งสามรอบ เหนื่อยมากเหลือเกิน ต่อไปคงขอวิ่งแค่สองรอบก็พอแล้ว “ “ ยอมแพ้เป็นเหมือนกันหรือ ?! “ ขัมน์กล่าวล้อลูกชายในที “ เฉพาะการวิ่งเท่านั้น… “ ปรานต์ตอบเสียงหนัก “ เรื่องอื่นผมยังสู้เต็มที่ครับ พ่อ “ ขัมน์กับสรพศหัวเราะชอบใจกับคำตอบของชายหนุ่ม ปรานต์มักตอบเช่นนี้เสมอ นั่นแสดงถึงความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดอย่างง่ายดาย นอกจากเขาจะเป็นผู้ยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยตัวเอง มิใช่คนอื่นหยิบยื่นสิ่งนั้นให้แก่เขา อันที่จริงก็มีน้อยครั้งมากที่ปรานต์จะยอมรับกับตัวเองว่าไม่อาจชนะสิ่งใดได้ “ จะกลับหรือยังครับ ? “ ชายหนุ่มเอ่ยถามผู้สูงวัยทั้งสอง “ กลับเสียทีก็ดีนะ “ สรพศกล่าวตอบ พลางบอกกับชายหนุ่มว่า “ วันนี้เธอไปค้างที่บ้านของพ่อสักวันสิ ปรานต์ “ ปรานต์นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำ “ ได้ครับ “ ทั้งสามจึงเดินออกจากสวนลุมพินีอันเป็นสวนสาธารณะที่ใช้พักผ่อนในวันสุดสัปดาห์ของคนในเมืองหลวงอันสับสนแห่งนี้ด้วยจิตใจปลอดโปร่งอย่างยิ่ง
บ้านอัครชัยสร้างอยู่บนพื้นดินเนื้อที่ 300 ตารางวาย่านรามอินทรา ตัวบ้านสร้างในสไตล์ยุโรป สีขาวสูงเด่นสง่าท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่าย ขัมน์กับปรานต์เดินเข้าไปในบ้านซึ่งเย็นฉ่ำจากแอร์ขนาดใหญ่ ทั้งสองชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวร่างสูงซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัยกำลังกราดเกรี้ยวใส่เด็กสาวร่างผอมบาง โดยมีการหยิกข่วนอีกฝ่ายอย่างไม่ปรานี ที่น่าแปลกคือเด็กสาวยังคงมีสีหน้าเฉยชา ไม่มีการตอบโต้ใดๆ “ หยุดนะ ลิตา “ ขัมน์ตะโกนบอก พลางเดินเข้าไปประคองเด็กสาวร่างผอมซึ่งถูกผลักล้มลง ปาลิตาผู้เป็นลูกสาวมีอาการชะงักงัน เมื่อมองสบนัยน์ตาขุ่นขวางของบิดา “ ทำไมต้องทำรุนแรงกับน้องแบบนี้ ? “ ปรานต์ยืนมองน้องสาวนิ่ง ขณะที่ปาลิตาตอบอ้อมแอ้มว่า “ ฉันเห็นมันนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพ์ของฉัน ทั้งที่ห้ามเข้าใกล้แล้ว “ “ เรื่องแค่นี้ต้องทำร้ายกันเชียวหรือ ! “ ปาลิตามองด้วยความหมั่นไส้ที่บิดาโอบกอดน้องสาวต่างมารดา “ ฉันไม่ต้องการให้เด็กปัญญาอ่อนมายุ่งกับเครื่องคอมพ์ เดี๋ยวกดปุ่มมั่วขึ้นมา ฉันก็เดือดร้อนน่ะสิ “ ขัมน์มีสีหน้าบึ้ง “ นัชชาไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อน ! “ “ พ่อกำลังโกหกตัวเองต่างหาก ! “ ขัมน์จ้องลูกสาวด้วยใจกรุ่นโกรธเต็มที่ ขณะที่นัชชายืนนิ่งเฉย สีหน้าเรียบ เนื้อตัวมีรอยข่วนและรอยช้ำเขียวเต็มไปหมด “ ลูกก็ไม่ควรทำกับน้องสาวที่มีปัญหา ! “ ขัมน์บอกเสียงเครียด “ นัชชาเป็นน้องสาวแท้ๆของลูก และใช้นามสกุลอัครชัยของเรา จงจำใส่สมองไว้ ลิตา “ ปาลิตามีท่าทางฮึดฮัด ทำท่าจะพูดตอบโต้ ปรานต์กล่าวขัดขึ้นว่า “ เลิกเถียงกับพ่อเถอะ ลิตา “ คำพูดและแววตาดุกร้าวของผู้เป็นพี่ชาย ทำให้ปาลิตาจำใจสงบปากคำทันใด หล่อนสะบัดหน้าแล้วเดินขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเองอย่างไม่พอใจนัก “ เจ็บตรงไหนบ้าง นัชชา “ ขัมน์หันมาสนใจลูกสาวคนเล็ก แววตาปรานี เด็กสาวร่างผอมยืนนิ่ง ดวงตาเหม่อลอย ริมฝีปากเม้มสนิท ขัมน์มองน้ำตาซึม “ บอกพ่อสักคำสิ ลูก “ ปรานต์มองภาพสองพ่อลูกที่มีท่าทีเอื้ออาทรอย่างสะท้อนใจลึกๆ ผู้เป็นบิดาทำท่าจะพาลูกสาวคนสุดท้องขึ้นไปชั้นบน “ ไปคอยพ่อที่ห้องหนังสือนะ ปรานต์ “ ขัมน์บอกเสียงขรึม “ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย “ “ ครับ “ เขากล่าวรับคำ สายตามองร่างของคนทั้งสองที่เดินขึ้นบันไดด้วยแววครุ่นคิดแกมเย็นชา
ขัมน์เปิดประตูห้องหนังสือก็เห็นผู้เป็นลูกชายกำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่ที่โซฟายาวสีเข้ม ดวงหน้าของปรานต์ยังคงแลดูราบเรียบ เย็นชา เขาเงยหน้าขึ้น แล้ววางนิตยสารลงบนโต๊ะเมื่อเห็นบิดาเดินมาทรุดนั่งที่โซฟาตัวเดียวกัน “ พ่อบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับผม “ “ ใช่ ! “ ขัมน์ตอบ สีหน้าเครียด ปรานต์นั่งฟังอย่างตั้งใจ ผู้เป็นบิดาเอ่ยเสียงจริงจังว่า “ พ่ออยากให้ลูกกลับมาช่วยงานของพ่อ “ “ อันที่จริงพ่อก็มีลิตากับวัฒน์ช่วยมานานแล้วนี่ครับ “ ขัมน์ถอนใจหนัก ปรานต์เอ่ยอีกว่า “ พ่อก็ทราบดีว่าทำไมผมจึงทำงานให้กับลุงพศ ถ้าผมมาช่วยพ่อ จะทำให้ทางนั้นมีปัญหา “ “ พ่อคุยกับพี่พศแล้ว ! “ “ เขาตอบว่าอย่างไร ? “ “ เขาให้ลูกตัดสินใจเอง ! “ ขัมน์ตอบ ตาจ้องมองลูกชายเขม็ง ปรานต์มีอาการสงบนิ่ง ผู้เป็นบิดาบอกอีกว่า “ พ่อต้องการให้มาช่วยสักระยะ แล้วลูกค่อยตัดสินใจว่าจะมาช่วยพ่อเต็มตัวหรือไม่ “ “ กิจการมีปัญหาหนักมากหรือครับ ? “ ขัมน์พยักหน้ายอมรับ “ นอกจากปัญหาบริษัทแล้ว ยังมีเรื่องหนักสำหรับพ่อซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่พ่อต้องการตัวลูกกลับคืนมาในเวลาเช่นนี้ “ คิ้วเข้มของปรานต์ขมวดเล็กน้อย “ ปัญหาอะไรครับ ? “ ขัมน์ทอดถอนใจหนัก ก่อนจะเอ่ยปากเล่าปัญหาหนักใจของเขาให้กับลูกชาย โดยชายหนุ่มนั่งฟังด้วยอาการสงบเงียบ สมองครุ่นคิดหนักกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ
************* โปรดติดตามตอนต่อไป *************** สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย ใต้เงาบาป1.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 1.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
พระอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้าได้ไม่นานบริเวณสนามบินดอนเมืองในวันอาทิตย์ยังไม่มีผู้โดยสารมากนัก อาจเนื่องจากพิษของเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกก็ได้ โดยเฉพาะประเทศใหญ่ในเอเชียต่างมีปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก จึงทำให้กำลังเงินในการท่องเที่ยวลดลงมากเช่นนี้ สาววัยรุ่นร่างสันทัด ผิวคล้ำ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสุภาพ เดินถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่เข้ามาในอาคารผู้โดยสาร ดวงตาทอดมองไปยังจุดตรวจของศุลกากรที่กำลังทำงานอยู่กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งยืนเรียงแถวอยู่ “ นึกว่าทำใจได้แล้วนะ ! “ สาววัยรุ่นพึมพำ ท่าทางลังเลใจ
ชายหนุ่มร่างใหญ่สองคนซึ่งยืนมองสาววัยรุ่นคนนั้นมีท่าทางหงุดหงิด เมื่อเห็นหล่อนเดินเลี่ยงไปหยุดอยู่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะ ไม่มีทีท่าจะเข้าไปในจุดตรวจฯตามที่ตกลงกันไว้ “ แกเข้าไปกระตุ้นมันหน่อย เดี๋ยวเขาจะเปลี่ยนเวรแล้ว “ ลูกพี่หนุ่มร่างใหญ่บอกเสียงห้าว ผู้เป็นลูกน้องพยักหน้ารับคำ แล้วเดินแยกตัวไป
สาววัยรุ่นรู้สึกร้อนรุ่มในใจเหงื่อผุดตามใบหน้า ทั้งที่อากาศภายในอาคารเย็นฉ่ำ หล่อนทรุดนั่งบนกระเป๋าเดินทางของตัวเอง หัวใจเต้นรัวดวงตาเบิ่งกว้างเมื่อเห็นหนุ่มร่างสันทัดที่หล่อนเคยพบกันตอนเจรจาเรื่องงานที่ต้องทำในครั้งนี้กำลังเดินเข้ามาหา สีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย “ พี่…….. “ หนุ่มร่างสันทัดกล่าวขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “ มีอะไรให้ช่วยไหม ผมเห็นท่าทางของคุณจะไม่สบาย “ สาววัยรุ่นมีท่าทีอึกอัก อีกฝ่ายบอกต่อไปว่า “ เจ้าหน้าที่กำลังจะเปลี่ยนเวร หากคุณไม่รีบไปเข้าแถว จะต้องรอนานนะครับ “ “ ค่ะ “ หล่อนตอบรับ พลางชำเลืองมองไปรอบกาย จึงเห็นชายคนหนึ่งยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ห่างนัก
โชคดีของสาววัยรุ่นที่มีคนอยู่ใกล้ๆ ทำให้ลูกน้องหนุ่มร่างสันทัดไม่อาจทำอะไรได้มาก นอกจากพูดเตือนเท่านั้น เขาก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินจากไป หล่อนรู้สึกเสียววาบกับดวงตาแข็งกร้าวแกมดุดันของเขาที่จ้องมองเมื่อครู่นี้มาก “ เอาไงเอากัน ! “ หล่อนลุกขึ้นยืน พลางสูดหายใจเต็มปอดเพื่อลดความตื่นเต้น แล้วกระชับกระเป๋าเดินทางในมือ จากนั้นเดินตัวตรงไปยังจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ศุลกากรตามที่ได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านี้ “ เชิญเปิดกระเป๋าหน่อยครับ “ เจ้าหน้าที่หนุ่มใหญ่บอก ขณะอ่านเอกสารที่หล่อนยื่นให้
สาววัยรุ่นเปิดกระเป๋าเดินทางซึ่งมีเสื้อผ้าจัดเรียงอย่างเรียบร้อย หัวใจเต้นรัวเมื่อเจ้าหน้าที่หนุ่มใหญ่ชำเลืองมองหล่อนนิดหนึ่ง ก่อนจะใช้มือพลิกดูเสื้อผ้าบางชุดในกระเป๋าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว “ คุณคงไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศสินะ “ “ ค่ะ “ หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่บังคับไม่ให้สั่นโดยไม่กล้าสบนัยน์ตากับอีกฝ่าย เจ้าหน้าที่หนุ่มใหญ่เผยอยิ้มเล็กน้อย พลางใช้มือปิดกระเป๋าใบนั้น แล้วผลักคืนให้สาววัยรุ่น “ ขอบคุณครับ “ เขาบอก แล้วยื่นส่งหนังสือเดินทางกับเอกสารอีกแผ่นให้ เจ้าหน้าที่อีกคนเดินมาสะกิดเพื่อนว่า “ ได้เวลาเปลี่ยนเวรแล้ว เพื่อน “ “ แขกคนสุดท้ายพอดี ! “ เขาตอบ แววตาโล่งใจเมื่อเห็นสาววัยรุ่นเดินห่างออกไปแล้ว
สาววัยรุ่นยืนรออยู่หน้าบริเวณอาคารผู้โดยสารสักครู่ รถตู้สีเงินแล่นมาเทียบใกล้ๆ ประตูเปิดออกหล่อนจึงผลุบเข้าไปโดยเร็ว จากนั้นรถคันนั้นก็แล่นออกไปทันที “ คุณเกือบทำให้เสียงานแล้วนะ “ ลูกพี่ร่างใหญ่ ผิวคล้ำซึ่งทำหน้าที่คนขับ หันมากล่าวกับสาววัยรุ่นขณะรถจอดติดไฟแดงที่สี่แยกแห่งหนึ่ง สาวน้อยผิวคล้ำยิ้มแหย “ ฉันกลัวนี่คะ “ “ คุณก็รู้วิธีการก่อนที่จะรับปากทำงานให้เราแล้วนะ “ ลูกพี่กระชากเสียงห้วน ลูกน้องใบหน้าเรียบเฉยซึ่งเป็นคนเดินไปพูดกระตุ้นเด็กสาวเอ่ยขึ้นว่า “ คนไม่เคยทำมาก่อน มักเป็นแบบนี้แหละ “ “ ถ้าไม่ใช่คำสั่งของเจ้านาย ฉันไม่ใช้คนหน้าใหม่หรอก “ สาววัยรุ่นนั่งฟังการโต้ตอบของทั้งสองด้วยใจเต้นรัว ขณะที่ลูกน้องร่างเล็กแย้มยิ้มเล็กน้อย มือเปิดกระเป๋าเดินทางของสาวน้อยเพื่อตรวจสอบสิ่งของภายในนั้น “ ตอนนี้ตำรวจเข้มงวดกับการขนของเถื่อนมาก โดยเฉพาะเงินดอลล์ เจ้านายจึงไม่อยากให้งานผิดพลาดล่ะมัง “ ลูกพี่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย พลางถามขึ้นมาว่า “ ของครบไหม พัน “ ผู้เป็นลูกน้องตรวจนับธนบัตรดอลลาร์ของสหรัฐฯซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นกระเป๋าเดินทางของสาววัยรุ่นอย่างละเอียด แล้วพยักหน้านิดหนึ่ง “ ครบแล้ว ลูกพี่ “ นพเคลื่อนรถมาจอดอยู่ข้างทาง พลางหันมาจ้องสาววัยรุ่น “ โชคดีนะที่คุณรีบเข้าไปตรวจกับเจ้าหน้าที่คนนั้นก่อนที่เขาเปลี่ยนเวร มิฉะนั้นคุณจะเดือดร้อนกว่านี้ นอกจากไม่ได้ค่าจ้างงวดสุดท้าย ยังต้องติดคุกอีกด้วย “ สาววัยรุ่นเอื้อมมือไปรับซองเงินค่าจ้างที่นพยื่นมาให้ สีหน้าโล่งใจบ้าง น้ำเสียงขลาดกลัวขณะถามไปว่า “ เขาเป็นพวกเดียวกับคุณหรือคะ? “ พันส่งกระเป๋าเดินทางอีกใบซึ่งใส่เสื้อผ้าของหญิงสาวที่ย้ายจากกระเป๋าใบใหญ่ให้เจ้าของคำถาม พันบอกเสียงเรียบว่า “ คุณรู้เท่าที่เราบอกไว้ ก็พอแล้ว “ พันเปิดประตูรถให้สาววัยรุ่น ขณะที่นพผู้เป็นลูกพี่กล่าวว่า “ หวังว่าเราจะไม่ได้พบกันอีกนะ “ สาววัยรุ่นยิ้มแหย ก่อนจะก้าวลงจากรถตู้คันนั้น นพจึงเคลื่อนรถออกไปอย่างเร็วเมื่อทำงานเสร็จสิ้น
ภายในห้องสูทของโรงแรมดังแห่งหนึ่งย่านพัทยาหนุ่มใหญ่ร่างท้วมในชุดเสื้อคลุมนอนสีน้ำเงินเข้มกำลังยืนฟังรายงานของลูกน้องทางโทรศัพท์ด้วยสีหน้าพึงพอใจ เมื่อเขาวางสายจึงเห็นหญิงสาวร่างสูง ใบหน้ากลม ผิวคล้ำเนียน ซึ่งสวมชุดนอนสีหวานยืนอยู่ห่างไปเล็กน้อยกำลังมองเขาอยู่ “ ใครโทร.มาคะ วัฒน์ “ “ นพ ! “ ชายหนุ่มตอบ พลางทรุดนั่งที่โซฟายาวอันอ่อนนุ่ม ปาลิตานั่งคลอเคลีย ท่าทางกังวลเล็กน้อยยามเอ่ยว่า “ หากพ่อทราบว่าคุณใช้คนของท่านลักลอบนำดอลลาร์เข้าประเทศ แล้วนำไปขายในตลาดมืด พ่อต้องเล่นงานหนักแน่ “ “ เขาก็เคยทำงานประเภทนี้นะ “ วัฒน์ตอบอย่างไม่ยี่หระ “ พ่อเลิกทำมานานแล้ว “ ปาลิตากล่าวเสียงแผ่ว “ ทั้งยังกำชับไม่ให้พวกเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานผิดกฎหมายอีก “ “ ท่านไม่มีทางรู้หรอก….. “ เขาบอกให้อีกฝ่ายสบายใจ “ นพกับพันไม่พูด เขาจะรู้ได้อย่างไร หรือว่าคุณจะบอกเขาล่ะ “ “ ฉันจะทำเพื่ออะไรกันคะ “ วัฒน์หัวเราะในลำคอเมื่อเห็นอาการค้อนของลูกสาวนายขัมน์ อัครชัย พลางสวมกอดหญิงสาวด้วยท่าทางเอาใจ “ คุณไม่มีวันทำแบบนั้นเพราะความรักสินะ “ “ รู้ก็ดีแล้ว ! “ หล่อนตอบ พลางซุกกายอยู่ในอ้อมแขนของเขา วัฒน์นึกบางอย่างได้ จึงเอ่ยถามว่า “ ระยะหลังนี้คุณสังเกตเห็นความผิดปกติของพ่อคุณบ้างไหม ลิตา “ “ ทำไมถามแบบนี้คะ? “ “ หลายวันก่อนเลขาของเขาบ่นให้ผมฟังว่า หมู่นี้ท่านหลงลืมคำสั่งที่ให้ไว้เสมอ เธอจึงน้อยใจที่ถูกดุโดยไร้เหตุผล แล้วบอกว่าจะลาออกเพราะทนไม่ไหว “ ปาลิตาขมวดคิ้วเล็กน้อย วัฒน์เอ่ยอีกว่า “ ผมต้องกล่อมเธอตั้งนาน จึงยอมเปลี่ยนใจอยู่ต่อไป “ “ เมื่อวานนี้ฉันเห็นว่าท่านตื่นสาย จึงเข้าไปดูท่านในห้อง…… “ หล่อนพูดเว้นระยะนิดหนึ่ง ขณะหวนนึกถึงภาพในวันนั้น “ พ่อยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเตียง สีหน้าไม่ดีเลย “ วัฒน์นิ่งฟังด้วยใจครุ่นคิด ปาลิตาเล่าต่อไปว่า “ พ่อบอกว่าขยับตัวไม่ได้ พอฉันเข้าไปประคอง ท่านก็ก้าวเท้าออกไปได้ราวกับไม่ได้เป็นอะไร ทุกอย่างดูเป็นปกติดี สงสัยท่านจะคิดมากไปมั้ง “ “ คุณคิดว่าเขาเป็นโรคประสาทรึ ! “ ปาลิตายิ้มเจื่อน “ พ่อเป็นโรคความดันโลหิตสูงเท่านั้น จู่ๆไม่ยอมเดิน คุณจะให้คิดอย่างไรล่ะคะ “ วัฒน์นิ่งไป หญิงสาวกล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า “ ฉันหวังว่าจะคิดผิด ถึงอย่างไรก็อยากให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นเสาหลักให้กับกิจการของเรา “ “ อันที่จริงเขามีอายุ 60 ปีแล้ว น่าจะพักผ่อน “ วัฒน์บอกเสียงเรียบ “ เขาควรวางมือจากงานเสียที ยิ่งถ้าเขาเป็นโรคประสาทจริง ก็ควรหาคนสืบทอดโดยเร็ว “ “ คุณหมายถึง…….. “ วัฒน์ยิ้มเย็น “ คุณกับผมดูแลกิจการของเขามานาน น่าจะมอบความไว้วางใจให้กับพวกเรานะ ลิตา “ ปาลิตาครุ่นคิดตามคำพูดของเขา พลางกล่าวว่า “ เราไม่ควรลืมว่าพี่ปรานต์ยังอยู่อีกคน “ “ ปรานต์รึ! “ เขาลืมนึกถึงลูกชายคนโตของนายขัมน์ อัครชัย เสียสนิท
ปรานต์ อัครชัย หนุ่มใหญ่วัย 35 ปีเป็นลูกชายคนเดียวของนายขัมน์ผู้เป็นเจ้านายของเขา อีกทั้งยังเป็นพี่ชายของปาลิตาด้วย นายขัมน์รักลูกทั้งสองที่เกิดกับภรรยาชาวพม่านี้มากเป็นพิเศษ เมื่อยี่สิบปีก่อนประเทศพม่าเกิดความวุ่นวายด้วยอำนาจเผด็จการครองเมืองทำให้ชาวพม่าหลายครอบครัวต้องเดือดร้อนจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ลุแก่อำนาจ ขณะที่ขัมน์กลับเมืองไทยเพื่อติดต่อธุรกิจและไม่อาจกลับไปรับครอบครัวได้เพราะพม่าสั่งปิดประเทศ ทำให้มารดาของปรานต์กับปาลิตาต้องพากันหนีอำนาจเถื่อนในเมืองหลวงไปอยู่ในชนบทห่างไกลโดยไม่อาจติดต่อกับผู้เป็นสามีได้
ด้านนายขัมน์พยายามสืบหาที่อยู่ของครอบครัวในพม่าอย่างเต็มที่ ห้าปีต่อมาจึงทราบว่าภรรยาชาวพม่ากับลูกทั้งสองพักอยู่กับญาติที่จังหวัดชายแดนติดกับไทย เขาพยายามวิ่งเต้นเพื่อนำครอบครัวกลับเมืองไทย แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงไปขอความช่วยเหลือจากนายสรพศ พิตรพิบูล ซึ่งนับถือเป็นพี่ชายร่วมสาบานกันมาตั้งแต่ครั้งเดินทางจากประเทศจีนมาเผชิญชะตากรรมที่แผ่นดินไทยนี้จนกระทั่งมีฐานะมั่งคั่งในปัจจุบัน นายสรพศซึ่งมีเพื่อนในวงการค้ามากจึงใช้อิทธิพลของเขาช่วยนำครอบครัวของนายขัมน์กลับเมืองไทยอย่างปลอดภัย ทำให้เขาซาบซึ้งใจมาก ดังนั้นเมื่อนายสรพศขอปรานต์ไปเลี้ยงดูและหวังจะให้สืบทอดดูแลกิจการ นายขัมน์จึงไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่นั้นมาปรานต์จึงอาศัยอยู่กับนายสรพศ พิตรพิบูล เป็นส่วนใหญ่ นานครั้งจึงมาพักที่บ้านของผู้เป็นบิดา ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองยังเป็นไปด้วยดี ปรานต์ไม่ค่อยยุ่งกับกิจการของบิดานัก ชายหนุ่มจึงไม่เป็นที่สนใจของวัฒน์ “ ปรานต์คงไม่มายุ่งกับกิจการของพ่อหรอก “ วัฒน์บอกอย่างไม่ใส่ใจนัก “ เขาไม่เคยเหลียวมองมาตั้งหลายปีแล้วนี่นา “ “ พี่ปรานต์มีหุ้นในบริษัทนี้มากทีเดียว หากเขาหันมาสนใจทวงสิทธิ์ พวกเราคงไม่ได้อย่างที่คิดแน่ “ คำพูดของปาลิตาทำให้ชายหนุ่มเริ่มคิดระแวงลูกชายคนโตของนายขัมน์ อัครชัย บางทีเขาอาจต้องคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวเสียแล้ว กิจการเทรดดิ้งและรับขนส่งสินค้าซึ่งเขาทุ่มเทดูแลมาหลายปี จะปล่อยให้ปรานต์เข้ามายึดครองไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร วัฒน์คิดด้วยความขุ่นเคืองใจ ****************** โปรดติดตามตอน 1.2 ******************* สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 3/10/2009 หมายจับนักการเมืองที่แตกต่างกันนักการเมืองกับหมายจับ
เขียนโดย แก้วมณี
นักการเมืองระดับประเทศหรือท้องถิ่นถูกถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนจับตามองพิเศษ หากทำความดีหรือความเจริญแก่ประเทศหรือท้องถิ่นจักได้รับการยกย่องนับถือยิ่ง ในทางตรงกันข้ามเมื่อกระทำความชั่วหรือก่อผลร้ายต่อแผ่นดิน จักถูกประณามหยามเหยียดและจับตามองบทลงโทษของพวกเขาเป็นพิเศษด้วย กระบวนการยุติธรรมหรือการสอบสวนโดยองค์กรอิสระที่กระทำต่อนักการเมืองจึงเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างใกล้ชิดอันส่งผลให้สายตาประชาชนมิได้จับจ้องเพียงแค่นักการเมืองผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่รวมไปถึงคณะผู้พิจารณาข้อกล่าวหาด้วยว่ามีความเป็นธรรมต่อคู่กรณีในคดีมากน้อยเพียงใด ที่มาของคณะตัดสินคดี ขั้นตอนการดำเนินคดีกระทำอย่างถูกต้องและเป็นธรรมเพียงใด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการยอมรับคำตัดสินคดีขององค์คณะเหล่านั้นด้วย การพิจารณาคดีของนักการเมืองซึ่งเป็นที่รู้จักในสังคมไทยและประชาชนให้ความสนใจพิเศษและเฝ้ารอคอยคำตัดสินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังอยู่ในความทรงจำ ณ เวลาล่าสุด มีทั้งสิ้น 3 คน คือ กำนันเป๊าะ นักการเมืองท้องถิ่นของชลบุรี นายวัฒนา อัศวเหม อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจากการเลือกตั้งของคนไทย กำนันเป๊าะ หรือ นายสมชาย (จำนามสกุลไม่ได้) เคยเป็นกำนันชื่อดังของอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นที่รู้กันดีในท้องถิ่นนั้นว่าเป็นผู้มีอิทธิพลระดับสูงสุดหรือเจ้าพ่อชลบุรี เมื่อมีการปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นใหม่ให้มีอบต. หรือ อบจ. เขาก็ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีอำเภอบางละมุงแบบผูกขาดคนเดียวปราศจากคู่แข่ง คำเล่าลือกันว่านักธุรกิจใดจะไปทำมาค้าขายหรือก่อสร้างในพื้นที่ของเขาต้องไปพูดคุยหรือขออนุญาตจากเขาก่อน มิฉะนั้น จะทำงานไม่ได้หรืออาจไม่มีลมหายใจต่อไป แม้ชาวบ้านในเขตอิทธิพลของเขาจะอยู่ด้วยความหวาดกลัวอำนาจของเขาและลูกน้อง แต่ก็ยอมรับว่าเขตดังกล่าวมีการพัฒนาให้เจริญอย่างมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะบางแสน เขตท่องเที่ยวซึ่งเคยถูกทอดทิ้งหรือไม่ให้ความสนใจจากรัฐบาลหลายยุคสมัย เมื่อเขาเป็นนายกเทศมนตรีก็พัฒนาบางแสนอย่างต่อเนื่องจนพลิกฟื้นกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี สะอาด นักท่องเที่ยวเข้ามาหาความสุขสำราญกับชายทะเลใกล้กรุงเทพฯแห่งนี้อีกครั้ง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น คดีที่เป็นเหตุให้เขาถูกออกหมายจับฐานหนีคำพิพากษาจำคุกสืบเนื่องจากคดีฉ้อโกงเงินรัฐเกี่ยวกับพื้นที่ฝังกลบขยะที่มีการซื้อขายที่ดินให้รัฐในราคาสูงเกินจริงและยักย้ายเงินให้หลายคนเพื่อตบตาการสอบสวนของราชการและเป็นประโยชน์ส่วนตัวทั้งที่เขาเป็นข้าราชการท้องถิ่น ส่วนอีกคดีหนึ่งที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คือ คดีสั่งฆ่ากำนันเซี๊ยะ เจ้าพ่ออีกคนในพื้นที่ชลบุรี ต่างอำเภอกับเขา อันสืบเนื่องจากการขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างกันทำให้เขามีคำสั่งฆ่าอีกฝ่ายอย่างเหี้ยมโหด ตำรวจรวบรวมหลักฐานความผิดฟ้องต่อศาลแล้วชนะคดีชั้นต้น แต่เขาอุทธรณ์ต่อไป ระหว่างรอคำพิพากษาคดีฉ้อโกงเงินรัฐนั้นชาวบ้านต่างต้องลุ้นระทึกใจหลายครั้งว่า ศาลจะสามารถตัดสินคดีของกำนันผู้มีอิทธิพลคนนี้ได้หรือไม่ หลังจากรอดพ้นสารพัดคดีมาหลายสิบปีเพราะเส้นสายที่มีมากและเข้มแข็งยิ่งเนื่องจากเมื่อใกล้กำหนดนัดตัดสินคดีทีไร จักต้องเกิดการเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปหลายครั้ง เสียงลือกันว่าเขาและลูกชายที่เป็นนักการเมืองพยายามใช้อิทธิพลพลิกคดีให้ชนะเพื่อช่วยเหลือกำนันคนนี้ด้วยการถ่วงเวลาพิจารณาคดีทำให้ยืดเยื้อยาวนานหลายปี สุดท้ายคำตัดสินก็ออกมาให้จำคุกเกือบสิบปี เขาอุทธรณ์ แต่ไม่นานก็หลบหนีหายไปจากเมืองไทยเพื่อเลี่ยงการจำคุกตามหมายจับ ข่าวเล่าลือกันว่ากำนันเป๊าะยังอยู่ในพื้นที่อิทธิพลของเขาเองเนื่องจากมีลูกน้องภักดีต่อเขาและครอบครัวอยู่มาก อายุที่มากและโรคภัยไข้เจ็บยามชราทำให้เขาเชื่อใจเขตอิทธิพลของตนและสามารถดูแลผลประโยชน์ต่างๆได้ใกล้ชิดเหมือนเดิม นายวัฒนา อัศวเหม นักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดัง อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นบุคคลตามหมายจับจากคดีที่ดินคลองด่านที่เขากว้านซื้อจากชาวบ้านราคาถูก แล้วขายให้รัฐในราคาสูงเกินจริงอันเป็นการฉ้อโกงเงินรัฐในขณะที่เขาเป็นรัฐมนตรีซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างเขื่อนระบายน้ำที่คลองด่าน สมุทรปราการ อันเป็นเขตอิทธิพลของเขาเอง นายวัฒนามีอีกสมญานามว่า เจ้าพ่อปากน้ำ และเป็นส.ส.ทุกสมัยของจังหวัดนี้มาตลอดอันส่งผลให้ลูกชายของเขาได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ทุกครั้งเช่นเดียวกับบิดา คดีนี้ผ่านการพิจารณาด้วยความลุ้นระทึกใจของคนไทยที่ติดตามการสอบสวนและพิจารณาว่า คดีจะมีการตัดสินได้หรือไม่ ผลเป็นอย่างไร เนื่องจากเชื่อกันว่าความเป็นนักการเมืองมากอิทธิพลของเขามีส่วนให้การสอบสวนและพิจารณาล่าช้าพิเศษเพราะการแทรกแซงคดีเป็นระยะ ในที่สุดเขาก็ได้รับโทษจำคุกและอุทธรณ์คดี ระหว่างนั้นก็หลบหนีไปจากเมืองไทย ข่าวล่าสุดก็ทราบกันในสังคมว่าเขาหลบหนีอยู่บริเวณชายแดนเขมรซึ่งเขาลงทุนสร้างบ่อนและโรงแรมไว้โดยเขาใช้เวลาบริหารงานอยู่ที่นั่น นักการเมืองคนล่าสุดในหมายจับ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุดเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมไทยไปทั่วโลก เมื่อเขาถูกทำรัฐประหารโดยนายทหารที่เขาแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก สายเลือดมุสลิมคนแรกของไทยซึ่งรู้กันในสังคมไทยและต่างประเทศว่าอยู่ภายใต้คำบงการของผู้มากบารมีและแก่ชราคนหนึ่งซึ่งไม่พอใจที่นายกฯคนนี้ไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขาเหมือนผู้นำคนก่อนๆ คณะปฏิวัติยัดเยียดข้อกล่าวหาและแต่งตั้งคณะสอบสวนที่มีประวัติเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาอันผิดหลักนิติธรรม และมีการตัดสินคดีด้วยความรวดเร็วและประหลาดซึ่งฟังทะแม่งหูสำหรับนักกฎหมายไทยและต่างประเทศอย่างมากในคดีประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก โดยคำพิพากษาระบุชัดว่า การประมูลซื้อที่ดินของภรรยาอดีตนายกฯไทยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซื้อคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตรซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้หย่าขาดกัน เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากการประมูลซื้อโดยการขายทอดตลาด ส่วนผู้ขายคือองค์กรบริหารสินทรัพย์ในความควบคุมของธนาคารชาติได้รับกำไรอย่างเป็นธรรมจากราคาที่ดินที่ขายไปและไม่ได้รับความเสียหายใดจากการประมูลครั้งนั้น แต่พ.ต.ท.ทักษิณถูกลงโทษจำคุกสองปีด้วยเหตุเป็นผู้ให้ความยินยอมแก่ภรรยาในการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินตามขั้นตอนหลังการประมูลสิ้นสุด ทั้งที่กรมที่ดินยืนยันว่า แม้สามีไม่ให้ความยินยอม ก็สามารถเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากการประมูลขายทอดตลาดได้ คำตัดสินที่แปลกหูสำหรับนักกฎหมาย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งการประมูลที่ดินนั้นคำพิพากษายืนยันชัดว่า เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อภรรยาไม่ได้รับการลงโทษเพราะการซื้อที่ดินแปลงนี้ แต่สามีซึ่งต้องให้ความยินยอมเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และรัฐไม่ได้เสียหาย กลับถูกลงโทษเพียงคนเดียวโดยใช้กฎหมายที่ลงโทษผู้ฉ้อโกงเงินของแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงเจตนาอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมาย ทำให้นักกฎหมายทั่วโลกไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะไม่มีความเป็นธรรมทางกฎหมาย คำตัดสินคดีนี้เป็นไปตามคำสั่งกำจัดนักการเมืองที่มีอิทธิพลในหมู่คนไทยท่านนี้เพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนามแทงใจของผู้บงการ เมื่ออดีตนายกฯตระหนักแก่ใจว่าไม่มีทางจะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมทุกระดับของไทยเนื่องจากผู้ตัดสินคดีอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้บงการอย่างสมบูรณ์โดยไม่คำนึงถึงเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีและจรรยาบรรณวิชาชีพของตน เขาจึงตัดสินใจไปอยู่ต่างประเทศและกลายเป็นผู้ต้องคดีตามหมายจับของไทย คดีกำนันเป๊าะกับคดีนายวัฒนาเป็นคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงตามคำพิพากษาสิ้นสุดของศาลไทย คู่กรณีในคดีและประชาชนยอมรับคำตัดสินดังกล่าวว่าเป็นไปอย่างยุติธรรม แม้จะใช้เวลายาวนานพิเศษก็ตามและรู้สึกดีใจที่ศาลไทยดำเนินคดีในทำนองคลองธรรมอย่างดีที่สุดแล้ว ขณะที่เกิดความคลางแคลงใจต่อคำตัดสินคดีของพ.ต.ท.ทักษิณในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุดคดีซึ่งล้วนอยู่ในสายตาของประชาชนที่มองเห็นว่ามีวาระซ่อนเร้นและเร่งร้อนพิเศษในการกำจัดนักการเมืองที่สร้างประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างมากและยังสร้างประวัติศาสตร์การเมืองพรรคเดียวในไทยเป็นครั้งแรกได้สำเร็จทั้งที่รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 มิได้ร่างขึ้นโดยตัวเขาเลย มันมิใช่คดีฉ้อโกงเงินรัฐ แต่การตัดสินคดีมิได้คำนึงถึงคุณงามความดีต่อบ้านเมืองหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมอันชอบ ทั้งที่คดีอาญาอื่นๆที่ข้าราชการหรือนายทหารเป็นมือปืนหรือผู้สั่งการสังหารโหดผู้อื่นมักได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษจนพ้นโทษประหารชีวิตโดยอาศัยการงานหรือตำแหน่งหน้าที่ในบ้านเมืองด้วยข้ออ้างว่าเคยทำคุณงามความดีเพื่อบ้านเมืองมาแล้ว แต่อดีตนายกฯท่านนี้เคยปลดหนี้ไอ เอ็ม เอฟ ให้ไทยเป็นอิสรภาพทางการเงินจากฝรั่ง ส่งเสริมลูกหลานไทยให้มีการศึกษาสูงขึ้น กลับไม่ถือว่ามีคุณงามความดีต่อบ้านเมืองพอจะใช้พิจารณาเรื่องโทษที่ให้ความยินยอมแก่ภรรยาในการทำนิติกรรมที่ดินซึ่งกรมที่ดินยืนยันว่าไม่ต้องใช้คำยินยอมนั้นก็ได้และเขาก็เคยสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลแล้วว่าทำได้หรือไม่ ฝ่ายนั้นตอบยืนยันเป็นเอกสารว่า ทำได้ เขาจึงทำตามคำแนะนำนั้น คดีนี้ในสายตานักกฎหมายและประชาชนถือว่าการเมืองเข้าแทรกแซงการพิจารณาคดีอย่างชัดเจน กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นจนถึงวันพิพากษาจึงสร้างความคลางแคลงใจและความไม่น่าเชื่อถือแก่ยิ่งขึ้น อันเป็นการตอกย้ำความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอิสระและเป็นกลางของผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีในไทยสำหรับนักกฎหมายต่างประเทศ นักกฎหมายไทย และชาวต่างชาติที่ต้องเดินทางหรือทำมาค้าขายติดต่อกับคนไทยว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบยุติธรรมของไทย จนกระทั่งมีข่าวลือทั่วสังคมไทยว่า การเจรจากู้หนี้กับต่างชาติของรัฐบาลไทยมักต้องพบข้อเสนอหนึ่งที่ว่า หากมีคดีพิพาทหรือเกิดข้อขัดแย้งระหว่างคู่สัญญา จักขอดำเนินคดีในสิงคโปร์ แทนที่จะเป็นศาลไทยตามที่ถือปฏิบัติกันมาเพราะไม่เชื่อถืองานยุติธรรมของไทย มันจึงเป็นเรื่องน่าหดหู่ใจยิ่งสำหรับคนไทยเกี่ยวกับมุมมองของชาวต่างชาติต่อกระบวนการยุติธรรมในไทยซึ่งคนไทยต้องจำทนแบกรับสภาพนี้ต่อไปโดยไม่รู้ว่าความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการจะกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อใดซึ่งมันจะเรียกฟื้นความเชื่อถือจากชาวต่างชาติและคนไทยได้มากขึ้นแน่นอน หากพิจารณาให้ลึกซึ้งเกี่ยวกับอิทธิพลมืดของผู้บงการอำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรมในไทยได้ทั้งหมด พลังของประชาชนที่รักประชาธิปไตยและรู้ตนดีว่าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงจักเป็นกลุ่มเดียวที่ต่อต้านหรือทำลายล้างผู้บงการอยู่เบื้องหลังความอัปยศของวงการยุติธรรมไทยได้ วันใดที่พลังของประชาชนสุดทนต่อความอยุติธรรมในบ้านเมืองผงาดขึ้นต่อสู้ ผู้ทำลายความเป็นธรรมในสังคมไทยต้องสูญสลายไปจากแผ่นดินไทยอย่างถาวร คนไทยจักต้องคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและกระทบต่อชีวิตคนไทยให้ยากลำบากและเป็นที่หมิ่นแคลนจากต่างชาติในวันนี้ว่า ควรทำอย่างไรกับปัญหาดังกล่าวอย่างเหมาะสม นอกเหนือจากการวางเฉยและทนแบกรับไว้ฝ่ายเดียว ขณะที่ผู้บงการและพวกพ้องนอนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน หากไม่ทำเพื่อตนเอง จักรอให้คนชาติอื่นทำเพื่อคนไทยได้อย่างไร คนไทยต้องทำเพื่อคนไทยด้วยกันและทำเพื่อชนรุ่นต่อไปจักไม่ต้องทุกข์ยากและถูกกดขี่เยี่ยงเดียวกันอีก
******************************* 3/8/2009 ประวัติศาสตร์ขันทีครองเมืองขันทีครองเมือง
เขียนโดย แก้วมณี
เวลานี้สภากาแฟในสังคมไทยมีการเรียกขานผู้บงการที่ครอบงำอำนาจหลักทั้งสาม คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งของคนไทยเมื่อปีพ.ศ. 2549 และยึดครองอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยเป็นสมบัติส่วนตัวแล้วใช้กำจัดศัตรูการเมืองและหัวใจของเขาจนสร้างความวุ่นวายและแตกแยกในสังคมไทยอย่างมากด้วยสารพัดคำทั้งแบบใหม่หรือแบบโบราณอันเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงผู้ใด ตัวอย่างเช่น มือที่มองไม่เห็น ผู้มากบารมี กะเทยสารพัดพิษ ขันทีเฒ่า และอื่นๆ จึงทำให้คิดย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของจีนซึ่งเป็นต้นกำเนิดและสร้างชื่อเสียงให้แก่บางคำเรียกที่คนไทยใช้เปรียบเปรยเชิงเสียดสีบุคคลที่ทำลายความสงบในสังคมไทยเพื่อสนองกิเลสตัณหาส่วนตัวโดยใช้ชีวิตคนไทยเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ประวัติศาสตร์จีนมีมานานนับพันปีและหลักฐานบันทึกไว้ให้ชนรุ่นหลังศึกษาด้วยความทึ่งใจ ประเทศจีนเริ่มต้นเป็นปึกแผ่นมั่นคงโดยความรักและภักดีต่อกษัตริย์ทุกราชวงศ์ แต่ละราชวงศ์ต่างมีหน้าประวัติศาสตร์ที่ควรสรรเสริญและสาปแช่งซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศที่ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ในโลกใบนี้ เรื่องหนึ่งซึ่งสร้างความทึ่งใจและสมเพชในโลกอดีตของจีนอันเกี่ยวพันถึงเกียรติยศของจักรพรรดิจีนบางราชวงศ์ คือ ขันที คนรับใช้ของจักรพรรดิที่มีอิทธิพลครองเมืองได้เยี่ยงเดียวกับผู้เป็นเจ้านายโดยไม่ต้องดำรงตำแหน่งสูงสุดนั้น ขันทีเป็นผู้ชายที่ถูกตัดอวัยวะเพศจนไม่สามารถทำหน้าที่ทางธรรมชาติได้อีกตลอดชีวิตและทำงานรับใช้จักรพรรดินีหรือพระสนมของจักรพรรดิในเขตวังในรวมไปถึงงานรับใช้ใกล้ชิดจักรพรรดิจีน อันที่จริงแล้วขันทีมิได้มีเพียงในราชสำนักจีนเท่านั้น แต่มีในราชสำนักของพวกอาหรับหรือในประเทศสยามก็มีบันทึกว่ามีขันทีทำงานในวังสยามตั้งแต่ยุคอยุธยาตามหลักฐานด้านอักษรที่ปรากฏให้ค้นหาได้ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน แต่นักวิชาการบางคนเชื่อว่าการปกครองด้วยระบบกษัตริย์มายาวนานและมีความเชื่อโบราณเกี่ยวกับวังในซึ่งเป็นสถานที่พักอาศัยของผู้หญิงของพระเจ้าแผ่นดินและนางรับใช้ซึ่งไม่แตกต่างจากราชสำนักจีน จึงน่าจะมีขันทีคอยรับใช้งานในวังสยามตั้งแต่ยุคสุโขทัยก็เป็นไปได้ ส่วนใหญ่เด็กชายที่ครอบครัวขายให้ราชสำนักเพื่อเป็นขันทีรับใช้งานในวังมักมาจากความยากจนเป็นหลัก ผู้เต็มใจเป็นขันทีหาได้น้อยมาก อดีตขันทียุคสุดท้ายของราชวงศ์ชิงเขียนหนังสือบอกเล่าชีวิตในวังของเหล่าขันทีว่ามิได้มีความสุขกาย สุขใจ อย่างที่หลายคนวาดภาพไว้ แวดวงขันทีมีการแก่งแย่งชิงเด่นกันตลอดเวลา พวกใครพวกมัน บางวันอิ่มท้อง บางวันไม่อิ่มท้อง แต่ไม่อดอยากจนต้องตาย แต่ละคนจะมีนิสัยทะเยอทะยานแตกต่างกันและมีวิถีทางสู่อำนาจโดยอาศัยความใกล้ชิดและเอาใจผู้เป็นเจ้านายอย่างเดียวกัน ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับขันทีอำนาจสูงที่รับใช้พระนางซูสีไทเฮาจนเลื่องชื่อถึงอิทธิพลที่ฆ่าคน ให้คุณแก่คน ได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ เขาเป็นรองแค่พระนางซูสีไทเฮาเท่านั้น อิทธิพลของขันทีมาจากการส่งเสริมของเจ้านาย มิใช่อำนาจโดยตรง เนื่องจากผู้เป็นเจ้านายฝ่ายหญิงมักไม่เคยมีประสบการณ์จากโลกภายนอก ความรู้ค่อนข้างต่ำ นับแต่ถือกำเนิดมาในวังหรือหลังเข้าวังแล้วจักได้ยินคำบอกเล่า การพูดคุย และใกล้ชิดกับเหล่าขันทีมากกว่ามนุษย์อื่น หากต้องการสิ่งใดที่แปลกใหม่จากของในวัง จึงต้องอาศัยขันทีช่วยเหลือจัดการเสมอ จึงมีการตอบแทนน้ำใจของขันทีด้วยทรัพย์สินหรือทำตามคำขอร้องของพวกเขา เมื่อได้ทุกสิ่งที่ต้องการทำให้ขันทีเริ่มมีอิทธิพลต่อเหล่าขุนนางหรือชาวบ้านที่ต้องการผลประโยชน์จากวัง ในสายตาของจักรพรรดิจีนนั้นมองชีวิตขันทีเป็นเพียงไพร่ข้าทาสบริวารที่ไร้ค่า แต่หลายช่วงประวัติศาสตร์จีนมีคำจารึกคุณความดี ความซื่อสัตย์ ของขันทีซึ่งอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องหรือช่วยเหลือชีวิตหรืองานสำคัญของจักรพรรดิไว้มากมาย โดยเฉพาะที่มีบันทึกยกย่องความยิ่งใหญ่ของขันทีจีนนามว่า เจิ้งเหอ ผู้บุกเบิกเส้นทางเดินเรือแก่กองทัพเรือของจีนให้ประเทศยุโรปต้องยอมรับในความเก่งกาจและความมานะพยายามของเขาในฐานะนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าโคลัมบัส นักเดินเรือของสเปน แวดวงขันทีนั้นย่อมมีทั้งคนดีและคนชั่วอยู่ปะปนกันอันเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม แต่บทเรียนประวัติศาสตร์บอกให้ชนรุ่นหลังทราบว่า สถานภาพขันทีนั้นต่ำต้อยในราชสำนัก แต่มีอิทธิพลสูงได้เพราะความอ่อนแอของผู้เป็นเจ้านายหรือจักรพรรดินั่นเอง ด้วยงานรับใช้ใกล้ชิดทำให้ขันทีรู้จักผู้เป็นเจ้านายลึกซึ้งเพียงพอที่จะรู้วิธีจูงใจหรือบังคับผู้เป็นนายให้เชื่อฟังคำพูดของเขาได้ง่ายขึ้น ขันทีชั่วร้ายและทะเยอทะยานหรือหลงใหลในอำนาจของผู้เป็นเจ้านายจึงใช้อำนาจนั้นแทนเจ้านายบริหารบ้านเมืองในนามของจักรพรรดิ อำนาจ อิทธิพล และบารมีที่ได้จากจักรพรรดิอ่อนแอทำให้ขันทีมีอำนาจบงการทุกชีวิตภายใต้พระนามของจักรพรรดิ แม้เขาจะไม่มีวันครองตำแหน่งสูงสุดนั้นได้ แต่มีอำนาจเทียบเท่าจักรพรรดิ มันก็เป็นความพอใจสูงยิ่งของขันทีคนหนึ่งซึ่งเคยมีชีวิตยากลำเค็ญและไต่เต้าแย่งชิงโอกาสจากขันทีหลายหมื่นคนก้าวขึ้นสู่ผู้ใช้อำนาจของจักรพรรดิ เมื่อขันทีได้ใช้อำนาจเยี่ยงพระราชาก็มักหลงเหลิงในอำนาจแล้วก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามอำเภอใจ ประชาชนจึงเอือมระอาและพาลเกลียดชังบรรดาขันทีชั่วช้าเหล่านั้น แต่มิอาจแสดงออกให้ประจักษ์ในสังคมได้ จึงมักใช้คำพูดเปรียบเปรยเสียดสีเชิงประชดว่า ขันทีครองเมือง ระบบกษัตริย์ยุคโบราณนั้นผู้ครองเมืองคือ พระราชาหรือจักรพรรดิ ซึ่งถือว่าเป็นทายาทสวรรค์ที่ส่งลงมาครองเมือง ดูแลประชาชน การที่ชาวบ้านพูดประชดเสียดสีว่า ขันทีครองเมืองนั้น ทำให้มองเห็นสถานภาพตกต่ำของผู้ครองเมืองที่กลายเป็นขันทีต่ำต้อยขั้นไพร่มาปกครองบ้านเมืองแทนพระราชา บุตรแห่งสวรรค์ บ้านเมืองจึงต้องย่อยยับอัปรีย์ ชาวบ้านอยู่ด้วยความหวาดกลัวและยากแค้นขึ้นเพราะพระราชาไม่อุทิศตนเพื่อความผาสุกของปวงชน แต่ปล่อยให้ขันทีบริหารบ้านเมืองแทนพระองค์ หลี่ซื่อหมิน ต้นราชวงศ์ฮั่นตระหนักถึงภัยร้ายทำลายบ้านเมืองจากอิทธิพลของขันทีเมื่อชิงอำนาจและตั้งราชวงศ์ฮั่นสำเร็จจึงประกาศข้อห้ามขันทียุ่งเกี่ยวกับงานบ้านเมืองอย่างเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษประหารชีวิตสถานเดียว เพื่อปกป้องภาพพจน์ของราชสำนักและป้องกันภัยของบ้านเมืองที่เคยเกิดขึ้นในราชวงศ์อื่นมาแล้ว นอกจากนั้นพระองค์ยังออกกฎห้ามหญิงฝ่ายในทุกระดับชั้นก้าวก่ายงานบ้านเมืองไม่ว่าจะเรียนหนังสือมากน้อยเพียงใดโดยเด็ดขาดและให้มีโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกับขันทีเพื่อป้องปรามมิให้ผู้หญิงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นงานของผู้ชาย กฎห้ามขันทีและนางในสืบทอดใช้กันมาจนถึงราชวงศ์ชิง เมื่อเกิดความหย่อนยานในการบังคับใช้อย่างจริงจังโดยจักรพรรดิองค์ใด มักเกิดภัยร้ายต่อพระองค์หรือสูญเสียราชบัลลังก์จนมีความเชื่อกันว่า ขันทีมักใหญ่กับนางในที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตน ถือเป็นสิ่งอัปมงคลของจักรพรรดิและราชสำนักจีน ขันทีในราชสำนักจีนมีทั้งดีและไม่ดีด้านอุปนิสัยใจคอส่วนตัวหรือความทะยานอยากใฝ่สูง แต่ผลของการก้าวก่ายงานบริหารบ้านเมืองโดยใช้อำนาจของจักรพรรดิจีนที่อ่อนแอได้ทำลายประเทศชาติให้ย่อยยับ งานราชการปั่นป่วน ประชาชนตกทุกข์ได้ยากจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของขันทีชั่วทรามและทะเยอทะยานในลาภยศเกินขอบเขต ทำให้สังคมจีนประณามและเดียดฉันท์เหล่าขันทีและใช้เป็นคำเปรียบเปรยเชิงดูแคลนเพื่อเตือนใจชนรุ่นหลังให้ระวังคนรับใช้ใกล้ชิดที่อาจปองร้ายทำลายผู้เป็นเจ้านายที่อ่อนแอและขาดสติปัญญาเท่าทันพวกเขา วันใดที่จักรพรรดิหรือพระราชาอยู่ใต้คำบัญชาของขันที มันคือความหายนะของบ้านเมือง เนื่องจากจักรพรรดิได้รับการสอนสั่งจากบรรพชนในสรรพวิชาปกครองบ้านเมืองและแผ่จิตเมตตาต่อประชาชน ขณะที่ขันทีถูกสอนให้รู้จักการรับใช้เจ้านายให้พึงพอใจ เมื่อวันที่ตนได้อำนาจ ย่อมอยากให้คนอื่นมารับใช้ตนและขาดความรู้ในการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริง ความทุกข์ยากย่อมเกิดแก่ชาวบ้าน เมื่อความกดดันทวีขึ้น ชาวบ้านรับความทุกข์ต่อไปไม่ไหว จักเกิดการต่อต้านและแสดงพลังทำลายล้างเจ้านายและขันทีไปพร้อมกันดังที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จีนมาแล้วนับพันปี คำเรียกขานเชิงเปรียบเปรยบางบุคคลว่า “ขันทีครองเมือง ขันทีเฒ่าสารพัดพิษ” จึงเป็นการเตือนให้ทราบว่า บ้านเมืองกำลังอยู่ในวิกฤตเมื่อผู้เป็นเจ้านายที่มีภูมิปัญญาอยู่ใต้การครอบงำของขันทีไพร่ มิได้ทำงานตามหน้าที่ของตน อันกำลังนำภัยร้ายไปสู่บ้านเมืองและประชาชน มันจึงเป็นคำเรียกที่มีความหมายไม่ดีและเตือนให้สังคมตระหนักถึงระดับความไม่พอใจของชาวบ้านที่มีต่อบุคคลซึ่งเป็นที่รู้กันดีในพฤติกรรมทำลายประเทศและผู้บริหารบ้านเมืองในการครอบงำของเขาผ่านสภากาแฟอันเป็นที่รวมของชาวบ้านทุกชนชั้นที่สนทนาปราศรัยแลกเปลี่ยนเรื่องการเมืองและสังคมอย่างเปิดเผย ถ้าบุคคลนั้นซึ่งเป็นที่รู้กันดีในบ้านเมืองไม่หยุดพฤติกรรมทำลายชาติและสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ชะตากรรมของเขาจักได้รับคำตอบจากนรกในเร็ววันนี้ เพราะสิ่งที่เขากระทำไว้ในแผ่นดิน แม้ไม่มีหลักฐานให้ประชาชนจับต้องได้ แต่ดวงตาสวรรค์มองเห็นทุกการกระทำของเขาและเป็นผู้ตัดสินสุดท้ายที่จะให้คำตอบที่ปฏิเสธไม่ได้แก่ผู้กระทำเสมอ ดังคำที่ว่า “อาญาของมนุษย์ลงโทษไม่ได้ แต่ไม่มีผู้ใดหลีกหนีพ้นอาญานรกได้”
******************************** 3/7/2009 ประกาศบังคับให้สค.1เป็นโฉนดหรือนส.3 กสค. 1 เปลี่ยนเป็นโฉนด / นส.3 ก
ประมวลกฎหมายที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติมใหม่เพื่อให้ที่ดินในเมืองไทยมีเอกสารประกอบชัดเจนมากขึ้น โดยกำหนดให้ ผู้ที่ครอบครองที่ดิน สค. 1 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497 ต้องไปขอออกโฉนดหรือนส. 3 ก ภายใน 2 ปี นับแต่ประกาศแก้ไขนี้มีผลใช้บังคับ คือ ภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ครอบครองที่ดิน สค. 1 จะขอออกเอกสารที่ดินได้เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลเท่านั้น
คำอธิบายเพิ่มเติม
ที่ดิน สค. 1 ที่จะยื่นขอเอกสารกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนด หรือ นส. 3 ก เป็นต้น ต้องครอบครองและใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497 เท่านั้น รวมถึงผู้ที่ครอบครองต่อเนื่องในที่ดินดังกล่าวด้วย โดยยื่นคำร้องขอพิสูจน์สิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อออกโฉนดหรือนส. 3 ก ต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินในเขตซึ่งที่ดินตั้งอยู่ หากยื่นคำร้องพ้นกำหนดเวลา 2 ปี หรือ พ้นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ผู้ครอบครองที่ดิน สค. 1 ต้องยื่นคำร้องขอไต่สวนพิสูจน์สิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ทางศาล เมื่อมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดยืนยันสิทธิ์แล้วจึงขอออกเอกสารสิทธิ์ได้ วิธีการทางศาลจะใช้เวลายาวนานมากหลายปี ผู้มีที่ดินสค. 1 จึงไม่ควรละเลยเรื่องเวลายื่นคำร้องก่อนพ้นกำหนด 2 ปี กฎระเบียบใหม่นี้มีเจตนาจัดระบบการถือครองที่ดินของประชาชนให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ชัดเจนขึ้นโดยราชการมีเครื่องมือในการสำรวจที่ดินได้แม่นยำ ต่อไปประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ของที่ดินจักช่วยลดการละเมิดสิทธิ์หรือบุกรุกกันลงอย่างมาก การเปลี่ยนเจ้าของที่ดินจะมีความชัดเจนและตรวจสอบง่ายขึ้น ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเอกสารสค. 1 ไปเป็นโฉนดหรือนส. 3 ก ตามเวลาที่กำหนดและราชการประกาศเลิกใช้เอกสาร สค. 1 จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับเจ้าของที่ดินเพราะที่ดินจะไม่ใช่ของท่านต่อไปเนื่องจากกฎหมายยึดถือเอกสารสิทธิ์เป็นหลักสำคัญ
************************** 3/5/2009 ผู้บริหารโรงเรียนหัวใจเผด็จการผู้บริหารโรงเรียนดังหัวใจเผด็จการ
เขียนโดย ลูกแก้ว
ข่าวชิ้นหนึ่งที่ฟังแล้วรู้สึกว่าการศึกษาของไทยตกต่ำและถูกครอบงำด้วยอำนาจเผด็จการมานานจนส่งผลร้ายต่อผู้อยู่ในระบบการศึกษาแล้ว นักเรียนกับครูอยู่ด้วยความหวาดกลัว ข่าวมีรายละเอียดว่า นักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งของโรงเรียนรัฐระดับสุดยอดแห่งหนึ่งในกทม.ถูกผู้บริหารโรงเรียนตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิดที่นักเรียนขึ้นเวทีแสดงความเห็นด้านการเมืองในงานชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยข้อหาประพฤติตนไม่เหมาะสมกับความเป็นนักเรียนและใช้อิทธิพลความเป็นครูหรือผู้บริหารระดับสูงกดดันเด็กกับครอบครัวให้ลาออกไปจากโรงเรียน หลักประชาธิปไตยนั้นเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังคมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยไม่จำกัดวัย เพศ ศาสนา แต่พฤติกรรมของครูบาอาจารย์หรือผู้บริหารในโรงเรียนนั้นแสดงว่า การอบรมสั่งสอนด้านการศึกษาของไทยที่มีมายาวนานล้มเหลวเพราะหลักประชาธิปไตยที่สอดแทรกอยู่ในสรรพวิชาซึ่งมีสอนในโรงเรียนทุกระดับมิได้ถูกปลูกฝังอย่างถูกต้อง แต่สร้างนักเผด็จการขึ้นในฐานะครูบาอาจารย์ ผู้ใหญ่อาวุโส นักวิชาการ ซึ่งกลับมาสั่งสอนความรู้ที่ไม่ถูกต้องแก่ชนรุ่นต่อไป เมื่อเด็กรุ่นใหม่ใช้เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ผู้ใหญ่เผด็จการมองว่าเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสมกับความเป็นนักเรียน โดยไม่คำนึงว่าเขาละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ถ้ามองไปยังการศึกษาของประเทศตะวันตกซึ่งมีการปูพื้นฐานประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและเหนียวแน่นสืบทอดกันมาจากครอบครัวสู่สังคมขนาดใหญ่ จึงมักเห็นภาพเด็กนักเรียนกับครูอาจารย์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิชาการตั้งแต่ระดับประถมถึงมหาวิทยาลัย แนวคิดนี้ทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมมากมายขึ้นบนโลกใบนี้เมื่อเติบใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะการเคารพเสรีภาพแสดงความเห็นของทุกชนชั้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่อันเป็นหลักสำคัญของการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มนุษย์มีความเสมอภาค ทุกคนต้องให้ความเคารพต่อความเห็นของผู้อื่นด้วย เมื่อหันมองระบบการศึกษาของไทยซึ่งมีวิวัฒนาการมานานเป็นร้อยปี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนของรัฐบาล คือ เด็กเรียนรู้การใช้อำนาจเผด็จการจากครูอาจารย์ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาทุกรุ่น เด็กไทยขาดทักษะหรือความกล้าในการแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุผลไม่ว่าจะเห็นชอบหรือแตกต่างจากครูอาจารย์ ขณะที่ครูอาจารย์จำนวนมากบังคับให้เด็กเชื่อฟังอย่างเดียวโดยอ้างว่ามีความรู้และวัยสูงกว่า ทุกสิ่งที่ตนพูดคือ คำประกาศิตที่เด็กต้องเชื่อฟังและห้ามโต้แย้งใดๆ การปลูกฝังความเชื่อว่า ทุกคำพูดที่ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส เปล่งวาจาออกมา ถือเป็นคำสุดท้ายที่ห้ามเด็กโต้แย้งเด็ดขาด มิฉะนั้น จักถูกลงโทษอย่างหนัก เด็กซึมซับความหวั่นกลัวอำนาจของครูและนำไปถ่ายทอดแก่ลูกหลานรุ่นต่อไปให้กลายเป็นนักเผด็จการและขาดการพัฒนาทักษะความรู้เพราะคิดพิจารณาด้วยตัวเองไม่ได้ ถนัดแต่รับคำสั่งอย่างเดียว ณ วันนี้ประเทศไทยจึงขาดนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเมื่อเทียบกับประเทศทางตะวันตกอันเนื่องมาจากระบบการศึกษาที่สร้างความหวาดกลัวแก่เด็ก ทำลายจินตนาการของเด็ก ขาดทักษะในการคิดพิจารณาด้วยตัวเอง บ่มเพาะคนที่รอรับคำสั่งจากผู้นำอย่างเดียว ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากผู้ใหญ่ด้วยเหตุผลเดียว คือ ความแตกต่างทางวัยวุฒิ แทนที่จะคำนึงถึงปริมาณหรือคุณภาพของความรู้ที่แต่ละคนมีไม่เท่ากันหรือมีแตกต่างกัน ครูไทยสอนเด็กให้กลัวผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า แทนที่จะให้ความเคารพนับถือผู้มีปัญญาหรือความมีเหตุผลของบุคคล หากเปรียบเทียบกับเด็กไทยที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนชื่อฝรั่งที่ได้รับการอุปถัมภ์จากองค์กรศาสนาของชาติตะวันตกซึ่งนำปรัชญาการศึกษาตะวันตกมาสอนเด็กไทยจะเห็นพัฒนาการของเด็กไทยสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือ ทักษะการคิดพิจารณาหรือความกล้าในการแสดงความเห็นแตกต่างด้วยเหตุผลในเด็กโรงเรียนฝรั่งมีสูงกว่าเด็กไทยโรงเรียนรัฐบาลอย่างชัดเจน หากจะให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองต่อไปภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ต้องแก้ไขหรือปรับปรุงแนวคิดของครูบาอาจารย์ไทยให้เข้าใจหลักเสรีภาพแสดงความคิดเห็นที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองประชาชนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไว้อย่างถูกต้อง ลดอัตตาของพวกเขาลงเพื่อให้ยอมรับฟังความเห็นของผู้มีวัยต่ำกว่าด้วย พัฒนาทักษะการแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการระหว่างเด็กกับครูในห้องเรียน การยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่นหรือการแลกเปลี่ยนความเห็นกันเป็นพื้นฐานสำคัญในหลักประชาธิปไตยของเด็กไทยที่ควรเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ที่เชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ครูที่ถ่ายทอดความรู้ด้านเนื้อหาวิชาการหรือด้านการปกครองบ้านเมืองจึงต้องมิใช่ผู้ฝักใฝ่อำนาจเผด็จการ มิฉะนั้น จะเกิดโศกนาฏกรรมด้านการศึกษาของเด็กไทยดังที่เกิดในโรงเรียนดังระดับสุดยอดแห่งนั้นกรณีเด็กขึ้นเวทีแสดงความเห็นทางการเมือง แล้วบีบคั้นให้เด็กกับครอบครัวลาออกจากโรงเรียนโดยไม่กล้ามีคำสั่งไล่ออกตามอำนาจของผู้บริหารเพื่อปิดบังพฤติกรรมเผด็จการที่ต่อต้านประชาธิปไตยที่เด่นชัดเกินไป และยังเป็นการเอาใจผู้มีอิทธิพลมืดซึ่งบงการรัฐบาลปัจจุบันอย่างไร้จิตเมตตาเยี่ยงครูบาอาจารย์ที่ดีและน่าเคารพ โดยเฉพาะทำลายจรรยาบรรณความเป็นครูในระบอบประชาธิปไตยที่ควรเคารพเสรีภาพการแสดงความเห็นที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ด้วย การนำความสอพลอผู้มีอิทธิพลมืดไปผูกกับเสรีภาพแสดงความเห็นทางการเมืองของเด็กไทยตามระบอบประชาธิปไตยแล้วทำลายอนาคตของเด็กบริสุทธิ์เพื่อเอาใจผู้มีอิทธิพลมืด เป็นพฤติกรรมเลวทรามที่ไม่ควรเป็นครูบาอาจารย์ไทย อันเป็นผลสืบเนื่องจากการศึกษาที่ล้มเหลวมายาวนานในสังคมไทยซึ่งครอบงำเด็กไทยมาหลายรุ่นให้ก้มหัวยอมรับคำสั่งของผู้มีอิทธิพลมืดซึ่งใจแคบและมีหัวใจเผด็จการ ผู้บริหารหรือครูอาจารย์ที่มีส่วนบีบคั้นเด็กด้วยสาเหตุที่ใช้เสรีภาพแสดงความเห็นทางการเมืองถือเป็นผู้ใหญ่เห็นแก่ตัวและจิตใจคับแคบซึ่งไม่มีคุณสมบัติที่ดีของความเป็นครูที่มีจรรยาบรรณและมีจิตเมตตา ชะตากรรมเด็กไทยที่แสวงหาเสรีภาพการแสดงความเห็นแตกต่างจะต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวหรือการขี้ขลาดเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด ผู้ใหญ่หัวใจประชาธิปไตยของแท้คงต้องคิดพิจารณาแผนปฏิรูประบบการศึกษาในไทยให้เรียนรู้หลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยเท่านั้น คนไทยมีสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคไม่ว่าจะมาจากชนชั้นใด เพศ วัย การศึกษาใด การให้เกียรติต่อผู้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกันเป็นมารยาทที่ดีของผู้มีปัญญา แต่การดูแคลนความเห็นของผู้อื่นเป็นความคิดต่ำช้าของผู้บ้าอำนาจ รู้จักใช้กำลังอย่างเดียว ด้อยปัญญา และหัวใจเผด็จการ เด็กไทยจะฉลาดและกล้าหาญ เข้าใจหลักประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง ต้องเริ่มต้นที่การกำจัดครูอาจารย์ฝักใฝ่เผด็จการ ไร้จรรยาบรรณความเป็นครูอาจารย์ที่ดี ส่งเสริมครูที่มีเมตตาและเข้าใจหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง รู้จักหน้าที่ความเป็นครูอย่างถูกต้อง ประเทศไทยจึงมีชนรุ่นใหม่ที่มีปัญญาเลิศซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองและความคิดปฏิวัติรัฐประหารโดยใช้อาวุธหรือกองกำลังจะสูญสลายกลายเป็นประวัติศาสตร์อัปยศของชาติเท่านั้น
****************************** 3/4/2009 นมบูดฮิตที่ภาคใต้นมบูดที่ภาคใต้ เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวยอดฮิตรองจากการเมืองในวันนี้ คือ นมบูดที่ภาคใต้ เช่น พัทลุง ปัตตานี และอื่นๆ หากสังเกตให้ดีจะพบว่า พื้นที่นมบูดเกือบร้อยเปอร์เซนต์จะอยู่ภาคใต้ซึ่งถือเป็นขุมข่ายกำลังของพรรครัฐบาลในวันนี้ หากคิดย้อนกลับไปยังวันแถลงนโยบายของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหน้าที่ดูแลอาหารและนมของเด็กไทยประกาศชัดว่า ต้องการดูแลการแจกจ่ายนมและอาหารกลางวันเองเหมือนที่รัฐบาลยุคประชาธิปัตย์เมื่อเกือบสิบปีก่อนทำไว้ซึ่งเคยเป็นข่าวฉาวดังคับสังคมไทยว่า รมต.ในเวลานั้นแย่งข้าวเด็ก แย่งนมเด็ก อันเนื่องจากการจัดอาหารกลางวันไม่สมราคาค่าหัวที่งบประมาณจัดไว้ แจกนมไม่ได้มาตรฐานที่หน่วยงานกำหนดไว้ด้วยการซื้อนมคุณภาพต่ำ ขายราคาสูง หลายโรงเรียนไม่ได้นม แต่มีเงินลงในพื้นที่ไว้ เพราะในเวลานั้นรัฐบาลจะตั้งเงินงบอาหารกลางวันและนมแก่เด็กทั้งประเทศด้วยการประมูลจากหน่วยงานในกรุงเทพฯแล้วกระจายส่งไปทั่วประเทศ จึงเกิดคอรัปชั่นเงินและฮั้วประมูลโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพอาหารและนมของเด็ก เรียกอย่างเหยียดแคลนกันว่า ผู้ใหญ่แย่งข้าวแย่งนมของเด็ก นักการเมืองของรัฐบาลและผู้สนับสนุนร่ำรวยนับเงินแทบไม่ทันในสมัยนั้นเพราะรัฐบาลจ่ายเงินครบ แต่ได้สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เมื่อการเลือกตั้งใหม่ผ่านพ้นไปรัฐบาลที่ประชาชนเลือกไว้มิได้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ จึงเกิดการเปลี่ยนนโยบายใหม่ คือ รัฐบาลจะส่งเงินงบประมาณอาหารกลางวันและนมให้แก่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อแจกจ่ายแก่โรงเรียนในเขตของตน ด้วยแนวคิดที่ว่าผู้ดูแลพื้นที่ย่อมต้องเอาใจใส่ชาวบ้านอย่างดีเยี่ยงพ่อแม่ต้องดูแลลูกหลานของตนอย่างทั่วถึง ชาวบ้านจะตรวจสอบเงินเหล่านั้นว่าผู้ดูแลแจกจ่ายอาหารและนมให้ลูกหลานของพวกเขาดีหรือไม่ ถ้าทำได้ไม่ดี การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็จะไม่ลงคะแนนเสียงเลือกกลุ่มนั้นอีกแล้วยังอาจใช้สิทธิ์ร้องเรียนถอดถอนผู้บริหารฉ้อโกงได้ด้วย อีกทั้งเป็นการป้องกันการโกงกินจากนักการเมืองส่วนกลางได้อย่างดี รัฐบาลสามารถดูแลเด็กอย่างทั่วถึงโดยอาศัยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มประสิทธิภาพ การใช้มาตรการนี้ลดข้อครหาเรื่องนักการเมืองรัฐบาลแย่งข้าวแย่งนมของเด็กได้ทันตา ส่วนการตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นรัฐบาลก็ทำอย่างใกล้ชิด ทุกพื้นที่ซึ่งมีโรงเรียนตั้งอยู่เด็กๆจึงมีอาหารกลางวันและนมสดรับประทานอย่างทั่วถึง การบริหารเงินสู่ท้องถิ่นทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอาหารและนมถึงมือของเด็กอย่างมีคุณภาพมาตรฐานตามนโยบายของรัฐบาลในเวลานั้นซึ่งพยายามแก้ไขปัญหานักการเมืองแย่งข้าวแย่งนมและหมักหมมมาจากรัฐบาลสมัยก่อนอันเป็นการสนองความสุขถ้วนหน้าแก่ประชาชนและครอบครัวโดยตรง ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลใหม่ชิงอำนาจจากรัฐบาลของประชาชนเสียงส่วนมากด้วยกลอุบายได้สำเร็จ จึงรื้อฟื้นโครงการเก่าคือ งานจัดซื้ออาหารกลางวันและนมแก่เด็กทั้งประเทศต้องมาจากส่วนกลางแล้วกระจายไปยังท้องถิ่น หมายความว่า เงินงบประมาณส่วนนี้จักมิได้ส่งให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ด้วยความเข้มแข็งขององค์กรท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตยในวันนี้ทำให้รัฐบาลยังไม่สามารถออกคำสั่งยกเลิกนโยบายเดิมได้ทันทีด้วยเกรงการต่อต้านจากผู้บริหารหรือชาวบ้าน อีกทั้งยังไม่มีเหตุผลโต้แย้งที่ชัดเจนในการยกเลิกนโยบายเดิมแล้วดึงกลับมาที่ส่วนกลางอีกครั้ง นิสัยดั้งเดิมของพรรคการเมืองเก่าแก่จึงต้องนำมาใช้อีก คือ การสร้างภาพความเลวร้ายให้นโยบายกระจายเงินแก่องค์กรบริหารท้องถิ่น ด้วยการสร้างข่าวนมบูดขึ้น ทั้งที่ต้องการสร้างข่าวนี้ไปทุกพื้นที่ของประเทศไทย แต่ความจริงวันนี้คือ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นทั้งหลายใช้งบอาหารกลางวันและนมสดเพื่อเด็กในพื้นที่อย่างมีคุณภาพอันเป็นที่พอใจแก่ชาวบ้านอย่างมาก เหตุผลหลักคือ ผู้บริหารองค์กรฯมาจากชาวบ้านย่อมต้องรักลูกหลานในพื้นที่ของพวกเขาและต้องการคะแนนเสียงเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงต้องตั้งใจทำงานให้ดีและเป็นที่พอใจแก่ชาวบ้านอันเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่ความต้องการของชาวบ้านต้องเป็นใหญ่ ทุกคนอยากทำงานต่อไป จึงต้องสนองความสุขและสุขภาพที่ดีแก่ชาวบ้านในพื้นที่อย่างเต็มที่ รัฐบาลใหม่จึงไม่สามารถบังคับให้พวกเขาสร้างภาพไม่ดีต่อนโยบายนี้ได้ เมื่อรัฐบาลยืนยันต้องการนำนโยบายจัดซื้อจากส่วนกลางมาใช้อีกครั้ง งานสร้างภาพร้ายต่อการทำงานขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจึงต้องดำเนินต่อไปและต้องประสบความสำเร็จให้ได้เนื่องจากงบอาหารกลางวันและนมของเด็กนั้นมีจำนวนมหาศาลที่จัดแบ่งแก่นักการเมืองและผู้สนับสนุนได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเป็นของเคยทำเคยโกงกินร่วมกันมาจนชำนาญแล้ว เมื่อศึกษาจากเนื้อข่าวตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆจักสังเกตได้ว่า ข่าวนมบูดที่จัดซื้อโดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก เช่น พัทลุง ปัตตานี และอื่นๆ ซึ่งอยู่ในความควบคุมของส.ส.พรรครัฐบาลทั้งสิ้น มันบอกเป็นนัยและข้อสังเกตแก่คนไทยได้ว่า รัฐบาลใช้แผนทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรบริหารท้องถิ่นเพื่อใช้เป็นเหตุผลยกเลิกนโยบายจัดอาหารกลางวันและนมโดยองค์กรฯเพราะความทุจริต ทั้งที่เป็นพื้นที่เฉพาะถิ่นของรัฐบาลเท่านั้น งานสร้างภาพเลวร้ายครั้งนี้มีจุดประสงค์เดียวคือ ชิงเงินงบประมาณอาหารกลางวันและนมกลับมาอยู่กับรัฐบาลอีกครั้งเพื่อแจกจ่ายตอบแทนพระคุณผู้สนับสนุนงานการเมืองของพวกเขาเป็นหลัก การแย่งข้าวแย่งนมของเด็กจักฟื้นคืนชีพอีกครั้งด้วยฝีมือของรัฐบาลพรรคเดิมที่เคยก่อคดีแย่งข้าวแย่งนมครั้งก่อน แค่เปลี่ยนคนบริหารหน้าใหม่เท่านั้น ชาวบ้านพื้นที่ควรลุกขึ้นปกป้องสิทธิหน้าที่ขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นและความผาสุกของเด็ก มิฉะนั้น นักการเมืองของรัฐบาลใหม่จักยึดครองประโยชน์ของประชาชนเพื่อสนองกิเลสส่วนตัวอีกครั้ง วันนี้รัฐบาลใหม่ภายใต้การครอบงำของพวกมือที่มองไม่เห็นซึ่งมาจากระบบอำมาตยาธิปไตยไม่หวั่นเกรงอำนาจใดเพราะครอบครองอำนาจหลักของประชาธิปไตยไว้แน่นหนาแล้ว คือ อำนาจบริหารโดยรัฐบาลพรรคเก่าแก่นมนาน อำนาจนิติบัญญัติโดยวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งเกินครึ่งหนึ่ง สภาผู้แทนฯก็ซื้อส.ส.มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้มาก แม้จะปริ่มน้ำก็ตาม อำนาจตุลาการก็สั่งการได้เต็มที่ เหลือเพียงอำนาจเดียวที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ทั้งหมดและค่อนข้างยากเพราะความกว้างใหญ่ของประเทศและจิตใจคนยากแท้หยั่งถึง คือ อำนาจของประชาชนที่อดทนต่อแรงบีบคั้นของผู้ปกครองไม่ได้จักแสดงพลังมหาศาลในการทำลายล้างพวกเขาอย่างง่ายดายในพริบตาเสมือนคลื่นสึนามิกวาดทุกชีวิตที่ยืนขวางให้ตายได้ในคราวเดียว ถ้าคนไทยทั้งประเทศลุกขึ้นปกป้องสิทธิ์เสรีภาพและผลประโยชน์ของตนเมื่อใด สถานภาพทางสังคมของพวกอำมาตย์และเพื่อนพ้องต้องมลายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กิเลสตัณหาของพวกอำมาตย์และพวกพ้องคือ ตัวเร่งให้แรงกดดันทวีขึ้นในหมู่ประชาชนเพื่อความเปลี่ยนแปลงไปสู่อำนาจประชาชนต้องเป็นใหญ่อย่างเดียวตามระบอบประชาธิปไตย อำนาจของประชาชนต้องทำเพื่อประชาชนเท่านั้น มิใช่เพื่อรักษาอำนาจอื่นในสังคม ระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจทั้งมวลเป็นของปวงชนอย่างเท่าเทียมกัน คนไทยจึงมีหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเองท่ามกลางศึกชิงอำนาจอธิปไตยระหว่างอำมาตย์และพวกพ้องกับประชาชน ถ้าประชาชนพ่ายแพ้ จักต้องกลับไปอยู่ในสถานภาพไพร่อย่างบรรพชนเมื่อหลายร้อยปีก่อนและยอมปล่อยให้อาหารกลางวันและนมของเด็กอยู่ภายใต้ความเมตตาส่วนเกินที่พวกอำมาตย์จักมอบให้อย่างเดียว มิได้เป็นสิทธิ์อันพึงได้รับการดูแลจากรัฐอย่างที่มีในระบอบประชาธิปไตย
********************** 3/3/2009 สูตรขนมไมตรีสูตรขนมไมตรี
เครื่องปรุง มีดังนี้
อภัย 1 ถ้วย ความหวังดี 1 / 2 ถ้วย ความปรารถดี 2/3 ถ้วย วาจาไพเราะพอประมาณ ความเห็นใจ 1/2 ถ้วย ยิ้มแฉล้มตามต้องการ ความโอบอ้อมอารี 2 ถ้วยใหญ่
วิธีทำ คือ
คนความหวังดีและอภัยให้เข้ากัน เตรียมวาจาไพเราะพอประมาณ ค่อยๆผสมความปรารถนาดีลงไป ส่วนความเห็นใจกับความโอบอ้อมอารี บรรจงคนให้เข้ากับส่วนอื่นๆ นำไปอบในหัวใจที่อบอุ่น
****************** 3/1/2009 ถอดยศถาบรรดาศักดิ์ถอดยศถาบรรดาศักดิ์ เขียนโดย ลูกแก้ว
ยศถาบรรดาศักดิ์มีสองแบบ คือ ติดตัวมาแต่กำเนิด หรือ ได้มาเพราะความรู้ การทำงาน เช่น ยศทหาร ตำรวจ เป็นต้น ยศบรรดาศักดิ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั้นมาจากบุคคลนั้นเกิดในครอบครัวผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ตกทอดทางสายเลือด จึงไม่มีผู้ใดถอดยศบรรดาศักดิ์ชนิดนี้ได้ แต่ยศที่ให้บุคคลทั่วไปก็ยังแบ่งที่มาด้วยว่า มาจากการศึกษาหาความรู้ตามระเบียบและขั้นตอนของสถาบันรัฐหรือเอกชน หรือ มาจากการทำงานและมีผลงานตามที่กฎระเบียบกำหนดไว้ ถ้าได้ยศมาจากความรู้ถึงระดับนั้นหรือมาจากการทำงานได้ดีได้ชอบ ย่อมไม่อาจถอดยศศักดิ์ของเขาได้ เพราะบุคคลนั้นประดับยศตำแหน่งนั้นเพราะความรู้และการทำงานเพื่อประเทศชาติหรือองค์กรตามระเบียบที่ต้องมอบสิ่งเหล่านั้นให้เขา แม้ต่อมาเขาอาจใช้ชีวิตผิดพลาด องค์กรต้นสังกัดก็ไม่ควรใช้ข้ออ้างว่า สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่องค์กรนั้น เพื่อถอดยศตำแหน่งของเขาอันเกิดจากความขยันหมั่นเพียรหรือสร้างคุณประโยชน์ที่องค์กรเคยรับจากการทำงานของเขา ตั้งแต่ประเทศไทยก่อตั้งและอยู่ในเวทีโลกผู้มียศถาบรรดาศักดิ์หรือยศตำแหน่งในองค์กรต่างๆ เช่น ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ครูบาอาจารย์ เป็นต้น บ้างก็ได้รับเพราะทำงานเพื่อองค์กร บ้างได้รับเพราะมีความรู้ในระดับที่รัฐกำหนดไว้ แม้ต่อมาบางคนจักกระทำละเมิดกฎหมายและอยู่ในระหว่างการลงโทษ ถูกใส่ร้ายว่าทำผิดกฎหมาย ทำปฏิวัติและทำร้ายประชาชน ดังเช่น จอมพลถนอม จอมพลประภาส พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ และอื่นๆ พวกท่านเหล่านั้นอยู่ในสังกัดทหารหรือตำรวจซึ่งได้ยศตำแหน่งเพราะการทำงานสร้างคุณประโยชน์เมื่อวันที่ทำหน้าที่ทหารหรือตำรวจ ต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของพวกท่านทำให้กลายสภาพเป็นผู้กระทำละเมิดกฎหมายซึ่งบ้างถูกประณาม บ้างต้องรับโทษจำคุก แต่องค์กรต้นสังกัดยังไม่เคยเสนอเรื่องเพื่อถอดยศของพวกท่านเหล่านั้น ทั้งที่บางคนฆ่าประชาชนที่เห็นคาทีวี บ้างก็เป็นผู้บงการฆ่าคนหรือรับจ้างฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม บ้างก็เป็นนักการเมืองฉ้อโกงรัฐ แต่ยุคไซเบอร์ที่คนไทยส่วนใหญ่มีความรู้และปัญญาสูงกว่าอดีตมากมาย บางองค์กรกลับต้องการถอดยศตำแหน่งของอดีตผู้นำไทยที่พ่ายแพ้จากการปฏิวัติปี พ.ศ. 2549 ด้วยข้ออ้างว่ากระทำตนเสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรเพราะต้องคำพิพากษาว่า ให้ความยินยอมแก่ภรรยาไปซื้อที่ดินรัชดาซึ่งประมูลจากกรมบังคับคดี ที่ตุลาการเรียกอย่างสวยงามว่า ผิดจริยธรรม และมิใช่เหตุการฉ้อโกงเงินแผ่นดินเลย มันบ่งบอกว่าการเสนอถอดยศจากองค์กรรัฐและการสนับสนุนของรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกลุ่มสนับสนุนการปฏิวัติ 2549 กระทำสองมาตรฐานอย่างชัดเจน เพราะสามารถยกตัวอย่างได้ว่า พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ ต้องคำพิพากษาให้จำคุกด้วยข้อหาฉกรรจ์กระทำต่อชีวิตคน แต่หน่วยงานต้นสังกัดไม่เคยคิดจะเสนอถอดยศตำรวจนอกแถวคนนี้สักครั้ง ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ แค่ไปเซ็นยินยอมให้ภรรยาซื้อที่ดินซึ่งศาลยอมรับว่า การซื้อกระทำถูกต้องตามกฎหมายและรัฐมิได้รับความเสียหายใดๆ กลับถือเป็นเรื่องสร้างความเสื่อมเสียแก่องค์กรที่ตนเคยสังกัด อีกอย่างหนึ่งยศตำแหน่งของท่านชลอและท่านทักษิณนั้นล้วนมาจากการทำงานให้คุณประโยชน์แก่ชาติที่รับไปโดยตรงแล้ว วันเวลาที่ผ่านไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตจักถือเป็นความผิดใหญ่หลวงที่ต้องถอดยศตำแหน่งในอดีตจักเป็นความยุติธรรมแก่ท่านทักษิณหรือท่านชลอแล้วหรือ ? หากต้องการถอดยศตำแหน่งของท่านทักษิณให้ได้ด้วยข้ออ้างสร้างความเสื่อมเสีย ก็ต้องพิจารณาถึงยศของท่านชลอที่กระทำผิดต่อชีวิตของผู้หญิงและเด็กเล็กและรับโทษจำคุกด้วย การละเลยไม่ถอดยศท่านชลอน่าจะเรียกว่า เป็นการละเว้นการทำหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัด อีกอย่างหนึ่งเวลาที่ผ่านมานั้นมีนายตำรวจหรือนายทหารนับร้อยคนกระทำผิดอาญาแผ่นดินต่อชีวิตประชาชน ต่อทรัพย์สิน กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือกองทัพแห่งชาติจักต้องถอดยศของพวกเขาด้วยเพราะสร้างความเสื่อมเสียต่อหน่วยงาน ทุจริตต่อหน้าที่หรือตำแหน่ง ทำร้ายประชาชน แต่ละความผิดล้วนมีคำพิพากษาของศาลกำกับอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์เป็นเกียรติที่มหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชนมอบแก่บุคคลที่เห็นว่าสร้างความดีความชอบแก่สังคมซึ่งถือเป็นความเห็นส่วนบุคคลของสถาบันนั้น มิได้เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนตามระยะเวลาหรือตามหลักสูตรของสถาบัน เป็นช่องทางหนึ่งให้ได้เกียรติประวัติหรือใช้คำนำหน้าว่า ดร. (ด็อกเตอร์) มีสิทธิเทียบเท่าผู้ศึกษาจบปริญญาเอก มันจึงเป็นช่องทางพิเศษสำหรับคนมีเงินในการซื้อเกียรติบัตรนี้ติดตัวเพื่อยกระดับทางสังคม บางคนก็ได้รับจากผลงานที่กระทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในสังคมวันนี้ คือ บางคนกระทำตนให้เสื่อมเสียอย่างมากด้วยการบิดเบือนความรู้หรือความเห็นตามหลักการอันชอบด้วยกฎหมายหรือทำละเมิดกฎหมายด้วยความกร่างหรือละเมิดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งประชาชนได้พบเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือเป็นที่รู้กันดีในสังคม แต่สถาบันเหล่านั้นเงียบเฉย ไม่เคยตรวจสอบหรือพิจารณาเพิกถอนเกียรติบัตรของเขา บางคนใช้วิชาความรู้ในทางบิดเบือนและสร้างความเสียหายแก่รัฐหรือสร้างความแตกแยกแก่สังคมไทย บ้างเป็นหัวหน้าม็อบโกเต๊กซ์ยึดสนามบินและเป็นผู้ก่อการร้ายสากล บุคคลเหล่านั้นก็ยังเดินเฉิดฉายในสังคมและสั่งสอนคนให้กระทำละเมิดกฎหมายเยี่ยงเดียวกับตนอีก บางสถาบันของคนเหล่านั้นยังสนับสนุนให้องค์กรถอดยศของบางคนตามอำเภอใจอันเป็นการทำลายหลักการมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์อันทรงเกียรติที่คนไทยเชื่อถือมานานปีแล้ว บัดนี้ สถาบันความรู้อยากมอบให้ใครก็ได้ แม้แต่หัวหน้าผู้ก่อการร้ายสากลก็ยังได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ ทั้งที่ทำลายประเทศ ละเมิดกฎหมาย และสร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทแก่คนไทย คนไทยยังสามารถเชื่อถือมาตรฐานความรู้ของสถาบันดังกล่าวได้อีกหรือ ? หากสถาบันความรู้ใดอยากให้ถอดยศตำแหน่งอันเกิดจากความรู้ของพวกเขาที่หมั่นเพียรเรียนสอบให้สำเร็จ ก็ต้องพิจารณาคนที่ได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่ตนเคยมอบไว้ว่า คนเหล่านั้นยังดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบอันควร ภายใต้กฎหมายไทยหรือไม่ จึงมีสิทธิ์เพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์หรือไปเรียกร้องให้องค์กรอื่นถอดยศตำแหน่งของบุคคลในสังกัดนั้นได้ ถ้ายศตำแหน่งที่บุคคลได้รับเพราะการศึกษาเล่าเรียนตามหลักสูตร การทำงานในวิชาชีพที่สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมหรือองค์กรโดยตรง ถือเป็นงานหรือความรู้ติดตัวของแต่ละบุคคล องค์กรในสังกัดไม่ควรใช้อำนาจถอดยศของพวกเขาเพราะตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการทำงานหรือความรู้ของเขาไปแล้ว การประพฤติผิดพลาดในชีวิตของบุคคลอาจเกิดขึ้นได้ องค์กรหรือสถาบันที่เคยเป็นต้นสังกัดจึงไม่สมควรมีสิทธิ์ถอดยศตามอำเภอใจ เนื่องจากยศตำแหน่งมิใช่เสื้อผ้าที่ถอดหรือใส่กันง่ายๆ บางอย่างต้องใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนสร้างประสบการณ์ด้วยความอดทน บ้างต้องเสี่ยงชีวิตสร้างผลงานเป็นหรือตายเท่ากัน เมื่อองค์กรได้รับประโยชน์หรือชื่อเสียงจากการทำงานของพวกเขาแล้ว ไม่สมควรเป็นผู้ทำลายบุคลากรของตนดังเช่นคนอกตัญญู ซึ่งถือเป็นคนไม่ดีตามหลักพุทธศาสนาที่พึงไม่คบหาสมาคมด้วย แหล่งที่มาของยศตำแหน่งจึงเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาว่า องค์กรสมควรถอดยศของบุคคลใด มิฉะนั้น ยศตำแหน่งในวันข้างหน้าจะกลายเป็นของไม่มีค่า ไม่มีราคา ที่ควรจดจำหรือเก็บไว้ให้ลูกหลานภูมิใจ เพราะวันใดก็อาจถูกยึดกลับไปได้ตามอำเภอใจขององค์กรนั้นหรือของรัฐบาลก็ได้ ยังส่งผลให้ข้าราชการหรือบุคคลไม่ใส่ใจจะพัฒนาตนหรือหน่วยงานเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตการงานเพราะความไม่แน่นอนของผู้นำองค์กรหรือผู้นำรัฐบาล อันทำให้ชาติไม่พัฒนาไปข้างหน้า แต่ย่ำอยู่กับที่แบบเช้าชามเย็นชาม ไม่ทำก็ได้หนึ่งขั้น ทำก็เสี่ยงหรือกลัวเจ้านายอิจฉาแล้วสั่งยึดเกียรติบัตรที่ตนมีอยู่ จึงเลือกนั่งเฉยดีกว่า คนไทยจึงต้องรับผลกรรมจากแนวคิดทำลายสังคมไทยเพียงฝ่ายเดียว
******************************** |
|
|