Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
4/30/2008 ข้อกล่าวหายอดฮิตข้อกล่าวหายอดฮิต
เขียนโดย แก้วมณี
รัฐบาลจากการเลือกตั้งเริ่มทำงานได้เพียงสองเดือนเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรซึ่งเคยเป็นตัวชนวนและชักชวนให้มีการปฏิวัติประเทศใหม่โดยล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแล้วเขียนฉบับใหม่ขึ้นมาจากทีมทำงานที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติและมีจุดประสงค์ในการร่างฉบับใหม่อย่างชัดแจ้งว่าต้องใช้กำจัดหรือสกัดกั้นนักการเมืองจากพรรครัฐบาลเดิมอย่างเต็มที่ แล้วเคลือบด้วยน้ำตาลฉาบหน้าไว้ว่าทำเพื่อประชาชน เพิ่มอำนาจให้ประชาชน แต่แอบแฝงการทำลายดุลย์อำนาจตามหลักประชาธิปไตยลงอย่างสิ้นเชิง ผู้ร่างตั้งสมมติฐานก่อนการร่างฉบับใหม่ว่า นักการเมืองจากการเลือกตั้งคือ คนเลวทรามที่สุด แต่ขาดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งไม่ได้ ผู้ได้รับการแต่งตั้งและฝ่ายตุลาการคือ คนที่มีคุณธรรมสูงส่งที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยนดุลยภาพของอำนาจที่ต้องคานกันไว้ให้เอียงไปทางฝ่ายตุลาการและบุคคลที่รับการแต่งตั้งเป็นหลัก ดังนั้น ฉบับใหม่จึงกำหนดให้ฝ่ายตุลาการสอดแทรกเข้าทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองในหลายองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับงานบริหาร ทำให้ฝ่ายตุลาการที่ควรทำหน้าที่เป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่ข้อพิพาทของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่เข้าไปเกี่ยวพันหรือมีส่วนได้เสียด้วย กลายเป็นคนที่ทำงานทั้งสามฝ่ายและสวมบทบาทดังกล่าวหรือรวบทั้งสามอำนาจไว้โดยทางตรงหรือโดยอ้อม อันส่งผลต่อความโน้มเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือความไม่เป็นธรรมได้เพราะพรรคพวกมีส่วนทำงานบริหารประเทศด้วย บางมาตรายังให้ประโยชน์แก่ฝ่ายตุลาการสูงสุดและไม่เป็นธรรมต่อบุคลากรด้านงานยุติธรรมอื่นด้วย มันจึงเห็นเจตนารมณ์ที่ทำลายดุลยภาพของสามองค์กรหลักของประเทศที่ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวหรือก้าวก่ายงานของแต่ละฝ่ายเกินขอบเขตเพื่อรักษาดุลย์แห่งอำนาจตามหลักประชาธิปไตย แต่กลับนำอำนาจสองอย่างไปรวบไว้ให้ฝ่ายตุลาการเท่านั้นโดยใช้สารพัดวิธีทั้งสอดแทรกหรือทำงานในนามองค์กรอิสระ ทั้งที่บ้านเมืองจะอยู่อย่างมั่นคงได้ต้องอาศัยหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์บริหารประเทศอย่างสอดคล้องกัน ถ้าเอนเอียงไปเน้นที่กฎหมายทุกตัวอักษร ความแข็งกระด้างจะเกิดขึ้นและเป็นการทำลายตัวเองอย่างรวดเร็ว หากใช้หลักรัฐศาสตร์เข้าเสริมจุดอ่อนของหลักนิติศาสตร์ที่แข็งเกินไป จะเกิดจุดสมดุลย์ที่กลายเป็นความมั่นคงและยืดหยุ่นในการบริหารประเทศ อันส่งผลให้บ้านเมืองเจริญไปได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนฝ่ายตุลาการต้องรักษาความถูกต้องของกฎหมายอย่างแม่นยำ การลดหย่อนหรือโอนอ่อนทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น มิอาจใช้หลักรัฐศาสตร์เข้าเกี่ยวข้องเลย แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เน้นให้บ้านเมืองใช้ความกระด้างแข็งกร้าวเป็นหลักบริหารเพราะเน้นทำลายทุกการกระทำหรือทุกคนที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลเดิม กลุ่มพันธมิตรอยากมีส่วนในการบริหารบ้านเมืองตั้งแต่ก่อนปฏิวัติและหลังปฏิวัติก็ได้รับการสนองความต้องการด้วยการส่งเสริมบางคนเข้าร่วมคณะรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศตอบแทนการทำงานกันไปแล้ว แต่การพ่ายแพ้ของพรรคหุ่นเชิดของคณะปฏิวัติในสนามเลือกตั้งล่าสุดสร้างความไม่พอใจและหวาดระแวงแก่ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติอย่างมาก จึงต้องเรียกใช้บริการของกลุ่มพันธมิตรอีกครั้ง แทนที่พวกเขาจะสลายตัวไปหลังจากได้รัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขามิได้คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญซึ่งนักการเมืองทุกคนกำลังอยู่ในกรอบนั้น แต่เรียกร้องให้คนออกไปชุมนุมเพื่อบีบคั้นให้ได้ทุกสิ่งที่ตนต้องการโดยไม่เคารพตัวแทนประชาชนจากการเลือกตั้งด้วยอ้างว่านักการเมืองทุกคนซื้อเสียง ยกเว้นพรรคหุ่นเชิดที่มีความใสบริสุทธิ์ที่สุด พวกเขาไม่กล้าให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินพฤติกรรมและเจตนารมณ์แท้จริงด้วยการตั้งพรรคการเมืองแล้วส่งตัวแทนเลือกตั้ง เยี่ยงเดียวกับที่พรรคลัทธิเหมาของเนปาลกระทำในการเลือกตั้งล่าสุด และชาวเนปาลได้ออกเสียงเลือกตั้งตามที่ต้องการด้วยชัยชนะของผู้แทนจากพรรคลัทธิเหมา มันเป็นความกล้าหาญและจริงใจที่จะต่อสู้อย่างบริสุทธิ์แล้วให้ประชาชนตัดสินใจเลือกนโยบายและให้ความเชื่อถือแก่พรรคใด มันคือหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่ไม่ต้องใช้ปัญญาลึกซึ้งไตร่ตรองเลย กลุ่มพันธมิตรต้องการบริหารประเทศตามลัทธิความเชื่อของตน แต่ไม่กล้าลงสนามแข่งขันทั้งที่คราวที่แล้วคนถือกติกา คือ คณะปฏิวัติซึ่งสร้างโอกาสมีค่าที่จะมีชัยชนะเด็ดขาดได้ไม่ยาก เหตุผลเดียว คือ พวกเขาไม่กล้าลงสนามที่มีกติกาชัดเจนและเป็นธรรม แต่ชอบแหกกฎและอ้างตนเป็นคนบริสุทธิ์ที่สุดของประเทศไทย พวกเขาเน้นใช้อคติของคนและความหมั่นไส้ของมนุษย์ชักจูงให้ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อคำพูดของเขาอย่างง่ายดาย เพราะทุกคนต่างมีกิเลสและความหลงตนติดตัวไว้ แต่บางคนสามารถควบคุมสิ่งนี้ให้อยู่ในขอบเขตอันควรได้ จึงไม่ตกเป็นเหยื่อร่วมเป็นคนไม่เคารพกฎหมายบ้านเมืองและดึงประเทศให้ตกต่ำลงท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง คงไม่ลืมว่ากลุ่มพันธมิตรล้วนเป็นพนักงานรัฐหรือเศรษฐีที่ล้มละลายแล้วรวยได้ ไม่ต้องไปทำงานก็มีเงินเดือนหรือเงินใช้สอยเต็มที่ อันแตกต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ที่กลุ้มใจกับราคาอาหารที่พุ่งสูงมากวันนี้ การเป็นรัฐบาลทำงานตามหน้าที่แค่สองเดือนก็เปรียบคล้ายคนฝึกหัดงานที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงานตามคำโฆษณาหาเสียง ก็ถูกกลุ่มพันธมิตรและพรรคหุ่นเชิดภายใต้คำบงการของผู้อยู่เบื้องหลังคณะปฏิวัติที่ไม่ชอบใจผลการเลือกตั้งและยังหวังจะนำอำนาจบริหารบ้านเมืองไปส่งมอบให้พรรคหุ่นเชิดอยู่ ถ้าสังเกตให้ดีจักพบว่า หลังการเลือกตั้งองค์กรที่คณะปฏิวัติแต่งตั้งไว้ทำงานมุ่งเน้นทำลายรัฐบาลอย่างแข็งขันด้วยความเร่งด่วนเท่าที่กฎหมายเขียนเปิดช่องไว้ล่วงหน้า ตอนที่เขียนรัฐธรรมนูญเสร็จใหม่คณะปฏิวัติจัดตั้งองค์กรอิสระตามกฎหมายและตามอำนาจเพื่อให้ประชาชนลงมติรับกฎหมายใหม่นี้โดยไม่ได้เน้นเนื้อหาของมัน แต่บอกกึ่งบังคับว่า รับกฎหมายไปก่อน แล้วไปแก้ไขง่ายๆทีหลังเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ถ้าไม่รับมติ พวกเขาจะอยู่ปกครองต่อไป ประชาชนหลายคนหลงเชื่อคำพูดนั้นจึงลงมติรับรองฉบับใหม่เพื่อหวังไล่รัฐบาลเผด็จการออกไปให้เร็วที่สุด ขณะที่อีกพวกหนึ่งซึ่งมีคะแนนเสียงน้อยกว่าไม่มากกลับลงมติไม่รับ เพราะพิจารณาถ้วนถี่แล้วว่า แม้ไม่รับฉบับใหม่ ก็ต้องเอาฉบับเก่าไปใช้หรือแก้ไขเล็กน้อยเพื่อใช้งานโดยเร็วตามแรงบีบคั้นจากต่างประเทศและความยากแค้นของประชาชนซึ่งเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติและถูกต่อต้านจากรัฐบาลต่างประเทศ เมื่อตัวแทนประชาชนโดยผู้แทนต้องการเปลี่ยนปรับรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นและลดผู้ได้รับการแต่งตั้งหรืออำนาจของเขาให้น้อยลงอันเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย คนกลุ่มที่บอกว่ารับไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขตามที่ชอบทีหลังกลับต่อต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยสารพัดข้ออ้างที่ใช้ประชาชนเป็นโล่กำบังเจตนารมณ์ในการรักษาอำนาจของผู้ได้รับการแต่งตั้งไว้ในการกำจัดบุคคลตามใบสั่งให้สำเร็จและข่มขู่ประชาชนว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ จะเกิดการปฏิวัติครั้งใหม่ ทั้งที่สถานการณ์ของประเทศและเศรษฐกิจแตกต่างและไร้ข้ออ้างที่เหมาะสมจะปฏิวัติอีกครั้ง โดยไม่เอ่ยถึงบทเรียนน่าอนาถช่วงปฏิวัติที่ชาวโลกไม่ต้อนรับหรือยอมเจรจาทางการค้ากับรัฐบาลเผด็จการของไทยถึงหนึ่งปีเต็ม ถ้าไม่ใช่การสะสมความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจหรือการเกษตรของรัฐบาลเดิม ทำให้มีเงินคลังสะสมสูงพอควร ความวินาศทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ในอาการหนักกว่านี้แน่ เมื่อกลุ่มพันธมิตรไม่สามารถแสวงหาความผิดที่ชัดเจนพอจะฟ้องเอาความผิดทางศาลได้เพราะรัฐบาลพยายามป้องกันมิให้พวกซากเดนของการปฏิวัติซึ่งจ้องทำลายรัฐบาลโดยใช้รัฐธรรมนูญใหม่ทำงานได้สะดวกใจและด้วยเวลาเพียงสองเดือน จึงยังเป็นการทำงานต่อเนื่องจากคณะปฏิวัติและยังไม่ริเริ่มงานใหม่ หากฟ้องหรือร้องเรียนจะไปกระทบต่อผู้ส่งเสริมพวกตน จึงหันไปหาวิธีดั้งเดิมที่เคยกระทำไว้ต่อรัฐบาลก่อนการปฏิวัติ คือ ตั้งข้อหาว่าเจตนาทำลายล้างสถาบันสำคัญของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา กษัตริย์ แล้วดึงภาพข่าวต่างประเทศมาเป็นข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลต้องการล้มล้างสถาบันสำคัญเหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นในเนปาล จากนั้นก็พูดปลุกระดมให้ชาวบ้านเชื่อว่า รัฐบาลกำลังล้มล้างสถาบันนั้น ทั้งที่ทุกช่องข่าวก็ลงข่าววิกฤตของสถาบันกษัตริย์ในเนปาลจากความเห็นของผู้ชนะการเลือกตั้งของพรรคลัทธิเหมา คนไทยมองเป็นข่าวหนึ่งที่รับรู้กันไว้ในฐานะเป็นเพื่อนร่วมโลก แต่ให้ความสนใจกับราคาข้าวถุงที่แพงขึ้นและราคาน้ำมันสูงไม่หยุดมากที่สุด กลุ่มพันธมิตรแถลงข่าวตั้งข้อกล่าวหาทันทีว่า รัฐบาลต้องการล้มล้างสถาบันสำคัญโดยแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นการบิดเบือนจุดประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการให้การบริหารบ้านเมืองเข้มแข็งตามหลักสากลและไม่ให้บางกลุ่มใช้รัฐธรรมนูญทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ที่เขียนสอดแทรกไว้ที่ฉบับใหม่ ถ้าคนไทยไม่ใช้สติยั้งคิดก็ต้องเชื่อตามที่พวกเขาบอกเล่าเป็นฉากไว้ ข้อกล่าวหาล้มล้างสถาบันสำคัญของชาตินิยมใช้กันหนักขึ้นเมื่อไม่สามารถมองหาความผิดอื่นไปกล่าวหาศัตรูทางการเมืองได้ ทำให้ข้อกล่าวหาประเภทนี้ขาดความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อนการไม่ภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาตินั้นเป็นเรื่องใหญ่และมีโทษประหารชีวิต จึงไม่นำไปใช้กล่าวหากันพร่ำเพรื่อและต้องมีหลักฐานน่าเชื่อถือเพียงพอ แม้การไต่สวนลงโทษยังต้องกระทำด้วยความรอบคอบและเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วย เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งให้ร้ายป้ายสีกันอันเป็นหลักที่กษัตริย์ในอดีตพิจารณาเคร่งครัดอย่างมากเพราะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติด้วย ทำให้การลงโทษด้วยข้อหาไม่ภักดีต่อสถาบันเห็นไม่บ่อยมาก แต่ปัจจุบันนี้กลุ่มพันธมิตรกับนักการเมืองบางคนใช้ข้อกล่าวหาไม่ภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติบ่อยครั้งจนฟังชินหู เมื่อมีข้อกล่าวหานี้ให้ได้ยินก็เป็นที่รู้กันว่า พวกเขาหมดปัญญาหาความผิดอื่นสาดใส่ศัตรูการเมืองแล้ว จึงหยิบยื่นข้อหาไม่ภักดีต่อสถาบันเพราะพูดสบายปาก ไม่มีกฎหมายกำหนดโทษชัดเจนในเรื่องความไม่ภักดี จะให้เป็นกบฏตามกฎหมายอาญาอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีท่าทีชัดเจนขนาดนั้น จะใส่ร้ายยัดเยียดหลักฐานก็ทำได้ไม่ถนัดเพราะขาดอำนาจแท้จริงและเป็นเพียงกลุ่มที่ไม่มีกฎหมายรองรับอีกทั้งนายใหญ่ยังไม่กล้าทุ่มเทมากพอจะสร้างหลักฐานกบฏขึ้น จึงทำได้เพียงกล่าวอ้างว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติ ข้อกล่าวหาไม่ภักดีจึงกลายเป็นข้อหาง่ายๆที่กลุ่มพันธมิตรนำไปใช้หาประโยชน์ใส่ตนอย่างสนุกปากและช่วยในการปลุกระดมคนให้หลงเชื่อง่ายที่สุด การใช้ข้อกล่าวหานี้บ่อยครั้งและทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของความไม่ภักดีลงอย่างมาก ความจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของประเทศไทย คือ ชาติ ศาสนา และ กษัตริย์ มีความหมายลึกซึ้งและเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศไทยมานานหลายร้อยปีนับแต่ประเทศไทยถือกำเนิดขึ้น แม้จะไม่กำหนดเป็นกฎหมายลงโทษผู้ไม่ภักดีต่อสถาบันดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่สอดแทรกไว้ในความผิดหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันนั้น เนื่องเพราะความรู้สึกนี้อยู่ในจิตสำนึกของคนไทยอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติเป็นกฎหมายไว้ ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรและนักการเมืองบางคนใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทำลายศัตรูการเมืองของตนอันเป็นการทำลายความหมายแท้จริงและความศักดิ์สิทธิ์ของมันลง เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลสมัย เหตุไฉนการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของประเทศ คนไทยควรตั้งสติฟังการชี้แจงจากผู้แทนที่ผ่านการเลือกตั้งของตนว่าจักปรับปรุงข้อกฎหมายใด และส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทย โดยคำนึงถึงอนาคตการเมืองของไทยตามหลักประชาธิปไตย และพิจารณาที่มาของฉบับเดิมว่ามาจากการปฏิวัติที่ต้องเขียนเพื่อรักษาประโยชน์และคนของตนไว้ตามหลักกิเลสคนที่ว่าไม่มีใครลงทุนทำงานโดยไม่ต้องการค่าตอบแทนหรือความมั่นคงในชีวิต จึงไม่แปลกที่คณะปฏิวัติจะทำสิ่งนั้นได้ ในทางตรงกันข้ามการปรับปรุงรัฐธรรมนูญทำโดยผู้แทนราษฎรไม่ได้ โดยมีหุ่นเชิดหรือผู้นิยมการปฏิวัติคอยขัดขวางไว้และคอยทำลายล้างฝ่ายบริหารที่มาจากเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติ แต่หุ่นเชิดของตัวเองพ่ายแพ้ มันแสดงว่าบรรดาหุ่นเชิดหรือคณะปฏิวัติไม่เคารพกฎหมายที่เขียนด้วยตัวเอง ผู้มีสติปัญญาและความรู้ไม่ควรเชื่อถือคนกลุ่มนั้นและย่ำเท้ากลายสภาพเป็นนักประท้วงข้างถนนที่ไม่เคารพกฎหมายแต่ชอบใช้พลังของคนกลุ่มใหญ่บีบคั้นผู้อื่น มันแตกต่างจากอันธพาลข้างถนนอย่างใด การเชื่อฟังคำสั่งของกลุ่มพันธมิตรในยามที่ประเทศกำลังประสบภาวะน้ำมันแพง ข้าวราคาสูง ค่าครองชีพสูง โดยไม่ใช้สติไตร่ตรองก่อนจะเพิ่มปัญหาให้รัฐบาลซึ่งเพิ่งเริ่มต้นแก้ไขปัญหาของชาติและจำต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลของการทำงาน หากกลุ่มพันธมิตรตัดสินรัฐบาลล่าสุดด้วยเวลาแค่สองเดือนให้ไล่ออกตามใบสั่งของผู้บงการงานปฏิวัติ มันจะไม่เป็นการยุติธรรมต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 60 ล้านคน รัฐบาลมีหลายบทบาทในการบริหารประเทศทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงสามารถทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้เพราะมีบุคลากรรับผิดชอบงานเหล่านั้นอย่างชัดเจน การพัฒนาบ้านเมืองหรือการเมืองจึงไม่จำเป็นต้องทำแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเท่านั้น รัฐบาลอาจเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมกับการเมืองได้ แล้วยังจัดการชะล้างซากเดนของการปฏิวัติให้ออกไปจากสังคมไทยในเวลาเดียวกันได้ ตามหลักสากลแล้วประชาธิปไตยไม่มีทางอยู่ร่วมกับการปฏิวัติได้ จึงเห็นได้ว่าเมื่อเกิดการปฏิวัติเมื่อไร สัญลักษณ์ของประชาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญกับการเลือกตั้ง จะถูกทำลายเป็นสิ่งแรกเสมอ จากนั้นจะเขียนกฎระเบียบของตัวเองขึ้นใช้บังคับกับผู้แพ้ มันเป็นรูปแบบที่ต้องเกิดขึ้นกับการปฏิวัติและประชาชนภายใต้การบริหารแบบเผด็จการ อันส่งผลผลักดันให้บ้านเมืองล้าหลัง ไม่ว่าผู้ปฏิวัติจะมีข้ออ้างสวยหรู แต่เวลาในอดีตพิสูจน์ความลำบากยากแค้นที่ประชาชนต้องได้รับจากการปฏิวัติ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามปิดบังผลในทางไม่ดีไว้ก็ตาม ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพงอันสืบเนื่องจากผลการปฏิวัติที่ไม่ได้เตรียมประเทศให้รับมือกับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงและผลผลิตการเกษตรทั่วโลกลดลง เพราะพวกเขาหมกมุ่นกับการค้นหาวิธีกำจัดศัตรูการเมืองหรือการผ่องถ่ายงบประมาณไปตอบแทนคนที่ช่วยงานให้สำเร็จ ทำให้คนไทยต้องปรับตัวหนักมากในภาวะนี้โดยรัฐบาลเลือกตั้งจำต้องคิดพิจารณาอย่างถ้วนถี่กับมาตรการช่วยเหลือประคองปากท้องของคนไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตข้าวหายาก อาหารราคาแพง น้ำมันขึ้นไม่หยุด เป็นที่รู้กันดีตั้งแต่ผลการเลือกตั้งประกาศให้ฝ่ายใดเป็นรัฐบาลก็มีความพยายามโค่นล้มตัวแทนประชาชนที่ชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยกฎหมายที่ตนร่างไว้ล่วงหน้าและคณะบุคคลที่แต่งตั้งไว้ก่อน มันเป็นแผนการที่วางไว้เพื่อป้องกันแผนแรกพลิกผัน จึงต้องใช้สิ่งที่สร้างไว้เพื่อสานเจตนารมณ์ต่อไป เป้าหมายสุดท้ายที่ผู้บงการงานปฏิวัติต้องทำให้สำเร็จคือ กำจัดศัตรูการเมืองให้ราบคาบ และ พรรคหุ่นเชิดต้องบริหารประเทศเพราะเป็นผู้ที่เชื่อฟังคำสั่งของเขามากกว่าทำเพื่อประชาชนและหลักประชาธิปไตย โดยไม่คำนึงถึงปากท้องของประชาชนที่ต้องพึ่งพาการทำงานของรัฐบาลในช่วงรอยต่อที่ใช้รัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว เมื่อใดที่ข้อกล่าวหาความไม่ภักดีใช้อย่างถูกกาลเทศะและศักดิ์สิทธิ์กว่านี้ คงทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นแน่นอน แต่การใช้อ้างพร่ำเพรื่อก็เป็นเรื่องที่ได้ยินแล้วต้องอมยิ้มขำด้วยเป็นที่รู้กันในสาธารณชนว่า ผู้กล่าวหาไม่มีความผิดปาใส่เขา ก็เลยยกข้อหาไม่ภักดีต่อสถาบันโยนใส่อย่างสนุกปาก คนกล่าวหาคงมีสมองเล็กแค่นี้เอง ถ้ามีคนประเภทนี้มาก ต้องเหนี่ยวรั้งชาติมิให้เจริญรุ่งเรืองแน่ หวังว่าประเทศนี้จะมีคนแบบนี้ให้น้อยที่สุดเพราะคิดและพูดกล่าวหาคนอื่นได้ข้อหาเดียวเท่านั้น สักวันหนึ่งเมื่อผู้ใดแย่งเข้าห้องน้ำไม่ได้ คงต้องกล่าวหาอีกฝ่ายว่า ไม่ภักดีคิดล้มล้างสถาบันสำคัญ ซึ่งกำลังกลายเป็นข้อกล่าวหายอดฮิตแห่งยุคไซเบอร์แล้ว จักมีคำถามต่อไปว่าสถาบันสำคัญ ณ วันนี้ที่คนไทยต้องให้ความภักดีสูงสุด นอกเหนือจาก ชาติ ศาสนา และ กษัตริย์ คือ กลุ่มพันธมิตรหรือ ?
******************************** 4/27/2008 เหตุหย่าตามกฎหมาย ข้อ 1ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติว่า “เหตุหย่า มีดังต่อไปนี้ 1. สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้ หรือ มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ
คำอธิบาย การหย่าตามกฎหมายทำได้ 2 วิธี คือ โดยความยินยอมของคู่สมรสและไปจดทะเบียนหย่า กับ โดยคำพิพากษาของศาลซึ่งต้องมีพฤติกรรมเข้าเหตุหย่าที่กฎหมายกำหนด จึงสามารถฟ้องหย่าได้ ถือเป็นข้อจำกัดการหย่าอย่างหนึ่ง เหตุหย่า ข้อ 1 เป็นเหตุหย่าที่ใช้อ้างกันมากที่สุด คือ การเลี้ยงดูหญิงหรือชายอื่น เป็นชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ข้อนี้มีการแก้ไขใหม่เมื่อปีพ.ศ. 2550 เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเหตุหย่าของชายหญิง โดยไม่ว่าสามีหรือภริยาเลี้ยงดูยกย่อง เป็นชู้ มีชู้ หรือ เที่ยวโสเภณีชายหรือหญิงเป็นประจำ สามารถใช้เป็นเหตุหย่าได้ ข้อสังเกตสำคัญ คือ การเลี้ยงดู เป็นชู้ หรือ ร่วมประเวณี นั้นไม่จำกัดเพศ ดังนั้น คู่สมรสอาจถูกฟ้องหย่าด้วยเหตุการเป็นชู้กับชายด้วยกันหรือหญิงด้วยกันก็ได้
***********************
4/20/2008 น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอกน้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก หมายถึง เก็บความไม่พอใจไว้ในใจ แสดงออกให้คนเห็นว่ายังเป็นมิตรกันอยู่
คำอธิบาย ผู้ใหญ่สองฝ่ายอาจมีความโกรธเคือง ขุ่นใจ ต่อกัน แต่เก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ในใจ แล้วแสดงท่าทีต่อสายตาบุคคลภายนอกว่าทั้งสองฝ่ายยังดีกัน เข้าใจกัน ชื่นชมกัน ส่วนใหญ่จะเห็นกันในวงการธุรกิจ หรือ นักการเมือง หลายครั้งจะได้ยินข่าวลือว่านักการเมืองคนนั้นขัดแย้งกับอดีตนักการเมืองซึ่งมีอาวุโสกว่าด้วยการไม่เชื่อฟังคำสั่งเหมือนเดิม เมื่อนักข่าวไปถามข่าวลือนี้ จะได้รับคำตอบปฏิเสธประกอบรอยยิ้มเย็นเสมอ ทั้งที่เขากัดฟันตอบ แต่ใจขุ่นมัวกับความเปลี่ยนแปลงนั้น จนกระทั่งกลายเป็นการล้างแค้นต่อกันเมื่อลูกรักกลายเป็นลูกชังเพราะเดินออกนอกคำสั่งโดยใช้ชีวิตคนไทยเป็นเดิมพันเพื่อทวงความรุ่งเรืองเก่าๆคืนมา บางครั้งคนที่ตนเคยสนับสนุนขึ้นสู่อำนาจสูงเริ่มใช้สมองคิดพิจารณาเองได้ ย่อมสร้างความขุ่นใจแก่ผู้อยู่เบื้องหลังจนกลายเป็นความแค้นที่ต้องล้างอายด้วยการทำลายให้เห็นบารมีอำนาจกันจากการผลักตกจากตำแหน่งให้ได้ การเก็บความไม่พอใจไว้ในใจ อย่าแสดงออกนอกหน้า เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่มักสอนเด็กให้กระทำกันเพราะถือเป็นมารยาทที่ดีของคนไทย แต่ผู้ใหญ่มักนำไปใช้ในทางที่ผิดและมากเกินกว่าเป็นแค่มารยาทที่ดีเท่านั้น
****************************** 4/18/2008 คลังอาหารหรือคลังน้ำมันคลังอาหาร หรือ คลังน้ำมัน
เขียนโดย ลูกแก้ว
สภาวะข้าวยาก หมากแพง ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วและในทุกทวีป เนื่องจากสภาวะอากาศแปรปรวนทำให้การเพาะปลูกที่เคยรุ่งเรืองเมื่อหลายปีก่อนเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย ผลผลิตทางเกษตรในหลายประเทศลดลงเพราะความเสียหายจากสภาพอากาศหรือโรคร้ายหรือแมลงกัดกิน ข่าวการประท้วงของประชาชนในประเทศต่างๆมีให้เห็นกันทุกวัน นอกเหนือจากข่าวน้ำมันขึ้นทุกสัปดาห์ ช่วงนี้จึงเป็นสภาพอาหารขาดแคลน มีราคาสูงมาก ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีราคาสูง แต่ไม่ขาดแคลน อันเกิดจากการคุมราคาให้สูงโดยเจ้าของแหล่งน้ำมันและพ่อค้าคนกลางปั่นราคากันสนุกสนาน อาหารและน้ำมันจึงมีสาเหตุแตกต่างกันอันส่งผลให้ราคาสูงและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งโลก ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวเจ้าและส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถือเป็นคลังอาหารสำคัญในระดับโลกและเอเชีย แม้ทั่วโลกจะประสบปัญหาขาดอาหาร แต่คนไทยมีข้าวกินอย่างพอเพียง และมีหลายส่วนสามารถส่งจำหน่ายไปทั่วโลกได้ ทั้งนี้เพราะฝีมือของชาวนาที่ปลูกและดูแลข้าวได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ต้องเผชิญกับปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนเยี่ยงเดียวกับทั่วโลก แต่มีผลกระทบต่อไทยไม่มากนักเพราะชาวนาไทยมีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหาได้ลุล่วงดีโดยรัฐบาลช่วยจัดสรรน้ำและให้คำแนะนำเป็นระยะ ความเสียหายไม่มากนัก ผลผลิตข้าวสะสมจึงมีมากในวันนี้ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่กำลังขาดแคลนข้าวอย่างหนัก อีกทั้งการบริหารจัดการปริมาณข้าวในประเทศทำได้ดีพอควร ณ วันนี้ที่ราคาข้าวในตลาดโลกสูง ข้าวไทยจึงมีค่าดั่งทองและมากกว่าน้ำมันดิบ เพราะมนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหาร มิใช่น้ำมันดิบ ภูมิศาสตร์ของประเทศไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกที่ดี ดินอุดมสมบูรณ์ น้ำมาจากป่าธรรมชาติในไทย มิใช่ต้องรอน้ำไหลมาจากป่าเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียวหรือไม่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง คนไทยมีชีวิตและจิตวิญญาณใกล้ชิดกับการเกษตรมาแต่ดึกดำบรรพ์และสืบทอดพรสวรรค์กันมาหลายชั่วคน ข้าวไทยมีการพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่องและเพิ่มปริมาณขึ้นทุกปี แม้แต่ผลไม้หรือพืชเกษตรหลายอย่างของต่างประเทศหากนำมาปลูกในไทยก็สามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณสูงด้วยฝีมือของเกษตรกรไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ยางพารา กล้วยไม้ มันสำปะหลัง และอื่นๆ เรากลายเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นของโลกในหลายสินค้า ความแตกต่างที่สร้างความฉงนใจแก่คนทั้งโลก คือ เจ้าของแหล่งผลิตอาหารของโลกอย่างไทยและบางประเทศกลับไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าเกษตรได้ ส่วนลูกค้าเป็นผู้ให้ราคาซื้อตามใจชอบ ทำให้หลายปีที่ผ่านมาไทยและหลายประเทศต้องพบภาวะตกต่ำในราคาสินค้าเกษตรเพราะถูกกดราคาลง หากพิจารณาให้ลึกซึ้งและเปรียบเทียบกับกลุ่มโอเปคซึ่งกำหนดราคาขายน้ำมันได้ตามดุลพินิจของสมาชิก แต่ประเทศกลุ่มเกษตรกรรมไม่มีการรวมตัวกันแน่นเท่ากับกลุ่มโอเปคทำให้ราคาซื้อขายกระจัดกระจายและแย่งชิงตลาดกันเอง กลุ่มผู้ซื้อฉวยโอกาสเป็นคนกำหนดราคาซื้อฝ่ายเดียว กลไกตลาดจึงไม่สมดุลย์โดยปริยาย ผลประโยชน์ที่ควรเป็นของประเทศเกษตรกรรมจากความเหนื่อยยากของผู้ผลิตก็ผันไปอยู่กับประเทศลูกค้าเป็นหลัก คือ ซื้อของราคาถูก คุณภาพดี แต่ผู้ผลิตเอารายได้นี้ไปซื้อน้ำมันราคาแพงขึ้นโดยไม่มีทางเลือก ผืนดินของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะในการเพาะปลูกพืชพรรณมากกว่าการขุดหาน้ำมันเพราะความอ่อนวัยของแผ่นดินที่แตกต่างจากประเทศในตะวันออกกลาง แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยภาวะเชื้อเพลิงของไทยได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรดัดแปลงเป็นเชื้อเพลิงรุ่นใหม่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบอย่างเดียว การมองหาจุดยืนเหมาะสมกับคนไทยและการใช้แผ่นดินไทยทำมาหาประโยชน์หรือรายได้เข้าประเทศเพื่อสร้างความสุขและคนไทย คือ คนไทยมีพรสวรรค์ในการปลูกดูแลพืชพรรณ แผ่นดินสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกพืชอาหาร หัวใจสำคัญของมนุษย์ คือ การกินอาหาร ถ้าขาดอาหาร มนุษย์มีสิทธิ์ตายได้ แต่ขาดน้ำมัน คนยังเลี่ยงไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนกัน เช่น พลังนิวเคลียร์ พลังน้ำ พลังลม เชื้อเพลิงผสมพิเศษ เป็นต้น ดังนั้น วิธีกุมชะตาชีวิตมนุษย์ไว้ นอกเหนือจากอากาศแล้ว ก็คือ น้ำกับอาหาร ผู้ใดครองแหล่งน้ำกับแหล่งอาหารได้ คือ มหาอำนาจตัวจริง จีนกับอินเดียจึงเป็นที่กล่าวขานกันมากว่า จะเป็นมหาอำนาจยุคใหม่ของโลก เพราะเป็นเจ้าของแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของตัวเอง และมหาสงครามครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นจากการแย่งเป็นเจ้าของปัจจัยสำคัญของมนุษย์ ประเทศไทยจึงควรใช้ศักยภาพพื้นฐานของแผ่นดินและบุคลากรเพื่อเป็นแหล่งอาหารของโลกมากกว่าขุดแผ่นดินหาน้ำมัน โดยพัฒนาพืชเกษตรให้เป็นส่วนหนึ่งของเชื้อเพลิงได้ จักส่งเสริมให้ราคาผลผลิตเกษตรสูงขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากมีจุดประสงค์ใช้สอยเพิ่มขึ้นจากการเป็นแค่อาหารก็สามารถทำเป็นเชื้อเพลิงได้ น้ำมันเกิดขึ้นจากการสะสมของซากพืชซากสัตว์นับล้านล้านปี จึงแปรสภาพเป็นน้ำมันอยู่ใต้ผืนทรายในบางประเทศของโลกและมีจำนวนจำกัด มันจะหมดไปจากโลกในวันหนึ่งอย่างแน่นอน หากจะรอให้มีน้ำมันใหม่ขึ้นอีกก็ต้องใช้เวลาสะสมอีกหลายล้านปี ปัจจุบันนี้หลายประเทศจึงมองหาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งในผืนดินหรือสร้างขึ้นใหม่เพื่อทดแทนน้ำมันซึ่งกำลังหมดลงไปเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้ามกับผืนดินที่สร้างพืชอาหารเลี้ยงมนุษย์ให้มีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไม่จำกัดเวลาและปริมาณ ขอเพียงมนุษย์ใช้สติปัญญาและแรงงานเพื่อรักษากับหาประโยชน์จากดินอย่างเหมาะสมและรู้คุณค่า ผืนดินก็ตอบแทนมนุษย์ด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างไม่มีสิ้นสุด ดังนั้น การรู้จักคุณค่าของผืนดินและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมของประเทศที่มีแหล่งเพาะปลูกพืชอาหารที่อุดมสมบูรณ์น่าจะเหมาะสมกับประเทศไทยที่สุดด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ กอปรกับภูมิปัญญาของคนไทยที่สามารถสร้างสรรค์พันธุ์พืชและเพาะปลูกได้อย่างดีเยี่ยมมานานหลายร้อยปี เราจึงเป็นตลาดข้าวอันดับหนึ่งของโลกและตลาดยางพาราหนึ่งในสามของโลกด้วยเวลาอันยาวนาน หากผู้บริหารประเทศมีวิธีจัดการน้ำ ผืนดิน และ ปุ๋ย แก่ผู้เพาะปลูกกับการพัฒนาความรู้ด้านพันธุ์พืชหรือวิธีกำจัดแมลงต่อเนื่อง เชื่อได้ว่า ประเทศไทยจะขยายการผลิตอาหารป้อนชาวโลกให้อิ่มท้องได้ไม่ยากนัก นอกจากนั้น แนวคิดด้านการรวมตัวของแหล่งผลิตอาหารในโลก เช่น จีน อินเดีย ไทย เวียดนาม มาเลเซีย พม่า ลาว เขมร เป็นต้น ส่วนอินโดนีเซียมีแหล่งน้ำมันจำนวนมากและผลิตปุ๋ยได้สูงกับราคาไม่แพงให้ความร่วมมือในการป้อนพลังงานและปุ๋ยแก่แหล่งผลิตอาหารของเอเชีย มันจะสร้างความเข้มแข็งและเกื้อกูลกันระหว่างชาติเอเชียอันส่งผลให้เจ้าของแหล่งอาหารโลกมีอิทธิพลสูงขึ้นและกลายเป็นผู้กำหนดราคาผลผลิตการเกษตรด้วยตัวเอง แทนที่จะอยู่ในมือของผู้ซื้อเหมือนที่เป็นอยู่ในวันนี้ ขอเพียงมีความสามัคคี การรู้จักแบ่งปัน ความถ่อมตน ความไม่เอารัดเอาเปรียบในกลุ่มชาติเอเชีย เชื่อว่าแหล่งอาหารโลกของชาติเอเชียจะมีความเข้มแข็งไม่แตกต่างจากชาติอาหรับเจ้าของแหล่งน้ำมันดิบใหญ่ของโลก ซึ่งประเทศลูกค้าต้องให้ความเกรงใจกัน ณ เวลานี้จะเห็นผลกระทบของการขาดแคลนอาหารในหลายประเทศเปรียบเทียบกับภาวะน้ำมันแพงแล้วว่า อาหารมีความสำคัญมากขนาดสามารถขับไล่ผู้นำประเทศที่ไร้ความสามารถในการหาอาหารป้อนประชากรไม่ได้หรือทำงานล่าช้า ประเทศไทยควรทบทวนบทบาทเหมาะสมของตนอีกครั้งว่า ควรใช้ผืนดินปลูกพืชอาหารหรือขุดดินหาน้ำมันทำให้ผืนดินเสียหาย แล้วเร่งปรับปรุงระบบจัดการน้ำ การใช้ที่ดิน ราคาปุ๋ยที่เป็นธรรม ควบคุมราคาซื้อขายผลผลิตการเกษตรให้เหมาะสม ทูตพาณิชย์ต้องทำงานหนักขึ้นในการหาลูกค้าใหม่ที่ต้องการอาหารซึ่งมีอยู่ทั่วโลก โดยต้องระลึกไว้เสมอว่า อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ทั้งโลกที่ต้องกินกันทุกคนจึงทำให้ประเทศชาติสงบสุขได้ ประเทศไทยและคนไทยถือเป็นแหล่งผลิตอาหารและคนผลิตที่สำคัญยิ่งของโลก ถ้าเราผลิตและขายอาหารได้มาก คนทั้งโลกต้องพึ่งพาอาหารจากการผลิตของไทยและชาติเอเชีย เราย่อมมีความสามารถซื้อน้ำมันราคาสูงหรือต่อรองให้ได้ราคาเป็นธรรมก็ได้ อีกทั้งอำนาจต่อรองในการซื้อขายสินค้าก็มีเพิ่มขึ้นเพราะคนไทยดูแลท้องของพวกเขาไว้ ข้าวอิ่มท้อง คนไทยทำมาหากินดี มีเงินทองซื้อหาข้าวของหรือน้ำมันจากที่ใดในโลกก็ได้ ขอจงภูมิใจในบรรพชนไทยที่ปกป้องรักษาแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ผืนนี้เพื่อคนไทย หน้าที่ของคนรุ่นต่อมา คือ ปกป้องรักษาพัฒนาผืนดินให้อุดมสมบูรณ์สืบเนื่องต่อไปเพื่อคนไทยรุ่นหลังด้วยสติปัญญาและความรักผืนดินแห่งนี้ซึ่งมีนามว่า ประเทศไทย
************************* 4/12/2008 รัฐยึดกิจการ กับ ตลาดเสรีตลาดเสรี VS ยึดกิจการ เขียนโดย แก้วมณี
ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาด้วยแนวคิดตลาดเสรีตั้งแต่โบราณกาลแล้วซึ่งใครใคร่ค้า ก็ค้าขาย ใครใคร่ซื้อ ก็ซื้อได้ แต่ละยุคสมัยมีการพัฒนาระบบคิดให้เข้ากับวิทยาการในสมัยนั้น กรุงเทพฯถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศในการค้าขายและนำเงินตราเข้าประเทศเพื่อหล่อเลี้ยงปากท้องของชาวบ้านในรูปของเงินภาษีซึ่งแปรสภาพเป็นงบประมาณไปใช้พัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง การศึกษาสูงทำให้การค้าขายในเมืองหลวงมีการพลิกแพลงและพัฒนาหลากหลายอันส่งผลให้การนำเข้าและส่งออกของไทยทะยานสูงขึ้นต่อเนื่อง กิจการค้าขายมีหลายรูปแบบและซับซ้อนเพิ่มขึ้น เมื่อบ้านเมืองเจริญมากเทียบเท่าประเทศทางตะวันตก ทำให้รัฐวิสาหกิจหลายแห่งโดยเฉพาะเพื่อทำกำไรต้องปรับเปลี่ยนตัวเองต่อสู้แข่งขันกับกิจการของเอกชน อันเป็นหลักเบื้องต้นด้านเศรษฐกิจการตลาด โดยการใช้ศักยภาพขององค์กรเป็นอาวุธ ไม่สามารถทำตัวเป็นเสือนอนกินเหมือนหลายสิบปีก่อนได้ รัฐวิสาหกิจของไทยที่มีรัฐบาลถือหุ้นใหญ่มักจะเป็นกิจการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคของคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งเมื่ออดีตเกือบร้อยปียังไม่มีเอกชนใดสามารถทำได้ จึงต้องเริ่มต้นที่ฝ่ายราชการก่อน เมื่อเวลาผ่านไปแนวคิดด้านการตลาดและความเจริญที่เกิดขึ้นสร้างกลไกการตลาดและระบบการแข่งขันที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น โดยมีหลักคิดว่าเมื่อมีคนทำกิจการใดมาก จะทำให้ราคาใช้บริการเป็นธรรมและระบบบริการดีขึ้นอันส่งผลให้ประชาชนใช้ของราคาถูกลง บริการดีขึ้น หากย้อนกลับไปสู่รุ่นปู่ยาตายายพ่อแม่ของหลายท่านจะทราบดีว่า รัฐวิสาหกิจของไทยมีอำนาจกำหนดราคาใช้บริการตามใจชอบ เมื่อไรก็ได้ โดยแค่อ้างเหตุผลว่า เพื่อความเหมาะสม และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้พรรคการเมืองของตนได้ง่าย รัฐวิสาหกิจหนึ่งซึ่งถือเป็นตัวอย่างแห่งความอดสูใจที่คนไทยในอดีตไม่เคยลืม คือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผูกขาดเรื่องโทรศัพท์ทั้งประเทศมาเกือบร้อยปี ไม่ว่าประเทศจะเจริญหรือถดถอย ใครขอโทรศัพท์จะได้รับคำตอบอย่างเดียว คือ รอคู่สายก่อน ขยายแล้วจะแจ้งให้ทราบ บางบริษัทหรือบางคนต้องรอโทรศัพท์หนึ่งเครื่องด้วยเวลา 9 ปี ทำให้เกิดธุรกิจมืดในการซื้อขายคู่สายด้วยราคาหลายหมื่นบาทต่อหนึ่งหมายเลข สาเหตุที่พวกเขาต้องยอมทุ่มเทเงินทองเพื่อซื้อหมายเลข คือ ธุรกิจหรือการติดต่อของบุคคลจะเกิดขึ้นหรือดำเนินต่อไปไม่ได้ถ้าขาดโทรศัพท์ ส่วนคนที่ขายหมายเลขล้วนเป็นบุคลากรในองค์การฯซึ่งเปลี่ยนสถานภาพการเงินกันง่ายๆ เป็นเศรษฐีย่อยๆในเวลาไม่กี่เดือน มันจึงเป็นรัฐวิสาหกิจไทยระดับต้นที่คนอยากเข้าเป็นพนักงานมากที่สุดในสมัยนั้น องค์การฯนี้ได้รับงบประมาณสูงต่อเนื่องทุกปีด้วยข้ออ้างว่า จะใช้ขยายคู่สาย แต่เกือบร้อยปีประชาชนก็ไม่เคยใช้สะดวกใจเลยด้วยข้ออ้างว่า ขาดคู่สาย แต่มีเงินใต้โต๊ะ คู่สายก็มารอหน้าบ้านแล้ว ความอัดอั้นใจสั่งสมกันมานานในกลุ่มประชาชนจนกระทั่งนักการเมืองยุคหนึ่งเปลี่ยนแปลงองค์การฯนี้เพื่อจุดประสงค์เดียว คือ โทรศัพท์ต้องมีสนองความต้องการของประชาชนอย่างเพียงพอและส่งเสริมบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น แต่ไม่ให้องค์การฯเสียหายจากรายได้มากนัก โดยขายสัมปทานทำโทรศัพท์ส่วนหนึ่งให้เอกชน ส่วนองค์การฯทำโทรศัพท์เองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็นั่งรับเงินสัมปทานจากเอกชน บทพิสูจน์ข้ออ้างในอดีตขององค์การฯนี้เห็นชัดแค่หนึ่งปีที่เอกชนได้รับสัมปทานโทรศัพท์ด้วยการสร้างคู่สายและโครงข่ายต่างๆเองตามหลักเกณฑ์เดียวกับขององค์การฯ เขาทำโปรโมชั่นให้ประชาชนติดตั้งโทรศัพท์และแถมเครื่องแฟกซ์ นอกจากนั้นยังรับประกันติดตั้งรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องรอสิบปี ค่าติดตั้งก็ถูกกว่าขององค์การฯ ประชาชนมีความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อการขอหมายเลขใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน แทนที่จะเป็น 10 ปีเหมือนที่พ่อแม่เคยพบเจอจากงานบริการขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การขยายหมายเลขของเอกชนพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งเลขหมายแทบไม่พอติดตั้ง จึงต้องขอแบ่งเลขหมายที่อยู่ในครอบครองขององค์การฯมาจัดสรรใช้งานกัน ส่วนเลขหมายขององค์การฯไม่อยู่ในความสนใจของประชาชนอีกเพราะยังติดระเบียบราชการและระยะเวลายาวนานมาก แล้วยังมีการเรียกเงินใต้โต๊ะเพราะเคยชินอยู่ การซื้อขายเลขหมายใต้โต๊ะที่เจ้าหน้าที่บางคนเคยได้รับในอดีตถูกกำจัดหมดสิ้นเพราะวิธีทำงานของเอกชน อันเป็นกลไกการตลาดเบื้องต้นที่ใครมีความสามารถทำ ก็ทำไป คนซื้อก็เลือกซื้อตามใจชอบ ราคาใช้บริการครั้งละ 3 บาท ซึ่งเมื่ออดีตองค์การฯเคยขอขึ้นราคาเป็นครั้งละ 5 บาทก่อนมีการให้สัมปทานแก่เอกชนด้วยข้ออ้างว่าต้นทุนสูงทั้งที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสูงขึ้นทุกปี องค์การฯหรือบริษัททีโอทีในปัจจุบันและบริษัทเอกชนต่างได้กำไรกันถ้วนหน้าโดยไม่ต้องขึ้นราคาด้วยค่าใช้บริการครั้งละ 3 บาทเท่านั้น ส่วนบริษัททีโอทีเพิ่งรู้สึกตัวว่าการนั่งกินค่าสัมปทานอย่างเดียวเป็นการเสียรู้แก่เอกชน เพราะการที่ประชาชนเลือกใช้โทรศัพท์จากการติดตั้งของเอกชนสร้างรายได้เสริมที่คิดไม่ทันไว้ คือ เอกชนเรียกเก็บเงินจากประชาชนแล้วพักไว้ก่อนนำส่วนแบ่งให้เจ้าของสัมปทาน เขาสามารถนำเงินจำนวนนั้นไปสร้างรายได้ก่อน ขณะที่บริษัททีโอทีต้องนั่งรอส่วนแบ่งจากเอกชนตามวันเวลาที่ตกลงกันไว้ แล้วโทรศัพท์ในโควต้าของตนก็ไม่มีประชาชนให้ความสนใจทำให้รายได้ลดลงเรื่อยๆ สภาพกลายเป็นว่าประชาชนใช้โทรศัพท์ของเอกชนเป็นหลัก รายได้ไหลเข้าเอกชนต่อเนื่อง แม้ค่าติดตั้งลดลงจากอดีตและมีของแถมแจก เอกชนก็ยังไม่เคยบอกว่ากิจการขาดทุน ทั้งนี้เพราะโทรศัพท์กลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตคนและกิจการไปแล้ว ถ้าบริษัทใดครองใจผู้ใช้ก็จะมีรายได้ต่อเนื่องและแทบไม่มีใครยกเลิกใช้เลขหมายกัน แถมลูกค้าของบริษัททีโอทีเดิมพอใจกับบริการและสิ่งจูงใจของเอกชนก็ยอมเปลี่ยนเลขหมายไปใช้ของเอกชนด้วย เมื่อบริษัททีโอทีรู้สึกตัวว่าเสียเปรียบทางการค้าให้แก่เอกชนทั้งที่มีปัจจัยดีและมีลูกค้าดั้งเดิมมาก่อนจำนวนมาก มันก็สายเกินไปแล้วเพราะตลาดโทรศัพท์เริ่มอิ่มตัวจากการทำงานเชิงรุกของเอกชน การสูญเสียลูกค้าดั้งเดิมไปเกือบทั้งหมด บริษัททีโอทีในวันนี้จึงต้องกอดเลขหมายในโควต้าของตนอย่างเดียวดายและนั่งรับเงินสัมปทานจากเอกชนที่แบ่งปันให้ตามข้อตกลงเท่านั้น วิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรรุ่นต่อมายังไม่เปลี่ยนแปลงเพราะยังมีความเป็นราชการสูงที่นั่งรอรับประโยชน์มากกว่าทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างรายได้ให้องค์กรและสังคมควบคู่กันไป นี่เป็นสภาพรัฐวิสาหกิจเพื่อสาธารณประโยชน์แห่งหนึ่งซึ่งมีเอกชนทำงานประเภทเดียวกันเปรียบเทียบกันได้และพิสูจน์หลายบทเรียนผ่านกาลเวลาให้คนไทยสัมผัสกันหลายชั่วอายุคนแล้วว่า การนอนรับเงินสัมปทานเฉยๆกับการทำมาหากินเองซึ่งอาจสร้างผลกำไรสูงจากศักยภาพของตนได้มากขึ้น อย่างไหนจะสร้างประโยชน์ให้องค์กรมากกว่ากัน แนวคิดการแปลงบางรัฐวิสาหกิจให้เลี้ยงตัวเองได้โดยใช้ศักยภาพขององค์กรกับประโยชน์ของแนวคิดตลาดเสรีเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด คือ ค่าบริการเป็นธรรม กับ การใช้บริการอย่างเสมอภาค จึงเริ่มดำเนินการในหลายสิบปีที่ผ่านมาเนื่องเพราะงบประมาณของรัฐบาลมีจำกัดจะให้แบกรับภาระหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายในทุกรัฐวิสาหกิจต่อไป ย่อมทำไม่ได้อีกแล้ว จึงมีนโยบายแยกประเภทรัฐวิสาหกิจออกเป็นหลายจุดประสงค์ เช่น เพื่อทำกำไรเลี้ยงตัวเองให้ได้ เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริงที่ต้องรับการอุดหนุนทั้งหมด เพื่อการศึกษากึ่งค้ากำไรกึ่งสาธารณะ เป็นต้น บริษัท ปตท. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจประเภททำกำไรเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการค้าขายน้ำมันและลงทุนหาแหล่งน้ำมัน รวมทั้งยังทำงานให้รัฐบาลในการคานอำนาจด้านราคาขายปลีกกับบริษัทเอกชนโดยใช้กลไกการตลาดเป็นหลัก มิใช่การใช้อำนาจผูกขาดกำหนดราคาน้ำมันตามอำเภอใจแล้วใช้เงินงบประมาณเผาผลาญน้ำมันเพื่อเอาใจประชาชนและรักษารัฐบาลให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปเหมือนในอดีต นอกจากนั้นยังสามารถนำเงินจากตลาดหลักทรัพย์ไปลงทุนขุดหาน้ำมันหรือแหล่งพลังงานอื่นเพื่อมาใช้ในประเทศและขายต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินภาษีของชาติ แต่กลายเป็นผู้ต้องจ่ายภาษีให้ประเทศจำนวนสูงมากและช่วยรักษาประโยชน์ให้คนไทยทางอ้อมด้วย หนึ่งปีที่ผ่านมาท่ามกลางการปฏิวัติล่าสุดนักเอ็น จี โอ กลุ่มหนึ่งมีแนวคิดโน้มเอียงขัดกับแนวคิดตลาดเสรีซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยมาช้านาน พวกเขาป้อนแนวคิดของตนเข้าสมองของคนไทยว่า ต้องยึดรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพไปทำมาหากินแบบเอกชนกลับมาเป็นของรัฐ ด้วยข้ออ้างว่าจะเสียเอกราชของชาติหรือจะใช้ของแพง จึงควรควบคุมราคาโดยรัฐ หรือเป็นการขายชาติ พวกเขาต้องการยึดบริษัทอสมท. บริษัท ไอทีวี (กิจการสื่อสาร) บริษัท ปตท. บริษัท ทีโอที กลับคืนมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้งและรับเงินงบประมาณอย่างเดียว ไม่ต้องทำมาค้าขายแข่งกับเอกชน แต่ให้ผูกขาดงานทั้งหมดไว้โดยรัฐ หยุดยั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมิให้หาทุนทำกิจการจากตลาดหลักทรัพย์ ทำให้การพัฒนาองค์กรหยุดยั้งไปเพราะขาดเงินทุน เนื่องจากรัฐบาลประสบปัญหาการเงินอย่างมากจึงไม่อาจสนับสนุนเงินจำนวนมหาศาลได้และไม่ต้องการก่อหนี้สินเพิ่มในเวลาข้าวยากหมากแพง หากคิดทบทวนอย่างมีสติจะเห็นว่า การขอไฟฟ้าของเอกชนทำได้ลำบากมาก มีขั้นตอนหยุมหยิม การติดตั้งตรวจสอบล่าช้ามาก ส่งผลต่อการพัฒนากิจการและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอันเป็นผลจากระบบราชการ บางครั้งเอกชนจำต้องใช้กำลังภายในและเงินพิเศษเพื่อให้เรื่องไฟฟ้าผ่านพ้นโดยเร็วและเปิดกิจการได้ ถือเป็นวงจรปกติที่เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจไทยมานานและเป็นที่รู้กันดี แต่มักไม่ยอมรับความจริงกัน แม้แต่พวกเอ็น จี โอ บางคนก็ไม่กล้าเอ่ยถึงความจริงเรื่องนี้ว่ามันมีสภาพคล้ายกับองค์การโทรศัพท์ในอดีตมากขึ้นทุกวัน การขึ้นราคาค่าไฟที่รัฐวิสาหกิจคิดคำนวณกันเองโดยอ้างว่าทำเพื่อประชาชน ทั้งที่พื้นฐานการผลิตไฟฟ้าล้วนมาจากแผ่นดินไทยที่คนไทยเป็นเจ้าของและยังได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีของคนไทยจำนวนมาก แต่ไม่เคยมีส่วนรับรู้ต้นทุนแท้จริงของค่าไฟเลย นอกจากนั้น ความผูกขาดเรื่องไฟฟ้าเพียงเจ้าเดียวทำให้สามารถขึ้นราคาค่าไฟตามอำเภอใจ ประชาชนไร้ทางเลือกในการใช้บริการที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ถ้ามองไปทางประเทศตะวันตกจะเห็นเสรีภาพด้านการตลาดของการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและของรัฐ ทำให้ราคาเกิดความสมดุลย์และเป็นธรรมตามหลักการตลาดพื้นฐาน เมื่อมีสินค้ามาก คนซื้อมีสิทธิ์เลือกเต็มที่ ราคาจะไม่มีวันสูงขึ้นตามอำเภอใจ โดยอยู่ในกติกาที่รัฐกำหนดไว้ ตัวอย่างขององค์การโทรศัพท์น่าจะเป็นบทเรียนชี้ให้เห็นประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนได้รับอย่างชัดเจนเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองไปสู่การแข่งขันการตลาดระหว่างรัฐและเอกชน ประชาชนมีโทรศัพท์ใช้ทุกครัวเรือนในราคาเป็นธรรม เหตุไฉนประชาชนจะเลือกใช้ไฟฟ้าของเอกชนหรือของรัฐ ภายใต้กติกาการตลาดเป็นธรรมโดยรัฐไม่ได้ ความรักชาติมิได้มาจากการยึดทุกกิจการที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้สอยเป็นของรัฐ จึงถือว่ารักชาติ แต่มันเป็นการคลั่งชาติอย่างขาดสติและไม่เห็นแก่ประโยชน์หรือความทุกข์ของประชาชนอย่างแท้จริง การผูกขาดผลประโยชน์โดยรัฐทั้งหมดเป็นบ่อเกิดแห่งความล่มสลายของรัฐ เพราะประชาชนจะถูกบีบคั้นจากคนของรัฐเพื่อแลกผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อความอัดอั้นใจสั่งสมนานปีจักต้องระเบิดสักวันหนึ่ง หลายประเทศทางยุโรปและอเมริกาเคยมีประวัติศาสตร์ให้อ่านกันแล้ว จึงมีการพัฒนาแนวคิดใหม่ขึ้นเพื่อให้กิจการของรัฐมีขนาดเล็กลง แต่มากประสิทธิภาพในการควบคุมกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับสาธารณประโยชน์ ดังเช่น รถไฟ รถโดยสารสาธารณะ การไฟฟ้า โทรศัพท์ การผลิตน้ำ เป็นต้น รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้การแข่งขันในกิจการเหล่านี้อยู่ในกติกา ระเบียบ ของกฎหมาย และต้องไม่บิดเบือนการตลาด ประชาชนสามารถใช้บริการสาธารณะเหล่านั้นด้วยราคาเป็นธรรม ไม่จำเป็นที่รัฐต้องเป็นเจ้าของกิจการหรือแจกเงินภาษีของชาติอุดหนุนก็ได้ แต่ประชาชนได้รับความสุขสบายและความสะดวกกับบริการเหล่านั้น ขณะที่การผูกขาดของรัฐวิสาหกิจไทยในกิจการ รถไฟ รถโดยสาร การไฟฟ้า การผลิตน้ำ สร้างความลำบากแก่ประชาชนในการใช้บริการและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุนให้กิจการดำเนินต่อไปพร้อมกับแบกหนี้สินไว้โดยไม่มีสิทธิ์รับรู้ต้นทุนดำเนินงานของหน่วยงานเหล่านั้นเลย เมื่อใดที่จะขึ้นราคา ก็แจ้งแค่เหตุผลเดียว คือ ต้นทุนบริหารสูง จะให้คนใช้บริการเดือดร้อนน้อยที่สุด แต่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ถามว่าตัวเลขต้นทุนมาจากไหน ขาดทุนหรือกำไรแค่ไหน ทั้งที่บางทีอาจเป็นแค่กำไรน้อยลงก็แจ้งเพียงว่า ขาดทุนแล้ว แต่เพื่อรักษาตำแหน่งผู้บริหารไว้ จึงต้องรักษาตัวเลขรายได้ให้สูงมากที่สุด จึงเลือกเพิ่มราคาเท่านั้น แต่ประชาชนไม่มีทางรู้เหตุผลลึกๆนี้ได้เลยเพราะไม่มีโอกาสเห็นงบการเงินของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แต่เราสามารถดูงบการเงินของเอกชนได้ทุกปีเพราะกฎหมายกำหนดให้เปิดเผยต่อสาธารณชน โทรศัพท์ น้ำ ไฟ ถนน พลังงานต่างๆ งานไอที เป็นรากฐานความเจริญของประเทศ ถ้าขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรือทำเชื่องช้า จักส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ตามหลักตลาดเสรีนั้นการมีผู้ผลิตหลายรายจักส่งผลด้านดีแก่ประชาชนในการเลือกใช้บริการ ค่าบริการ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาของรัฐที่ยืนบนพื้นฐานการค้าอย่างเป็นธรรม สภาพเสือนอนกินที่รัฐวิสาหกิจนำทรัพยากรชาติหรือทรัพย์สินของตนออกหาประโยชน์ แต่ยังรับเงินอุดหนุนจากเงินภาษีและประชาชนต้องจ่ายค่าใช้บริการแก่หน่วยงานนั้นอีก หลายหน่วยงานสร้างกำไรผูกขาดต่อเนื่องจนเคยชิน จึงขาดการพัฒนาอย่างแท้จริง รัฐต้องเพิ่มเงินอุดหนุนทุกปี สิ่งที่ได้รับจากอดีต คือ ความไม่สะดวกและบริการเชื่องช้าจากหน่วยงานทำให้เศรษฐกิจของไทยถูกถ่วงเวลาให้เจริญช้าลง ทั้งที่ศักยภาพของไทยมีสูงกว่าหลายชาติ แต่กลับพัฒนาช้ากว่าเวียดนามหรือมาเลเซีย ยุคปัจจุบันนี้รัฐวิสาหกิจควรปรับเปลี่ยนบทบาทจากเสือนอนกินไม่ต้องทำมาหากินเองไปสู่การแข่งขันในตลาดเสรีร่วมกับเอกชนเพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นและความสามารถแท้จริงของบุคลากรในการทำงานเพื่อความเจริญขององค์กร แล้วยังเพิ่มหน้าที่พิเศษเพื่อสาธารณชน คือ การสร้างสมดุลย์ราคาให้เป็นธรรมต่อประชาชนโดยใช้ศักยภาพรัฐวิสาหกิจที่มีรากฐานเข้มแข็งเป็นหลักเพื่อมิให้เอกชนผูกขาดราคาบริการไว้จนสร้างความเสียหายแก่สังคม แต่มิใช่รัฐวิสาหกิจผูกขาดไว้ฝ่ายเดียว สรุปคือ รัฐวิสาหกิจต้องมีหลายบทบาท คือ ทำมาค้าขายหากำไรเพื่อเสียภาษีให้รัฐ เลี้ยงดูตัวเองหรือลดการอุดหนุนจากภาษีของคนไทย และรักษาตลาดการค้าเป็นธรรมในฐานะตัวแทนประชาชนด้วย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมาจากการเป็นตลาดเสรีภายใต้กฎหมายบ้านเมือง การยึดกิจการที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจมาก่อนให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิม ถือเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลองและไม่มองความเป็นจริงทางสังคมหรือโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว การยืนหยัดอยู่กับอดีตนับร้อยปีเท่ากับพาประเทศถอยกลับไปในจุดเดิมที่ล้าหลัง วันนี้โลกไซเบอร์ที่คนติดต่อกันได้ด้วยการคลิกนิ้วเดียว การให้รัฐวิสาหกิจทำงานอยู่ในระบบการตลาดเสรีมากกว่านั่งรับเงินสัมปทานจากเอกชนอย่างเดียว ย่อมให้ประโยชน์แก่ประชาชนในการเลือกสินค้าใช้สอยในชีวิต อีกอย่างหนึ่ง ช่วยกำจัดเงินใต้โต๊ะซึ่งมีมายาวนานได้ประสิทธิภาพที่สุด ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับองค์การโทรศัพท์ในอดีต การยึดกิจการสนองหลักคิดส่วนตัวของคนกลุ่มหนึ่ง กับ หลักตลาดเสรีภายใต้กติกาดูแลของรัฐสนองประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลเป็นเพียงผู้ดูแลให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างคู่แข่งทางการค้า จักช่วยลดภาระการเงินจากภาษีของประชาชนได้มากกว่ายึดกิจการมาทำเอง แล้วขูดรีดเงินใต้โต๊ะจากคนที่ต้องการใช้บริการเหล่านั้น เงินที่รัฐได้รับจากการจ่ายภาษีของกิจการน่าภูมิใจมากกว่าและมิใช่เงินที่อยู่ในกระเป๋าของเจ้าหน้าที่หรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่กลายเป็นเงินงบประมาณเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง
************************* 4/9/2008 ลูกขับรถ พ่อแม่จ่ายลูกซิ่งรถ พ่อแม่ร่วมชดใช้
เขียนโดย ลีลา LAW
ครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างคนดีและมีส่วนทำให้สังคมอยู่อย่างสงบสุขได้ หน้าที่ของบิดามารดา คือ สั่งสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะผิด-ถูก รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนกระทำอย่างกล้าหาญ และเฝ้าดูแลมิให้เขากระทำนอกลู่ทางก่อนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ หากบิดามารดาละเลยไป ก็อาจนำพาความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัว บางคราวอนาคตของลูกก็จบสิ้นได้ ดังกรณีศึกษานี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 1681/2542 ครอบครัวของนายสมและนางใจมีฐานะดีพอสมควร มีลูกชายคนเดียว คือ ด.ช.สุข ซึ่งมีอายุเพียง 16 ปี ยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในวัยคึกคะนองเต็มที่ เขากับเพื่อนในกลุ่มเดียวกันชื่นชอบในการแข่งรถจักรยานยนต์ตามท้องถนนเพื่ออวดฝีมือตกแต่งรถหรืออวดสาว ปกติแล้วลูกชายของทั้งสองสามารถนำรถจักรยานยนต์ในบ้านไปใช้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากบิดามารดาเลย โดยกุญแจรถมี 2 ชุด ชุดหนึ่งแขวนไว้ในบ้านเพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบไปใช้ได้ทุกเวลา ส่วนอีกชุดเก็บไว้เป็นสำรอง การนำรถคันนี้ออกไปใช้ทุกครั้งนั้น นายสมและนางใจไม่เคยซักถามหรือสนใจว่า ลูกชายเอาไปใช้ในกิจกรรมใด ต่อมาวันหนึ่งด.ช.สุขขับรถแข่งกับเพื่อนแล้วพลาดไปชนรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทางทำให้เสียหายอย่างมาก และลูกชายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากการกระแทกพื้นอย่างแรงเมื่อรถล้มลง เมื่อมีการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายกัน นายสมไม่ยอมจ่ายเงินชดใช้ โดยอ้างว่ามิได้เป็นคนขับชน จึงไม่ต้องรับผิดชอบด้วย อีกทั้งยังขอรถจักรยานยนต์ที่ตำรวจยึดไว้คืนเพราะเสียดายที่ซื้อมาราคาแพงมาก ผู้เสียหายจึงฟ้องคดีเพื่อขอความเป็นธรรมจากศาล ผู้พิพากษาได้พิจารณาอย่างมีเหตุผลว่า พฤติการณ์ที่บิดามารดาไม่เคยสนใจต่อการนำรถไปใช้โดยไม่มีการบอกกล่าวต่อผู้ใหญ่ให้รับทราบ ย่อมแสดงว่ายินยอมอนุญาตให้ด.ช.สุขหยิบกุญแจรถไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่ลูกต้องการ โดยไม่คำนึงว่าผู้เยาว์จะนำไปใช้ในกิจกรรมใด ดังนั้น เมื่อเขานำรถจักรยานยนต์คันนั้นไปขับขี่แข่งขันกันในถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรตามหลักกฎหมายและถูกจับไป ย่อมถือว่า บิดามารดารู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดต่อกฎหมายของด.ช.สุข และได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย ผู้เป็นบิดามารดาจึงต้องร่วมรับผิดกับผู้เยาว์ในการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด กอปรกับไม่อาจเรียกร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ราคาแพงนั้นซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลางในคดีคืนได้ เพราะมีส่วนรู้เห็นในความผิดด้วย กรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ได้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยความคะนองของผู้เยาว์ซึ่งอยู่ในความดูแลของบิดามารดาตามกฎหมาย ดังนั้น จึงไม่อาจปัดความรับผิดชอบในทางแพ่งได้เนื่องเพราะกฎหมายกำหนดชัดเจนให้บิดามารดาต้องรับผิดร่วมกับผู้เยาว์ด้วย ยกเว้นจะได้พิสูจน์ว่าใช้ความระมัดระวังตามสมควรอย่างเต็มที่แล้ว หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นการทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย นอกจากบิดามารดาจะต้องร่วมชดใช้เงินทองแล้ว ลูกของท่านอาจต้องถูกลงโทษจำคุกหรือรับโทษอาญาอื่นๆ บางครั้งผู้ขับขี่อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นคนพิการไปได้ ซึ่งจักมีผลต่ออนาคตของผู้เยาว์อย่างมาก ฉะนั้น บิดามารดาทั้งหลายควรเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ จิตใจ และกิจกรรมที่ลูกของท่านทำอยู่อย่างใกล้ชิดเพื่อเห็นแก่อนาคตของเขา การสร้างลูกให้เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวต่อไป มันคือภาระหน้าที่อย่างหนึ่งของบิดามารดาซึ่งพึงกระทำที่สุด
****************************
4/5/2008 รู้จักกับเกาหลีโบราณเกาหลี
เขียนโดย มณีอักษร
ประเทศเอเชียซึ่งมีประวัติความเป็นมานานกว่าสองพันปีและมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามยาวนานและภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 จนเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลก นั่นคือ ประเทศเกาหลีใต้ ความรักสามัคคีของชนชาติเกาหลีเป็นสิ่งสำคัญในการผ่านพ้นปัญหาใหญ่ของชาติและเป็นที่หวั่นเกรงของหลายประเทศในด้านการค้าขายทุกวันนี้ สิ่งควรรู้เกี่ยวกับเกาหลีใต้โดยสังเขป คือ เมืองหลวงเก่า คือ เมืองแคซอง เมืองหลวงใหม่ คือ เมืองฮันยาง หรือ กรุงโซล ในปัจจุบันนี้ กษัตริย์ผู้ย้ายเมืองหลวงเก่ามาที่ใหม่แห่งนี้ คือ กษัตริย์แทโจ หรือชื่อเดิมก่อนการยึดอำนาจจากกษัตริย์คงยาง แห่งราชวงศ์โค-รยอ ในปี ค.ศ. 1392 คือ นายพลลี ซอง-กเย อักษรฮันกึล (แปลว่าอักษรของชาวฮั่นหรือชาวเกาหลี) เป็นอักษรที่ชาวเกาหลีใช้สืบเนื่องถึงปัจจุบัน นักปราชญ์เกาหลีเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นและเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1446 รัชสมัยกษัตริย์เซจง ราชวงศ์โชซอน องค์ประกอบของอักษรฮันกึล มี พยัญชนะเดี่ยว 14 ตัว พยัญชนะซ้อน 5 ตัว สระเดี่ยว 8 ตัว สระประสม 13 ตัว ไม่มีรูปวรรณยุกต์ ข้อสังเกตของภาษา คือ ภาษาเกาหลีมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาษาญี่ปุ่นที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ แล้วยังนำอักษรจีนมาใช้จำนวนมาก โดยออกเสียงเป็นภาษาเกาหลี แต่คงความหมายเดิมของจีนไว้ การเขียนชื่อคนเกาหลี ต้องเขียนชื่อสกุลนำหน้า และชื่อตนเองตามหลัง การยึดครองด้วยกองทัพญี่ปุ่น เริ่มต้นในสมัย ฮิเดโยชิ ผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิญี่ปุ่น ส่งกองทัพยึดเกาหลีเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1592 และมีการต่อสู้ของชาวเกาหลีแลกกับอิสรภาพสลับไปมาเป็นระยะ เวลาสุดท้ายของอิสรภาพที่เกาหลีต้องกลายเป็นเมืองขึ้นถาวรของญี่ปุ่นและยกเลิกระบอบกษัตริย์ตลอดกาล คือ ตั้งแต่ประมาณปีค.ศ. 1910 – 1945 กษัตริย์องค์สุดท้ายของเกาหลี คือ กษัตริย์ซุนจง ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ. 1907 – 1910 ลักษณะนิสัยของชาวเกาหลี คือ รักชาติ ขยัน อดทน ชอบการเรียนรู้ ฉลาด ความภาคภูมิใจของชาวเกาหลี คือ การมีวัฒนธรรมเป็นของตนเองและรักษาได้อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งมีอักษรฮันกึลใช้เป็นของตนเอง
************************************** 4/3/2008 สื่อมวลชนกับเกียรติของผู้นำประเทศสื่อมวลชน กับ ผู้นำประเทศ
เขียนโดย แก้วมณี
สหรัฐอเมริกาและประเทศทางยุโรปถือเป็นต้นแบบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยเฉพาะสื่อมวลชนของประเทศเหล่านี้มีเสรีภาพในการเขียนข่าวกว้างขวางมาก ประชาชนมีอิสระในการรับฟังข่าวสารเต็มที่ การเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนตะวันตกมีขอบเขตมากน้อยแค่ไหนจึงสามารถนำมาศึกษาเป็นตัวอย่างแก่สื่อมวลชนของไทยได้โดยนำขนบประเพณีท้องถิ่นของไทยประกอบด้วยเพื่อหาจุดเหมาะสมสำหรับสื่อมวลชนไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นความแตกต่างกันระหว่างสื่อมวลชนทางตะวันตกกับสื่อมวลชนไทยเกี่ยวกับสถานภาพผู้นำประเทศ คือ การให้เกียรติแก่ผู้นำประเทศของตน ธรรมเนียมของชาวตะวันตกการให้เกียรติผู้อื่นในการเรียกขานชื่อนั้น จะใช้นามสกุลเป็นหลัก เช่น คนชื่อ Mr. John Smith ถ้าเป็นแขกหรือผู้ใหญ่หรือคนรู้จักกันที่ยังไม่ใช่เพื่อนสนิท เขาจะเรียก Mr. Smith ถือเป็นการให้เกียรติแก่คนนั้น นอกจากสนิทสนมกันมาก จึงเรียกชื่อต้นของเขาได้ มันเป็นการแบ่งระดับมารยาททางสังคมของชาติตะวันตกที่ยึดถือกันมายาวนานนับร้อยปีแล้ว เป็นต้น ถ้าคนไทยสังเกตรายงานข่าวของสื่อฯตะวันตกไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ ข่าวทีวี ข่าววิทยุ เมื่อต้องเอ่ยถึงผู้นำประเทศ เขาจะใช้ นามสกุล เป็นหลักถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้นำประเทศ ไม่ว่าสื่อฯจะชื่นชอบหรือเกลียดชังก็ตาม แต่ผู้นำประเทศคือ ตัวแทนของประเทศและประชาชน เนื้อหาข่าวจะดีเลวเกี่ยวพันกับผู้นำคนนั้นอย่างไร เมื่อต้องเอ่ยขานถึงเขาจะใช้ นามสกุล เป็นหลัก ดังเช่น คดีอื้อฉาวของประธานาธิบดีบิล คลินตัน กับ สาวฝึกหัดงานในทำเนียบ เนื้อข่าวอาจเขียนละเลงให้สนุกสะใจเพียงใดก็ได้ แต่เขาเอ่ยถึงประธานาธิบดีคนนี้ จะใช้คำเรียกด้วยนามสกุลเป็นหลัก หรือ ใช้ว่า Mr. President ไม่ใช้ ชื่อต้น ของเขา หรือ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ล ยู บุช สื่อมวลชนจะเขียนถึงเขา จักใช้ Mr. Bush or Mr. President เท่านั้น เขามีแนวคิดว่า ถ้าประชาชนหรือสื่อมวลชนไม่ให้เกียรติแก่ผู้นำประเทศที่ผ่านการเลือกตั้งของพวกเขาแล้ว จะหวังว่าคนต่างชาติควรให้เกียรติหรือเคารพอำนาจของผู้นำคนนี้ได้อย่างไร เมื่อหันมองสำรวจการเขียนข่าวของสื่อมวลชนไทยซึ่งถือกำเนิดมานานไม่ต่างจากชาติตะวันตกนัก แต่จักมองเห็นความแตกต่างกันได้โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน คือ การไม่ให้เกียรติแก่ผู้นำประเทศของคนไทย ทั้งที่ขนบธรรมเนียมของประเทศนี้ให้ความเคารพผู้ใหญ่เป็นหลัก ไม่ว่าจะยากดีมีจน ก็จะให้เกียรติผู้ใหญ่หรือผู้มีตำแหน่งสูงกว่าตนเสมอ จนกลายเป็นมารยาทที่ดีซึ่งแต่ละครอบครัวนำไปสั่งสอนลูกหลานให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สื่อมวลชนไทยยุคเริ่มแรกนำเสนอข่าวสารบนพื้นฐานตามหลักวิชาชีพของตน แม้จะมีการเขียนเสียดสีผู้นำประเทศในยุคนั้น แต่ยังให้เกียรติความเป็นผู้นำประเทศของผู้เป็นข่าวโดยเขียนชื่อต้นพร้อมยศตำแหน่งตามธรรมเนียมของไทยซึ่ง การเรียกชื่อต้น ถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ถูกเรียกขานชื่อ เช่น ชื่อเต็มว่า สุขุม เกียรติสุข ก็จะเรียกว่า คุณสุขุม หรือ นายกฯสุขุม หรือ สุขุม เป็นต้น เมื่อมาถึงสื่อมวลชนในยุคหลังจะเห็นการพาดหัวข่าวด้วยการเอ่ยถึงผู้นำประเทศไม่ว่าจะเป็นยุคเผด็จการหรือยุคประชาธิปไตยด้วยการเรียก ชื่อเล่นหรือฉายา ของเขาซึ่งมีไว้เรียกกันในหมู่ญาติหรือเพื่อนสนิทเท่านั้น อันเป็นการถือวิสาสะตีสนิทเกินวิสัยงามของสื่อมวลชนพึงมีโดยไม่ให้เกียรติแก่ผู้เป็นข่าว ตัวอย่างเช่น พันธมิตรจะเดินขบวนขับไล่ แม้ว (ชื่อเล่นของอดีตนายกฯทักษิณ) ถ้าบังอาจกลับเมืองไทย หรือ บิ๊กแอ๊ด (ชื่อเล่นของอดีตนายกฯสุรยุทธ) ไม่กล้าฟันธงจับแม้วคาสนามบิน หมัก (ชื่อย่อของนายกฯสมัครที่ผู้สื่อข่าวตั้งให้)ปูดข่าวปฏิวัติเพื่อเบนความสนใจ เป็นต้น เนื้อหาข่าวจะเขียนให้สนุกสะใจเพียงใด เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนในการนำเสนอตามหลักวิชาชีพที่ตนเรียนมา แต่เชื่อว่าในหลักสูตรนั้นต้องสอนเรื่องการให้เกียรติแก่ผู้เป็นข่าวด้วย มิใช่เขียนอย่างหมิ่นแคลนบุคคลในข่าวเพราะหน้าที่ของสื่อมวลชนคือ การนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบแล้วนำไปตัดสินใจด้วยตัวเอง มิใช่การละเลงข่าวให้สะใจหรือแต่งข่าวและขายหนังสือพิมพ์ได้ ลักษณะการพาดหัวข่าวแบบไม่ให้เกียรติแก่ผู้นำประเทศไม่ว่าเขาจะมาจากอำนาจเผด็จการหรือประชาธิปไตยล้วนเป็นผู้นำฝ่ายบริหารบ้านเมือง ตัวแทนประชาชนที่ต้องไปต้อนรับแขกต่างชาติ แต่สื่อมวลชนไทยกลับใช้คำเรียกขานชื่อเล่นของเขาอันเป็นการผิดธรรมเนียมปฏิบัติของคนไทย ด้วยการเรียกชื่อเล่นของผู้นำประเทศผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ที่จะใช้อ้างอิงไปตามสื่อฯต่างชาติ มันส่อแสดงว่าการพัฒนาของสื่อมวลชนไทยถอยหลังมากขึ้นเมื่อเทียบกับสื่อมวลชนประเภทเดียวกันของต่างชาติ แค่การเรียกขานชื่อผู้นำประเทศของตนยังทำไม่ได้มาตรฐานอันควร แทบไม่ต้องดูเนื้อหาข่าว ก็ทราบได้ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งส่อเจตนาหมิ่นแคลนผู้นำประเทศของตนออกเผยแพร่ในสังคมไทยและในสายตาของชาวต่างชาติด้วย แล้วผู้นำต่างชาติควรให้เกียรติตัวแทนของประชาชนคนไทยได้อย่างไร เมื่อสื่อมวลชนไทยยังลบหลู่คนไทยคนนี้ได้ ถ้าสื่อมวลชนไทยไม่แก้ไขการเรียกขานชื่อด้วยข้ออ้างว่า บุคคลนั้นไม่เคยทักท้วงสักคำ จึงคิดว่าได้รับคำอนุญาตให้เรียกชื่อเล่นของเขาได้ ทั้งที่พวกเขาเพียงแค่ไม่อยากทะเลาะกับสื่อมวลชนให้เสียเวลาทำงานหรือพักผ่อนเท่านั้น อันที่จริงแล้วสื่อมวลชนต้องมีจิตสำนึกเยี่ยงวิญญูชนของนักข่าวระดับมืออาชีพว่าควรให้ความสำคัญกับเนื้อหาข่าวและบุคคลในข่าวอย่างเหมาะสมได้อย่างไร ถ้าคิดเพียงเขียนข่าวให้สะใจ แล้วเรียกขานชื่อบุคคลในข่าวด้วยความรู้สึกหมิ่นแคลนต่อไป ถือว่าสื่อมวลชนไทยยังขาดจรรยาบรรณที่ดีและไม่รักประเทศบ้านเกิดของตน เพราะแค่การแสดงออกเล็กน้อยด้วยการเอ่ยถึงผู้นำประเทศอย่างเหมาะควร ยังทำไม่ได้ แล้วจะหวังให้ชาวต่างชาติเคารพเชื่อถือการตัดสินใจของคนไทยในการเลือกผู้นำประเทศซึ่งเป็นตัวแทนคนไทยและประเทศไทยได้อย่างไร แม้แต่สื่อมวลชนไทยยังเล่นขยี้หัวและเรียกชื่อเล่นของผู้นำประเทศอย่างไร้มารยาทอันดีตามธรรมเนียมไทย มันควรได้เวลาทบทวนจรรยาบรรณสื่อมวลชนไทยเรื่อง การให้เกียรติบุคคลในข่าว เพื่อหาระดับมาตรฐานที่เหมาะสมกับสังคมไทยได้แล้ว แต่เชื่อว่าคงไม่ใช่การให้เรียกขาน ชื่อเล่นหรือฉายา ที่ใช้เฉพาะในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ใช่มารยาทที่ดีหรือธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันนับร้อยปีของคนไทย สักวันหนึ่งเราอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงของสื่อมวลชนไทยในทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการให้เกียรติคนอื่น ด้วยการพาดหัวข่าวที่ได้มาตรฐานระดับโลก เช่น สมัครปูดข่าวปฏิวัติดักคอไว้ พันธมิตรเตรียมไล่ทักษิณออกจากเมืองไทยรอบสอง สุรยุทธกลับคืนตำแหน่งเดิมก่อนการปฏิวัติแล้ว เป็นต้น ไม่ว่าจะชอบหรือเกลียดชังผู้นำคนนั้นเพียงใด สื่อมวลชนไม่สมควรใช้การเขียนเชิงเหยียดแคลนผู้อื่นด้วยการเรียกขานฉายาหรือชื่อเล่นของเขา จงไม่ลืมว่า เสรีภาพต้องมีขอบเขตอันควร ไม่ใช่มาจากกฎหมายเท่านั้น แต่มาจากขนบธรรมเนียมไทยหรือจิตสำนึกเยี่ยงวิญญูชนก็ได้ ถ้าเราให้เกียรติคนอื่น ก็จักได้รับเกียรติตอบแทนกลับคืนเช่นกัน มันเป็นคำสอนจากบรรพชนไทยที่ลูกหลานและสื่อมวลชนไทยไม่ควรลืมเลือน
**************************** |
|
|