Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
4/30/2009 ขอบเขตก.ม.ลิขสิทธิ์ไทยลิขสิทธิ์
เขียนโดย ลีลา LAW
ปัจจุบันนี้ทรัพย์สินในทางพาณิชย์มิใช่มีเพียงที่ดิน ทองคำ หรือ หุ้น เท่านั้น เรายังมีทรัพย์สินทางปัญญาอีกชนิดหนึ่ง อันได้แก่ ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือ สิทธิบัตร ซึ่งมีมูลค่าในทางการค้าด้วย จึงมีการพัฒนากฎหมายเพื่อคุ้มครองมันอย่างต่อเนื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาที่จะทำความรู้จักในครั้งนี้ คือ ลิขสิทธิ์ ซึ่งมีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 คุ้มครองผลประโยชน์แก่ผู้สร้างสรรค์งานและมีการพัฒนาให้ทันสมัยมาตลอด คำว่า ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆตามกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น สิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง กฎหมายลิขสิทธิ์กำหนดงานที่ได้รับการคุ้มครอง ได้แก่ วรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง สิทธินักแสดง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ การเริ่มต้นของสิทธิคุ้มครอง ผู้ใดสร้างสรรค์งานใหม่ โดยมิได้คัดลอก ดัดแปลง จากงานของผู้อื่น จักได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทันทีนับแต่สร้างงานนั้นขึ้นมา โดยไม่ต้องมีพิธีการใดๆเลย พฤติกรรมต้องห้าม เมื่องานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว ผู้อื่นจึงไม่อาจกระทำสิ่งต่อไปนี้ คือ ทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของก่อน มิฉะนั้น ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ กรณีลูกจ้างสร้างงาน หากมีการสร้างสรรค์งานขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้างและมิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น กรณีเป็นการรับจ้างสร้างงาน ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น งานไม่มีลิขสิทธิ์ ข้อยกเว้นสำหรับบางผลงานที่กฎหมายไม่คุ้มครองสิทธิเพราะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนร่วมกัน ได้แก่ 1. ข่าวประจำวันและข้อเท็จจริงต่างๆที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ 2. รัฐธรรมนูญ และ กฎหมาย 3. ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น 4. คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ 5. คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่างๆ ตามข้อ 1 – 4 ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น การโอนลิขสิทธิ์ เจ้าของงานสร้างสรรค์ย่อมโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ นอกจากการตกทอดทางมรดก โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาคุ้มครองการโอนไว้ในสัญญาโอน ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดเวลาเพียงสิบปีเท่านั้น ส่วนการอนุญาตให้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ กฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบแน่ชัดไว้ จึงอาจเป็นการอนุญาตโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือหรือโดยปริยายทางวาจาก็ได้ ระยะเวลาคุ้มครอง กฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิเจ้าของผลงานตลอดชีวิตของเขา แล้วยังมีอยู่ต่อไปอีกห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายด้วย หลังจากเวลาคุ้มครองสิ้นสุดลง การนำงานดังกล่าวออกทำการโฆษณา จักไม่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ในงานนั้นขึ้นใหม่ โทษของผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ใดทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน สำหรับงานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว มีโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หากทำเพื่อการค้า จักมีโทษหนักขึ้น คือ โทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่จำหน่ายงานอันละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษจำคุกหรือโทษปรับหนักด้วย ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่ากฎหมายคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์และสิทธิของผู้สร้างสรรค์อย่างมาก ปัจจุบันนี้การสร้างสรรค์งานมีมูลค่าเป็นเงินทองได้ รัฐบาลจึงพยายามกระตุ้นให้คนไทยสร้างผลงานทางปัญญาให้เป็นสินค้า ดังนั้น สำหรับกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว ผู้สร้างสรรค์งานควรลงทะเบียนงานของตนที่กรมลิขสิทธิ์ กระทรวงพาณิชย์ซึ่งรัฐเป็นตัวกลางเก็บผลงานและช่วยเผยแพร่งานกับความเป็นเจ้าของงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ วันหนึ่งลิขสิทธิ์อาจพลิกชีวิตของท่านได้ จงสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์และดูแลสิทธิมีมูลค่านี้ให้ดี มันถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของโลกยุคใหม่
****************************** 4/28/2009 หุ่นเชิดการเมืองหุ่นเชิดการเมือง เขียนโดย แก้วมณี
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้นนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร์ แม้บางช่วงจะถูกสอดแทรกโดยพวกเผด็จการทั้งเปิดเผยหรือซ่อนรูปไว้ แต่ผู้นำเกือบทั้งหมดจะมีภาวะความเป็นผู้นำที่สูงมาก แทบไม่มีใครเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองของใครเลย หากนับย้อนกลับไปยังผู้นำซึ่งเป็นที่รู้จักของคนไทยอย่างดีและนับว่ามีภาวะผู้นำสูง เป็นที่ยกย่องและนับถือในความเป็นประชาธิปไตยสำหรับคนไทย เขาคือ นายปรีดี พนมยงค์ เขาสามารถใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้สมบูรณ์ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งไม่มีการก้าวก่ายฝ่ายตุลาการด้วย การปกครองของไทยนั้นมีการสลับสับเปลี่ยนผู้นำด้วยการปฏิวัติและเลือกตั้งเป็นระยะ จักสังเกตได้ว่า ผู้นำแบบเผด็จการทหาร ดังเช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษต์ ธนะรัตน์ จอมพลถนอม กิตติขจร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ล้วนมีความเป็นผู้นำสูงทั้งอำนาจและบารมี จึงครองตำแหน่งได้ยาวนาน ความแปลกสำหรับผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานและมีอิทธิพลสูงล้วนมาจากทหารระดับสูงและการปฏิวัติรัฐประหารทั้งสิ้น ยกเว้น พลเอกเปรม ที่ครองอำนาจปกครองบ้านเมืองอย่างผู้มีอิทธิพลบารมีสูงโดยใช้ศักยภาพส่วนนี้แย่งอำนาจจากนักการเมืองเลือกตั้งเพื่อเป็นผู้นำประเทศ เนื่องจากรัฐธรรมนูญในเวลานั้นเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนฯก็ได้ เขาจึงไม่เคยลงสนามเลือกตั้งหรือเสนอนโยบายหาเสียงสักครั้งในชีวิตนักการเมือง ภาพการเมืองระหว่างเขากับประชาชนคือ ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้อำนาจปกครองเท่านั้น เมื่อเขาเป็นผู้มีบารมีในกองทัพไทยซึ่งเวลานั้นยังเป็นที่หวั่นเกรงอำนาจปืนและความก้าวร้าวโหดเหี้ยมที่พวกทหารแสดงไว้ตอนปฏิวัติยุคจอมพลทั้งหลาย นักการเมืองไทยที่หาเสียงเลือกตั้งจนได้คะแนนเสียงจากคนไทยสูงที่สุดยังไม่กล้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อลูกน้องของพลเอกเปรมมีคำขู่ผ่านสื่อต่างๆว่า ประเทศไทยจะสงบได้เมื่อผู้นำเป็นทหารเท่านั้น ในที่สุดนักการเมืองเลือกตั้งก็ต้องเทคะแนนเสียงที่คนไทยมอบไว้ไปตั้งผู้นำบ้านเมืองจากทหารอีกครั้ง น่าจะเรียกว่า นักเผด็จการซ่อนรูปและแขวนป้ายว่ามาจากคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนเพราะนักการเมืองตัวแทนคนไทยเป็นคนโหวตให้เขา มิได้ทะยานอยากเป็นนายกฯ แต่ถูกบังคับโดยตัวแทนประชาชน การเมืองไทยภายใต้ปกครองของผู้นำมาจากทหารระยะหลังในยุคพลเอกเปรมนั้น จะเห็นการยุบสภาบ่อยครั้งมาก เนื่องจากเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน หรือ พรรคการเมืองกับพลเอกเปรม เขาจะใช้อำนาจยุบสภาเพื่อให้ส.ส.กลับไปหาเสียง แล้วสุดท้ายก็ถูกขู่ให้เลือกเขาเป็นนายกฯอีกครั้งเสมอ สุดท้ายสนามเลือกตั้งในขณะที่คนไทยเบื่อหน่ายความเจริญที่หยุดนิ่งและการแบ่งประโยชน์ให้คนในสารพัดเครื่องแบบอย่างมโหฬารและประเทศบริหารโดยทหารมานานแล้วทำให้พรรคของพลเอกชาติชาย ซึ่งใช้ชีวิตแบบนักบริหารเอกชนมากกว่าทหาร ชนะการเลือกตั้ง หลายสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเสียงสวรรค์ของประชาชน แม้จะขัดต่อความประสงค์ของพลเอกเปรมก็ตาม เมื่อเกิดการต่อต้านอย่างหนักจากนักวิชาการและนักศึกษาด้วยระยะเวลาครองอำนาจของพลเอกเปรมนานเกินไปสำหรับระบอบประชาธิปไตยและบ้านเมืองกำลังตกต่ำอย่างหนัก การค้าขายหยุดนิ่ง คอรัปชั่นสูงมากในระบบราชการจากแรงสนับสนุนของผู้นำทางทหาร ตำรวจ ซึ่งไม่ทำงานตามหน้าที่ แต่แย่งกันไปเป็นกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจซึ่งมีเบี้ยทำงานสูงกว่าเงินเดือนราชการ โดยเปลี่ยนกฎระเบียบให้พวกเขารับเงินตอบแทนตามตำแหน่งต่างๆได้ไม่จำกัดจำนวน คนที่อยากหาประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจต่างๆมากกว่าการเสี่ยงชีวิตทำงานเป็นทหารหรือตำรวจ จึงเลือกเงินรายได้และผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจมาเสริม ระบบราชการและรัฐวิสาหกิจจึงปั่นป่วนและเกิดหนี้เสียมากมาย ในที่สุดพลเอกชาติชายจึงรับตำแหน่งนายกฯตามคะแนนเสียงของประชาชน โดยเสนอตำแหน่งรัฐบุรุษให้เป็นเกียรติแก่พลเอกเปรมเพื่อความสงบในบ้านเมือง ผู้นำบ้านเมืองในยุคจอมพลทั้งหลายและพลเอกเปรม ถือว่ามีภาวะผู้นำสูงที่สามารถใช้อำนาจการเป็นผู้ปกครองในทุกหน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง พวกเขาบัญชางานในทุกหน่วยงานได้เต็มที่ด้วยอำนาจตามกฎหมายและบารมีส่วนตัว แถมด้วยคนไทยไม่รักอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตยและความกลัวของประชาชน นอกจากนั้น การบริหารประโยชน์แบ่งปันแก่ผู้สนับสนุนพวกเขาได้อย่างถ้วนหน้า ทุกท่านจึงสามารถครองอำนาจได้ยาวนาน ถือเป็นนักบริหารประโยชน์ที่ดี แต่เป็นนักปกครองประเทศที่ไม่ค่อยดีเพราะบ้านเมืองขาดความเจริญตามศักยภาพแท้จริงและความใจแคบ วิสัยทัศน์สั้น ความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจในมือทำให้พวกเขาพยายามชะลอความเจริญและเพิ่มความรู้แก่คนไทยช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามความเชื่อที่ว่า ความรู้ทำให้อำนาจปกครองเผด็จการเสื่อมถอยและสูญสลาย บ้านเมืองในการปกครองของผู้นำเผด็จการทุกรูปแบบจึงเติบโตช้าหรือหยุดเจริญเพื่อรักษาสถานภาพ อำนาจ และบารมีของพวกเขา ภาวะผู้นำประเทศที่สามารถบัญชางานให้หน่วยงานราชการ ตำรวจ ทหาร ต้องเชื่อฟังคำสั่งนั้น มิได้มีเฉพาะผู้นำที่มาจากทหารเท่านั้น ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีชื่อเสียงและสร้างผลงานมากบ้าง น้อยบ้าง ให้สังคมไทยก็มีไม่มากนัก อาทิ ม.ร.ว. เสนีย์ และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น ทั้งนี้ไม่รวมผู้นำที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ เนื่องจากผู้นำประเภทนั้นต้องเชื่อฟังคำสั่งของคณะปฏิวัติเท่านั้น ทำงานคล้ายหุ่นเชิดทางการเมืองภายใต้ระบอบเผด็จการโดยหน้าที่หลัก คือ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและลงชื่อตามอำนาจหน้าที่และความเห็นชอบจากคณะปฏิวัติ นักการเมืองเลือกตั้งเสียงข้างมากที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยตามชื่อดังกล่าวนั้น อยู่ในยุคสมัยที่ต่อเชื่อมจากการปฏิวัติและความเสื่อมศรัทธาต่อทหารมีสะสมมาก ทำให้ทหารตำรวจยอมรับอำนาจการเลือกตั้งจากประชาชน อีกทั้งความศรัทธาของประชาชนต่อนายกฯเหล่านั้นมีสูงทำให้ทหารตำรวจจำต้องยอมรับอำนาจในฐานะนายกฯของประชาชน แม้จะไม่ได้มาจากทหารก็ตาม เมื่อพวกเขาทำงานตามนโยบายที่บอกแก่ประชาชนและสร้างความเจริญแก่บ้านเมืองอย่างผิดตากว่าสมัยทหารครองเมือง ยิ่งลดศรัทธาต่อทหาร ทหารจึงต้องอยู่ในคูค่ายเก็บตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากศรัทธาของประชาชนต่อทหารคือเสาหลักค้ำจุนความยิ่งใหญ่ของกองทัพ มิใช่ปืน อำนาจที่แฝงเร้นในการเมืองไทยมีอยู่ในทุกยุคสมัย บางครั้งก็เป็นผู้หนุนหลังให้เกิดปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลหลายชุดในไทยซึ่งคนไทยทราบดี แต่ไม่อยากพูดให้เป็นเสนียดปาก ล้วนเกิดขึ้นจากความไม่รู้จักพอเพียงของคนที่หลุดจากขั้วอำนาจทางการเมืองโดยไม่เต็มใจและมีกฎหมายห้ามปรามไว้ ผู้มีอิทธิพลหรือบารมีสูงจึงต้องหาวิธีกลับคืนสู่การเมืองโดยไม่ต้องเป็นนักการเมือง แต่ใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองได้เยี่ยงเดียวกับผู้นำประเทศ ทั้งนี้ การจะอยู่ในสถานภาพลึกลับ แต่ทรงอำนาจสูงนั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยบารมีส่วนตัว ความกลัวของประชาชน การยึดกุมอำนาจกองทัพทหารและตุลาการไว้แน่นหนา ปัจจัยสำคัญของการครอบครองอำนาจและยึดศรัทธาจากผู้มีอำนาจในกลุ่มต่างๆได้ คือ เวลา จากนั้นก็ต้องเป็นการแสวงหาหุ่นเชิดทางการเมืองที่มีคุณภาพเหมาะสมกับยอมรับบารมีของเขา เรียกกันว่า ชายหรือหญิงที่ถูกเลือกเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองนั้นต้องยอมสยบต่อเขาทั้งกายและใจนั่นเอง การปฏิวัติ รัฐประหาร ในอดีตนั้น ถ้าเป็นผู้แพ้ คือ กบฎ มีโทษประหารชีวิต หากชนะผู้เป็นหัวหน้าจะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง หรือ เลือกคนที่ไว้วางใจเพื่อเป็นนายกฯก็ได้ ส่วนการจะเป็นด้วยตัวเองหรือเลือกคนอื่นล้วนขึ้นอยู่ที่สภาพแวดล้อมในเวลานั้น แต่การมอบให้ผู้อื่นเป็นนายกฯนั้นก็เป็นที่รู้ดีว่า เป็นหุ่นเชิดทางการเมืองของคณะปฏิวัติในระบอบเผด็จการทั้งสิ้น การเมืองไทยมีการพัฒนาเรื่อยมาท่ามกลางการสอดแทรกเป็นระยะของผู้มีอิทธิพลที่หลงใหลการเมืองไทย แต่ไม่มีสิทธิ์นั้น นายกฯเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น พลเอกชาติชาย นายชวน นายบรรหาร พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ล้วนถูกพยายามแทรกแซงการใช้อำนาจของผู้นำเสมอด้วยสารพัดเรื่อง เช่น การแต่งตั้งหรือโยกย้าย นายทหาร นายตำรวจ ตุลาการ การให้สัมปทานแก่คนของเขา เป็นต้น ทุกท่านต่างให้ความเกรงใจและไม่อยากทะเลาะกับผู้มีอิทธิพลคนนั้นจึงยอมทำตามความประสงค์ของเขาแบบมากบ้าง น้อยบ้าง หรือเรียกกันว่า บริหารความต้องการให้สมดุลย์ทั้งสองฝ่ายเพื่อลดความปั่นป่วนทางการเมืองลง ในทางกลับกัน การยอมทำตามความต้องการของเขาคนนั้นกลายเป็นดาบมาทิ่มแทงทำร้ายนักการเมืองรุ่นต่อมาเมื่อทุกปีที่คำขอได้ตามปรารถนาเท่ากับเพิ่มกำลังพลภายใต้บัญชาของเขา และพร้อมจะปฏิเสธอำนาจของรัฐบาลเลือกตั้งทุกเวลาที่มีคำสั่งจากเขาคนนั้น เมื่อกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีอิทธิพลที่ไม่อยากพ้นอำนาจการเมืองได้ปกครองประเทศและประชาชนมีความรู้เพิ่มขึ้นและหวงแหนสิทธิเสรีภาพของตน อีกทั้งหลายประเทศทั่วโลกต่างปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การปกครองบ้านเมืองด้วยตัวเองเหมือนยุคอดีตนั้นย่อมทำไม่ได้แน่นอน จึงจำเป็นต้องเลือกอีกวิธีหนึ่ง คือ แสวงหาหุ่นเชิดทางการเมืองที่ต้องทำงานภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันแตกต่างจากหุ่นเชิดยุคเผด็จการเพียงแค่สวมเสื้อผ้าต่างสไตล์กันเท่านั้น แต่แนวคิดเดียวกัน คือ เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำตัวจริงอย่างเคร่งครัด ผู้นำหุ่นเชิดทางการเมืองในยุคประชาธิปไตยนั้น จะขาดภาวะความเป็นผู้นำที่แท้จริง หน่วยงานราชการ กองทัพ ตำรวจ ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำ ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้ด้วยวิจารณญาณหรือประสบการณ์ของตัวเอง มีความขลาดกลัวและเกรงใจผู้คัดเลือกหรือผู้สนับสนุนตนเหนือประชาชนที่มอบคะแนนเสียงแก่เขา และเขาจะต้องมีคุณภาพเพียบพร้อมทั้งการศึกษา สถานภาพทางสังคม เพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและพูดจาปราศรัยสร้างภาพผู้นำได้อย่างดี หน้าที่หลักของผู้นำประเภทนี้ คือ การออกงานเลี้ยง งานสนทนาปราศรัย งานประชุมทั่วไป งานสร้างภาพรัฐบาล การรับฟังคำสั่งของผู้มีอิทธิพลตัวจริง และ ยอมสยบเชื่อฟังทั้งกายและใจโดยปราศจากคำถามและการต่อต้าน การยอมไม่ใช้สติปัญญาและความรู้ส่วนตัวเพื่อทำงานให้คนเชิดหุ่นเป็นจุดเด่นของหุ่นเชิดมีคุณภาพ สิ่งที่เป็นปมด้อยของเขา คือ ภาวะผู้นำแท้จริงไม่มี เนื่องจาก ทหาร ตำรวจ ตุลาการ นิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ล้วนเป็นคนที่ถูกเลือกและยอมรับจากผู้มีอิทธิพลคนนี้เท่านั้น คำสั่งหรือการตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้ ต้องมาจากผู้มีอิทธิพลเหนือเขาคนเดียว ประเทศไทยปกครองด้วยนักการเมืองเลือกตั้งโดยประชาชนซึ่งยังไม่เคยมีผู้ใดเป็นนายกฯหุ่นเชิดทางการเมืองของใครมาก่อน ยุคปีพ.ศ. 2552 จึงอาจถือเป็นครั้งแรกของสังคมไทยที่ผู้มีอิทธิพลที่ไม่เคยเต็มใจออกจากการเมืองกลับมาปกครองประเทศอีกครั้งโดยผู้นำหุ่นเชิดคุณภาพเยี่ยมซึ่งไม่มีอำนาจแท้จริง ขาดภาวะผู้นำ และมิได้ปกครองประเทศในฐานะผู้นำ โดยเฉพาะมิได้รักห่วงใยประชาชน แต่ต้องการเป็นนายกฯเท่านั้น ไม่สนใจเกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาว่าจะเป็นนายกฯหุ่นเชิดหรือตัวจริงก็ตาม อำนาจฝ่ายบริหาร กองทัพทหาร ตำรวจ มิได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้นำหุ่นเชิดตามหลักกฎหมาย แม้แต่สถานภาพหัวหน้าพรรคการเมืองที่ประชาชนเห็นเขาในวันนี้ก็มิใช่ของเขาตามพฤตินัย ถ้าจะพูดให้เป็นสัจพจน์สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่เขาครอบครองอย่างแท้จริง คือ ลมหายใจของเขา เท่านั้น แต่ลมหายใจเพื่อชีวิตของหุ่นเชิดวันนี้ก็อยู่ในกำมือของผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมายไปแล้วเมื่อครอบครัวและสถานที่ทำงานและทุกย่างก้าวของเขาอยู่ในการสายตาของทหารที่คอยคำสั่งจากผู้มีอิทธิพลเพียงคนเดียว ตอนนี้จึงแทบไม่มีสิ่งใดซึ่งบอกได้ว่า เขาบงการชีวิตตัวเองได้เลย ขณะที่คนไทยต้องคอยรับชะตากรรมตามกฎหมายจากหุ่นเชิดที่รับคำบงการอย่างเดียวเพื่อเอาชีวิตรอดและอยู่ภายใต้เงาดำของผู้คลั่งอำนาจวัยดึกสงัด สังคมไทยวันนี้รู้เท่าทัน แต่จำต้องวางเฉยเพื่อรอคำพิพากษาจากนรกเท่านั้น เมื่อทุกคนต้องเอาชีวิตรอดจากพิษเศรษฐกิจตกต่ำ แล้วปล่อยให้เวทีการเมืองแก่งแย่งกันต่อไปโดยมัจจุราชจะเป็นผู้คลี่คลายปัญหาคาใจคนเสื้อแดงและช่วยปลดปล่อยหุ่นเชิดทางการเมืองให้มีโอกาสแสดงฝีมือบริหารประเทศหรือใช้ความรู้ความสามารถได้ทันกาลก่อนหลุดจากเก้าอี้เพราะภัยที่คืบคลานเข้าใกล้เขาอันเป็นไปตามหลักศาสนาที่ว่า กรรมใดใครก่อไว้ กรรมนั้นต้องไล่ตามให้ชดใช้กรรม ยุคไซเบอร์กรรมติดจรวดเสียด้วย เขาอาจไม่มีเวลาแสดงศักยภาพแท้จริงของตัวเองก็ได้ คนไทยต้องช่วยลุ้นผลกรรมของหุ่นเชิดและคนเชิดหุ่นกันแล้วว่า ความโชคร้ายจะเกิดกับใครก่อน ขณะที่หุ่นเชิดตัวหนึ่งของผู้คลั่งอำนาจวัยดึกสงัดเกือบถูกสังหารตายเพื่อปิดปากและหมดประโยชน์มาแล้ว ผู้นำหุ่นเชิดจะเหลือเวลาอีกนานเท่าใด หากไร้ประโยชน์วันใด ก็ต้องอยู่ในสภาพเดียวกับหุ่นเชิดอีกตัวหนึ่ง ถึงอย่างไรคนเชิดก็ต้องยิ่งใหญ่กว่าหุ่นเชิด และหุ่นเชิดคุณภาพสูงก็มิได้มีแค่ตัวเดียว ยังมีหลายตัวรอคิวรับช่วงงานนี้อยู่
*************************** 4/25/2009 บัตรประกันสุขภาพ บัตรสงเคราะห์ผู้ป่วย ศักดิ์ศรีมนุษย์ความต่างของบัตรประกันสุขภาพกับบัตรสงเคราะห์ผู้ป่วย
เขียนโดย ลูกแก้ว
ก่อนปีพ.ศ. 2544 นั้น ระบบดูแลสุขภาพของรัฐจะมีรูปแบบ คือ รัฐจัดงบประมาณค่ารักษาแต่ละปีไว้โดยควบคุมค่ารักษาให้ไม่แพงเกินไป ประชาชนต้องจ่ายค่ารักษาเอง ถ้าผู้ใดไม่สามารถจ่ายค่ารักษา ต้องทำคำร้องต่อประชาสงเคราะห์ที่ประจำอยู่ตามโรงพยาบาลของรัฐเพื่อพิจารณาความเห็นว่า ผู้นั้นสมควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐมากน้อยแค่ไหน หรือ รักษาฟรี โดยเจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูลส่วนตัวและลักษณะครอบครัว รูปแบบอาการป่วยและวิธีรักษา จึงมิได้หมายความว่า คนป่วยจะได้รับการรักษาฟรีตามทุกใบคำร้อง ดังนั้น จึงเกิดภาพหนึ่งทุกครั้งที่ยื่นแบบคำร้องขอรับการสงเคราะห์จากรัฐ คือ ผู้ยื่นคำร้องต้องพูดคุยแสดงความอาภัพอับโชคของตนและครอบครัวเพื่อโน้มน้าวใจของเจ้าหน้าที่รัฐให้เชื่อถือและให้ความเห็นชอบกับคำร้องแล้วยอมอนุมัติการรักษาโรคฟรีแก่ผู้ร้อง มันจึงเป็นการขอร้องอ้อนวอนต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ประชาชนยากไร้ต้องกระทำเพื่อแลกบางสิ่งมาช่วยชีวิตของตน อันเป็นการยอมลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อแลกค่ารักษาพยาบาลเอาชีวิตรอดด้วยการตีแผ่อัตชีวิตให้แลดูน่าสงสารที่สุด หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ชอบหน้า ก็ไม่ได้รับความสงเคราะห์นั้นโดยมิได้มาจากเหตุผลเหมาะสม แต่เป็นความไม่ชอบส่วนตัวก็ได้ ด้วยจำนวนเงินสงเคราะห์แต่ละปีมีน้อย เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องควบคุมปริมาณผู้รับการสงเคราะห์ให้สมดุลย์กับเงินงบประมาณนั้น หลายครั้งที่ประชาชนยากไร้แท้ไม่ได้รับเลือกให้รักษาฟรี แต่กลายเป็นญาติเจ้าหน้าที่รัฐได้รับเลือกเสียเองก็เกิดขึ้นมาแล้ว มันเป็นความขมขื่นใจของชาวบ้านมานานหลายสิบปีที่ไม่เคยมีผู้ใหญ่คนใดให้ความสนใจปัญหาสุขภาพของชาวบ้านเลย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 นโยบายรัฐบาลเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยสร้าง บัตรทอง 30 บาทซึ่งพัฒนาต่อมาเป็น บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีแนวคิดว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน เพียงใด ย่อมต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องมีการร้องขอหรือพิจารณารับสงเคราะห์เป็นรายบุคคลอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต รัฐรับภาระการรักษาโรคแก่ประชาชนอย่างเสมอภาคโดยไม่ต้องเสียเงินเพราะเงินงบประมาณนั้นมาจากการทำมาหารายได้ของประชาชน รัฐจึงมีหน้าที่ดูแลรับภาระค่ารักษาโรคยามที่ประชาชนเจ็บป่วยในรูปสวัสดิการรัฐ ภาพการพูดขอร้องหรืออ้อนวอนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อรับบริการฟรีจึงหายไปในที่สุด นโยบายสวัสดิการรัฐด้านสุขภาพเป็นการเปิดโอกาสให้คนยากจนสามารถรักษาโรคที่ต้องใช้ความรู้ เครื่องมือ และค่าใช้จ่ายสูง ได้อย่างเท่าเทียมกับคนรวย อันเป็นการคลี่คลายความขมขื่นใจของประชาชนอย่างถูกใจที่สุด การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะสำคัญในร่างกาย โรคเอดส์ โรคร้ายอื่นๆ ที่เกิดกับคนยากจนก็รักษาได้ โดยรัฐรับภาระหน้าที่จัดเตรียมบุคลากร เครื่องมือ ยา และจัดกระบวนการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้เหมาะสมกับเงินงบประมาณ แนวคิดของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ รัฐจัดเงินงบประมาณการรักษาโรคแก่ประชาชนตามจำนวนประชากร บนพื้นฐานว่ามิใช่คนไทยจะป่วยและเข้ารักษาโรคพร้อมกัน จึงสามารถนำเงินไปรักษาผู้ป่วยก่อน สิ่งที่ต้องปรับปรุงให้เข้ากับแนวคิดใหม่ คือ มุมมองและวิธีบริหารองค์กรและบุคลากร โดยเฉพาะคนไทยที่จะเป็นผู้รับบริการว่า ควรใช้สิทธิ์เมื่อเจ็บป่วยและเน้นการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเป็นหลัก มิใช่ปล่อยให้เจ็บป่วยเพราะคิดว่ารักษาฟรี เนื่องจากทุกเวลาที่ป่วยคือ การขาดรายได้ทำมาหากินหรือความสูญเสียที่จะนำไปสู่ความพิการได้ ปัจจุบันนี้รัฐบาลขาดความสามารถในการหารายได้และเก็บภาษีได้น้อย จึงตัดเงินงบประมาณที่ใช้ดูแลสุขภาพประชาชนลง ซึ่งเป็นวิธีหาเงินไปใช้ทางอื่นของรัฐ เช่น จัดซื้ออาวุธให้กองทัพ แจกเงินแก่คนบางกลุ่ม เป็นต้น แต่ส่งผลร้ายต่อการดูแลรักษาโรคของคนไทยอย่างมากด้านประสิทธิภาพการรักษาและคุณภาพบุคลากร รวมทั้งปริมาณคนรับบริการรักษาโรครุนแรงน้อยลง เช่น จำนวนคนที่จะรับการผ่าตัดต้อกระจก การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ จำนวนยาจำเป็นของคนไข้โรคเอดส์ เป็นต้น ปกติจะมีการกำหนดงบประมาณให้การรักษายากๆหรือผ่าตัดตามเงินงบประมาณรายปี ตัวอย่างเช่น รัฐจัดซื้อยาจำเป็นของคนโรคเอดส์ไว้สำหรับ 10,000 คน ปีนี้มีเงินซื้อได้เพียง 1,000 คน คนผ่าตัดต้อกระจกปีละ 10,000 คน ปีนี้มีงบสำหรับ 1,000 คน เป็นต้น ส่วนที่เกินต้องไปรอใช้สิทธิ์ปีหน้า ซึ่งอาจก่ออันตรายให้หลายคนที่มิอาจรอถึงเวลาใหม่ได้ เพียงแค่เงินงบเพื่อสุขภาพของคนไทยมีน้อยลง เงินงบประมาณมาจากเงินภาษีที่เก็บจากคนไทยซึ่งรัฐให้สัญญาจะดูแลชีวิตของคนไทยให้มีความสุขกาย สุขใจ แต่การตัดเงินงบประมาณเพื่อสุขภาพแล้วนำไปซื้ออาวุธให้กองทัพหรือซื้อเสียงเพื่อการเลือกตั้งคราวหน้า จึงเป็นความไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีคนไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 ด้วยแนวคิดยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยและใช้ศักยภาพของรัฐเต็มที่เพื่อรับภารกิจดูแลสุขภาพของคนไทยไว้ เป็นการปฏิรูประบบสุขภาพในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง จากการต้องขอร้องอ้อนวอน ตีแผ่ความอัปยศ ความโชคร้าย ของตนและครอบครัวด้วยการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลง เพื่อแลกกับความช่วยเหลือจากรัฐ มาเป็นแนวคิดว่า รัฐต้องรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสวัสดิการในเมืองไทยเป็นครั้งแรก แต่ปัจจัยสำคัญหรือเบื้องหลังของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ เงินงบประมาณสนับสนุนงานใหญ่นี้ต้องมาจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลและเงินภาษีของคนไทยซึ่งทำงานหารายได้แล้วเสียภาษีเพื่อสนับสนุนโครงการนี้ รัฐบาลและคนไทยจึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสวัสดิการรัฐที่สำคัญยิ่ง ณ วันนี้รัฐบาลมองไม่เห็นและไม่สามารถใช้ศักยภาพการผลิตและส่งออกสินค้าไทยอย่างเต็มที่ จึงขาดรายได้เข้ารัฐเพราะรัฐบาลขาดความสามารถซึ่งหลายรัฐบาลในโลกใช้วิกฤตเป็นการสร้างโอกาสใหม่ได้ แต่ของไทยจ้องกู้เงินอย่างเดียว สาเหตุที่ต้องการกู้เงิน เพราะต้องการเงินนอกสายตาเป็นประโยชน์ส่วนตนชดใช้การลงทุนแย่งตั้งรัฐบาลของพวกเขา ขณะที่ศักยภาพหาเงินของคนไทยต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่พบการวางเฉยและขาดแผนแก้ไขปัญหาให้เอกชนยืนหยัดและร่วมต่อสู้ไปกับรัฐเพื่อหารายได้เข้าประเทศ รัฐบาลวางเฉยรอกู้เงินและเอกชนติดขัดเพราะขาดการสนับสนุนหรือกระตุ้นช่วยเหลือให้อยู่รอด จึงเท่ากับรอวันแตกดับไป อันส่งผลให้เงินภาษีเข้ารัฐน้อยตามไปด้วย ผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพของคนไทยจึงเกิดขึ้นให้เห็นในวันนี้เมื่อเงินงบประมาณถูกตัดลดลง คนไทยรับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจากการทำงานมักง่ายของรัฐบาล วิธีเดียวที่คนไทยในวันนี้จะช่วยตัวเองได้ คือ ดูแลสุขภาพมิให้เจ็บป่วยหนัก มิฉะนั้น อาจต้องพบความเจ็บปวดกับคำผัดผ่อนเวลารักษาให้หายป่วยหรือปล่อยให้คอยจนตายเพราะคิวยาวหรือหมดงบประมาณแล้ว อีกความพยายามหนึ่งของรัฐบาลที่กำลังกระทำ คือ ใช้ช่วงจังหวะนี้ทำลายภาพพจน์บัตรประกันสุขภาพ เพื่อนำแนวคิดบัตรสงเคราะห์ผู้ป่วยกลับมาใช้โดยอ้างว่า รัฐจะไม่ต้องตั้งเงินงบประมาณไว้มากเพียงนี้ แล้วเลือกช่วยเป็นรายบุคคลได้ หมายความว่า คนไทยต้องแย่งกันร้องขอเจ้าหน้าที่รัฐให้เห็นชอบรักษาฟรีด้วยการยอมลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลงอีกครั้ง คนไทยวันนี้อยากย้อนภาพเดิมๆกลับมาหรือไม่ คงต้องคิดพิจารณาให้หนักหน่อยกับภารกิจของรัฐบาลวันนี้ซึ่งนิยมแนวคิดแบบเผด็จการย้อนหลังเป็นร้อยปีซึ่งชอบให้คนไทยคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องผู้ปกครองเสมอที่มีให้เห็นก่อนปีพ.ศ. 2544 พวกเขาอยากเห็นภาพนั้นอีกครั้งเพื่อยืนยันสถานภาพการเป็นผู้ปกครองและไพร่ซึ่งห่างหายไปกว่า 70 ปีแล้ว คนไทยต้องตัดสินใจว่า บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรสงเคราะห์ผู้ป่วย ควรจะอยู่ในสังคมไทยวันนี้
******************************** 4/23/2009 ภัยร้ายของโรคกลัวน้ำหรือพิษสุนัขบ้าโรคพิษสุนัขบ้า ตายสถานเดียว เขียนโดย มณีอักษร
โรคกลัวน้ำ (rabies) หรือชาวบ้านเรียกกันว่า โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์กับคน อันเกิดจากเชื้อไวรัสที่เพิ่มจำนวนขึ้นที่เซลส์สมองและเข้าทำลายเนื้อสมอง จักทำให้คนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ทุกระบบในร่างกายถูกทำลายและตายในที่สุด ปี ค.ศ. 1885 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักเคมีชาวฝรั่งเศสและทีมงานค้นพบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยใช้กับด.ช. เซฟ เมสเตร์ วัย 9 ขวบ ก่อน พ่อแม่พาเด็กที่ถูกกัดมาให้เขารักษาและฉีดวัคซีนที่เขาคิดค้นขึ้นทำให้เด็กไม่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าน การค้นคว้าของเขาพบว่าเชื้อนี้จะอยู่ในน้ำลาย ต่อมาวัคซีนของหลุยส์ ปาสเตอร์ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งเพื่อใช้กับคนและสัตว์อย่างต่อเนื่อง วันที่ 28 กันยายน ของทุกปี จะเป็นวันรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าขององค์การอนามัยโลก เนื่องจาก เชื้อพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำติดต่อสู่คนได้จากการถูกสัตว์มีเชื้อชนิดนี้กัดหรือข่วน เชื้อนี้ทำลายระบบสมองและประสาทเป็นหลักและมีอัตราการตายเพราะติดเชื้อนี้ 99 เปอร์เซนต์ เคยมีรายงานการรอดชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น เป็นคนสหรัฐที่ถูกค้างคาวกัดและติดเชื้อนี้โดยทำให้คนไข้อยู่ในอาการโคม่าเพื่อให้ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันไปต่อสู้กับไวรัสในร่างกายที่รุกคืบทำลายระบบสมองและประสาทด้วยตัวเอง ต่อมาแพทย์บางคนได้นำวิธีรักษานี้ไปใช้กับคนไข้โรคกลัวน้ำอีก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเลย ขณะนี้กำลังมีการค้นคว้าหาขั้นตอนที่เหมาะสมในการรักษาโรคนี้อยู่ แต่ ณ เวลานี้ยังไม่มียาหรือวิธีใดรักษาโรคนี้ได้ คนไข้ทุกรายที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าต้องตายทุกคน วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีใช้อยู่ 2 แบบ คือ แบบ post-exposure ซึ่งใช้ฉีดหลังจากถูกกัดหรือข่วนโดยสัตว์ต้องสงสัยว่าอาจมีเชื้อดังกล่าว วิธีการคือ เมื่อถูกสัตว์กัด ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านบาดแผล จากนั้นรับวัคซีนแบบนี้ร่วมกับอิมมูโนโกลบูลิน (RIG) ให้เร็วที่สุด ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปเชื้อไวรัสโจมตีระบบประสาท สมอง และแพร่เข้าสู่ต่อมน้ำลายแล้ว วัคซีนจักใช้ไม่ได้ผล แบบที่สอง คือ pre-exposure เป็นวัคซีนป้องกันโรคแบบล่วงหน้า โดยให้ก่อนมีการสัมผัสโรค จักใช้ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสโรค เช่น สัตวแพทย์ ผู้ดูแลสัตว์ เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการเชื้อพิษสุนัขบ้า ผู้ที่ต้องเดินทางไปในประเทศที่มีโรคนี้ชุกชุมและเด็กเล็ก วัคซีนแบบนี้ทำโดยฉีด 3 เข็ม ในวันที่ 0 , 7 และ21 หรือ 28 กรณีที่เคยรับวัคซีนมาก่อนแล้ว 3 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องใช้อิมมูโนโกลบูลิน (RIG) หากถูกสุนัขต้องสงสัยกัดเพียงแค่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอีก 1 เข็ม ก็ป้องกันโรคนี้ได้แล้ว สัตว์ที่อาจติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้มักเป็นสัตว์ประเภทเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว กระรอก ค้างคาว หนู เป็นต้น ความผิดปกติของสัตว์ที่ติดเชื้อโรคนี้ คือ มีอาการป่วยทั่วไป พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เซื่องซึมลง ตื่นกลัวขึ้น เก็บตัว หงุดหงิด เป็นต้น มีปัญหาการกลืนอาหารและน้ำ ของเหลวในปากหรือน้ำลายเพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวยากขึ้นหรือมีอาการอัมพาตร่วมด้วย และเสียชีวิต สำหรับการป้องกันโรคนี้ในสัตว์ทำได้โดยการฉีดวัคซีนประจำทุกปี สิ่งที่ต้องทำเมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน คือ ล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่โดยใช้น้ำไหลผ่านแผล จากนั้นรีบพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอดูอาการของสัตว์ก่อน ถ้าสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ ต้องนำสัตว์ไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลสัตว์เพื่อยืนยันอีกครั้ง ต้องจำไว้ว่าถ้าเชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำลายหรือเกิดอาการของโรคขึ้นแล้ว จักไม่มีวัคซีนใดหรือยาชนิดใดรักษาโรคและช่วยชีวิตได้ ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น การป้องกันโรคให้สัตว์หรือคนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
**************************** 4/20/2009 พี่เลี้ยงใจโหด ครูและพ่อแม่ตีเด็ก ทำได้ไหม ?ถาม ครูมีสิทธิ์ใช้ไม้เรียวตีเด็กได้หรือไม่ ? ตอบ ครูมักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการใช้ไม้เรียวหรือไม้บรรทัดเหล็กลงโทษเด็กเพราะเชื่อว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเขียนให้ใช้ไม้เรียวตีเด็กได้โดยถือว่าเป็นการสั่งสอนเด็ก ความจริงแล้วการใช้ไม้เรียว ไม้บรรทัด การหยิก การเตะ ซึ่งกระทำต่อร่างกายของเด็ก ตามหลักกฎหมายอาญาแล้วถือเป็นการทำร้ายร่างกายคนอื่น ผู้ใดกระทำดังกล่าวต้องมีโทษจำคุก ถ้าผลของการทำร้ายเป็นเรื่องสาหัสก็จะรับโทษจำคุกหนักขึ้น ส่วนผลไม่สาหัสก็อาจนับเป็นลหุโทษซึ่งมีโทษจำคุกที่เบากว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเขียนไว้นานมากโดยไม่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชนหรือประมวลกฎหมายอาญาเพราะมีความเชื่อโบราณว่า การตีเด็กคือการสั่งสอน แต่แนวคิดนี้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเสียแล้ว อีกทั้งระเบียบกระทรวงฯต้องมีศักดิ์ต่ำกว่าประมวลกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญ ครูจึงไม่มีอำนาจใดในการตีเด็กไม่ว่าจะทำเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม กฎหมายถือเป็นการทำร้ายร่างกายทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ที่ไม่เป็นคดีความกันเพราะผู้ปกครองให้ความเคารพครูบาอาจารย์ จึงยอมอะลุ้มอะล่วยให้ จักสังเกตได้ว่านักเรียนมัธยมปลายและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นครูบาอาจารย์ไม่ใช้ไม้เรียวหรือวัตถุใดตีทำร้ายศิษย์กันแล้ว แต่ยังมีประปรายในโรงเรียนระดับอนุบาลและประถม ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่จะอบรมครูให้เข้าใจหลักสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นและป้องกันมิให้ครูเหล่านั้นต้องโทษจำคุกโดยรู้ไม่ทันการณ์ ถาม ครูลงโทษเด็กด้วยวิธีใดที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ? ตอบ การลงโทษเด็กในยุคปัจจุบันมีการพัฒนามากในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยต่างๆหรือโรงเรียนชื่อฝรั่งอันเป็นแนวคิดแบบตะวันตกที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนสูง การลงโทษที่นิยมนำไปใช้ คือ การตัดคะแนนความประพฤติ การทำรายงานพิเศษ การยืนหน้าห้องตามเวลาที่กำหนด เป็นต้น แต่จะไม่ใช้การหยิก การตี แม้แต่การให้วิ่งรอบสนามฟุตบอลก็ต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับร่างกายเด็กด้วย ถ้าเด็กตายเพราะการใช้วิธีนี้ จะถือเป็นการฆ่าเด็กโดยเจตนาหรือโดยประมาทแล้วแต่ข้อเท็จจริงของคดี ครูต้องรับโทษจำคุกแน่นอน จึงพึงหลีกเลี่ยงการทรมานร่างกายเด็ก น่าจะใช้การลงโทษที่เด็กได้รับความรู้ไปพร้อมกันด้วยและไม่กระทำโดยตรงที่ร่างกายของเด็ก การทำร้ายจิตใจของเด็กก็ถือเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย เช่น การสั่งให้เด็กแก้ผ้าต่อหน้าเพื่อน การวาดสีบนใบหน้าของเพื่อน การสั่งให้ถุยน้ำลายใส่เด็ก อันเป็นการลงโทษเน้นสร้างความอับอาย เป็นต้น วิธีลงโทษนั้นก็ควรคิดถึงเวลาที่ครูเป็นพ่อแม่จะยอมรับวิธีลงโทษแบบนั้นได้หรือไม่ จิตสำนึกความเป็นพ่อแม่ในตัวครูเป็นเครื่องวัดความเหมาะสมได้อย่างดี ถาม พี่เลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลมีสิทธิ์ลงโทษนักเรียนได้หรือไม่ ? ตอบ เด็กอนุบาลเป็นเด็กเล็กมากที่ต้องการคนดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดพิเศษ พ่อแม่อาจไม่มีเวลาเพียงพอหรือเป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนแล้วจึงเลือกสถานเลี้ยงดูหรือโรงเรียนที่น่าเชื่อถือว่าจะมีมาตรฐานในการดูแลลูกของเขา ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องอำนาจในการดูแลเด็กนั้นมิได้รวมถึงการลงโทษเด็กด้วยไม้เรียวหรือการตบตีด้วยสารพัดวิธีดังที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น การตบปากเด็กเมื่อร้องไห้หรือไม่เชื่อฟัง การใช้สมุดหนาเท่าสมุดโทรศัพท์ตีศีรษะของเด็ก การใช้กรรไกรแทงฝ่าเท้าเพื่อหลบซ่อนบาดแผลของเด็กพ้นสายตาของพ่อแม่ การใช้กระป๋องน้ำโขกศีรษะหรือราดน้ำใส่หัวของเด็ก เป็นต้น การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการทำร้ายร่างกายของผู้อื่นอันมีโทษจำคุกหนักเบาตามลักษณะบาดแผลหรืออันตรายที่เด็กได้รับ แม้แต่การเกิดปัญหาทางจิตใจแก่เด็กอันสืบเนื่องจากการถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำจากพี่เลี้ยง ก็นับว่าเป็นโทษฐานทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้อื่นเช่นกัน ถาม พี่เลี้ยงคนป่วย คนพิการ หรือ คนชรา ลงโทษผู้อยู่ในความดูแล จะมีความผิดหรือไม่ ? ตอบ การทำทรมานทางร่างกายและจิตใจต่อผู้อยู่ในความดูแลของตน ต้องรับโทษหนักเป็นพิเศษกว่าฐานทำร้ายร่างกายทั่วไป พี่เลี้ยงคนป่วย คนพิการ คนชรา ไม่มีอำนาจในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน การทอดทิ้งให้ผู้อยู่ในความดูแลอยู่ในอันตรายต่อชีวิต ก็ต้องรับโทษอีกกระทงหนึ่งด้วย กฎหมายกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ดูแลเหล่านั้นไว้ สิ่งที่เป็นปัญหาเรื่องพี่เลี้ยง คือ รัฐให้ความสนใจมาตรฐานของพี่เลี้ยงเด็กมากกว่าพี่เลี้ยงประเภทอื่น ทั้งที่พี่เลี้ยงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนแก่กัน ทุกวันนี้ผู้ป่วย คนพิการ คนชรา จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากพี่เลี้ยง เช่น ความสามารถของพี่เลี้ยงต่ำกว่ามาตรฐาน ค่าแรงสูงเกินเหตุ ผู้จัดหาพี่เลี้ยงเอาเปรียบคนพิการ คนชรา คนป่วย การเรียกร้องความเป็นธรรมต่อหน่วยงานรัฐไม่ได้รับความเอาใจใส่เท่ากรณีพี่เลี้ยงเด็ก ทั้งที่รัฐต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตของเด็ก คนชรา คนป่วย คนพิการ อย่างเท่าเทียมกัน อาชีพพี่เลี้ยงยังไม่มีมาตรฐานหรือกฎหมายคุ้มครองและรัฐไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร การเอารัดเอาเปรียบ การทำร้าย ผู้ได้รับการดูแลจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเหิมเกริมยิ่งขึ้นเพราะอีกฝ่ายเป็นคนด้อยโอกาสทางสังคมหรือไม่อยู่ในความสนใจของรัฐ ถาม พ่อแม่ตีลูก มีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ? ตอบ หลักกฎหมายกำหนดว่า ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจ ย่อมได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลได้ กฎหมายไม่ได้ยกเว้นความผิดให้บิดามารดาเป็นกรณีพิเศษ การใช้วัตถุตีทำร้ายร่างกาย เช่น ไม้บรรทัดเหล็ก ท่อนไม้ ไม้เรียว บุหรี่จี้ ไฟฟ้าช็อต กรรไกร เป็นต้น เมื่อใช้กระทำต่อร่างกายของเด็กจนเป็นริ้วรอยหรือบาดแผล ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายทั้งสิ้น หากเด็กได้รับบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจจากการกระทำนั้น ผู้นั้นต้องถูกฟ้องคดีอาญา ตอนนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองเด็กอีกฉบับที่ดูแลเด็กซึ่งถูกบิดามารดาญาติพี่น้องทำร้ายเสมอเพื่อให้ได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วยการลงโทษบิดามารดาและแยกเด็กออกจากครอบครัวไปสู่สถานที่ปลอดภัยขึ้น บางคนอาจโต้ว่า การตีเด็กเป็นการลงโทษที่บิดามารดากระทำต่อลูกได้ แต่แนวคิดทางจิตวิทยาระบุชัดว่า บิดามารดาทำร้ายลูกส่งผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจของเด็กระยะยาวที่จะนิยมใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาส่วนตัวอันส่งผลให้สังคมไม่ปลอดภัย ดังนั้น การลงโทษลูกจึงควรเปลี่ยนจากการตีไปสู่วิธีใหม่ เช่น การงดดูทีวีกี่ชั่วโมง การให้รดน้ำต้นไม้หรือล้างจานหรือล้างห้องน้ำกี่ครั้ง เป็นต้น นอกจากเป็นการลงโทษเด็กแล้วยังช่วยสอนให้ลูกทำงานเพื่อครอบครัวได้ด้วย มันเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายอาญาและกฎหมายคุ้มครองเด็ก แล้วยังช่วยสังคมมิให้เพิ่มคนนิยมความรุนแรงและรู้จักทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอีกทางหนึ่ง ************************ 4/17/2009 คำเรียกยอดฮิตในการชุมนุมคนเสื้อแดง ?ถาม ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กับ ผู้มีอำนาจนอกกฎหมาย มีความหมายอย่างไร ? ตอบ คำเรียกนี้ยอดฮิตในการชุมนุมคนเสื้อแดง มีความหมายลึกซึ้งที่ใช้เรียกบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติปี พ.ศ. 2549 และ การสร้างรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ปกครองประเทศไทย ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ หมายถึง บุคคลที่ประชาชนนับถือในสังคม แต่ไม่มีอำนาจบริหารบ้านเมืองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีตนายกฯทักษิณเรียกแทนผู้ที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐบาลเลือกตั้งของเขาในปีพ.ศ. 2549 และ อ้างว่าผู้มีบารมีคนนี้ชอบก้าวก่ายงานบริหารประเทศเสมอด้วยความเคยชินซึ่งทำได้กับหลายรัฐบาลมาแล้ว ส่วนผู้มีอำนาจนอกกฎหมาย หมายถึง บุคคลที่มีอำนาจในกรมกองหรือหน่วยงานรัฐ แต่ก้าวก่ายไปยังหน่วยงานอื่นหรือต้องการสั่งรัฐบาลให้ทำตามอำเภอใจทั้งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ บุคคลทั้งสองประเภทล้วนเป็นต้นเหตุความวุ่นวายของประเทศอันสืบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจแก่บทบาทนั้น ถาม แม่นาคเจ้าพระยา กับ แม่นาคพระอาทิตย์ เหมือนกับแม่นาคพระโขนงหรือไม่ ? ตอบ ความเชื่อเรื่องแม่นาคพระโขนงที่มีผัวชื่อ นายมาก เป็นเรื่องเล่าสืบทอดตำนานผีให้คนไทยหวาดกลัวมานานโดยระบุสถานที่เกิดเรื่องนี้ไว้ด้วย จะมีจริงหรือไม่ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ชัด แต่คนไทยให้ความนับถือแม่นาคพระโขนงอย่างมากโดยมีศาลเพียงตาตั้งไว้ให้คนกราบไหว้จนถึงทุกวันนี้ แม่นาคพระโขนงจึงเป็นที่นับถือและหวาดกลัวของคนไทยในเวลาเดียวกัน ส่วนแม่นาคเจ้าพระยากับแม่นาคพระอาทิตย์ เป็นคำเรียกแทนเพศและสถานที่อยู่ของผู้อยู่เบื้องหลังม็อบโกเต๊กซ์ยึดสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผู้พูดต้องการสื่อให้ประชาชนรับทราบว่า ผู้นั้นมีสถานภาพน่านับถือ แต่มีความน่ากลัวเยี่ยงเดียวกับผีแม่นาคพระโขนง ส่วนจะมีตัวตนหรือไม่ อย่างไร ไม่แน่ชัด จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นผีเหมือนแม่นาคพระโขนงตามความเชื่อโบราณ ทั้งสองคำถือเป็นคำเรียกเปรียบเปรยคนที่น่านับถือ แต่น่าหวาดกลัวด้วยและควรหลีกห่างไว้ เพราะเป็นผีสางที่อยู่คนละภพกับคนไปแล้ว ถาม ตำรวจจะฟ้องคดีหมิ่นประมาทคนที่พูดถึงแม่นาคพระอาทิตย์หรือแม่นาคเจ้าพระยาได้ไหม ? ตอบ คดีหมิ่นประมาทนั้นกำหนดชัดว่า ผู้ใดพูดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามให้ถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท คำว่า “ผู้อื่น” ต้องหมายถึง บุคคลมีลมหายใจเท่านั้น คำเรียกดังกล่าวยังไม่ถือว่า เป็นบุคคลที่ชัดเจนว่าเป็นคนหรือผี หากระบุได้ชัดว่า คำเรียกนั้นหมายถึง คนที่มีลมหายใจและเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา จึงถือว่า มีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ในทางกลับกัน คำเรียกนั้นเป็นแค่ผีในตำนาน ก็ถือว่า ไม่ครบองค์ประกอบของความผิด จึงเอาผิดและลงโทษไม่ได้ ปกติแล้วกฎหมายจะลงโทษผู้กระทำความผิดเมื่อเขาทำต่อบุคคลมีลมหายใจหรือศพที่ยังมีร่างให้เห็น มิใช่ผีสางตามตำนานความเชื่อของคน ถาม อำมาตย์คืออะไร ? ยังมีใช้ในเมืองไทยด้วยหรือ ? ตอบ อำมาตย์ ตามความหมายในพจนานุกรมไทย หมายถึง ข้าราชการ หรือ ที่ปรึกษาของพระราชา เป็นยศที่พระราชาแต่งตั้งพลเรือนให้รับใช้ราชสำนักในสมัยโบราณ แต่ยศตำแหน่งนี้ถูกยกเลิกไปหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ. 2475 คำนี้เลิกใช้เรียกข้าราชการอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ยังคงมีใช้ในหนังไทยประเภทจักรๆวงศ์ๆในโทรทัศน์หรือลิเกอยู่ ข้าราชการระดับอำมาตย์มีหลายระดับ เช่น มหาอำมาตย์ รองอำมาตย์ แล้วยังแยกย่อยเป็น อำมาตย์เอก โท ตรี เปรียบเทียบกับยุคสมัยนี้จะเป็นข้าราชการระดับสูงหรือนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องรับการเลือกตั้งจากคะแนนเสียงประชาชนส่วนใหญ่เพื่อบริหารประเทศและให้ความสุขแก่ปวงชนชาวไทย แตกต่างจากอำมาตย์โบราณที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาให้ทำงานบริหารประเทศ โดยนโยบายหรืองานสำคัญจะต้องรับคำวินิจฉัยจากพระราชาเท่านั้น
************************* 4/16/2009 ใต้เงาบาป 2.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 2.2
เขียนโดย ช่อมณี
ตอนเช้าวันจันทร์หญิงสาวร่างสูง เพรียวในชุดเสื้อ-กางเกงสีเขียวเข้มกำลังนั่งรอเจ้าของห้องทำงานซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนธีระวิทยานั่นเอง เจ้าของดวงหน้ารูปไข่มีท่าทางหงุดหงิดเมื่อยังไม่เห็นคนที่ตนเฝ้ารอเข้ามาเสียที “ ทำไมมาช้าจัง ? “ “ บ่นอะไรจ๊ะ นิตว์ “ มันตรินีเดินถือแฟ้มเข้ามาในห้องนั้น สีหน้าแจ่มใส ชนิตว์มีท่าทางตื่นเต้น พลางดึงร่างเพื่อนสาวให้มานั่งบนเก้าอี้ว่าง “ ฉันมีเรื่องจะขอร้องสักหน่อย ตรี “ “ เรื่องดีหรือไม่ดีล่ะ “ หล่อนหรี่ตามองอีกฝ่าย ชนิตว์ยิ้มแหย “ ก้ำกึ่ง ! “ “ ฉันขอปฏิเสธ ! “ นักข่าวสาวเบิกตากว้าง น้ำเสียงออดอ้อนยามกล่าวว่า “ หากเธอไม่ช่วย คราวนี้ฉันต้องตกงานแน่ “ “ ตกงานรึ ? “ ชนิตว์พยักหน้ายืนยัน “ บ.ก. สั่งให้เขียนบทความเด็ดๆภายในสามวัน หากฉันทำไม่ได้ เขาจะไม่บรรจุเป็นนักข่าวประจำ ฉันก็ตกงานแน่ “ มันตรินีถอนใจหนัก อันที่จริงหล่อนก็เห็นใจสภาพของชนิตว์ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างฝึกงานกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง แต่อดระแวงกับคำขอร้องของเพื่อนไม่ได้ “ บทความอะไรล่ะ ? “ “ ฉันอยากเก็บไว้ก่อน เมื่อเขียนเสร็จ จะให้เธออ่านเป็นคนแรกเลย ตรี “ มันตรินีมีอาการลังเล ชนิตว์พูดคะยั้นคะยอว่า “ ช่วยเพื่อนหน่อยนะ “ “ ไม่เสี่ยงดีกว่า ! “ ชนิตว์ล้วงเหรียญบาทออกมา พลางกล่าวว่า “ เรามาเสี่ยงดวงกันดีกว่า หากเป็นหัว เธอต้องช่วยตามคำขอของฉัน โดยไม่ซักถามใดๆ……… “ “ ก้อยล่ะ? “ “ ฉันจะเดินออกไปจากห้องนี้ และไม่ขออะไรจากเธออีกตลอดไป “ ชนิตว์ตอบหนักแน่น มันตรินีมองชั่งใจ แล้วตอบว่า “ ฉันเลือกก้อย ! “ ชนิตว์โยนเหรียญขึ้นไปกลางอากาศ แล้วคว้าไว้ที่ฝ่ามือ เมื่อแบมือออก มันตรินีถอนใจหนักหน่วง สีหน้าไม่ดีนัก “ เหรียญออกเป็นหัว ! “ ชนิตว์พูดยิ้มๆ “ เธอต้องทำตามสัญญานะ ตรี “ “ รู้แล้วน่า ! “ ชนิตว์ยื่นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆให้กับเพื่อน พลางกล่าวเสียงจริงจังว่า “ นี่เป็นรหัสเข้าไปดูข้อมูลของบริษัทหนึ่ง ฉันอยากให้เธอดึงสิ่งที่มีทั้งหมดมาให้ฉัน “ “ ขโมยข้อมูลรึ ! “ “ แค่ขอดูเท่านั้น “ ชนิตว์พูดปลอบใจอีกฝ่าย “ บทความของฉันต้องแม่นยำ ดังนั้น จำเป็นต้องได้ข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ธรรมดานัก “ “ ทำไมเธอไม่ทำเองล่ะ ? “ ชนิตว์ยักไหล่เล็กน้อย “ ฉันลองทำดูแล้ว แต่ทำไม่ได้ “ มันตรินีขมวดคิ้วเล็กน้อย “ ทำไมล่ะ ? “ “ ฉันมีรหัสเข้าไปได้ก็จริง แต่…… “ ชนิตว์ถอนใจเฮือกใหญ่ เมื่อเอ่ยต่อไปว่า “ พวกนั้นมีระบบป้องกันข้อมูลที่ดี ฉันจึงต้องถอยกลับ แล้วมาขอร้องเธอนี่เหละ “ “ พวกนั้นเป็นคนดีหรือเปล่า ? “ ชนิตว์หัวเราะในลำคอ พลางย้ำเสียงว่า “ สัญญาของเราคือจะไม่ถามไงจ๊ะ “ “ แต่……. “ “ พรุ่งนี้เช้าฉันจะมารับงานนะจ๊ะ ตรี “ ชนิตว์พูดตัดบททันที แล้วกล่าวยอเพื่อนในตอนท้ายว่า “ ตรีเป็นนักคอมพ์มือหนึ่งที่ฉันรู้จักเชียวนะ พึ่งพาหน่อยล่ะ ตรีจ๋า “ มันตรินีมองตาค้าง เมื่อเพื่อนสาวพาร่างสูงเพรียวเดินออกไปด้วยท่าทางรื่นรมย์เหลือเกิน ขณะที่หล่อนกำลังหนักใจกับสิ่งที่ต้องทำในไม่ช้านี้
ชนิตว์เดินออกมาจากตึกเรียนของโรงเรียนธีระวิทยาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางแบมืออกมา เหรียญบาทวางอยู่ในมือ หล่อนพลิกเหรียญไปมา ปรากฏว่าทั้งสองด้านของเหรียญเป็นภาพของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน “ ขอโทษที่ต้องหลอกเธอ มันเป็นความจำเป็นจริงๆ ตรี “ ชนิตว์พึมพำ พลางก้าวเดินออกไปจากบริเวณนั้นโดยเร็ว
เช้าวันต่อมามันตรินีนั่งมองแผ่นดิสต์สีดำในมืออย่างครุ่นคิด มันเป็นแผ่นสำเนาที่หล่อนทำไว้เพื่อมาเปิดดูทีหลัง เนื่องจากเมื่อคืนนี้หล่อนใช้เวลาเจาะเข้าไปในข่ายข้อมูลที่ชนิตว์ให้มาด้วยเวลาที่นานมาก จึงเผลอหลับไปตอนนั่งรอการถ่ายเทข้อมูล ทำให้ไม่มีโอกาสศึกษาเสียก่อนว่ามันคืออะไร เสียงเคาะประตูดังขึ้นหล่อนรีบสอดแผ่นดิสต์ดังกล่าวเข้าไปในลิ้นชักอย่างเร็ว “ สวัสดีจ๊ะ ตรี “ ชนิตว์กล่าวทักทาย ขณะก้าวเท้าเข้ามาในห้องเรียนคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนธีระวิทยาอันเป็นสถานที่ทำงานของมันตรินี เจ้าของห้องซึ่งเป็นหญิงสาวร่างเล็กสันทัด ใบหน้ากลม สวมแว่นตากรอบทองกำลังนั่งตัวตรง สีหน้าสงบเรียบ พลางส่งแผ่นดิสต์สีฟ้าให้อีกฝ่ายอย่างรู้ใจ “ ฉันทำเสร็จแล้ว ! “ “ เยี่ยมมาก เพื่อนรัก “ ชนิตว์กล่าวชม ขณะเอื้อมไปรับของสิ่งนั้นมา “ หากฉันได้รับการบรรจุเป็นนักข่าวเต็มตัว จะขอเลี้ยงข้าวสักมื้อจ๊ะ “ “ บอกได้หรือยังว่าเธอจะทำอะไรกับบริษัท พี อาร์ อินเวสเมนต์ “ “ เธอเห็นแล้วหรือ ? “ มันตรินีส่ายหน้า “ ฉันเห็นแค่ชื่อของมันเท่านั้น รายละเอียดยังไม่ได้ดูเพราะเป็นไปตามสัญญาของเราไงล่ะ “ “ ซื่อตรงจริงๆ ตรี “ มันตรินียังคงมีท่าทีเงียบเฉย ขณะที่เพื่อนสาวเอ่ยว่า “ เมื่อฉันเขียนบทความเสร็จ จะเอามาให้เธออ่านก่อนจ๊ะ ” “ แต่……. “ หล่อนทำท่าจะท้วงติง ชนิตว์กล่าวขัดว่า “ เราตกลงกันแล้วนะ ตรี “ “ ก็ได้ “ มันตรินียอมรับในที่สุด ทั้งสองต้องหยุดการสนทนาเพียงนั้น เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูง ผอม ใบหน้าเหลี่ยม ดวงตาหรี่เล็ก ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนั้นด้วยสีหน้าและท่าทางหงุดหงิด “ ไง ชัช “ ชนิตว์กล่าวทักทายเพื่อนร่วมรุ่นอย่างคุ้นเคย มันตรินียิ้มให้กับชายหนุ่มผู้เข้ามาใหม่ ขณะที่ชัชทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างหญิงสาว “ ฉันได้ข่าวว่าไฟแนนซ์ที่คุณทำงานอยู่ถูกปิดถาวร “ ชนิตว์เอ่ยขึ้นทันที ชัชตอบเสียงสะบัดว่า “ ผมถูกไล่ถาวรเหมือนกัน “ “ อย่าเพิ่งท้อแท้ใจสิคะ “ มันตรินีกล่าวปลอบใจเพื่อนชาย “ คุณเรียนจบสาขาคอมพิวเตอร์ อย่างไรเสียก็หางานได้ง่ายกว่าคนอื่น “ “ ตรีพูดถูก ! “ ชนิตว์พูดสนับสนุน ท่าทางเห็นใจ “ ผมต้องผ่อนรถ ผ่อนคอนโดฯ จะรอนานได้เท่าไรเชียว “ เขาตอบเสียงหงุดหงิด ชนิตว์แนะทันทีว่า “ ปล่อยรถกับคอนโดฯไปเสียสิ “ “ จะให้ผมโหนรถเมล์รึ ! “ มันตรินีนั่งฟังอย่างสงบ ขณะที่ชนิตว์เอ่ยว่า “ ยังดีกว่าเป็นหนี้สินล่ะ “ “ ช่างเป็นคำแนะนำที่ดีเหลือเกินนะ นิตว์ “ เขาพูดประชด “ คุณมีทางเลือกอีกไหมล่ะ ? “ ชัชนิ่งอึ้งไป พลางหันมาทางมันตรินี “ กลางวันนี้เราไปกินข้าวฉลองการตกงานของผมกันนะ คุณตรี “ ชนิตว์อมยิ้มนิดๆ ขณะที่มันตรินีทำท่าจะตอบ พลันเสียงเพจเจอร์ดังขึ้น หล่อนจึงขอตัวไปคุยโทรศัพท์ก่อน สักพักเจ้าของร่างเล็กเดินมาหาคนทั้งสองด้วยสีหน้าไม่ดีนัก หล่อนกล่าวกับชัชเพื่อนชายว่า “ มีงานด่วนเข้ามา ฉันต้องไปทดสอบเกมใหม่ที่บริษัทค่ะ ชัช “ “ เรื่องของผมคงไม่สำคัญสินะ “ มันตรินีมีสีหน้าเจื่อนเล็กน้อย ขณะที่ชนิตว์เพื่อนนักข่าวช่วยกล่าวแก้ว่า “ ตรีไปทำงานนะ ไม่ใช่เที่ยวสักหน่อย ทำใจน้อยไปได้ ชัช “ คำพูดของชนิตว์ทำให้ชายหนุ่มมองค้อนในที นักข่าวสาวมองเห็นอาการของเพื่อนร่วมรุ่นก็อดหัวเราะไม่ได้ “ คราวหน้าฉันจะไม่ปฏิเสธคุณค่ะ “ มันตรินีกล่าวเอาใจ แล้วคว้ากระเป๋าสะพายไหล่ใบใหญ่มาถือไว้ “ ฉันต้องไปก่อนนะคะ ! “ ทั้งสองมองเจ้าของร่างเล็กสันทัด ซึ่งเดินลิ่วออกไปจากห้องนั้น “ ทำไมคุณไม่ขอให้ตรีช่วยฝากทำงานทดสอบเกมล่ะ ชัช “ ชัชถอนใจหนัก “ เธอเคยพาไปทดลองแล้ว แต่มันยากชะมัด “ “ ฉันไม่เคยได้ยินตรีบ่นแบบนี้เลยนะ “ ชนิตว์มองอีกฝ่ายด้วยแววตาสมเพชนิดๆ เพื่อนชายของหล่อนคนนี้ช่างใจเสาะเหลือเกิน “ ผมเทียบกับตรีได้มากแค่ไหนเชียว “ ชัชตอบกระชากเสียงในที “ เธอมีไอคิวสูง เรียนจบตรี- โทด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในญี่ปุ่นทั้งที่มีอายุน้อยมาก เป็นนักเรียนทุนมาตลอดและได้รับเหรียญทองในการแข่งขันคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น “ “ ก็จริงนะ “ “ งานทดสอบเกมของตรีได้รับรายได้สูงพอควร แถมเป็นอิสระดี ผมก็ชอบ แต่มันค่อนข้างซับซ้อนมาก เสียดายเหมือนกัน “ ชัชบ่นอุบอิบในตอนท้าย
ชนิตว์เข้าใจดีว่าทำไมชัชจึงไม่อาจทำงานแบบเดียวกับมันตรินีได้ นอกจากขึ้นกับอุปนิสัยใจเสาะของเขาแล้ว ยังเกี่ยวกับคุณสมบัติส่วนตัวของเพื่อนสนิทของหล่อนด้วย หล่อนรู้จักกับมันตรินีตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ตอนนั้นสาวร่างเล็กมีอายุน้อยที่สุดในชั้นเรียนเพราะได้สอบเทียบชั้นขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว ระหว่างที่เรียนด้วยกันทั้งสองรู้สึกถูกอัธยาศัยกันเป็นพิเศษ จึงคบด้วยความสนิทสนม จนกระทั่งปลายปีการศึกษามันตรินีตัดสินใจไปเรียนปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ที่ญี่ปุ่นโดยคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งของนางนวลพรรณผู้เป็นยาย เนื่องจากไม่อยากให้หญิงสาวเสียเวลากับการศึกษาตามขั้นตอนในเมืองไทยที่ไม่ค่อยสนับสนุนเด็กที่มีสมองเป็นเลิศให้ก้าวไปตามศักยภาพในตัวเด็ก นั่นเท่ากับเป็นการฉุดรั้งพรสวรรค์ของเด็กโดยอาศัยกฎระเบียบของทางราชการ นางนวลพรรณเห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว จึงส่งมันตรินีไปอยู่ในความดูแลของเพื่อนชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทเกมคอมพิวเตอร์
ชนิตว์กับมันตรินีต้องแยกจากกันตั้งแต่นั้นมา แต่ทั้งสองยังคงติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอหล่อนยังคิดว่าหากมันตรินีได้เข้าสอบเอนทรานซ์ในเมืองไทย จะต้องอยู่ในลำดับหนี่งของประเทศแน่นอน น่าเสียดายที่หญิงสาวกลับไปสร้างชื่อเสียงด้านการศึกษาในแดนญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ขณะที่ชนิตว์เรียนจบด้านสื่อสารมวลชนในระดับปริญญาตรี มันตรินีกลับเมืองไทยพร้อมกับปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ระดับสูง และใบประกาศเกียรติคุณกับเหรียญทองจากการแข่งขันอีกมากมาย หล่อนได้ยินอีกว่ามันตรินีได้เข้าอบรมหลักสูตรพิเศษด้านคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการเจาะข้อมูลที่อเมริกาก่อนหน้าที่จะบินกลับเมืองไทยอีกด้วย มันตรินีเคยเล่าด้วยว่ามีคนของรัฐบาลสหรัฐกับญี่ปุ่นมาทาบทามให้หญิงสาวทำงานในกรมตำรวจเพื่อล่าโจรคอมพิวเตอร์หรือพวกแฮกเกอร์ซึ่งชอบขโมยข้อมูลจากบริษัทชั้นนำและรัฐบาลเพื่อไปขายให้กับกลุ่มต่างๆที่ประกอบมิจฉาชีพ แต่หญิงสาวกลับปฏิเสธเงินเดือนและสวัสดิการทั้งมวล แล้วมาทำงานเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนธีระวิทยาของผู้เป็นยาย บางครั้งก็บรรยายให้กับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนที่ติดต่อมา นอกจากนั้นยังรับงานทดสอบเกมใหม่เพื่อหาข้อบกพร่องและเสนอแนะให้กับบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น มันตรินีสนุกกับงานเหล่านี้มาถึงสองปีแล้ว ยังไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนใจไปทำงานชิ้นอื่นอีก
มันตรินีกลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ชนิตว์จึงแนะนำชัชซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มหาวิทยาลัยเดียวกันให้รู้จักกับเพื่อนสาวร่างเล็ก เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ และชอบทำกิจกรรมร่วมกับชนิตว์เสมอ ชัชกับมันตรินีคุยถูกคอกันดีโดยเฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์ จึงคบหากันมาถึงสองปี ชนิตว์รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่ามันตรินีไม่เคยแสดงท่าทีปฏิเสธไมตรีของชัช ทุกครั้งจะพูดเอาใจชายหนุ่มเสมอ แต่ยังแฝงความเมินเฉยไว้อย่างแนบเนียน ชัชไม่เคยสัมผัสสิ่งนั้นได้เลย เขามักแสดงท่าทางเป็นแฟนของมันตรินีเสมอ หญิงสาวก็ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง ชนิตว์เคยเอ่ยถามกับเพื่อนสาวแต่คำตอบของอีกฝ่ายยังคงเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยไมตรีเท่านั้น หากคะยั้นคะยอเพื่อหาคำตอบ ก็จะได้เพียงคำว่าชัชเป็นเพื่อนพิเศษที่คุยถูกคอมากคนหนึ่ง ดังนั้น ความรู้สึกแท้จริงของมันตรินีที่มีต่อชัชจึงเป็นความลับ และสร้างความอยากรู้แก่ชนิตว์เป็นอันมาก สักวันหนึ่งหล่อนต้องแสวงหาคำตอบนี้ให้ได้
ณ ห้องทำงานอันกว้างใหญ่ของบริษัท เค พี เอ เทรดดิ้ง ประธานบริษัทซึ่งเป็นชายวัย 60 ปี ร่างผอมสันทัด ผิวขาว กำลังนั่งหน้าบึ้ง ดวงตาวาวโรจน์ยามมองหนุ่มใหญ่วัย 36 ปี ร่างสูงท้วม ผิวคล้ำ ซึ่งยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้า สีหน้าไม่ดีนัก “ ฉันเคยเตือนนายเรื่องการลักลอบขนเงินดอลล์โดยอาศัยคนของฉันแล้วนะ วัฒน์ “ ชายร่างสูงนิ่งฟัง ขณะที่ขัมน์กระชากเสียงต่อไปว่า “ ตอนนี้ทางการเข้มงวดเรื่องนี้มาก นายยังกล้าทำอีก ไม่เชื่อคำเตือนของฉันเลย “ “ ผมอยากหารายได้พิเศษเท่านั้น ! “ วัฒน์ตอบอย่างไม่หวั่นเกรง “ นั่นเป็นงานผิดกฎหมาย ซึ่งฉันเคยกำชับไว้ว่าห้ามทำอีก “ ขัมน์กล่าวเสียงเข้มท่าทางโกรธจัด “ ฉันปรับงานในอดีต จนกระทั่งทุกอย่างอยู่ในกรอบที่ถูกต้องแล้ว นายกำลังทำลายความตั้งใจของฉันนะ “ “ ผมไม่ได้คิดถึงเพียงนั้น “ “ นายคิดท้าทายฉันรึ ! “ วัฒน์ส่ายหน้าทันที “ ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ “ “ นายคงคิดว่าสิ่งที่ทำไป ฉันจะไม่มีวันรับรู้สินะ “ ขัมน์มองอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน “ ฉันอยู่ในวงการนี้มาเท่ากับอายุของนาย อย่าคิดว่าจะพ้นสายตาของฉันไปได้ ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าอย่าทำเรื่องแบบนี้อีก หากฉันรู้ล่ะก้อ……. “ วัฒน์มองผู้เป็นเจ้านายนิ่ง ขณะที่ขัมน์กล่าวเสียงเด็ดขาดว่า “ นายจะต้องไปจากบริษัทนี้และวงการผิดกฎหมายนี้ด้วย “ คำพูดขู่ของขัมน์ทำให้วัฒน์รู้สึกหวั่นไหวมาก ถึงอย่างไรขัมน์ยังมีอิทธิพลมากพอจะทำตามที่ลั่นวาจาไว้ แม้จะมีอายุมากและร้างวงการไปนานแล้ว แต่สายสัมพันธ์ที่ดีของขัมน์กับคนในวงการอิทธิพลมือยังมีอยู่ เขาจึงไม่ควรวู่วามผลีผลามแตกหักกับผู้เป็นนายในเวลาเช่นนี้ “ ฉันไม่ได้พูดขู่เท่านั้น แต่จะทำให้เป็นรูปธรรมด้วย “ วัฒน์ยังไม่ทันตอบสิ่งใด ประตูพลันเปิดออกสาวใหญ่ ร่างสูงในชุดทำงานสีเข้มเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ พ่อจะลงโทษวัฒน์ไม่ได้นะคะ “ ปาลิตาร้องบอกทันที นัยน์ตาลุกวาว ขัมน์มองลูกสาวนิ่ง ขณะที่วัฒน์เข้ามาพูดปรามอีกฝ่ายว่า “ เรากำลังคุยเรื่องงาน คุณไม่ควรมายุ่งนะ “ ปาลิตาไม่สนใจคำพูดของเขา พลางหันมาทางผู้เป็นบิดา “ หากพ่อจะลงโทษเขาก็ต้องลงโทษฉันด้วยค่ะ “ “ ลูกรู้เรื่องนี้ด้วยรึ ลิตา “ ขัมน์มีท่าทีตกใจ
************* โปรดติดตามตอนต่อไป ************ สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย ใต้เงาบาป 2.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 2.1
เขียนโดย ช่อมณี
ตกดึกปรานต์แวะมาหาผู้เป็นน้องสาวที่ห้องนอน เมื่อเห็นแสงไฟในห้องยังเปิดอยู่ จึงเคาะประตู ปาลิตาเปิดประตูรับพี่ชายด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ทั้งสองนั่งคุยกันภายในห้องนั้น ตอนหนึ่งผู้เป็นน้องสาวมีท่าทางเกรี้ยวกราด เมื่อพี่ชายเอ่ยขอร้องมิให้รังแกนัชชาน้องสาวต่างมารดา “ ฉันไม่อาจทำตามที่พี่ขอร้องได้ค่ะ “ ปรานต์ถอนใจยาว “ สิ่งที่เธอทำกับนัชชาทำให้พ่อไม่พอใจนะ ลิตา “ “ พอเห็นใบหน้าของมัน ก็ทำให้นึกถึงความลำบากของพวกเราในพม่า “ ปาลิตากล่าวอย่างเจ็บแค้น “ เวลาห้าปีที่เราต้องลำบาก หลบหนี บางครั้งแทบไม่มีอาหารใส่ท้อง พี่คงไม่ลืมเวลานั้นนะ “ “ พี่ไม่เคยลืม ! “ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของปรานต์เจิดจรัสขึ้นยามนึกถึงความหลังของครอบครัว “ ผู้หญิงคนนั้นกับลูกของมันนั่งเสวยสุขอยู่ที่นี่ ! “ “ เธอโกรธที่พวกนั้นแย่งพ่อไปรึ ! “ ปาลิตามองพี่ชายเขม็ง “ ฉันเกลียดมัน และถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่ต้องตายอย่างอนาถในพม่าโดยไม่มีพ่อ “ “ พ่อพยายามอธิบายแล้วว่าทำไมจึงตามหาพวกเราไม่ได้ “ ปรานต์พูดกล่อมน้องสาวมิให้มีอคติกับนัชชามากเกินไป “ พ่อหลงพวกมัน จึงไม่ติดตามหาพวกเรา ! “ น้ำเสียงของปาลิตาก้าวร้าวขึ้น “ เธอกำลังไม่มีเหตุผลนะ ลิตา “ “ พี่เข้าข้างนังเด็กนั่นรึ ! “ ปาลิตามองหาเรื่อง ปรานต์บอกเสียงห้าวว่า “ ความตายของแม่ไม่ได้เกิดจากเด็กคนนั้น แม่เป็นโรคไตวาย เธอไม่ควรคิดโทษเด็กนั่นนะ “ “ พี่ไม่มีสิทธ์ห้ามความคิดของฉัน ! “ “ เหลวไหล ! “ ปรานต์ชักเดือดบ้าง “ พี่ไม่นึกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัยไม่ช่วยให้เธอเป็นคนมีเหตุผลเลย รู้จักแต่ใช้อารมณ์ตัดสิน “ “ พี่ปรานต์ ! “ ปาลิตานั่งตะลึงกับคำพูดของพี่ชาย ปรานต์ลุกขึ้นยืน พลางเอ่ยเสียงหนักว่า “ สิ่งที่เธอปฏิเสธความจริงไม่ได้คือนัชชา อัครชัย เป็นสมาชิกของครอบครัวนี้และเป็นน้องสาวของพวกเรา พี่หวังว่าเธอจะนอนคิดทบทวนอีกครั้งว่าควรปฏิบัติตัวแบบไหน จึงจะเหมาะสมนะ ลิตา “ ผู้เป็นพี่ชายกล่าวจบลง แล้วเดินตัวตรงออกไปจากห้องของปาลิตาโดยไม่เห็นดวงตาแข็งกร้าวของน้องสาวที่นั่งมองชายหนุ่มอยู่ “ ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดของฉันได้ แม้แต่พี่ปรานต์ “ หล่อนเอ่ยเสียงเด็ดเดี่ยว หัวใจยึดมั่นกับความคิดของตัวเองที่มีต่อนัชชาน้องสาวต่างมารดา
ค่ำคืนเดียวกัน ณ บ้านธมนันท์ หญิงสาวร่างเล็กสันทัด ใบหน้ากลม สวมชุดเสื้อคลุมยาว เนื้อผ้าเนียนนุ่มสีฟ้าอ่อนเปิดประตูห้องนอนของนางนวลพรรณ ธมนันท์ผู้เป็นยาย หล่อนยืนอมยิ้มเมื่อเห็นหญิงสูงวัยร่างท้วม ผิวขาวกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้อง มีอัลบั้มภาพอยู่ในมือ ริมฝีปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย “ ยายยังไม่นอนอีกหรือคะ ? “ ผู้เป็นยายเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวซึ่งทรุดนั่งโอบกอดนางไว้ “ ยายนึกอยากดูรูปเก่าๆน่ะ ตรี “ มันตรินีชะโงกไปดูรูปภาพเก่าๆที่ผู้เป็นยายกำลังมองอยู่ มันเป็นภาพถ่ายของหญิงสาวที่มีวัยไล่เลี่ยกันยืนเรียงรายประมาณสิบกว่าคนได้ “ รูปเพื่อนของยายหรือคะ ? “ นางนวลพรรณใช้มือลูบไล้ภาพนั้นอย่างเบามือ “ เพื่อนร่วมชะตาเดียวกับยายเมื่อห้าสิบปีก่อนจ๊ะ “ หญิงสาวมีสีหน้าสงสัย เสียงทอดถอนใจยาวของผู้เป็นยายทำให้หล่อนเพิ่มความสนใจยิ่งขึ้น “ ภาพนี้เป็นฝีมือเพื่อนเก่าคนหนึ่งของยาย “ นางนวลพรรณบอกเสียงเย็น “ เขาช่วยถ่ายภาพให้เพื่อพวกเราได้เก็บไว้ หวังว่าสักวันจะได้พบกัน แต่…. “ “ ยายพบกับเพื่อนเหล่านี้อีกไหมคะ ? “ เจ้าของห้องนอนส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มเศร้าปรากฏอยู่บนริมฝีปาก “ พวกเราไม่ได้พบกันอีกเลยนับแต่วันที่ถูกคัดเลือกไป “ “ คัดเลือก ? “ นางนวลพรรณเห็นสีหน้าไม่เข้าใจของหลานสาว จึงแย้มยิ้มเล็กน้อย “ อยากฟังคนแก่เล่าเรื่องในอดีตไหมล่ะ ตรี “ หญิงสาวนั่งขัดสมาธิ แววตาสนใจเต็มที่ “ ตรีสนใจทุกเรื่องของยายค่ะ “ “ ยายไม่ได้เล่าให้ใครฟังมานานเหลือเกิน…. “ ผู้เป็นยายกล่าวเสียงแผ่ว “ มีเฉพาะนันทาเท่านั้นที่เคยนั่งฟังยายเล่า เหมือนกับตรีนี่แหละ “ เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงลูกสาวคนเล็กซึ่งตายจากไปนานแล้ว ทำให้หัวใจของมันตรินีอดเศร้าใจไม่ได้ เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นมารดาของหล่อนเอง “ ตรีเป็นเด็กรุ่นใหม่ หากไม่ใช่คนรุ่นยายถ่ายทอดเหตุการณ์ในอดีต ตรีคงไม่มีวันรับรู้ได้เลยนะคะ ยาย “ หญิงสาวเอื้อมมาบีบมือเหี่ยวย่นของผู้เป็นยาย นางนวลพรรณยิ้มนิดๆ ตามองภาพถ่ายของเหล่าเพื่อนในอดีต พลางเล่าด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า “ ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณชวดกับยายหนีภัยอดอยากในจีนมาเมืองไทย เพราะเชื่อคำพูดของกลาสีเรือที่เคยมาที่นี่ เมื่อมาถึงก็….… “ “ เมื่อก่อนเข้าเมืองไทยง่ายหรือคะ ? “ “ เขายังไม่เข้มงวดมากเหมือนสมัยนี้จ๊ะ “ นางนวลพรรณตอบ แล้วเล่าต่อไปว่า “ เราไม่มีญาติที่เมืองไทย พอมาถึงท่าเรือจึงมีคนจีนที่หวังดีแนะนำให้ไปพักที่สมาคมคนจีนก่อน “ มันตรินีนั่งฟังด้วยความสนใจ ขณะที่ผู้เป็นยายขยับแว่นตาเล็กน้อย น้ำเสียงหมองเศร้ายามกล่าวว่า “ เราพักที่สมาคมฯได้ไม่นาน แม่ของยายก็ล้มป่วยเพราะน้ำกับอาหารที่นี่ทำให้ธาตุของเราผิดปกติ “ “ ธาตุอะไรคะ? “ “ มันเป็นคำพูดของคนสมัยก่อน “ ผู้เป็นยายพูดอธิบายด้วยรอยยิ้ม “ หากเป็นปัจจุบัน เราก็เรียกว่าผิดน้ำ ผิดที่ผิดทางไงล่ะ “ “ น้ำกับอาหารในสมัยก่อนคงไม่สะอาดสินะ “ “ ส่วนหนึ่งก็ใช่จ๊ะ “ นางนวลพรรณตอบ แล้วสรุปสั้นๆว่า “ พวกเราไม่คุ้นเคยกับสภาพอาหารและอากาศของเมืองไทย การเดินทางทำให้แม่อ่อนแอมาก จึงล้มป่วย แต่ยายฟื้นตัวเร็วจึงรอดชีวิตมาได้ “ หญิงสาวบีบมือของนางนวลพรรณซึ่งมีสีหน้าหมองเพื่อปลอบใจ “ บางทีนั่นอาจเป็นหนทางที่เป็นสุขของท่านแล้วนะคะ ยาย “ “ ตรีพูดถูกแล้ว ! “ ผู้เป็นยายถอนใจยาว ยามกล่าวว่า “ คนที่มีชีวิตอยู่กำลังเดินไปสู่ขุมนรกในเวลาต่อมา “ “ ขุมนรกเชียวหรือคะ ? “ “ ใช่แล้ว ! “ “ มันเป็นอย่างไรคะ ยาย “ “ มันทำให้ชีวิตของลูกผู้หญิงหลายคนเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่จะไปในทางไม่ดีนัก “ “ ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือคะ ยาย “ “ การถูกขายชีวิตโดยไม่เต็มใจ ตรีคิดว่าเป็นการทารุณไหมล่ะ “ มันตรินีอึ้งไป สักพักจึงพึมพำว่า “ มันคล้ายกับการค้าทาสในอเมริกาสินะ “ “ รุนแรงน้อยกว่า แต่ยายเข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังถูกขายไปยังสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคยได้ดี “ น้ำเสียงของนางนวลพรรณบ่งบอกความขมขื่นชัดเจน “ ยายถูกขายไปที่ไหนคะ ? “ หญิงสูงวัยส่ายหน้าช้าๆ “ คงเป็นโชคดีของยายที่มีคนมาช่วยไว้ ! “ มันตรินีถอนใจเฮือกใหญ่ ขณะที่นางนวลพรรณแย้มยิ้มแสนเศร้าสร้อย ยามเอ่ยว่า “ตอนนั้นยายยังพูดและฟังภาษาไทยได้ไม่ดีนัก พวกเราถูกพาไปรวมกันไว้ที่ห้องโถงใหญ่เมื่อมีคนเสนอจะซื้อชีวิตของเรา……. “ ผู้เป็นยายมองเห็นแววตาอยากรู้ของหลานสาว จึงเล่าต่อไปด้วยเสียงเนิบนาบว่า “ ยายกับเพื่อนๆรู้สึกหวาดกลัวเมื่อพวกเขาซึ่งมีทั้งชายและหญิงต่างเดินสำรวจดูเพื่อเลือกคนที่ถูกใจ พอเขาเลือกได้ก็จะชี้มือไปที่คนๆนั้น แล้วจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ จากนั้นยายก็ไม่รู้เลยว่าเธอคนนั้นเป็นอย่างไร “ “ ตรีไม่เข้าใจบางอย่างค่ะ “ ผู้เป็นยายเลิกคิ้วขึ้น “ อะไรล่ะ ? “ “ ทำไมสมาคมคนจีนจึงไม่ช่วยเหลือพวกของยาย แต่กลับขายผู้หญิงที่น่าสงสารเหล่านั้นคะ “ “ สมัยนั้นหากไม่มีญาติมารับรอง ก็จะต้องถูกส่งกลับเมืองจีน ทางสมาคมฯพยายามเลี้ยงดูพวกเราเต็มที่ โดยหวังว่าจะติดต่อหาญาติหรือคนที่มีเมตตามารับตัวไป แต่ไม่มีใครสักคน ต่อมาอาหารเริ่มขาดแคลน เนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นภาวะสงครามโลกได้ไม่นาน พวกเขาไม่อาจรับภาระดูแลได้อีกต่อไป “ “ สมาคมฯน่าจะปล่อยพวกผู้หญิงไปสิคะ “ นางนวลพรรณยิ้มนิดๆ แววตาเศร้า “ พวกเขากลัวถูกเพ่งเล็งจากทางราชการ กอปรกับไม่อยากส่งพวกเรากลับ เพราะรู้ดีว่าต่างก็หนีความอดอยากมาทั้งสิ้น “ “ แต่การขายตัวเป็นทาสไม่ใช่สิ่งที่ดีนะคะ “ “ บางครั้งคนเราก็มีความคิดที่ตีบตันได้นะ หลาน “ มันตรินีนิ่งไป พลางเอ่ยว่า “ ตรีว่าพวกนั้นไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิงมากกว่า “ “ คงมีส่วนด้วยล่ะ “ “ ทำไมยายกับเพื่อนๆจึงยอมรับวิธีของสมาคมฯล่ะคะ ? “ ผู้เป็นยายถอนใจหนัก ดวงตาฉายแววหมองหม่นยามคิดถึงอดีตอันแสนเศร้า “ ผู้หญิงอย่างเราไม่มีทางเลือกมากนักในสมัยนั้น อีกอย่างหนึ่งคือเราพูดภาษาไทยไม่ได้และความรู้ต่ำมาก ทุกคนจำใจยอมรับสภาพเช่นนั้น “ “ น่าสงสารผู้หญิงสมัยก่อนจัง “ “ ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้หญิงที่น่าสงสารอยู่ในทุกมุมของสังคมไทยแหละ “ ผู้เป็นยายตอบเสียงเรียบ “ เพื่อนของยายเป็นอย่างไรบ้างคะ ? “ หล่อนถามวกกลับเข้าเรื่องที่สนใจทันที “ ตอนหลังยายจึงทราบว่าบางคนถูกซื้อไปเป็นเมีย บางคนก็ต้องไปอยู่ซ่อง หลายคนต้องทำงานเป็นคนรับใช้ ส่วนตัวยายคงจะโชคดีมากหน่อย “ “ แย่จังนะคะ โดยเฉพาะชีวิตที่กำหนดเองไม่ได้ “ นางนวลพรรณมองภาพถ่ายในอัลบั้มด้วยหัวใจเศร้าหมอง “ บางคนทนทรมานไม่ได้ก็ตายจากไปโดยไม่มีใครเหลียวแล หลายคนต้องฆ่าตัวตายเพราะทนกับสภาพที่ทุกข์กายและใจไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกเวทนาที่ติดในหัวใจของยายมาตลอด “ “ ยายคงอยากช่วยพวกเขาสิคะ “ “ ใช่แล้ว แต่…… “ คำพูดบางอย่างถูกกลืนหายไปในลำคอของหญิงสูงวัย มันตรินีบีบมือเหี่ยวย่นของอีกฝ่ายเป็นการปลอบใจ “ ในเวลานั้นยายไม่อาจช่วยใครได้อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ยาย “ “ ตรีพูดถูก “ ผู้เป็นยายตอบ หลังจากเรียกความเข้มแข็งกลับคืนมาอีกครั้ง “ หลังจากเป็นอิสระ ยายต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่เพียงลำพัง โชคดีที่ยังมีคนให้กำลังใจกับยาย “ “ ใครคะ ? “ “ คนทั้งสองที่ช่วยไถ่ตัวยายไงล่ะ “ “ สองคนเชียว ? “ นางนวลพรรณพยักหน้ายืนยัน ดวงตาเปล่งประกาย “ ยายไม่เคยลืมว่าเป็นหนี้ชีวิตกับคนทั้งสอง “ “ พวกเขาเป็นใครคะ ? “ หล่อนสนใจใคร่รู้ยิ่งนัก “ ลูกจ้างร้านถ่ายรูปกับแฟนของเขา ! “ “ ยายรู้จักกับพวกเขาได้อย่างไรคะ ? “ “ แฟนของเขาเป็นคนใจบุญมักใช้เวลากลางวันและเย็นมาทำอาหารให้กับสมาคมฯจึงคุ้นเคยกับยาย “ “ เป็นคนจีนเหมือนกันหรือคะ ? “ “ เธอเป็นลูกจีนที่เกิดในเมืองไทย “ นางนวลพรรณตอบ สายตามองหลานสาวร่างเล็กด้วยแววตาเป็นประกายครุ่นคิด “ เมื่อเธอรู้ว่ายายเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับคนรักของเธอ จึงนำปัญหาของยายไปปรึกษากับเขาคนนั้น “ “ เขาคงรวยสิคะ “ ผู้เป็นยายส่ายหน้าช้าๆ “ ผู้คนหลังสงครามโลกต่างมีฐานะไม่ดีเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนจีนพลัดถิ่น หลังจากได้พูดคุยกันทั้งสองสัญญาว่าจะหาเงินมาไถ่ตัวให้ยาย เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน “ “ เหลือเชื่อนะคะ “ “ ในยามที่ชีวิตอยู่ในจุดวิกฤต ทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของคน “ น้ำเสียงของผู้เป็นยายแฝงความซาบซึ้งใจไว้ชัดเจน “ พวกเขาทั้งสองเป็นเพื่อนแท้คนแรกในแผ่นดินแห่งนี้ของยาย และอยู่ในหัวใจของยายตลอดมา “ “ แฟนของผู้หญิงคนนั้นเป็นคนถ่ายรูปนี้สิคะ “ “ ถูกต้อง “ นางนวลพรรณตอบรับ “ เขาหยิบยืมเงินจากเจ้านายได้ก้อนหนึ่ง ส่วนแฟน ของเขาก็ขอเงินจากพ่อ ทั้งสองรีบมาประมูลตัวยายก่อนที่คนอื่นจะเอาไปอย่างหวุดหวิดเชียวล่ะ “ มันตรินีนั่งฟังอย่างสนใจ เมื่อผู้เป็นยายเล่าต่อไปว่า “ ยายได้มารับใช้แฟนของเขาที่บ้านพัก เธอสนับสนุนให้ยายไปเรียนหนังสือภาคค่ำ ครอบครัวของเธอเป็นคนดีมากเชียวล่ะ “ “ โชคดีจังค่ะ ยาย “ “ ทั้งสองคนให้ข้อคิดและความหวังในชีวิตแก่ตัวยายมากมาย ทำให้ยายต่อสู้และสร้างตัวเองจนเป็นเจ้าของโรงเรียนธีระวิทยาในวันนี้ “ “ คุณตาก็มีส่วนด้วยสิคะ “ หล่อนเอ่ยล้อในที “ แน่นอนจ๊ะ ตาของตรีเป็นผู้ชายที่ดี ใจกว้าง และสนับสนุนให้ยายไม่เป็นผู้หญิงที่โง่ เขาสอนให้ยายเข้มแข็ง ซึ่งยายไม่เคยลืมอีกเช่นกัน “ “ ตรีอยากทราบว่าทั้งสองคนที่มีบุญคุณกับยายเป็นใครคะ “ หญิงสูงวัยมองหลานสาวอย่างชั่งใจ แล้วถามไปว่า “ ทำไมจึงอยากรู้ล่ะ ? “ “ ตรีอยากกราบขอบคุณพวกเขาที่ช่วยชุบชีวิตของยายค่ะ “ “ เด็กที่มีทิฐิอย่างหลานจะยอมทำเช่นนั้นกับเขารึ ! “ มันตรินีมองอย่างไม่เข้าใจ “ ทำไมตรีจะทำไม่ได้คะ ? “ นางนวลพรรณปิดอัลบั้มภาพ แล้วลุกขึ้นยืน พลางกล่าวว่า “ สักวันหนึ่งเมื่อยายเห็นสมควร หลานจะได้รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร “ “ ทำไม…….. “ ผู้เป็นหลานสาวทำท่าจะออดอ้อนอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้ “ อย่ามาถามอีกเลย ยายไม่ยอมบอกหรอก “ นางนวลพรรณบอกอย่างรู้ทัน มันตรินีรู้สึกผิดหวัง ขณะที่ผู้เป็นยายโอบกอดร่างหลานสาวด้วยความรักและเมตตา “ ตรีต้องรู้จักอดทนรอสิ่งที่ต้องการบ้างนะ “ “ ค่ะ ตรีจะรอคำตอบจากยาย “ หล่อนตอบเสียงเด็ดเดี่ยว หญิงสาวประคองผู้เป็นยายซึ่งมีอายุหกสิบปีไปยังเตียงนอน เมื่อหล่อนจะเดินเลี่ยงออกมา นางนวลพรรณจับมืออ่อนนุ่มของมันตรินีไว้ “ บรรพบุรุษของเราสอนลูกหลานเสมอว่า มีบุญคุณต้องทดแทน สักวันหนึ่งเมื่อหลานต้องทดแทนบุญคุณกับใคร จงใช้สติปัญญาและจิตใจที่ซื่อตรงกำหนดขอบเขตการตอบแทนที่ไม่ขัดกับหลักการของตัวเอง จำไว้นะ ตรี “ “ ตรีเก็บไว้ในสมองเรียบร้อยแล้วค่ะ “ หล่อนกล่าวยิ้มๆ พลางจูบแก้มของอีกฝ่ายก่อนจะเดินออกไปจากห้องนั้น “ ฉันหวังว่าจะได้เห็นวันแห่งการปรองดองของตรีกับพี่ ก่อนจากโลกนี้ไปจัง “ นางนวลพรรณพึมพำด้วยหัวใจอ่อนเพลีย พลางหลับตาลง
************* โปรดติดตามตอน 2.2 ************
สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 4/15/2009 เกียรติศักดิ์ศรีตำรวจไทย ?เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของ ตำรวจไทย ? เขียนโดย ลูกแก้ว
สองสามปีที่ผ่านมานี้เรื่องราวเกี่ยวกับตำรวจซึ่งปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์สร้างคำถามแก่คนไทยว่า ตำรวจไทยทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเต็มที่หรือไม่ ? หลายข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเกี่ยวกับตำรวจไทยมักสร้างอารมณ์สมเพชเมื่อพวกเขาถูกม็อบโกเต๊กซ์กระทำหยามเหยียดต่อสาธารณชน แต่ผู้บังคับบัญชายังไม่มีท่าทีปกป้องตำรวจเหล่านั้น แล้วพยายามเก็บข่าวให้เงียบหายไปกับกาลเวลา ผู้กระทำหยามเหยียดเกียรติตำรวจไทยยังเดินลอยนวลและมีคนเชิดชูในสังคม ส่วนตำรวจที่ถูกกระทำต้องเก็บตัวเงียบรักษาอาการบาดเจ็บหรือซ่อนความอับอายไว้ในสถานที่ทำงาน เป็นที่รู้กันดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตำรวจไทยวันนี้ล้วนมาจากอิทธิพลมืดที่ฝังรากลึกในสังคมไทยและพยายามอยู่เหนือกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ยอมเชื่อฟังผู้มีอิทธิพลมืดเหล่านั้นโดยไม่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจไทยจึงถูกย่ำยีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2552 ระบบกฎหมายไทยนั้นมอบอำนาจดูแลความมั่นคงภายในแก่ตำรวจโดยให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การจับกุม คุมขัง สืบสวน สอบสวน ต้องกระทำโดยตำรวจเท่านั้น ข้อยกเว้นอำนาจของตำรวจในประมวลกฎหมายดังกล่าวต้องมีการตราบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เช่น พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการให้ตำรวจหรือทหารเป็นผู้รับผิดชอบงานฉุกเฉินดังกล่าวก็ได้ เป็นต้น สมัยอดีตนายกฯสมชายเคยออกพรก.ฉุกเฉินให้อำนาจตำรวจเป็นผู้ใช้กฎหมายทั้งหมดเพื่อระงับและปลดปล่อยการยึดสนามบินของม็อบโกเต๊กซ์ โดยให้ทหารเป็นผู้ช่วยเหลือตามคำร้องขอจากฝ่ายตำรวจ ส่วนสมัยอดีตนายกฯสมัครใช้พรก.ฉุกเฉินโดยมอบอำนาจให้ทหารเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการเพื่อปลดปล่อยทำเนียบรัฐบาลที่ม็อบโกเต๊กซ์ยึดครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่นายทหารในเวลานั้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของอดีตนายกฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่า เหตุผลใดทหารหรือตำรวจไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งจากรัฐบาลเลือกตั้ง มันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างนักการเมืองเลือกตั้งกับผู้อยู่นอกการเมืองที่ต้องการมีอิทธิพลบริหารประเทศ หากอยู่ในภาวะปกติตำรวจเป็นผู้ดูแลความมั่นคงภายในเพียงฝ่ายเดียว ทหารไม่มีกฎหมายใดให้ทำงานของตำรวจ นอกจากการร้องขอความช่วยเหลือเป็นรายครั้งโดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขของกฎหมายเท่านั้น ตำรวจจึงจับทหารที่ทำละเมิดกฎหมายได้เยี่ยงเดียวกับที่กระทำต่อประชาชน ในขณะที่ทหารไม่มีอำนาจจับตำรวจเลย ตำรวจถือเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนยุติธรรมไทยเพราะเป็นผู้จับกุม สอบสวน ทำสำนวนคดี แสดงความเห็นและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งผู้กระทำความผิดให้อัยการส่งฟ้องคดี สุดท้ายก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลที่จะลงโทษหรือปล่อยตัวจำเลย งานของตำรวจมีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาควบคุมไว้ตั้งแต่วิธีจับกุม เวลาและสถานที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยหรือจำเลย ข่าวการจับแกนนำคนเสื้อแดงโดยไม่มีหมายจับในตอนแรกและเป็นการเดินเข้ามอบตัวอย่างสงบ เปิดเผย ต่อสาธารณชน เป็นที่เห็นกันทั่วโลก สักพักใหญ่จึงมีหมายจับอย่างเป็นทางการด้วยสารพัดข้อหาซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพรบ.จราจรทางบก สิ่งที่ฟังสะดุดหูอย่างยิ่งในข่าวนี้ คือ การปฏิเสธการประกันตัวและสั่งแยกขังผู้ต้องหาสามคนไว้ตามค่ายทหารโดยความเห็นของตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญานั้นใน 48 ชั่วโมงแรกตำรวจมีอำนาจในการพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของผู้ต้องหาได้ ถ้าเป็นการมอบตัวโดยสมัครใจ จะต้องปล่อยตัวโดยมีหลักประกันหรือไม่มีแล้วแต่จะพิจารณาเห็นควร สำหรับคดีของแกนนำคนเสื้อแดงอยู่ในอำนาจของตำรวจอย่างชัดเจน อีกทั้งพรก.ฉุกเฉินมิได้ยกเว้นเรื่องเสรีภาพในการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมและยังมอบอำนาจในการดำเนินคดีแก่ตำรวจด้วย หมายความว่า การจับกุม คุมขัง ต้องกระทำตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งให้อำนาจตำรวจพิจารณาฝ่ายเดียวเท่านั้น เมื่อตำรวจใช้คำวินิจฉัยของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาออกหมายจับ จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหาตามกฎหมายฉบับนั้น สิ่งที่ต้องสงสัยอย่างยิ่งว่าตำรวจกำลังทำเกินขอบเขตอำนาจคือ การคุมขังผู้ต้องหาตามหมายจับโดยปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวไว้ในค่ายทหาร ซึ่งมิใช่เรือนจำหรือสถานีตำรวจ หากเปรียบเทียบกับผู้กระทำความผิดร้ายแรงใกล้เคียงกัน เช่น นักซิ่งนับร้อยคนบนถนน นักเลงตีกันหรือลอบเผาตลาดคลองเตย เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาได้ ยังให้ประกันตัวโดยมีหลักประกันหรือคุมขังไว้ที่สถานีตำรวจ ถ้าฝากขังต่อศาลก็จะส่งตัวไปยังเรือนจำ ไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดว่าค่ายทหารคือ เรือนจำหรือสถานีตำรวจ จึงไม่ควรส่งผู้ต้องหาตามหมายจับไปขังที่ค่ายทหาร อีกทั้งตำรวจไม่มีเหตุผลอันควรในการขังพวกเขาไว้ที่ค่ายทหารด้วยข้ออ้างว่าไม่มีสถานที่เพียงพอในการกักขังผู้ต้องหาทั้งสามคน นอกจากนั้นพฤติกรรมของคนทั้งสามยังเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำทหารมาก่อน ตำรวจไม่ควรขังพวกเขาไว้กับศัตรูของคนทั้งสาม ถ้าเกิดเหตุร้ายแรงแก่ผู้ต้องหาทั้งสามในค่ายทหารย่อมชี้ชัดว่า ตำรวจมีเจตนาหรือจงใจให้คู่ปฏิปักษ์กันมีโอกาสล้างแค้นผู้ต้องหาตามหมายจับได้ตามอำเภอใจและละเมิดต่อกฎหมาย ในทางกลับกันถ้าตำรวจยืนยันว่า หมายจับเป็นไปตามกฎหมายทหาร เป็นของศาลทหาร และตำรวจไม่มีอำนาจ ก็ย่อมเป็นอำนาจของทหารที่จะกักขังไว้ที่คุกทหารได้ คำตอบว่าหมายจับฉบับนั้นออกโดยศาลอาญาหรือศาลทหาร คงต้องให้ตำรวจเป็นผู้ตอบเท่านั้น ถ้าตำรวจไม่รักษาความยุติธรรมตั้งแต่ขั้นตอนการจับกุม สอบสวน ทำสำนวนคดี เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ย่อมส่งผลร้ายต่อผู้ต้องหาอย่างมาก ยิ่งตำรวจไม่ยอมใช้อำนาจในกฎหมายรักษาความยุติธรรมให้ผู้ต้องหาด้วยจิตสำนึกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ยิ่งเป็นการส่งเสริมคนชั่วให้ครองเมือง การวางเฉยหรือไม่ใช้อำนาจของตำรวจ คือ การทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจไทย เนื่องจากมุมมองของฝ่ายทหารมักมองตำรวจเป็นคนท้ายแถวที่ติดอาวุธเบา ไม่มีพละกำลังแท้จริง จึงมองไม่เห็นความสำคัญของตำรวจ แนวคิดเช่นนี้มีมานานหลายสิบปีแล้วและยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ผู้มีอิทธิพลมืดที่เป็นอดีตทหารจึงไม่เคยเห็นความสำคัญของเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีตำรวจ ภาพตำรวจถูกถ่มถุยน้ำลายจนเส้นผมลู่ติดหนังศีรษะ เสื้อผ้าเปื้อนเปียก ตำรวจถูกด้ามธงแทงอย่างจงใจ ถูกรถของม็อบโกเต๊กซ์ขับมาทับร่างตำรวจ หลายคนบาดเจ็บสาหัส บ้างก็ต้องอับอายขายหน้า คำถามคือ ตำรวจมีอาวุธติดตัว เหตุไฉนจึงไม่เคยตอบโต้หรือป้องกันตัวเองสักครั้ง คำตอบซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทย คือ คำสั่งของเจ้านายที่ห้ามแตะต้องม็อบโกเต๊กซ์เด็ดขาด พวกเขาจึงต้องอดทนให้อีกฝ่ายทำเหยียดหยามต่อสาธารณชน โดยผู้บังคับบัญชาไม่สนใจไยดีที่จะตามล่าหาผู้กระทำความผิดมารับโทษอย่างจริงจังเนื่องจากเจ้านายก็รับคำสั่งหรือคำขอร้องจากผู้มีอิทธิพลมืดอดีตทหารมาด้วยความเกรงใจกัน แต่นายตำรวจชั้นผู้น้อยคือ ผู้ถูกเซ่นสังเวยเพื่อเจ้านายรักษาตำแหน่งไว้ การถ่มถุยน้ำลายของม็อบโกเต๊กซ์ การยัดเยียดว่าใช้แก๊สน้ำตาแล้วผู้ประท้วงตายอย่างไร้เหตุผล ตำรวจบาดเจ็บและอับอายจากการทำงานคุมผู้ชุมนุม ผู้อ่านข่าวผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงต่างสัมผัสกับความเฉยเมยของผู้บังคับบัญชาฝ่ายตำรวจอย่างมาก ในทางกลับกันข่าวตำรวจชกต่อยกับทหารที่เมาแล้วหาเรื่องกันในผับแล้วทหารถูกจับกุมไปดำเนินคดีเป็นข่าวใหญ่เมื่อนายทหารผู้ใหญ่แสดงความไม่พอใจ ไม่ถึงหนึ่งวันเต็มตำรวจต้องปล่อยทหารเป็นอิสระโดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทหารนอกแถวก็มีกันได้ เหตุไฉนตำรวจจึงทำหน้าที่ตามกฎหมายกับทหารเหล่านั้นไม่ได้ ขณะที่ระยะหลังนี้แกนนำคนเสื้อแดงมักเป็นฝ่ายสอบถามความคืบหน้าของคดีที่ตำรวจเป็นผู้เสียหายบ่อยครั้งเพราะไม่ต้องการเห็นศักดิ์ศรีของตำรวจถูกย่ำยีจนน่าสมเพชเพียงนั้น คำตอบจากผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจคือ กำลังรวบรวมหาหลักฐานอยู่ ทั้งที่คดีถ่มน้ำลาย คดีชนทับตำรวจ คดียึดทำเนียบรัฐบาล ล้วนมีหลักฐานภาพวิดิโอหรือเสียงที่ปรากฏต่อสาธารณชนให้รู้หรือเห็นชัดถนัดตา ยังไม่เคยเห็นหมายจับแกนนำม็อบโกเต๊กซ์หรือหมายเรียกมาสอบปากคำสักฉบับเดียว อีกทั้งบางคดียังสั่งให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มนั้นทั้งที่เป็นความผิดโทษหนักมากและหลักฐานภาพการทำผิดชัดเจนยิ่ง เหตุผลเดียวซึ่งเป็นที่รับรู้กันในสังคมและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนของอดีตผู้บัญชาการตำรวจคนหนึ่งว่า ม็อบโกเต๊กซ์เป็นม็อบมีเส้นใหญ่โตคับฟ้าและผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจกลัวเกรงจนต้องหยุดใช้กฎหมายกับกลุ่มนี้ เมื่อวันที่แกนนำคนเสื้อแดงต้องถูกดำเนินคดีโดยตำรวจ สิ่งที่ตำรวจกระทำ คือ การทำตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพลมืดที่ให้งดเว้นการใช้กฎหมายต่อพวกเขา โดยผู้มีอิทธิพลมืดมิได้มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจยอมพร้อมใจกันละทิ้งจิตสำนึกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ควรให้ความเป็นธรรมและความปลอดภัยแก่ผู้ต้องหาอย่างเท่าเทียมกัน การขังผู้ต้องหาตามหมายจับที่ค่ายทหารโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการจงใจทำละเมิดกฎหมายอย่างมีสติของตำรวจ พรก.ฉุกเฉินให้อำนาจตำรวจดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ แกนนำคนเสื้อแดงมิใช่ทหาร จึงไม่อาจกักขังพวกเขาในค่ายทหารหรือคุกทหารได้ อีกทั้งพฤติกรรมในคดีเป็นปฏิปักษ์ต่ออดีตนายทหารและทหารผู้มีอำนาจในปัจจุบันนี้ ตำรวจไม่ยอมใช้อำนาจคุมขังผู้ต้องหาสามคนในเรือนจำหรือสถานีตำรวจโดยไม่มีเหตุผลอันควรตามกฎหมาย แต่ปล่อยให้ทหารคุมขังผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา มันเป็นการทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจด้วยมือของผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจเอง วันใดที่ไม่เห็นคุณค่าของตน ไม่เคารพศักดิ์ศรีแห่งตน จะหวังให้ผู้อื่นนับถือและให้เกียรติตำรวจนั้น ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ การดำเนินคดีแกนนำคนเสื้อแดงจะพิสูจน์ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตำรวจว่ามีมาตรฐานเดียวกับม็อบโกเต๊กซ์หรือไม่ ? ตำรวจไทยวันนี้ต้องอยู่ใต้คำสั่งของทหาร ทั้งที่มีอำนาจซึ่งกฎหมายมอบหมายไว้อย่างชัดเจนว่า มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบความมั่นคงภายในของประเทศ ถ้าหวั่นเกรงต่อแสนยานุภาพด้านอาวุธและมีทักษะการเป็นตำรวจอ่อนด้อยกว่าทหาร ก็ควรมอบหน้าที่ของตำรวจให้แก่ทหารไปทำงานแทนโดยเปลี่ยนกฎหมายใหม่ เมื่อทหารก็มีอาวุธหนักมากมาย งานที่ทำอยู่ก็ดูแลความมั่นคงภายนอกประเทศ หากเพิ่มความมั่นคงภายในประเทศอีก ทหารทำได้ไม่ยากอย่างแน่นอน ส่วนความเป็นธรรมนั้นต้องมาจากจิตวิญญาณของคนทำงานซึ่งทหารก็สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เช่นเดียวกับตำรวจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของ ตำรวจไทย ต้องเรียกคืนด้วยมือของเพื่อนตำรวจที่มีจิตสำนึกในหน้าที่และอำนาจซึ่งกฎหมายมอบหมายภารกิจให้ตำรวจไว้ ณ วันนี้ ประชาชน ผู้กระทำความผิด ต้องได้รับความเป็นธรรมจากการทำงานของตำรวจ ส่วนตำรวจที่เป็นผู้เสียหายก็มีสิทธิ์ทวงความเป็นธรรมด้วยการใช้อำนาจตามหน้าที่ของตนได้ การแสดงศักยภาพของตำรวจที่ใกล้ชิดประชาชน เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เคารพเกียรติศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจ จักเปลี่ยนมุมมองให้ทหารเห็นคุณค่าของตำรวจมากขึ้นด้วยการรู้จักใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความยุติธรรมในฐานะตำรวจไทย เกียรติวินัย กล้าหาญ มั่นคง ไม่น้อยไปกว่าทหารสักคนเดียว ความกลัวของผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจสร้างความเสื่อมแก่วงการตำรวจไทยมานานแล้ว ขอให้ตำรวจไทยยืนหยัดในการทำงานตามอำนาจหน้าที่ซึ่งกฎหมายมอบไว้และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้กระทำความผิดอย่างกล้าหาญโดยไม่เห็นแก่ฐานะหรือบรรดาศักดิ์ของผู้ใด ถ้ายอมแพ้ต่อแรงกดดันจากความต่างด้านอาวุธและไม่ยอมใช้อำนาจของกฎหมาย เท่ากับดูแคลนวิชาชีพตำรวจ ย่อมมิอาจเรียกร้องให้ผู้ใดให้เกียรติแก่ตน เมื่อดูแคลนตัวเอง ย่อมไม่มีเกียรติพอจะให้คนอื่นยกย่องตน
******************************** 4/14/2009 ทหารไทย ทหารเขมร คนไทย ใครเก่งสุด ?ทหารไทย ทหารเขมร คนไทย
เขียนโดย แก้วมณี
นสพ.ฉบับหนึ่งไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาลงกรอบเล็กว่า ทหารไทยถูกทหารเขมรยิงตาย 2 ศพ แต่ฉบับล่าสุดหน้าหนึ่งกรอบใหญ่มากลงภาพทหารไทยเล็งปืนใส่กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยสมบูรณ์ ภาพแตกต่างที่หลายคนอาจมองผ่านหรือสื่อไม่อยากนำเสนอความจริงนี้ คือ ทหารเขมรมีอาวุธครบมือฆ่าทหารไทยได้สองศพ แต่ทหารเขมรไม่ตายสักศพเดียว ทหารเขมรมีอาวุธทัดเทียมกันและแม่นยำกว่าทหารไทย ส่วนคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันโดยปราศจากอาวุธ อย่างมากก็แค่ก้อนหินหรือเศษไม้ริมทาง ทหารไทยใช้ปืนสงครามสลายการชุมนุมโดยมีจำนวนคนบาดเจ็บนับร้อยคน คนตายที่ไม่ยอมนับหรือบอกกล่าว แต่สันนิษฐานจากคำให้การของคนเสื้อแดงในเหตุปะทะกันน่าจะมี 3 คน ถ้ารัฐบาลไม่ยอมประกาศเรื่องนี้ คนทั้งสามจะกลายเป็นคนสาบสูญเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเหตุพฤษภาทมิฬซึ่งหลายคนให้การตรงกันว่า ศพผู้ประท้วงถูกขนขึ้นรถจีเอ็มซีของทหารแล้วนำไปทำลายในค่ายทหาร จึงไม่มีใครยืนยันผู้ตายในเหตุการณ์นั้นจนกระทั่งบัดนี้ ใครจะกล้าไปค้นหาในค่ายทหาร ความลับครั้งนั้นจะติดตัวไปกับนายทหารที่เกี่ยวข้องเพราะพูดความจริงวันใดเขาจะกลายเป็นคนผิดตามกฎหมายหรือคนบาปในแผ่นดินทันที ศพคนเสื้อแดงจึงต้องสาบสูญเท่านั้น แม้แต่ผู้นำบ้านเมืองก็ไม่กล้าบอกความจริงด้วยเหตุผลเดียวกับบุคคลในพฤษภาทมิฬ ข้อมูลคนตายจากการสลายครั้งนี้จึงเป็นความลับที่ต้องให้เวลาคายความจริงออกมาเหมือนเหตุ 14 ตุลาเดือด ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาความจริงค่อยๆทยอยเปิดออกมาจนรู้กันดีว่า ใครอยู่เบื้องหลังการล้มล้างอำนาจจอมพลเผด็จการของไทย คนผู้นั้นมีอำนาจมากเพียงใดหลังจากกำจัดอำนาจจอมพลเหล่านั้น เขารักษาศรัทธาของปวงชนเป็นพลังสำคัญในการบริหารประเทศ มันยังส่งผลสืบเนื่องมาถึงความจริงวันนี้ของคนไทยที่ยังต้องอยู่ใต้อำนาจของระบอบอำมาตย์แทนที่ขุนศึกในปีพ.ศ.2516 แม้แต่คนต่อต้านเผด็จการจอมพลยังกลายเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์ในวันนี้เพราะต้องการอยู่ใต้ร่มเงาของอำมาตย์หรือร่วมใช้อำนาจกดขี่คนไทยหัวใจประชาธิปไตยด้วย ภาพทั้งสองเวลานั้นจุดประกายความคิดหนึ่งว่า ถ้าทหารไทยรวมพลังและท่าทางเข้มแข็งน่ากลัวได้ดังที่กระทำต่อกลุ่มคนเสื้อแดง แถมด้วยปืนในมือที่เล็งศัตรูและยิงแม่นยำ คนที่ตายในสมรภูมิเขาพระวิหารน่าจะเป็นทหารเขมรสองศพ หรือทหารไทยสำแดงพลังปืนได้กับคนไทยด้วยกันเท่านั้น เพราะคนไทยห้ามใช้อาวุธ แต่ทหารได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธฆ่าคนได้ งานใหญ่ของพวกอำมาตย์ต่อไปเพื่อป้องกันการขัดขวางการสืบทอดอำนาจและระบอบคือ ปลูกฝังลัทธิหรือความเชื่อว่า เด็กรุ่นใหม่คือ ไพร่ มีหน้าที่เชื่อฟังคำสั่ง ทำงานเพื่อความสุขของชนชั้นปกครอง ชีวิต สิทธิ เสรีภาพ ของพวกเขาอยู่ภายใต้อำนาจหรือความเห็นชอบของผู้ปกครอง ความเป็นไพร่อย่างสมบูรณ์จะต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของผู้ปกครองรุ่นต่อไป ทั้งนี้ จักได้เห็นหรือได้ยินคำศัพท์ใหม่ในสังคมไทยโดยปลูกฝังให้คนไทยเชื่อว่า การปกครองคนไทยนับแต่นี้ไป คือ ประชาธิปไตยแบบไทย ไทย ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนประชาธิปไตยแบบสากล ผู้ใหญ่สูงวัยวันนี้นับย้อนกลับไปถึงปีพ.ศ. 2475 ต่างเคยลิ้มรสชาติชีวิตภายใต้อิทธิพลของผู้ปกครองซึ่งมีชนชั้นบรรดาศักดิ์และมีมุมมองต่อคนไทยในปกครองว่า ยังเป็นไพร่ ควรมีการศึกษาน้อย และเชื่อว่า ประชาธิปไตยทำให้คนไทยระดับไพร่ไม่เชื่อฟังผู้ปกครองซึ่งมียศศักดิ์ อีกทั้ง คนไทยไม่สมควรมีการศึกษาและควรให้ผู้ปกครองเลือกระดับการใช้ชีวิตให้ไพร่ มิใช่ไพร่มีสิทธิ์เลือกเองได้ แรงกดดันจากอดีตทำให้คนไทยรุ่นนี้ต้องการต่อต้านและทำลายแนวคิดมิให้สืบทอดไปถึงเด็กรุ่นต่อไป คนเสื้อแดงจึงถือกำเนิดจากแรงกดดันจากประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนเร้นไว้และการกำเริบสืบสานของอำมาตย์หลงยุคกลุ่มหนึ่งที่กำจัดตัวแทนประชาชนซึ่งรู้เท่าทันพฤติกรรมของพวกเขา จึงไม่ต้องการให้เป็นก้างขวางงานใหญ่ ความร่วมมือระหว่างผู้อยู่ใต้อำนาจตั้งแต่ตุลาการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และผู้มีอิทธิพลมืดที่อิงแนบกับพวกอำมาตย์หลงยุคจึงเกิดขึ้นเพื่อกำจัดศัตรูการเมืองทั้งมวล อิทธิพลของพวกอำมาตย์หลงยุคฝังรากลึกมานานจากแรงสนับสนุนของตัวแทนประชาชนกลุ่มหนึ่งมานานหลายสิบปี จึงทำให้สังคมไทยมีภาพลวงตาด้านสิทธิเสรีภาพเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เป็นการคัดเลือกจากหุ่นเชิดของพวกอำมาตย์หลงยุคว่าควรมีหรือได้รับสิ่งใดที่ไม่กระทบต่อฐานอำนาจของพวกเขา คนไทยส่วนใหญ่จึงถูกลวงไว้ในภาพมายานี้ นอกจากคนไทยที่มีจิตเข้มแข็ง ไร้ความกลัว จึงมองทะลุภาพมายาซึ่งสร้างกลบเกลื่อนความจริงไว้ ต่อมาคนไทยกลุ่มหนึ่งแสดงความกล้าจะเสนอความจริงนั้นให้สังคมรู้ ตัวแทนประชาชนอีกกลุ่มแสดงผลดีของระบอบประชาธิปไตยซึ่งต้องเสนอสนองประชาชนให้เป็นสุขและได้รับประโยชน์สูงสุดอันเป็นหน้าที่หลัก อันแตกต่างจากระบอบอำมาตย์ที่ต้องเป็นผู้คัดเลือกว่า ประชาชนควรได้หรือไม่ได้อะไรจากรัฐ และพวกพ้องของอำมาตย์ต้องมีความสุขสุดยอดและได้รับประโยชน์สูงสุดเท่านั้น เราจักเห็นความแตกต่างระหว่างบัตรประกันสุขภาพหรือเรียกสั้นๆว่า บัตรทอง กับ บัตรประชาสงเคราะห์ ด้วยสายตาของคนไทยกลุ่มใหญ่เองว่า ความแตกต่างของบัตรทั้งสอง คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นโยบายจากรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริงต้องตอบสนองประชาชนให้มีความสุขเป็นหลักใหญ่ มิใช่ความสุขของชนชั้นปกครองอย่างแนวคิดของระบอบอำมาตย์ บัตรประกันสุขภาพมอบให้คนไทยทุกสถานภาพใช้สิทธิ์รักษาโรคภัยได้โดยไม่ต้องร้องขอหรือไม่ต้องจ่ายเงิน รัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นเพื่อตอบแทนประชาชนซึ่งเสียภาษีแก่รัฐ ส่วนบัตรประชาสงเคราะห์ซึ่งใช้ในสังคมไทยมานานนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ. 2475 โดยสิทธิของบัตรประเภทนี้มอบให้ผู้ป่วยอนาถา ด้อยโอกาส ไม่มีเงินรักษาโรคภัยไข้เจ็บของตนได้ จึงทำเรื่องร้องขอต่อเจ้าหน้าที่สงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลรัฐเป็นรายบุคคล หลังจากผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แล้วจึงอนุมัติให้รับการรักษาได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน มิใช่คนไทยทุกคนจะได้รับบริการรักษาสุขภาพฟรีอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หลายครั้งผู้ป่วยหรือญาติจำเป็นต้องพูดบอกเล่าชีวิตอาภัพของตนให้ดูน่าสงสารที่สุดเพื่อให้เจ้าหน้าที่อนุมัติใช้สิทธิรักษาฟรีได้ มันจึงเหมือนว่าคนไทยต้องยอมละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการดูแลเท่าเทียมกันเพื่อให้ตนดูต่ำต้อยด้อยค่าที่สุดเพื่อแลกเงินค่ารักษาโรคหรือเอาชีวิตให้รอดพ้นไปวันหนึ่ง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแนวคิดแบบประชาธิปไตยสากลทำให้บัตรประกันสุขภาพที่คนไทยมีสิทธิรับการรักษาฟรีอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องร้องขออย่างน่าเวทนาแตกต่างจากบัตรประชาสงเคราะห์ อีกอย่างหนึ่งคือ การขึ้นภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นพวกอำมาตย์หลงยุคจะตัดสินใจง่ายกว่าตัวแทนประชาชน มันเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันมานานพันปีแล้วในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้ปกครองจะกดดันหรือบีบคั้นหาเงินบำเรอความสุขของชนชั้นนี้เมื่อเกิดภาวะการเงินติดขัด จึงเลือกมารีดนาทาเร้นจากประชาชนก่อน ความแตกต่างคือ กาลเวลาทำให้ผู้ปกครองต้องมีกลวิธีซับซ้อนในการสร้างภาพเพื่อรีดภาษีเอาเงินจากประชาชนที่มีการศึกษาดีขึ้น แต่ยังมีจุดประสงค์เดียวกับอดีต คือ รายได้ภาษีหาง่ายและเร็วทันใจกว่าแหล่งอื่น งานรักษาอำนาจของผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายสูงลิบ แต่มีแหล่งรายได้ที่หาง่าย เร็วทันใจ และไม่ต้องรับผิดชอบกับงานปกครองนี้ด้วย คือการกู้เงินในนามของประเทศ เงินส่วนต่างที่คนไทยส่วนหนึ่งไม่มีโอกาสรับทราบว่าผู้ปกครองได้รับเป็นการส่วนตัว เป็นรายได้ที่ก่อกำเนิดศึกชิงอำนาจปกครองประเทศมาทุกยุคสมัย คนไทยส่วนใหญ่รับรู้วิธีหาเงินของพวกอำมาตย์หลงยุคดี แต่มักวางเฉยเมื่อยังไม่แตะต้องชีวิตของคนไทยกลุ่มนั้น ทำให้แรงต่อต้านในสังคมต่ออิทธิพลมืดซึ่งครอบงำคนไทยมานานยังคงดำรงอยู่ทำร้ายคนไทยทุกรุ่นต่อไป ความกลัวทำให้เสื่อม การวางเฉยทำให้ความชั่วรุ่งเรืองต่อไป วันที่พลังคนไทยจะอยู่เหนืออิทธิพลของพวกหลงใหลอำนาจในระบอบอำมาตย์หลงยุคคงต้องรอให้คนไทยลืมตามองออกไปนอกประเทศและยอมรับความจริงว่า เวลาในประเทศไทยหยุดนิ่งหรือเดินอย่างเชื่องช้าตามคำสั่งของผู้ปกครอง ซึ่งเท่ากับล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าผู้ปกครองไม่เห็นชอบว่าคนไทยควรได้รับ ก็จะไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้นหรือการพัฒนาด้านนั้นต้องหยุดชะงัก ความคิดสร้างสรรค์อันเกิดจากเสรีภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าผู้ปกครองเห็นว่าเป็นอันตรายต่อสถานภาพของเขา เวลาที่เดินผ่านไปในยุคหน้าจะพิสูจน์เจตนารมณ์ของการชุมนุมคนเสื้อแดงครั้งนี้เยี่ยงเดียวกับคนพฤษภาทมิฬหรือคนตุลาเดือด ซึ่งเมื่ออดีตถูกประณามว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์หรือพวกไม่รักชาติที่ชุมนุมเรียกร้องสิทธิไร้สาระอันเป็นการใส่ความป้ายสีแก่พวกเขา ณ วันนี้ก็พิสูจน์ด้วยเวลาแล้วว่า พวกเขารุ่นนั้นจุดประกายความคิดให้คนไทยรุ่นต่อมารักสิทธิ เสรีภาพ ของตัวเองมากขึ้นกว่าปีพ.ศ.2475 ประชาธิปไตยจึงเกิดการพัฒนาขึ้น แม้พวกอำมาตย์หลงยุคจะขัดจังหวะเป็นระยะก็ตาม แต่ทุกระยะจะมีแรงกดดันทำให้เกิดพัฒนาการด้านการปกครองโดยคนไทยขึ้นเสมอ มันก็เชื่องช้ากว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งผู้ปกครองมีแนวคิดประชาธิปไตยแท้จริง ขณะที่ผู้ปกครองหรือผู้มีอิทธิพลมืดในสังคมไทยเป็นพวกประชาธิปไตยปลอมเท่านั้น สักวันหนึ่งคนไทยจะยอมรับและหวงแหนสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ด้วยจิตสำนึกอย่างคนประชาธิปไตยเยี่ยงเดียวกับคนอเมริกาหรือคนเกาหลีหรือคนญี่ปุ่นหรือคนฟิลิปปินส์มีในวันนี้ แม้จะรู้ช้า ก็ยังดีกว่าไม่มีวันรับรู้เลย การศึกษาและกาลเวลาน่าจะเป็นแรงผลักดันตามธรรมชาติที่พวกอำมาตย์หลงยุควันนี้ที่ต้องตายไม่นานนี้มิอาจต้านทานได้ ดังสุภาษิตตะวันตกกล่าวไว้ว่า ช้าดีกว่าไม่ทำเลย คนไทยวันนี้ไม่หวงสิทธิเสรีภาพของตน แต่วันหน้าคนไทยจะรู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนอย่างแน่นอน ขณะที่อำมาตย์หลงยุควันนี้หนีไม่พ้นวัฏฏะสังขาร ผู้สืบทอดอำนาจของเขาจะถูกกาลเวลาและการศึกษากลืนอดีตและแนวคิดโบราณหายไปกับคนรุ่นเก่า ดังที่เกิดขึ้นในอเมริกาซึ่งเคยบูชาอังกฤษ แต่ก็รู้รักษาสิทธิเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของตัวเองจนปลดปล่อยจากการเป็นทาสอังกฤษในที่สุด คนไทยรุ่นต่อไปจะเป็นผู้ปลดปล่อยอิสรภาพที่คนไทยวันนี้หวังจะมอบให้พวกเขา แต่ทำไม่สำเร็จ เวลาและการศึกษาของคนไทยรุ่นต่อไป แม้จะเติบโตช้าด้วยฝีมือขัดขวางของผู้ปกครองวันนี้ มันจะเป็นอาวุธสำคัญของคนไทยวันหน้าที่จะสร้างประเทศไทยให้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ อนาคตประเทศไทยจำเป็นต้องฝากไว้กับคนไทยรุ่นต่อไปที่จะเข้าสู่ศึกชิงอำนาจปกครองประเทศที่จะทำความฝันของคณะราษฎร์ วีรชนคนเดือนตุลาและพฤษภาทมิฬ และคนเสื้อแดง ให้เป็นความจริงขึ้นมาในวันหน้า เด็กไทยในอนาคตต้องฉลาดกว่าคนไทยวันนี้ จึงทำให้บ้านเมืองพัฒนารุ่งเรืองไปได้ การยึดติดกับความรุ่งเรืองในอดีตหรือวิธีปกครองแบบเก่า คือ การยืนนิ่งที่ล้าหลังและรอเวลาให้ผู้เจริญมาปกครองคนไทยเท่านั้น เราต้องไม่ลืมบทเรียนประเทศมอญที่เคยรุ่งเรืองขีดสุด แต่ไร้การพัฒนาทางสังคมและการปกครอง จึงต้องสูญเสียความเป็นประเทศแก่พม่าซึ่งมีการพัฒนาอย่างเข้มแข็งไปตามกาลเวลา หรือ พวกอินเดียแดงในสหรัฐ หรือ ชนเผ่าอินคา มันคือ วงจรที่เกิดขึ้นมาหลายพันปีกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ให้ชาวโลกเรียนรู้กันว่า การไม่ยอมเดินไปกับกาลเวลา คือ การทำตัวให้ล้าหลัง การหลงตนหลงชาติคือการฆ่าตัวตายที่หลายประเทศในประวัติศาสตร์สร้างบทเรียนเตือนชาวโลกไว้แล้ว คนไทยจึงต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของโลกเพื่อเตือนใจมิให้เดินซ้ำร้อยความล้มเหลวนั้นอีก
********************************* 4/10/2009 กองทัพไทยเป็นของใคร ?กองทัพทหารของผู้ใด ? เขียนโดย ลูกแก้ว
รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 กำหนดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แม้ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมาจากคำสั่งของคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 แต่ประโยคนี้ยืนยันอำนาจและสิทธิของคนไทยว่า อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ เป็นของคนไทย ใช้โดยคนไทยหรือตัวแทนของคนไทย และใช้อำนาจทั้งสามเพื่อประชาชน หลังจากการปฏิวัติและความขัดข้องเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งไม่สามารถบริหารประเทศได้สมบูรณ์เพราะข้าราชการบางหน่วยงานไม่รับฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนจากการเลือกตั้งที่คณะปฏิวัติเป็นผู้ควบคุมเอง ทำให้สังคมปั่นป่วนอย่างหนักอันนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยและพรรคเสียงข้างมาก จนกระทั่งสร้างงูเห่ารุ่นใหม่ขึ้นเพื่อเอาชนะพรรคเสียงข้างมากจนกระทั่งได้เป็นรัฐบาลใหม่ที่ยัดเยียดให้คนไทยในวันนี้ คำถามคาใจคือ ความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคมจากการยึดสนามบินระหว่างประเทศ ทำเนียบรัฐบาล ของ ม็อบโกเต๊กซ์ สืบเนื่องยาวนานจากการไม่ทำงาน การวางเฉย ของ ข้าราชการกลุ่มหนึ่ง คือ ตำรวจและทหารชั้นผู้ใหญ่บางคน จนกระทั่งพลังแกร่งจากนอกประเทศออกคำข่มขู่ไปยังผู้สนับสนุนการเงินและผู้มีอิทธิพลในม็อบก่อการร้ายสากล ในที่สุดต้องลุกลนหนีแยกตัวไปโดยไม่ได้มีคำสั่งขับไล่ของศาลหรือของรัฐบาลแต่อย่างใด รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้ตำรวจหรือทหารซึ่งเป็นข้าราชการต้องอยู่ภายใต้การบัญชาการของคนไทยและตัวแทนคนไทยโดยใช้อำนาจผ่านฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวไทยเท่านั้น มิได้กำหนดให้กองกำลังตำรวจหรือกองทัพทหารเป็นอิสระจากคนไทยเลย นับแต่ปีพ.ศ.2475 กองทัพไทยและกองกำลังตำรวจอยู่ในบังคับบัญชาของฝ่ายบริหารอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่เคยมีครั้งใดที่ตำรวจหรือทหารจะเพิกเฉยหรือขัดคำสั่งของตัวแทนประชาชนคนไทยในนามของรัฐบาลเลือกตั้ง แต่เคารพต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้กฎหมายอันชอบธรรมอย่างเคร่งครัด แต่การบริหารของรัฐบาลเลือกตั้งนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 ซึ่งมิได้มาจากพรรคที่คณะปฏิวัติอุ้มชูไว้กลับพบความวางเฉยหรือไม่เคารพคำสั่งของตัวแทนประชาชนในการทำงานเพื่อบ้านเมืองอันเนื่องมาจากความเกรงกลัวหรือเกรงใจผู้มีอิทธิพลบางคนบางกลุ่มหรือผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญซึ่งเรียกขานในสังคมสนุกปากว่า มือที่มองไม่เห็น จึงเกิดคำถามว่า กองทัพทหารทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน จริงหรือไม่ เพราะพฤติกรรมหลายครั้งของนายทหารระดับสูงสร้างความกังขาแก่คนไทยมาก การเคารพผู้บังคับบัญชาหรือให้เกียรติต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนไทยเป็นวิถีปฏิบัติอันเหมาะสมและกระทำสืบทอดกันมานานระหว่างนายทหารระดับสูงกับหัวหน้ารัฐบาล แต่หลังจากการปฏิวัติปีพ.ศ.2549 นายทหารซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะปฏิวัติยังปฏิบัติหน้าที่ต่อมาเพราะยังไม่เกษียณพากันรวมตัวออกทีวีประกาศขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงวิถีปฏิบัติอันเหมาะสมและขัดต่อกฎระเบียบของกองทัพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและไม่แสดงกิริยาหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชา ขณะที่นายทหารระดับต่ำลงมาต้องการไปจัดรายการให้ความรู้ประชาธิปไตยทางทีวีดาวเทียม กองทัพกลับบอกว่าเป็นการขัดต่อระเบียบที่ห้ามนายทหารยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนกรณีนายทหารระดับสูงข่มขู่หัวหน้ารัฐบาลในทีวีไม่สามารถลงโทษได้เพราะเป็นผู้ใหญ่ จักเห็นการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างเห็นได้ชัดในกองทัพไทย หลักสากลที่ปฏิบัติกันในประเทศเจริญทั่วโลกกองทัพทหารมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องประเทศชาติด้านความมั่นคง มิใช่การบริหารบ้านเมือง จึงไม่มีชาติใดในโลกที่กำหนดให้กองทัพทหารเป็นหนึ่งในอำนาจที่ใช้ปกครองประเทศเลย แต่เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารความมั่นคงโดยรัฐบาลซึ่งมาจากตัวแทนประชาชนเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง อีกทั้งยังปลูกฝังให้ทหารในกองทัพรับทราบว่า กองทัพเป็นของประชาชน ดูแลโดยประชาชนเพราะใช้เงินภาษีจ่ายเป็นเงินเดือน สวัสดิการ จัดหาอาวุธทันสมัย ต้องทำงานเพื่อประชาชนและรักษาเขตแดนของประเทศด้วยความเสียสละอย่างสูงตามหน้าที่ความรับผิดชอบหนักพิเศษนี้ กองทัพและประชาชนต้องยืนอยู่เคียงข้างกันเสมอ กองทัพไม่มีสิทธิหรืออำนาจใดนำอาวุธมาข่มขู่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของกองทัพ และห้ามนำกองทัพหรืออาวุธที่ได้จากประชาชนมาล้มล้างรัฐบาลของประชาชนภายใต้การบริหารในระบอบประชาธิปไตย ทหารมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับความมั่นคงภายนอกประเทศ ป้องกันหรือกำจัดอริราชศัตรู มิใช่ทำร้ายประชาชน ดังนั้น นายทหารของชาติตะวันตกหรือชาติเอเชียหลายประเทศรู้จักหน้าที่และทำงานของตนอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะจักไม่พบว่านายทหารระดับสูงเหล่านั้นใช้กองทัพข่มขู่หรือแทรกแซงเข้าไปในวงการเมืองเลย เราแทบไม่รู้จักว่าผู้บัญชาการทหารบกของสหรัฐหรือของสิงคโปร์มีชื่ออะไร เพราะเขาไม่เคยแสดงบทบาทต่อสาธารณชนเกินจากความเป็นทหารหรือแสดงอำนาจบาตรใหญ่เหนือรัฐบาลตามสื่อมวลชนอย่างที่นายทหารไทยชื่นชอบกระทำกันบ่อยครั้ง เราจะไม่เคยได้ยินว่านักการเมืองสหรัฐปรึกษาตั้งคณะรัฐบาลกับผู้บัญชาการทหารบกหรือผู้พิพากษาศาลสูงกลาง แต่คนไทยจะพบว่านักการเมืองของไทยขอคำแนะนำตั้งรัฐบาลจากผู้บัญชาการทหารบกในค่ายทหารซึ่งเป็นคำยืนยันจากนายทหารด้วยความภาคภูมิใจที่มีโอกาสร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ บทบาทหน้าที่ของกองทัพไทยหลังการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ผิดแผกแตกต่างจากประเทศเจริญแล้วทั้งหลาย คือ การแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อรัฐบาลเลือกตั้งด้วยการแทรกแซงทางการเมือง เช่น ขับไล่หัวหน้ารัฐบาลเลือกตั้งทางสื่อมวลชน การวางเฉยต่อการทำงานที่กฎหมายมอบหมายไว้หรือไม่ยอมร่วมมือเพื่อระงับกิจกรรมนอกกฎหมายที่ยึดสนามบินหรือทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลออกคำสั่งให้ช่วยทำงาน การให้สัมภาษณ์ในเชิงข่มขู่ ไม่ให้เกียรติแก่ตัวแทนประชาชน ใช้อำนาจข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามหรือช่วยเหลือให้พรรคฝ่ายตนได้เปรียบในการเลือกตั้งตามพื้นที่ต่างๆ เป็นต้น นายทหารระดับสูงยุคนี้นำกองทัพทหารไทยห่างไกลจากหลักสากลของกองทัพทหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเป็นของประชาชน ดูแลควบคุมโดยปวงชนชาวไทย ทำงานเพื่อพิทักษ์ประเทศไทยและคนไทย ไปสู่การถือกรรมสิทธิ์โดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด รับคำสั่งทำลายอำนาจของตัวแทนประชาชนจากบุคคลหนึ่งบุคคลใด ทำงานรับใช้เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด มันเป็นการทำลายภาพลักษณ์งดงามที่นายทหารหลายยุคสมัยรักษาเกียรติภูมิของบรรพชนและสืบทอดกันมานาน การกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาหรือตัวแทนประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของกองทัพแท้จริงเกิดจากการฝักใฝ่ส่วนตัวของนายทหารระดับสูงกลุ่มหนึ่ง แต่ทำลายภาพลักษณ์กองทัพไทยในสายตาชาวโลก คนไทยส่วนใหญ่กับคนต่างประเทศรู้กันดีว่า วันนี้กองทัพไทยมิใช่ของปวงชนชาวไทย ใช้เงินภาษีของคนไทยเป็นเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ แต่รับใช้หรือฟังคำสั่งจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือคณะบุคคลหนึ่ง มิใช่จากคนไทยหรือตัวแทนคนไทยแล้ว ทหารที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือคนไทยจึงไม่สมควรเรียกว่า กองทัพทหารไทย แต่จะกลายเป็นกองโจรไทยซึ่งเป็นความน่ากลัวสำหรับคนไทยสุจริตและรักประชาธิปไตยอย่างมากที่พวกนี้ถืออาวุธเตรียมประหัตประหารคนไทยได้ทุกเวลา ถ้าพวกเขาไม่พอใจหรือเชื่อว่าคนไทยไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ถือกรรมสิทธิ์กองโจรไทยอีกแล้ว เกียรติยศและศักดิ์ศรีกองทัพทหารไทยถูกทำลายย่อยยับลงด้วยคนกลุ่มเดียวที่พยายามบิดเบือนหลักประชาธิปไตยที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กองทัพทหารไทยเป็นของคนไทยและเป็นส่วนหนึ่งของงานบริหารประเทศโดยรัฐบาลตัวแทนประชาชน แต่กองโจรติดอาวุธเป็นสมบัติส่วนตัวของบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ แต่เป็นศัตรูร้ายของระบอบประชาธิปไตยในวันนี้ ตราบใดที่นายทหารไทยไม่มีจิตสำนึกที่ถูกต้องว่า ตนอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่กองทหารต้องเป็นของคนไทย อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลไทย ประเทศชาติย่อมไม่มีวันมั่นคงแน่นอน บิดามารดาญาติพี่น้องผองเพื่อนของนายทหารระดับต่างๆต้องรับภาระหนักในการสอนหรือแนะนำแนวคิดที่ถูกต้องแก่คนเหล่านั้นเพื่อความสงบสุขของประเทศ กลุ่มคนติดอาวุธจะเรียกว่า กองทัพทหารหรือกองโจร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม หน้าที่ความรับผิดชอบ แนวคิดว่าอยู่ในระบอบใด ความเป็นเจ้าของ และวัตถุประสงค์ที่ใช้อาวุธ ณ วันนี้กองทัพไทยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด นายทหารทุกระดับชั้นคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่จะกล้าประกาศต่อสาธารณชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน ส่วนคนไทยนั้นล้วนเข้าใจความเป็นเจ้าของในกองทัพทหารไทยดีอยู่แล้วว่า กองทัพของประเทศไทยต้องเป็นของคนไทยเท่านั้น เงินภาษีของคนไทยก็เป็นเงินเดือนและสวัสดิการแก่นายทหารทุกระดับชั้น รวมไปถึงอาวุธที่ใช้ในกองทัพไทยก็จัดซื้อด้วยเงินภาษีและการรับภาระหนี้สินโดยคนไทย ถ้าไม่มีคนไทย ก็ไม่มีกองทัพไทย ไม่มีประเทศไทย ************************** 4/7/2009 คาใจเรื่องหุ้นถาม รายได้จากการขายหุ้นต้องเสียภาษีให้กรมสรรพากรหรือไม่ ? ตอบ หุ้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หุ้นของบริษัทจำกัด และ หุ้นของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าซื้อขายหุ้นของบริษัทจำกัด รายได้จากการขายหุ้นต้องนำไปเสียภาษีตามอัตราและระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ ส่วนหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีกฎหมายกำหนดยกเว้นให้รายได้จากการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีก ผู้ซื้อหุ้นต้องจ่ายเพียงค่าธรรมเนียมซื้อขายที่ตัวแทนค้าหลักทรัพย์เรียกเก็บตามอัตราที่ธนาคารชาติกำหนดไว้เท่านั้น แต่ไม่ต้องนำเงินรายได้ส่วนนี้ไปยื่นเสียภาษีอีก กฎนี้ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมตลาดหลักทรัพย์ไทยและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถาม ถ้าจะนำรายได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไปจ่ายภาษีให้กรมสรรพากรทำได้หรือไม่ ? ตอบ เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้กรมสรรพากรรับชำระภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นเพราะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กรมสรรพากรย่อมไม่มีอำนาจรับชำระเงินจากผู้ขาย ถาม ใครจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ? ตอบ เมื่อกฎหมายกำหนดว่าผู้ใดซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี จึงหมายถึงผู้ซื้อ ผู้ขาย ทุกคนไม่ว่าสัญชาติใด ถ้าซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย จักได้รับยกเว้นการเสียภาษีจากรายได้ก้อนนี้เท่าเทียมกัน ถาม การไม่เสียภาษีขายหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขาดจริยธรรมของนักการเมืองหรือไม่ ? ตอบ กฎหมายตลาดหลักทรัพย์บัญญัติขึ้นเพื่อส่งเสริมการซื้อขายหุ้นของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ใดซื้อขายหุ้นในตลาดแห่งนี้ไม่ว่าจะมีชนชั้นหรือยศใดย่อมได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน มิได้เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของคน ตัวอย่างใกล้เคียงกัน คือ เมื่อศาลใช้กฎหมายตัดสินนักโทษให้จำคุกหรือประหารชีวิต ทั้งที่การกักขังหรือการฆ่าเป็นเรื่องขัดต่อจริยธรรมมนุษย์ แต่ทุกคนต้องเชื่อฟังคำพิพากษาเพราะมันเป็นอำนาจตามกฎหมาย มิได้ตัดสินโทษด้วยหลักจริยธรรม ดังนั้น เมื่อทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีแก่รัฐ และกรมสรรพากรไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีจากเงินขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ ถาม ประเทศจะเสียประโยชน์จากการไม่เก็บภาษีซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างมากใช่หรือไม่ ? ตอบ ประเทศและตลาดหลักทรัพย์ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจาก ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นของนักเล่นหุ้นทุกสัญชาติ เพราะจะเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายโดยตัวแทนค้าหลักทรัพย์ซึ่งต้องนำไปจ่ายแบ่งให้ตลาดหลักทรัพย์ด้วย รายได้ของบริษัทตัวแทนค้าหลักทรัพย์ก็ต้องนำไปเสียภาษีแก่กรมสรรพากรเป็นประจำทุกปี
************************** 4/6/2009 ดูหมิ่นประมุขรัฐต่างประเทศประมวลกฎหมายอาญา หมวดความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ มาตรา 133 บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือ ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำอธิบาย
ความผิดมาตรานี้ในเมืองไทยใช้กันน้อย แต่มีบทลงโทษหนักพอควรเพื่อป้องกันเกียรติยศของมิตรสหายหรือแขกของประเทศไทย เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับประเทศเหล่านั้น จึงไม่ต้องการให้คนไทยหรือคนสัญชาติใดใช้คำพูดทำลายชื่อเสียงของประเทศอื่น ดังนั้น กฎหมายจึงเขียนคำว่า “ผู้ใด” ซึ่งหมายรวมทั้งคนไทยและคนต่างสัญชาติ จักถูกลงโทษด้วยมาตรานี้ หากเขาเจตนาพูดดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อบุคคลต่างประเทศที่กำหนดไว้ อันได้แก่ ประมุขของรัฐต่างประเทศที่เป็นกษัตริย์ ราชินี ราชาธิบดี หรือ ผู้นำประเทศซึ่งมีชื่อตำแหน่งแตกต่างกัน แต่มีสถานภาพเป็นประมุขของประเทศนั้น การใช้คำพูดพาดพิงถึงประมุขของรัฐประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเป็นที่กล่าวขานกันในเมืองไทย เช่น (ชื่อประมุข)เป็นไอ้กุ๊ย คนถ่อย อันธพาลข้างรั้วไทย เป็นต้น ถือเป็นการใช้คำพูดดูหมิ่น ดูแคลน ประมุขของรัฐนั้นให้เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงและเป็นการพูดอย่างมีสติ มิใช่คนบ้า กระทำผ่านสื่อทีวีและสาธารณชนรับทราบไปทั่วโลก สถานที่พูดคือ เมืองไทย คนพูดยอมรับว่าเป็นคนใช้ประโยคนั้นจริง ถือเป็นหลักฐานชัดแจ้งที่อาจถูกลงโทษตามกฎหมายมาตรานี้ได้ซึ่งต้องเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อมีการฟ้องคดีอาญา คำพูดประเภทนี้กระทำต่อประมุขของรัฐต่างประเทศอาจทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศได้เพราะคนพูดกระทำด้วยความมั่นใจและสะใจโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศทั้งที่เขามีวุฒิภาวะค่อนข้างสูงและมีสติตลอดเวลาที่พูดผ่านสื่อมวลชน คำพูดเมื่อวันวานตามหลอกหลอนเขาในวันนี้ที่มีตำแหน่งการเมืองสูงส่งให้ต้องร้อนกายร้อนใจเพราะความผิดที่เคยกระทำไว้มิได้ถูกปิดกลบมิดชิดนัก มันเป็นบทเรียนสอนใจคนที่คิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นต่อไปว่า จงระมัดระวังทุกการกระทำ ทุกคำพูด เพื่อมิให้สิ่งนั้นตามไปทำลายล้างความเจริญของตนในภายหน้า มันเป็นวิถีของคนฉลาดที่ยอมรับว่า ชีวิตมีความไม่แน่นอน วันหนึ่งอาจได้ดีสูงเลิศหรือตกต่ำสุดขีด แต่ต้องพูดจาหรือกระทำวันนี้ให้ดีที่สุด
*********************************** 4/4/2009 รู้จักกับองคมนตรีถาม องคมนตรี คือ สถาบันเบื้องสูง จริงหรือไม่ ? ตอบ รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 บัญญัติหน้าที่ขององคมนตรี คือ ที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยรับการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย กำหนดให้มีประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีไม่เกิน 18 คน จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติสถานภาพขององคมนตรีว่าเป็นสถาบันเบื้องสูงหรือตามภาษาราชการคือ สถาบันกษัตริย์ แต่อย่างใด อีกทั้งมิใช่ส่วนหนึ่งของสถาบันเบื้องสูง เพราะมิใช่สมาชิกราชวงศ์กษัตริย์ เป็นข้ารับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทเท่านั้น คล้ายคลึงกับ หน้าที่ นางสนองพระโอษฐ์ อันหมายถึง ผู้รับคำสั่งเพื่อรับใช้พระเจ้าแผ่นดินและพระราชินี โดยรับการเลือกหรือแต่งตั้งโดยพระเจ้าแผ่นดินและพระราชินีเพื่อทำงานตามแต่พระประสงค์ ถาม การพูดพาดพิงองคมนตรีต้องรับโทษฐานหมิ่นเบื้องสูงใช่หรือไม่ ? ตอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดให้องคมนตรีอยู่ในมาตรานี้ด้วย ถ้าต้องการฟ้องคดีพูดพาดพิงให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จักต้องไปใช้โทษฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปเท่านั้น เพราะองคมนตรีหรือคณะองคมนตรี มิใช่นิติบุคคลหรือสถาบันเบื้องสูงจึงใช้มาตรา 112 ลงโทษผู้อื่นไม่ได้ ถาม การที่องคมนตรีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือชี้นำการทำละเมิดกฎหมายมีบทลงโทษหรือไม่ ? ตอบ คุณสมบัติข้อหนึ่งขององคมนตรีในรัฐธรรมนูญ คือ การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เช่น เป็นสมาชิกหรือที่ปรึกษาพรรคการเมืองไม่ได้ เป็นต้น แต่ไม่มีบทลงโทษเมื่อขาดคุณสมบัติ จึงเป็นเรื่องจิตสำนึกของแต่ละบุคคล ถาม ประธานองคมนตรีมีความสำคัญอย่างไรต่อสังคมไทย ? ตอบ รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 บัญญัติให้ ประธานองคมนตรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว ในช่วงที่ยังไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และคณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย ซึ่งบางข้อมีความแตกต่างที่มิได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ.2540 บางมาตราเขียนเพิ่มเติมอำนาจให้ประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรีเข้าเกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติมากขึ้นโดยคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 เป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถาม องคมนตรีหรือคณะองคมนตรีมีสถานภาพทางสังคมอย่างไร ? ตอบ องคมนตรีมีสถานภาพบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในฐานะบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องเสียภาษีรายได้จากการทำงานทุกปี มีสิทธิ์ใช้บัตรประกันสุขภาพ ส่วนคณะองคมนตรีก็มิใช่นิติบุคคลเพราะไม่มีกฎหมายกำหนดสถานภาพนั้นไว้เป็นการเฉพาะ จึงเป็นคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์และทำงานตามหน้าที่และเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญเท่านั้น
****************************** 4/1/2009 ขจัด 5 ชั่วขจัดห้าชั่ว
กองทัพหรือองค์กรจักพ่ายแพ้ บ้านเมืองจะล่มจม เพราะมีห้าชั่ว คือ 1. แบ่งพรรค แบ่งพวก ใส่ร้ายป้ายโทษผู้มีภูมิรู้ความสามารถที่สุจริต 2. เหลวแหลกเละเทะ ใช้ยานพาหนะหรือสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ผิดระเบียบแบบแผน 3. ปลุกผีร่ายมนต์เผยแพร่ไสยเวท 4. ฟื้นฝอยหาตะเข็บ คอยจับผิดผู้อื่นเพื่อแก้แค้นส่วนตัว 5. ฉวยโอกาสคบคิดกับข้าศึกศัตรู
ห้าชั่วล้วนเป็นเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ไร้ศีล ไร้สัตย์ ของคนชั่วทั้งสิ้น คนห้าชั่วพึงปลีกตัวออกห่าง อย่าได้ให้ความใกล้ชิดสนิทสนม หรือไว้เนื้อเชื่อใจเป็นอันขาด
คำอธิบาย
ขงเบ้งชี้เน้นให้ระมัดระวังคนชั่ว 5 ประเภท ที่นำภัยพิบัติมาสู่กองทัพและบ้านเมือง หรือเตือนให้ผู้นำพึงออกห่างจากทรชนเหล่านี้ อีกทั้งสามารถนำไปเตือนใจผู้นำองค์กรเพื่อพัฒนาการบริหารด้วยการกำจัดหรือระวังภัยทหาร ขุนพล ลูกน้อง ผู้ติดต่อสัมพันธ์ที่อยู่ในห้าชั่ว ส่วนผู้นำที่ไร้ศีล ไร้สัตย์ ย่อมคล้ายคนตาบอดที่ทำลายความมั่นคงของชาติหรือความแข็งแกร่งขององค์กรได้ ย่อมต้องพึงระวังหรือกำจัดให้สิ้นซากไปจากบ้านเมืองหรือองค์กร
***************************** |
|
|