Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    4/30/2009

    ขอบเขตก.ม.ลิขสิทธิ์ไทย

    ลิขสิทธิ์

     

    เขียนโดย  ลีลา LAW

     

                    ปัจจุบันนี้ทรัพย์สินในทางพาณิชย์มิใช่มีเพียงที่ดิน ทองคำ หรือ หุ้น เท่านั้น เรายังมีทรัพย์สินทางปัญญาอีกชนิดหนึ่ง อันได้แก่ ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือ สิทธิบัตร ซึ่งมีมูลค่าในทางการค้าด้วย จึงมีการพัฒนากฎหมายเพื่อคุ้มครองมันอย่างต่อเนื่อง

                    ทรัพย์สินทางปัญญาที่จะทำความรู้จักในครั้งนี้ คือ ลิขสิทธิ์ ซึ่งมีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 คุ้มครองผลประโยชน์แก่ผู้สร้างสรรค์งานและมีการพัฒนาให้ทันสมัยมาตลอด คำว่า  ลิขสิทธิ์  หมายถึง  สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆตามกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น

    สิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง

                    กฎหมายลิขสิทธิ์กำหนดงานที่ได้รับการคุ้มครอง ได้แก่ วรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง สิทธินักแสดง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ

    การเริ่มต้นของสิทธิคุ้มครอง

                    ผู้ใดสร้างสรรค์งานใหม่ โดยมิได้คัดลอก ดัดแปลง จากงานของผู้อื่น จักได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทันทีนับแต่สร้างงานนั้นขึ้นมา โดยไม่ต้องมีพิธีการใดๆเลย

    พฤติกรรมต้องห้าม

                    เมื่องานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว ผู้อื่นจึงไม่อาจกระทำสิ่งต่อไปนี้ คือ ทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของก่อน มิฉะนั้น ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

    กรณีลูกจ้างสร้างงาน

                    หากมีการสร้างสรรค์งานขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้างและมิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น

                    กรณีเป็นการรับจ้างสร้างงาน ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

    งานไม่มีลิขสิทธิ์

                    ข้อยกเว้นสำหรับบางผลงานที่กฎหมายไม่คุ้มครองสิทธิเพราะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนร่วมกัน ได้แก่

                    1. ข่าวประจำวันและข้อเท็จจริงต่างๆที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ

                    2. รัฐธรรมนูญ และ กฎหมาย

                    3. ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น

                    4. คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ

                    5. คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่างๆ ตามข้อ 1 4 ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น

    การโอนลิขสิทธิ์

                    เจ้าของงานสร้างสรรค์ย่อมโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ นอกจากการตกทอดทางมรดก โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาคุ้มครองการโอนไว้ในสัญญาโอน ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดเวลาเพียงสิบปีเท่านั้น ส่วนการอนุญาตให้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ กฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบแน่ชัดไว้  จึงอาจเป็นการอนุญาตโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือหรือโดยปริยายทางวาจาก็ได้

    ระยะเวลาคุ้มครอง

                    กฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิเจ้าของผลงานตลอดชีวิตของเขา แล้วยังมีอยู่ต่อไปอีกห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายด้วย หลังจากเวลาคุ้มครองสิ้นสุดลง การนำงานดังกล่าวออกทำการโฆษณา จักไม่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ในงานนั้นขึ้นใหม่

    โทษของผู้ละเมิดลิขสิทธิ์

                    ผู้ใดทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน สำหรับงานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว มีโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หากทำเพื่อการค้า จักมีโทษหนักขึ้น คือ โทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่จำหน่ายงานอันละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษจำคุกหรือโทษปรับหนักด้วย

                    ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่ากฎหมายคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์และสิทธิของผู้สร้างสรรค์อย่างมาก ปัจจุบันนี้การสร้างสรรค์งานมีมูลค่าเป็นเงินทองได้ รัฐบาลจึงพยายามกระตุ้นให้คนไทยสร้างผลงานทางปัญญาให้เป็นสินค้า ดังนั้น สำหรับกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว ผู้สร้างสรรค์งานควรลงทะเบียนงานของตนที่กรมลิขสิทธิ์ กระทรวงพาณิชย์ซึ่งรัฐเป็นตัวกลางเก็บผลงานและช่วยเผยแพร่งานกับความเป็นเจ้าของงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ วันหนึ่งลิขสิทธิ์อาจพลิกชีวิตของท่านได้ จงสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์และดูแลสิทธิมีมูลค่านี้ให้ดี มันถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของโลกยุคใหม่

     

     

    ******************************

    4/28/2009

    หุ่นเชิดการเมือง

    หุ่นเชิดการเมือง

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    ประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้นนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร์ แม้บางช่วงจะถูกสอดแทรกโดยพวกเผด็จการทั้งเปิดเผยหรือซ่อนรูปไว้ แต่ผู้นำเกือบทั้งหมดจะมีภาวะความเป็นผู้นำที่สูงมาก แทบไม่มีใครเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองของใครเลย หากนับย้อนกลับไปยังผู้นำซึ่งเป็นที่รู้จักของคนไทยอย่างดีและนับว่ามีภาวะผู้นำสูง เป็นที่ยกย่องและนับถือในความเป็นประชาธิปไตยสำหรับคนไทย เขาคือ นายปรีดี พนมยงค์ เขาสามารถใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้สมบูรณ์ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งไม่มีการก้าวก่ายฝ่ายตุลาการด้วย

    การปกครองของไทยนั้นมีการสลับสับเปลี่ยนผู้นำด้วยการปฏิวัติและเลือกตั้งเป็นระยะ จักสังเกตได้ว่า ผู้นำแบบเผด็จการทหาร ดังเช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษต์ ธนะรัตน์ จอมพลถนอม กิตติขจร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ล้วนมีความเป็นผู้นำสูงทั้งอำนาจและบารมี จึงครองตำแหน่งได้ยาวนาน ความแปลกสำหรับผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานและมีอิทธิพลสูงล้วนมาจากทหารระดับสูงและการปฏิวัติรัฐประหารทั้งสิ้น ยกเว้น พลเอกเปรม ที่ครองอำนาจปกครองบ้านเมืองอย่างผู้มีอิทธิพลบารมีสูงโดยใช้ศักยภาพส่วนนี้แย่งอำนาจจากนักการเมืองเลือกตั้งเพื่อเป็นผู้นำประเทศ เนื่องจากรัฐธรรมนูญในเวลานั้นเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนฯก็ได้ เขาจึงไม่เคยลงสนามเลือกตั้งหรือเสนอนโยบายหาเสียงสักครั้งในชีวิตนักการเมือง ภาพการเมืองระหว่างเขากับประชาชนคือ ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้อำนาจปกครองเท่านั้น เมื่อเขาเป็นผู้มีบารมีในกองทัพไทยซึ่งเวลานั้นยังเป็นที่หวั่นเกรงอำนาจปืนและความก้าวร้าวโหดเหี้ยมที่พวกทหารแสดงไว้ตอนปฏิวัติยุคจอมพลทั้งหลาย นักการเมืองไทยที่หาเสียงเลือกตั้งจนได้คะแนนเสียงจากคนไทยสูงที่สุดยังไม่กล้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อลูกน้องของพลเอกเปรมมีคำขู่ผ่านสื่อต่างๆว่า ประเทศไทยจะสงบได้เมื่อผู้นำเป็นทหารเท่านั้น ในที่สุดนักการเมืองเลือกตั้งก็ต้องเทคะแนนเสียงที่คนไทยมอบไว้ไปตั้งผู้นำบ้านเมืองจากทหารอีกครั้ง น่าจะเรียกว่า นักเผด็จการซ่อนรูปและแขวนป้ายว่ามาจากคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนเพราะนักการเมืองตัวแทนคนไทยเป็นคนโหวตให้เขา มิได้ทะยานอยากเป็นนายกฯ แต่ถูกบังคับโดยตัวแทนประชาชน การเมืองไทยภายใต้ปกครองของผู้นำมาจากทหารระยะหลังในยุคพลเอกเปรมนั้น จะเห็นการยุบสภาบ่อยครั้งมาก เนื่องจากเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน หรือ พรรคการเมืองกับพลเอกเปรม เขาจะใช้อำนาจยุบสภาเพื่อให้ส.ส.กลับไปหาเสียง แล้วสุดท้ายก็ถูกขู่ให้เลือกเขาเป็นนายกฯอีกครั้งเสมอ สุดท้ายสนามเลือกตั้งในขณะที่คนไทยเบื่อหน่ายความเจริญที่หยุดนิ่งและการแบ่งประโยชน์ให้คนในสารพัดเครื่องแบบอย่างมโหฬารและประเทศบริหารโดยทหารมานานแล้วทำให้พรรคของพลเอกชาติชาย ซึ่งใช้ชีวิตแบบนักบริหารเอกชนมากกว่าทหาร ชนะการเลือกตั้ง หลายสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเสียงสวรรค์ของประชาชน แม้จะขัดต่อความประสงค์ของพลเอกเปรมก็ตาม เมื่อเกิดการต่อต้านอย่างหนักจากนักวิชาการและนักศึกษาด้วยระยะเวลาครองอำนาจของพลเอกเปรมนานเกินไปสำหรับระบอบประชาธิปไตยและบ้านเมืองกำลังตกต่ำอย่างหนัก การค้าขายหยุดนิ่ง คอรัปชั่นสูงมากในระบบราชการจากแรงสนับสนุนของผู้นำทางทหาร ตำรวจ ซึ่งไม่ทำงานตามหน้าที่ แต่แย่งกันไปเป็นกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจซึ่งมีเบี้ยทำงานสูงกว่าเงินเดือนราชการ โดยเปลี่ยนกฎระเบียบให้พวกเขารับเงินตอบแทนตามตำแหน่งต่างๆได้ไม่จำกัดจำนวน คนที่อยากหาประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจต่างๆมากกว่าการเสี่ยงชีวิตทำงานเป็นทหารหรือตำรวจ จึงเลือกเงินรายได้และผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจมาเสริม ระบบราชการและรัฐวิสาหกิจจึงปั่นป่วนและเกิดหนี้เสียมากมาย ในที่สุดพลเอกชาติชายจึงรับตำแหน่งนายกฯตามคะแนนเสียงของประชาชน โดยเสนอตำแหน่งรัฐบุรุษให้เป็นเกียรติแก่พลเอกเปรมเพื่อความสงบในบ้านเมือง

    ผู้นำบ้านเมืองในยุคจอมพลทั้งหลายและพลเอกเปรม ถือว่ามีภาวะผู้นำสูงที่สามารถใช้อำนาจการเป็นผู้ปกครองในทุกหน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง พวกเขาบัญชางานในทุกหน่วยงานได้เต็มที่ด้วยอำนาจตามกฎหมายและบารมีส่วนตัว แถมด้วยคนไทยไม่รักอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตยและความกลัวของประชาชน นอกจากนั้น การบริหารประโยชน์แบ่งปันแก่ผู้สนับสนุนพวกเขาได้อย่างถ้วนหน้า ทุกท่านจึงสามารถครองอำนาจได้ยาวนาน ถือเป็นนักบริหารประโยชน์ที่ดี แต่เป็นนักปกครองประเทศที่ไม่ค่อยดีเพราะบ้านเมืองขาดความเจริญตามศักยภาพแท้จริงและความใจแคบ วิสัยทัศน์สั้น ความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจในมือทำให้พวกเขาพยายามชะลอความเจริญและเพิ่มความรู้แก่คนไทยช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามความเชื่อที่ว่า ความรู้ทำให้อำนาจปกครองเผด็จการเสื่อมถอยและสูญสลาย บ้านเมืองในการปกครองของผู้นำเผด็จการทุกรูปแบบจึงเติบโตช้าหรือหยุดเจริญเพื่อรักษาสถานภาพ อำนาจ และบารมีของพวกเขา

    ภาวะผู้นำประเทศที่สามารถบัญชางานให้หน่วยงานราชการ ตำรวจ ทหาร ต้องเชื่อฟังคำสั่งนั้น มิได้มีเฉพาะผู้นำที่มาจากทหารเท่านั้น ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีชื่อเสียงและสร้างผลงานมากบ้าง น้อยบ้าง ให้สังคมไทยก็มีไม่มากนัก อาทิ ม.ร.ว. เสนีย์ และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น ทั้งนี้ไม่รวมผู้นำที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ เนื่องจากผู้นำประเภทนั้นต้องเชื่อฟังคำสั่งของคณะปฏิวัติเท่านั้น ทำงานคล้ายหุ่นเชิดทางการเมืองภายใต้ระบอบเผด็จการโดยหน้าที่หลัก คือ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและลงชื่อตามอำนาจหน้าที่และความเห็นชอบจากคณะปฏิวัติ นักการเมืองเลือกตั้งเสียงข้างมากที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยตามชื่อดังกล่าวนั้น อยู่ในยุคสมัยที่ต่อเชื่อมจากการปฏิวัติและความเสื่อมศรัทธาต่อทหารมีสะสมมาก ทำให้ทหารตำรวจยอมรับอำนาจการเลือกตั้งจากประชาชน อีกทั้งความศรัทธาของประชาชนต่อนายกฯเหล่านั้นมีสูงทำให้ทหารตำรวจจำต้องยอมรับอำนาจในฐานะนายกฯของประชาชน แม้จะไม่ได้มาจากทหารก็ตาม เมื่อพวกเขาทำงานตามนโยบายที่บอกแก่ประชาชนและสร้างความเจริญแก่บ้านเมืองอย่างผิดตากว่าสมัยทหารครองเมือง ยิ่งลดศรัทธาต่อทหาร  ทหารจึงต้องอยู่ในคูค่ายเก็บตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากศรัทธาของประชาชนต่อทหารคือเสาหลักค้ำจุนความยิ่งใหญ่ของกองทัพ มิใช่ปืน

    อำนาจที่แฝงเร้นในการเมืองไทยมีอยู่ในทุกยุคสมัย บางครั้งก็เป็นผู้หนุนหลังให้เกิดปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลหลายชุดในไทยซึ่งคนไทยทราบดี แต่ไม่อยากพูดให้เป็นเสนียดปาก ล้วนเกิดขึ้นจากความไม่รู้จักพอเพียงของคนที่หลุดจากขั้วอำนาจทางการเมืองโดยไม่เต็มใจและมีกฎหมายห้ามปรามไว้ ผู้มีอิทธิพลหรือบารมีสูงจึงต้องหาวิธีกลับคืนสู่การเมืองโดยไม่ต้องเป็นนักการเมือง แต่ใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองได้เยี่ยงเดียวกับผู้นำประเทศ ทั้งนี้ การจะอยู่ในสถานภาพลึกลับ แต่ทรงอำนาจสูงนั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยบารมีส่วนตัว ความกลัวของประชาชน การยึดกุมอำนาจกองทัพทหารและตุลาการไว้แน่นหนา ปัจจัยสำคัญของการครอบครองอำนาจและยึดศรัทธาจากผู้มีอำนาจในกลุ่มต่างๆได้ คือ เวลา จากนั้นก็ต้องเป็นการแสวงหาหุ่นเชิดทางการเมืองที่มีคุณภาพเหมาะสมกับยอมรับบารมีของเขา เรียกกันว่า ชายหรือหญิงที่ถูกเลือกเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองนั้นต้องยอมสยบต่อเขาทั้งกายและใจนั่นเอง

    การปฏิวัติ รัฐประหาร ในอดีตนั้น ถ้าเป็นผู้แพ้ คือ กบฎ มีโทษประหารชีวิต หากชนะผู้เป็นหัวหน้าจะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง หรือ เลือกคนที่ไว้วางใจเพื่อเป็นนายกฯก็ได้ ส่วนการจะเป็นด้วยตัวเองหรือเลือกคนอื่นล้วนขึ้นอยู่ที่สภาพแวดล้อมในเวลานั้น แต่การมอบให้ผู้อื่นเป็นนายกฯนั้นก็เป็นที่รู้ดีว่า เป็นหุ่นเชิดทางการเมืองของคณะปฏิวัติในระบอบเผด็จการทั้งสิ้น การเมืองไทยมีการพัฒนาเรื่อยมาท่ามกลางการสอดแทรกเป็นระยะของผู้มีอิทธิพลที่หลงใหลการเมืองไทย แต่ไม่มีสิทธิ์นั้น นายกฯเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น พลเอกชาติชาย นายชวน นายบรรหาร พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ล้วนถูกพยายามแทรกแซงการใช้อำนาจของผู้นำเสมอด้วยสารพัดเรื่อง เช่น การแต่งตั้งหรือโยกย้าย นายทหาร นายตำรวจ  ตุลาการ การให้สัมปทานแก่คนของเขา เป็นต้น ทุกท่านต่างให้ความเกรงใจและไม่อยากทะเลาะกับผู้มีอิทธิพลคนนั้นจึงยอมทำตามความประสงค์ของเขาแบบมากบ้าง น้อยบ้าง หรือเรียกกันว่า บริหารความต้องการให้สมดุลย์ทั้งสองฝ่ายเพื่อลดความปั่นป่วนทางการเมืองลง ในทางกลับกัน การยอมทำตามความต้องการของเขาคนนั้นกลายเป็นดาบมาทิ่มแทงทำร้ายนักการเมืองรุ่นต่อมาเมื่อทุกปีที่คำขอได้ตามปรารถนาเท่ากับเพิ่มกำลังพลภายใต้บัญชาของเขา และพร้อมจะปฏิเสธอำนาจของรัฐบาลเลือกตั้งทุกเวลาที่มีคำสั่งจากเขาคนนั้น

    เมื่อกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีอิทธิพลที่ไม่อยากพ้นอำนาจการเมืองได้ปกครองประเทศและประชาชนมีความรู้เพิ่มขึ้นและหวงแหนสิทธิเสรีภาพของตน อีกทั้งหลายประเทศทั่วโลกต่างปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การปกครองบ้านเมืองด้วยตัวเองเหมือนยุคอดีตนั้นย่อมทำไม่ได้แน่นอน จึงจำเป็นต้องเลือกอีกวิธีหนึ่ง คือ แสวงหาหุ่นเชิดทางการเมืองที่ต้องทำงานภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันแตกต่างจากหุ่นเชิดยุคเผด็จการเพียงแค่สวมเสื้อผ้าต่างสไตล์กันเท่านั้น แต่แนวคิดเดียวกัน คือ เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำตัวจริงอย่างเคร่งครัด

    ผู้นำหุ่นเชิดทางการเมืองในยุคประชาธิปไตยนั้น จะขาดภาวะความเป็นผู้นำที่แท้จริง หน่วยงานราชการ กองทัพ ตำรวจ ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำ ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้ด้วยวิจารณญาณหรือประสบการณ์ของตัวเอง  มีความขลาดกลัวและเกรงใจผู้คัดเลือกหรือผู้สนับสนุนตนเหนือประชาชนที่มอบคะแนนเสียงแก่เขา และเขาจะต้องมีคุณภาพเพียบพร้อมทั้งการศึกษา สถานภาพทางสังคม เพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและพูดจาปราศรัยสร้างภาพผู้นำได้อย่างดี หน้าที่หลักของผู้นำประเภทนี้ คือ การออกงานเลี้ยง งานสนทนาปราศรัย งานประชุมทั่วไป งานสร้างภาพรัฐบาล การรับฟังคำสั่งของผู้มีอิทธิพลตัวจริง และ ยอมสยบเชื่อฟังทั้งกายและใจโดยปราศจากคำถามและการต่อต้าน การยอมไม่ใช้สติปัญญาและความรู้ส่วนตัวเพื่อทำงานให้คนเชิดหุ่นเป็นจุดเด่นของหุ่นเชิดมีคุณภาพ สิ่งที่เป็นปมด้อยของเขา คือ ภาวะผู้นำแท้จริงไม่มี เนื่องจาก ทหาร ตำรวจ ตุลาการ นิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ล้วนเป็นคนที่ถูกเลือกและยอมรับจากผู้มีอิทธิพลคนนี้เท่านั้น คำสั่งหรือการตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้ ต้องมาจากผู้มีอิทธิพลเหนือเขาคนเดียว ประเทศไทยปกครองด้วยนักการเมืองเลือกตั้งโดยประชาชนซึ่งยังไม่เคยมีผู้ใดเป็นนายกฯหุ่นเชิดทางการเมืองของใครมาก่อน ยุคปีพ.ศ. 2552 จึงอาจถือเป็นครั้งแรกของสังคมไทยที่ผู้มีอิทธิพลที่ไม่เคยเต็มใจออกจากการเมืองกลับมาปกครองประเทศอีกครั้งโดยผู้นำหุ่นเชิดคุณภาพเยี่ยมซึ่งไม่มีอำนาจแท้จริง ขาดภาวะผู้นำ และมิได้ปกครองประเทศในฐานะผู้นำ โดยเฉพาะมิได้รักห่วงใยประชาชน แต่ต้องการเป็นนายกฯเท่านั้น ไม่สนใจเกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาว่าจะเป็นนายกฯหุ่นเชิดหรือตัวจริงก็ตาม อำนาจฝ่ายบริหาร กองทัพทหาร ตำรวจ มิได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้นำหุ่นเชิดตามหลักกฎหมาย แม้แต่สถานภาพหัวหน้าพรรคการเมืองที่ประชาชนเห็นเขาในวันนี้ก็มิใช่ของเขาตามพฤตินัย ถ้าจะพูดให้เป็นสัจพจน์สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่เขาครอบครองอย่างแท้จริง คือ ลมหายใจของเขา เท่านั้น แต่ลมหายใจเพื่อชีวิตของหุ่นเชิดวันนี้ก็อยู่ในกำมือของผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมายไปแล้วเมื่อครอบครัวและสถานที่ทำงานและทุกย่างก้าวของเขาอยู่ในการสายตาของทหารที่คอยคำสั่งจากผู้มีอิทธิพลเพียงคนเดียว ตอนนี้จึงแทบไม่มีสิ่งใดซึ่งบอกได้ว่า เขาบงการชีวิตตัวเองได้เลย ขณะที่คนไทยต้องคอยรับชะตากรรมตามกฎหมายจากหุ่นเชิดที่รับคำบงการอย่างเดียวเพื่อเอาชีวิตรอดและอยู่ภายใต้เงาดำของผู้คลั่งอำนาจวัยดึกสงัด สังคมไทยวันนี้รู้เท่าทัน แต่จำต้องวางเฉยเพื่อรอคำพิพากษาจากนรกเท่านั้น เมื่อทุกคนต้องเอาชีวิตรอดจากพิษเศรษฐกิจตกต่ำ แล้วปล่อยให้เวทีการเมืองแก่งแย่งกันต่อไปโดยมัจจุราชจะเป็นผู้คลี่คลายปัญหาคาใจคนเสื้อแดงและช่วยปลดปล่อยหุ่นเชิดทางการเมืองให้มีโอกาสแสดงฝีมือบริหารประเทศหรือใช้ความรู้ความสามารถได้ทันกาลก่อนหลุดจากเก้าอี้เพราะภัยที่คืบคลานเข้าใกล้เขาอันเป็นไปตามหลักศาสนาที่ว่า กรรมใดใครก่อไว้ กรรมนั้นต้องไล่ตามให้ชดใช้กรรม ยุคไซเบอร์กรรมติดจรวดเสียด้วย เขาอาจไม่มีเวลาแสดงศักยภาพแท้จริงของตัวเองก็ได้ คนไทยต้องช่วยลุ้นผลกรรมของหุ่นเชิดและคนเชิดหุ่นกันแล้วว่า ความโชคร้ายจะเกิดกับใครก่อน ขณะที่หุ่นเชิดตัวหนึ่งของผู้คลั่งอำนาจวัยดึกสงัดเกือบถูกสังหารตายเพื่อปิดปากและหมดประโยชน์มาแล้ว ผู้นำหุ่นเชิดจะเหลือเวลาอีกนานเท่าใด หากไร้ประโยชน์วันใด ก็ต้องอยู่ในสภาพเดียวกับหุ่นเชิดอีกตัวหนึ่ง ถึงอย่างไรคนเชิดก็ต้องยิ่งใหญ่กว่าหุ่นเชิด และหุ่นเชิดคุณภาพสูงก็มิได้มีแค่ตัวเดียว ยังมีหลายตัวรอคิวรับช่วงงานนี้อยู่

     

    ***************************

    4/25/2009

    บัตรประกันสุขภาพ บัตรสงเคราะห์ผู้ป่วย ศักดิ์ศรีมนุษย์

    ความต่างของบัตรประกันสุขภาพกับบัตรสงเคราะห์ผู้ป่วย

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    ก่อนปีพ.ศ. 2544 นั้น ระบบดูแลสุขภาพของรัฐจะมีรูปแบบ คือ รัฐจัดงบประมาณค่ารักษาแต่ละปีไว้โดยควบคุมค่ารักษาให้ไม่แพงเกินไป ประชาชนต้องจ่ายค่ารักษาเอง ถ้าผู้ใดไม่สามารถจ่ายค่ารักษา ต้องทำคำร้องต่อประชาสงเคราะห์ที่ประจำอยู่ตามโรงพยาบาลของรัฐเพื่อพิจารณาความเห็นว่า ผู้นั้นสมควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐมากน้อยแค่ไหน หรือ รักษาฟรี โดยเจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูลส่วนตัวและลักษณะครอบครัว รูปแบบอาการป่วยและวิธีรักษา จึงมิได้หมายความว่า คนป่วยจะได้รับการรักษาฟรีตามทุกใบคำร้อง ดังนั้น จึงเกิดภาพหนึ่งทุกครั้งที่ยื่นแบบคำร้องขอรับการสงเคราะห์จากรัฐ คือ ผู้ยื่นคำร้องต้องพูดคุยแสดงความอาภัพอับโชคของตนและครอบครัวเพื่อโน้มน้าวใจของเจ้าหน้าที่รัฐให้เชื่อถือและให้ความเห็นชอบกับคำร้องแล้วยอมอนุมัติการรักษาโรคฟรีแก่ผู้ร้อง มันจึงเป็นการขอร้องอ้อนวอนต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ประชาชนยากไร้ต้องกระทำเพื่อแลกบางสิ่งมาช่วยชีวิตของตน อันเป็นการยอมลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อแลกค่ารักษาพยาบาลเอาชีวิตรอดด้วยการตีแผ่อัตชีวิตให้แลดูน่าสงสารที่สุด หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ชอบหน้า ก็ไม่ได้รับความสงเคราะห์นั้นโดยมิได้มาจากเหตุผลเหมาะสม แต่เป็นความไม่ชอบส่วนตัวก็ได้ ด้วยจำนวนเงินสงเคราะห์แต่ละปีมีน้อย เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องควบคุมปริมาณผู้รับการสงเคราะห์ให้สมดุลย์กับเงินงบประมาณนั้น หลายครั้งที่ประชาชนยากไร้แท้ไม่ได้รับเลือกให้รักษาฟรี แต่กลายเป็นญาติเจ้าหน้าที่รัฐได้รับเลือกเสียเองก็เกิดขึ้นมาแล้ว มันเป็นความขมขื่นใจของชาวบ้านมานานหลายสิบปีที่ไม่เคยมีผู้ใหญ่คนใดให้ความสนใจปัญหาสุขภาพของชาวบ้านเลย

    ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 นโยบายรัฐบาลเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยสร้าง บัตรทอง 30 บาทซึ่งพัฒนาต่อมาเป็น บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีแนวคิดว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน เพียงใด ย่อมต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องมีการร้องขอหรือพิจารณารับสงเคราะห์เป็นรายบุคคลอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต  รัฐรับภาระการรักษาโรคแก่ประชาชนอย่างเสมอภาคโดยไม่ต้องเสียเงินเพราะเงินงบประมาณนั้นมาจากการทำมาหารายได้ของประชาชน รัฐจึงมีหน้าที่ดูแลรับภาระค่ารักษาโรคยามที่ประชาชนเจ็บป่วยในรูปสวัสดิการรัฐ ภาพการพูดขอร้องหรืออ้อนวอนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อรับบริการฟรีจึงหายไปในที่สุด นโยบายสวัสดิการรัฐด้านสุขภาพเป็นการเปิดโอกาสให้คนยากจนสามารถรักษาโรคที่ต้องใช้ความรู้ เครื่องมือ และค่าใช้จ่ายสูง ได้อย่างเท่าเทียมกับคนรวย อันเป็นการคลี่คลายความขมขื่นใจของประชาชนอย่างถูกใจที่สุด การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะสำคัญในร่างกาย โรคเอดส์ โรคร้ายอื่นๆ ที่เกิดกับคนยากจนก็รักษาได้ โดยรัฐรับภาระหน้าที่จัดเตรียมบุคลากร เครื่องมือ ยา และจัดกระบวนการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้เหมาะสมกับเงินงบประมาณ แนวคิดของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ รัฐจัดเงินงบประมาณการรักษาโรคแก่ประชาชนตามจำนวนประชากร บนพื้นฐานว่ามิใช่คนไทยจะป่วยและเข้ารักษาโรคพร้อมกัน จึงสามารถนำเงินไปรักษาผู้ป่วยก่อน สิ่งที่ต้องปรับปรุงให้เข้ากับแนวคิดใหม่ คือ มุมมองและวิธีบริหารองค์กรและบุคลากร โดยเฉพาะคนไทยที่จะเป็นผู้รับบริการว่า ควรใช้สิทธิ์เมื่อเจ็บป่วยและเน้นการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเป็นหลัก มิใช่ปล่อยให้เจ็บป่วยเพราะคิดว่ารักษาฟรี เนื่องจากทุกเวลาที่ป่วยคือ การขาดรายได้ทำมาหากินหรือความสูญเสียที่จะนำไปสู่ความพิการได้

    ปัจจุบันนี้รัฐบาลขาดความสามารถในการหารายได้และเก็บภาษีได้น้อย จึงตัดเงินงบประมาณที่ใช้ดูแลสุขภาพประชาชนลง ซึ่งเป็นวิธีหาเงินไปใช้ทางอื่นของรัฐ เช่น จัดซื้ออาวุธให้กองทัพ แจกเงินแก่คนบางกลุ่ม เป็นต้น แต่ส่งผลร้ายต่อการดูแลรักษาโรคของคนไทยอย่างมากด้านประสิทธิภาพการรักษาและคุณภาพบุคลากร รวมทั้งปริมาณคนรับบริการรักษาโรครุนแรงน้อยลง เช่น จำนวนคนที่จะรับการผ่าตัดต้อกระจก การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ จำนวนยาจำเป็นของคนไข้โรคเอดส์ เป็นต้น ปกติจะมีการกำหนดงบประมาณให้การรักษายากๆหรือผ่าตัดตามเงินงบประมาณรายปี ตัวอย่างเช่น รัฐจัดซื้อยาจำเป็นของคนโรคเอดส์ไว้สำหรับ 10,000 คน ปีนี้มีเงินซื้อได้เพียง 1,000 คน คนผ่าตัดต้อกระจกปีละ 10,000 คน ปีนี้มีงบสำหรับ 1,000 คน เป็นต้น ส่วนที่เกินต้องไปรอใช้สิทธิ์ปีหน้า ซึ่งอาจก่ออันตรายให้หลายคนที่มิอาจรอถึงเวลาใหม่ได้ เพียงแค่เงินงบเพื่อสุขภาพของคนไทยมีน้อยลง เงินงบประมาณมาจากเงินภาษีที่เก็บจากคนไทยซึ่งรัฐให้สัญญาจะดูแลชีวิตของคนไทยให้มีความสุขกาย สุขใจ แต่การตัดเงินงบประมาณเพื่อสุขภาพแล้วนำไปซื้ออาวุธให้กองทัพหรือซื้อเสียงเพื่อการเลือกตั้งคราวหน้า จึงเป็นความไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีคนไทย

    ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 ด้วยแนวคิดยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยและใช้ศักยภาพของรัฐเต็มที่เพื่อรับภารกิจดูแลสุขภาพของคนไทยไว้ เป็นการปฏิรูประบบสุขภาพในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง จากการต้องขอร้องอ้อนวอน ตีแผ่ความอัปยศ ความโชคร้าย ของตนและครอบครัวด้วยการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลง เพื่อแลกกับความช่วยเหลือจากรัฐ มาเป็นแนวคิดว่า รัฐต้องรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสวัสดิการในเมืองไทยเป็นครั้งแรก แต่ปัจจัยสำคัญหรือเบื้องหลังของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ เงินงบประมาณสนับสนุนงานใหญ่นี้ต้องมาจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลและเงินภาษีของคนไทยซึ่งทำงานหารายได้แล้วเสียภาษีเพื่อสนับสนุนโครงการนี้ รัฐบาลและคนไทยจึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสวัสดิการรัฐที่สำคัญยิ่ง ณ วันนี้รัฐบาลมองไม่เห็นและไม่สามารถใช้ศักยภาพการผลิตและส่งออกสินค้าไทยอย่างเต็มที่ จึงขาดรายได้เข้ารัฐเพราะรัฐบาลขาดความสามารถซึ่งหลายรัฐบาลในโลกใช้วิกฤตเป็นการสร้างโอกาสใหม่ได้ แต่ของไทยจ้องกู้เงินอย่างเดียว สาเหตุที่ต้องการกู้เงิน เพราะต้องการเงินนอกสายตาเป็นประโยชน์ส่วนตนชดใช้การลงทุนแย่งตั้งรัฐบาลของพวกเขา ขณะที่ศักยภาพหาเงินของคนไทยต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่พบการวางเฉยและขาดแผนแก้ไขปัญหาให้เอกชนยืนหยัดและร่วมต่อสู้ไปกับรัฐเพื่อหารายได้เข้าประเทศ รัฐบาลวางเฉยรอกู้เงินและเอกชนติดขัดเพราะขาดการสนับสนุนหรือกระตุ้นช่วยเหลือให้อยู่รอด จึงเท่ากับรอวันแตกดับไป อันส่งผลให้เงินภาษีเข้ารัฐน้อยตามไปด้วย ผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพของคนไทยจึงเกิดขึ้นให้เห็นในวันนี้เมื่อเงินงบประมาณถูกตัดลดลง คนไทยรับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจากการทำงานมักง่ายของรัฐบาล วิธีเดียวที่คนไทยในวันนี้จะช่วยตัวเองได้ คือ ดูแลสุขภาพมิให้เจ็บป่วยหนัก มิฉะนั้น อาจต้องพบความเจ็บปวดกับคำผัดผ่อนเวลารักษาให้หายป่วยหรือปล่อยให้คอยจนตายเพราะคิวยาวหรือหมดงบประมาณแล้ว อีกความพยายามหนึ่งของรัฐบาลที่กำลังกระทำ คือ ใช้ช่วงจังหวะนี้ทำลายภาพพจน์บัตรประกันสุขภาพ เพื่อนำแนวคิดบัตรสงเคราะห์ผู้ป่วยกลับมาใช้โดยอ้างว่า รัฐจะไม่ต้องตั้งเงินงบประมาณไว้มากเพียงนี้ แล้วเลือกช่วยเป็นรายบุคคลได้ หมายความว่า คนไทยต้องแย่งกันร้องขอเจ้าหน้าที่รัฐให้เห็นชอบรักษาฟรีด้วยการยอมลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลงอีกครั้ง คนไทยวันนี้อยากย้อนภาพเดิมๆกลับมาหรือไม่ คงต้องคิดพิจารณาให้หนักหน่อยกับภารกิจของรัฐบาลวันนี้ซึ่งนิยมแนวคิดแบบเผด็จการย้อนหลังเป็นร้อยปีซึ่งชอบให้คนไทยคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องผู้ปกครองเสมอที่มีให้เห็นก่อนปีพ.ศ. 2544  พวกเขาอยากเห็นภาพนั้นอีกครั้งเพื่อยืนยันสถานภาพการเป็นผู้ปกครองและไพร่ซึ่งห่างหายไปกว่า 70 ปีแล้ว คนไทยต้องตัดสินใจว่า บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรสงเคราะห์ผู้ป่วย ควรจะอยู่ในสังคมไทยวันนี้

     

    ********************************

    4/23/2009

    ภัยร้ายของโรคกลัวน้ำหรือพิษสุนัขบ้า

    โรคพิษสุนัขบ้า ตายสถานเดียว

    เขียนโดย  มณีอักษร

     

    โรคกลัวน้ำ (rabies) หรือชาวบ้านเรียกกันว่า โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์กับคน อันเกิดจากเชื้อไวรัสที่เพิ่มจำนวนขึ้นที่เซลส์สมองและเข้าทำลายเนื้อสมอง จักทำให้คนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ทุกระบบในร่างกายถูกทำลายและตายในที่สุด ปี ค.ศ. 1885 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักเคมีชาวฝรั่งเศสและทีมงานค้นพบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยใช้กับด.ช. เซฟ เมสเตร์ วัย 9 ขวบ ก่อน พ่อแม่พาเด็กที่ถูกกัดมาให้เขารักษาและฉีดวัคซีนที่เขาคิดค้นขึ้นทำให้เด็กไม่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าน การค้นคว้าของเขาพบว่าเชื้อนี้จะอยู่ในน้ำลาย ต่อมาวัคซีนของหลุยส์ ปาสเตอร์ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งเพื่อใช้กับคนและสัตว์อย่างต่อเนื่อง

    วันที่ 28 กันยายน ของทุกปี จะเป็นวันรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าขององค์การอนามัยโลก เนื่องจาก เชื้อพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำติดต่อสู่คนได้จากการถูกสัตว์มีเชื้อชนิดนี้กัดหรือข่วน เชื้อนี้ทำลายระบบสมองและประสาทเป็นหลักและมีอัตราการตายเพราะติดเชื้อนี้ 99 เปอร์เซนต์ เคยมีรายงานการรอดชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น เป็นคนสหรัฐที่ถูกค้างคาวกัดและติดเชื้อนี้โดยทำให้คนไข้อยู่ในอาการโคม่าเพื่อให้ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันไปต่อสู้กับไวรัสในร่างกายที่รุกคืบทำลายระบบสมองและประสาทด้วยตัวเอง ต่อมาแพทย์บางคนได้นำวิธีรักษานี้ไปใช้กับคนไข้โรคกลัวน้ำอีก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเลย ขณะนี้กำลังมีการค้นคว้าหาขั้นตอนที่เหมาะสมในการรักษาโรคนี้อยู่ แต่ ณ เวลานี้ยังไม่มียาหรือวิธีใดรักษาโรคนี้ได้ คนไข้ทุกรายที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าต้องตายทุกคน

    วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีใช้อยู่ 2 แบบ คือ แบบ post-exposure  ซึ่งใช้ฉีดหลังจากถูกกัดหรือข่วนโดยสัตว์ต้องสงสัยว่าอาจมีเชื้อดังกล่าว วิธีการคือ เมื่อถูกสัตว์กัด ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านบาดแผล จากนั้นรับวัคซีนแบบนี้ร่วมกับอิมมูโนโกลบูลิน (RIG) ให้เร็วที่สุด ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปเชื้อไวรัสโจมตีระบบประสาท สมอง และแพร่เข้าสู่ต่อมน้ำลายแล้ว วัคซีนจักใช้ไม่ได้ผล แบบที่สอง คือ pre-exposure เป็นวัคซีนป้องกันโรคแบบล่วงหน้า โดยให้ก่อนมีการสัมผัสโรค จักใช้ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสโรค เช่น สัตวแพทย์ ผู้ดูแลสัตว์ เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการเชื้อพิษสุนัขบ้า ผู้ที่ต้องเดินทางไปในประเทศที่มีโรคนี้ชุกชุมและเด็กเล็ก วัคซีนแบบนี้ทำโดยฉีด 3 เข็ม ในวันที่ 0 , 7 และ21 หรือ 28 กรณีที่เคยรับวัคซีนมาก่อนแล้ว 3 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องใช้อิมมูโนโกลบูลิน (RIG)  หากถูกสุนัขต้องสงสัยกัดเพียงแค่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอีก 1 เข็ม ก็ป้องกันโรคนี้ได้แล้ว

    สัตว์ที่อาจติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้มักเป็นสัตว์ประเภทเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว กระรอก ค้างคาว หนู เป็นต้น ความผิดปกติของสัตว์ที่ติดเชื้อโรคนี้ คือ มีอาการป่วยทั่วไป พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เซื่องซึมลง ตื่นกลัวขึ้น เก็บตัว หงุดหงิด เป็นต้น มีปัญหาการกลืนอาหารและน้ำ ของเหลวในปากหรือน้ำลายเพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวยากขึ้นหรือมีอาการอัมพาตร่วมด้วย และเสียชีวิต สำหรับการป้องกันโรคนี้ในสัตว์ทำได้โดยการฉีดวัคซีนประจำทุกปี สิ่งที่ต้องทำเมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน คือ ล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่โดยใช้น้ำไหลผ่านแผล จากนั้นรีบพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอดูอาการของสัตว์ก่อน ถ้าสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ ต้องนำสัตว์ไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลสัตว์เพื่อยืนยันอีกครั้ง ต้องจำไว้ว่าถ้าเชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำลายหรือเกิดอาการของโรคขึ้นแล้ว จักไม่มีวัคซีนใดหรือยาชนิดใดรักษาโรคและช่วยชีวิตได้ ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น การป้องกันโรคให้สัตว์หรือคนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

     

    ****************************

    4/20/2009

    พี่เลี้ยงใจโหด ครูและพ่อแม่ตีเด็ก ทำได้ไหม ?

                    ถาม        ครูมีสิทธิ์ใช้ไม้เรียวตีเด็กได้หรือไม่ ?

                    ตอบ       ครูมักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการใช้ไม้เรียวหรือไม้บรรทัดเหล็กลงโทษเด็กเพราะเชื่อว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเขียนให้ใช้ไม้เรียวตีเด็กได้โดยถือว่าเป็นการสั่งสอนเด็ก ความจริงแล้วการใช้ไม้เรียว ไม้บรรทัด การหยิก การเตะ ซึ่งกระทำต่อร่างกายของเด็ก ตามหลักกฎหมายอาญาแล้วถือเป็นการทำร้ายร่างกายคนอื่น ผู้ใดกระทำดังกล่าวต้องมีโทษจำคุก ถ้าผลของการทำร้ายเป็นเรื่องสาหัสก็จะรับโทษจำคุกหนักขึ้น ส่วนผลไม่สาหัสก็อาจนับเป็นลหุโทษซึ่งมีโทษจำคุกที่เบากว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเขียนไว้นานมากโดยไม่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชนหรือประมวลกฎหมายอาญาเพราะมีความเชื่อโบราณว่า การตีเด็กคือการสั่งสอน แต่แนวคิดนี้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเสียแล้ว อีกทั้งระเบียบกระทรวงฯต้องมีศักดิ์ต่ำกว่าประมวลกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญ ครูจึงไม่มีอำนาจใดในการตีเด็กไม่ว่าจะทำเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม กฎหมายถือเป็นการทำร้ายร่างกายทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ที่ไม่เป็นคดีความกันเพราะผู้ปกครองให้ความเคารพครูบาอาจารย์ จึงยอมอะลุ้มอะล่วยให้ จักสังเกตได้ว่านักเรียนมัธยมปลายและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นครูบาอาจารย์ไม่ใช้ไม้เรียวหรือวัตถุใดตีทำร้ายศิษย์กันแล้ว แต่ยังมีประปรายในโรงเรียนระดับอนุบาลและประถม ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่จะอบรมครูให้เข้าใจหลักสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นและป้องกันมิให้ครูเหล่านั้นต้องโทษจำคุกโดยรู้ไม่ทันการณ์

              ถาม        ครูลงโทษเด็กด้วยวิธีใดที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ?

                    ตอบ       การลงโทษเด็กในยุคปัจจุบันมีการพัฒนามากในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยต่างๆหรือโรงเรียนชื่อฝรั่งอันเป็นแนวคิดแบบตะวันตกที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนสูง การลงโทษที่นิยมนำไปใช้ คือ การตัดคะแนนความประพฤติ การทำรายงานพิเศษ การยืนหน้าห้องตามเวลาที่กำหนด เป็นต้น แต่จะไม่ใช้การหยิก การตี แม้แต่การให้วิ่งรอบสนามฟุตบอลก็ต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับร่างกายเด็กด้วย ถ้าเด็กตายเพราะการใช้วิธีนี้ จะถือเป็นการฆ่าเด็กโดยเจตนาหรือโดยประมาทแล้วแต่ข้อเท็จจริงของคดี ครูต้องรับโทษจำคุกแน่นอน จึงพึงหลีกเลี่ยงการทรมานร่างกายเด็ก น่าจะใช้การลงโทษที่เด็กได้รับความรู้ไปพร้อมกันด้วยและไม่กระทำโดยตรงที่ร่างกายของเด็ก การทำร้ายจิตใจของเด็กก็ถือเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย เช่น การสั่งให้เด็กแก้ผ้าต่อหน้าเพื่อน การวาดสีบนใบหน้าของเพื่อน การสั่งให้ถุยน้ำลายใส่เด็ก อันเป็นการลงโทษเน้นสร้างความอับอาย เป็นต้น วิธีลงโทษนั้นก็ควรคิดถึงเวลาที่ครูเป็นพ่อแม่จะยอมรับวิธีลงโทษแบบนั้นได้หรือไม่ จิตสำนึกความเป็นพ่อแม่ในตัวครูเป็นเครื่องวัดความเหมาะสมได้อย่างดี

                    ถาม        พี่เลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลมีสิทธิ์ลงโทษนักเรียนได้หรือไม่ ?

                    ตอบ       เด็กอนุบาลเป็นเด็กเล็กมากที่ต้องการคนดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดพิเศษ พ่อแม่อาจไม่มีเวลาเพียงพอหรือเป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนแล้วจึงเลือกสถานเลี้ยงดูหรือโรงเรียนที่น่าเชื่อถือว่าจะมีมาตรฐานในการดูแลลูกของเขา ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องอำนาจในการดูแลเด็กนั้นมิได้รวมถึงการลงโทษเด็กด้วยไม้เรียวหรือการตบตีด้วยสารพัดวิธีดังที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น การตบปากเด็กเมื่อร้องไห้หรือไม่เชื่อฟัง การใช้สมุดหนาเท่าสมุดโทรศัพท์ตีศีรษะของเด็ก การใช้กรรไกรแทงฝ่าเท้าเพื่อหลบซ่อนบาดแผลของเด็กพ้นสายตาของพ่อแม่ การใช้กระป๋องน้ำโขกศีรษะหรือราดน้ำใส่หัวของเด็ก เป็นต้น การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการทำร้ายร่างกายของผู้อื่นอันมีโทษจำคุกหนักเบาตามลักษณะบาดแผลหรืออันตรายที่เด็กได้รับ แม้แต่การเกิดปัญหาทางจิตใจแก่เด็กอันสืบเนื่องจากการถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำจากพี่เลี้ยง ก็นับว่าเป็นโทษฐานทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้อื่นเช่นกัน

                    ถาม        พี่เลี้ยงคนป่วย คนพิการ หรือ คนชรา ลงโทษผู้อยู่ในความดูแล จะมีความผิดหรือไม่ ?

                    ตอบ       การทำทรมานทางร่างกายและจิตใจต่อผู้อยู่ในความดูแลของตน ต้องรับโทษหนักเป็นพิเศษกว่าฐานทำร้ายร่างกายทั่วไป พี่เลี้ยงคนป่วย คนพิการ คนชรา ไม่มีอำนาจในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน การทอดทิ้งให้ผู้อยู่ในความดูแลอยู่ในอันตรายต่อชีวิต ก็ต้องรับโทษอีกกระทงหนึ่งด้วย กฎหมายกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ดูแลเหล่านั้นไว้ สิ่งที่เป็นปัญหาเรื่องพี่เลี้ยง คือ รัฐให้ความสนใจมาตรฐานของพี่เลี้ยงเด็กมากกว่าพี่เลี้ยงประเภทอื่น ทั้งที่พี่เลี้ยงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนแก่กัน ทุกวันนี้ผู้ป่วย คนพิการ คนชรา จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากพี่เลี้ยง เช่น ความสามารถของพี่เลี้ยงต่ำกว่ามาตรฐาน ค่าแรงสูงเกินเหตุ ผู้จัดหาพี่เลี้ยงเอาเปรียบคนพิการ คนชรา คนป่วย การเรียกร้องความเป็นธรรมต่อหน่วยงานรัฐไม่ได้รับความเอาใจใส่เท่ากรณีพี่เลี้ยงเด็ก ทั้งที่รัฐต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตของเด็ก คนชรา คนป่วย คนพิการ อย่างเท่าเทียมกัน อาชีพพี่เลี้ยงยังไม่มีมาตรฐานหรือกฎหมายคุ้มครองและรัฐไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร การเอารัดเอาเปรียบ การทำร้าย ผู้ได้รับการดูแลจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเหิมเกริมยิ่งขึ้นเพราะอีกฝ่ายเป็นคนด้อยโอกาสทางสังคมหรือไม่อยู่ในความสนใจของรัฐ

              ถาม        พ่อแม่ตีลูก มีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ?

                    ตอบ       หลักกฎหมายกำหนดว่า ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจ ย่อมได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลได้ กฎหมายไม่ได้ยกเว้นความผิดให้บิดามารดาเป็นกรณีพิเศษ การใช้วัตถุตีทำร้ายร่างกาย เช่น ไม้บรรทัดเหล็ก ท่อนไม้ ไม้เรียว บุหรี่จี้ ไฟฟ้าช็อต กรรไกร เป็นต้น เมื่อใช้กระทำต่อร่างกายของเด็กจนเป็นริ้วรอยหรือบาดแผล ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายทั้งสิ้น หากเด็กได้รับบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจจากการกระทำนั้น ผู้นั้นต้องถูกฟ้องคดีอาญา ตอนนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองเด็กอีกฉบับที่ดูแลเด็กซึ่งถูกบิดามารดาญาติพี่น้องทำร้ายเสมอเพื่อให้ได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วยการลงโทษบิดามารดาและแยกเด็กออกจากครอบครัวไปสู่สถานที่ปลอดภัยขึ้น บางคนอาจโต้ว่า การตีเด็กเป็นการลงโทษที่บิดามารดากระทำต่อลูกได้ แต่แนวคิดทางจิตวิทยาระบุชัดว่า บิดามารดาทำร้ายลูกส่งผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจของเด็กระยะยาวที่จะนิยมใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาส่วนตัวอันส่งผลให้สังคมไม่ปลอดภัย ดังนั้น การลงโทษลูกจึงควรเปลี่ยนจากการตีไปสู่วิธีใหม่ เช่น การงดดูทีวีกี่ชั่วโมง การให้รดน้ำต้นไม้หรือล้างจานหรือล้างห้องน้ำกี่ครั้ง เป็นต้น นอกจากเป็นการลงโทษเด็กแล้วยังช่วยสอนให้ลูกทำงานเพื่อครอบครัวได้ด้วย มันเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายอาญาและกฎหมายคุ้มครองเด็ก แล้วยังช่วยสังคมมิให้เพิ่มคนนิยมความรุนแรงและรู้จักทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอีกทางหนึ่ง

    ************************

    4/17/2009

    คำเรียกยอดฮิตในการชุมนุมคนเสื้อแดง ?

                    ถาม        ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กับ ผู้มีอำนาจนอกกฎหมาย มีความหมายอย่างไร ?

                    ตอบ       คำเรียกนี้ยอดฮิตในการชุมนุมคนเสื้อแดง มีความหมายลึกซึ้งที่ใช้เรียกบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติปี พ.ศ. 2549 และ การสร้างรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ปกครองประเทศไทย ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ หมายถึง บุคคลที่ประชาชนนับถือในสังคม แต่ไม่มีอำนาจบริหารบ้านเมืองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีตนายกฯทักษิณเรียกแทนผู้ที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐบาลเลือกตั้งของเขาในปีพ.ศ. 2549 และ อ้างว่าผู้มีบารมีคนนี้ชอบก้าวก่ายงานบริหารประเทศเสมอด้วยความเคยชินซึ่งทำได้กับหลายรัฐบาลมาแล้ว ส่วนผู้มีอำนาจนอกกฎหมาย หมายถึง บุคคลที่มีอำนาจในกรมกองหรือหน่วยงานรัฐ แต่ก้าวก่ายไปยังหน่วยงานอื่นหรือต้องการสั่งรัฐบาลให้ทำตามอำเภอใจทั้งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ บุคคลทั้งสองประเภทล้วนเป็นต้นเหตุความวุ่นวายของประเทศอันสืบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจแก่บทบาทนั้น

                    ถาม        แม่นาคเจ้าพระยา กับ แม่นาคพระอาทิตย์ เหมือนกับแม่นาคพระโขนงหรือไม่ ?

                    ตอบ       ความเชื่อเรื่องแม่นาคพระโขนงที่มีผัวชื่อ นายมาก เป็นเรื่องเล่าสืบทอดตำนานผีให้คนไทยหวาดกลัวมานานโดยระบุสถานที่เกิดเรื่องนี้ไว้ด้วย จะมีจริงหรือไม่ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ชัด แต่คนไทยให้ความนับถือแม่นาคพระโขนงอย่างมากโดยมีศาลเพียงตาตั้งไว้ให้คนกราบไหว้จนถึงทุกวันนี้ แม่นาคพระโขนงจึงเป็นที่นับถือและหวาดกลัวของคนไทยในเวลาเดียวกัน ส่วนแม่นาคเจ้าพระยากับแม่นาคพระอาทิตย์ เป็นคำเรียกแทนเพศและสถานที่อยู่ของผู้อยู่เบื้องหลังม็อบโกเต๊กซ์ยึดสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผู้พูดต้องการสื่อให้ประชาชนรับทราบว่า ผู้นั้นมีสถานภาพน่านับถือ แต่มีความน่ากลัวเยี่ยงเดียวกับผีแม่นาคพระโขนง ส่วนจะมีตัวตนหรือไม่ อย่างไร ไม่แน่ชัด จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นผีเหมือนแม่นาคพระโขนงตามความเชื่อโบราณ ทั้งสองคำถือเป็นคำเรียกเปรียบเปรยคนที่น่านับถือ แต่น่าหวาดกลัวด้วยและควรหลีกห่างไว้ เพราะเป็นผีสางที่อยู่คนละภพกับคนไปแล้ว

                    ถาม        ตำรวจจะฟ้องคดีหมิ่นประมาทคนที่พูดถึงแม่นาคพระอาทิตย์หรือแม่นาคเจ้าพระยาได้ไหม ?

                    ตอบ       คดีหมิ่นประมาทนั้นกำหนดชัดว่า ผู้ใดพูดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามให้ถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท คำว่า “ผู้อื่น” ต้องหมายถึง บุคคลมีลมหายใจเท่านั้น คำเรียกดังกล่าวยังไม่ถือว่า เป็นบุคคลที่ชัดเจนว่าเป็นคนหรือผี หากระบุได้ชัดว่า คำเรียกนั้นหมายถึง คนที่มีลมหายใจและเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา จึงถือว่า มีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ในทางกลับกัน คำเรียกนั้นเป็นแค่ผีในตำนาน ก็ถือว่า ไม่ครบองค์ประกอบของความผิด จึงเอาผิดและลงโทษไม่ได้ ปกติแล้วกฎหมายจะลงโทษผู้กระทำความผิดเมื่อเขาทำต่อบุคคลมีลมหายใจหรือศพที่ยังมีร่างให้เห็น มิใช่ผีสางตามตำนานความเชื่อของคน

                    ถาม        อำมาตย์คืออะไร ? ยังมีใช้ในเมืองไทยด้วยหรือ ?

                          ตอบ       อำมาตย์ ตามความหมายในพจนานุกรมไทย หมายถึง ข้าราชการ หรือ ที่ปรึกษาของพระราชา เป็นยศที่พระราชาแต่งตั้งพลเรือนให้รับใช้ราชสำนักในสมัยโบราณ แต่ยศตำแหน่งนี้ถูกยกเลิกไปหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ. 2475  คำนี้เลิกใช้เรียกข้าราชการอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ยังคงมีใช้ในหนังไทยประเภทจักรๆวงศ์ๆในโทรทัศน์หรือลิเกอยู่ ข้าราชการระดับอำมาตย์มีหลายระดับ เช่น มหาอำมาตย์ รองอำมาตย์ แล้วยังแยกย่อยเป็น อำมาตย์เอก โท ตรี เปรียบเทียบกับยุคสมัยนี้จะเป็นข้าราชการระดับสูงหรือนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องรับการเลือกตั้งจากคะแนนเสียงประชาชนส่วนใหญ่เพื่อบริหารประเทศและให้ความสุขแก่ปวงชนชาวไทย แตกต่างจากอำมาตย์โบราณที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาให้ทำงานบริหารประเทศ โดยนโยบายหรืองานสำคัญจะต้องรับคำวินิจฉัยจากพระราชาเท่านั้น

     

    *************************

    4/16/2009

    ใต้เงาบาป 2.2

    เฉพาะอ่านออนไลน์
     
    ใต้เงาบาป 2.2
    เขียนโดย  ช่อมณี
     

    ตอนเช้าวันจันทร์หญิงสาวร่างสูง  เพรียวในชุดเสื้อ-กางเกงสีเขียวเข้มกำลังนั่งรอเจ้าของห้องทำงานซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนธีระวิทยานั่นเอง  เจ้าของดวงหน้ารูปไข่มีท่าทางหงุดหงิดเมื่อยังไม่เห็นคนที่ตนเฝ้ารอเข้ามาเสียที

    ทำไมมาช้าจัง ? “

    บ่นอะไรจ๊ะ  นิตว์   มันตรินีเดินถือแฟ้มเข้ามาในห้องนั้น  สีหน้าแจ่มใส

    ชนิตว์มีท่าทางตื่นเต้น  พลางดึงร่างเพื่อนสาวให้มานั่งบนเก้าอี้ว่าง  ฉันมีเรื่องจะขอร้องสักหน่อย  ตรี

    เรื่องดีหรือไม่ดีล่ะ   หล่อนหรี่ตามองอีกฝ่าย

    ชนิตว์ยิ้มแหย  ก้ำกึ่ง ! “

    ฉันขอปฏิเสธ ! “

    นักข่าวสาวเบิกตากว้าง  น้ำเสียงออดอ้อนยามกล่าวว่า

    หากเธอไม่ช่วย  คราวนี้ฉันต้องตกงานแน่

    ตกงานรึ ? “

    ชนิตว์พยักหน้ายืนยัน   .. สั่งให้เขียนบทความเด็ดๆภายในสามวัน  หากฉันทำไม่ได้  เขาจะไม่บรรจุเป็นนักข่าวประจำ  ฉันก็ตกงานแน่

    มันตรินีถอนใจหนัก  อันที่จริงหล่อนก็เห็นใจสภาพของชนิตว์ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างฝึกงานกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง  แต่อดระแวงกับคำขอร้องของเพื่อนไม่ได้

    บทความอะไรล่ะ ? “

    ฉันอยากเก็บไว้ก่อน  เมื่อเขียนเสร็จ  จะให้เธออ่านเป็นคนแรกเลย  ตรี

    มันตรินีมีอาการลังเล  ชนิตว์พูดคะยั้นคะยอว่า  ช่วยเพื่อนหน่อยนะ

    ไม่เสี่ยงดีกว่า ! “

    ชนิตว์ล้วงเหรียญบาทออกมา  พลางกล่าวว่า  เรามาเสี่ยงดวงกันดีกว่า  หากเป็นหัว  เธอต้องช่วยตามคำขอของฉัน  โดยไม่ซักถามใดๆ……… “

    ก้อยล่ะ? “

    ฉันจะเดินออกไปจากห้องนี้  และไม่ขออะไรจากเธออีกตลอดไป   ชนิตว์ตอบหนักแน่น

    มันตรินีมองชั่งใจ  แล้วตอบว่า  ฉันเลือกก้อย ! “

    ชนิตว์โยนเหรียญขึ้นไปกลางอากาศ  แล้วคว้าไว้ที่ฝ่ามือ  เมื่อแบมือออก  มันตรินีถอนใจหนักหน่วง  สีหน้าไม่ดีนัก

    เหรียญออกเป็นหัว ! “  ชนิตว์พูดยิ้มๆ  เธอต้องทำตามสัญญานะ  ตรี

    รู้แล้วน่า ! “

    ชนิตว์ยื่นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆให้กับเพื่อน  พลางกล่าวเสียงจริงจังว่า  นี่เป็นรหัสเข้าไปดูข้อมูลของบริษัทหนึ่ง  ฉันอยากให้เธอดึงสิ่งที่มีทั้งหมดมาให้ฉัน

    ขโมยข้อมูลรึ ! “

    แค่ขอดูเท่านั้น   ชนิตว์พูดปลอบใจอีกฝ่าย  บทความของฉันต้องแม่นยำ  ดังนั้น

    จำเป็นต้องได้ข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ธรรมดานัก

    ทำไมเธอไม่ทำเองล่ะ ? “

    ชนิตว์ยักไหล่เล็กน้อย   ฉันลองทำดูแล้ว  แต่ทำไม่ได้

    มันตรินีขมวดคิ้วเล็กน้อย   ทำไมล่ะ ? “

    ฉันมีรหัสเข้าไปได้ก็จริง  แต่…… “  ชนิตว์ถอนใจเฮือกใหญ่  เมื่อเอ่ยต่อไปว่า

    พวกนั้นมีระบบป้องกันข้อมูลที่ดี  ฉันจึงต้องถอยกลับ  แล้วมาขอร้องเธอนี่เหละ

    พวกนั้นเป็นคนดีหรือเปล่า ? “ 

    ชนิตว์หัวเราะในลำคอ  พลางย้ำเสียงว่า  สัญญาของเราคือจะไม่ถามไงจ๊ะ

    แต่……. “

    พรุ่งนี้เช้าฉันจะมารับงานนะจ๊ะ  ตรี   ชนิตว์พูดตัดบททันที  แล้วกล่าวยอเพื่อนในตอนท้ายว่า   ตรีเป็นนักคอมพ์มือหนึ่งที่ฉันรู้จักเชียวนะ  พึ่งพาหน่อยล่ะ  ตรีจ๋า

    มันตรินีมองตาค้าง  เมื่อเพื่อนสาวพาร่างสูงเพรียวเดินออกไปด้วยท่าทางรื่นรมย์เหลือเกิน  ขณะที่หล่อนกำลังหนักใจกับสิ่งที่ต้องทำในไม่ช้านี้

     

    ชนิตว์เดินออกมาจากตึกเรียนของโรงเรียนธีระวิทยาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางแบมืออกมา  เหรียญบาทวางอยู่ในมือ  หล่อนพลิกเหรียญไปมา  ปรากฏว่าทั้งสองด้านของเหรียญเป็นภาพของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน

    ขอโทษที่ต้องหลอกเธอ  มันเป็นความจำเป็นจริงๆ  ตรี   ชนิตว์พึมพำ  พลางก้าวเดินออกไปจากบริเวณนั้นโดยเร็ว

     

    เช้าวันต่อมามันตรินีนั่งมองแผ่นดิสต์สีดำในมืออย่างครุ่นคิด  มันเป็นแผ่นสำเนาที่หล่อนทำไว้เพื่อมาเปิดดูทีหลัง  เนื่องจากเมื่อคืนนี้หล่อนใช้เวลาเจาะเข้าไปในข่ายข้อมูลที่ชนิตว์ให้มาด้วยเวลาที่นานมาก  จึงเผลอหลับไปตอนนั่งรอการถ่ายเทข้อมูล  ทำให้ไม่มีโอกาสศึกษาเสียก่อนว่ามันคืออะไร  เสียงเคาะประตูดังขึ้นหล่อนรีบสอดแผ่นดิสต์ดังกล่าวเข้าไปในลิ้นชักอย่างเร็ว

    สวัสดีจ๊ะ  ตรี   ชนิตว์กล่าวทักทาย  ขณะก้าวเท้าเข้ามาในห้องเรียนคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนธีระวิทยาอันเป็นสถานที่ทำงานของมันตรินี

    เจ้าของห้องซึ่งเป็นหญิงสาวร่างเล็กสันทัด  ใบหน้ากลม  สวมแว่นตากรอบทองกำลังนั่งตัวตรง  สีหน้าสงบเรียบ  พลางส่งแผ่นดิสต์สีฟ้าให้อีกฝ่ายอย่างรู้ใจ

    ฉันทำเสร็จแล้ว ! “

    เยี่ยมมาก  เพื่อนรัก   ชนิตว์กล่าวชม  ขณะเอื้อมไปรับของสิ่งนั้นมา  หากฉันได้รับการบรรจุเป็นนักข่าวเต็มตัว  จะขอเลี้ยงข้าวสักมื้อจ๊ะ

    บอกได้หรือยังว่าเธอจะทำอะไรกับบริษัท  พี อาร์ อินเวสเมนต์ 

    เธอเห็นแล้วหรือ ? “

    มันตรินีส่ายหน้า  ฉันเห็นแค่ชื่อของมันเท่านั้น  รายละเอียดยังไม่ได้ดูเพราะเป็นไปตามสัญญาของเราไงล่ะ

    ซื่อตรงจริงๆ  ตรี

    มันตรินียังคงมีท่าทีเงียบเฉย  ขณะที่เพื่อนสาวเอ่ยว่า  เมื่อฉันเขียนบทความเสร็จ  จะเอามาให้เธออ่านก่อนจ๊ะ

    แต่……. “  หล่อนทำท่าจะท้วงติง

    ชนิตว์กล่าวขัดว่า  เราตกลงกันแล้วนะ  ตรี

    ก็ได้   มันตรินียอมรับในที่สุด

    ทั้งสองต้องหยุดการสนทนาเพียงนั้น  เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูง   ผอม  ใบหน้าเหลี่ยม ดวงตาหรี่เล็ก  ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนั้นด้วยสีหน้าและท่าทางหงุดหงิด

    ไง  ชัช   ชนิตว์กล่าวทักทายเพื่อนร่วมรุ่นอย่างคุ้นเคย

    มันตรินียิ้มให้กับชายหนุ่มผู้เข้ามาใหม่  ขณะที่ชัชทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างหญิงสาว

    ฉันได้ข่าวว่าไฟแนนซ์ที่คุณทำงานอยู่ถูกปิดถาวร   ชนิตว์เอ่ยขึ้นทันที

    ชัชตอบเสียงสะบัดว่า  ผมถูกไล่ถาวรเหมือนกัน

    อย่าเพิ่งท้อแท้ใจสิคะ   มันตรินีกล่าวปลอบใจเพื่อนชาย  คุณเรียนจบสาขาคอมพิวเตอร์  อย่างไรเสียก็หางานได้ง่ายกว่าคนอื่น

    ตรีพูดถูก ! “  ชนิตว์พูดสนับสนุน  ท่าทางเห็นใจ

    ผมต้องผ่อนรถ  ผ่อนคอนโดฯ  จะรอนานได้เท่าไรเชียว   เขาตอบเสียงหงุดหงิด

    ชนิตว์แนะทันทีว่า  ปล่อยรถกับคอนโดฯไปเสียสิ

    จะให้ผมโหนรถเมล์รึ ! “

    มันตรินีนั่งฟังอย่างสงบ  ขณะที่ชนิตว์เอ่ยว่า  ยังดีกว่าเป็นหนี้สินล่ะ

    ช่างเป็นคำแนะนำที่ดีเหลือเกินนะ  นิตว์   เขาพูดประชด

    คุณมีทางเลือกอีกไหมล่ะ ? “

    ชัชนิ่งอึ้งไป  พลางหันมาทางมันตรินี  กลางวันนี้เราไปกินข้าวฉลองการตกงานของผมกันนะ  คุณตรี

    ชนิตว์อมยิ้มนิดๆ  ขณะที่มันตรินีทำท่าจะตอบ  พลันเสียงเพจเจอร์ดังขึ้น  หล่อนจึงขอตัวไปคุยโทรศัพท์ก่อน

    สักพักเจ้าของร่างเล็กเดินมาหาคนทั้งสองด้วยสีหน้าไม่ดีนัก  หล่อนกล่าวกับชัชเพื่อนชายว่า  มีงานด่วนเข้ามา  ฉันต้องไปทดสอบเกมใหม่ที่บริษัทค่ะ  ชัช

      เรื่องของผมคงไม่สำคัญสินะ

    มันตรินีมีสีหน้าเจื่อนเล็กน้อย  ขณะที่ชนิตว์เพื่อนนักข่าวช่วยกล่าวแก้ว่า  ตรีไปทำงานนะ  ไม่ใช่เที่ยวสักหน่อย  ทำใจน้อยไปได้  ชัช

    คำพูดของชนิตว์ทำให้ชายหนุ่มมองค้อนในที  นักข่าวสาวมองเห็นอาการของเพื่อนร่วมรุ่นก็อดหัวเราะไม่ได้

    คราวหน้าฉันจะไม่ปฏิเสธคุณค่ะ   มันตรินีกล่าวเอาใจ  แล้วคว้ากระเป๋าสะพายไหล่ใบใหญ่มาถือไว้   ฉันต้องไปก่อนนะคะ ! “

    ทั้งสองมองเจ้าของร่างเล็กสันทัด ซึ่งเดินลิ่วออกไปจากห้องนั้น

    ทำไมคุณไม่ขอให้ตรีช่วยฝากทำงานทดสอบเกมล่ะ  ชัช

    ชัชถอนใจหนัก  เธอเคยพาไปทดลองแล้ว  แต่มันยากชะมัด

    ฉันไม่เคยได้ยินตรีบ่นแบบนี้เลยนะ   ชนิตว์มองอีกฝ่ายด้วยแววตาสมเพชนิดๆ  เพื่อนชายของหล่อนคนนี้ช่างใจเสาะเหลือเกิน

    ผมเทียบกับตรีได้มากแค่ไหนเชียว   ชัชตอบกระชากเสียงในที  เธอมีไอคิวสูง  เรียนจบตรี- โทด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในญี่ปุ่นทั้งที่มีอายุน้อยมาก  เป็นนักเรียนทุนมาตลอดและได้รับเหรียญทองในการแข่งขันคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น

    ก็จริงนะ

    งานทดสอบเกมของตรีได้รับรายได้สูงพอควร  แถมเป็นอิสระดี  ผมก็ชอบ  แต่มันค่อนข้างซับซ้อนมาก  เสียดายเหมือนกัน    ชัชบ่นอุบอิบในตอนท้าย

     

    ชนิตว์เข้าใจดีว่าทำไมชัชจึงไม่อาจทำงานแบบเดียวกับมันตรินีได้  นอกจากขึ้นกับอุปนิสัยใจเสาะของเขาแล้ว  ยังเกี่ยวกับคุณสมบัติส่วนตัวของเพื่อนสนิทของหล่อนด้วย  หล่อนรู้จักกับมันตรินีตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท  ตอนนั้นสาวร่างเล็กมีอายุน้อยที่สุดในชั้นเรียนเพราะได้สอบเทียบชั้นขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว  ระหว่างที่เรียนด้วยกันทั้งสองรู้สึกถูกอัธยาศัยกันเป็นพิเศษ  จึงคบด้วยความสนิทสนม  จนกระทั่งปลายปีการศึกษามันตรินีตัดสินใจไปเรียนปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ที่ญี่ปุ่นโดยคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งของนางนวลพรรณผู้เป็นยาย  เนื่องจากไม่อยากให้หญิงสาวเสียเวลากับการศึกษาตามขั้นตอนในเมืองไทยที่ไม่ค่อยสนับสนุนเด็กที่มีสมองเป็นเลิศให้ก้าวไปตามศักยภาพในตัวเด็ก  นั่นเท่ากับเป็นการฉุดรั้งพรสวรรค์ของเด็กโดยอาศัยกฎระเบียบของทางราชการ  นางนวลพรรณเห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว  จึงส่งมันตรินีไปอยู่ในความดูแลของเพื่อนชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทเกมคอมพิวเตอร์

     

    ชนิตว์กับมันตรินีต้องแยกจากกันตั้งแต่นั้นมา  แต่ทั้งสองยังคงติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอหล่อนยังคิดว่าหากมันตรินีได้เข้าสอบเอนทรานซ์ในเมืองไทย  จะต้องอยู่ในลำดับหนี่งของประเทศแน่นอน  น่าเสียดายที่หญิงสาวกลับไปสร้างชื่อเสียงด้านการศึกษาในแดนญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว  ขณะที่ชนิตว์เรียนจบด้านสื่อสารมวลชนในระดับปริญญาตรี  มันตรินีกลับเมืองไทยพร้อมกับปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ระดับสูง  และใบประกาศเกียรติคุณกับเหรียญทองจากการแข่งขันอีกมากมาย  หล่อนได้ยินอีกว่ามันตรินีได้เข้าอบรมหลักสูตรพิเศษด้านคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการเจาะข้อมูลที่อเมริกาก่อนหน้าที่จะบินกลับเมืองไทยอีกด้วย  มันตรินีเคยเล่าด้วยว่ามีคนของรัฐบาลสหรัฐกับญี่ปุ่นมาทาบทามให้หญิงสาวทำงานในกรมตำรวจเพื่อล่าโจรคอมพิวเตอร์หรือพวกแฮกเกอร์ซึ่งชอบขโมยข้อมูลจากบริษัทชั้นนำและรัฐบาลเพื่อไปขายให้กับกลุ่มต่างๆที่ประกอบมิจฉาชีพ  แต่หญิงสาวกลับปฏิเสธเงินเดือนและสวัสดิการทั้งมวล แล้วมาทำงานเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนธีระวิทยาของผู้เป็นยาย  บางครั้งก็บรรยายให้กับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนที่ติดต่อมา  นอกจากนั้นยังรับงานทดสอบเกมใหม่เพื่อหาข้อบกพร่องและเสนอแนะให้กับบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น  มันตรินีสนุกกับงานเหล่านี้มาถึงสองปีแล้ว  ยังไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนใจไปทำงานชิ้นอื่นอีก

     

     

    มันตรินีกลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ชนิตว์จึงแนะนำชัชซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มหาวิทยาลัยเดียวกันให้รู้จักกับเพื่อนสาวร่างเล็ก  เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์  และชอบทำกิจกรรมร่วมกับชนิตว์เสมอ  ชัชกับมันตรินีคุยถูกคอกันดีโดยเฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์  จึงคบหากันมาถึงสองปี  ชนิตว์รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่ามันตรินีไม่เคยแสดงท่าทีปฏิเสธไมตรีของชัช  ทุกครั้งจะพูดเอาใจชายหนุ่มเสมอ  แต่ยังแฝงความเมินเฉยไว้อย่างแนบเนียน  ชัชไม่เคยสัมผัสสิ่งนั้นได้เลย  เขามักแสดงท่าทางเป็นแฟนของมันตรินีเสมอ  หญิงสาวก็ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง  ชนิตว์เคยเอ่ยถามกับเพื่อนสาวแต่คำตอบของอีกฝ่ายยังคงเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยไมตรีเท่านั้น  หากคะยั้นคะยอเพื่อหาคำตอบ  ก็จะได้เพียงคำว่าชัชเป็นเพื่อนพิเศษที่คุยถูกคอมากคนหนึ่ง  ดังนั้น ความรู้สึกแท้จริงของมันตรินีที่มีต่อชัชจึงเป็นความลับ และสร้างความอยากรู้แก่ชนิตว์เป็นอันมาก สักวันหนึ่งหล่อนต้องแสวงหาคำตอบนี้ให้ได้

     

      ห้องทำงานอันกว้างใหญ่ของบริษัท เค พี เอ เทรดดิ้ง  ประธานบริษัทซึ่งเป็นชายวัย 60 ปี  ร่างผอมสันทัด  ผิวขาว  กำลังนั่งหน้าบึ้ง  ดวงตาวาวโรจน์ยามมองหนุ่มใหญ่วัย 36 ปี  ร่างสูงท้วม  ผิวคล้ำ  ซึ่งยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้า  สีหน้าไม่ดีนัก

    ฉันเคยเตือนนายเรื่องการลักลอบขนเงินดอลล์โดยอาศัยคนของฉันแล้วนะ  วัฒน์

    ชายร่างสูงนิ่งฟัง  ขณะที่ขัมน์กระชากเสียงต่อไปว่า  ตอนนี้ทางการเข้มงวดเรื่องนี้มาก  นายยังกล้าทำอีก  ไม่เชื่อคำเตือนของฉันเลย

    ผมอยากหารายได้พิเศษเท่านั้น ! “  วัฒน์ตอบอย่างไม่หวั่นเกรง

    นั่นเป็นงานผิดกฎหมาย  ซึ่งฉันเคยกำชับไว้ว่าห้ามทำอีก   ขัมน์กล่าวเสียงเข้มท่าทางโกรธจัด  ฉันปรับงานในอดีต  จนกระทั่งทุกอย่างอยู่ในกรอบที่ถูกต้องแล้ว  นายกำลังทำลายความตั้งใจของฉันนะ

    ผมไม่ได้คิดถึงเพียงนั้น

    นายคิดท้าทายฉันรึ ! “

    วัฒน์ส่ายหน้าทันที  ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ

    นายคงคิดว่าสิ่งที่ทำไป  ฉันจะไม่มีวันรับรู้สินะ   ขัมน์มองอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน

    ฉันอยู่ในวงการนี้มาเท่ากับอายุของนาย  อย่าคิดว่าจะพ้นสายตาของฉันไปได้  ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าอย่าทำเรื่องแบบนี้อีก  หากฉันรู้ล่ะก้อ……. “

    วัฒน์มองผู้เป็นเจ้านายนิ่ง  ขณะที่ขัมน์กล่าวเสียงเด็ดขาดว่า  นายจะต้องไปจากบริษัทนี้และวงการผิดกฎหมายนี้ด้วย

    คำพูดขู่ของขัมน์ทำให้วัฒน์รู้สึกหวั่นไหวมาก  ถึงอย่างไรขัมน์ยังมีอิทธิพลมากพอจะทำตามที่ลั่นวาจาไว้  แม้จะมีอายุมากและร้างวงการไปนานแล้ว  แต่สายสัมพันธ์ที่ดีของขัมน์กับคนในวงการอิทธิพลมือยังมีอยู่  เขาจึงไม่ควรวู่วามผลีผลามแตกหักกับผู้เป็นนายในเวลาเช่นนี้

    ฉันไม่ได้พูดขู่เท่านั้น  แต่จะทำให้เป็นรูปธรรมด้วย

    วัฒน์ยังไม่ทันตอบสิ่งใด  ประตูพลันเปิดออกสาวใหญ่  ร่างสูงในชุดทำงานสีเข้มเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่พอใจ

    พ่อจะลงโทษวัฒน์ไม่ได้นะคะ   ปาลิตาร้องบอกทันที  นัยน์ตาลุกวาว

    ขัมน์มองลูกสาวนิ่ง  ขณะที่วัฒน์เข้ามาพูดปรามอีกฝ่ายว่า  เรากำลังคุยเรื่องงาน คุณไม่ควรมายุ่งนะ

    ปาลิตาไม่สนใจคำพูดของเขา  พลางหันมาทางผู้เป็นบิดา  หากพ่อจะลงโทษเขาก็ต้องลงโทษฉันด้วยค่ะ

    ลูกรู้เรื่องนี้ด้วยรึ  ลิตา    ขัมน์มีท่าทีตกใจ

     

    ************* โปรดติดตามตอนต่อไป ************

    สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย

    ใต้เงาบาป 2.1

    เฉพาะอ่านออนไลน์
     
    ใต้เงาบาป 2.1
     
    เขียนโดย  ช่อมณี
     

    ตกดึกปรานต์แวะมาหาผู้เป็นน้องสาวที่ห้องนอน  เมื่อเห็นแสงไฟในห้องยังเปิดอยู่  จึงเคาะประตู  ปาลิตาเปิดประตูรับพี่ชายด้วยสีหน้าบูดบึ้ง  ทั้งสองนั่งคุยกันภายในห้องนั้น  ตอนหนึ่งผู้เป็นน้องสาวมีท่าทางเกรี้ยวกราด  เมื่อพี่ชายเอ่ยขอร้องมิให้รังแกนัชชาน้องสาวต่างมารดา

    ฉันไม่อาจทำตามที่พี่ขอร้องได้ค่ะ

    ปรานต์ถอนใจยาว  สิ่งที่เธอทำกับนัชชาทำให้พ่อไม่พอใจนะ  ลิตา

    พอเห็นใบหน้าของมัน  ก็ทำให้นึกถึงความลำบากของพวกเราในพม่า   ปาลิตากล่าวอย่างเจ็บแค้น  เวลาห้าปีที่เราต้องลำบาก  หลบหนี บางครั้งแทบไม่มีอาหารใส่ท้อง  พี่คงไม่ลืมเวลานั้นนะ

    พี่ไม่เคยลืม ! “  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของปรานต์เจิดจรัสขึ้นยามนึกถึงความหลังของครอบครัว

    ผู้หญิงคนนั้นกับลูกของมันนั่งเสวยสุขอยู่ที่นี่ ! “

    เธอโกรธที่พวกนั้นแย่งพ่อไปรึ ! “

    ปาลิตามองพี่ชายเขม็ง  ฉันเกลียดมัน  และถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่ต้องตายอย่างอนาถในพม่าโดยไม่มีพ่อ

    พ่อพยายามอธิบายแล้วว่าทำไมจึงตามหาพวกเราไม่ได้   ปรานต์พูดกล่อมน้องสาวมิให้มีอคติกับนัชชามากเกินไป

    พ่อหลงพวกมัน  จึงไม่ติดตามหาพวกเรา ! “  น้ำเสียงของปาลิตาก้าวร้าวขึ้น

    เธอกำลังไม่มีเหตุผลนะ  ลิตา

    พี่เข้าข้างนังเด็กนั่นรึ ! “  ปาลิตามองหาเรื่อง

    ปรานต์บอกเสียงห้าวว่า  ความตายของแม่ไม่ได้เกิดจากเด็กคนนั้น  แม่เป็นโรคไตวาย  เธอไม่ควรคิดโทษเด็กนั่นนะ

    พี่ไม่มีสิทธ์ห้ามความคิดของฉัน ! “

    เหลวไหล ! “  ปรานต์ชักเดือดบ้าง  พี่ไม่นึกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัยไม่ช่วยให้เธอเป็นคนมีเหตุผลเลย  รู้จักแต่ใช้อารมณ์ตัดสิน

    พี่ปรานต์ ! “  ปาลิตานั่งตะลึงกับคำพูดของพี่ชาย

    ปรานต์ลุกขึ้นยืน  พลางเอ่ยเสียงหนักว่า  สิ่งที่เธอปฏิเสธความจริงไม่ได้คือนัชชา อัครชัย  เป็นสมาชิกของครอบครัวนี้และเป็นน้องสาวของพวกเรา  พี่หวังว่าเธอจะนอนคิดทบทวนอีกครั้งว่าควรปฏิบัติตัวแบบไหน  จึงจะเหมาะสมนะ ลิตา

    ผู้เป็นพี่ชายกล่าวจบลง  แล้วเดินตัวตรงออกไปจากห้องของปาลิตาโดยไม่เห็นดวงตาแข็งกร้าวของน้องสาวที่นั่งมองชายหนุ่มอยู่

    ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดของฉันได้  แม้แต่พี่ปรานต์   หล่อนเอ่ยเสียงเด็ดเดี่ยว  หัวใจยึดมั่นกับความคิดของตัวเองที่มีต่อนัชชาน้องสาวต่างมารดา

     

    ค่ำคืนเดียวกัน  ณ บ้านธมนันท์  หญิงสาวร่างเล็กสันทัด  ใบหน้ากลม  สวมชุดเสื้อคลุมยาว  เนื้อผ้าเนียนนุ่มสีฟ้าอ่อนเปิดประตูห้องนอนของนางนวลพรรณ ธมนันท์ผู้เป็นยาย  หล่อนยืนอมยิ้มเมื่อเห็นหญิงสูงวัยร่างท้วม  ผิวขาวกำลังนั่งอยู่บนพื้นห้อง  มีอัลบั้มภาพอยู่ในมือ  ริมฝีปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย

    ยายยังไม่นอนอีกหรือคะ ? “

    ผู้เป็นยายเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวซึ่งทรุดนั่งโอบกอดนางไว้  ยายนึกอยากดูรูปเก่าๆน่ะ ตรี

    มันตรินีชะโงกไปดูรูปภาพเก่าๆที่ผู้เป็นยายกำลังมองอยู่  มันเป็นภาพถ่ายของหญิงสาวที่มีวัยไล่เลี่ยกันยืนเรียงรายประมาณสิบกว่าคนได้

    รูปเพื่อนของยายหรือคะ ? “

    นางนวลพรรณใช้มือลูบไล้ภาพนั้นอย่างเบามือ  เพื่อนร่วมชะตาเดียวกับยายเมื่อห้าสิบปีก่อนจ๊ะ

    หญิงสาวมีสีหน้าสงสัย  เสียงทอดถอนใจยาวของผู้เป็นยายทำให้หล่อนเพิ่มความสนใจยิ่งขึ้น

    ภาพนี้เป็นฝีมือเพื่อนเก่าคนหนึ่งของยาย   นางนวลพรรณบอกเสียงเย็น  เขาช่วยถ่ายภาพให้เพื่อพวกเราได้เก็บไว้  หวังว่าสักวันจะได้พบกัน  แต่…. “

    ยายพบกับเพื่อนเหล่านี้อีกไหมคะ ? “

    เจ้าของห้องนอนส่ายหน้าช้าๆ  รอยยิ้มเศร้าปรากฏอยู่บนริมฝีปาก

    พวกเราไม่ได้พบกันอีกเลยนับแต่วันที่ถูกคัดเลือกไป

    คัดเลือก ? “

    นางนวลพรรณเห็นสีหน้าไม่เข้าใจของหลานสาว  จึงแย้มยิ้มเล็กน้อย  อยากฟังคนแก่เล่าเรื่องในอดีตไหมล่ะ  ตรี

    หญิงสาวนั่งขัดสมาธิ  แววตาสนใจเต็มที่  ตรีสนใจทุกเรื่องของยายค่ะ

    ยายไม่ได้เล่าให้ใครฟังมานานเหลือเกิน…. “  ผู้เป็นยายกล่าวเสียงแผ่ว  มีเฉพาะนันทาเท่านั้นที่เคยนั่งฟังยายเล่า  เหมือนกับตรีนี่แหละ

    เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงลูกสาวคนเล็กซึ่งตายจากไปนานแล้ว  ทำให้หัวใจของมันตรินีอดเศร้าใจไม่ได้  เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นมารดาของหล่อนเอง

    ตรีเป็นเด็กรุ่นใหม่  หากไม่ใช่คนรุ่นยายถ่ายทอดเหตุการณ์ในอดีต  ตรีคงไม่มีวันรับรู้ได้เลยนะคะ ยาย   หญิงสาวเอื้อมมาบีบมือเหี่ยวย่นของผู้เป็นยาย

    นางนวลพรรณยิ้มนิดๆ  ตามองภาพถ่ายของเหล่าเพื่อนในอดีต  พลางเล่าด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า   ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  คุณชวดกับยายหนีภัยอดอยากในจีนมาเมืองไทย  เพราะเชื่อคำพูดของกลาสีเรือที่เคยมาที่นี่  เมื่อมาถึงก็….… “

    เมื่อก่อนเข้าเมืองไทยง่ายหรือคะ ? “

    เขายังไม่เข้มงวดมากเหมือนสมัยนี้จ๊ะ   นางนวลพรรณตอบ  แล้วเล่าต่อไปว่า

    เราไม่มีญาติที่เมืองไทย  พอมาถึงท่าเรือจึงมีคนจีนที่หวังดีแนะนำให้ไปพักที่สมาคมคนจีนก่อน

    มันตรินีนั่งฟังด้วยความสนใจ   ขณะที่ผู้เป็นยายขยับแว่นตาเล็กน้อย  น้ำเสียงหมองเศร้ายามกล่าวว่า  เราพักที่สมาคมฯได้ไม่นาน  แม่ของยายก็ล้มป่วยเพราะน้ำกับอาหารที่นี่ทำให้ธาตุของเราผิดปกติ

    ธาตุอะไรคะ? “

    มันเป็นคำพูดของคนสมัยก่อน   ผู้เป็นยายพูดอธิบายด้วยรอยยิ้ม  หากเป็นปัจจุบัน  เราก็เรียกว่าผิดน้ำ  ผิดที่ผิดทางไงล่ะ

    น้ำกับอาหารในสมัยก่อนคงไม่สะอาดสินะ

    ส่วนหนึ่งก็ใช่จ๊ะ   นางนวลพรรณตอบ  แล้วสรุปสั้นๆว่า  พวกเราไม่คุ้นเคยกับสภาพอาหารและอากาศของเมืองไทย  การเดินทางทำให้แม่อ่อนแอมาก  จึงล้มป่วย  แต่ยายฟื้นตัวเร็วจึงรอดชีวิตมาได้

    หญิงสาวบีบมือของนางนวลพรรณซึ่งมีสีหน้าหมองเพื่อปลอบใจ  บางทีนั่นอาจเป็นหนทางที่เป็นสุขของท่านแล้วนะคะ ยาย

    ตรีพูดถูกแล้ว ! “

    ผู้เป็นยายถอนใจยาว  ยามกล่าวว่า  คนที่มีชีวิตอยู่กำลังเดินไปสู่ขุมนรกในเวลาต่อมา

    ขุมนรกเชียวหรือคะ ? “

    ใช่แล้ว ! “

    มันเป็นอย่างไรคะ ยาย

    มันทำให้ชีวิตของลูกผู้หญิงหลายคนเปลี่ยนไป  ส่วนใหญ่จะไปในทางไม่ดีนัก

    ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือคะ ยาย

    การถูกขายชีวิตโดยไม่เต็มใจ  ตรีคิดว่าเป็นการทารุณไหมล่ะ

    มันตรินีอึ้งไป  สักพักจึงพึมพำว่า  มันคล้ายกับการค้าทาสในอเมริกาสินะ

    รุนแรงน้อยกว่า  แต่ยายเข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังถูกขายไปยังสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคยได้ดี   น้ำเสียงของนางนวลพรรณบ่งบอกความขมขื่นชัดเจน

    ยายถูกขายไปที่ไหนคะ ? “

    หญิงสูงวัยส่ายหน้าช้าๆ  คงเป็นโชคดีของยายที่มีคนมาช่วยไว้ ! “

    มันตรินีถอนใจเฮือกใหญ่  ขณะที่นางนวลพรรณแย้มยิ้มแสนเศร้าสร้อย  ยามเอ่ยว่า  ตอนนั้นยายยังพูดและฟังภาษาไทยได้ไม่ดีนัก  พวกเราถูกพาไปรวมกันไว้ที่ห้องโถงใหญ่เมื่อมีคนเสนอจะซื้อชีวิตของเรา……. “

    ผู้เป็นยายมองเห็นแววตาอยากรู้ของหลานสาว  จึงเล่าต่อไปด้วยเสียงเนิบนาบว่า  ยายกับเพื่อนๆรู้สึกหวาดกลัวเมื่อพวกเขาซึ่งมีทั้งชายและหญิงต่างเดินสำรวจดูเพื่อเลือกคนที่ถูกใจ  พอเขาเลือกได้ก็จะชี้มือไปที่คนๆนั้น  แล้วจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ  จากนั้นยายก็ไม่รู้เลยว่าเธอคนนั้นเป็นอย่างไร

    ตรีไม่เข้าใจบางอย่างค่ะ

    ผู้เป็นยายเลิกคิ้วขึ้น  อะไรล่ะ ? “

    ทำไมสมาคมคนจีนจึงไม่ช่วยเหลือพวกของยาย  แต่กลับขายผู้หญิงที่น่าสงสารเหล่านั้นคะ

    สมัยนั้นหากไม่มีญาติมารับรอง  ก็จะต้องถูกส่งกลับเมืองจีน  ทางสมาคมฯพยายามเลี้ยงดูพวกเราเต็มที่  โดยหวังว่าจะติดต่อหาญาติหรือคนที่มีเมตตามารับตัวไป  แต่ไม่มีใครสักคน  ต่อมาอาหารเริ่มขาดแคลน  เนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นภาวะสงครามโลกได้ไม่นาน  พวกเขาไม่อาจรับภาระดูแลได้อีกต่อไป

    สมาคมฯน่าจะปล่อยพวกผู้หญิงไปสิคะ

    นางนวลพรรณยิ้มนิดๆ  แววตาเศร้า  พวกเขากลัวถูกเพ่งเล็งจากทางราชการ  กอปรกับไม่อยากส่งพวกเรากลับ  เพราะรู้ดีว่าต่างก็หนีความอดอยากมาทั้งสิ้น

    แต่การขายตัวเป็นทาสไม่ใช่สิ่งที่ดีนะคะ

    บางครั้งคนเราก็มีความคิดที่ตีบตันได้นะ หลาน

    มันตรินีนิ่งไป  พลางเอ่ยว่า  ตรีว่าพวกนั้นไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิงมากกว่า

    คงมีส่วนด้วยล่ะ

    ทำไมยายกับเพื่อนๆจึงยอมรับวิธีของสมาคมฯล่ะคะ ? “

    ผู้เป็นยายถอนใจหนัก  ดวงตาฉายแววหมองหม่นยามคิดถึงอดีตอันแสนเศร้า

    ผู้หญิงอย่างเราไม่มีทางเลือกมากนักในสมัยนั้น  อีกอย่างหนึ่งคือเราพูดภาษาไทยไม่ได้และความรู้ต่ำมาก  ทุกคนจำใจยอมรับสภาพเช่นนั้น

    น่าสงสารผู้หญิงสมัยก่อนจัง

    ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้หญิงที่น่าสงสารอยู่ในทุกมุมของสังคมไทยแหละ   ผู้เป็นยายตอบเสียงเรียบ

    เพื่อนของยายเป็นอย่างไรบ้างคะ ? “  หล่อนถามวกกลับเข้าเรื่องที่สนใจทันที

    ตอนหลังยายจึงทราบว่าบางคนถูกซื้อไปเป็นเมีย  บางคนก็ต้องไปอยู่ซ่อง  หลายคนต้องทำงานเป็นคนรับใช้  ส่วนตัวยายคงจะโชคดีมากหน่อย

    แย่จังนะคะ  โดยเฉพาะชีวิตที่กำหนดเองไม่ได้

    นางนวลพรรณมองภาพถ่ายในอัลบั้มด้วยหัวใจเศร้าหมอง  บางคนทนทรมานไม่ได้ก็ตายจากไปโดยไม่มีใครเหลียวแล  หลายคนต้องฆ่าตัวตายเพราะทนกับสภาพที่ทุกข์กายและใจไม่ได้  มันเป็นความรู้สึกเวทนาที่ติดในหัวใจของยายมาตลอด

    ยายคงอยากช่วยพวกเขาสิคะ

    ใช่แล้ว แต่…… “  คำพูดบางอย่างถูกกลืนหายไปในลำคอของหญิงสูงวัย 

    มันตรินีบีบมือเหี่ยวย่นของอีกฝ่ายเป็นการปลอบใจ  ในเวลานั้นยายไม่อาจช่วยใครได้อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ยาย

    ตรีพูดถูก   ผู้เป็นยายตอบ  หลังจากเรียกความเข้มแข็งกลับคืนมาอีกครั้ง  หลังจากเป็นอิสระ  ยายต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่เพียงลำพัง  โชคดีที่ยังมีคนให้กำลังใจกับยาย

    ใครคะ ? “

    คนทั้งสองที่ช่วยไถ่ตัวยายไงล่ะ

    สองคนเชียว ? “

    นางนวลพรรณพยักหน้ายืนยัน  ดวงตาเปล่งประกาย  ยายไม่เคยลืมว่าเป็นหนี้ชีวิตกับคนทั้งสอง

    พวกเขาเป็นใครคะ ? “  หล่อนสนใจใคร่รู้ยิ่งนัก

    ลูกจ้างร้านถ่ายรูปกับแฟนของเขา ! “

    ยายรู้จักกับพวกเขาได้อย่างไรคะ ? “

    แฟนของเขาเป็นคนใจบุญมักใช้เวลากลางวันและเย็นมาทำอาหารให้กับสมาคมฯจึงคุ้นเคยกับยาย

    เป็นคนจีนเหมือนกันหรือคะ ? “

    เธอเป็นลูกจีนที่เกิดในเมืองไทย   นางนวลพรรณตอบ  สายตามองหลานสาวร่างเล็กด้วยแววตาเป็นประกายครุ่นคิด  เมื่อเธอรู้ว่ายายเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับคนรักของเธอ  จึงนำปัญหาของยายไปปรึกษากับเขาคนนั้น

    เขาคงรวยสิคะ

    ผู้เป็นยายส่ายหน้าช้าๆ  ผู้คนหลังสงครามโลกต่างมีฐานะไม่ดีเกือบทั้งสิ้น  โดยเฉพาะคนจีนพลัดถิ่น  หลังจากได้พูดคุยกันทั้งสองสัญญาว่าจะหาเงินมาไถ่ตัวให้ยาย  เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน

    เหลือเชื่อนะคะ

    ในยามที่ชีวิตอยู่ในจุดวิกฤต  ทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของคน   น้ำเสียงของผู้เป็นยายแฝงความซาบซึ้งใจไว้ชัดเจน  พวกเขาทั้งสองเป็นเพื่อนแท้คนแรกในแผ่นดินแห่งนี้ของยาย  และอยู่ในหัวใจของยายตลอดมา

    แฟนของผู้หญิงคนนั้นเป็นคนถ่ายรูปนี้สิคะ

    ถูกต้อง   นางนวลพรรณตอบรับ  เขาหยิบยืมเงินจากเจ้านายได้ก้อนหนึ่ง  ส่วนแฟน

    ของเขาก็ขอเงินจากพ่อ  ทั้งสองรีบมาประมูลตัวยายก่อนที่คนอื่นจะเอาไปอย่างหวุดหวิดเชียวล่ะ

    มันตรินีนั่งฟังอย่างสนใจ  เมื่อผู้เป็นยายเล่าต่อไปว่า  ยายได้มารับใช้แฟนของเขาที่บ้านพัก  เธอสนับสนุนให้ยายไปเรียนหนังสือภาคค่ำ  ครอบครัวของเธอเป็นคนดีมากเชียวล่ะ

    โชคดีจังค่ะ ยาย

    ทั้งสองคนให้ข้อคิดและความหวังในชีวิตแก่ตัวยายมากมาย  ทำให้ยายต่อสู้และสร้างตัวเองจนเป็นเจ้าของโรงเรียนธีระวิทยาในวันนี้

    คุณตาก็มีส่วนด้วยสิคะ   หล่อนเอ่ยล้อในที

    แน่นอนจ๊ะ  ตาของตรีเป็นผู้ชายที่ดี  ใจกว้าง  และสนับสนุนให้ยายไม่เป็นผู้หญิงที่โง่  เขาสอนให้ยายเข้มแข็ง  ซึ่งยายไม่เคยลืมอีกเช่นกัน

    ตรีอยากทราบว่าทั้งสองคนที่มีบุญคุณกับยายเป็นใครคะ

    หญิงสูงวัยมองหลานสาวอย่างชั่งใจ  แล้วถามไปว่า  ทำไมจึงอยากรู้ล่ะ ? “

    ตรีอยากกราบขอบคุณพวกเขาที่ช่วยชุบชีวิตของยายค่ะ

    เด็กที่มีทิฐิอย่างหลานจะยอมทำเช่นนั้นกับเขารึ ! “

    มันตรินีมองอย่างไม่เข้าใจ  ทำไมตรีจะทำไม่ได้คะ ? “

    นางนวลพรรณปิดอัลบั้มภาพ  แล้วลุกขึ้นยืน  พลางกล่าวว่า  สักวันหนึ่งเมื่อยายเห็นสมควร  หลานจะได้รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร

    ทำไม…….. “  ผู้เป็นหลานสาวทำท่าจะออดอ้อนอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้

    อย่ามาถามอีกเลย  ยายไม่ยอมบอกหรอก   นางนวลพรรณบอกอย่างรู้ทัน

    มันตรินีรู้สึกผิดหวัง  ขณะที่ผู้เป็นยายโอบกอดร่างหลานสาวด้วยความรักและเมตตา

    ตรีต้องรู้จักอดทนรอสิ่งที่ต้องการบ้างนะ

    ค่ะ  ตรีจะรอคำตอบจากยาย   หล่อนตอบเสียงเด็ดเดี่ยว

    หญิงสาวประคองผู้เป็นยายซึ่งมีอายุหกสิบปีไปยังเตียงนอน  เมื่อหล่อนจะเดินเลี่ยงออกมา  นางนวลพรรณจับมืออ่อนนุ่มของมันตรินีไว้

    บรรพบุรุษของเราสอนลูกหลานเสมอว่า  มีบุญคุณต้องทดแทน  สักวันหนึ่งเมื่อหลานต้องทดแทนบุญคุณกับใคร  จงใช้สติปัญญาและจิตใจที่ซื่อตรงกำหนดขอบเขตการตอบแทนที่ไม่ขัดกับหลักการของตัวเอง  จำไว้นะ ตรี

    ตรีเก็บไว้ในสมองเรียบร้อยแล้วค่ะ   หล่อนกล่าวยิ้มๆ  พลางจูบแก้มของอีกฝ่ายก่อนจะเดินออกไปจากห้องนั้น

    ฉันหวังว่าจะได้เห็นวันแห่งการปรองดองของตรีกับพี่  ก่อนจากโลกนี้ไปจัง   นางนวลพรรณพึมพำด้วยหัวใจอ่อนเพลีย  พลางหลับตาลง
                                                                                    ************* โปรดติดตามตอน 2.2 ************
    สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย
    4/15/2009

    เกียรติศักดิ์ศรีตำรวจไทย ?

    เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของ ตำรวจไทย ?

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    สองสามปีที่ผ่านมานี้เรื่องราวเกี่ยวกับตำรวจซึ่งปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์สร้างคำถามแก่คนไทยว่า ตำรวจไทยทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเต็มที่หรือไม่ ? หลายข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเกี่ยวกับตำรวจไทยมักสร้างอารมณ์สมเพชเมื่อพวกเขาถูกม็อบโกเต๊กซ์กระทำหยามเหยียดต่อสาธารณชน  แต่ผู้บังคับบัญชายังไม่มีท่าทีปกป้องตำรวจเหล่านั้น แล้วพยายามเก็บข่าวให้เงียบหายไปกับกาลเวลา ผู้กระทำหยามเหยียดเกียรติตำรวจไทยยังเดินลอยนวลและมีคนเชิดชูในสังคม ส่วนตำรวจที่ถูกกระทำต้องเก็บตัวเงียบรักษาอาการบาดเจ็บหรือซ่อนความอับอายไว้ในสถานที่ทำงาน เป็นที่รู้กันดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตำรวจไทยวันนี้ล้วนมาจากอิทธิพลมืดที่ฝังรากลึกในสังคมไทยและพยายามอยู่เหนือกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ยอมเชื่อฟังผู้มีอิทธิพลมืดเหล่านั้นโดยไม่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก  เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจไทยจึงถูกย่ำยีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2552

    ระบบกฎหมายไทยนั้นมอบอำนาจดูแลความมั่นคงภายในแก่ตำรวจโดยให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การจับกุม คุมขัง สืบสวน สอบสวน ต้องกระทำโดยตำรวจเท่านั้น ข้อยกเว้นอำนาจของตำรวจในประมวลกฎหมายดังกล่าวต้องมีการตราบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เช่น พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการให้ตำรวจหรือทหารเป็นผู้รับผิดชอบงานฉุกเฉินดังกล่าวก็ได้ เป็นต้น สมัยอดีตนายกฯสมชายเคยออกพรก.ฉุกเฉินให้อำนาจตำรวจเป็นผู้ใช้กฎหมายทั้งหมดเพื่อระงับและปลดปล่อยการยึดสนามบินของม็อบโกเต๊กซ์ โดยให้ทหารเป็นผู้ช่วยเหลือตามคำร้องขอจากฝ่ายตำรวจ ส่วนสมัยอดีตนายกฯสมัครใช้พรก.ฉุกเฉินโดยมอบอำนาจให้ทหารเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการเพื่อปลดปล่อยทำเนียบรัฐบาลที่ม็อบโกเต๊กซ์ยึดครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่นายทหารในเวลานั้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของอดีตนายกฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่า เหตุผลใดทหารหรือตำรวจไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งจากรัฐบาลเลือกตั้ง มันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างนักการเมืองเลือกตั้งกับผู้อยู่นอกการเมืองที่ต้องการมีอิทธิพลบริหารประเทศ หากอยู่ในภาวะปกติตำรวจเป็นผู้ดูแลความมั่นคงภายในเพียงฝ่ายเดียว ทหารไม่มีกฎหมายใดให้ทำงานของตำรวจ นอกจากการร้องขอความช่วยเหลือเป็นรายครั้งโดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขของกฎหมายเท่านั้น ตำรวจจึงจับทหารที่ทำละเมิดกฎหมายได้เยี่ยงเดียวกับที่กระทำต่อประชาชน ในขณะที่ทหารไม่มีอำนาจจับตำรวจเลย

    ตำรวจถือเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนยุติธรรมไทยเพราะเป็นผู้จับกุม สอบสวน ทำสำนวนคดี แสดงความเห็นและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งผู้กระทำความผิดให้อัยการส่งฟ้องคดี สุดท้ายก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลที่จะลงโทษหรือปล่อยตัวจำเลย งานของตำรวจมีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาควบคุมไว้ตั้งแต่วิธีจับกุม เวลาและสถานที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยหรือจำเลย ข่าวการจับแกนนำคนเสื้อแดงโดยไม่มีหมายจับในตอนแรกและเป็นการเดินเข้ามอบตัวอย่างสงบ เปิดเผย ต่อสาธารณชน เป็นที่เห็นกันทั่วโลก สักพักใหญ่จึงมีหมายจับอย่างเป็นทางการด้วยสารพัดข้อหาซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพรบ.จราจรทางบก สิ่งที่ฟังสะดุดหูอย่างยิ่งในข่าวนี้ คือ การปฏิเสธการประกันตัวและสั่งแยกขังผู้ต้องหาสามคนไว้ตามค่ายทหารโดยความเห็นของตำรวจชั้นผู้ใหญ่

    ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญานั้นใน 48 ชั่วโมงแรกตำรวจมีอำนาจในการพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของผู้ต้องหาได้ ถ้าเป็นการมอบตัวโดยสมัครใจ จะต้องปล่อยตัวโดยมีหลักประกันหรือไม่มีแล้วแต่จะพิจารณาเห็นควร สำหรับคดีของแกนนำคนเสื้อแดงอยู่ในอำนาจของตำรวจอย่างชัดเจน อีกทั้งพรก.ฉุกเฉินมิได้ยกเว้นเรื่องเสรีภาพในการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมและยังมอบอำนาจในการดำเนินคดีแก่ตำรวจด้วย หมายความว่า การจับกุม คุมขัง ต้องกระทำตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งให้อำนาจตำรวจพิจารณาฝ่ายเดียวเท่านั้น เมื่อตำรวจใช้คำวินิจฉัยของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาออกหมายจับ จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหาตามกฎหมายฉบับนั้น สิ่งที่ต้องสงสัยอย่างยิ่งว่าตำรวจกำลังทำเกินขอบเขตอำนาจคือ การคุมขังผู้ต้องหาตามหมายจับโดยปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวไว้ในค่ายทหาร ซึ่งมิใช่เรือนจำหรือสถานีตำรวจ หากเปรียบเทียบกับผู้กระทำความผิดร้ายแรงใกล้เคียงกัน เช่น นักซิ่งนับร้อยคนบนถนน นักเลงตีกันหรือลอบเผาตลาดคลองเตย เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาได้ ยังให้ประกันตัวโดยมีหลักประกันหรือคุมขังไว้ที่สถานีตำรวจ ถ้าฝากขังต่อศาลก็จะส่งตัวไปยังเรือนจำ ไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดว่าค่ายทหารคือ เรือนจำหรือสถานีตำรวจ จึงไม่ควรส่งผู้ต้องหาตามหมายจับไปขังที่ค่ายทหาร อีกทั้งตำรวจไม่มีเหตุผลอันควรในการขังพวกเขาไว้ที่ค่ายทหารด้วยข้ออ้างว่าไม่มีสถานที่เพียงพอในการกักขังผู้ต้องหาทั้งสามคน นอกจากนั้นพฤติกรรมของคนทั้งสามยังเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำทหารมาก่อน ตำรวจไม่ควรขังพวกเขาไว้กับศัตรูของคนทั้งสาม ถ้าเกิดเหตุร้ายแรงแก่ผู้ต้องหาทั้งสามในค่ายทหารย่อมชี้ชัดว่า ตำรวจมีเจตนาหรือจงใจให้คู่ปฏิปักษ์กันมีโอกาสล้างแค้นผู้ต้องหาตามหมายจับได้ตามอำเภอใจและละเมิดต่อกฎหมาย ในทางกลับกันถ้าตำรวจยืนยันว่า หมายจับเป็นไปตามกฎหมายทหาร เป็นของศาลทหาร และตำรวจไม่มีอำนาจ ก็ย่อมเป็นอำนาจของทหารที่จะกักขังไว้ที่คุกทหารได้ คำตอบว่าหมายจับฉบับนั้นออกโดยศาลอาญาหรือศาลทหาร คงต้องให้ตำรวจเป็นผู้ตอบเท่านั้น

    ถ้าตำรวจไม่รักษาความยุติธรรมตั้งแต่ขั้นตอนการจับกุม สอบสวน ทำสำนวนคดี เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ย่อมส่งผลร้ายต่อผู้ต้องหาอย่างมาก ยิ่งตำรวจไม่ยอมใช้อำนาจในกฎหมายรักษาความยุติธรรมให้ผู้ต้องหาด้วยจิตสำนึกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ยิ่งเป็นการส่งเสริมคนชั่วให้ครองเมือง การวางเฉยหรือไม่ใช้อำนาจของตำรวจ คือ การทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจไทย เนื่องจากมุมมองของฝ่ายทหารมักมองตำรวจเป็นคนท้ายแถวที่ติดอาวุธเบา ไม่มีพละกำลังแท้จริง จึงมองไม่เห็นความสำคัญของตำรวจ แนวคิดเช่นนี้มีมานานหลายสิบปีแล้วและยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ผู้มีอิทธิพลมืดที่เป็นอดีตทหารจึงไม่เคยเห็นความสำคัญของเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีตำรวจ ภาพตำรวจถูกถ่มถุยน้ำลายจนเส้นผมลู่ติดหนังศีรษะ เสื้อผ้าเปื้อนเปียก ตำรวจถูกด้ามธงแทงอย่างจงใจ ถูกรถของม็อบโกเต๊กซ์ขับมาทับร่างตำรวจ หลายคนบาดเจ็บสาหัส บ้างก็ต้องอับอายขายหน้า คำถามคือ ตำรวจมีอาวุธติดตัว เหตุไฉนจึงไม่เคยตอบโต้หรือป้องกันตัวเองสักครั้ง คำตอบซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทย คือ คำสั่งของเจ้านายที่ห้ามแตะต้องม็อบโกเต๊กซ์เด็ดขาด พวกเขาจึงต้องอดทนให้อีกฝ่ายทำเหยียดหยามต่อสาธารณชน โดยผู้บังคับบัญชาไม่สนใจไยดีที่จะตามล่าหาผู้กระทำความผิดมารับโทษอย่างจริงจังเนื่องจากเจ้านายก็รับคำสั่งหรือคำขอร้องจากผู้มีอิทธิพลมืดอดีตทหารมาด้วยความเกรงใจกัน แต่นายตำรวจชั้นผู้น้อยคือ ผู้ถูกเซ่นสังเวยเพื่อเจ้านายรักษาตำแหน่งไว้

    การถ่มถุยน้ำลายของม็อบโกเต๊กซ์ การยัดเยียดว่าใช้แก๊สน้ำตาแล้วผู้ประท้วงตายอย่างไร้เหตุผล ตำรวจบาดเจ็บและอับอายจากการทำงานคุมผู้ชุมนุม ผู้อ่านข่าวผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงต่างสัมผัสกับความเฉยเมยของผู้บังคับบัญชาฝ่ายตำรวจอย่างมาก ในทางกลับกันข่าวตำรวจชกต่อยกับทหารที่เมาแล้วหาเรื่องกันในผับแล้วทหารถูกจับกุมไปดำเนินคดีเป็นข่าวใหญ่เมื่อนายทหารผู้ใหญ่แสดงความไม่พอใจ ไม่ถึงหนึ่งวันเต็มตำรวจต้องปล่อยทหารเป็นอิสระโดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทหารนอกแถวก็มีกันได้ เหตุไฉนตำรวจจึงทำหน้าที่ตามกฎหมายกับทหารเหล่านั้นไม่ได้ ขณะที่ระยะหลังนี้แกนนำคนเสื้อแดงมักเป็นฝ่ายสอบถามความคืบหน้าของคดีที่ตำรวจเป็นผู้เสียหายบ่อยครั้งเพราะไม่ต้องการเห็นศักดิ์ศรีของตำรวจถูกย่ำยีจนน่าสมเพชเพียงนั้น คำตอบจากผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจคือ กำลังรวบรวมหาหลักฐานอยู่ ทั้งที่คดีถ่มน้ำลาย คดีชนทับตำรวจ คดียึดทำเนียบรัฐบาล ล้วนมีหลักฐานภาพวิดิโอหรือเสียงที่ปรากฏต่อสาธารณชนให้รู้หรือเห็นชัดถนัดตา ยังไม่เคยเห็นหมายจับแกนนำม็อบโกเต๊กซ์หรือหมายเรียกมาสอบปากคำสักฉบับเดียว อีกทั้งบางคดียังสั่งให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มนั้นทั้งที่เป็นความผิดโทษหนักมากและหลักฐานภาพการทำผิดชัดเจนยิ่ง เหตุผลเดียวซึ่งเป็นที่รับรู้กันในสังคมและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนของอดีตผู้บัญชาการตำรวจคนหนึ่งว่า ม็อบโกเต๊กซ์เป็นม็อบมีเส้นใหญ่โตคับฟ้าและผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจกลัวเกรงจนต้องหยุดใช้กฎหมายกับกลุ่มนี้

    เมื่อวันที่แกนนำคนเสื้อแดงต้องถูกดำเนินคดีโดยตำรวจ สิ่งที่ตำรวจกระทำ คือ การทำตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพลมืดที่ให้งดเว้นการใช้กฎหมายต่อพวกเขา โดยผู้มีอิทธิพลมืดมิได้มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจยอมพร้อมใจกันละทิ้งจิตสำนึกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ควรให้ความเป็นธรรมและความปลอดภัยแก่ผู้ต้องหาอย่างเท่าเทียมกัน การขังผู้ต้องหาตามหมายจับที่ค่ายทหารโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการจงใจทำละเมิดกฎหมายอย่างมีสติของตำรวจ พรก.ฉุกเฉินให้อำนาจตำรวจดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ แกนนำคนเสื้อแดงมิใช่ทหาร จึงไม่อาจกักขังพวกเขาในค่ายทหารหรือคุกทหารได้ อีกทั้งพฤติกรรมในคดีเป็นปฏิปักษ์ต่ออดีตนายทหารและทหารผู้มีอำนาจในปัจจุบันนี้ ตำรวจไม่ยอมใช้อำนาจคุมขังผู้ต้องหาสามคนในเรือนจำหรือสถานีตำรวจโดยไม่มีเหตุผลอันควรตามกฎหมาย แต่ปล่อยให้ทหารคุมขังผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา มันเป็นการทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจด้วยมือของผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจเอง วันใดที่ไม่เห็นคุณค่าของตน ไม่เคารพศักดิ์ศรีแห่งตน จะหวังให้ผู้อื่นนับถือและให้เกียรติตำรวจนั้น ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ การดำเนินคดีแกนนำคนเสื้อแดงจะพิสูจน์ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตำรวจว่ามีมาตรฐานเดียวกับม็อบโกเต๊กซ์หรือไม่ ? ตำรวจไทยวันนี้ต้องอยู่ใต้คำสั่งของทหาร ทั้งที่มีอำนาจซึ่งกฎหมายมอบหมายไว้อย่างชัดเจนว่า มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบความมั่นคงภายในของประเทศ ถ้าหวั่นเกรงต่อแสนยานุภาพด้านอาวุธและมีทักษะการเป็นตำรวจอ่อนด้อยกว่าทหาร ก็ควรมอบหน้าที่ของตำรวจให้แก่ทหารไปทำงานแทนโดยเปลี่ยนกฎหมายใหม่ เมื่อทหารก็มีอาวุธหนักมากมาย งานที่ทำอยู่ก็ดูแลความมั่นคงภายนอกประเทศ หากเพิ่มความมั่นคงภายในประเทศอีก ทหารทำได้ไม่ยากอย่างแน่นอน ส่วนความเป็นธรรมนั้นต้องมาจากจิตวิญญาณของคนทำงานซึ่งทหารก็สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เช่นเดียวกับตำรวจ

    เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของ ตำรวจไทย ต้องเรียกคืนด้วยมือของเพื่อนตำรวจที่มีจิตสำนึกในหน้าที่และอำนาจซึ่งกฎหมายมอบหมายภารกิจให้ตำรวจไว้  ณ วันนี้ ประชาชน ผู้กระทำความผิด ต้องได้รับความเป็นธรรมจากการทำงานของตำรวจ ส่วนตำรวจที่เป็นผู้เสียหายก็มีสิทธิ์ทวงความเป็นธรรมด้วยการใช้อำนาจตามหน้าที่ของตนได้ การแสดงศักยภาพของตำรวจที่ใกล้ชิดประชาชน เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เคารพเกียรติศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจ จักเปลี่ยนมุมมองให้ทหารเห็นคุณค่าของตำรวจมากขึ้นด้วยการรู้จักใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความยุติธรรมในฐานะตำรวจไทย เกียรติวินัย กล้าหาญ มั่นคง ไม่น้อยไปกว่าทหารสักคนเดียว ความกลัวของผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจสร้างความเสื่อมแก่วงการตำรวจไทยมานานแล้ว ขอให้ตำรวจไทยยืนหยัดในการทำงานตามอำนาจหน้าที่ซึ่งกฎหมายมอบไว้และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้กระทำความผิดอย่างกล้าหาญโดยไม่เห็นแก่ฐานะหรือบรรดาศักดิ์ของผู้ใด ถ้ายอมแพ้ต่อแรงกดดันจากความต่างด้านอาวุธและไม่ยอมใช้อำนาจของกฎหมาย เท่ากับดูแคลนวิชาชีพตำรวจ ย่อมมิอาจเรียกร้องให้ผู้ใดให้เกียรติแก่ตน เมื่อดูแคลนตัวเอง ย่อมไม่มีเกียรติพอจะให้คนอื่นยกย่องตน

     

    ********************************

    4/14/2009

    ทหารไทย ทหารเขมร คนไทย ใครเก่งสุด ?

    ทหารไทย ทหารเขมร คนไทย

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    นสพ.ฉบับหนึ่งไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาลงกรอบเล็กว่า ทหารไทยถูกทหารเขมรยิงตาย 2 ศพ แต่ฉบับล่าสุดหน้าหนึ่งกรอบใหญ่มากลงภาพทหารไทยเล็งปืนใส่กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยสมบูรณ์ ภาพแตกต่างที่หลายคนอาจมองผ่านหรือสื่อไม่อยากนำเสนอความจริงนี้ คือ ทหารเขมรมีอาวุธครบมือฆ่าทหารไทยได้สองศพ แต่ทหารเขมรไม่ตายสักศพเดียว ทหารเขมรมีอาวุธทัดเทียมกันและแม่นยำกว่าทหารไทย ส่วนคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันโดยปราศจากอาวุธ อย่างมากก็แค่ก้อนหินหรือเศษไม้ริมทาง ทหารไทยใช้ปืนสงครามสลายการชุมนุมโดยมีจำนวนคนบาดเจ็บนับร้อยคน คนตายที่ไม่ยอมนับหรือบอกกล่าว แต่สันนิษฐานจากคำให้การของคนเสื้อแดงในเหตุปะทะกันน่าจะมี 3 คน ถ้ารัฐบาลไม่ยอมประกาศเรื่องนี้ คนทั้งสามจะกลายเป็นคนสาบสูญเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเหตุพฤษภาทมิฬซึ่งหลายคนให้การตรงกันว่า ศพผู้ประท้วงถูกขนขึ้นรถจีเอ็มซีของทหารแล้วนำไปทำลายในค่ายทหาร จึงไม่มีใครยืนยันผู้ตายในเหตุการณ์นั้นจนกระทั่งบัดนี้ ใครจะกล้าไปค้นหาในค่ายทหาร ความลับครั้งนั้นจะติดตัวไปกับนายทหารที่เกี่ยวข้องเพราะพูดความจริงวันใดเขาจะกลายเป็นคนผิดตามกฎหมายหรือคนบาปในแผ่นดินทันที ศพคนเสื้อแดงจึงต้องสาบสูญเท่านั้น แม้แต่ผู้นำบ้านเมืองก็ไม่กล้าบอกความจริงด้วยเหตุผลเดียวกับบุคคลในพฤษภาทมิฬ ข้อมูลคนตายจากการสลายครั้งนี้จึงเป็นความลับที่ต้องให้เวลาคายความจริงออกมาเหมือนเหตุ 14 ตุลาเดือด ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาความจริงค่อยๆทยอยเปิดออกมาจนรู้กันดีว่า ใครอยู่เบื้องหลังการล้มล้างอำนาจจอมพลเผด็จการของไทย คนผู้นั้นมีอำนาจมากเพียงใดหลังจากกำจัดอำนาจจอมพลเหล่านั้น เขารักษาศรัทธาของปวงชนเป็นพลังสำคัญในการบริหารประเทศ มันยังส่งผลสืบเนื่องมาถึงความจริงวันนี้ของคนไทยที่ยังต้องอยู่ใต้อำนาจของระบอบอำมาตย์แทนที่ขุนศึกในปีพ.ศ.2516 แม้แต่คนต่อต้านเผด็จการจอมพลยังกลายเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์ในวันนี้เพราะต้องการอยู่ใต้ร่มเงาของอำมาตย์หรือร่วมใช้อำนาจกดขี่คนไทยหัวใจประชาธิปไตยด้วย ภาพทั้งสองเวลานั้นจุดประกายความคิดหนึ่งว่า ถ้าทหารไทยรวมพลังและท่าทางเข้มแข็งน่ากลัวได้ดังที่กระทำต่อกลุ่มคนเสื้อแดง แถมด้วยปืนในมือที่เล็งศัตรูและยิงแม่นยำ คนที่ตายในสมรภูมิเขาพระวิหารน่าจะเป็นทหารเขมรสองศพ หรือทหารไทยสำแดงพลังปืนได้กับคนไทยด้วยกันเท่านั้น เพราะคนไทยห้ามใช้อาวุธ แต่ทหารได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธฆ่าคนได้

    งานใหญ่ของพวกอำมาตย์ต่อไปเพื่อป้องกันการขัดขวางการสืบทอดอำนาจและระบอบคือ ปลูกฝังลัทธิหรือความเชื่อว่า เด็กรุ่นใหม่คือ ไพร่ มีหน้าที่เชื่อฟังคำสั่ง ทำงานเพื่อความสุขของชนชั้นปกครอง ชีวิต สิทธิ เสรีภาพ ของพวกเขาอยู่ภายใต้อำนาจหรือความเห็นชอบของผู้ปกครอง ความเป็นไพร่อย่างสมบูรณ์จะต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของผู้ปกครองรุ่นต่อไป ทั้งนี้ จักได้เห็นหรือได้ยินคำศัพท์ใหม่ในสังคมไทยโดยปลูกฝังให้คนไทยเชื่อว่า การปกครองคนไทยนับแต่นี้ไป คือ ประชาธิปไตยแบบไทย ไทย ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนประชาธิปไตยแบบสากล ผู้ใหญ่สูงวัยวันนี้นับย้อนกลับไปถึงปีพ.ศ. 2475 ต่างเคยลิ้มรสชาติชีวิตภายใต้อิทธิพลของผู้ปกครองซึ่งมีชนชั้นบรรดาศักดิ์และมีมุมมองต่อคนไทยในปกครองว่า ยังเป็นไพร่ ควรมีการศึกษาน้อย และเชื่อว่า ประชาธิปไตยทำให้คนไทยระดับไพร่ไม่เชื่อฟังผู้ปกครองซึ่งมียศศักดิ์ อีกทั้ง คนไทยไม่สมควรมีการศึกษาและควรให้ผู้ปกครองเลือกระดับการใช้ชีวิตให้ไพร่ มิใช่ไพร่มีสิทธิ์เลือกเองได้ แรงกดดันจากอดีตทำให้คนไทยรุ่นนี้ต้องการต่อต้านและทำลายแนวคิดมิให้สืบทอดไปถึงเด็กรุ่นต่อไป คนเสื้อแดงจึงถือกำเนิดจากแรงกดดันจากประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนเร้นไว้และการกำเริบสืบสานของอำมาตย์หลงยุคกลุ่มหนึ่งที่กำจัดตัวแทนประชาชนซึ่งรู้เท่าทันพฤติกรรมของพวกเขา จึงไม่ต้องการให้เป็นก้างขวางงานใหญ่ ความร่วมมือระหว่างผู้อยู่ใต้อำนาจตั้งแต่ตุลาการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และผู้มีอิทธิพลมืดที่อิงแนบกับพวกอำมาตย์หลงยุคจึงเกิดขึ้นเพื่อกำจัดศัตรูการเมืองทั้งมวล

    อิทธิพลของพวกอำมาตย์หลงยุคฝังรากลึกมานานจากแรงสนับสนุนของตัวแทนประชาชนกลุ่มหนึ่งมานานหลายสิบปี จึงทำให้สังคมไทยมีภาพลวงตาด้านสิทธิเสรีภาพเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เป็นการคัดเลือกจากหุ่นเชิดของพวกอำมาตย์หลงยุคว่าควรมีหรือได้รับสิ่งใดที่ไม่กระทบต่อฐานอำนาจของพวกเขา คนไทยส่วนใหญ่จึงถูกลวงไว้ในภาพมายานี้ นอกจากคนไทยที่มีจิตเข้มแข็ง ไร้ความกลัว จึงมองทะลุภาพมายาซึ่งสร้างกลบเกลื่อนความจริงไว้ ต่อมาคนไทยกลุ่มหนึ่งแสดงความกล้าจะเสนอความจริงนั้นให้สังคมรู้ ตัวแทนประชาชนอีกกลุ่มแสดงผลดีของระบอบประชาธิปไตยซึ่งต้องเสนอสนองประชาชนให้เป็นสุขและได้รับประโยชน์สูงสุดอันเป็นหน้าที่หลัก อันแตกต่างจากระบอบอำมาตย์ที่ต้องเป็นผู้คัดเลือกว่า ประชาชนควรได้หรือไม่ได้อะไรจากรัฐ และพวกพ้องของอำมาตย์ต้องมีความสุขสุดยอดและได้รับประโยชน์สูงสุดเท่านั้น เราจักเห็นความแตกต่างระหว่างบัตรประกันสุขภาพหรือเรียกสั้นๆว่า บัตรทอง กับ บัตรประชาสงเคราะห์ ด้วยสายตาของคนไทยกลุ่มใหญ่เองว่า ความแตกต่างของบัตรทั้งสอง คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นโยบายจากรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริงต้องตอบสนองประชาชนให้มีความสุขเป็นหลักใหญ่ มิใช่ความสุขของชนชั้นปกครองอย่างแนวคิดของระบอบอำมาตย์

    บัตรประกันสุขภาพมอบให้คนไทยทุกสถานภาพใช้สิทธิ์รักษาโรคภัยได้โดยไม่ต้องร้องขอหรือไม่ต้องจ่ายเงิน รัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นเพื่อตอบแทนประชาชนซึ่งเสียภาษีแก่รัฐ ส่วนบัตรประชาสงเคราะห์ซึ่งใช้ในสังคมไทยมานานนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ. 2475 โดยสิทธิของบัตรประเภทนี้มอบให้ผู้ป่วยอนาถา ด้อยโอกาส ไม่มีเงินรักษาโรคภัยไข้เจ็บของตนได้ จึงทำเรื่องร้องขอต่อเจ้าหน้าที่สงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลรัฐเป็นรายบุคคล หลังจากผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แล้วจึงอนุมัติให้รับการรักษาได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน มิใช่คนไทยทุกคนจะได้รับบริการรักษาสุขภาพฟรีอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หลายครั้งผู้ป่วยหรือญาติจำเป็นต้องพูดบอกเล่าชีวิตอาภัพของตนให้ดูน่าสงสารที่สุดเพื่อให้เจ้าหน้าที่อนุมัติใช้สิทธิรักษาฟรีได้ มันจึงเหมือนว่าคนไทยต้องยอมละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการดูแลเท่าเทียมกันเพื่อให้ตนดูต่ำต้อยด้อยค่าที่สุดเพื่อแลกเงินค่ารักษาโรคหรือเอาชีวิตให้รอดพ้นไปวันหนึ่ง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแนวคิดแบบประชาธิปไตยสากลทำให้บัตรประกันสุขภาพที่คนไทยมีสิทธิรับการรักษาฟรีอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องร้องขออย่างน่าเวทนาแตกต่างจากบัตรประชาสงเคราะห์ อีกอย่างหนึ่งคือ  การขึ้นภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นพวกอำมาตย์หลงยุคจะตัดสินใจง่ายกว่าตัวแทนประชาชน มันเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันมานานพันปีแล้วในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้ปกครองจะกดดันหรือบีบคั้นหาเงินบำเรอความสุขของชนชั้นนี้เมื่อเกิดภาวะการเงินติดขัด จึงเลือกมารีดนาทาเร้นจากประชาชนก่อน ความแตกต่างคือ กาลเวลาทำให้ผู้ปกครองต้องมีกลวิธีซับซ้อนในการสร้างภาพเพื่อรีดภาษีเอาเงินจากประชาชนที่มีการศึกษาดีขึ้น แต่ยังมีจุดประสงค์เดียวกับอดีต คือ รายได้ภาษีหาง่ายและเร็วทันใจกว่าแหล่งอื่น งานรักษาอำนาจของผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายสูงลิบ แต่มีแหล่งรายได้ที่หาง่าย เร็วทันใจ และไม่ต้องรับผิดชอบกับงานปกครองนี้ด้วย คือการกู้เงินในนามของประเทศ เงินส่วนต่างที่คนไทยส่วนหนึ่งไม่มีโอกาสรับทราบว่าผู้ปกครองได้รับเป็นการส่วนตัว เป็นรายได้ที่ก่อกำเนิดศึกชิงอำนาจปกครองประเทศมาทุกยุคสมัย คนไทยส่วนใหญ่รับรู้วิธีหาเงินของพวกอำมาตย์หลงยุคดี แต่มักวางเฉยเมื่อยังไม่แตะต้องชีวิตของคนไทยกลุ่มนั้น ทำให้แรงต่อต้านในสังคมต่ออิทธิพลมืดซึ่งครอบงำคนไทยมานานยังคงดำรงอยู่ทำร้ายคนไทยทุกรุ่นต่อไป ความกลัวทำให้เสื่อม การวางเฉยทำให้ความชั่วรุ่งเรืองต่อไป

    วันที่พลังคนไทยจะอยู่เหนืออิทธิพลของพวกหลงใหลอำนาจในระบอบอำมาตย์หลงยุคคงต้องรอให้คนไทยลืมตามองออกไปนอกประเทศและยอมรับความจริงว่า เวลาในประเทศไทยหยุดนิ่งหรือเดินอย่างเชื่องช้าตามคำสั่งของผู้ปกครอง ซึ่งเท่ากับล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าผู้ปกครองไม่เห็นชอบว่าคนไทยควรได้รับ ก็จะไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้นหรือการพัฒนาด้านนั้นต้องหยุดชะงัก ความคิดสร้างสรรค์อันเกิดจากเสรีภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าผู้ปกครองเห็นว่าเป็นอันตรายต่อสถานภาพของเขา เวลาที่เดินผ่านไปในยุคหน้าจะพิสูจน์เจตนารมณ์ของการชุมนุมคนเสื้อแดงครั้งนี้เยี่ยงเดียวกับคนพฤษภาทมิฬหรือคนตุลาเดือด ซึ่งเมื่ออดีตถูกประณามว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์หรือพวกไม่รักชาติที่ชุมนุมเรียกร้องสิทธิไร้สาระอันเป็นการใส่ความป้ายสีแก่พวกเขา ณ วันนี้ก็พิสูจน์ด้วยเวลาแล้วว่า พวกเขารุ่นนั้นจุดประกายความคิดให้คนไทยรุ่นต่อมารักสิทธิ เสรีภาพ ของตัวเองมากขึ้นกว่าปีพ.ศ.2475  ประชาธิปไตยจึงเกิดการพัฒนาขึ้น แม้พวกอำมาตย์หลงยุคจะขัดจังหวะเป็นระยะก็ตาม แต่ทุกระยะจะมีแรงกดดันทำให้เกิดพัฒนาการด้านการปกครองโดยคนไทยขึ้นเสมอ มันก็เชื่องช้ากว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งผู้ปกครองมีแนวคิดประชาธิปไตยแท้จริง ขณะที่ผู้ปกครองหรือผู้มีอิทธิพลมืดในสังคมไทยเป็นพวกประชาธิปไตยปลอมเท่านั้น สักวันหนึ่งคนไทยจะยอมรับและหวงแหนสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ด้วยจิตสำนึกอย่างคนประชาธิปไตยเยี่ยงเดียวกับคนอเมริกาหรือคนเกาหลีหรือคนญี่ปุ่นหรือคนฟิลิปปินส์มีในวันนี้ แม้จะรู้ช้า ก็ยังดีกว่าไม่มีวันรับรู้เลย

    การศึกษาและกาลเวลาน่าจะเป็นแรงผลักดันตามธรรมชาติที่พวกอำมาตย์หลงยุควันนี้ที่ต้องตายไม่นานนี้มิอาจต้านทานได้ ดังสุภาษิตตะวันตกกล่าวไว้ว่า ช้าดีกว่าไม่ทำเลย คนไทยวันนี้ไม่หวงสิทธิเสรีภาพของตน แต่วันหน้าคนไทยจะรู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนอย่างแน่นอน ขณะที่อำมาตย์หลงยุควันนี้หนีไม่พ้นวัฏฏะสังขาร ผู้สืบทอดอำนาจของเขาจะถูกกาลเวลาและการศึกษากลืนอดีตและแนวคิดโบราณหายไปกับคนรุ่นเก่า ดังที่เกิดขึ้นในอเมริกาซึ่งเคยบูชาอังกฤษ แต่ก็รู้รักษาสิทธิเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของตัวเองจนปลดปล่อยจากการเป็นทาสอังกฤษในที่สุด คนไทยรุ่นต่อไปจะเป็นผู้ปลดปล่อยอิสรภาพที่คนไทยวันนี้หวังจะมอบให้พวกเขา แต่ทำไม่สำเร็จ เวลาและการศึกษาของคนไทยรุ่นต่อไป แม้จะเติบโตช้าด้วยฝีมือขัดขวางของผู้ปกครองวันนี้ มันจะเป็นอาวุธสำคัญของคนไทยวันหน้าที่จะสร้างประเทศไทยให้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ อนาคตประเทศไทยจำเป็นต้องฝากไว้กับคนไทยรุ่นต่อไปที่จะเข้าสู่ศึกชิงอำนาจปกครองประเทศที่จะทำความฝันของคณะราษฎร์ วีรชนคนเดือนตุลาและพฤษภาทมิฬ และคนเสื้อแดง ให้เป็นความจริงขึ้นมาในวันหน้า เด็กไทยในอนาคตต้องฉลาดกว่าคนไทยวันนี้ จึงทำให้บ้านเมืองพัฒนารุ่งเรืองไปได้ การยึดติดกับความรุ่งเรืองในอดีตหรือวิธีปกครองแบบเก่า คือ การยืนนิ่งที่ล้าหลังและรอเวลาให้ผู้เจริญมาปกครองคนไทยเท่านั้น เราต้องไม่ลืมบทเรียนประเทศมอญที่เคยรุ่งเรืองขีดสุด แต่ไร้การพัฒนาทางสังคมและการปกครอง จึงต้องสูญเสียความเป็นประเทศแก่พม่าซึ่งมีการพัฒนาอย่างเข้มแข็งไปตามกาลเวลา หรือ พวกอินเดียแดงในสหรัฐ หรือ ชนเผ่าอินคา มันคือ วงจรที่เกิดขึ้นมาหลายพันปีกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ให้ชาวโลกเรียนรู้กันว่า การไม่ยอมเดินไปกับกาลเวลา คือ การทำตัวให้ล้าหลัง การหลงตนหลงชาติคือการฆ่าตัวตายที่หลายประเทศในประวัติศาสตร์สร้างบทเรียนเตือนชาวโลกไว้แล้ว คนไทยจึงต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของโลกเพื่อเตือนใจมิให้เดินซ้ำร้อยความล้มเหลวนั้นอีก

     

    *********************************

    4/10/2009

    กองทัพไทยเป็นของใคร ?

    กองทัพทหารของผู้ใด ?

    เขียนโดย ลูกแก้ว

     

    รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 กำหนดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แม้ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมาจากคำสั่งของคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 แต่ประโยคนี้ยืนยันอำนาจและสิทธิของคนไทยว่า อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ เป็นของคนไทย ใช้โดยคนไทยหรือตัวแทนของคนไทย และใช้อำนาจทั้งสามเพื่อประชาชน หลังจากการปฏิวัติและความขัดข้องเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งไม่สามารถบริหารประเทศได้สมบูรณ์เพราะข้าราชการบางหน่วยงานไม่รับฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนจากการเลือกตั้งที่คณะปฏิวัติเป็นผู้ควบคุมเอง ทำให้สังคมปั่นป่วนอย่างหนักอันนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยและพรรคเสียงข้างมาก จนกระทั่งสร้างงูเห่ารุ่นใหม่ขึ้นเพื่อเอาชนะพรรคเสียงข้างมากจนกระทั่งได้เป็นรัฐบาลใหม่ที่ยัดเยียดให้คนไทยในวันนี้ คำถามคาใจคือ ความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคมจากการยึดสนามบินระหว่างประเทศ ทำเนียบรัฐบาล ของ ม็อบโกเต๊กซ์ สืบเนื่องยาวนานจากการไม่ทำงาน การวางเฉย ของ ข้าราชการกลุ่มหนึ่ง คือ ตำรวจและทหารชั้นผู้ใหญ่บางคน จนกระทั่งพลังแกร่งจากนอกประเทศออกคำข่มขู่ไปยังผู้สนับสนุนการเงินและผู้มีอิทธิพลในม็อบก่อการร้ายสากล ในที่สุดต้องลุกลนหนีแยกตัวไปโดยไม่ได้มีคำสั่งขับไล่ของศาลหรือของรัฐบาลแต่อย่างใด

    รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้ตำรวจหรือทหารซึ่งเป็นข้าราชการต้องอยู่ภายใต้การบัญชาการของคนไทยและตัวแทนคนไทยโดยใช้อำนาจผ่านฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวไทยเท่านั้น มิได้กำหนดให้กองกำลังตำรวจหรือกองทัพทหารเป็นอิสระจากคนไทยเลย นับแต่ปีพ.ศ.2475 กองทัพไทยและกองกำลังตำรวจอยู่ในบังคับบัญชาของฝ่ายบริหารอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่เคยมีครั้งใดที่ตำรวจหรือทหารจะเพิกเฉยหรือขัดคำสั่งของตัวแทนประชาชนคนไทยในนามของรัฐบาลเลือกตั้ง แต่เคารพต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้กฎหมายอันชอบธรรมอย่างเคร่งครัด แต่การบริหารของรัฐบาลเลือกตั้งนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 ซึ่งมิได้มาจากพรรคที่คณะปฏิวัติอุ้มชูไว้กลับพบความวางเฉยหรือไม่เคารพคำสั่งของตัวแทนประชาชนในการทำงานเพื่อบ้านเมืองอันเนื่องมาจากความเกรงกลัวหรือเกรงใจผู้มีอิทธิพลบางคนบางกลุ่มหรือผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญซึ่งเรียกขานในสังคมสนุกปากว่า มือที่มองไม่เห็น จึงเกิดคำถามว่า กองทัพทหารทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน จริงหรือไม่ เพราะพฤติกรรมหลายครั้งของนายทหารระดับสูงสร้างความกังขาแก่คนไทยมาก

    การเคารพผู้บังคับบัญชาหรือให้เกียรติต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนไทยเป็นวิถีปฏิบัติอันเหมาะสมและกระทำสืบทอดกันมานานระหว่างนายทหารระดับสูงกับหัวหน้ารัฐบาล แต่หลังจากการปฏิวัติปีพ.ศ.2549 นายทหารซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะปฏิวัติยังปฏิบัติหน้าที่ต่อมาเพราะยังไม่เกษียณพากันรวมตัวออกทีวีประกาศขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงวิถีปฏิบัติอันเหมาะสมและขัดต่อกฎระเบียบของกองทัพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและไม่แสดงกิริยาหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชา ขณะที่นายทหารระดับต่ำลงมาต้องการไปจัดรายการให้ความรู้ประชาธิปไตยทางทีวีดาวเทียม กองทัพกลับบอกว่าเป็นการขัดต่อระเบียบที่ห้ามนายทหารยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนกรณีนายทหารระดับสูงข่มขู่หัวหน้ารัฐบาลในทีวีไม่สามารถลงโทษได้เพราะเป็นผู้ใหญ่ จักเห็นการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างเห็นได้ชัดในกองทัพไทย

    หลักสากลที่ปฏิบัติกันในประเทศเจริญทั่วโลกกองทัพทหารมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องประเทศชาติด้านความมั่นคง มิใช่การบริหารบ้านเมือง จึงไม่มีชาติใดในโลกที่กำหนดให้กองทัพทหารเป็นหนึ่งในอำนาจที่ใช้ปกครองประเทศเลย แต่เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารความมั่นคงโดยรัฐบาลซึ่งมาจากตัวแทนประชาชนเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง อีกทั้งยังปลูกฝังให้ทหารในกองทัพรับทราบว่า กองทัพเป็นของประชาชน ดูแลโดยประชาชนเพราะใช้เงินภาษีจ่ายเป็นเงินเดือน สวัสดิการ จัดหาอาวุธทันสมัย  ต้องทำงานเพื่อประชาชนและรักษาเขตแดนของประเทศด้วยความเสียสละอย่างสูงตามหน้าที่ความรับผิดชอบหนักพิเศษนี้ กองทัพและประชาชนต้องยืนอยู่เคียงข้างกันเสมอ กองทัพไม่มีสิทธิหรืออำนาจใดนำอาวุธมาข่มขู่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของกองทัพ และห้ามนำกองทัพหรืออาวุธที่ได้จากประชาชนมาล้มล้างรัฐบาลของประชาชนภายใต้การบริหารในระบอบประชาธิปไตย ทหารมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับความมั่นคงภายนอกประเทศ ป้องกันหรือกำจัดอริราชศัตรู มิใช่ทำร้ายประชาชน ดังนั้น นายทหารของชาติตะวันตกหรือชาติเอเชียหลายประเทศรู้จักหน้าที่และทำงานของตนอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะจักไม่พบว่านายทหารระดับสูงเหล่านั้นใช้กองทัพข่มขู่หรือแทรกแซงเข้าไปในวงการเมืองเลย เราแทบไม่รู้จักว่าผู้บัญชาการทหารบกของสหรัฐหรือของสิงคโปร์มีชื่ออะไร เพราะเขาไม่เคยแสดงบทบาทต่อสาธารณชนเกินจากความเป็นทหารหรือแสดงอำนาจบาตรใหญ่เหนือรัฐบาลตามสื่อมวลชนอย่างที่นายทหารไทยชื่นชอบกระทำกันบ่อยครั้ง เราจะไม่เคยได้ยินว่านักการเมืองสหรัฐปรึกษาตั้งคณะรัฐบาลกับผู้บัญชาการทหารบกหรือผู้พิพากษาศาลสูงกลาง แต่คนไทยจะพบว่านักการเมืองของไทยขอคำแนะนำตั้งรัฐบาลจากผู้บัญชาการทหารบกในค่ายทหารซึ่งเป็นคำยืนยันจากนายทหารด้วยความภาคภูมิใจที่มีโอกาสร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้

    บทบาทหน้าที่ของกองทัพไทยหลังการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ผิดแผกแตกต่างจากประเทศเจริญแล้วทั้งหลาย คือ การแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อรัฐบาลเลือกตั้งด้วยการแทรกแซงทางการเมือง เช่น ขับไล่หัวหน้ารัฐบาลเลือกตั้งทางสื่อมวลชน การวางเฉยต่อการทำงานที่กฎหมายมอบหมายไว้หรือไม่ยอมร่วมมือเพื่อระงับกิจกรรมนอกกฎหมายที่ยึดสนามบินหรือทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลออกคำสั่งให้ช่วยทำงาน การให้สัมภาษณ์ในเชิงข่มขู่ ไม่ให้เกียรติแก่ตัวแทนประชาชน ใช้อำนาจข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามหรือช่วยเหลือให้พรรคฝ่ายตนได้เปรียบในการเลือกตั้งตามพื้นที่ต่างๆ เป็นต้น นายทหารระดับสูงยุคนี้นำกองทัพทหารไทยห่างไกลจากหลักสากลของกองทัพทหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเป็นของประชาชน ดูแลควบคุมโดยปวงชนชาวไทย ทำงานเพื่อพิทักษ์ประเทศไทยและคนไทย ไปสู่การถือกรรมสิทธิ์โดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด รับคำสั่งทำลายอำนาจของตัวแทนประชาชนจากบุคคลหนึ่งบุคคลใด ทำงานรับใช้เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด มันเป็นการทำลายภาพลักษณ์งดงามที่นายทหารหลายยุคสมัยรักษาเกียรติภูมิของบรรพชนและสืบทอดกันมานาน การกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาหรือตัวแทนประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของกองทัพแท้จริงเกิดจากการฝักใฝ่ส่วนตัวของนายทหารระดับสูงกลุ่มหนึ่ง แต่ทำลายภาพลักษณ์กองทัพไทยในสายตาชาวโลก คนไทยส่วนใหญ่กับคนต่างประเทศรู้กันดีว่า วันนี้กองทัพไทยมิใช่ของปวงชนชาวไทย ใช้เงินภาษีของคนไทยเป็นเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ แต่รับใช้หรือฟังคำสั่งจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือคณะบุคคลหนึ่ง มิใช่จากคนไทยหรือตัวแทนคนไทยแล้ว ทหารที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือคนไทยจึงไม่สมควรเรียกว่า กองทัพทหารไทย แต่จะกลายเป็นกองโจรไทยซึ่งเป็นความน่ากลัวสำหรับคนไทยสุจริตและรักประชาธิปไตยอย่างมากที่พวกนี้ถืออาวุธเตรียมประหัตประหารคนไทยได้ทุกเวลา ถ้าพวกเขาไม่พอใจหรือเชื่อว่าคนไทยไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ถือกรรมสิทธิ์กองโจรไทยอีกแล้ว เกียรติยศและศักดิ์ศรีกองทัพทหารไทยถูกทำลายย่อยยับลงด้วยคนกลุ่มเดียวที่พยายามบิดเบือนหลักประชาธิปไตยที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กองทัพทหารไทยเป็นของคนไทยและเป็นส่วนหนึ่งของงานบริหารประเทศโดยรัฐบาลตัวแทนประชาชน แต่กองโจรติดอาวุธเป็นสมบัติส่วนตัวของบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ แต่เป็นศัตรูร้ายของระบอบประชาธิปไตยในวันนี้ ตราบใดที่นายทหารไทยไม่มีจิตสำนึกที่ถูกต้องว่า ตนอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่กองทหารต้องเป็นของคนไทย อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลไทย ประเทศชาติย่อมไม่มีวันมั่นคงแน่นอน บิดามารดาญาติพี่น้องผองเพื่อนของนายทหารระดับต่างๆต้องรับภาระหนักในการสอนหรือแนะนำแนวคิดที่ถูกต้องแก่คนเหล่านั้นเพื่อความสงบสุขของประเทศ กลุ่มคนติดอาวุธจะเรียกว่า กองทัพทหารหรือกองโจร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม หน้าที่ความรับผิดชอบ แนวคิดว่าอยู่ในระบอบใด ความเป็นเจ้าของ และวัตถุประสงค์ที่ใช้อาวุธ ณ วันนี้กองทัพไทยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด นายทหารทุกระดับชั้นคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่จะกล้าประกาศต่อสาธารณชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน ส่วนคนไทยนั้นล้วนเข้าใจความเป็นเจ้าของในกองทัพทหารไทยดีอยู่แล้วว่า กองทัพของประเทศไทยต้องเป็นของคนไทยเท่านั้น เงินภาษีของคนไทยก็เป็นเงินเดือนและสวัสดิการแก่นายทหารทุกระดับชั้น รวมไปถึงอาวุธที่ใช้ในกองทัพไทยก็จัดซื้อด้วยเงินภาษีและการรับภาระหนี้สินโดยคนไทย ถ้าไม่มีคนไทย ก็ไม่มีกองทัพไทย ไม่มีประเทศไทย

    **************************

    4/7/2009

    คาใจเรื่องหุ้น

              ถาม     รายได้จากการขายหุ้นต้องเสียภาษีให้กรมสรรพากรหรือไม่ ?

                ตอบ     หุ้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หุ้นของบริษัทจำกัด และ หุ้นของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าซื้อขายหุ้นของบริษัทจำกัด รายได้จากการขายหุ้นต้องนำไปเสียภาษีตามอัตราและระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ ส่วนหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีกฎหมายกำหนดยกเว้นให้รายได้จากการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีก ผู้ซื้อหุ้นต้องจ่ายเพียงค่าธรรมเนียมซื้อขายที่ตัวแทนค้าหลักทรัพย์เรียกเก็บตามอัตราที่ธนาคารชาติกำหนดไว้เท่านั้น แต่ไม่ต้องนำเงินรายได้ส่วนนี้ไปยื่นเสียภาษีอีก กฎนี้ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมตลาดหลักทรัพย์ไทยและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

                ถาม     ถ้าจะนำรายได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไปจ่ายภาษีให้กรมสรรพากรทำได้หรือไม่ ?

                ตอบ     เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้กรมสรรพากรรับชำระภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นเพราะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กรมสรรพากรย่อมไม่มีอำนาจรับชำระเงินจากผู้ขาย

                ถาม     ใครจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ?

                ตอบ     เมื่อกฎหมายกำหนดว่าผู้ใดซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี จึงหมายถึงผู้ซื้อ ผู้ขาย ทุกคนไม่ว่าสัญชาติใด ถ้าซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย จักได้รับยกเว้นการเสียภาษีจากรายได้ก้อนนี้เท่าเทียมกัน

                ถาม     การไม่เสียภาษีขายหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขาดจริยธรรมของนักการเมืองหรือไม่ ?

                ตอบ     กฎหมายตลาดหลักทรัพย์บัญญัติขึ้นเพื่อส่งเสริมการซื้อขายหุ้นของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ใดซื้อขายหุ้นในตลาดแห่งนี้ไม่ว่าจะมีชนชั้นหรือยศใดย่อมได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน มิได้เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของคน ตัวอย่างใกล้เคียงกัน คือ เมื่อศาลใช้กฎหมายตัดสินนักโทษให้จำคุกหรือประหารชีวิต ทั้งที่การกักขังหรือการฆ่าเป็นเรื่องขัดต่อจริยธรรมมนุษย์ แต่ทุกคนต้องเชื่อฟังคำพิพากษาเพราะมันเป็นอำนาจตามกฎหมาย มิได้ตัดสินโทษด้วยหลักจริยธรรม ดังนั้น เมื่อทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีแก่รัฐ และกรมสรรพากรไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีจากเงินขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้

            ถาม     ประเทศจะเสียประโยชน์จากการไม่เก็บภาษีซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างมากใช่หรือไม่ ?

                ตอบ     ประเทศและตลาดหลักทรัพย์ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจาก ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นของนักเล่นหุ้นทุกสัญชาติ เพราะจะเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายโดยตัวแทนค้าหลักทรัพย์ซึ่งต้องนำไปจ่ายแบ่งให้ตลาดหลักทรัพย์ด้วย รายได้ของบริษัทตัวแทนค้าหลักทรัพย์ก็ต้องนำไปเสียภาษีแก่กรมสรรพากรเป็นประจำทุกปี

     

    **************************

    4/6/2009

    ดูหมิ่นประมุขรัฐต่างประเทศ

            ประมวลกฎหมายอาญา หมวดความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ มาตรา 133 บัญญัติว่า  ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือ ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

     

                คำอธิบาย

     

                    ความผิดมาตรานี้ในเมืองไทยใช้กันน้อย แต่มีบทลงโทษหนักพอควรเพื่อป้องกันเกียรติยศของมิตรสหายหรือแขกของประเทศไทย เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับประเทศเหล่านั้น จึงไม่ต้องการให้คนไทยหรือคนสัญชาติใดใช้คำพูดทำลายชื่อเสียงของประเทศอื่น ดังนั้น กฎหมายจึงเขียนคำว่า “ผู้ใด” ซึ่งหมายรวมทั้งคนไทยและคนต่างสัญชาติ จักถูกลงโทษด้วยมาตรานี้ หากเขาเจตนาพูดดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อบุคคลต่างประเทศที่กำหนดไว้ อันได้แก่ ประมุขของรัฐต่างประเทศที่เป็นกษัตริย์ ราชินี ราชาธิบดี หรือ ผู้นำประเทศซึ่งมีชื่อตำแหน่งแตกต่างกัน แต่มีสถานภาพเป็นประมุขของประเทศนั้น การใช้คำพูดพาดพิงถึงประมุขของรัฐประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเป็นที่กล่าวขานกันในเมืองไทย เช่น (ชื่อประมุข)เป็นไอ้กุ๊ย คนถ่อย อันธพาลข้างรั้วไทย เป็นต้น ถือเป็นการใช้คำพูดดูหมิ่น ดูแคลน ประมุขของรัฐนั้นให้เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงและเป็นการพูดอย่างมีสติ มิใช่คนบ้า กระทำผ่านสื่อทีวีและสาธารณชนรับทราบไปทั่วโลก สถานที่พูดคือ เมืองไทย คนพูดยอมรับว่าเป็นคนใช้ประโยคนั้นจริง ถือเป็นหลักฐานชัดแจ้งที่อาจถูกลงโทษตามกฎหมายมาตรานี้ได้ซึ่งต้องเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อมีการฟ้องคดีอาญา คำพูดประเภทนี้กระทำต่อประมุขของรัฐต่างประเทศอาจทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศได้เพราะคนพูดกระทำด้วยความมั่นใจและสะใจโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศทั้งที่เขามีวุฒิภาวะค่อนข้างสูงและมีสติตลอดเวลาที่พูดผ่านสื่อมวลชน คำพูดเมื่อวันวานตามหลอกหลอนเขาในวันนี้ที่มีตำแหน่งการเมืองสูงส่งให้ต้องร้อนกายร้อนใจเพราะความผิดที่เคยกระทำไว้มิได้ถูกปิดกลบมิดชิดนัก มันเป็นบทเรียนสอนใจคนที่คิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นต่อไปว่า จงระมัดระวังทุกการกระทำ ทุกคำพูด เพื่อมิให้สิ่งนั้นตามไปทำลายล้างความเจริญของตนในภายหน้า มันเป็นวิถีของคนฉลาดที่ยอมรับว่า ชีวิตมีความไม่แน่นอน วันหนึ่งอาจได้ดีสูงเลิศหรือตกต่ำสุดขีด แต่ต้องพูดจาหรือกระทำวันนี้ให้ดีที่สุด

     

    ***********************************

    4/4/2009

    รู้จักกับองคมนตรี

                    ถาม     องคมนตรี คือ สถาบันเบื้องสูง จริงหรือไม่ ?

                ตอบ     รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 บัญญัติหน้าที่ขององคมนตรี คือ ที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยรับการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย กำหนดให้มีประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีไม่เกิน 18 คน จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติสถานภาพขององคมนตรีว่าเป็นสถาบันเบื้องสูงหรือตามภาษาราชการคือ สถาบันกษัตริย์ แต่อย่างใด อีกทั้งมิใช่ส่วนหนึ่งของสถาบันเบื้องสูง เพราะมิใช่สมาชิกราชวงศ์กษัตริย์ เป็นข้ารับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทเท่านั้น คล้ายคลึงกับ หน้าที่ นางสนองพระโอษฐ์ อันหมายถึง ผู้รับคำสั่งเพื่อรับใช้พระเจ้าแผ่นดินและพระราชินี โดยรับการเลือกหรือแต่งตั้งโดยพระเจ้าแผ่นดินและพระราชินีเพื่อทำงานตามแต่พระประสงค์

                ถาม     การพูดพาดพิงองคมนตรีต้องรับโทษฐานหมิ่นเบื้องสูงใช่หรือไม่ ?

                ตอบ     ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดให้องคมนตรีอยู่ในมาตรานี้ด้วย ถ้าต้องการฟ้องคดีพูดพาดพิงให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จักต้องไปใช้โทษฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปเท่านั้น เพราะองคมนตรีหรือคณะองคมนตรี มิใช่นิติบุคคลหรือสถาบันเบื้องสูงจึงใช้มาตรา 112 ลงโทษผู้อื่นไม่ได้

                ถาม     การที่องคมนตรีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือชี้นำการทำละเมิดกฎหมายมีบทลงโทษหรือไม่ ?

                ตอบ     คุณสมบัติข้อหนึ่งขององคมนตรีในรัฐธรรมนูญ คือ การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เช่น เป็นสมาชิกหรือที่ปรึกษาพรรคการเมืองไม่ได้ เป็นต้น แต่ไม่มีบทลงโทษเมื่อขาดคุณสมบัติ จึงเป็นเรื่องจิตสำนึกของแต่ละบุคคล

                ถาม     ประธานองคมนตรีมีความสำคัญอย่างไรต่อสังคมไทย ?

                ตอบ     รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 บัญญัติให้ ประธานองคมนตรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว ในช่วงที่ยังไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และคณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย ซึ่งบางข้อมีความแตกต่างที่มิได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ.2540  บางมาตราเขียนเพิ่มเติมอำนาจให้ประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรีเข้าเกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติมากขึ้นโดยคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 เป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

            ถาม     องคมนตรีหรือคณะองคมนตรีมีสถานภาพทางสังคมอย่างไร ?

                ตอบ     องคมนตรีมีสถานภาพบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในฐานะบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องเสียภาษีรายได้จากการทำงานทุกปี มีสิทธิ์ใช้บัตรประกันสุขภาพ ส่วนคณะองคมนตรีก็มิใช่นิติบุคคลเพราะไม่มีกฎหมายกำหนดสถานภาพนั้นไว้เป็นการเฉพาะ จึงเป็นคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์และทำงานตามหน้าที่และเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญเท่านั้น

     

    ******************************

    4/1/2009

    ขจัด 5 ชั่ว

    ขจัดห้าชั่ว

     

    กองทัพหรือองค์กรจักพ่ายแพ้ บ้านเมืองจะล่มจม เพราะมีห้าชั่ว คือ

    1.    แบ่งพรรค แบ่งพวก  ใส่ร้ายป้ายโทษผู้มีภูมิรู้ความสามารถที่สุจริต

    2.    เหลวแหลกเละเทะ  ใช้ยานพาหนะหรือสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ผิดระเบียบแบบแผน

    3.    ปลุกผีร่ายมนต์เผยแพร่ไสยเวท

    4.    ฟื้นฝอยหาตะเข็บ  คอยจับผิดผู้อื่นเพื่อแก้แค้นส่วนตัว

    5.    ฉวยโอกาสคบคิดกับข้าศึกศัตรู

     

    ห้าชั่วล้วนเป็นเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ไร้ศีล ไร้สัตย์ ของคนชั่วทั้งสิ้น คนห้าชั่วพึงปลีกตัวออกห่าง อย่าได้ให้ความใกล้ชิดสนิทสนม หรือไว้เนื้อเชื่อใจเป็นอันขาด

     

    คำอธิบาย

     

    ขงเบ้งชี้เน้นให้ระมัดระวังคนชั่ว 5 ประเภท ที่นำภัยพิบัติมาสู่กองทัพและบ้านเมือง หรือเตือนให้ผู้นำพึงออกห่างจากทรชนเหล่านี้ อีกทั้งสามารถนำไปเตือนใจผู้นำองค์กรเพื่อพัฒนาการบริหารด้วยการกำจัดหรือระวังภัยทหาร ขุนพล ลูกน้อง ผู้ติดต่อสัมพันธ์ที่อยู่ในห้าชั่ว ส่วนผู้นำที่ไร้ศีล ไร้สัตย์ ย่อมคล้ายคนตาบอดที่ทำลายความมั่นคงของชาติหรือความแข็งแกร่งขององค์กรได้ ย่อมต้องพึงระวังหรือกำจัดให้สิ้นซากไปจากบ้านเมืองหรือองค์กร

     

    *****************************