Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
5/31/2008 กฎหมู่เหนือกฎหมายกฎหมู่ ความกร่าง สิทธิ
เขียนโดย แก้วมณี
มนุษย์คือสัตว์โลกที่อาศัยบนพื้นดินด้วยมีพัฒนาการต่อเนื่องทางกายและสมองอย่างยอดเยี่ยมย่อมเก็บซ่อนสัญชาตญาณดิบไว้ได้ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน จึงถือเป็นสัตว์ประเสริฐที่สุดซึ่งครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพยากรบนโลกมากที่สุด หากสังเกตให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่าหากมีการรวมตัวกันมาก มนุษย์มักแสดงสัญชาตญาณดิบหรือเถื่อนออกมาในทางรุนแรงเกินห้ามปรามกันได้ ดังเช่น ข่าวในอดีตชิ้นหนึ่งที่กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันจำนวนมาก ณ จุดหนึ่งในสวนสาธารณะนิวยอร์ก เมื่อมีผู้หญิงเดินผ่านไปจุดนั้นจะถูกลากไปลวนลามทางเพศ บ้างก็ถูกข่มขืน ส่วนผู้ชายก็ถูกซ้อมกระทืบทำร้ายตามอำเภอใจ โดยไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะเป็นกลุ่มใหญ่มาก แม้แต่ตำรวจบางคนยังไม่เข้าไปใกล้ บางคนทนไม่ไหวเข้าไปช่วยหรือขัดขวางพฤติกรรมเถื่อนก็ถูกทำร้ายอาการปางตาย จนกระทั่งตำรวจกลุ่มใหญ่พร้อมอาวุธเข้าไปสลายกลุ่ม ความสงบจึงกลับคืนมาได้ ข่าวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของคนต่างเผ่าจำนวนหนึ่งบุกข้ามเขตไปสังหารอย่างเหี้ยมโหดในคืนเดียวโดยรัฐบาลไม่ขัดขวาง เป็นต้น เมื่อมีการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ จิตใจฮึกเหิมจากการปลุกเร้าด้วยคำพูดหรือกิริยาท่าทาง ทำให้เกิดพลังงานสูงและพร้อมจะปล่อยทำลายล้างสิ่งรอบกายได้ทุกเวลา มิใช่เกิดขึ้นในต่างประเทศเท่านั้น ในอดีตยุค 14 ตุลาคมแสนเศร้าเคยมีการรวมกลุ่มกันด้วยการจัดตั้งหรือหนุนหลังของรัฐบาลเผด็จการเพื่อต่อต้านหรือทำลายล้างศัตรูการเมือง ชื่อ กลุ่มกระทิงแดง ซึ่งมาจากการรวมตัวของนักเรียนช่างกลและมีนายทหารคนหนึ่งเป็นหัวหน้า โดยใช้คำพูดยุแหย่เรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานภาพของเด็กช่างกลกับนักศึกษา พร้อมให้ถือปืนและมีดดาบได้ ทำให้กลุ่มนี้รวมตัวกันเป็นจำนวนหลายร้อยคนเพื่อตามล่าทำลายล้างผู้ต่อต้านรัฐบาลทั้งนักศึกษา นักวิชาการ ประชาชน นอกจากนั้นยังแสดงอำนาจต่อสาธารณชนด้วยการนั่งประจำในโรงพักโดยออกคำสั่งกับตำรวจว่า ทุกคำร้องทุกข์ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากสมาชิกลุ่มกระทิงแดงก่อน สมาชิกกลุ่มนี้ทำร้ายหรือฆ่าผู้ใดจักไม่มีการเอาโทษอาญาใดๆด้วยการสนับสนุนของผู้ใหญ่สมัยนั้น การทุบแท่นพิมพ์เมื่อลงข่าวไม่เป็นที่พอใจของผู้นำกลุ่มเกิดขึ้นเป็นระยะ ประชาชนต่างพากันหวาดกลัวความโหดเหี้ยมและความรุนแรงจากพฤติกรรมของกลุ่มกระทิงแดงอย่างมากเนื่องจากคำพูดหรือการชี้มือจากคนในกลุ่มนี้จักทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ได้ทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หลายครอบครัวต้องพบเคราะห์ร้ายจากการกระทำของพวกเขา แต่ไม่อาจร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐหรือศาลได้เพราะพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ความมืดครอบงำจิตใจคนไทยให้อยู่ในความหวาดกลัวทุกนาทีอันมีสาเหตุจากการรวมกลุ่มแสดงความกร่างและพลังของสัญชาตญาณดิบ ความคิดอคติรุนแรง สิทธิเสรีภาพของคนไทยถูกทำลายลงด้วยแนวคิดของรัฐบาลและเจตนารมณ์ของการรวมกลุ่มเพื่อกำจัดศัตรูการเมืองโดยไม่ใช้กฎหมาย แต่มุ่งใช้กฎหมู่ซึ่งเน้นการใช้พลังอำนาจข่มขู่ผู้อื่นเป็นหลัก การปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลและรัฐธรรมนูญถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้พลังอำนาจเหนือกฎหมายเพื่อทำลายศัตรูการเมืองหรือเพื่อแย่งอำนาจจากรัฐบาลตามกฎหมาย อันเป็นไปตามทฤษฎีที่ว่า หนึ่งคนเปลี่ยนแปลงกฎไม่ได้ แต่หลายคนสร้างกฎใหม่ได้ เมื่อมีการรวมตัวกันย่อมเกิดพลังอำนาจสูงในการกระทำเรื่องดีหรือเลวก็ได้ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและการยับยั้งใจของพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อมีหัวหน้ากลุ่มที่ทุกคนศรัทธาอย่างสูง หากเป็นการรวมกลุ่มเพื่อทำความดี เช่น การรวมตัวของข้าหลวงจากเมืองต่างๆที่แตกพ่ายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดยพระเจ้าตากสินเป็นหัวหน้ารวมศรัทธาและความมุ่งมั่นจะกู้ชาติและขับไล่พม่า ศัตรูของชาติที่รุกรานแผ่นดินจนย่อยยับ ด้วยพลังอำนาจ สติปัญญา เจตนารมณ์ที่ดีของคนกลุ่มนี้ จึงกลายเป็นประเทศไทยอันมั่นคงในวันนี้ เป็นต้น อีกด้านหนึ่งเมื่อเป็นการรวมกลุ่มเพื่อกำจัดศัตรูการเมืองโดยใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย เช่น กลุ่มพันธมิตรที่ต้องการขับไล่รัฐบาลด้วยการให้คนมารวมตัวปิดถนนอันเป็นทางสัญจรของคนไทยเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แทนที่จะใช้วิธีการทางกฎหมายซึ่งให้อำนาจแก่คนไทย และพูดท้าทายข่มขู่ให้ใช้กฎหมายกับกลุ่มตนเมื่อใด จะสร้างความวุ่นวายให้ชาติทันทีโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของชาติ เป็นต้น ความขัดแย้งทางความเห็นย่อมมีกันได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่วิธีแก้ไขก็มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งให้คนไทยใช้สิทธิ์ต่างๆได้ เช่น ต้องการขับไล่นักการเมืองหรือข้าราชการคนใดก็เข้าชื่อรวมกันตามจำนวนที่กำหนดยื่นเรื่องเข้าไปตามขั้นตอน การพิจารณาจะเริ่มต้นขึ้นและทุกคนต้องเคารพคำตัดสินนั้น การเสนอกฎหมายของตน ก็ทำได้ง่ายๆ เป็นต้น กลุ่มพันธมิตรเลือกใช้กฎหมู่ด้วยการรวมตัวประท้วงขัดขวางการสัญจรของชาวบ้าน ข่มขู่รัฐบาลโดยเอาความไม่สะดวกของประชาชนเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายอันเป็นการแสดงความกร่างไม่แตกต่างจากกลุ่มกระทิงแดงในอดีตซึ่งมีฉากบังหน้าหรือข้ออ้างเรื่องเจตนารมณ์แตกต่างกันตามยุคสมัย แต่พฤติกรรมความรุนแรง ไม่เคารพกฎหมาย มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเป็นไปตามทฤษฎีสัญชาตญาณดิบเถื่อนของสัตว์โลกที่ว่า เมื่อมีการรวมตัวจำนวนมาก ความกลัว ความยับยั้งใจ ความมีสติ ย่อมสูญหายไป เหลือเพียงจิตใจฮึกเหิมและพฤติกรรมพื้นฐานของสัตว์คือ การทำลายล้างผู้ด้อยกว่าหรือข่มขู่ข่มเหงผู้อื่น เพื่อสนองตอบอารมณ์เถื่อนที่ถูกเก็บไว้ด้วยกฎทางสังคมและกฎหมาย เมื่อผู้มีอำนาจสนับสนุนเบื้องหลัง ความมั่นใจ การเงินคล่องตัว พลังคนและมีอาวุธ ย่อมผลักดันให้สัญชาตญาณเถื่อนแสดงออกอย่างมีพลังได้ ขณะที่อีกฝ่ายยังมีสติและยึดถือกฎหมายบ้านเมืองคอยควบคุมพฤติกรรมเถื่อนส่วนตัวไว้ จึงเป็นการเสริมความฮึกเหิมแก่กลุ่มพันธมิตรให้ทำลายสังคมยิ่งขึ้น อันส่งผลต่อความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนต่อพฤติกรรมกร่างของกลุ่มนอกระบบถ้ารัฐบาลไม่สยบความกร่างและจิตใจฮึกเหิมในเวลาที่เหมาะสมโดยใช้ความเมตตาเป็นหลัก บัดนี้ กลุ่มพันธมิตรไม่สนใจต่อการใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่มุ่งใช้กฎหมู่ทำลายล้างศัตรูการเมืองของนายใหญ่โดยมิได้คำนึงถึงผลเสียหายต่อชาติ เศรษฐกิจ ของคนไทย กอปรกับภาวะเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มตั้งต้นในทางที่ดีหลังการปฏิวัติเกือบสองปี ภาวะการว่างงานเกิดขึ้นจากต้นทุนผลิตสินค้าสูง ค่าแรงสูง มันเคลื่อนใกล้คนไทยมากแล้ว รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาบ้านเมืองอยู่ แต่ฝ่ายพ่ายแพ้เกมการเมืองกลับมุ่งมั่นทำลายล้างรัฐบาลเลือกตั้งโดยใช้กฎหมายอคติฉุดรั้ง ทำลาย พวกเขาไว้ แทนที่บ้านเมืองจะเติบโต ฟันฝ่าพายุน้ำมัน อาหาร การว่างงาน ได้ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลอดทนเต็มที่แต่การรุมเร้าและป้ายความผิดที่มากเกินเหตุ ทำให้ความอดทนสิ้นสุด จึงเลือกแก้ต้นตอของปัญหาโดยมิได้ทอดทิ้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเลย คนไทยควรหวนคิดถึงสิ่งที่รัฐบาลมุ่งทำเพื่อปากท้องของคนไทยตลอดสามเดือนที่ผ่านมาด้วยใจเป็นธรรม แต่หลายปัญหานั้นต้นตอมาจากต่างประเทศ รัฐบาลจำต้องใช้เวลามากในการทำงาน แต่กฎหมายบางฉบับเป็นตัวปัญหาที่ชะลอหรือเหนี่ยวรั้งการทำงานไว้ พฤติกรรมที่เห็นได้บ่อยครั้งในระยะหลังซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานมาก คือ การยื่นถอดถอนด้วยสาเหตุไม่พอใจส่วนตัว เช่น เหตุขึ้นราคาค่าโดยสารรถประจำทางตามภาวะราคาน้ำมัน เหตุการดูแลสื่อมวลชนของรัฐให้ทำงานอยู่ในจรรยาบรรณมากขึ้น การใส่ข้อกล่าวหาดูหมิ่นหรือไม่ภักดีต่อสถาบันสูงให้กับศัตรูการเมืองกรณีไม่มีความผิดจากการทำงานอื่น การทำลายโบราณสถานก็กล่าวหาโยนความผิดไปให้อดีตนักการเมืองโดยไร้หลักฐาน ชาวนาอยากขายข้าวเหนียวราคาสูง ปิดถนนหลวงและให้ข้อเสนอที่ขัดต่อการตลาดว่า ต้องรับซื้อราคาสูงโดยไม่ให้พิจารณาความชื้น ทั้งที่ควรเน้นการพิจารณาความชื้นอย่างเป็นธรรม มิใช่ฉ้อโกงชาวนา เป็นต้น พฤติกรรมหลายอย่างทำให้น่าหวั่นใจว่าบ้านเมืองไร้ขื่อแปมากขึ้นทุกวัน เพราะใครอยากได้สิ่งใด ก็ต้องสร้างความหวาดกลัว ความน่ารำคาญ แก่รัฐบาลและคนไทยก่อนด้วยการรวมตัวจำนวนมากแล้วปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหรือขัดขวางลดความสบายของประชาชนลง เพื่อสร้างแรงบีบคั้นไปที่รัฐบาลแล้วจะได้ทุกสิ่งสมปรารถนา มันกลายเป็นการเลียนแบบในทุกภาคส่วนของสังคมไปแล้ว อันส่งผลอันตรายต่อการอยู่รวมกันของคนรักสงบที่ต้องกลายเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อของกลุ่มพลังอำนาจเถื่อนที่ใช้ต่อรองเรียกร้องความต้องการของตน บัดนี้ กลุ่มพันธมิตรสร้างพลังอำนาจขึ้นด้วยการรวมคนโดยจะมีการจ้างวานหรือไม่ก็ตาม เพื่อสร้างความหวาดกลัวที่จะสูญเสียความสงบสุขทางสังคมหรือผู้ที่อาจสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการปั่นยุแยงของกลุ่มพันธมิตร แล้วยอมเชื่อฟังพวกเขาในการขับไล่ศัตรูการเมืองให้สำเร็จโดยไม่ใช้กฎหมาย ความกลัวจึงเป็นอาวุธของกลุ่มพันธมิตรโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติและคนไทย ทั้งนี้เพราะผู้นำกลุ่มมีอำนาจและเงินทุนหนุนหลังสูงจึงไม่ต้องคำนึงถึงความเสียหายส่วนตัวหรือครอบครัว แม้แต่ของชาติ นายทุนของกลุ่มความเชื่อนี้บางคนเป็นพวกเบี้ยวแชร์หอบเงินหนีไปต่างประเทศจนพ้นอายุความคดี เสวยสุขคนเดียวบนความทุกข์ของลูกแชร์ แล้วกลับมาอวดอ้างตนเป็นคนรักชาติและคนสุจริต หลายคนมีการงานมั่นคงในองค์กรรัฐ สถาบันความรู้ บ้างเป็นคนล้มละลาย ก็ยังมีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ แต่ไม่จ่ายเงินคืนเจ้าหนี้ซึ่งถือเป็นความแปลกในสังคมไทยที่คนประเภทนี้ได้รับการยกย่องนับถือในระดับหัวหน้าของกลุ่มได้ เบื้องหลังของคนเหล่านี้ล้วนมีชีวิตและเศรษฐกิจมั่นคงกว่าคนไทยที่เชื่อฟังคำสั่งของเขาโดยได้รับค่าแรงหรือไม่ก็ตาม ช่วงนี้เศรษฐกิจของชาติต้องการความสามัคคี การเคารพเชื่อฟังกฎหมาย เพื่อนำพาเรือรั่วสัญชาติไทยลำใหญ่ผ่านพ้นมรสุมยักษ์นี้ไปอย่างรอดปลอดภัยทุกคน มิใช่รอดเฉพาะกลุ่มพันธมิตรเท่านั้น ครอบครัวคนไทยจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเตือนสมาชิกให้มีสติ ใช้ปัญญา ในการฟังคำพูดและพิจารณาให้มากเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจไว้ด้วยมือของคนไทย อย่าฝากชีวิตเดียวไว้กับกลุ่มพันธมิตรเพราะสังเกตให้ดีว่า พวกเขายุแยงก่อกวนปลุกปั่นให้ทะเลาะกัน ต่อสู้กัน แต่ผู้นำทั้งหลายไม่เคยเจ็บตัวหรือตายสักคน กลายเป็นสมาชิกครอบครัวของคนไทยที่ตายหรือบาดเจ็บเพื่อสนองตัณหาของพวกเขาโดยไม่มีการชดเชยทดแทนการสูญเสียเลย ถ้าพวกผู้นำกลุ่มตายหรือบาดเจ็บล้วนมีสวัสดิการรัฐดูแลอย่างดี มีเงินทองรักษาอย่างสบายกายและใจ แม้แต่ค่าทำศพรัฐจัดการอย่างสมเกียรติ แต่เหล่าสาวกจะมีใครมาดูแลหรือทดแทนความสูญเสียหรือความตายได้ดีเท่าพวกเขา ดังนั้น จงคิดและฟังอย่างมีสติ อย่าเชื่อถือโดยไม่ใช้ปัญญาคิดตรองก่อน ความมั่นคงของประเทศไทยจะสั่นคลอน ถ้าคนไทยเชื่อฟังทุกคำพูด ทุกคน โดยไม่ใช้สติปัญญา กลุ่มพันธมิตรมีความเชื่อเรื่องกฎหมู่มวลชนอยู่เหนือกฎหมาย พลังอำนาจเปลี่ยนแปลงและแย่งได้ทุกสิ่ง นิยมความรุนแรง บรรดาสาวกของลัทธิความเชื่อนี้อาจยืนอยู่ข้างกายของใครก็ได้ คนรักสงบพึงระมัดระวังคำพูดหรือการปฏิบัติที่พาดพิงถึงกลุ่มนี้เป็นพิเศษ มิฉะนั้น อาจต้องมีเคราะห์ร้ายเพราะกลุ่มนี้จะตอบโต้และลงโทษอย่างรุนแรงทั้งวาจาและการปฏิบัติ โดยเฉพาะการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูหรือผู้ไม่เห็นด้วยกับตนด้วยข้อกล่าวหาว่าพูดจาหรือมีกิริยาหมิ่นสถาบันหรือเพื่อล้มล้างสถาบัน ข้อพึงระวังเบื้องต้นที่ไม่ควรเอ่ยหรือแสดงตนเมื่ออยู่ในที่สาธารณะหรือม็อบของกลุ่มพันธมิตรอย่างเด็ดขาด คือ 1. คำว่า “สถาบัน” ห้ามเอ่ยถึงเด็ดขาดเพราะจะถูกตีความเหมาว่า หมายถึง สถาบันเบื้องสูง แม้จะกำลังพูดถึงสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันการศึกษาก็ตาม อันเกิดจากอคติ ความระแวง และเป็นข้อกล่าวหาที่ทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้ง่ายที่สุด คำว่า “ระบบอุปถัมภ์” หรือ การพูดคุยข่าวสารจากเนปาลซึ่งกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงวิธีปกครองในประเทศนั้น อาจถูกสาวกกลุ่มพันธมิตรกล่าวหาเชื่อมโยงไปว่า การสนทนาหรือเอ่ยถึงคำเหล่านี้คือการไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ก็ได้ ตำรวจต้องทำตามคำร้องของผู้กล่าวหาโดยจับขังคุกไว้ก่อน และหน้าที่พิสูจน์แก้ข้อกล่าวหาเป็นของผู้ถูกกล่าวหา อันสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและครอบครัวได้ง่ายๆ 2. ชื่อผู้นำกลุ่มเป็นเรื่องต้องห้ามมิควรพูดพาดพิงในที่สาธารณะเด็ดขาดเพราะจะถูกกล่าวหาจากสาวกกลุ่มนี้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกลุ่มพันธมิตร ซึ่งอาจนำภัยมาสู่ตนด้วยการทำร้ายร่างกายหรือด่าว่าเป็นพวกขายชาติหรือพวกไม่รักชาติหรือคนไม่ภักดีต่อสถาบันก็ได้ 3. ห้ามพูดภาษาต่างชาติเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรหรือคำว่า “สถาบัน” “ประชาธิปไตย” “ระบบอุปถัมภ์” “เนปาล” เพราะจะถูกตีความหมายเพี้ยนเพื่อกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท คิดล้มล้าง และไม่ภักดีต่อสถาบันหรือชาติแล้วจับเข้าคุกให้เดือดร้อนใจกายได้ 3. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ม็อบทั้งกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มต่อต้าน เพราะถ้าไม่ใช่ระดับผู้นำก็เป็นแค่เครื่องมือทำมาหากินหารายได้ของกลุ่มเท่านั้น เมื่อรวมกลุ่มกันมักควบคุมอารมณ์รุนแรงยาก ถ้าเกิดบาดเจ็บหรือตายผู้ที่รับผิดชอบความเสียหาย คือ ผู้เสียหายและครอบครัว เท่านั้น ผู้นำกลุ่มจักลอยนวลเหนือกฎหมายไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษที่ตนกระทำ ส่วนผู้เสียหายที่ไม่อาจหาคนทำร้ายหรือคนฆ่าได้ ความเสียหายต้องรับไปคนเดียว ก่อนการเข้าร่วมม็อบควรคิดล่วงหน้าไว้ว่า ถ้าถูกจับขังคุก ใครจะรับผิดชอบดูแลครอบครัว ถ้าตาย จะให้ใครจ่ายค่าทำศพ หากไม่ตายจะมีค่ารักษาพยาบาลจากญาติมิตรคนใดหรือตนเตรียมเงินทองไว้สำหรับการบาดเจ็บหรือพิการมากน้อยพอเพียงหรือไม่ เมืองไทยไม่มีค่ารักษาหรือค่าทำศพสำหรับม็อบเป็นกฎหมายเฉพาะ 4. ถ้าเกิดการโต้เถียงกับคนที่กล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มพันธมิตร ควรทำจิตใจเยือกเย็น สงบ แล้วปล่อยให้สาวกพูดฝ่ายเดียวเพื่อเลี่ยงจากภัยมืด แล้วถอนตัวออกจากสถานการณ์นั้นโดยข่มใจคิดเสียว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” ทั้งนี้นำไปใช้ในกรณีที่เกิดการแย่งสิทธิ์หรือการเข้าแถวกับสาวกก็ได้ มิฉะนั้น อาจโดนข้อกล่าวหายอดฮิตในเวลานี้ คือ หมิ่นสถาบันหรือคิดล้มล้างหรือไม่ภักดีต่อสถาบัน แล้วต้องไปยืนในคุกเพราะขัดใจสาวกกลุ่มพันธมิตร ข้อพึงระวังเบื้องต้นควรปฏิบัติเคร่งครัดในยามบ้านเมืองเต็มไปด้วยความหวาดระแวงใจกันและคิดล้างผลาญให้บรรลัยไปเหลือเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประชาชนจึงเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายฝ่ายเดียวที่ถูกใช้เป็นตัวประกันหรือผู้เสียหายที่ไม่อาจเรียกร้องค่าชดเชยจากการแย่งชิงอำนาจที่ไม่รู้จักความพอเพียง โดยเฉพาะข้อเตือนใจเหล่านี้เป็นการปกป้องตัวเองให้พ้นจากความเดือดร้อนที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่บังเอิญไปพบเจอเหล่าสาวกกลุ่มพันธมิตรที่นิยมความรุนแรงหรือมีบุคลิกก้าวร้าวซึ่งอาจยืนหรือนั่งใกล้เราอยู่ก็ได้ วิธีดีที่สุด คือ ความเงียบและไม่วิพากษ์วิจารณ์พาดพิงถึงกลุ่มนี้หรือแนวคิดตรงข้ามกับกลุ่มนี้ในที่สาธารณะอย่างเด็ดขาด จะช่วยปัดเป่ามลทินมัวหมองที่ตนมิได้ก่อไว้ให้พ้นไปจากชีวิตสงบได้ สัจธรรมเรื่อง ความเสื่อม เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับมนุษย์ แม้แต่กลุ่มพันธมิตรก็หนีไม่พ้นความเสื่อมอย่างแน่นอน สำหรับผู้ไม่ชื่นชมความเชื่อหรือพฤติกรรมของกลุ่มนี้ต้องอดทนต่อความกร่างและแนวคิดชอบใช้กฎหมู่ไปสักระยะหนึ่ง ควรหลีกเลี่ยงเข้าไปใกล้ม็อบหรือสาวกของพวกเขา เปรียบคล้ายพายุทอร์นาโดเมื่อพัดไปที่ใด ย่อมแหลกลาญ สิ่งที่ทำได้ คือ หลีกหนีให้พ้นเส้นทางของมัน สุดท้ายพายุก็ต้องสูญหายไปตามธรรมชาติ มิอาจอยู่ตลอดกาล เมื่อประเทศต้องประสบเคราะห์กรรมที่มีกลุ่มก่อกวนความสงบสุขเช่นนี้ และไม่อยากเพิ่มหรือขยายความไม่สงบออกไป ก็ต้องเลือกการนิ่งสยบความเคลื่อนไหวอย่างอดทน เชื่อว่ารัฐบาลย่อมรู้เบื้องหลังของกลุ่มความเชื่อนี้ว่าได้รับเงินทุนจากใคร และต้องหาวิธียุติความเคลื่อนไหวโดยเร็ว เงินไม่มา งานไม่มี เป็นสัจพจน์ ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการใช้ถนนหลวงที่ถูกม็อบปิดกั้นซึ่งเป็นการใช้สิทธิ์เกินขอบเขตอันควรสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับตำรวจฐานรบกวนการใช้ถนนหลวงในฐานะผู้เสียหายได้ในคดีอาญาและคดีแพ่ง ความเสียหายที่เรียกเป็นตัวเงินคือ ความสูญเสียทางธุรกิจหรือค่าแรงของท่านที่ต้องหยุดหรือถูกตัดเพราะไปสาย อาจได้เป็นค่าขนมใส่กระเป๋าจากพวกม็อบ ยิ่งมีม็อบปิดถนนมาก คนใช้ถนนที่เป็นผู้เสียหายไม่อาจใช้เส้นทางได้เพราะถนนถูกนำไปตั้งที่พักอาศัยหรือหุงหาอาหารทั้งที่เป็นถนนเพื่อให้รถวิ่งและสร้างจากเงินภาษีของคนไทย จึงควรได้เงินชดใช้ความเสียหายเพื่อความเป็นธรรมด้วย
***************************** 5/28/2008 เคล็ดลับความรวยเคล็ดลับความรวย เขียนโดย มณีอักษร
หลายคนอยากเปลี่ยนฐานะจากความลำบากไปสู่ความสุขสบายตามอัตภาพ แล้วนึกสงสัยว่าทำอย่างไรจึงสร้างฐานะให้มีเงินทองกินใช้สบายทั้งครอบครัวได้ จึงขอเสนอเคล็ดลับความร่ำรวยซึ่งสังเกตได้จากผู้มีฐานะดีทั้งหลายประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาและพิสูจน์ผ่านกาลเวลาแล้วว่า สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของการพลิกจากความยากแค้นสู่ความรวยได้ นอกเหนือจากความรู้ความสามารถแล้ว อันได้แก่ - ทำงานสุจริตอย่างขยันหมั่นเพียร - จงอยู่ กินต่ำกว่าฐานะ มัธยัสถ์ ชีวิตไม่ฟุ่มเฟือย - ออมเงินสม่ำเสมอ - เงินออมทำงานรับใช้เจ้าของ ด้วยการนำไปลงทุนอย่างรอบคอบเพื่อสร้างผลตอบแทนในภายหน้า การเริ่มต้นด้วยการออม อยู่กินตามอัตภาพ ใช้เงินอย่างมีสติ จักทำให้เงินอยู่ในกระเป๋าของเจ้าของนานขึ้น ความสุขของครอบครัวดีขึ้นเพราะสบายใจที่มีเงินในกระเป๋า ไม่ขาดแคลนอีกต่อไป หากถือปฏิบัติสม่ำเสมอหลายปี ตัวเลขเงินฝากของครอบครัวสูงขึ้น ถือว่าฐานะการเงินดีขึ้น ดังนั้น ความร่ำรวยมาจากเงินออมสูง มิใช่ก่อหนี้ทับถมตน
(ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ รู้จักใช้ เข้าใจเงิน ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ครบ 100 ปี)
**************************** 5/24/2008 1 คน 35 มือหัวหน้า กับ ผลงาน
เขียนโดย ลูกแก้ว
บางคนตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทสื่อมวลชนต่อการเมืองไทยว่า ทำงานอยู่ภายใต้จรรยาบรรณจริงหรือไม่ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนมากน้อยแค่ไหน มีอคติหรือไม่ ภูมิปัญญาของคนข่าวมีจริงหรือไม่ หลายข่าวในช่วงนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลที่ต้องคิดลึกซึ้งประกอบกับการใช้สติพิจารณาเนื้อหาข่าวแล้วจักเห็นว่า บางข่าวดูไร้สาระและเขียนโดยมีอคติ บางข่าวเขียนโดยใช้ความเห็นส่วนตัวเป็นหลัก บางข่าวเขียนเชียร์พรรคการเมืองให้ต่อสู้กันหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อความน่าเชื่อถือของข่าวหรือสำนักข่าวอย่างมาก คนไทยยุคหลังการปฏิวัติคงต้องใช้วิจารณญาณหนักในการคัดกรองเนื้อหาข่าวเพื่อให้ได้ความจริง มากกว่าคำพูดยุแยงหรือปลุกปั่นสมองของคนไทยให้เชื่อถือตามคำบอกเล่าของสื่อมวลชนที่ไม่อยู่ในบทบาทอันถูกต้องตามหลักวิชาชีพ ข่าวหนึ่งที่อ่านแล้วต้องคิดให้ลึกซึ้ง จึงมองเห็นเจตนาซ่อนแฝงของสื่อมวลชนหรือพรรคการเมืองที่ต้องการปลุกปั่นคนไทยให้เชื่อถือในทางที่ผิด มันคือเรื่องรัฐบาลควรให้ความสนใจด้านเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง ช่วยดูแลเรื่องปากท้องของชาวบ้านมากกว่าการเมือง ผู้นำรัฐบาลไม่ควรสนใจการเมืองเพื่อตนเองมากกว่าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าอ่านแค่หัวข้อหรือบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการบางคนหรือนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือตัวแทนเชิดของคณะปฏิวัติ อาจปลุกอารมณ์ขุ่นมัวในหมู่คนไทยได้ไม่ยากว่า รัฐบาลนี้เห็นแก่ตัว ไม่ทำเพื่อประชาชน หมกมุ่นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง มากกว่าความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งนี้ จักสังเกตว่า ช่วงที่เสนอข่าวนี้จะไม่มีการเอ่ยถึงสิ่งที่รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรฐกิจด้วยความสำเร็จมาสองเดือนเต็มเลย แต่พวกเขาจะเอ่ยย้ำประโยคเดียวกันว่า ควรยุ่งเรื่องปากท้องก่อนการเมือง เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ ห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญของคณะปฏิวัติเด็ดขาด เพื่อความเป็นธรรมเราควรอ่านและคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลและสติ โดยคิดถึงการทำงานของหนึ่งคนสามารถสร้างผลงานได้ด้วยสองมือก็อาจทำได้แค่งานสองชิ้น แต่คณะรัฐมนตรีมีมากกว่า 30 คนและแบ่งงานกับความรับผิดชอบตามกระทรวงอย่างชัดเจน หัวหน้ารัฐบาลมีหน้าที่ดูแลควบคุมและตัดสินใจปัญหาสำคัญเป็นหลัก จึงหมายความว่า รัฐบาลทำงานได้หลายชิ้นในเวลาเดียวกัน โดยหัวหน้ารัฐบาลสามารถดูแลการทำงานงานทุกกระทรวงพร้อมกันและประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการทำงานได้ จึงเท่ากับผู้นำรัฐบาลคนเดียวสามารถทำงานหลายชิ้นในเวลาเดียวกันเพราะรัฐมนตรีทั้งหลายเปรียบคล้ายมือของท่าน เมื่อบ้านเมืองมีขนาดใหญ่กว่าบริษัทห้างร้านทั่วไป ปัญหาย่อมมีเพิ่มขึ้นและหลากหลาย ผู้นำสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างพร้อมกันโดยอาศัยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบช่วยทำงานและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ดังนั้น ถ้าเกิดปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดที่ผู้นำรัฐบาลจักแก้ปัญหาทั้งสองไปพร้อมกันได้ เนื่องจากรัฐบาลมีสิทธิ์แก้ปัญหาการเมืองที่เกี่ยวพันหรือสร้างความลำบากหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือเพื่อพัฒนาการเมืองสำหรับนักการเมืองรุ่นต่อไปให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและตามหลักสากล ขณะเดียวกันปัญหาเศรษฐกิจก็ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยอยู่ในการควบคุมและเห็นชอบจากผู้นำรัฐบาลได้ จึงมิได้หมายความว่ารัฐบาลต้องทำงานแค่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่มีคนทำงานมากกว่า 30 คน การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนไทยจักสังเกตได้ชัดว่ามิได้ให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาติและปากท้องของคนไทย ขณะที่อยากให้รัฐบาลทำงานเศรษฐกิจอย่างเดียว เพราะนำเสนอข่าวการเมืองเป็นหลักอย่างเอนเอียงและยุแยงให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยหรือเกลียดชังรัฐบาลเลือกตั้งอย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังลดบทบาทหน้าที่ซึ่งรัฐบาลได้กระทำไปเพื่อช่วยประคองภาวะเศรษฐกิจในหลายวิธีด้วยการไม่นำเสนอการทำงานส่วนนี้ประกอบกับข่าวการเมืองที่เขียนยุแหย่ว่ารัฐบาลไม่ทำงานสักอย่าง มันจึงเป็นการเขียนเพื่อจุดประสงค์ซ่อนร้ายด้วยการเขียนข้อมูลครึ่งเดียวว่า รัฐบาลทำงานการเมือง แต่ไม่เอ่ยถึงสิ่งที่ทำไปเพื่อปากท้องของประชาชน เช่น การขจัดปัญหาเรื่องเงินทุนและการลงทุนในประเทศ ปัญหาราคาข้าวและการขาดแคลน รักษาราคาค่ารถโดยสารให้เดือดร้อนน้อยหรือช้าที่สุด การโปรโมตเรียกนักลงทุนต่างชาติมาพัฒนาประเทศและช่วยลดภาวะการว่างงานในประเทศ เป็นต้น ถ้ายังเป็นรัฐบาลเผด็จการหรือมีที่มาขัดต่อหลักประชาธิปไตยต่อไป ภาวะเศรษฐกิจที่ถูกบอยคอตแบบไม่ประกาศโจ่งแจ้งจะมีอาการหนักเกินกว่าเยียวยาอย่างแน่นอน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มาจากอำนาจเผด็จการและคณะปฏิวัติเป็นผู้แต่งตั้งคณะร่างฯโดยมีเป้าหมายว่าต้องเขียนทุกถ้อยคำเพื่อขับไล่ ขัดขวาง ลงโทษ บุคคลหรือคณะรัฐบาลเก่ามิให้เข้ามาเป็นรัฐบาลได้อีกตลอดกาล เพิ่มอำนาจตุลาการสอดแทรกเข้าไปในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นเพื่อควบคุมรัฐบาล ทำลายหลักความเป็นกลางของฝ่ายตุลาการ โดยขัดต่อหลักดุลย์แห่งอำนาจอันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การใช้กฎหมายย้อนหลังเพื่อลงโทษนักการเมืองโดยขัดต่อหลักยุติธรรมสากลและหลักกฎหมายที่ใช้ริดรอนสิทธิเสรีภาพซึ่งต้องตีความเคร่งครัดและเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ทำลายความมั่นคงของพรรคหรือรัฐบาลด้วยการบังคับให้ต้องเป็นรัฐบาลผสม ไม่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมด้วยการยอมให้สมาชิกพรรคออกเสียงหรือมติตามใจชอบได้อันขัดต่อหลักการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองและความสามัคคีในระบอบประชาธิปไตยและส่งผลให้รัฐบาลผสมอ่อนแอเท่ากับย้อนกลับไปอยู่ภาวะการเมืองไม่มั่นคงสมัยที่ไทยมักมีการปฏิวัติบ่อยครั้งจากกองทัพทหาร แบ่งฝักฝ่ายให้สามอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยแตกคอกันด้วยการมอบอภิสิทธิ์แก่ฝ่ายตุลาการในการต่ออายุการทำงานโดยบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ แทนที่จะอยู่ในกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตุลาการเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายอื่นจะต่ออายุการทำงานไม่ได้ นอกจากมีกฎหมายลูกบัญญัติและกระทำเป็นรายบุคคลเท่านั้น เอื้อประโยชน์ให้ทหารเป็นอิสระจากรัฐบาลทั้งที่ผู้นำรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน คือ ผู้มีอำนาจสูงสุดในกองทัพตามหลักปกครอง อีกทางหนึ่งเป็นการเปิดทางให้การปฏิวัติภายหน้ากลายเป็นเรื่องชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมายอันขัดต่อหลักปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ภาวะข้าวยากหมากแพงในสังคมไทยส่วนที่รัฐบาลดูแลและควบคุมได้ ถ้าสื่อมวลชนที่เป็นกลางนำเสนอการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนรับทราบ ย่อมเห็นได้ว่าผู้นำและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำงานแก้ปัญหาอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ แต่บางปัญหามิได้เกิดขึ้นในไทยหรือจากคนไทย เช่น น้ำมันราคาแพง ต้องไม่ลืมว่าเมืองไทยมิได้ผลิตน้ำมันเอง ส่วนสัมปทานน้ำมันในไทยก็ส่งขายออกนอกเกือบทั้งหมด คนไทยเป็นผู้ใช้น้ำมัน รัฐบาลทำได้เพียงการชะลอหรือปรับราคาให้น้อยที่สุด เป็นต้น บางมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจำต้องใช้เวลารอคอยผลจึงทราบได้ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ขณะที่รัฐบาลเพิ่งบริหารปกครองเพียงสามเดือนเท่านั้น สิ่งที่คนไทยพึงระลึกบนพื้นฐานความจริง คือ พ่อค้าขายสินค้าเพื่อหวังกำไร สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดในภาวะนี้ คือ การชะลอเวลาได้กำไรและตัวเลขกำไรต่ำลง ผู้ซื้อและผู้ขายต้องอยู่ร่วมกันได้ มิให้เอาเปรียบกันเกินขอบเขต ส่วนที่บางกลุ่มบางพวกอ้างการขึ้นราคาสินค้าหรือบริการไม่ได้ แล้วใช้สิทธิ์ถอดถอนนักการเมือง ถือเป็นการใช้สิทธิ์อย่างขาดสติและอยู่ในโลกแห่งความฝัน เมื่อราคาน้ำมันสูงในระดับหนึ่ง ราคาสินค้าที่พึ่งพาน้ำมันในการขนส่งหรือเป็นส่วนหนึ่งในสินค้าย่อมต้องรับผลจากราคาน้ำมันอย่างแน่นอน แต่ระดับราคาที่ขึ้นควรเป็นตัวเลขใด ต้องมานั่งพิจารณากันเพื่อมิให้พ่อค้าได้กำไรสูงไปและประชาชนรับภาระได้ มันคือจุดสมดุลย์ของคนขายและคนซื้อตามหลักการแบ่งเบาภาระร่วมกัน มิใช่ทำตามอำเภอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อีกทั้งไม่มีรัฐบาลใดพอใจกับความยากลำบากของประชาชนอย่างแน่นอน ดังนั้น คนไทยควรให้กำลังใจแก่รัฐบาลเลือกตั้งในการฝ่าฟันภาวะเศรษฐกิจยุ่งยากในคราวนี้ มิใช่หลงเชื่อคำยุแยงอย่างขาดสติจากสื่อมวลชนและพรรคฝ่ายค้านซึ่งหวังทำลายล้างศัตรูทางการเมืองหรือไม่ชอบฝ่ายที่ไม่นอบน้อมกับสื่อทั้งหลาย ผู้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน ต่างต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายเพื่อนำพาเรือเมืองไทยฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกไปให้ได้ กลุ่มผู้นำกระทรวงมีมากกว่า 30 คนเท่ากับมีหลายมือ หลายสมอง หลายปัญญา ไม่จำเป็นต้องมุ่งมั่นจะยุ่งกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว ประเทศนี้มีสารพัดปัญหาทางสังคมหรือการเมืองที่รอการแก้ไขอยู่ จึงควรเอาใจใส่ต่อภารกิจของตนซึ่งส่งผลดีต่อคนไทย ส่วนปัญหาเศรษฐกิจให้เป็นหน้าที่ของผู้นำกระทรวงซึ่งเกี่ยวข้องทำงานไป ทั้งนี้ ผู้นำรัฐบาลแม้จะมีแค่สองมือ แต่สามารถดูแลความเป็นอยู่ของคนไทยผ่านการทำงานของคณะรัฐมนตรีได้ เมื่อมีปัญหาการเมืองเกิดขึ้นและส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลเนื่องจากคนบางกลุ่มมุ่งใช้บางมาตราของรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือทำลายล้มล้างนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกัน ย่อมสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ในเวลาเดียวกันและต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่อนุญาตให้ทำได้ด้วย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายและทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เป็นต้น ส่วนคนไทยต้องเปิดใจกว้าง ตากว้าง หูกว้าง ต่อความเห็นแตกต่างหรือเห็นพ้องต้องกัน เคารพสิทธิ์ของตัวแทนประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งในการเสนอกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเก่า แล้วใช้สติคิดพิจารณาเหตุผลและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนจะตัดสินใจเชื่อฟังคำยุแยงให้ขับไล่หรือให้กำลังใจรัฐบาล รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดอยู่ในสัจธรรมของศาสนาพุทธ คือ ความไม่แน่นอน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแต่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามระบอบประชาธิปไตยโดยผู้แทนประชาชนเข้าชื่อขอเปลี่ยนและถ้าใช้วิธีการนอกระบบ คือ การปฏิวัติล้มล้างมัน ล้วนจัดเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เวลาที่ผ่านมาแสดงชัดว่า รัฐธรรมนูญอยู่ในวัฏจักรของความไม่แน่นอนและเป็นไปตามกาลสมัย ย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ มิควรยึดมั่นถือมั่นว่าแตะต้องมิได้ คนไทยจะเป็นเหยื่อสำหรับสื่อมวลชนในการจ่ายเงินซื้อข่าวมันส์หรือนักการเมืองฝ่ายค้านที่จ้องแย่งเก้าอี้ผู้นำหรือคณะปฏิวัติรุ่นใหม่ที่รอคอยเสียงเรียกร้องจากคนไทยสักหนึ่งคนเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่าทำตามคำขอร้องจากคนไทย หัวหน้ารัฐบาลสนใจหรือทำงานได้หลายมือพร้อมกัน ย่อมสร้างผลงานได้มากชิ้นในเวลาเดียวกันได้ อันแตกต่างจากคนพูดสอนคนอื่นในหลายงาน แต่ไม่สร้างผลงานสักชิ้นเพราะไม่เคยลงมือทำงานเองเลย สื่อมวลชนไม่ควรยุแยงให้ประชาชนเกลียดชังกันหรือเกลียดรัฐบาล แม้จะไม่เป็นกลางตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ก็อาจทำได้อย่างเปิดเผยและไม่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย ดังเช่นที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของสหรัฐประกาศตัวในหน้าหนึ่งว่า จะสนับสนุนนางฮิลารี่ คลินตัน ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จากนั้นเขาเขียนเชียร์เธออย่างเปิดเผย ก็ไม่มีคนใดว่ากล่าว เพราะเขาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนแล้ว สื่อมวลชนไทยไม่ควรกระทำตนแอบแฝงอาศัยหน้ากระดาษหรือหน้าปัทม์วิทยุหรือทีวีเพื่อทำร้ายผู้อื่นหรือรัฐบาล แต่ควรประกาศตนอย่างกล้าหาญต่อคนไทยว่า สื่อของตนสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านหรือคณะปฏิวัติ คนไทยจะใช้วิจารณญาณเองว่าสนับสนุนสื่อนั้นหรือไม่ ถ้าสื่อมวลชนเข้าใจและยึดหลักปกครองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คงไม่ถูกคณะปฏิวัติควบคุมและไม่กล้าประกาศตนปฏิเสธระบอบเผด็จการตามที่ผ่านมากว่าหนึ่งปี ทั้งนี้เพราะพวกเขายึดมั่นในหลักเศรษฐกิจขององค์กรต้องคงอยู่ ปล่อยวางหลักการไว้ก่อน จึงไม่มีหนังสือพิมพ์สักฉบับคัดค้านการปฏิวัติและใช้วิธีนิ่งเฉยแทน ขณะที่คนไทยหรือนักวิชาการหลายคนแสดงการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยตามกำลังความสามารถของเขาเอง เราต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับมักคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อมวลชนไว้ การประกาศตนเข้าข้างฝ่ายใด จึงไม่ใช่ความผิดและเป็นการกระทำน่าสรรเสริญในระบอบประชาธิปไตย แทนที่จะซ่อนแฝงเจตนารมณ์ไม่ดีไว้ใต้หน้ากากจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อและหวังยอดขายให้สูงไว้เป็นหลัก ทัศนคติในกลุ่มสื่อมวลชนไทยควรศึกษาจากต่างประเทศแล้วนำปรับใช้ให้เหมาะสมได้แล้วเพราะคนไทยมีสติปัญญาและความรู้สูงกว่าอดีตมาก ย่อมรู้ทันและยอมรับกฎใหม่นี้ได้ไม่ยากว่า มันเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยสากลที่สื่อมวลชนจะแสดงความเห็นของตนได้อย่างอิสระเช่นเดียวกับประชาชน ทั้งนี้ต้องมิใช่เป็นการยุแหย่ให้คนทะเลาะกันและไม่ละเมิดกฎหมายหรือสิทธิของผู้อื่นด้วย
*************************** 5/16/2008 เชื่อง่าย ตายฟรีเชื่อง่าย ตายฟรี
เขียนโดย ลีลา LAW
ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งการสูญเสีย เป็นคำพูดที่ได้ยินเสมอ ความเสียหายมีหลายระดับแตกต่างกันไป บ้างก็สามารถเยียวยาแก้ไขให้กลับสู่สภาพเดิมได้ บ้างก็มิอาจเรียกชีวิตคืนให้ครอบครัวได้ หลายกรณีความประมาทเกิดจากบุคคลอื่นกระทำต่อผู้เสียหาย แต่บางครั้งเกิดจากความประมาทของตนเองซึ่งมิอาจเอาผิดกับใครได้ ดังกรณีศึกษาซึ่งผ่านการตัดสินคดีจากศาลสถิตย์ยุติธรรมที่จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจได้ดี คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 3382/2542 โรงเรียนได้พานักเรียนกลุ่มหนึ่งไปทัศนศึกษาที่จังหวัดแห่งหนึ่ง โดยแต่ละกลุ่มจะมีพี่เลี้ยงซึ่งเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนเดียวกันคอยดูแลเด็กที่มีอายุน้อยกว่า เมื่อมาเที่ยวที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง รุ่นพี่ซึ่งดูแลกลุ่มของเด็กหญิงจันทร์ได้บอกกับเธอว่า ให้ว่ายข้ามแม่น้ำนี้สิ ถ้าไม่ไหว เขาจะลงไปช่วยเอง เมื่อชั่งใจชั่วครู่และด้วยความอยากลองความสามารถ กอปรกับเชื่อใจในคำพูดของรุ่นพี่จึงตกลงจะว่ายน้ำข้ามไป สิ่งที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นอันเนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวมาก จึงพัดพาแล้วดึงร่างเด็กสาวให้จมดิ่งลงและได้พรากดวงวิญญาณอันสดใสของเธอไป โดยที่รุ่นพี่ไม่อาจเข้าไปช่วยได้ทันกาล เขาถูกฟ้องว่ากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เด็กหญิงจันทร์ถึงแก่ความตาย แต่คดีนี้ศาลตัดสินว่า รุ่นพี่มิได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหานั้น ซึ่งเท่ากับว่าครอบครัวของเด็กหญิงจันทร์สูญเสียลูกสาวไปโดยมิได้รับการทดแทนใดๆ เมื่อได้เห็นผลการตัดสินคดีนี้ตอนแรกอาจรู้สึกขัดเคืองใจและคิดว่าไม่ยุติธรรมต่อครอบครัวผู้ตายเลย หากพิจารณาเหตุผลที่ศาลชี้แจงจักเข้าใจลึกซึ้งว่า เหตุใดรุ่นพี่จึงรอดพ้นโทษในคดีนี้ไปได้ นั่นเพราะว่าแม้จะเป็นความประมาทของเขา แต่ความตายที่เกิดขึ้นมิได้เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำโดยประมาทของรุ่นพี่คนนั้นตามความเห็นของผู้พิพากษาและจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ เนื่องจากคำพูดว่าจะช่วย ถ้าเด็กคนนั้นว่ายข้ามแม่น้ำนั้น ถือเป็นเพียงคำชี้แนะของรุ่นพี่เท่านั้น หาได้เป็นการบังคับเด็กหญิงจันทร์ให้ต้องว่ายน้ำไปไม่ กอปรกับเด็กสาวคนนี้มีอายุ 14 ปีเศษ ย่อมมีวุฒิภาวะพอที่จะรู้ว่าตนเองมีความสามารถจะว่ายน้ำข้ามไปได้หรือไม่ และได้เห็นกระแสน้ำในเวลานั้นอย่างชัดเจน เธอเชื่อใจรุ่นพี่และมั่นใจตัวเอง จึงตกลงใจว่ายน้ำไป เท่ากับว่าเป็นการสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยนั้นเองและการจมน้ำตายเกิดเนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ความตายที่เกิดขึ้นหาได้เกิดจากการกระทำของรุ่นพี่ไม่ อีกทั้งมิใช่เป็นผลโดยตรงอันเนื่องจากคำชี้แนะของเขา ดังนั้น รุ่นพี่จึงมิได้กระทำโดยประมาทอันเป็นเหตุให้เด็กหญิงจันทร์ถึงแก่ความตาย ไม่ครบองค์ประกอบความผิดของโทษดังกล่าว แต่ผลการตัดสินคดีนี้อาจต่างออกไป ถ้าเด็กหญิงจันทร์เป็นเด็กปัญญาอ่อน หรือรุ่นพี่นั้นเปลี่ยนเป็นครูอาจารย์ของเด็กเองซึ่งอาจถือเป็นการบังคับได้ กรณีศึกษานี้ทำให้เห็นว่าทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเองเช่นกันเมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้น แม้รุ่นพี่จะไม่ต้องรับโทษ แต่ก็กลายเป็นบาปทางใจกับการมีส่วนในความตายของเด็กหญิงจันทร์อย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนเลือกทำสิ่งใด จำต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ แล้วคำนึงถึงผลได้เสียที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของเราด้วย มิใช่อาศัยเพียงเชื่อคำพูดของคนใดคนหนึ่งหรือไม่ยอมประมาณความสามารถของตัวเองตามความเป็นจริง นั่นย่อมนำมาซึ่งความหายนะต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองอย่างน่าเสียดายยิ่งนัก
*********************************
5/7/2008 ละเลงขนมเบื้องด้วยปากละเลงขนมเบื้องด้วยปาก หมายถึง ดีแต่พูด แต่ทำไม่ได้
คำอธิบาย
สำนวนนี้มาจากการทำขนมเบื้องต้องละเลงบนกะทะด้วยฝีมือและทักษะ การทำให้แป้งบางและกรอบด้วยเวลาสั้นต้องอาศัยฝีมือและความชำนาญ จึงไม่แตกหักหรือเหนียวเกินไป รูปร่างต้องเป็นแผ่นบางกลม รสชาติกลมกล่อม การพูดบอกวิธีการอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำ ย่อมไม่สามารถทำแผ่นขนมเบื้องได้เลย มักใช้เปรียบเปรยคนที่ชอบอวดรู้และพูดเสนอแนะหรือชี้นำเพื่อหวังให้คนอื่นเชื่อฟังหรือทำตาม ทั้งที่ผู้พูดไม่เคยทำหรือปฏิบัติมาก่อน แค่รู้ทฤษฎีหรือสูตรอาหาร ดังเช่น นักรัฐศาสตร์หรือนักสังคมวิทยาชอบสั่งสอนนักการเมืองหรือเขียนกฎระเบียบคุมการเมืองโดยไม่เข้าใจปัญหาหรือความเป็นจริงในภาคปฏิบัติของสนามการเมืองอย่างลึกซึ้งพอ แต่ไม่กล้าพอจะก้าวเข้ามาเป็นนักการเมืองเพื่อปรับปรุงการเมืองตามที่ต้องการด้วยตัวเอง อยากได้สิ่งที่ต้องการ กลับชี้บอกให้คนอื่นทำเพื่อตน แต่ไม่กล้าลงมือทำสิ่งนั้นด้วยตนเอง เขาจึงไม่มีวันทราบว่ามีความสามารถจริงในการทำขนมเบื้องให้อร่อยสมความรู้ของตนหรือไม่ แต่ชอบประกาศไปทั่วว่า ข้าฯคือ ผู้รู้จักขนมเบื้อง แต่ไม่เคยทำสักครั้งเดียว มักใช้บอกลักษณะของคนที่ชอบพูด แต่ทำงานไม่เป็น อาการแบบนี้มักเกิดในหมู่นักวิชาการที่หลงใหลตนเองและความรู้สูงส่ง แต่ขาดประสบการณ์ในการใช้ความรู้ปรับเข้ากับสภาพความเป็นจริงทางสังคม
****************** |
|
|