Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
5/29/2009 กลยุทธ์ คือ เคล็ดลับของชัยชนะกลยุทธ์
กลยุทธ์ คือ ความเป็นตายของกองทัพหรือองค์กร คือ ความเกรียงไกรของจอมทัพหรือผู้นำองค์กร ผู้ใดรู้จักใช้กลยุทธ์คุมเชิงการศึกไว้ได้ กองทัพหรือองค์กรย่อมแข่งขันหรือต่อสู้ได้ทุกศึก ไม่ว่าจะเผชิญเหตุการณ์ใด ก็สามารถจัดการตามสภาพได้อย่างเหมาะสม ผู้ใดมิรู้จักใช้กลยุทธ์ ย่อมกลายเป็นปลาหรือมังกรที่ถูกตัดขาดจากแม่น้ำลำห้วย แล้วจะแหวกว่ายในทะเลหรือโต้คลื่นสมุทรได้อย่างไร
คำอธิบาย
ขงเบ้งผู้เขียนตำราประกอบการสอนขุนพลในกองทัพของเขาและสามารถปรับใช้เพื่อพัฒนาผู้นำองค์กรรัฐและเอกชนได้ บทเรียนนี้เน้นความสำคัญของการใช้กลยุทธ์ให้คล่องแคล่วชำนาญของขุนพลหรือผู้นำองค์กร โดยสอนว่า ขุนพลใด ผู้นำองค์กรใด รู้จักใช้กลยุทธ์ รู้จักปกครองทหาร รู้จักใช้แผนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี อย่างถูกต้องเหมาะสม กองทัพของขุนพลหรือองค์กรของผู้นำย่อมมีกำลังรบสูง ความมั่นใจสูง สามารถเอาชนะข้าศึกหรือคู่แข่ง แม้มีกำลังพลน้อยก็สามารถรบชนะได้ด้วยกลยุทธ์ ดังนั้น ขุนพลหรือผู้นำองค์กรจึงต้องพัฒนาความรู้หรือประสบการณ์ในงานหรือตำแหน่งของตนอย่างช่ำชองและลึกซึ้ง จึงสามารถนำความรู้ไปสร้างกลยุทธ์เพื่อชัยชนะของกองทัพหรือองค์กรของตนได้
********************************* 5/27/2009 แผนหารายได้จากชาวบ้านด้วยเงิน 2,000 บาทแจกเงิน เพิ่มภาษี แผนหารายได้ เขียนโดย ลูกแก้ว
รายได้ของรัฐบาลมาจากเงินภาษีของประชาชน ซึ่งมีทั้งภาษีทางตรง เช่น เงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และชื่ออื่นๆ ส่วนทางอ้อม เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น นอกจากนั้นก็เป็นค่าธรรมเนียมสารพัดชื่อที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการของรัฐ ภาษีทางอ้อมนั้นจะย้อนกลับไปสู่ผู้บริโภคเมื่อผู้ผลิต ผู้จำหน่าย บวกรวมเป็นต้นทุนของสินค้า กลายเป็นราคาสินค้าที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเมื่อต้องซื้อมัน จึงเรียกว่า ภาษีทางอ้อม สรุปคือ ประชาชนมีหน้าที่จ่ายทุกชนิดของภาษีแก่รัฐ เพื่อเป็นเงินงบประมาณไปใช้พัฒนาประเทศ เงินเดือน ค่าใช้จ่าย สวัสดิการของข้าราชการรัฐและนักการเมืองในสภา ตั้งแต่สมัยโบราณแล้วเมื่อคลังหลวงขาดเงินก็ต้องประกาศเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นและทุกครั้งก็ต้องสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับสถานภาพทางสังคมของแต่ละคน มันเป็นหนทางเดียวที่รัฐจะได้เงินไปใช้สอยเพื่อส่วนรวมหรือเพื่อนักปกครองในเวลานั้น ปัจจุบันนี้ผู้บริหารประเทศมีวิธีหาเงินรายได้นอกเหนือจากเงินภาษีด้วยการค้าขายสินค้าโดยนำผลผลิตที่รัฐซื้อไว้ตามราคาประกันไปขายแก่ลูกค้าในระบบรัฐต่อรัฐ ผลักดันสินค้าไทยของเอกชนไปสู่ตลาดโลก เปิดตลาดการค้าทุกทวีปเพื่อให้เอกชนทำมาค้าขายหลากหลายขึ้น อันเป็นการเพิ่มรายได้ด้านเงินภาษีที่เอกชนต้องจ่ายแก่รัฐ หน้าที่ของรัฐ ณ วันนี้ของโลกยุคใหม่จึงมิใช่การนั่งรอเก็บเงินจากประชาชนเท่านั้น แต่ยังต้องเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนเอกชนให้สามารถทำมาค้าขายได้กว้างขวางและทำการค้าขายสินค้าด้วยตัวเองได้ด้วย เมื่อเกิดเศรษฐกิจโลกตกต่ำแล้วลามเข้าไทยจากพิษแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยในสมัยท่านสมัครเริ่มต้นช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยให้ยืนหยัดต่อสู้กับพิษเศรษฐกิจโดยตรงด้วยโครงการขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรีซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมของคนมีรายได้น้อย ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ เมื่อใช้ตามที่หน่วยงานนั้นกำหนดไว้ วิธีนี้ช่วยประคองกลุ่มเป้าหมายได้ผลทันตา ต่อมาพิษการเมืองทำให้รัฐบาลนี้ต้องเปลี่ยนขั้วใหม่ไปสู่ฝ่ายค้านด้วยแรงผลักดันจากคนที่อยากคุมการเมืองไว้เพียงคนเดียว เมื่อรัฐบาลใหม่โดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นที่ขนานนามว่า หุ่นเชิดทางการเมืองของผู้อุปถัมภ์คนหนึ่งซึ่งฝักใฝ่การเมืองอย่างมาก ขึ้นเป็นผู้บริหารประเทศท่ามกลางพิษเศรษฐกิจที่รุกเร้าใกล้เข้ามา นอกจากสืบทอดมาตรการช่วยประชาชนเดิมไว้แล้ว ยังเพิ่มโครงการแจกเงินแก่ผู้มีเงินเดือนน้อยด้วยข้ออ้างว่าเพื่อกระตุ้นการซื้อของคนไทย ซึ่งเรียกกันสนุกปากว่า งานซื้อเสียงล่วงหน้า เนื่องจากพิษเศรษฐกิจทำให้คนตกงานเพิ่มอย่างรวดเร็ว บริษัทห้างร้านโรงงานปิดตัวลง คนชรา คนด้อยโอกาส อยู่ในสภาวะแย่ที่สุด แต่รัฐบาลเลือกแจกเงินแก่ข้าราชการระดับล่างและผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีเงินเดือนน้อย ทั้งที่พวกเขามีสวัสดิการดีมากและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อหวังให้เป็นคะแนนเสียงของพรรคถ้ามีการเลือกตั้งในไม่ช้า แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา คือ ผู้รับเช็คสองพันบาทส่วนใหญ่เลือกเก็บออมเงินจำนวนนี้ไว้มากกว่าจับจ่ายใช้สอยให้ระบบการค้าภายในประเทศคล่องตัวขึ้น ถ้าเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนก็ควรแจกเงินแก่กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้อย่างแน่นอน เช่น คนจน คนตกงาน คนแก่ คนด้อยโอกาส เป็นต้น คนกลุ่มดังกล่าวเมื่อรับเงินแล้วต้องซื้อสินค้าเพื่อประทังชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่คนมีเงินเดือนน้อยและมีภาระหนี้มีการจัดสรรเงินให้เข้ากับหนี้สินมานานแล้ว เงินที่ได้รับมาจึงเป็นโบนัสที่เลือกเก็บออมไว้เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนี้ การแจกเงินจึงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ ส่วนจะส่งผลต่อคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็ต้องรอวัดจากการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่โครงการแจกเงินก็ทำลายฐานเสียงที่เป็นคนด้อยโอกาสแท้จริงในสังคมต่อรัฐบาลชุดนี้แล้ว การแจกเงินของรัฐบาลก็เป็นการนำเงินงบประมาณซึ่งได้มาจากเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายให้แก่คนบางกลุ่มที่มีเงินเดือนน้อยและยังไม่ตกงาน แต่รัฐบาลยังขาดเงินเพื่อบริหารประเทศหรือจ่ายเงินเดือนของข้าราชการ จึงพยายามขอกู้จากต่างประเทศ ขั้นตอนการกู้เงินที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ใช้เวลานานมากจึงไม่ทันต่อปัญหาขาดแคลนเงินของรัฐบาล จึงเริ่มมองการเพิ่มภาษีน้ำมัน ภาษีเหล้าบุหรี่ ภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าอื่นๆ เพื่อหวังเอาเงินเพิ่มขึ้น ภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากน้ำมัน เหล้าบุหรี่ กับ ภาษีศุลกากร นั้นแอบแฝงอยู่ในต้นทุนสินค้าซึ่งผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายมักบวกเข้าไปในราคาสินค้าให้ประชาชนแบกรับไปทั้งหมดหรือบางส่วน อันส่งผลต่อค่าครองชีพที่ต้องสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเงินแจกของรัฐบาลแล้ว ประชาชนทุกกลุ่มต้องรับผลกระทบค่าครองชีพสูงนี้อย่างเท่าเทียมกันทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับแจกเงิน ส่วนคนรับแจกเงินสองพันบาทแล้วต้องซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น หากเทียบสัดส่วนเงินแจกกับราคาสินค้าน่าจะไม่คุ้มกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เงินสองพันบาทเคยซื้อสินค้าเข้าบ้านได้ 10 ชิ้น แต่การขึ้นภาษีของรัฐบาลเพิ่มต้นทุนสินค้าทำให้เจ้าของต้องลดขนาดสินค้าเพื่อรักษาฐานลูกค้า ทำให้ของ 10 ชิ้นนั้นมีปริมาณลดลงในราคาคงเดิม ลูกค้าต้องซื้อสินค้าบ่อยครั้งขึ้น เจ้าของรักษากำไรไว้ได้ รัฐบาลก็ได้รับเงินภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีและจำนวนการซื้อที่เพิ่มขึ้น มันจึงเป็นแผนดึงเงินเกินกว่าสองพันบาทที่ลงทุนไว้ตอนแรกเข้าคลังรัฐบาลโดยประชาชนแทบไม่รู้สึกตัวเพราะสิ่งที่ตนใส่ใจมีเพียงการแจกเงิน แต่ลืมค่าใช้จ่ายและปริมาณสินค้าที่มาจากค่าครองชีพสูงขึ้นเพราะนโยบายของรัฐบาลที่หาเงินได้จากเงินภาษีอย่างเดียวและไม่รู้จักการทำมาค้าขายตามศักยภาพผลผลิตเกษตรอันยิ่งใหญ่ของไทย การแจกเงิน แล้วขึ้นภาษีต่างๆที่เป็นต้นทุนสินค้า จึงเปรียบเสมือนภาษิตโบราณที่กล่าวว่า อัฐยาย ซื้อขนมยาย หรือ เอาเงินจากกระเป๋าซ้ายไปใส่กระเป๋าขวา ซึ่งหมายความว่า เงินของฉันจ่ายซื้อสินค้าของฉันเท่ากับคืนเงินให้ฉัน ก็แค่สร้างภาพให้ดูมีเมตตาเท่านั้น หากคิดให้ลึกซึ้งจะมองเห็นภาพชัดขึ้นว่า เงินแจกของรัฐบาลมาจากเงินภาษีของประชาชนหรือเงินกู้ที่ผูกพันให้คนไทยต้องชดใช้ภายหลัง โดยเฉพาะเงินจากผู้ประกันตนซึ่งคนทำงานจ่ายเพื่อสวัสดิการของตน แต่รัฐบาลเอาเงินพวกนี้ไปแจกให้ผู้ประกันตนบางกลุ่มเท่านั้น เมื่อนำเงินไปซื้อสินค้าที่บวกอัตราภาษีเพิ่มขึ้นตามประกาศของรัฐบาล รัฐก็จะมีรายได้กลับคืนคลังสูงกว่าที่แจกเงินไปในรูปของเงินภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีน้ำมัน เพราะผลจากการเพิ่มอัตราภาษีอันหมายความว่ารัฐได้เงินคืนมากกว่าสองพันบาทต่อคนที่จ่ายไปเท่ากับคนรับเงินต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าราคาสูงขึ้น อีกทั้งคนที่ไม่ได้รับเงินแจกก็ต้องซื้อสินค้าราคาสูงขึ้นเช่นเดียวกัน มันจึงเป็นการเอาเงินของประชาชนจ่ายให้คนไทยบางกลุ่ม แล้วรัฐก็ได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นโดยคนไทยไม่ทราบว่า การแจกเงินเป็นภาพลวงตา แต่ค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นผลจากนโยบายหาเงินของรัฐบาลที่ต้องการหยิบเงินในกระเป๋าของชาวบ้านไปแบบไม่ให้รู้ตัวด้วยแผนแยบยล ถ้าสังเกตนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศว่าเป็นแผนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยคนตกงาน จักพบว่า ไม่มีโครงการทำมาค้าขายหรือเปิดตลาดการค้าของไทยให้กว้างขวางขึ้นหรือรักษาตลาดเดิมให้มั่นคง อันเป็นการหารายได้เข้าประเทศเลย แต่เน้นหาแหล่งเงินกู้และออกกฎหมายผ่อนผันให้กู้เงินสูงมากๆ การกู้เงินเป็นการแก้ปัญหาของพรรครัฐบาลที่ต้องการเงินหรือปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่แท้จริงกันแน่ ภาพราคาผลผลิตเกษตรของไทยตกต่ำอย่างหนักจึงกลับมาอีกครั้งเพราะขาดเงินจึงรับซื้อไม่ตรงจังหวะเวลาของผลผลิตทำให้เกษตรกรถูกกดราคาให้ต่ำจนขาดทุนอันเป็นภาพเก่าแก่หวนกลับคืนอีกครั้ง เช่น ราคาข้าวต่ำกว่าหมื่นบาททั้งที่เคยมีราคาสูงหนึ่งหมื่นห้าพันบาทมาแล้ว ราคายางเหลือแค่ 20 บาททั้งที่เคยขายได้สูงเกิน 100 บาทขณะที่ค่าครองชีพวันนี้เปลี่ยนไปจากหลายสิบปีที่ผ่านมาอย่างมาก แต่อัตราราคาพืชผลเดิมกลับมาแล้ว เป็นต้น นักการเมืองหลายคนชอบการประกันราคาสินค้าเกษตรเพราะใช้หาผลประโยชน์บนความทุกข์ของเกษตรกรได้ง่าย วงจรนี้เคยถูกกำราบไปแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณโดยเวลานั้นเน้นการขายสินค้าให้ได้ราคาดีและสมเหตุสมผล ราคาข้าว ยางพารา ผลไม้ทุกชนิดสูงขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีพาณิชย์ และรัฐมนตรีต่างประเทศเวลานั้นออกตระเวณหาตลาดให้สินค้าไทยอย่างสุดกำลังทำให้ราคาประกันพืชผลเกษตรสูงขึ้น ชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นทันตา ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและชดใช้หนี้สินของไอเอ็มเอฟได้เพราะการขายผลผลิตเกษตรของไทยเป็นธรรมและมีตลาดกว้างขวางมากกว่าอดีตกาล รัฐบาลเวลานั้นไม่ได้คิดกู้เงินเพื่อหามาใช้บริหารประเทศ แต่เน้นการขายสินค้าเกษตรไปยังตลาดต่างประเทศให้กว้างขวางขึ้น เรียกกันว่า ขาดเงิน ก็หาเงินเข้าบ้าน มิใช่กู้เงินมามัดคนในบ้านให้ต้องเป็นทาสดอกเบี้ย แต่รัฐบาลนี้กำลังนำพาคนไทยไปเป็นทาสดอกเบี้ยของต่างประเทศ เพราะขาดวิสัยทัศน์ทางการค้าขายหาเงินเข้าบ้าน จึงเลือกกู้เงินอย่างเดียว ถ้านำวิธีนี้ไปใช้กับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ในไม่ช้าก็จะกลายเป็นคนล้มละลายเพราะไม่มีปัญญาทำมาหากินสร้างรายได้เพิ่ม ทำได้แค่เซ็นชื่อกู้เงินเท่านั้น ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่จุดนั้นเพราะผู้บริหารประเทศไร้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งที่แผ่นดินไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตยอดเยี่ยมไม่แพ้ประเทศใดในโลก แต่ขาดคนที่จะนำศักยภาพแท้จริงของประเทศไปใช้พัฒนาบ้านเมืองได้เต็มที่ ส่วนใหญ่ผู้บริหารประเทศที่ถูกยัดเยียดให้คนไทยมักทำงานเพื่อสนองกิเลสตัณหาแก่ผู้อุปถัมภ์มากกว่ารักจะเห็นบ้านเมืองเจริญเติบโตเต็มศักยภาพ ประเทศไทยจักไม่มีวันเจริญรุ่งเรืองตามศักยภาพของคนไทยที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเยี่ยงชาวพุทธที่ดีและด้วยแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แต่มันเป็นการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ โดยถูกครอบงำด้วยกลุ่มฝักใฝ่อำมาตย์โบราณที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าทำเพื่อชีวิตสุขสบายของคนไทยให้สมกับความขยันของคนไทยและผืนดินแสนสมบูรณ์แห่งนี้
*************************** 5/25/2009 ความรุนแรงในครอบครัวความรุนแรงในครอบครัว เขียนโดย แก้วมณี
สถาบันครอบครัวเป็นพื้นฐานสร้างคนให้เป็นคนดีหรือคนชั่วของสังคมไทย โดยบิดามารดาเป็นต้นแบบในการหล่อหลอมทายาทชายหรือหญิงให้เป็นเสมือนตัวแทนหรือมีแนวคิดเดียวกัน ดังนั้น ทายาทมักสืบทอดความดี ความเลว ของบิดามารดาไว้ไม่มากก็น้อยด้วยการอบรมสั่งสอนหรือแสดงเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็นสม่ำเสมอและยึดมั่นเป็นแบบอย่างของตนต่อไป เด็กคนใดประพฤติตนแตกแยกจากบิดามารดาถูกขนานนามว่า เด็กนอกคอก ทั้งที่หลายครั้งความแตกต่างของเด็กนั้นเพราะรู้จักแยกแยะความดีความชั่วที่บิดามารดาแสดงให้เห็นได้ เขาเลือกจะไม่ทำสิ่งไม่ดี ดังเช่น บิดามารดาชอบโกงเงิน ลักขโมย เป็นมือปืน เป็นชู้กัน แย่งสามีภรรยาของคนอื่น ชอบทำร้ายร่างกายกัน เป็นต้น เมื่อเขาเติบโตและรับรู้วิถีชีวิตของบุพการีว่าพบความลำบากยากแค้นเพียงไรกับสิ่งชั่วร้ายหรือบาปกรรมที่สนองตอบ เขาจึงไม่ต้องการเดินตามรอยเท้าของบิดามารดา การประณามเด็กว่าเป็นพวกนอกคอกในทางที่ดี จึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่ควรยกย่องเขาที่แยกแยะผิดถูก ชั่วดี ได้ด้วยจิตสำนึกของมนุษย์ดีกว่าบิดามารดา ในอดีตนับร้อยปีมาแล้วสังคมไทยยึดถือเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรให้คนนอกรับทราบและผู้หญิงหรือเด็กคือ ทรัพย์สิน ของ ผู้ชาย สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวจึงถือเป็นความลับ ความดีถูกเชิดชูในสังคม ความชั่วในครอบครัวถูกปิดเงียบ ทำให้ผู้หญิงหรือเด็กถูกกดขี่ข่มเหงตลอดมาทั้งที่คนนอกรับทราบ แต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือคลายความทุกข์แก่พวกเขาได้ แม้แต่รัฐบาลปกครองประเทศและมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนไม่จำกัดเพศก็มีกฎหมายและความเชื่อโบราณครอบงำไว้ ผู้หญิงหรือเด็กในยุคโบราณจึงต้องรับเคราะห์กรรมอย่างโดดเดี่ยว หากได้สามีหรือบิดาที่เป็นคนดีมีเมตตา ชีวิตก็มีความสุขเหลือคณา ในทางกลับกันชายเป็นโรคจิตหรือไร้ความเมตตา พวกเขาก็ต้องตายไปอย่างโดดเดี่ยวและซ่อนความเลวร้ายของเขาไปกับความตายด้วย การปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยประกาศความเสมอภาคระหว่างชายและหญิงที่รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน ความเชื่อเรื่องภรรยาเป็นทรัพย์สินของสามีจางหายไปพร้อมกับกาลเวลาและคนรุ่นเดิมตายไป ปัจจุบันนี้ความเชื่อเดิมที่ว่า ภรรยาและลูกเป็นทรัพย์สมบัติของสามีอาจมีสืบทอดในบางครอบครัว แต่มีน้อยมากแล้ว ความรุนแรงในครอบครัวอันสืบเนื่องจากภาวะจิตไม่ปกติกลายเป็นต้นเหตุที่ทำร้ายสตรีและเด็กในครอบครัวเป็นอันดับต้นๆ ส่วนจิตกร่างและสรีระของเพศชายก็มีส่วนให้เกิดความรุนแรงในสังคมไทยด้วย ปัจจุบันนี้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงและเด็กในครอบครัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา สถานภาพทางสังคมของผู้หญิงและเด็กที่อยู่ในครอบครัวจึงปลอดภัยและมีทางแก้ไขปัญหาเพิ่มขึ้นจากการต้องอดทนให้ทรมานกายและใจไปจนตายอย่างในอดีต รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับกำหนดให้สถานภาพทางสังคมและกฎหมายระหว่างชายและหญิงมีความเสมอภาคกัน อันส่งผลให้กฎหมายทุกฉบับต้องใช้บังคับกับคนไทยทุกเพศอย่างเท่าเทียมกัน จะเลือกให้ประโยชน์หรือกดขี่กันด้วยเหตุความแตกต่างทางเพศมิได้ ผู้กระทำต้องรับโทษทางกฎหมาย ความเสมอภาคที่มีไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้แยกคุ้มครองเฉพาะหญิงโสดเท่านั้น แต่รวมถึงหญิงมีสามีแล้วด้วย หลักบัญญัติสิทธิเสมอภาคของชายและหญิงช่วยให้ชีวิตและการดำรงชีพของหญิงทุกสถานภาพปลอดภัยและมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมากในสังคมไทย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดสถานภาพหญิงที่แต่งงานแล้วต้องร่วมรับผิดชอบในทรัพย์สินและหนี้สินร่วมกับสามี สถานภาพทางกฎหมายของหญิงแต่งงานแล้วเหมือนผู้เป็นสามีหรือที่เรียกตามภาษาชาวบ้าน คือ เป็นบุคคลเดียวกัน แม้แต่การเสียภาษีก็กำหนดให้สามีภรรยาต้องเสียภาษีร่วมกัน มันเป็นการให้สิทธิและหน้าที่แก่หญิงแต่งงานแล้วเทียบเท่าสามี ดังนั้น สามีจะต้องได้รับอนุญาตหรือรับความยินยอมจากภรรยาก่อนทำนิติกรรมสัญญาทางแพ่งอันเป็นการให้เกียรติแก่ผู้หญิงและเปิดโอกาสแก่ภรรยาที่จะรับรู้พฤติกรรมของสามีพร้อมกับเกิดความรับผิดชอบร่วมกันด้วย มันเป็นการยืนยันสถานภาพสตรีไทยวันนี้มีเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตอย่างชัดเจน แม้กฎหมายแพ่งฯจะให้สามีและภรรยาเปรียบเสมือนบุคคลเดียวกัน แต่ประมวลกฎหมายอาญาให้ความคุ้มครองชีวิตและร่างกายของภรรยาแยกต่างหากจากสามีเพื่อให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน หากสามีทำร้ายร่างกายหรือฆ่าภรรยา จะต้องรับโทษจำคุก ประหารชีวิต ตามคำพิพากษาของศาลโดยไม่สนใจสถานภาพสมรสของพวกเขา ดังนั้น ความรุนแรงในครอบครัวอันเกิดจากการกระทำของสามีภรรยาอันหมายถึงการทำร้ายร่างกายหรือฆ่า ผู้กระทำต้องรับโทษตามกฎหมายอาญาเป็นรายบุคคลและสถานภาพสมรสมิใช่ข้อยกเว้นโทษ ความรุนแรงในครอบครัวมิได้เกิดขึ้นจากความกร่างในเพศชาย แต่ยังอาจเกิดขึ้นจากสภาพจิตไม่ปกติเพราะพิษสุราหรือยาเสพย์ติดหรือโรคจิตเภท เมื่อประมวลกฎหมายอาญาไม่แยกแยะว่า การทำร้ายเพราะเหตุเหล่านั้นจะได้รับยกเว้นโทษอาญา กอปรกับความอ่อนไหวในครอบครัวไทย ส่วนใหญ่การดำเนินคดีอาญากับชายหรือหญิงที่กระทำรุนแรงต่อสมาชิกครอบครัวจึงทำค่อนข้างยาก เมื่อหายโกรธหรือพูดออดอ้อนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ยอมแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ทำให้ปัญหาชอบใช้กำลังจึงไม่ได้รับการแก้ไขหรือหมักหมมต่อไปจนกระทั่งส่งผลต่อชีวิตของภรรยาหรือลูกที่ต้องแบกรับความทุกข์ต่อเนื่อง ลูกก็ซึมซับความรุนแรงที่บิดามารดากระทำต่อกันไปใช้กับครอบครัวของเขาหรือเธออีก มันจึงเป็นลูกโซ่แห่งความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุดและคอยหาเหยื่อต่อไปไม่หยุดยั้ง รัฐบาลจึงพยายามแก้ไขหรือหยุดยั้งความรุนแรงในครอบครัวเพื่อมิให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมอีกด้วยการออกกฎหมายเพื่อกำจัดหรือคลี่คลายปัญหานี้ ข่าวสลดใจที่หลายคนต้องอ่านพบเป็นระยะ คือ บิดาซ้อมมารดาทุกวัน ลูกชายทนไม่ไหว วันหนึ่งจึงเอาขวานจามหัวของบิดา เขาต้องเข้าคุกรับโทษขณะที่มารดานอนรักษาอาการสาหัส อันที่จริงแล้วความรุนแรงในครอบครัวมิได้เกิดเพียงวันเดียว แต่เกิดสะสมเป็นเดือนหรือปี ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายหญิงมักกลัวสามีจะถูกจับแล้วไม่มีคนหาเงิน หรือเจ็บตัวจนกลัว รัฐบาลจึงออกกฎหมายต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวด้วยการกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งบำบัดจิตของสามีหรือบำบัดติดเหล้าที่มีพฤติกรรมทำร้ายภรรยาหรือลูกเป็นประจำได้แลกกับการลงโทษตามกฎหมายอาญา ซึ่งถือเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุเพื่อให้ครอบครัวสงบสุขได้อีกครั้ง นอกจากนั้นหากภรรยาต้องการหย่าก็สามารถใช้เป็นเหตุหย่าได้อีกด้วยเพื่อปลดปล่อยความทุกข์แก่หญิงอีกทางหนึ่ง ผลดีของกฎหมายนี้คือ ภรรยามีความกล้าขึ้นที่จะใช้กฎหมายรักษาอาการทางจิตของสามีหรือสามีอาจไม่ต้องติดคุกและเปลี่ยนให้เขาเป็นสามีปกติได้ รักษาชีวิตและสุขภาพของหญิงไว้ ช่วยด้านสภาพจิตใจของลูกซึ่งมักเป็นเหยื่ออีกคนในความรุนแรงนี้ด้วย นอกจากนั้นรัฐบาลยังช่วยเหลือเด็กที่เป็นเหยื่อสำหรับคดีความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น เมื่อบิดามารดาสร้างความรุนแรงต่อเด็กไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ถ้าเด็กได้รับบาดเจ็บเพราะการกระทำของบิดามารดาซึ่งขาดจิตสำนึกที่ดี หน่วยงานรัฐมีอำนาจแยกเด็กออกจากสถาบันครอบครัวเพื่อปกป้องชีวิตและให้อนาคตที่ดีแก่เด็กต่อไป อันแตกต่างจากอดีตที่รัฐไม่มีอำนาจช่วยเหลือเด็กได้เมื่อเกิดกรณีบิดามารดาหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้ายเด็กเพื่อช่วยเหลือก่อน แต่ต้องรอจนกระทั่งเด็กตายจึงดำเนินคดีกับผู้กระทำได้ มันจึงเกิดภาพเศร้าสลดเป็นระยะเมื่ออดีตเหยื่อเด็กในคดีทำร้ายต้องกลายเป็นศพในเวลาต่อมา อันที่จริงแล้วคดีความรุนแรงในครอบครัวมักเกิดจากการกระทำของฝ่ายชายด้วยสารพัดสาเหตุ อาทิเช่น สภาพร่างกายของเพศชายที่แข็งแรงกว่าหญิง เมาเหล้า ติดยา ระงับอารมณ์โกรธไม่ได้ จิตเภท เป็นต้น หากพิจารณาให้ลึกขึ้นจักพบว่า ภรรยา มีส่วนในการไม่ช่วยตัวเองและลูกให้พ้นไปจากนรก เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น ความอับอาย แนวคิดเดิมที่ครอบครัวอาจสอนฝังใจว่า ต้องเชื่อฟังสามี อย่าเล่าเรื่องไม่ดีในบ้านให้ใครรับรู้ กลัวขาดเงินใช้สอย และอื่นๆ ทำให้ภรรยาเหล่านั้นยอมตนเป็นกระสอบทรายให้สามีเตะต่อยทำร้ายตามอำเภอใจ บางครั้งยังไม่สามารถปกป้องลูกจากการทำร้ายลามปามของสามีด้วย แม้กฎหมายวันนี้จะช่วยปกป้องและเพิ่มบทลงโทษแก่สามีจิตวิปริตแล้ว ภรรยาควรเริ่มต้นปรับปรุงวิสัยทัศน์ใหม่ด้วยการทำจิตให้เข้มแข็งและกล้าหาญจะเผชิญหน้ากับปัญหาและความจริง เคารพนับถือความเป็นผู้หญิงมิให้สามีย่ำยีเกียรติยศของตน เมื่อเกิดความรุนแรงตั้งแต่แรกต้องเร่งแก้ไข มิใช่ให้อภัยและปล่อยลามต่อไป ทุกครั้งที่ยอมให้อภัยแก่เขาที่ทำทารุณเธอ จักเป็นการสนับสนุนให้เขาใช้กำลังระบายอารมณ์อย่างต่อเนื่องและย่ามใจ สุดท้ายจะเป็นการฆ่าเธอโดยพลั้งเผลอหรือจงใจก็ตาม ความละอายใจต่อบาปสำหรับเขาจักมีน้อยลงเรื่อยๆเมื่อมีการใช้กำลังและเธอยอมอภัยให้เขาโดยไม่แก้ไขต้นเหตุการสร้างความรุนแรงในครอบครัว เมื่อภรรยามีความอ่อนแอทางจิตใจหรือความอับอายที่จะให้คนอื่นทราบว่าบาดแผลตามร่างกายเกิดจากการกระทำของสามี จักเป็นการสะสมความกลัวไว้กับตัวเอง จึงไร้พละกำลังที่จะคุ้มครองลูกให้พ้นจากการทำทารุณของสามีซึ่งเป็นเพศที่นิยมใช้ความรุนแรงด้านพละกำลังอยู่แล้วและเป็นความเคยชินที่จะหาเหยื่อระบายอารมณ์โกรธของเขาเพิ่มขึ้น หากเจอชายเป็นโรคจิตเภทนิยมความรุนแรง ภรรยาที่ไม่กล้าปกป้องลูก อาจกลายเป็นการส่งเสริมทางอ้อมให้เขาฆ่าลูกในภายหลังได้ ผลกระทบทางจิตใจของเด็กจากบาดแผลตามร่างกายที่บิดาสร้างขึ้นจะทำร้ายเด็กให้ซึมเศร้าและโดดเดี่ยวเมื่อเขารับรู้ว่า มารดาไม่สามารถช่วยเหลือหรือปกป้องเขาจากความเลวร้ายที่บิดาสร้างขึ้นได้ บิดามารดามิใช่ที่พึ่งของเขา พละกำลังน้อยนิดของเด็ก สุดท้ายเขาจะกลายเป็นศพเหยื่อความทารุณกรรมของบิดา สิ่งที่พึงระลึกอีกอย่างหนึ่งคือ การทำทารุณกรรมในครอบครัวนั้นมิได้เกิดจากฝ่ายชายเท่านั้น ฝ่ายหญิงก็สามารถกระทำได้เช่นเดียวกัน การยุติความรุนแรงในครอบครัวต้องเริ่มต้นที่แนวคิดของชายและหญิงว่า ควรให้เกียรติต่อกัน การทะเลาะระหว่างสามีภรรยาอาจเกิดขึ้นได้ แต่ควรควบคุมอารมณ์โกรธมิให้ลุกพล่านเกินขอบเขตด้วยการคิดถึงคุณความดี ความรัก ที่เคยมีต่อกัน คิดถึงลูก ระยะเวลาที่สร้างครอบครัวด้วยกัน การทำร้ายอีกฝ่ายควรนึกถึงพ่อแม่ พี่น้อง ของตนที่เป็นเพศเดียวกับคู่สมรส สำหรับผู้หญิงนั้นอยากให้สร้างจิตใจเข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวโดยคำนึงถึงลูกที่ไม่ควรต้องเจอกับความน่ากลัวที่บิดาสร้างขึ้นทุกวัน ลูกจะมีสุขภาพจิตที่ดีได้เมื่อมารดาสุขกาย สุขใจก่อน เมื่อเกิดความรุนแรงระหว่างสามีภรรยาขึ้น ผู้หญิงต้องเริ่มต้นแก้ไขต้นเหตุก่อน อย่าปล่อยให้ลุกลามเพราะความใจอ่อน เขาจะกลายเป็นระเบิดมาสังหารแม่กับลูกด้วยความเข้าใจผิดหรือความแค้น ผู้หญิงจึงต้องกล้าหาญจะยอมรับความจริงและแก้ไขปัญหาโดยตรงด้วยการให้สามีรับการบำบัดทางจิตโดยสมัครใจหรือโดยคำสั่งของศาลก็ตามเมื่อยังต้องการใช้ชีวิตร่วมกันต่อไป หากมองพิจารณาถ้วนถี่แล้วภรรยาต้องกล้าตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยของลูกและตัวเองที่จะแยกชีวิตไปต่อสู้ด้วยตัวเองถ้าคิดว่าจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้หรือทนกับชีวิตสมรสนี้ไม่ได้แล้วหรือคู่สมรสไม่สามารถรักษาอาการจิตเภทนี้ได้ หญิงหรือชายที่เผชิญหน้ากับความรุนแรงในครอบครัวนั้นถ้าไม่สามารถจัดการปัญหาด้วยตัวเองได้ ก็ต้องยอมให้กฎหมายเข้าไปช่วยเหลือเพื่อรักษาชีวิตและอนาคตของตนและลูกไว้ อย่าเก็บความทุกข์กายและใจไว้เพราะมิใช่หนทางแก้ปัญหา แต่เป็นการเก็บระเบิดไว้เพื่อฆ่าตัวตาย ชีวิตคู่วันนี้อาจไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตวันหน้าจะพบความสุขไม่ได้ ความเข้มแข็งด้านจิตใจ ความกล้าหาญเผชิญกับความจริง วิสัยทัศน์กว้าง การเคารพนับถือตัวเองว่ามีคุณค่าอยู่ หน้าที่ปกป้องลูก คือ กุญแจแห่งความหลุดพ้นจากภัยความรุนแรงในครอบครัว นอกเหนือจากกฎหมายสองฉบับ คือ กฎหมายต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว และ กฎหมายคุ้มครองเด็ก ส่วนชายหรือหญิงที่นิยมใช้ความรุนแรงต่ออีกฝ่ายด้วยสารพัดข้ออ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากควบคุมหรือระงับความโกรธไม่ได้ เชื่อว่าผู้หญิงหรือเด็กเป็นที่ระบายอารมณ์ ต้องคำนึงให้มากว่า สถานภาพทางกฎหมายของชายหรือหญิงหรือเด็กเท่าเทียมกัน ภรรยาหรือสามีหรือลูกมิใช่ทรัพย์สินส่วนตัว แต่เป็นมนุษย์มีลมหายใจเยี่ยงเดียวกัน ร้อน หนาว เจ็บ ตายได้เหมือนกัน ถ้าเขาหรือเธอบาดเจ็บหรือตายเพราะการกระทำของสามีภรรยา บิดามารดา จักต้องรับโทษอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ควรอายที่จะยอมรับว่าควบคุมอารมณ์โกรธยากหรือนิยมใช้กำลังทำร้ายเป็นอาจิณเพื่อขอรับการรักษาอาการผิดปกติให้หายโดยเร็ว ถ้ายังรักคู่สมรสหรือลูก อย่าคิดว่าพวกเขาเป็นสิ่งรองรับอารมณ์หรือเหยื่อ แท้จริงแล้วผู้ก่อความรุนแรงในครอบครัวเป็นบุคคลที่กฎหมายตั้งใจจัดการโดยตรง ชายหรือหญิงที่ไม่นิยมใช้กำลังทำร้ายหรือสร้างความรุนแรงจักไม่ชอบตี ฟาด ต่อย เตะ ผู้ใดก่อน ถ้าใครชอบใช้กำลังเพื่อระบายอารมณ์หรือแก้ปัญหาในครอบครัวก่อนใช้สติปัญญา ต้องสันนิษฐานก่อนว่า น่าจะต้องรับการบำบัดจิตหรือแนวคิดใหม่ ถ้าอยากรักษาครอบครัวไว้ ลองสำรวจกันสิว่า ท่านตีเมียหรือผัวกี่ครั้ง บ่อยแค่ไหน ถ้ายังรักครอบครัว ก็ควรพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดจิตหรือแนวคิดให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นหรือปรับมุมมองต่อคู่สมรสและลูกใหม่ ก่อนที่จะกลายเป็นฆาตกรในวันหน้า
**************************** 5/23/2009 เงินขาวคืออะไร ?เงินขาวๆ หมายถึง เงินสด ไม่ใช่ตั๋วแลกเงิน เช็ค หรือ สิ่งของที่ใช้แทนเงิน
คำอธิบายเพิ่มเติม สำนวนนี้หมายถึง เศษสิ่งของที่เอาไปขายแล้ว จะได้เงินสดกลับมาอย่างแน่นอน จำนวนเท่าใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ ตั๋วแลกเงิน เช็ค หรือสิ่งของที่ใช้แทนเงิน ตัวอย่างการใช้สำนวนนี้ เช่น ช่วงนี้ฉันขัดสนเงินมากและทองราคาสูงดี จึงเอาสร้อยทอง 2 เส้นไปขาย แล้วได้เงินมาแบบ เงินขาวๆ เลย
************************** 5/20/2009 นักเขียนใหม่ กับ ค่าเสียหายในสัญญานักเขียนใหม่ กับ ค่าเสียหาย เขียนโดย ลูกแก้ว
มันเป็นเรื่องปกติที่ผู้เขียนสัญญาย่อมมีเจตนาจะลดทอนความเสียหาย เพิ่มความได้เปรียบของตน ควบคุมคู่สัญญาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือต้องพึ่งพาตนเท่านั้น การเรียกร้องความเป็นธรรมจากสัญญาจึงควรเริ่มต้นที่คู่สัญญาอีกฝ่ายเพื่อหาจุดสมดุลย์ที่ทั้งสองฝ่ายพึงรับกันได้โดยมิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบข้างเดียวด้วยการเจรจาและสร้างสัญญาที่มีเงื่อนไขเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เมื่อคู่สัญญาพึงพอใจกับสัญญา ย่อมทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขด้วยผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายยอมรับกันได้ ผลประโยชน์ที่เป็นธรรมนั้นมิได้หมายความว่า เท่าเทียมกัน แต่เป็นไปตามระดับความเสี่ยงทางการค้าหรือการลงทุนของแต่ละฝ่ายต่องานชิ้นนั้น กรณีคู่สัญญาเป็นสำนักพิมพ์และนักเขียน จึงมิได้หมายความว่าจะต้องได้ผลประโยชน์เท่ากัน สำนักพิมพ์มีการลงทุนสร้างรูปเล่มหนังสือให้เป็นสินค้าเสนอนักอ่าน เช่น กระดาษ การโปรโมท การจัดจำหน่าย ค่าซื้อเรื่อง และอื่นๆ อีกทั้งยังต้องรับความเสี่ยงทางการค้าทั้งกำไรและขาดทุนด้วย จึงไม่แปลกที่สำนักพิมพ์จักได้รับผลประโยชน์สูงกว่านักเขียนซึ่งมีการลงทุนด้านการสร้างสรรค์ชิ้นงานทางอักษรเป็นหลัก ตัวเลขการลงทุนของสำนักพิมพ์ต่อหนังสือแต่ละเล่มจักกลายเป็นค่าเสียหายที่ใช้เรียกร้องจากนักเขียนโดยระบุในสัญญาซื้อเรื่องซึ่งจะให้ความเป็นธรรมแก่นักเขียนหรือสำนักพิมพ์หรือทั้งสองฝ่ายขึ้นอยู่กับความรู้เท่าทันและการเจรจาแสวงหาความยุติธรรมโดยนักเขียนเอง ปัจจุบันนี้สัญญาซื้อเรื่องมีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ สัญญาซื้อเรื่องแบบมีกำหนดเวลาจำกัด เป็นต้น แต่ละรูปแบบสัญญาส่งผลต่อกรรมสิทธิ์ในชิ้นงานของนักเขียนแตกต่างกัน หากสังเกตลึกลงไปจักพบความเหมือนบนความแตกต่างในหัวข้อ ค่าเสียหาย เนื้อหาในสัญญาซื้อเรื่องทุกแบบจะกำหนดให้นักเขียนมีความรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ ถ้าเกิดคดีละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้น เช่น คนอื่นอ้างว่าเป็นเจ้าของเรื่อง มีการพิมพ์ซ้ำโดยคำอนุญาตของนักเขียน เป็นต้น โดยมีจุดประสงค์ให้นักเขียนแบ่งปันความรับผิดชอบเงินค่าเสียหายหรือเงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อต่อสู้คดีในศาลร่วมกับสำนักพิมพ์ ทั้งนี้หลักใหญ่คือ ต้องการลดทอนความเสียหายของสำนักพิมพ์ลงด้วยการให้นักเขียนซึ่งมีส่วนร่วมในการจงใจหรือไม่ระมัดระวังในลิขสิทธิ์ของตนจึงเกิดการทำละเมิดสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ขึ้น เนื้อหาในบางสัญญาเกี่ยวกับ ค่าเสียหาย ที่สำนักพิมพ์เสนอแก่นักเขียนอาจเป็นการเอาเปรียบเกินเหตุและอาจทำให้นักเขียนกลายเป็นเหยื่อของสำนักพิมพ์เจ้าเล่ห์ในท้ายที่สุดหากรายได้ขายหนังสือเล่มนั้นต่ำกว่าเงินชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาที่นักเขียนต้องจ่ายก็ได้ ขอบเขตของเจ้าของลิขสิทธิ์พึงมีตามกฎหมาย คือ ห้ามการแก้ไข ดัดแปลง เนื้อหา ห้ามการเผยแพร่หรือทำซ้ำทุกรูปแบบต่องานอันมีลิขสิทธิ์ หากผู้ใดทำสิ่งต้องห้ามเหล่านี้ ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อสำนักพิมพ์ซื้องานเขียนไปย่อมได้รับสิทธิ์นี้เยี่ยงเดียวกับนักเขียนโดยจำกัดเวลาไว้ ถ้านักเขียนนำงานตามสัญญาไปขายให้คนอื่นพิมพ์ซ้ำ หมายความว่านักเขียนทำละเมิดสัญญาต่อสำนักพิมพ์ จึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น รายได้ที่สำนักพิมพ์พึงได้จากการขายหนังสือเล่มนั้นเท่ากับจำนวนขายของผู้ทำละเมิดสิทธิ์ ค่าโฆษณาชิ้นงาน เป็นต้น นอกจากนักเขียนต้องรับผิดชอบแล้ว ผู้ทำละเมิดซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์อีกแห่งก็ต้องรับผิดตามกฎหมายร่วมด้วย สัญญาที่สำนักพิมพ์เสนอแก่นักเขียนนั้นมักระบุให้นักเขียนต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ตนก่อขึ้น ย่อมถือเป็นความชอบธรรมที่นักเขียนควรมีส่วนรับผิดชอบในการกระทำของตน แต่บางสัญญาเขียนกว้างๆว่า นักเขียนต้องรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ในการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกกรณี แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นจากนักเขียนก็ตาม มันหมายความว่า หากเกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด นักเขียนก็ต้องร่วมรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ด้วย มันจึงดูไม่เป็นธรรมต่อนักเขียน ถ้าเกิดบางเหตุการณ์ เช่น สำนักพิมพ์จ้างโรงพิมพ์ทำหนังสือ 3,000 เล่ม แต่โรงพิมพ์นั้นผลิตเกินจำนวนแล้วนำส่วนเกินไปขายในตลาดหนังสือด้วยราคาถูกลง ทำให้หนังสือของสำนักพิมพ์ไม่สามารถขายได้เลย โรงพิมพ์ทำละเมิดสิทธิ์ของสำนักพิมพ์โดยนักเขียนไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย หรือพนักงานสำนักพิมพ์ทุจริตนำเนื้อหาไปดัดแปลงหรือพิมพ์ซ้ำหาประโยชน์ส่วนตน นักเขียนไม่รู้เห็นด้วย เป็นต้น สำนักพิมพ์อาจมักง่ายด้วยการใช้สิทธิ์ตามสัญญาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนักเขียนก่อน การปฏิเสธความรับผิดในสัญญาทำได้ยากเพราะนักเขียนยอมรับเงื่อนไขว่าจะร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์งานเขียนโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ การเรียกร้องจากนักเขียนที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายย่อมง่ายกว่าการฟ้องคดีกับนิติบุคคลที่มีขั้นตอนยุ่งยากและยาวนาน มันจึงเป็นการลดความเสียหายอย่างเร็วของสำนักพิมพ์ลงวิธีหนึ่ง เนื้อหาเรื่องค่าเสียหายอีกแบบหนึ่งที่มีในสัญญาซื้อเรื่องที่พบเห็นกันแล้ว คือ สำนักพิมพ์ระบุให้นักเขียนต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเบื้องต้น ถ้ามีการโต้แย้งเรื่องลิขสิทธิ์ โดยกำหนดตัวเลขหนึ่งล้านบาท ทั้งที่จ่ายค่าซื้อเรื่องแก่นักเขียนแค่ 10,000 – 30,000 บาท และระยะเวลาคุ้มครองตามสัญญานาน 3 – 10 ปี แล้วยังมีสิทธิ์เรียกเงินเพื่อขึ้นอีกถ้าความเสียหายมีสูงกว่าเงินที่จ่ายไปแล้วตามสัญญา บางแห่งอาจระบุขอบเขตของคำว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ ที่นักเขียนต้องรับชดใช้ไว้ด้วย เช่น กรณีมิได้เป็นเจ้าของตัวจริง กรณีให้ผู้อื่นพิมพ์ซ้ำ เป็นต้น ก็จะต้องเกิดเงื่อนไขนี้ก่อน สำนักพิมพ์จึงมีสิทธิ์เรียกให้นักเขียนใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวนสูงนี้ได้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคำว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น มันหมายความว่า ถ้าเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์ตามขอบเขตที่ตกลงกันไว้ นักเขียนต้องจ่ายเงินจำนวนที่ระบุเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแก่สำนักพิมพ์ก่อนแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของตนและยังไม่มีคำตัดสินของศาล เพราะสัญญาไม่ได้ระบุยกเว้นไว้ชัดเจน หากมีความเสียหายมากกว่านั้น นักเขียนก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ทั้งนี้ไม่ต้องรอคำพิพากษาศาลก่อน แค่สำนักพิมพ์แจ้งความเสียหายแก่นักเขียนก็จะได้รับเงินชดใช้จากนักเขียนทันทีโดยสัญญาบังคับไว้ แทนที่ต้องรอคำพิพากษาของศาลซึ่งอาจใช้เวลาตัดสินคดีนานหลายปี การใช้สิทธิ์ในสัญญาจึงง่ายกว่ามากและได้เงินเร็วอีกทั้งอาจสูงกว่าการขายหนังสือเล่มนั้นก็ได้ ค่าเสียหายเบื้องต้นที่เขียนในสัญญาจึงคล้ายกับนักเขียนค้ำประกันรายได้ของสำนักพิมพ์ไว้หนึ่งล้านบาท ทั้งที่รับค่าเรื่องไว้เพียงหลักหมื่นบาทต้นๆเท่านั้น สัญญาที่สำนักพิมพ์ทำกับนักเขียนนั้นมักกำหนดให้นักเขียนต้องรับผิดชอบหากมีผู้อื่นอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของผลงานในสัญญานั้นเสมอ ทั้งนี้เพื่อลดความเสียหายและถือเป็นความรับผิดชอบของนักเขียนด้วย หลายคนอาจสงสัยว่า ค่าเสียหายที่นักเขียนต้องชดใช้นั้นคืออะไร ถ้าพูดให้เห็นภาพชัด ค่าเสียหายที่สำนักพิมพ์เรียกจากนักเขียน คือ เงินลงทุนในการพิมพ์หนังสือและจัดจำหน่ายมัน ผลประโยชน์ที่เขาควรได้รับจากหนังสือเล่มนั้น ตัวอย่างเช่น ค่ากระดาษ ค่าจ้างโรงพิมพ์ ค่าจัดจำหน่าย เงินรายได้ที่คาดว่าจะได้จากการขายหนังสือเล่มนั้น ถ้าการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดจากการกระทำของนักเขียน ก็เป็นความยุติธรรมที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์ด้วย ทั้งนี้ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ อีกทั้งนักเขียนควรชดใช้กับสิ่งที่ตนก่อขึ้น ไม่รวมถึงความประมาทเลินเล่อหรือพลั้งเผลอของสำนักพิมพ์ที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์เอง อันที่จริงแล้วนักเขียนขายทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องเป็นของเขาให้สำนักพิมพ์และรับค่าตอบแทนเฉพาะเรื่องนั้น จึงควรรับผิดชอบเพียงแค่การรับรองความเป็นเจ้าของแท้จริงในงานเขียนเท่านั้น สำนักพิมพ์ไม่ควรเรียกร้องค่าเสียหายในเหตุที่นักเขียนไม่มีส่วนรับผิดชอบด้วย ดังนั้น นักเขียนพึงตระหนักให้มากไว้ว่า ค่าเรื่องที่สำนักพิมพ์จ่ายให้นั้นน้อยกว่าค่าเสียหายที่สำนักพิมพ์ได้รับเมื่อเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้น จึงต้องระมัดระวังและดูแลการใช้ลิขสิทธิ์ของตนอย่างจริงจัง มิฉะนั้น รายได้ค่าเรื่องอาจไม่พอจ่ายค่าเสียหายแก่สำนักพิมพ์เมื่อตนทำผิดสัญญา จำนวนตัวเลขค่าเสียหายเบื้องต้นที่สำนักพิมพ์บางแห่งกำหนดไว้สูงเกินเหตุเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายให้นักเขียนเพื่อซื้อเรื่อง ตัวอย่างเช่น ค่าซื้อเรื่องจำนวน 20,000 บาท ระยะเวลาสัญญา 5 ปี แต่กำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นที่นักเขียนต้องจ่ายทันทีเมื่อเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์ (กรณีไม่ได้เขียนรับผิดเฉพาะความผิดที่ตนก่อขึ้นเอง) คือ 1,000,000 บาท หมายความว่า ตลอดเวลา 5 ปี สำนักพิมพ์มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายเบื้องต้นด้วยเหตุละเมิดลิขสิทธิ์จากนักเขียนด้วยมูลค่าหนึ่งล้านบาท นักเขียนช่วยประกันรายได้หนึ่งล้านบาทไว้ เป็นต้น ตัวเลขค่าเสียหายเบื้องต้นกับค่าเรื่องของนักเขียนนั้น ถ้าความผิดเกิดจากนักเขียน ย่อมสมควรรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ แต่มิใช่ตัวเลขตามใจชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันควรเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลาที่เกิดเหตุละเมิดสัญญานั้น มิฉะนั้น นักเขียนจะกลายเป็นเหยื่อของสำนักพิมพ์เจ้าเล่ห์ที่ขายหนังสือได้เงินน้อยกว่ารีดไถจากนักเขียนโดยอาศัยสัญญาไม่เป็นธรรมนี้ เงื่อนไขค่าเสียหายเบื้องต้นมูลค่าสูงเกินเหตุอาจทำให้นักเขียนเป็นเหยื่อได้ง่าย เพราะรายได้จากการขายหนังสือเล่มนั้นอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายของสำนักพิมพ์ก็ได้ หากเจอพวกเจ้าเล่ห์ย่อมใช้เงื่อนไขในสัญญาหาเงินง่ายๆด้วยการสร้างบุคคลใดขึ้นโต้แย้งเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อเป็นข้ออ้างไปเรียกร้องเงินจากนักเขียนให้ใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งกำหนดตัวเลขไว้แน่นอนในสัญญาโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายจริงและไม่ต้องรอคำพิพากษาศาล หมายความว่า ค่าเสียหายจริงยังไม่ชัดแจ้ง แต่สัญญาระบุชัดว่า ต้องจ่ายเงินหนึ่งล้านบาท ก่อน นักเขียนต้องจ่ายตามสัญญาเมื่อเกิดเหตุตามเงื่อนไขแล้ว ทั้งที่เขาหรือเธอเคยรับเงินค่าเรื่องแค่ระดับหมื่นต้นๆเท่านั้น ตัวเลขจึงถือว่าไม่เป็นธรรมแก่นักเขียนแล้ว เพื่อความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายนักเขียนและสำนักพิมพ์ควรรับผิดชอบตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีส่วนรู้เห็นหรือจงใจทำละเมิดสัญญา มิใช่มักง่ายด้วยการเขียนเงื่อนไขโยนค่าเสียหายทั้งหมดไปให้นักเขียนรับฝ่ายเดียว นักเขียนสร้างอักษรให้เป็นสินค้าแก่สำนักพิมพ์นำไปเข้ารูปเล่มพิมพ์กระดาษกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งในตลาดวรรณกรรม สำนักพิมพ์ย่อมมีวิธีหากำไรจากหนังสือเล่มนั้นตามวิถีการตลาด ส่วนนักเขียนเน้นงานศิลปะด้านอักษรเพื่อสร้างงานชั้นเยี่ยมแก่นักอ่าน สำนักพิมพ์กับนักเขียนจึงเปรียบเสมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า หากนักเขียนไม่ผลิตงาน สำนักพิมพ์ก็ไม่มีสินค้านำไปหารายได้ โดยความเป็นจริงแล้วสำนักพิมพ์จะมีรายได้สูงกว่านักเขียนอยู่แล้ว การเขียนเงื่อนไขเรื่อง ค่าเสียหาย ที่นักเขียนพึงชดใช้แก่สำนักพิมพ์น่าจะใช้ตัวเลขที่เป็นธรรมและเป็นความจริง ณ เวลาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น สำนักพิมพ์จัดพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่ตอนเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเหลือหนังสือเพียง 500 เล่ม มูลค่าความเสียหายจากการลงทุนเพียงไม่เกิน 100,000 บาท แต่ใช้สิทธิ์เรียกค่าเสียหายเบื้องต้นจากนักเขียนถึง 1,000,000 บาท หรือ ขายหนังสือมีรายได้เพียง 500,000 บาท พอคาดเดาตลาดว่าคงได้ไม่มากกว่านี้แล้ว จึงคิดหารายได้จากสัญญาด้วยการสร้างเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพื่อเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นจากนักเขียน 1,000,000 บาท เป็นต้น การเรียกค่าเสียหายจึงควรคำนึงถึงความเสียหายจริง มิใช่ตัวเลขตามอำเภอใจ มิฉะนั้น มันกลายเป็นการใช้สิทธิ์ในสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมหรือมีจิตทุจริต การรับผิดในค่าเสียหายใดๆควรต้องมีสาเหตุจากการจงใจกระทำผิดของนักเขียนเท่านั้น มิใช่การโยนทุกเหตุความผิดให้นักเขียน แม้จะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของสำนักพิมพ์ก็ตาม เพราะคิดว่าหาเงินง่ายกว่าฟ้องคดีกับผู้ทำละเมิดตัวจริง เนื่องจากเนื้อหาในสัญญาผูกมัดนักเขียนไว้ให้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่สามารถอ้างเหตุใดปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญาได้ ดังเช่นสุภาษิตไทยว่า หยิบเบี้ยใกล้มือ ดีกว่ารอทองแท่งที่ยังไม่แน่ว่าจะมาถึงมือ จึงเลือกเอาเงินในสัญญาย่อมดีกว่ารอคำพิพากษาศาลที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเวลาใด นักเขียนพึงจำไว้ว่า สัญญาต้องเกิดขึ้นจากความพอใจของทั้งสองฝ่าย และไม่ควรเสียใจหรือผิดหวังหลังจากเซ็นชื่อในสัญญาแล้ว การแก้ไขสัญญาภายหลังนั้นทำยากมากเพราะเหตุที่จะทำให้คู่สัญญายอมพูดคุยเจรจาด้วยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า เมื่อเขาอยากได้สินค้าชิ้นใด ย่อมยอมคุยเพื่อให้ได้มัน หากเขาได้สินค้านั้นแล้ว อดีตเจ้าของก็หมดคุณค่าไป ก่อนทำสัญญานักเขียนต้องเอาใจใส่เนื้อหาในสัญญาว่า เงื่อนไขใดไม่ต้องการหรือต้องปรับแก้ ก็ควรพูดเจรจากันให้เข้าใจตรงกัน ความรับผิดชอบในสัญญานั้นควรเกิดขึ้นจากความผิดของนักเขียนเท่านั้น มิใช่การรับความเสียหายที่สำนักพิมพ์ก่อขึ้นด้วย ค่าเรื่องที่สำนักพิมพ์จ่ายแก่นักเขียนต้องคุ้มค่ากับค่าเสียหายหรือขอบเขตความรับผิดชอบที่ต้องรับไปตลอดระยะเวลาในสัญญาด้วย ลองนิ่งคิดอย่างใจเย็นและพิจารณาให้รอบคอบจักมีคำตอบได้ชัดเจนว่า สำนักพิมพ์จ่ายค่าเรื่องแก่นักเขียน 20,000 บาท สัญญาระบุให้นักเขียนต้องเตรียมตัวจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 1,000,000 บาท โดยมีเวลาในสัญญานาน 5 ปี ถือว่าคุ้มค่าและเป็นธรรมต่อนักเขียนหรือไม่ เมื่อนักเขียนต้องเตรียมเงินหนึ่งล้านบาทไว้เพื่อจ่ายให้สำนักพิมพ์เวลาใดก็ตามที่เขาใช้สิทธิ์ในสัญญา ในทางกลับกัน ถ้าสำนักพิมพ์ต้องการให้นักเขียนมีความรับผิดชอบค่าเสียหายมากเพียงนั้น ค่าเรื่องก็ต้องมีมูลค่าสูงกว่านี้ จึงถือว่าเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายและเหมาะสมกับความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นทั้งที่นักเขียนเสียสิทธิ์ในการจัดการงานเขียนของตนไปแล้ว ขณะที่สำนักพิมพ์เป็นผู้จัดการงานเขียนชิ้นนั้นโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ยอมรับผิดชอบความเสียหายใดซึ่งเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของตนเลย นักเขียนต้องรู้จักคุณค่างานเขียนของตน ปกป้องสิทธิประโยชน์ให้ได้รับความเป็นธรรมและเหมาะสม การแสวงหาความเป็นธรรมในสัญญานั้นต้องเริ่มต้นที่นักเขียนให้ความเอาใจใส่ต่อเนื้อหาในสัญญา ความผิดใดที่เกิดขึ้นเพราะการกระทำของนักเขียนก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่ ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนักเขียนก็ไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ตัวเลขค่าเสียหายควรเป็นจำนวนเงินที่เกิดขึ้นจริงตามเวลาที่เกิดเหตุละเมิดสิทธิ์นั้น มิใช่ตัวเลขตามอำเภอใจของสำนักพิมพ์ หากไม่ต้องการเป็นเหยื่อหรือถูกเอาเปรียบเกินเหตุ นักเขียนต้องกล้าเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ความเป็นธรรมแก่ตน อย่าหวังจะให้สำนักพิมพ์มอบความเป็นธรรมฝ่ายเดียว เนื่องจากจิตสำนึกที่ดีของสำนักพิมพ์ย่อมมีไม่เท่ากัน ข้อความใดระบุในสัญญาต้องเป็นไปตามนั้น ข้อความใดไม่เขียนไว้ ย่อมไม่อาจใช้บังคับระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น สัญญาใจไม่อาจใช้บังคับตามกฎหมายได้ โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า “เขียนไว้เพื่อประดับในสัญญาเท่านั้น ไม่ใช้บังคับกันแน่” ถือเป็นคำพูดที่ไม่ควรเชื่อถือเพราะกฎหมายบังคับให้นักเขียนต้องทำตามสัญญาที่เซ็นชื่อไว้ สัญญาใจมีไว้เฉพาะคนมีหัวใจซื่อสัตย์เท่านั้น แต่สังคมยึดถือกระดาษที่มีลายเซ็นคู่สัญญาเป็นหลัก บ้านเมืองจึงสงบสุขได้เมื่อทุกคนเคารพกฎหมาย นักเขียนและสำนักพิมพ์ดูแลผลประโยชน์ของตน ควรสร้างจุดสมดุลย์ที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่ายบนแนวคิดร่วมกันว่า สัญญาควรเป็นธรรมแก่สองฝ่าย สำนักพิมพ์กับนักเขียนควรยืนอยู่เคียงข้างกันเพื่อนำเสนอวรรณกรรมดีๆแก่นักอ่าน การกดขี่บังคับหรือเอาเปรียบโดยอาศัยศักยภาพแตกต่างกันไม่พึงกระทำต่อกันระหว่างสำนักพิมพ์และนักเขียนเพราะตลาดวรรณกรรมไม่อาจขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
*************************** 5/18/2009 นายกฯ คำสั่งสลายการชุมนุม และ คนตายถาม รายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยที่เคยมีคำสั่งสลายการชุมนุมและมีคนตายเพราะคำสั่งนั้น ตอบ คำสั่งสลายการชุมนุมตามกฎหมายต้องมาจากนายกรัฐมนตรีและเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ทหารหรือตำรวจใช้อาวุธปราบปรามหรือหยุดยั้งการชุมนุมของประชาชนได้ เมื่อมีผู้ชุมนุมตายเพราะอาวุธเหล่านั้น ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบันทึกรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยซึ่งเคยออกคำสั่งฆ่าประชาชนมาแล้วและเป็นที่จดจำชื่อเสียงยาวนาน คือ จอมพลถนอม กิตติขจร พลเอกสุจินดา คราประยูร และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถาม เมื่อมีคนตายเพราะคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ผู้นำต้องรับผิดชอบต่อประชาชนหรือไม่ ? ตอบ ถ้าถือหลักกฎหมายผู้กระทำตามคำสั่งโดยชอบ ย่อมไม่ต้องรับโทษใดๆ แต่หน้าที่ธรรมจรรยาในฐานะผู้นำประเทศซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขและความปลอดภัยของประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงต้องรับผิดชอบความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แม้จะเป็นผู้ชุมนุมซึ่งขัดแย้งกับรัฐบาลก็ตาม ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยจอมพลถนอมกับพลเอกสุจินดา เมื่อมีประชาชนตายเพราะคำสั่งดังกล่าว สุดท้ายทั้งสองต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามหน้าที่ของเขา ถาม ประชาชนมีสิทธิทวงความรับผิดชอบจากคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ? ตอบ ปกติแล้วผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในการใช้อาวุธฆ่าประชาชน จักได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายมิให้ต้องรับโทษอาญาใดๆ ผู้เสียหายไม่มีสิทธิ์ทวงถามความรับผิดชอบตามกฎหมายทุกฉบับ ส่วนความรับผิดชอบของผู้ออกคำสั่งหรือผู้นำบ้านเมืองแล้วมีคนตายเพราะอาวุธของผู้กระทำตามคำสั่งนั้น คงต้องอาศัยจิตสำนึกส่วนบุคคลดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับจอมพลถนอมและพลเอกสุจินดา กับเวรกรรมหรือผีคนตายเหล่านั้นตามหลอกหลอนเขาจนสิ้นลมหายใจว่า เขาเป็นผู้ฆ่าคนไทยที่อยู่ในความดูแลของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี
************************* 5/15/2009 คดีที่ดินกระฉ่อนเมืองที่ดิน สปก.4-01 คดีปรส. กับ คดีที่ดินรัชดา
เขียนโดย ลูกแก้ว
เรื่องอื้อฉาวที่ค้างคาใจของคนไทยหรือคาสำนักงานปปช.ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับคดีที่ดินรัชดาซึ่งศาลเพิ่งตัดสินคดีเสร็จสิ้นไปไม่นานมานี้ คนไทยย่อมเห็นได้ว่าตัวเลขแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะคดีที่ดินรัชดานั้นศาลตัดสินว่า การประมูลขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวเป็นการกระทำถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายและตามระเบียบขององค์กรเจ้าของที่ดินแล้ว จึงต้องให้ความคุ้มครองผู้ซื้อโดยสุจริตด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่บางคนอาจลืมเลือนไป คือ ที่ดินรัชดามีความเกี่ยวพันกับคดีปรส.และรัฐบาลที่แต่งตั้งหน่วยงานปรส.ในอดีตซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างมากด้วยการฉ้อฉลทางนโยบาย เรื่องอื้อฉาวที่สร้างความมัวหมองให้พรรคเก่าแก่ที่ได้เป็นรัฐบาลมาหลายยุคและมีอำนาจปกครองบ้านเมืองหลายครั้งแล้ว คือ การเร่งส่งมอบที่ดินสปก.4-01 โดยแจกให้เครือญาติของสมาชิกพรรคของตน แล้วให้ประชาชนยากจนแท้จริงเป็นเครื่องประดับโครงการนี้ ที่ดินสปก.4-01 นั้นเป็นที่ดินซึ่งรัฐนำป่าเสื่อมโทรมมาจัดสรรให้ชาวบ้านยากจนเพื่อมีที่ดินทำกิน แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือ ห้ามการขายหรือจำหน่ายที่ดินหรือสิทธิ์อย่างเด็ดขาด ยอมให้ตกทอดเป็นมรดกได้ และ ต้องนำไปใช้ทำเกษตรกรรมเท่านั้น เมื่อปลายปีพ.ศ.2543 เป็นยุคที่พรรคเก่าแก่ครองอำนาจบริหารงานแผ่นดินและมีฐานอำนาจอยู่ในภาคใต้เร่งรัดการแจกที่ดินสปก.4-01 เป็นพิเศษเพราะอำนาจรัฐบาลเริ่มสั่นคลอนหนักจากหลายชิ้นงานที่รัฐบาลนี้ทำไป แต่คนไทยหวาดระแวงใจว่ามีวาระซ่อนเร้นในนโยบายเหล่านั้นที่เอื้อต่อคนต่างชาติเป็นหลัก ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ลดทอนสิทธิประโยชน์ของคนไทยที่ตอนนั้นแทบไร้กำลังต่อต้านเนื่องจากพิษเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 อันได้แก่ การเร่งออกกฎหมาย 11 ฉบับที่ช่วยให้ต่างชาติซื้อที่ดินง่ายขึ้น เช่าที่ดินได้ยาว 99 ปี (ทั้งที่ฮ่องกงเคยถูกบังคับเช่าจากจีนและเรียกกันว่า กฎหมายทาส) เปิดช่องทางให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นหรือควบคุมกิจการของคนไทยสะดวกมาก เปิดให้คนต่างชาติแย่งงานคนไทยในแผ่นดินไทย จ้างที่ปรึกษาต่างชาติไปประจำกระทรวงเศรษฐกิจของไทยด้วยเงินจำนวนมหาศาลอันสร้างความแคลงใจว่ารัฐบาลผันเงินแบ่งปันกับต่างชาติและเปิดโอกาสให้ต่างชาติรับรู้ข้อมูลลึกของไทยมากเกินไปและดูแคลนนักการเงินของไทย เป็นต้น หลายปัญหาถาโถมเข้าใส่พรรคเก่าแก่และความหวาดระแวงใจจากพฤติกรรมน่าสงสัยของผู้นำรัฐบาลจากพรรคดังกล่าวซึ่งทราบดีว่า คงมิอาจต้านทานความรู้สึกของคนไทยได้และสิ่งที่ทำไปแล้วคุ้มค่ามากพอจะถึงเวลาถอนตัว จึงเร่งภารกิจสุดท้ายเพื่อตอบแทนการทำงานของพลพรรคหรือหวังซื้อหัวใจชาวบ้านเพื่อใช้ช่วงเลือกตั้งใหม่ด้วยการเร่งแจกที่ดินสปก.4-01 ทั่วประเทศ โดยใช้คนยากจนเป็นไม้ประดับ แต่เมื่อสืบค้นลึกเข้าไปกลับพบสิ่งผิดปกติในทุกภาคของไทย โดยเฉพาะภาคใต้ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเปิดโปงความผิดปกติว่า คุณสมบัติของผู้ได้รับแจกที่ดินสปก.4-01 ไม่ถูกต้องและน่าสงสัยอย่างมาก เมื่อรายชื่อผู้รับมอบที่ดินจำนวนมากได้หลายร้อยไร่ต่อหนึ่งคนหรือหนึ่งครอบครัวและยังมีนามสกุลเดียวกันหรือเป็นเครือญาติสนิทกับผู้นำระดับสูงในพรรคเก่าแก่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนหรือครอบครัวเหล่านั้นมิได้มีอาชีพทำเกษตรกรรมมาก่อนอันเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นและสำคัญของโครงการนี้ ถือเป็นการทำผิดวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ที่ต้องการให้คนมีที่ทำกินพอประมาณ การตรวจสอบภูมิหลังของผู้รับมอบที่ดินซึ่งเป็นเครือญาติหรือมีนามสกุลเดียวกันล้วนมีฐานะการเงินอย่างดีในจังหวัดนั้นๆ ประกอบอาชีพพาณิชยกรรมจนร่ำรวยเป็นคหบดีที่นับถือของชาวบ้าน ขณะที่คนยากจนในพื้นที่นั้นมีรายชื่อรับมอบที่ดินสปก.น้อยคนและมีพื้นที่ไม่มากเท่าคนเหล่านั้นเลย เอกสารประกอบการอภิปรายของฝ่ายค้านสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาลซึ่งมิอาจตอบข้อซักถามที่ว่า เหตุใดคหบดีนามสกุลเดียวกับผู้บริหารพรรคเก่าแก่หรือเครือญาติในแต่ละภาคจึงได้รับที่ดินสปก.นับร้อยไร่ เมื่อเทียบกับคนยากจนแท้จริงและมีคุณสมบัติครบถ้วนคือ ต้องเป็นเกษตรกรอยู่ในขณะร้องขอที่ดิน แต่ละคนได้รับพื้นที่พอเหมาะกับความสามารถของคน นอกจากนั้นบางแห่งมีการตรวจสอบที่ดินสปก.ซึ่งแจกไปก่อนหน้านั้นแล้ว พบว่าคหบดีกลุ่มเดียวกันมิได้นำพื้นที่ไปทำเกษตรกรรม แต่สร้างโรงแรม โรงงาน ตลาดการค้า อันผิดวัตถุประสงค์ของโครงการที่บังคับให้นำที่ดินไปทำเกษตรกรรมอย่างเดียว แล้วยังยื่นร้องขอที่ดินสปก.ในโครงการล่าสุดของรัฐบาลชุดนั้นอีก มันชี้ให้เห็นความไม่ชอบมาพากลกับนโยบายแจกที่ดินสปก.ของพรรคเก่าแก่นี้มาก ในที่สุดแรงกดดันจากการเปิดโปงโครงการนี้ทำให้หัวหน้ารัฐบาลในเวลานั้นจำใจต้องประกาศยุบสภา แต่การเร่งแจกที่ดินสปก.เดินหน้าไปมากพอควรแล้ว คหบดีเครือญาติผู้บริหารพรรคเก่าแก่จึงได้รับที่ดินไปมากโข หลายคนก็มีรายได้มากมายจากที่ดินผืนใหญ่หลายร้อยพันไร่โดยมิได้มาจากเกษตรกรรมเลย คงต้องฝากความหวังให้รัฐบาลใหม่ใจกล้าเข้าไปพลิกค้นหาที่ดินสปก.4-01 ที่นักการเมืองพรรคเก่าแก่แจกไปให้ผู้ที่ขาดคุณสมบัติหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือโครงการนี้ แล้วนำที่ดินไปมอบให้คนยากจนแท้จริงเพื่อฟื้นชีวิตให้ดีขึ้นด้วย คดีปรส. เป็นอีกคดีหนึ่งที่ถูกตรวจสอบโดยสำนักงานปปช.(ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เนื่องจากนโยบายที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างมาก พิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปีพ.ศ. 2540 เกือบทำให้ประเทศไทยต้องล้มละลายเมื่อผู้นำประเทศในเวลานั้นเลือกใช้วิธีการไม่เหมาะสมจนทำให้ประเทศไทยจำต้องกู้เงินจากกองทุน ไอ เอ็ม เอฟ เพื่อเป็นทุนสำรองของประเทศตามหลักสากล ทำให้ต้องมีการปรับค่าเงินบาทใหม่และปล่อยลอยตัวค่าเงิน อันเป็นผลพวงให้บริษัทลูกหนี้ต้องล้มละลายหรือปิดตัว ถูกยึดทรัพย์สินไปโดยสถาบันการเงินเพราะไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้ แม้แต่สถาบันการเงินของไทยก็ขาดสภาพคล่องทันตาเมื่อเกิดหนี้เสียพอกพูน หลายแห่งจำต้องขายหุ้นให้สถาบันต่างชาติเพื่อรักษาสถานภาพของตนไว้ หลายสถาบันการเงินในไทยล้มละลาย มีหนี้เสียเกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลโดยการนำของพรรคเก่าแก่จึงตั้งหน่วยงานปรส.ขึ้นเพื่อบริหารหนี้เสียโดยการจำหน่ายที่ดินหรือกิจการที่สถาบันการเงินล้มละลายเหล่านั้นยึดครองไว้แล้วนำเงินเข้ารัฐ การแต่งตั้งผู้นำหน่วยงานปรส.โดยผู้นำรัฐบาลจากพรรคเก่าแก่คัดมาจากผู้ที่มีชื่อเสียงและฝักใฝ่พรรคเก่าแก่มาช้านาน ทีแรกมันคือความหวังของประเทศที่จะพลิกฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ต่อมารัฐบาลกำหนดนโยบายให้ปรส.บริหารหนี้ด้วยการจำหน่ายทรัพย์สินทั้งหมดโดยเร็วและสร้างเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์แก่คนต่างชาติเป็นหลัก โดยไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติเลย รัฐบาลเป็นผู้ดูแลควบคุมและเห็นชอบกับเงื่อนไขของหน่วยงานปรส.ว่า คุณสมบัติของผู้เข้าประมูลทรัพย์สินต้องมีสินทรัพย์หลายพันล้านดอลลาร์และวางเงินประกันหลายร้อยล้านดอลลาร์ อีกทั้งห้ามเจ้าของกิจการที่ถูกยึดหรือเจ้าของที่ดินเข้าประมูลด้วย ในเวลานั้นประเทศไทยเกิดภาวะเงินฝืด นักธุรกิจไทยหลายคนมิได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจด้วย แต่เงินทุนมีไม่มากเท่านายทุนต่างชาติ จึงขาดคุณสมบัติเข้าประมูลในโครงการนี้ นอกจากนั้นยังสร้างความเสียหายแก่ประเทศด้วยการตีมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดในราคาต่ำเกินควรอันเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติซื้อทรัพย์สินเหล่านั้นในราคาประมูลต่ำเกินกว่าความเป็นจริง โดยมีการคำนวณเบื้องต้นว่า ประเทศเสียหายเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาทจากการขายของราคาถูกเกินจริง อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่า ผู้ชนะการประมูลส่วนใหญ่ คือ บริษัทซึ่งรับจ้างเป็นที่ปรึกษาการเงินของรัฐบาลจากพรรคเก่าแก่นั่นเอง หมายความว่า กลุ่มนี้ได้รับเงินเดือนจากภาษีคนไทยและได้รับประโยชน์จากการซื้อของราคาต่ำแล้วไปขายให้คนไทยในราคาสูงด้วย เป็นที่ทราบกันทั้งสังคมว่าพนักงานที่ทำงานให้บริษัทดังกล่าวและเกี่ยวข้องกับการประมูลสินค้าจากปรส.ได้รับโบนัสสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไทย คือ เกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ หากคิดคำนวณให้ลึกซึ้งจะมองเห็นผลประโยชน์ที่บริษัทนี้ทำกำไรในไทยแล้วหอบเงินกลับไปบ้านเกิดช่างมากมายเพียงใด จึงสามารถแบ่งปันโบนัสให้พนักงานในบริษัทมากเพียงนี้ ถ้าคิดไปไกลขึ้นอีกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลครั้งนี้ทั้งนักการเมืองและทีมงานตั้งแต่คิดนโยบาย วางแผน จัดการทุกขั้นตอน จักได้รับค่าตอบแทนสูงเพียงใดจากการทำงานครั้งนี้ โดยอยู่บนพื้นฐานว่า ไม่มีผู้ใดทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเพราะนี่มิใช่งานการกุศล คำถามต่อมาคือ ผู้ชนะประมูลได้กำไรอย่างไร ขอตอบขยายความว่า เงื่อนไขของปรส.ที่รัฐบาลควบคุมและเห็นชอบด้วย คือ ห้ามเจ้าของกิจการหรือที่ดินเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินหรือหุ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบางคนซึ่งเคยติดขัดด้านเงินฝืดเริ่มปรับตัวหรือหาผู้ถือหุ้นคนใหม่ได้ มิอาจเข้าซื้อกิจการหรือทรัพย์สินในราคาต่ำมากสุดจากการประเมินราคาทรัพย์สินที่ปรส.ประกาศต่อสาธารณชนได้เลย เมื่อบริษัทต่างชาติเป็นผู้ชนะการประมูลและไม่สามารถยกสิ่งเหล่านั้นกลับบ้านได้หรือกฎหมายไทยห้ามมิให้ถือครองที่ดิน จึงนำกิจการหรือที่ดินต่างๆมาเสนอขายให้เจ้าของเดิมหรือนักธุรกิจไทยในราคาสูงหลายเท่าตัวอันสร้างกำไรมโหฬารแก่บริษัทจนสามารถแจกโบนัสแก่พนักงานเป็นร้อยเท่าได้ ขณะที่นักธุรกิจไทยหรือคนไทยต้องสูญเสียกิจการหรือเงินภาษีที่ควรได้รับจากการขายตามมูลค่าแท้จริงของทรัพย์สินโดยการกระทำของปรส.หรือรัฐบาลอันอาจกล่าวได้ว่า เป็นการฉ้อฉลทางนโยบายโดยรัฐบาล ความเกี่ยวพันระหว่างที่ดินสปก.4-01 คดีปรส.สร้างความเสียหายแก่ชาติหลายหมื่นล้านบาท และคดีที่ดินรัชดา คือ ที่ดินรัชดานั้นเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ถูกยึดไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานใหม่ที่แปลงสภาพมาจากปรส. และ พรรคเก่าแก่เป็นผู้สร้างความเสียหายแก่ชาติจากการแจกที่ดินสปก. 4-01 อย่างไม่โปร่งใส คดีปรส.ที่พวกเขาควบคุมดูแลและเห็นชอบกับนโยบายกีดกันคนไทยมิให้เข้าประมูลทรัพย์สินหรือจงใจตีมูลค่าทรัพย์สินที่ใช้ประมูลต่ำกว่าความเป็นจริง ผลงานที่พรรคเก่าแก่ทำไว้ครั้งนี้ส่งผลให้การเลือกตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2544 คนไทยแสดงเจตนารมณ์ให้ประจักษ์ว่า ไม่พอใจนโยบายดังกล่าวและรู้เท่าทันผลประโยชน์แอบแฝงในงานที่พรรคได้รับในครั้งนี้ จึงต้องการความเปลี่ยนแปลงและความหวังใหม่ๆให้ประเทศไทยยามเป็นลูกหนี้ไอ เอ็ม เอฟ ที่แสนปวดร้าวที่ต้องยอมให้เจ้าหนี้ต่างชาติหรือนักธุรกิจต่างแดนควบคุมการเคลื่อนไหวของคนไทยและประเทศไทยอันเกิดจากการทำงานผิดพลาดหรือหวังประโยชน์เกินควรของพรรคการเมืองเก่าแก่ คนไทยจึงรวมใจกันเลือกพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีนโยบายใหม่และสัญญาจะนำพาประเทศออกไปจากสภาพลูกหนี้ด้วยแนวคิดใหม่ มันจึงเป็นความหวังของคนไทยเวลานั้น ในที่สุดกาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า พรรคไทยรักไทยสามารถทำงานตามคำสัญญาได้ทุกข้อและนำประเทศไปสู่รัฐสวัสดิการขั้นต้นจากโครงการรักษาบัตรทองที่คุ้มครองคนไทยโดยไม่เลือกฐานะ ขณะที่พรรคเก่าแก่ได้รับเวลามากพอแล้วในหลายสิบปีที่ผ่านมาหรือหลายครั้งที่ได้เป็นรัฐบาล แต่มิสามารถพลิกฟื้นชีวิตดีๆให้คนไทยได้สัมผัสเลย เพียงแค่ปล่อยให้เวลาพัฒนาตัวเองไปอย่างช้าๆ ส่วนพรรคไทยรักไทยสามารถพลิกฟื้นสถานภาพ ความเป็นอยู่ ของคนไทยด้วยเวลาแค่ 1- 2 ปี โดยอาศัยศักยภาพของคนไทยและผืนดินไทยเท่านั้น ประเทศไทยในฐานะผู้ปลูกยางมากระดับต้นของโลกสามารถผลักดันราคายางให้สูงมากกว่า 20 บาทซึ่งเคยเป็นราคาในสมัยที่พรรคเก่าแก่ครองอำนาจอยู่ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ไกลและมองศักยภาพแท้จริงของผู้ปลูกยางไทยและเพื่อนบ้าน จึงกล้าจะผลักดันให้ยางมีราคาเป็นธรรมมากขึ้น ชีวิตชาวสวนยางเปลี่ยนแปลงไปทันใด นอกจากนั้น ยังสามารถทำให้ราคาข้าวของไทยสูงเป็นประวัติการณ์ ชาวนามีชีวิตดีขึ้นและลูกหลานยอมกลับมาสืบทอดการทำนาเพราะราคาคุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก ครอบครัวเป็นปึกแผ่นมากขึ้น หากพิจารณาให้ถ้วนถี่และลึกซึ้งจักพบว่า การเป็นฝ่ายค้านยาวนานของพรรคเก่าแก่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากพรรคไทยรักไทยถือกำเนิดในแผ่นดินไทยและต้องพบมรสุมหนักจากการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549หรือการสุมหัวกันระหว่างม็อบโกเต๊กซ์และพรรคเก่าแก่หวังทำลายล้างพรรคดังกล่าวจนต้องเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่ แต่เป็นการรวมตัวของพรรคไทยรักไทย พรรคเก่าแก่ก็ยังต้องเป็นฝ่ายค้านอีกเช่นเคย มันล้วนมาจากการไร้ความสามารถของผู้บริหารพรรคที่ขาดวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเลือดใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ ฉับไว มีไหวพริบ ได้ทำงานอย่างแท้จริง รุ่นเก่าที่ชอบบริหารผลประโยชน์ในพรรคกุมอำนาจและคุมทิศทางให้เป็นไปตามแนวเดิมที่ดำเนินมาเกือบร้อยปี ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุง แม้จะยอมเปลี่ยนผู้นำให้มีอายุน้อยลง แต่ทราบกันดีในสังคมไทยว่า เขาเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้อำนาจในฐานะผู้นำพรรค การบริหารพรรคอยู่ในมือของรุ่นเก่าทั้งหมดและมาจากภาคใต้เพียงภาคเดียว เราต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยมี 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ แต่พรรคเก่าแก่ยึดถือเพียงภาคใต้ ซึ่งมิอาจเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยได้เนื่องจากต้องให้ประชาชนเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากเท่านั้น ระยะหลังจึงเรียกร้องให้ใช้ระบอบใหม่ที่เน้นการแต่งตั้ง มากกว่าการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคนี้ชำนาญในการบริหารแบ่งปันผลประโยชน์และคนรุ่นเก่าแก่ยังเหลือมากโข จึงมั่นใจว่าจะส่งพลพรรคไปบริหารประเทศได้มากและง่ายขึ้น หลุดพ้นจากการเป็นฝ่ายค้านยาวนานเสียที ขณะที่พรรคพลังประชาชนซึ่งสืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทยยังคงเป็นที่นิยมในใจของคนไทยจากนโยบายที่ประสบความสำเร็จงดงาม จึงเป็นความหวังของคนไทยส่วนใหญ่ในสามภาคที่จะให้บริหารประเทศต่อไป พวกเขาบริหารประโยชน์ให้สมดุลโดยเน้นให้คนไทยมีความสุขก่อน จากนั้นจึงตกไปถึงพลพรรค อันส่งให้พวกเขาอยู่ในอำนาจได้ต่อเนื่องไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตาม เพราะทุกครั้งเขาจะแสดงผลงานให้ประชาชนประจักษ์แก่สายตาและรับประโยชน์ได้ชัดเจน คนไทยจึงแทบไม่ต้องคิดนานในการเลือกส.ส.ว่าควรไว้วางใจพรรคใดดูแลชีวิตของพวกเขา เมื่อพรรคเก่าแก่เคยได้รับเวลายาวนานมาแล้ว แต่คนไทยก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่พลพรรคนั้นกลับได้รับประโยชน์ฝ่ายเดียว เรื่องที่ดินสปก.4-01 คดีปรส. ยังต้องหลอกหลอนพรรคเก่าแก่นี้อีกนาน ตราบใดที่รุ่นเก่ายังไม่ละทิ้งแนวคิดโบราณในการบริหารผลประโยชน์ให้พรรค แทนที่จะคิดผลงานให้ประชาชนได้รับประโยชน์ก่อน แล้วจึงค่อยคิดเรื่องของตนเองดังที่พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จจากแนวคิดนี้แล้ว แม้แต่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ คือ โอบามา ยังใช้นโยบายประชานิยมแบบเดียวกับพรรคไทยรักไทยซึ่งดำเนินมาก่อนตั้งห้าปีที่ให้คนสหรัฐรับประโยชน์เป็นหลักใหญ่ มิใช่พรรคเดโมแครต เขาตั้งใจเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวคิดใหม่ให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ คนสหรัฐจึงฝากความหวังครั้งใหม่ที่จะนำพาฝ่าฟันอุปสรรคหรือพิษเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่นี้ออกไปได้เยี่ยงเดียวกับที่พรรคไทยรักไทยเคยทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นไปอย่างสง่างามมาแล้ว คนไทยวันนี้มีการศึกษาสูงกว่าเมื่อ 70 กว่าปีก่อน ย่อมมีวิธีคิดหรือความเท่าทันนักการเมืองมากขึ้น การคิดชั่งประโยชน์ที่นักการเมืองจะมอบให้ประชาชนย่อมซับซ้อนขึ้น อันส่งผลต่อการเลือกส.ส.ทั้งประเทศอย่างแน่นอน ส.ส.ภาคหนึ่งภาคใดมิอาจสร้างรัฐบาลได้ แต่ต้องครอบครองจิตใจของคนไทยทุกภาคต่างหาก
********************************** 5/14/2009 นักการเมือง กับ คำพิพากษาของศาลถาม นักการเมืองไทยคนไหนที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลและยังไม่ได้รับโทษ ? ตอบ นายสมชาย คุณปลื้ม นักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลสูงสุดในเขตภาคตะวันออก ถูกพิพากษาคดีถึงที่สุดในคดีหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือทุจริตต่อแผ่นดินจากคดีที่ดินทำบ่อขยะขณะเป็นนายกเทศมนตรี อีกคนคือ นายวัฒนา อัศวเหม นักการเมืองระดับหัวหน้าพรรค ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่ดินคลองด่านด้วยข้อหาใช้อำนาจหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือทุจริตโกงเงินของรัฐ คนล่าสุด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯซึ่งถูกล้มล้างอำนาจโดยคณะปฏิวัติ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในระบบศาลเดี่ยวในคดีให้ความยินยอมแก่ภรรยาซึ่งประมูลที่ดินจากรัฐได้ขณะสามีเป็นนายกฯ โดยศาลพิจารณาว่างานประมูลและผู้ซื้อกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สองคดีแรกพบชัดว่ามาจากคดีทุจริตเงินของรัฐ คดีสุดท้ายเป็นคดีการเมืองที่ศาลรับรองชัดว่า การประมูลและผู้ซื้อไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ลงโทษสามีของผู้ซื้อซึ่งเป็นนายกฯและถูกปฏิวัติด้วยข้อหาให้ความยินยอมในการซื้อที่ดินโดยเขาต้องทำตามระเบียบกรมที่ดินเรื่องการเปลี่ยนชื่อในโฉนดสำหรับผู้ซื้อที่มีคู่สมรส ถาม รัฐมีหน้าที่ติดตามผู้ต้องคำพิพากษาของศาลซึ่งหนีไปกลับมารับโทษหรือไม่ ? ตอบ ตำรวจหรือกระทรวงต่างประเทศล้วนมีหน้าที่ติดตามผู้ต้องคำพิพากษาของศาลกลับมารับโทษในไทยอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือนักการเมือง ถ้าตำรวจหรือกระทรวงต่างประเทศทราบสถานที่อยู่ของพวกเขาก็ต้องเร่งจัดการนำตัวมาให้ได้ ดังเช่นที่กระทำกับนายราเกซ สักเสนา แต่ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถนำเขากลับมารับโทษในไทยทั้งที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศและคนไทยอย่างมาก อีกทั้งคดีของนายราเกซใกล้จะหมดอายุความดำเนินคดีแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่เกี่ยวข้องยังไร้ความสามารถในการทำงานอย่างเต็มที่ กลับทุ่มเงินทองเพื่อตามล่านักการเมืองคู่แข่งของรัฐบาลเท่านั้น ถาม การติดตามล่านักการเมืองเหล่านั้นมีหลายมาตรฐานจริงหรือไม่ ? ตอบ คนไทยส่วนใหญ่รู้ข่าวสถานที่อยู่ของนายสมชายหรือนายวัฒนาคือแถวชายแดนติดกับเพื่อนบ้าน จักสังเกตว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมักแสดงความเห็นว่า ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย ไม่ค่อยสนใจ จึงจับไม่ได้ ขณะที่หน่วยงานดังกล่าวมักออกข่าวการเดินทางหรือสถานที่อยู่ของอดีตนายกฯ ทักษิณในสารพัดประเทศโดยคนไทยไม่รับรู้มาก่อน แสดงว่า หน่วยงานให้ความสนใจติดตามพวกเขาไม่เท่าเทียมกันด้วยเงินลงทุนมหาศาลเพื่อตามล่าจับเพียงคนเดียวซึ่งมีสถานภาพศัตรูการเมืองด้วย ทั้งที่คนไทยรู้ข่าวของนักการเมืองอีกสองคนชัดเจนมากกว่าอดีตนายกฯ มันจึงเป็นการปฏิบัติงานแบบสองมาตรฐานในการตามล่าหานักโทษการเมืองที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกต่างคดีกัน โดยเฉพาะคดีโกงเงินของรัฐไม่มีการตามหาพวกเขาเลย แต่กลับลงทุนด้วยเงินงบประมาณมหาศาลเพื่อตามหาอดีตนายกฯทักษิณซึ่งมิได้ถูกลงโทษด้วยข้อหาโกงเงินของรัฐ ประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก แทนที่จะนำเงินจำนวนนั้นไปช่วยเหลือคนตกงาน คนด้อยโอกาส คนจน เด็ก คนชรา
**************************** 5/13/2009 วิธีป้องกันโรคติดต่อราคาถูกป้องกันโรคราคาถูก
เขียนโดย มณีอักษร
เราเรียนรู้กันมานานแล้วว่า เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้จาก ปาก จมูก การสืบพันธุ์ บาดแผลตามร่างกาย จักสังเกตว่า อวัยวะของร่างกายเป็นส่วนใหญ่ที่นำเชื้อโรคเข้าไปข้างในแล้วก่อให้เกิดโรคต่างๆนานา องค์การอนามัยโลกประกาศขอความร่วมมือกับชาวโลกเพื่อป้องกันมิให้เกิดโรคติดต่อร้ายแรงและช่วยมิให้โรคเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นวิธีป้องกันโรคที่ถูกที่สุดและถูกมากกว่าการฉีดวัคซีน วิธีดังกล่าวคือ การล้างมือทุกครั้งก่อนหรือหลังกระทำกิจกรรม หากมองเผินๆว่าการล้างมือดูง่าย แต่คำแนะนำวิธีการล้างมือที่ถูกต้องและช่วยป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงได้ผลดีอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะช่วงที่เกิดโรคซาร์ระบาดไปทั่วโลก ด้วยคำแนะนำการล้างมือทำให้โรคนี้ลดความรุนแรงและหายไปในที่สุด กระทั่งวันนี้คำแนะนำเรื่องการล้างมือยังใช้ได้ต่อเนื่อง เรามาดูกันว่าวิธีล้างมือป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด คือ การใช้เวลาล้างนานขึ้น โดยใช้สบู่ล้างห้านิ้ว ง่ามนิ้ว ฝ่ามือ และข้อมือ ถ้าล้างให้ยาวถึงข้อศอกได้จะดีที่สุด โดยล้างทุกครั้งก่อนหรือหลังทำกิจกรรมหรือสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกับคนอื่นซึ่งอาจส่งต่อเชื้อโรคกันได้ ตัวอย่างเช่น ใช้ห้องน้ำ ใช้ลิฟต์ ใช้บริการรถสาธารณะ ก่อนรับประทานอาหาร เป็นต้น การทำความสะอาดสมัยใหม่นี้ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่และน้ำเท่านั้น บางครั้งการเดินทางไปนอกบ้านอาจประสบปัญหาการล้างมือตามปกติกันได้ จึงสามารถใช้เจลทำความสะอาดที่ไม่ต้องใช้น้ำเพื่อล้างมือลดความสกปรกและเชื้อโรคได้ มันมีคุณสมบัติเยี่ยงเดียวกับสบู่ทั่วไป ต่อไปการเดินทางไกลจึงไม่มีอุปสรรคเรื่องการล้างมืออีก หากคิดคำนวณค่ารักษาโรคกับค่าสบู่แล้ว ทุกคนยอมรับว่าราคาสบู่ต้องถูกกว่าค่ายาหรือวัคซีนอย่างแน่นอน นับได้ว่าการล้างมือเป็นวิธีป้องกันโรคที่มีราคาถูกที่สุดซึ่งประชาชนสามารถนำไปใช้เพื่อป้องกันตัวเองได้ทันที การไม่มีโรค ถือเป็นลาภอันประเสริฐ ยังเป็นคำเตือนใจคนได้อย่างดี ขอให้ล้างมือทุกครั้งก่อนหรือหลังทำกิจกรรมต่างๆ จักพ้นจากโรคติดต่อร้ายแรง อันเป็นการป้องกันเบื้องต้นของคนไทย
********************** 5/12/2009 คนไทยกับเสรีภาพทางการเมืองถาม เสรีภาพทางการเมือง คือ อะไร ? ตอบ เสรีภาพทางการเมืองนั้น ได้แก่ การแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมือง การรวมตัวชุมนุมทางการเมือง ความเชื่อหรือความชอบในลัทธิการเมืองที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ต้องอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดโดยไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เช่น คนหนึ่งชอบและสนใจลัทธิคอมมิวนิสต์หรือนาซีเยอรมันสามารถกระทำได้ แต่จะบังคับให้ผู้อื่นเชื่อเหมือนตนไม่ได้หรือแสดงออกต่อต้านด้วยการใช้กำลังต่อความเชื่อของผู้อื่นไม่ได้ ถาม คนไทยมีเสรีภาพทางการเมืองหรือไม่ ? ใครดูแลเสรีภาพเมื่อถูกละเมิด ? ตอบ รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 คุ้มครองและยืนยันสิทธิเสรีภาพของคนไทยสำหรับกิจกรรมและความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน ผู้ใดจะละเมิดเสรีภาพนี้ไม่ได้ หมายความว่า คนไทยสามารถคิด เชื่อถือ ศึกษาเรียนรู้ และแสดงความเห็น ทางการเมืองหรือลัทธิปกครองที่แตกต่างกันได้อย่างอิสระ หากผู้ใดละเมิดเสรีภาพของคนไทย ศาลจะต้องพิทักษ์รักษาสิทธิและลงโทษผู้ทำละเมิดต่อเสรีภาพนี้ ถาม ศาลมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขห้ามใช้เสรีภาพทางการเมืองของคนไทยได้หรือไม่ ? ตอบ รัฐธรรมนูญไทยให้เสรีภาพทางการเมืองแก่คนไทย โดยศาลมีหน้าที่ปกป้องและลงโทษผู้ทำละเมิดเสรีภาพนี้ อีกทั้งองค์กรตุลาการต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันด้วย จึงมิได้มีสถานภาพเหนือรัฐธรรมนูญ ศาลไม่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขห้ามคนไทยใช้เสรีภาพทางการเมือง แม้จะอยู่ในขั้นประกันตัวก็ตาม เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่า ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษา ผู้นั้นถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ทั้งนี้การใช้เสรีภาพทางการเมืองต้องไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นด้วย เช่น การพูดปลุกปั่นให้คนทำผิดก.ม.อาญา การยุยงให้คนฆ่าตัวตายประท้วงรัฐบาล เป็นต้น การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณชนเพื่อให้เชื่อในแนวเดียวกับผู้พูด ถือเป็นการใช้เสรีภาพทางการเมือง จึงต้องแยกให้ชัดจาการปลุกปั่นให้คนกระทำความผิดกฎหมายอันต้องใช้วิจารณญาณที่ปราศจากอคติเป็นหลัก ถาม คนไทยชอบลัทธิอื่นนอกจากประชาธิปไตยได้หรือไม่ ? ตอบ ความชื่นชอบในลัทธิการปกครองแบบใดเป็นสิทธิส่วนตัวที่ผู้ใดละเมิดไม่ได้ และสามารถแสดงความเห็นที่แตกต่างกันได้เพราะประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เคารพและยอมรับความเห็นที่ไม่เหมือนกันได้ แต่แสดงออกทางวาจาหรือกายภาพที่ละเมิดต่อกฎหมายไม่ได้ ถาม รัฐบาลบังคับให้คนไทยยอมรับอำนาจเผด็จการได้หรือไม่ ? ตอบ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นพระประมุข รัฐบาลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาระบอบนี้ไว้ จึงไม่มีอำนาจบังคับให้ประชาชนยอมรับอำนาจแบบอื่นโดยเด็ดขาด หากทำละเมิดบัญญัตินี้ ประชาชนก็มีหน้าที่ปกป้องและตอบโต้ได้ตามสิทธิหน้าที่ของคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญไทย เช่น การฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจเพื่อถอดถอนรัฐบาล หรือชุมนุมประท้วงใช้สิทธิ์หรือไม่เลือกพรรคที่ฝักใฝ่เผด็จการเมื่อมีการเลือกตั้ง เป็นต้น ถาม การพูดเรื่องการเมืองบนเวทีในงานพบปะสังสรรค์ของคนกลุ่มใหญ่ ถือเป็นการใช้เสรีภาพทางการเมืองหรือการปลุกปั่นทางการเมือง ? ตอบ การโชว์บนเวทีมีหลายอย่าง เช่น การร้องเพลง เล่นดนตรี การพูดโชว์คารม เป็นต้น การพูดโชว์บนเวทีเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเป็นเสรีภาพชนิดหนึ่งที่รัฐธรรมนูญไทยคุ้มครองให้คนไทยทำได้ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม เนื้อหาที่พูดบนเวทีเป็นตัวตัดสินว่า พูดเพื่อใช้เสรีภาพหรือปลุกปั่นยุยงให้สังคมวุ่นวายอันละเมิดกฎหมาย การพูดมุมมองแตกต่างจากรัฐบาลยังถือเป็นการใช้เสรีภาพทางการเมืองของคนไทย เพราะประชาธิปไตยมิได้ห้ามความเห็นแตกต่างกัน หากพูดแล้วขำกันทั้งบ้านทั้งเมืองและมองโลกอย่างมีรอยยิ้ม แม้จะเป็นเรื่องการเมืองเครียดๆ คนกลุ่มเดียวที่ไม่อยากได้ยิน ประชาชนก็ต้องใช้วิจารณญาณอย่างปราศจากอคติมองพิจารณาคนกลุ่มนั้นว่ามีสติสมบูรณ์ในการแยกแยะความแตกต่างหรือไม่ รัฐบาลหรือศาลหรือตำรวจหรือทหารไม่มีอำนาจห้ามคนไทยพูดเรื่องการเมืองบนเวทีสาธารณะ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญที่คนไทยมีเสรีภาพทางการเมืองย่อมทำกิจกรรมใดๆอันไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นได้ แม้จะมีมุมมองและความเห็นไม่เหมือนกับรัฐบาลก็ตาม ********************** 5/9/2009 นักเขียนใหม่ กับ เงื่อนไขน่าคิดนักเขียนใหม่ กับ เงื่อนไขน่าคิด เขียนโดย ลูกแก้ว
ค่าเรื่องมาตรฐานในวงวรรณกรรมซึ่งนักเขียนอาชีพบอกกล่าวเป็นประสบการณ์ว่า ปัจจุบันนี้จะมีสูตรคำนวณ คือ 10 เปอร์เซนต์ คูณ จำนวนพิมพ์ คูณ ราคาหน้าปกซึ่งสำนักพิมพ์จะเป็นผู้ประมาณการไว้ มันเป็นค่าแรงเขียนนิยายเรื่องนั้น ทั้งนี้เปอร์เซนต์ที่ใช้เป็นตัวคำนวณยังผันแปรตามชื่อเสียงของนักเขียนอีกด้วย บางคนอาจสูงถึง 20-30 เปอร์เซนต์ก็ได้ โดยเฉพาะงานเขียนซึ่งเป็นที่นิยมจะมีการพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง ทุกครั้งนักเขียนจะได้รับค่าแรงตามสูตรดังกล่าวเสมอ มันจึงเป็นกำลังใจแก่นักเขียนที่จะพัฒนาฝีมือและงานให้รุดหน้าขึ้นและทำให้เป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ แต่สูตรดังกล่าวนี้มักใช้กับนักเขียนอาชีพในสำนักพิมพ์ใหญ่และมีเครดิตดีในวงการหนังสือ ส่วนสูตรสำหรับนักเขียนใหม่แต่ละสำนักพิมพ์จะคิดค้นสูตรคำนวณกันเอง น้อยคนจะได้รับค่าผลงานตามสูตรมาตรฐานของงานวรรณกรรม สัญญาซื้อนิยายของนักเขียนใหม่ระยะหลังนี้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการซื้อเรื่องแบบจ่ายเหมาครั้งเดียว โดยจำกัดเวลาพิมพ์หรือไม่จำกัดก็ได้ บ้างกำหนดเวลาครองลิขสิทธิ์ไว้นานนับ 10 ปี ด้วยการจ่ายเหมาครั้งเดียว ต่อมามีการพัฒนาเงื่อนไขในสัญญาให้ดูดีขึ้น ด้วยการกำหนดราคาซื้อเรื่องแบบเหมาต่อจำนวนการพิมพ์ครั้งแรก แต่จะจ่ายทุกครั้งที่มีการพิมพ์ซ้ำโดยคำนวณด้วยตัวเลขค่าเรื่องเหมาเป็นหลักแล้วหักลดทอนหรือเพิ่มขึ้นโดยยึดจำนวนพิมพ์ที่อาจไม่เท่าครั้งแรกก็ได้ จักเป็นค่าเรื่องสำหรับการพิมพ์ซ้ำ มันหมายความว่า ทุกครั้งที่มีการพิมพ์นิยายเรื่องนั้น นักเขียนจะได้ค่าเรื่องตามสูตรและราคาเหมาที่ตกลงกันไว้จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา เงื่อนไขค่าเรื่องประเภทนี้จึงเพิ่มกำลังใจแก่นักเขียนใหม่ขึ้น รูปแบบของสัญญาเพิ่มความผูกพันแน่นหนาขึ้นโดยคำนึงถึงการเรียกคืนต้นทุนการโปรโมทงานของนักเขียนใหม่ด้วย กฎหมายลิขสิทธิ์นั้นกำหนดว่า สัญญาซื้อขายงานวรรณกรรมจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนสัญญาอีกประเภทหนึ่ง คือ สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์นั้นมิได้บังคับรูปแบบไว้ จึงสามารถตกลงกันเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ มีผลบังคับทางกฎหมายทั้งสิ้น สัญญาทั้งสองแบบมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ของงาน สัญญาซื้อขายงานวรรณกรรมจะกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้ ผลของสัญญาประเภทนี้คือ ถ้ามีเงื่อนเวลาบังคับไว้ผู้ซื้อจะได้สิทธิ์ขาดในการจัดการงานเขียนชิ้นนั้นเยี่ยงเดียวกับผู้เขียน เช่น ทำซ้ำ ดัดแปลง โอนช่วง ให้เช่า และอื่นๆ ภายในขอบเวลาที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ว่ามีการกำหนดวัตถุประสงค์ในการซื้อขายหรือไม่ เช่น กำหนดว่าผู้ซื้อทำเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ได้อย่างเดียว ทำละครอย่างเดียว เป็นต้น ถ้ามีกำหนดไว้ผู้ซื้อจะได้สิทธิ์ขาดทำเฉพาะจุดประสงค์ในสัญญาเท่านั้น หมายความว่า ผู้ซื้อจะไม่สามารถนำงานเขียนไปหาประโยชน์อื่นนอกสัญญาได้ หากไม่กำหนดวัตถุประสงค์ใด ก็จะมีสิทธิ์หาประโยชน์ได้ทุกประเภทเยี่ยงเดียวกับเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมทั้งการแก้ไขงานเขียนชิ้นนั้นตามอำเภอใจในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสถานภาพของผู้ขาย คือ จะมิใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามนิตินัยภายในช่วงเวลาของสัญญา ถ้ามีกำหนดไว้ โดยผู้ขายหมดสิทธิ์เกี่ยวข้องกับการหาประโยชน์ใดๆในงานเขียนชิ้นนั้น ยกเว้นมีการระบุวัตถุประสงค์เฉพาะไว้ ส่วนที่มิได้กำหนดในสัญญา ผู้ขายจึงมีอำนาจใช้สิทธิ์นั้นได้ ตัวอย่างเช่น สัญญาระบุว่าผู้ซื้อจัดการด้านสิ่งพิมพ์เป็นกระดาษเท่านั้น ผู้ขายจึงสามารถนำงานไปทำละครหรือทำ อี บุ๊คส์ ได้ ผลประโยชน์สองส่วนหลังนี้จะเป็นของนักเขียนเท่านั้น สรุปว่า เมื่อใช้สัญญาซื้อขายงานวรรณกรรมนักเขียนไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องกับงาน มิใช่เจ้าของลิขสิทธิ์อีกภายในเวลาที่ตกลงกันไว้ ผู้ซื้อจะเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์นั้นเป็นสัญญาประเภทที่เจ้าของลิขสิทธิ์ยังเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้จะมีการระบุในสัญญาประเภทนี้เสมอว่า ผู้ซื้อมีขอบเขตใช้งานเป็นประเภทใด เช่น สำนักพิมพ์จัดพิมพ์งานเป็นหนังสือเล่มเพื่อจำหน่ายเท่านั้น เป็นต้น การหาผลประโยชน์นอกเหนือจากการพิมพ์เล่มยังเป็นของนักเขียน เพราะมิใช่การขายลิขสิทธิ์ สิทธิ์ขาดในการห้ามดัดแปลง ทำซ้ำ หรือหาประโยชน์อื่นใดในงานเขียน นักเขียนยังทำได้ด้วยตัวเอง สำนักพิมพ์ไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องใดๆ ระยะหลังนี้นักเขียนใหม่มักได้รับสัญญาซื้อขายนิยายแบบกำหนดเวลาเพื่อให้สำนักพิมพ์มีอำนาจดัดแปลง ทำซ้ำ งานเขียนได้ตามอำเภอใจเพราะสำนักพิมพ์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่า สำนักพิมพ์อาจชื่นชอบพล็อตเรื่องของนักเขียนใหม่ซึ่งมองเห็นว่า ถ้านำมาปรับปรุง ดัดแปลง มากน้อยให้เข้ากับมุมมองการตลาดในเวลานั้น น่าจะขายหนังสือได้ มันจึงเป็นการจ่ายเงินซื้อพล็อตจากนักเขียนใหม่แบบมีกำหนดเวลา มิใช่เห็นว่าเป็นงานวรรณกรรมที่ดีจนน่านำเผยแพร่สู่ตลาดหนังสือให้ผู้อ่านได้สัมผัสอรรถรสแปลกใหม่ มันมิน่าจะช่วยพัฒนางานเขียนของนักเขียนใหม่ เพราะนิยายของเขาจะถูกนักเขียนเงาในสังกัดสำนักพิมพ์นั้นนำไปจัดวาง เพิ่มเติม ลดทอน เนื้อหาแท้จริงที่ทำให้เรื่องดูเด่นสะดุดตาและเป็นแนวคิดริเริ่มของนักเขียนใหม่อย่างแท้จริงเปลี่ยนไปจากต้นฉบับเดิม งานที่ถูกตกแต่งใหม่จึงไม่ใช่ตัวตนหรือฝีมือแท้จริงของนักเขียนคนนั้น แต่เป็นการทำเพื่อการค้าหรือขายหนังสืออย่างเดียว เงื่อนไขน่าสนใจที่ปรากฏในสัญญาของนักเขียนใหม่ ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักเขียนเก่าที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่สำนักพิมพ์สนใจงานของเขา คือ สัญญาระบุว่า งานเขียนทุกเรื่องในอนาคตนับจากวันทำสัญญา นักเขียนให้สัญญาว่าจะนำเสนอต่อสำนักพิมพ์นี้ก่อน ถ้าถูกปฏิเสธแล้ว จึงนำเสนอต่อที่อื่นได้ มันตีความได้ว่า นับแต่วันขายนิยายเรื่องหนึ่งแก่สำนักพิมพ์ งานทุกชิ้นหลังจากวันทำสัญญาจะต้องให้สำนักพิมพ์พิจารณาพิมพ์เล่มก่อน ถ้าปฏิเสธแล้ว จึงนำไปเสนอสำนักพิมพ์อื่นได้ หากอ่านเงื่อนไขนี้อย่างลึกซึ้งจะพบว่า นักเขียนถูกมัดมือและอยู่ในบังคับของสำนักพิมพ์นานเท่าเวลาในสัญญา ทั้งที่ตอนเซ็นสัญญานั้นต้องการขายนิยายเป็นรายเรื่องเท่านั้น แต่สัญญาฉบับเดียวผูกมัดงานของนักเขียนที่สร้างสรรค์ขึ้นนับแต่วันเซ็นสัญญาว่าต้องได้รับคำอนุญาตจากสำนักพิมพ์นี้ก่อน จึงขายงานให้คนอื่นได้ แล้วต้องไม่ลืมว่า นักเขียนได้ค่าเรื่องเฉพาะงานชิ้นนั้น แต่มิได้รับผลประโยชน์ให้คุ้มค่ากับข้อผูกมัดและการขาดอิสระในการหาประโยชน์จากผลงานชิ้นอื่นของตนเลย บางคนอาจเถียงว่า ให้สำนักพิมพ์พิจารณาก่อนจะเป็นอะไรมากนัก แล้วค่อยไปขายคนอื่นก็ได้ คงต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งและมองอย่างมีวิสัยทัศน์ด้วย ตัวอย่างเช่น สัญญาที่มีเงื่อนไขประเภทนี้มักระบุว่าซื้อนิยายชื่อเรื่อง กองแก้ว แต่ผูกมัดนักเขียนว่า ทุกเรื่องนับแต่วันทำสัญญาขายเรื่องนี้ จักต้องเสนองานให้เขาพิจารณาพิมพ์ก่อน เขาไม่เอา จึงไปเสนอคนอื่นได้ บางครั้งนิยายอีกเรื่องอาจไม่ใช่แนวของสำนักพิมพ์นี้ แต่นักเขียนไม่มีสิทธิ์เสนอแก่สำนักพิมพ์ที่นิยมแนวดังกล่าวได้จนกว่าเจ้าของสัญญาจะอนุญาต อีกทั้งไม่มีการรับประกันว่าสำนักพิมพ์คู่สัญญาจะรับพิมพ์ทุกเรื่องของนักเขียนหรือใช้เวลาพิจารณางานนานเพียงใด เท่ากับนักเขียนขาดอิสระในการใช้วิจารณญาณและสิทธิในงานเขียน โดยไม่ได้ผลตอบแทนต่อการขาดอิสรภาพส่วนนี้เลย นอกจากนั้นระยะเวลานานปีอาจเกิดความขัดแย้งหรือกลั่นแกล้งจากสำนักพิมพ์เจ้าของสัญญาด้วยการเก็บดองนิยายใหม่ที่นักเขียนเสนอไปตามข้อสัญญาไว้นานหลายปีด้วยข้ออ้างว่า กำลังรอคิวพิจารณาอยู่ หากนักเขียนนำเสนอต่อที่อื่นช่วงรอคำวินิจฉัย จักกลายเป็นผู้ผิดสัญญาและต้องถูกเรียกค่าเสียหายที่เขาควรได้จัดพิมพ์ก่อน นั่นหมายความว่า เขาดองงานของนักเขียนไว้ตามข้ออ้างที่ดูมีเหตุผลและไม่ผิดสัญญา พอมีการเสนอที่อื่น ก็จะออกคำวินิจฉัยว่า ต้องการพิมพ์ ถ้านักเขียนเซ็นสัญญากับที่อื่นไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาแบบซื้อขายหรือให้ใช้ลิขสิทธิ์ก็ตาม นักเขียนต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ทำผิดสัญญาก่อนและมิอาจต่อสู้ให้รอดพ้นจากความรับผิดชอบนี้ได้เลย เป็นต้น สำนักพิมพ์มีอำนาจในการตัดสินจะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ผลงานของนักเขียนด้วยสัญญาฉบับแรกและงานทุกชิ้นในอนาคต ด้วยการจ่ายเงินค่าแรงจากนิยายเรื่องเดียวที่ยอมให้เขาจัดพิมพ์ นักเขียนต้องขาดอิสรภาพในการควบคุมผลงานอื่นของเขาไปตลอดเวลาในสัญญา รูปแบบสัญญาหรือเงื่อนไขผูกมัดงานเขียนในอนาคตที่นำมาใช้กับนักเขียนใหม่ซึ่งหลายสำนักพิมพ์เริ่มนิยมใช้เพิ่มขึ้น โดยจ่ายค่าเรื่องเหมาครั้งเดียวในนิยายเรื่องหนึ่ง แต่สามารถซื้ออิสรภาพของนิยายเรื่องอื่นที่นักเขียนสร้างสรรค์ใหม่ ย่อมคุ้มค่าอย่างยิ่ง ส่วนนักเขียนจักขาดโอกาสและผลประโยชน์ที่ควรได้สำหรับงานเขียนไปอย่างน่าเสียดายมาก บางสำนักพิมพ์ยังเสนอใช้สัญญาซื้อขายแบบกำหนดเวลาและเงื่อนไขควบคุมงานเขียนในอนาคตกับนักเขียนเก่าที่มีชื่อเสียงซึ่งเสนองานให้เขาจัดพิมพ์ด้วย บรรดานักเขียนใหม่หรือนักเขียนเก่าบางคนอาจไม่รอบคอบหรือมองไม่เห็นการเสียประโยชน์เกินเหตุด้วยข้ออ้างที่สำนักพิมพ์มักบอกว่า เขาลงทุนสร้างชื่อเสียงให้หนังสือขายดี ก็ต้องคุมนักเขียนให้แน่นหนาด้วยเพื่อคุ้มค่าเงินลงทุน หากอ้างเรื่องต้นทุนสร้างชื่อเสียงให้นักเขียนใหม่ ก็มิอาจใช้กับนักเขียนที่มีชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้แล้วเพราะระดับต้นทุนแตกต่างกันมาก สำนักพิมพ์กลับนำเงื่อนไขเดียวกันไปใช้กับนักเขียนเก่าด้วย เขาต้องการคุมงานเขียนไว้ด้วยข้อสัญญาที่สั้น แต่เป็นแหแห่งอิสรภาพที่คลุมนักเขียนไว้มิให้ดิ้นรนไปที่อื่น และต้องทนอยู่จนกว่าจะครบสัญญา ทั้งที่รับค่าเขียนแค่นิยายเรื่องเดียวเท่านั้น มันเป็นการสูญเสียเวลาอันมีค่าของผลงานก็ได้ ถ้าโชคร้ายพบกับสำนักพิมพ์เจ้าปัญญาและไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพหรือไม่ให้เกียรติต่อผลงานของนักเขียนแล้วใช้เงื่อนไขในสัญญาจองจำนักเขียนและผลงานไว้ให้คนอ่านลืมเลือนชื่อเสียงของนักเขียน เงินค่านิยายหนึ่งเรื่องกับสัญญาจองจำอนาคตอาจไม่คุ้มค่ากับความเสียหายของนักเขียนก็ได้ ก่อนการเซ็นสัญญาซื้อขายหรือให้ใช้ลิขสิทธิ์กับสำนักพิมพ์ใด นักเขียนต้องมีความเอาใจใส่หรือรอบคอบเพียงพอในการดูแลผลงานให้เผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างเหมาะสม ผลงานต้องแสดงตัวตนของนักเขียนได้อย่างแท้จริง มิใช่อาศัยนักเขียนเงาช่วยขัดเกลาใหม่เพราะมันมิใช่ฝีมือแท้จริงที่น่าภูมิใจของนักเขียน ผลประโยชน์ควรเหมาะสมกับการลงทุนของนักเขียน ความยืดหยุ่นกับเงื่อนไขในสัญญาสำหรับนักเขียนใหม่หรือเก่าที่ทำกับแต่ละสำนักพิมพ์อาจมีแตกต่างกันได้ตามความน่าเชื่อถือของสำนักพิมพ์และชื่อเสียงของนักเขียน การเคารพและเชื่อมั่นในงานเขียนเมื่อสำนักพิมพ์คัดเลือกจัดพิมพ์ย่อมหมายความว่า งานชิ้นนั้นมีคุณภาพอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนใหม่หรือเก่า ควรรู้จักบริหารการเอาเปรียบหรือถูกเอาเปรียบให้สมดุลย์กัน สำนักพิมพ์กับนักเขียนควรพอใจกับข้อตกลงนั้นเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว ดังนั้น การดูแลงานของนักเขียนมิใช่การเขียนเนื้อหาของผลงานอย่างเดียว จักต้องอ่านสัญญาผูกพันระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ให้ละเอียด ถ้ายอมรับเงื่อนไขต่างๆในสัญญาได้ และแน่ใจว่าจะทำตามได้ครบถ้วน จึงเซ็นสัญญาฉบับนั้น โดยต้องไม่ลืมว่าเมื่อมีลายเซ็นนักเขียนเท่ากับมีความรับผิดชอบติดตัวไปทันที คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายเมื่อมีการทำละเมิดสัญญาขึ้น การเปลี่ยนแปลงสัญญาภายหลังจะกระทำยากมากเพราะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายก่อน ส่วนข้ออ้างว่า ข้อใดข้อหนึ่งที่นักเขียนไม่ชอบนั้นจะไม่ใช้หรอก แค่เป็นรูปแบบที่ทำเหมือนกันหมดนั้น ขอให้ตระหนักด้วยว่า การเซ็นสัญญาเท่ากับยอมรับเงื่อนไขในสัญญาทุกข้อ คู่สัญญาจะเลือกใช้เงื่อนไขดังกล่าวเมื่อใดก็ได้ คำพูดว่าจะไม่ใช้นั้นเป็นเพียงลมปากและไร้ผลทางกฎหมาย แต่ข้อสัญญาเป็นอักษรจักใช้บังคับตามกฎหมายได้โดยปราศจากข้อโต้แย้งใด หากไม่สบายใจกับเงื่อนไขข้อใดต้องเจรจาให้ได้ข้อตกลงและเขียนระบุในสัญญาเสมอ อย่ายึดถือคำพูดที่ไม่มีในสัญญาเด็ดขาด ส่วนเงื่อนไขผูกมัดผลงานในอนาคตของนักเขียนทั้งที่รับเงินค่าเรื่องเพียงครั้งเดียว งานอื่นต้องถูกมัดติดไปด้วย มันคุ้มค่าพอที่จะรับสัญญาประเภทนี้หรือไม่ นักเขียนต้องตั้งสติและพิจารณาให้รอบคอบด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกล ส่วนสำนักพิมพ์ควรมีจิตสำนึกต่อนักเขียนในการทำมาค้าขายอย่างเป็นธรรม นักเขียนผลิตสินค้าให้ทำเป็นหนังสือโดยส่วนใหญ่มักไม่คิดถึงการค้ากำไรเป็นหลัก แต่ยึดถือความสุขในการเขียน จึงอาจละเลยข้อความในสัญญาและกลายเป็นเหยื่อทางการค้า ส่วนสำนักพิมพ์ยึดถือผลกำไร แต่ทำมาค้าขายอย่างเป็นธรรมย่อมอยู่ในตลาดวรรณกรรมได้ยาวนานกว่าการเอาเปรียบนักเขียนผู้สร้างศิลปะด้านอักษร การเอาเปรียบโดยอาศัยความไม่รู้หรือไม่เอาใจใส่หรือความเกรงใจที่นักเขียนมีต่อสำนักพิมพ์นั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งต่อนักเขียนใหม่หรือเก่าก็ตาม
********************************* 5/6/2009 ใต้เงาบาป 3เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
3.
ขัมน์รู้สึกผิดหวังเมื่อเห็นปาลิตาพยักหน้ายอมรับว่าทราบเรื่องการลักลอบขนเงินดอลลาร์ของวัฒน์ดี อีกทั้งหล่อนยังขอรับโทษทัณฑ์ร่วมกับผู้ชายคนนั้นอีก “ ทำไมลูกไม่ห้ามปรามวัฒน์ ? “ ปาลิตาเงียบไป ด้วยไม่อาจหาคำตอบที่ดีได้ ขัมน์มองวัฒน์กับปาลิตาอย่างผิดหวัง ท่าทางอ่อนใจ “ วัฒน์ออกไปก่อน ฉันจะคุยกับลิตา “ วัฒน์จำใจเดินออกไป ห้องนั้นจึงเหลือเพียงสองพ่อลูกเท่านั้น ปาลิตาทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างหน้าโต๊ะทำงานของบิดา “ เมื่อลูกรู้ว่าเขาทำงานผิดกฎหมาย ก็ควรห้ามปรามสิ ลิตา “ “ ฉันมาทราบทีหลังค่ะ พ่อ “ ขัมน์ถอนใจยาว “ หากพ่อลงโทษวัฒน์ ลูกก็ไม่น่ายุ่งกับเรื่องนี้นะ “ “ เขากำลังสร้างตัว หากทำผิดไปบ้าง พ่อก็ควรให้อภัยสิคะ “ ปาลิตาพูดเข้าข้างคนรัก “ ความรักทำให้ลูกเห็นสีดำเป็นสีชมพูนะ ลิตา “ ผู้เป็นลูกสาวเชิดหน้าขึ้น “ นั่นเป็นเรื่องของฉัน ! “ “ ถ้าเขาถูกจับได้ จะทำให้พวกเราเสื่อมเสียไปด้วย “ “ พ่อพูดปรามไปแล้วนี่นา “ ปาลิตาบอกเสียงอ่อนลง “ ต่อไปเขาคงไม่กล้าทำอีก “ “ มีลูกคอยสนับสนุนแบบนี้ วัฒน์ไม่มีวันรู้สำนึกได้หรอก “ ขัมน์บอกอย่างขัดเคืองใจ ปาลิตานั่งนิ่ง ขณะที่ผู้เป็นบิดาถอนใจเฮือกใหญ่ “ หากวัฒน์ยังมุ่งมั่นหาเงินแบบผิดกฎหมายอยู่ ลูกจะไม่มีความสุขเลย ต้องนั่งหวั่นไหวว่าทางการจะจับเขาเมื่อใด เคยคิดเรื่องนี้บ้างไหม “ “ พ่อก็เคยทำมาก่อน ! “ ปาลิตาพูดเถียง “ ตอนนี้พ่อเป็นมหาเศรษฐีของไทยคนหนึ่ง ไม่เห็นมีอะไรเลย “ ขัมน์สะอึกไปครู่หนึ่งกับคำพูดของลูกสาว เขากล่าวเสียงต่ำว่า “ พ่อเป็นจำนวนน้อยที่รอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายมาได้ เพื่อนของพ่อมากมายต้องติดคุกหรือหนีไปจากสังคมนี้ ถ้าพ่อไม่เปลี่ยนตัวเอง ลูกจะยืนอยู่ในสังคมได้รึ คิดสิ ลิตา “ ปาลิตาผุดลุกขึ้น พลางเอ่ยเน้นเสียงว่า “ ฉันรู้ดีว่าต้องทำอะไร พ่อไม่ต้องเสียเวลามาสั่งสอนหรอกค่ะ “ ผู้เป็นลูกสาวก้าวเท้าออกไปจากห้องนั้น ขัมน์มองอย่างอ่อนใจและผิดหวังอย่างแรง เมื่อรับรู้ว่าปาลิตาหลงรักวัฒน์ลูกน้องคนสนิทของเขาอย่างไม่อาจแยกความดีความเลวได้เลย ทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงอนาคตของลูกสาวเหลือเกิน เขาเฝ้าครุ่นคิดหาวิธีช่วยเหลือจนกระทั่งรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก เสียงเคาะประตูดังขึ้น วัฒน์ถือแฟ้มใหญ่เข้ามาในห้องนั้น ขณะที่ขัมน์นั่งนิ่งนัยน์ตาเลื่อนลอย “ ท่านครับ ! “ วัฒน์เรียก เมื่อเห็นเจ้าของห้องนิ่งเงียบอยู่ ขัมน์มองผู้เข้ามาใหม่เขม็ง “ มีอะไร ? “ “ มีเอกสารให้เซ็นครับ “ “ เอกสารรึ ! “ เจ้าของห้องทวนคำ พลางกุมขมับแน่น วัฒน์มองอย่างสังเกต ขัมน์มีอาการผิดปกติไปจากเมื่อครู่นี้มาก “ ท่านต้องรีบเซ็นชื่อ เพราะเป็นงานด่วนครับ “ “ งานด่วนรึ !” ขัมน์เบือนหน้าไปมองที่หน้าต่างอย่างเหม่อลอย ขณะที่วัฒน์สอดกระดาษแผ่นหนึ่งเข้าไปในแฟ้มอย่างเร็ว “ กรุณาเซ็นด้วยครับ “ วัฒน์ยื่นปากกาให้อีกฝ่าย เจ้าของห้องรับปากกามาถือไว้ด้วยท่าทางงุนงง ส่วนวัฒน์รีบเปิดแฟ้มแล้วชี้มือไปยังช่องว่างในเอกสารแต่ละฉบับ พลางพูดเร่งเร้าให้เซ็นชื่อ ขัมน์ลงลายมือไปทีละฉบับจนเสร็จสิ้นตามคำพูดชี้แนะของวัฒน์ วัฒน์ยิ้มพอใจ จึงกล่าวว่า “ ผมขอกลับไปทำงานก่อนนะครับ “ ขัมน์มองตามร่างของหนุ่มใหญ่ผิวคล้ำอย่างใช้ความคิดหนัก ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันนะ ทำไมเขาจึงนึกชื่อไม่ออกเลย………..
เมื่อวัฒน์เดินเข้าไปในห้องทำงานของเขา พลางเปล่งเสียงหัวเราะลั่นยามมองกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งซึ่งมีลายมือชื่อของขัมน์ อัครชัย อยู่ “ ไอ้แก่เอ๋ย…….. “ เขาพึมพำด้วยความย่ามใจ “ ต่อไปแกจะกล้าข่มขู่ฉันได้หรือ “ “ กระดาษแผ่นนี้จะเปลี่ยนฐานะของฉัน ไม่ต้องเป็นลูกน้องของไอ้แก่อีก “ วัฒน์กล่าวเสียงเข้ม พลางสอดกระดาษแผ่นนั้นไว้ในลิ้นชักส่วนตัว แล้วใส่กุญแจอย่างแน่นหนา
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเรียวยาว ผมตัดสั้นเกรียนเดินถือแฟ้มใหญ่เข้าไปในห้องทำงานของประธานกลุ่มพิตรพิบูล จึงเห็นพ่อค้าหลายคนซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของประธานสูงวัยเดินสวนออกมาด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เมื่อเขาเข้าไปในห้องนั้นจึงถามประธานสรพศว่า “ พวกเขามีธุระอะไรหรือครับ “ สรพศส่ายศีรษะอย่างเบื่อหน่าย ยามบอกว่า “ วันนี้พวกนั้นมากันครบทีม เพื่อขอความช่วยเหลือจากฉัน “ “ ความช่วยเหลือ ? “ “ ใช่ “ ชายวัย 72 ปีพยักหน้ายืนยัน พลางชี้มือไปยังเก้าอี้ว่าง “ นั่งสิ ! “ ปรานต์วางแฟ้มสีดำบนโต๊ะทำงาน “ ผมนำเอกสารที่จะใช้ประชุมสำหรับวันพรุ่งนี้มาให้ลุงศึกษาก่อนครับ “ “ เอาไว้ก่อนนะ “ สรพศผลักแฟ้มนั้นไปด้านข้าง สีหน้าหนักใจยามกล่าวว่า “ ลุงมีเรื่องปรึกษาด้วย ปรานต์ “ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ประธานอาวุโสเอ่ยถามว่า “ บริษัทในเครือของเรามีเงินทุนพอจะปล่อยกู้ได้อีกไหม ? “ “ ลุงต้องการให้ใครกู้ยืมล่ะครับ ? “ “ ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้กับกิจการของเพื่อนลุง ทำให้ไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าที่ดินซึ่งถูกรีดไถ พวกเขาขอร้องให้ลุงช่วยเหลือ “ “ ใครรีดไถพวกเขาครับ ? “ “ เลขาของเจ้ากระทรวงฯพูดแกมขอร้องให้เจ้าของกิจการโรงงานซื้อที่ดินน.ส.3 ซึ่งคนของร.ม.ต.ถือครองไว้ เขาบอกตัวเลขให้เสร็จสรรพเลย “ “ เท่าไรครับ ? “ “ บางคนก็โดนเรียกห้าแสนบาท บางคนก็เรียกสิบล้าน แล้วแต่ขนาดของโรงงาน “ สรพศบอกเสียงแข็ง “ ยังขู่อีกนะว่าถ้าไม่จ่ายเงิน จะเล่นงานเอาผิดกับโรงงานของพวกเขา ดังนั้นจึงต้องมาปรึกษากับลุง “ ปรานต์มีสีหน้าครุ่นคิด ขณะที่ประธานสูงวัยกล่าวต่อไปว่า “ เธอก็รู้นี่นาว่าโรงงานแทบทุกโรงต่างมีเรื่องที่ไม่ถูกกฎหมายแฝงบ้าง มากน้อยต่างกัน เพราะก.ม.ของเราไม่มีการพัฒนาให้ทันสมัย จึงเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่มารีดไถเสมอ คราวนี้เจ้ากระทรวงฯลงมาเล่นลูกเอง พ่อค้าอย่างเราคงหลีกเลี่ยงยากหน่อย “ “ ที่ดินเป็นอย่างไรครับ ? “ “ พวกเขาไปสืบได้ความว่า ส.ส.ในกลุ่มของเจ้ากระทรวงฯกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่จับจองในจังหวัดของตัวเองราคาไร่ละประมาณห้าหมื่นบาท แต่มาเสนอขายให้เราเป็นหลักล้าน กำไรตุงกระเป๋าเชียวล่ะ “ “ พวกกินชาติ กินแผ่นดิน ! “ “ ลุงอยากช่วยพวกเขาที่กำลังเดือดร้อน ถึงอย่างไรก็เป็นเพื่อนเก่าเคยเกื้อหนุนกันมา “ ดวงตาสีเข้มของปรานต์มีแววครุ่นคิดหนัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ ผมขอศึกษาวิธีการช่วยเหลือก่อน บางคนอาจไม่ต้องให้เงินสดก็ได้ เพราะพวกเขาต่างมีเครดิตดี เราช่วยเจรจากับธนาคารก็เป็นการช่วยเหลือได้เช่นกัน “ “ เงินสดในมือของเรามีไม่มากสินะ ปรานต์ “ ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับ “ ค่าเงินบาทที่ลอยตัวทำให้สองบริษัทของเราได้รับผลกระทบมากพอควร “ “ สภาพของพิบูลแลนด์ฉันเข้าใจดี แต่ในพี อาร์ อินเวสเมนต์ไม่น่ากระทบ เพราะฉันบอกข่าวเรื่องปล่อยเงินบาทลอยตัวล่วงหน้าแล้ว สิดาก็ไปทำประกันความเสี่ยงแล้วนี่นา “ ปรานต์มีท่าทางอึดอัดใจ ยามเอ่ยว่า “ การตัดสินใจในเรื่องลงทุนของเธอมีปัญหาเล็กน้อยครับ “ “ เล่ามาสิ ! “ สรพศมีสีหน้าเคร่งขรึมทันที ชายหนุ่มจึงเล่าปัญหาต่างๆให้ประธานอาวุโสอย่างละเอียด คิ้วเข้มของสรพศขมวดเข้าหากันทันที “ สิดากล้าเอาเงินทุนไปเล่นในตลาดซื้อขายเงินตราล่วงหน้าเชียวรึ ! “ ปรานต์ได้แต่นิ่งเงียบ ขณะที่สรพศมีท่าทางไม่พอใจอย่างยิ่ง “ มันเล่นขาดทุน ยังไม่ยอมบอกฉันอีก คิดจะปิดไปถึงเมื่อไหร่ “ “ ลุงโมโหไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเดือนหน้าคุณสิดาต้องหาเงินไปจ่ายให้โบรกเกอร์ ผมคิดว่าเราต้องช่วยเรื่องนี้นะครับ “ “ มันก่อปัญหาก็ต้องแก้เองสิ ! “ “ หากเราปล่อยให้เธอแก้เอง จะทำให้ชื่อเสียงของเราแย่นะครับ “ เขาพยายามพูดอย่างเต็มที่ “ เงินที่คุณสิดานำไปใช้ก็เป็นของลูกค้า เราจึงต้องช่วยครับ “ “ ฉันคิดว่าเสียเงินซื้อข่าวลับนี้แล้ว จะได้กำไร……… “ สรพศมีท่าทางฮึดฮัด “ นี่กลับกลายเป็นขาดทุน เพราะฝีมือของลูกสาวรึนี่ บ้าที่สุด !” ปรานต์มองอย่างสงบนิ่ง “ ตัวเลขอยู่ในแฟ้มแล้วนะครับ “ “ เธอจะให้ฉันจัดการอย่างไร ก็บอกมา “ “บางทีอาจต้องโอนเงินจากบริษัทในฮ่องกงรวมกับเงินในธนาคารของลุงที่นั่นมาช่วยครับ “ “ มากขนาดนั้นเชียว ! “ สรพศแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “ เราต้องช่วยเงินให้คุณสิดาไม่น้อยกว่าห้าสิบล้านบาทครับ “ “ ห้าสิบล้านบาท ! “ ประธานอาวุโสอ้าปากค้าง หัวใจเต้นรัว ชายหนุ่มพยักหน้ายืนยันตัวเลขนั้น พลางเอ่ยเสียงเบาว่า “ การลงทุนย่อมผิดพลาดกันได้ ลุงไม่น่าจะตำหนิคุณสิดานะครับ “ “ เธอกำลังแก้ตัวแทนมัน !” น้ำเสียงของสรพศกร้าวขึ้น “ ฉันรู้จักลูกคนนี้ดี มันใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาจึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น แถมยังไม่ยอมรับฟังคำเตือนของคนอื่นด้วย “ สรพศถอนใจหนักขึ้น “ หากไม่ได้เธอมาช่วยดูแลอีกที มันคงผลาญเงินของบริษัทไปหมด ฉันก็ยังไม่รู้เรื่องเลย “ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอันเป็นการขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสอง สาวใหญ่วัยสี่สิบปีซึ่งมีร่างสูง ผอม ผิวขาวเนียน แต่งกายทันสมัยเฉียบ ใบหน้าตกแต่งเข้ม ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเร็ว ท่าทางร้อนรน “ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วยพอดี สิดา “ สิดาพรหันไปมองชายหนุ่ม ปรานต์จึงเอ่ยว่า “ ผมนำเรื่องนั้นปรึกษากับท่านแล้วครับ “ สรพศทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่ผู้เป็นลูกสาวกล่าวขัดเสียงเข้มว่า “ พ่อจะด่าว่าฉันก็เก็บไว้ก่อน เพราะฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกพ่อค่ะ “ “ มีเรื่องอะไรจะสำคัญเท่ากับเงินห้าสิบล้านที่พ่อต้องช่วยใช้หนี้ให้ลูกล่ะ “ สรพศบอกประชดด้วยใจนึกเสียดายเงินก้อนใหญ่ดังกล่าว สิดาพรวางแฟ้มสีเขียวลงบนโต๊ะของบิดา “ มีคนล้วงข้อมูลของบริษัทไปค่ะ “ “ อะไรนะ ? “ สรพศร้องถามด้วยความตื่นตระหนก ปราน์นิ่งฟัง ขณะที่สิดาพรกล่าวต่อไปว่า “ เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลเพิ่งรายงานว่าเมื่อคืนนี้มีคนลอบขโมยข้อมูลการลงทุนของบริษัทยาคุและส่วนของเราไปค่ะ “ “ มันเป็นใคร ? “ “ ฉันกำลังให้คนตรวจสอบโดยเร็วค่ะ “ สิดาพรมีสีหน้าหนักใจ “ หากข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ บริษัทของเราต้องเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อถือ “ “ หมายความว่าอย่างไร ? “ ปรานต์เป็นผู้ตอบว่า “ บริษัทยาคุมีเบื้องหลังซับซ้อนในญี่ปุ่นและใช้บริการฟอกเงินกับเรามานาน หากคนที่ได้ข้อมูลนำไปล้วงลึกแล้วเผยแพร่ออกไป คุณลุงจะเสียชื่อเสียงได้ครับ “ “ ฉันเข้าใจเรื่องบริษัทยาคุดี แล้วเกี่ยวกับข้อมูลส่วนของเรายังไง “ สิดาพรหรุบตาต่ำ ขณะบอกเสียงอ่อนลงว่า “ หากเขาพบว่ามีตัวเลขขาดทุนจากการลงทุนของบริษัทที่ผิดพลาด อาจทำให้ลูกค้าตกใจแล้วถอนเงินลงทุนไป เราจะขาดสภาพคล่องทางการเงินทันที อีกทั้งช่วงนี้ธนาคารก็ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้ใครง่ายๆ ถ้าเขาทราบเรื่องนี้จะต้องเรียกหนี้คืนแน่ค่ะ “ “ ฉันต้องมาช่วยกลบของเสียของลูกด้วยหรือนี่ ! “ สรพศมีท่าทางกลุ้มใจ สิดาพรเชิดหน้าขึ้น ยามเอ่ยว่า “ เราอยู่ในเรือลำเดียวกันนะคะ พ่อ “ “ เรือที่ลูกช่วยเจาะรูให้รึ ! “ สาวใหญ่มองค้อนขวับ พลางตัดใจสงบปากคำไว้ เพราะตอนนี้หล่อนต้องการความช่วยเหลือจากบิดาที่สุด “ เธอช่วยติดตามเรื่องให้ทีนะ ปรานต์ “ สรพศพูดกับชายหนุ่มด้วยเสียงจริงจัง “ จัดการกลบให้เรียบร้อยล่ะ “ ปรานต์พยักหน้ารับคำ “ ผมจะรีบทำโดยเร็วครับ “ “ ฝากด้วยนะ “ สรพศกล่าวตอนท้าย พลางโบกมือให้ทั้งสองออกไปได้ จากนั้นเขาก็นั่งหลับตา หัวใจห่อเหี่ยวกับปัญหาที่ประดังเข้ามากะทันหัน
สิดาพรกับปรานต์เดินออกมาจากห้องประธานกลุ่มพิตรพิบูลด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สาวใหญ่สะกิดชายหนุ่มไว้ก่อนที่เขาจะเดินแยกตัวไป “ ขอบคุณที่ช่วยพูดกับพ่อให้ฉันค่ะ “ ปรานต์ยิ้มที่มุมปาก “ เราต่างก็ทำเพื่อบริษัท ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอกครับ “ “ หากคุณไม่ช่วยพูด พ่อคงด่าฉันมากกว่านี้แล้ว “ หล่อนมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเป็นประกายซึ้งใจ “ การทำงานย่อมผิดพลาดได้ ครั้งต่อไปคุณควรระวังให้มาก “ สิดาพรยิ้มรับ “ ฉันจะระวังค่ะ “ ชายหนุ่มทำท่าจะปลีกตัวไป แต่สาวใหญ่กล่าวชวนว่า “ ฉันขอเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนสักมื้อนะคะ ปรานต์ “ “ ผมต้องขอผลัดไปก่อน “ เขาตอบเสียงสุภาพ สีหน้าจริงจัง “ ผมอยากจัดการเรื่องการขโมยข้อมูล ม่ายงั้นจะไม่สบายใจมาก “ สิดาพรมองอย่างเข้าใจ “ คุณจะเริ่มที่ไหนคะ? “ “ ผมจะไปคุยกับเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลของเรา แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป “ สิดาพรมองตามร่างสูงล่ำสันของปรานต์ อัครชัยด้วยความเสียดายยิ่ง หล่อนชื่นชมกับความงามสง่า และเฉลียวฉลาดของเขามานาน แต่เขาดูเงียบเฉย เย็นชาเหลือเกิน ทั้งที่หล่อนพยายามบอกความรู้สึกในใจกับเขาหลายครั้ง บางทีเขาอาจรังเกียจความเป็นแม่ม่ายของหล่อนก็ได้ ความคิดนี้ช่างสร้างความเจ็บปวดให้กับสิดาพรยิ่ง ทั้งยังกลายเป็นความโกรธแค้นที่หล่อนมีให้กับสรพศผู้เป็นบิดาซึ่งลิขิตชีวิตของหล่อนให้อยู่ในสภาพเช่นนี้
**********โปรดติดตามตอนต่อไป********* สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 5/3/2009 คนปลุกผีคอมมิวนิสต์คนปลุกผีคอมมิวนิสต์ เขียนโดย ลูกแก้ว
ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์ไปจนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร นั้น เป็นเวลาที่คนไทยต้องหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์ตามแรงปลุกปั่นของรัฐบาลที่ต้องการให้คนไทยมองลัทธินี้เป็นปีศาจร้ายและต้องกำจัดให้สิ้นซาก ทั้งนี้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร ลาว เวียดนาม เป็นต้น ล้วนถูกครอบงำด้วยอิทธิพลลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศจีน ซึ่งเวลานั้นมีแนวคิดว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์จะมั่นคงยิ่งขึ้น ถ้าเพื่อนบ้านรอบประเทศจีนปกครองด้วยระบอบเดียวกัน คือ ระบอบคอมมิวนิสต์ จึงมีการแผ่ขยายความเชื่อไปยังประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่อง กอปรกับสหรัฐต่อต้านลัทธินี้อย่างแข็งกร้าวด้วย สหรัฐและรัฐบาลไทยจึงสร้างภาพปีศาจร้ายให้ผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทยและประเทศจีนอย่างสุดขั้ว คนไทยกลัวลัทธิดังกล่าวมานานหลายสิบปีโดยมิได้รู้จักมันอย่างลึกซึ้งเหมือนที่รู้จักในปัจจุบันนี้ รัฐบาลสร้างภาพปีศาจร้ายให้ลัทธิคอมมิวนิสต์แล้วยังออกกฎหมายลงโทษผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ค่อนข้างหนักและรวดเร็ว จึงมีการนำกฎหมายนี้ไปใช้กำจัดศัตรูการเมืองของรัฐบาลอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา เช่น เมื่อนักศึกษาโค่นอำนาจของจอมพลถนอมได้ รัฐบาลชุดใหม่หวั่นเกรงพลังนักศึกษา จึงใส่ร้ายป้ายสีหรือตั้งข้อกล่าวหาแก่นักศึกษากลุ่มแกนนำด้วยข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วจับขังคุกโดยไม่จำกัดเวลาหรือเรียกสั้นๆว่า ขังลืม นักศึกษาหลายคนจำใจต้องทิ้งบ้านและครอบครัวหนีภัยจากรัฐบาลเข้าป่าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตามจังหวัดต่างๆของไทยในเวลานั้น แรงผลักดันของรัฐทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยแข็งแกร่งขึ้นในทันตาและเติบใหญ่มีพลังด้วยแรงสนับสนุนจากประชาชนซึ่งไม่พอใจกับความอยุติธรรมที่รัฐกระทำต่อนักศึกษาและคนไทยกลุ่มต่างๆ การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์จึงรุนแรงขึ้นตามลำดับพร้อมกับการทำลายภาพพจน์นักศึกษาซึ่งเคยช่วยรัฐบาลโค่นอำนาจจอมเผด็จการลงได้ด้วยข้อกล่าวหาว่า พวกเขาเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งที่ไม่รู้จักลัทธินี้มาก่อน แต่พรรคนี้กลับกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตนักศึกษากลุ่มนี้ไว้ มันเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่จารึกพฤติกรรมไม่ยุติธรรมของรัฐบาลในเวลานั้นแล้ว บันทึกที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความจริงได้ตลอดกาลเมื่อรัฐบาลทำร้ายลูกหลานประชาชนเพราะหวั่นเกรงพลังนักศึกษาจะหวนกลับมาโค่นอำนาจของพวกเขาเหมือนที่เคยทำสำเร็จกับจอมเผด็จการมาแล้ว การยัดเยียดข้อกล่าวคอมมิวนิสต์เป็นวิธีการดั้งเดิมที่รัฐบาลใช้กับศัตรูการเมืองที่เคยได้ผลมาแล้ว คนไทยเกลียดชังและหวาดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์มานานหลายสิบปี วันเวลาผันแปรแนวความคิดก็เปลี่ยนตามไปด้วยเมื่อสหรัฐ รัสเซีย เจ้าลัทธิคอมมิวนิสต์สไตล์เลนิน กับ จีน เจ้าลัทธิคอมมิวนิสต์แบบเหมาเจ๋อตุง กลายเป็นมิตรกัน ทำให้รัฐบาลไทยยุคต่อมาจำเป็นต้องปรับสภาพตัวเองใหม่ กอปรกับวิทยาการสมัยใหม่ทำให้คนไทยรุ่นต่อมาเข้าใจแก่นแท้ของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งสองรูปแบบและยอมรับการอยู่ร่วมกันในความแตกต่างทางแนวความคิดได้ดีขึ้น การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จึงเริ่มต้นและแน่นแฟ้นมากขึ้นจนกระทั่งปีพ.ศ. 2552 รัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งตั้งขึ้นโดยมีเบื้องหลังเคลือบแคลงใจคนไทยและคนทั้งโลก รวมทั้งนายทหารผู้ใหญ่บางคน พยายามพูดปลุกปั่นคนไทยในที่สาธารณะว่า ผู้มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล คือ พวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ทั้งที่แกนนำหลายคนในกลุ่มคนเสื้อแดงที่เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมและประชาธิปไตยแท้จริงก็มาจากนักศึกษาที่เคยถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ และต้องหนีตายเข้าป่าด้วยวิธีเดียวกันนี้ แผนกำจัดกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในวันนี้ คือ แผนเดียวกับในอดีตที่ใส่ร้าย ป้ายสี ตั้งข้อกล่าวหา ว่าฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เพื่อสร้างภาพปีศาจร้ายให้ฝังในจิตใจคนไทย และเกิดความหวาดระแวงกันในสังคมขึ้นอีกครั้ง ณ ปีพ.ศ. 2552 ประเทศจีน ถือเป็นมหาอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจของโลกที่ยังปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์เข้มข้น ส่วนผู้มีแนวคิดชื่นชอบลัทธินี้ในไทยของแท้เป็นคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น รัฐบาลไทยยัดเยียดข้อกล่าวหาให้ศัตรูการเมืองว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์และสร้างภาพปีศาจร้ายให้กลุ่มคนเสื้อแดงด้วยคิดว่าจะทำลายภาพลักษณ์แท้จริงของเขาได้สำเร็จเหมือนที่เคยทำกับนักศึกษายุคตุลาเดือดได้ คงต้องไปคิดใคร่ครวญหาแผนใหม่ทันสมัยกว่านี้ เพราะข้อกล่าวหาและปลุกปั่นหัวคนไทยให้เกลียดชังลัทธิคอมมิวนิสต์และนำกลุ่มคนเสื้อแดงไปอยู่กับลัทธินี้ ถือเป็นแผนที่ไร้สติ ไร้สาระ ไม่สร้างสรรค์ต่อบ้านเมืองเลย เนื่องจากยุคไซเบอร์มีการติดต่อสื่อสาร หาข้อมูล ได้รวดเร็วและชัดเจนขึ้น จนแทบปิดบังกันไม่ได้ว่า สหรัฐยังเป็นมิตรที่ดีกับจีน เจ้าลัทธิคอมมิวนิสต์แถบเอเชีย เศรษฐกิจของสองประเทศแม้ต่างระบอบกันก็พึ่งพากันอย่างดี เมื่อมหามิตรของไทยอย่างสหรัฐยังมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับจีน ประเทศไทยกล้าที่จะตัดสัมพันธ์กับจีนเพราะเกลียดชังลัทธินี้ได้อย่างไร ? นอกจากนั้น ไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนปีละหลายล้านคน ส่งสินค้าไปขายหลายพันล้านบาท ซื้อสินค้าสำคัญราคาถูกจากจีน เงินกู้หลายพันล้านบาทของจีน แม้แต่อาวุธหลายรายการก็ซื้อจากจีน รัฐบาลไทยกล้าสร้างความเกลียดชังพวกคอมมิวนิสต์ให้อยู่ในความรู้สึกของคนไทยได้หรือ ? ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกซึ่งไทยได้รับผลกระทบรุนแรงจากการไร้ความสามารถของรัฐบาลกำลังรอคอยให้จีนยอมปล่อยเงินกู้ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไว้ ณ วันนี้รัฐบาลไทยและนายทหารผู้ใหญ่บางคนกำลังสร้างภาพปีศาจร้ายคอมมิวนิสต์ให้คนไทยหวาดกลัวและต้องกำจัดพวกเขา ทั้งที่เป็นแค่ความเห็นแตกต่างจากรัฐบาลเท่านั้น โดยตั้งข้อกล่าวหาไปยังศัตรูการเมืองว่า นิยมฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง ทั้งที่รัฐบาลไทยต้องพึ่งพาเงินทองและประชากรสัญชาติคอมมิวนิสต์อย่างมาก อีกทั้งการยัดเยียดข้อกล่าวหานี้จะกลายเป็นชนวนบาดหมางระหว่างไทยกับจีนในวันหน้าด้วย แล้วยังรวมไปถึงสหประชาชาติที่ต้องจับตามองความอยุติธรรมซึ่งรัฐบาลไทยกระทำต่อศัตรูการเมืองด้วยข้ออ้างความต่างทางลัทธิความเชื่อเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังกระทำต่อศัตรูการเมืองด้วยการปลุกผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาใหม่ มองเห็นชัดว่า รัฐบาลหวั่นไหวต่อพลังคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยของแท้ ขณะที่รัฐบาลมาจากอิทธิพลนอกกฎหมาย และหมดหนทางจะลดทอนพลังนั้นได้ จึงต้องนำแผนเก่าแก่กลับมาใช้ใหม่ด้วยการยัดเยียดปีศาจร้ายคอมมิวนิสต์ให้ศัตรูการเมือง อันบ่งบอกต่อสาธารณชนได้ชัดว่า รัฐบาลนี้ขาดวิสัยทัศน์กว้างไกลและเท่าทันยุคสมัย นอกเหนือจากขาดภาวะผู้นำแท้จริงแล้ว การตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกคอมมิวนิสต์ คือ เป็นศัตรูกับจีนและรัสเซีย ส่วนการยัดเยียดข้อกล่าวหาคอมมิวนิสต์แก่ศัตรูการเมือง คือ ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยที่ปฏิบัติต่อผู้มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาลอันขัดต่อหลักประชาธิปไตยที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไทยชุดนี้ถูกจับตามองจากสหประชาชาติและสหรัฐ มหามิตรของไทยที่ต้องการให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น มิใช่ระบอบเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์ ส่วนไทยยิ่งใหญ่พอจะยืนหยัดต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว โดยมีจีนกับรัสเซียเป็นศัตรูทางระบอบการเมืองแน่หรือ ? คนไทยควรประเมินการเมืองของรัฐบาลที่กำลังทำอยู่ว่า สมควรเป็นตัวแทนประเทศไทยในเวทีโลกได้หรือ ? รัฐบาลกำลังทำตนเป็นศัตรูกับประเทศที่ปกครองแบบคอมมิวนิสต์และยัดเยียดข้อ
******************************* 5/2/2009 สื่อไทย วันวาน และ วันนี้วันนี้ วันวาน ของสื่อไทย เขียนโดย แก้วมณี
การทำงานของสื่อมวลชนไทยทุกแขนงมีความไม่ปกติมาตั้งแต่ก่อนเกิดปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 แล้ว เมื่อคนไทยคิดทบทวนข่าวในหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ รวมไปถึงสื่อแขนงล่าสุด คือ สถานีดาวเทียม ASTV จะพบความไม่ปกติตามหน้าจอทีวี หน้าหนังสือพิมพ์หรือบทความในสื่อ รายการวิเคราะห์การเมืองหรืออ่านข่าวตามวิทยุหลัก ส่วนวิทยุชุมชนกับสถานีดาวเทียมเพิ่งเกิดขึ้นและถูกนำไปใช้หลายวัตถุประสงค์เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายในเวลานั้นควบคุมดูแลเหมือนคลื่นหลัก ส่วนสถานีดาวเทียมก็เกิดขึ้นมากโดยเน้นเพื่อความบันเทิงและเพิ่มรายได้เป็นหลัก สถานีเดียวที่เปิดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง คือ สถานี ASTV ก่อนปีพ.ศ.2549 เน้นรายการทำลายรัฐบาลเลือกตั้งของอดีตนายกฯทักษิณเป็นหลัก ปกติสื่อมวลชนแต่ละแขนงจะมีจรรยาบรรณเป็นตัวควบคุมเนื้อหาและวิธีทำงานให้อยู่ในกรอบขอบเขตที่เหมาะสมและเป็นไปตามหน้าที่ โดยเฉพาะการทำงานด้านข่าวสารข้อมูลซึ่งนำเสนอต่อสาธารณชน ตั้งแต่ก่อนปีพ.ศ. 2549 จนถึง ปีพ.ศ. 2552 เกิดความสั่นคลอนและเคลือบแคลงใจกับการทำงานของสื่อมวลชนไทย รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอต่อคนไทยว่า มันเป็นข้อมูลจริงหรือต่อเติมบิดเบือนไปจากความจริงเพื่อสนองนโยบายรัฐและมีการละเลยจรรยาบรรณผู้สื่อข่าวหรือไม่ ก่อนปีพ.ศ. 2549 ฝ่ายค้านในเวลานั้น คือ พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มักให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยและเทศว่า รัฐบาลควบคุมสื่อ ปิดหู ปิดตา ประชาชน เวลานั้นหนังสือพิมพ์แทบทุกคอลัมน์เขียนโจมตีรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณอย่างชัดเจน และไม่เคยมีคำสั่งปิด แม้แต่การแถลงแก้ข่าวของรัฐบาลยังถูกหนังสือพิมพ์ปิดกั้นหรือให้ความสนใจน้อยมาก ทำให้คนไทยรับฟังหรือดูเพียงข้อมูลที่เป็นการโจมตีรัฐบาล หลายข่าวเป็นความเท็จที่ถูกพิสูจน์กลางสาธารณชน แต่สื่อก็กลบเกลื่อนข่าวแล้วหาเรื่องใหม่มาโจมตีรัฐบาล ด้านสื่อฟรีทีวี 6 ช่องเสนอข่าวอย่างเต็มที่โดยเน้นข่าวข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้าน การประท้วงของม็อบเสื้อเหลืองหรือโกเต๊กซ์เป็นหลัก ช่องไอทีวีซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลโดยตรงจากการซื้อหุ้นของอดีตนายกฯทักษิณก็เสนอข่าวประท้วงของม็อบเสื้อเหลืองและฝ่ายค้านในอัตราส่วนมากกว่าของรัฐบาล เนื่องจากม็อบและฝ่ายค้านใช้พื้นที่เสนอข่าวมากกว่ารัฐบาลซึ่งตกเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด คือ ถูกกล่าวหาก็ตอบโต้เป็นรายครั้ง อีกทั้งรัฐบาลยึดถือหัวใจสำคัญของหลักประชาธิปไตย คือ เสรีภาพในการแสดงข้อมูลหรือรับรู้ข่าวสาร ขณะที่อีกฝ่ายใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือทำลายรัฐบาลอย่างมีแผนการไว้ล่วงหน้าแล้ว สื่อมวลชนไทยเป็นเครื่องมือปลุกระดมคนไทยกลุ่มเป้าหมาย คือ คนที่รับฟังแล้วเชื่อทันที โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผลก่อน คนประเภทนี้มักใช้ชีวิตในบ้านหรือไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองหรือคนไม่ชอบการคิดวิเคราะห์หรือมีอคติต่อรัฐบาลอยู่แล้ว สถานีดาวเทียมทางการเมือง คือ สถานี ASTV เจ้าของสถานีประกาศตั้งตนเป็นศัตรูกับรัฐบาลเลือกตั้งตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯทักษิณ ท่านสมัคร และท่านสมชาย อย่างชัดเจนและใช้พื้นที่เพื่อเสกสรรปั้นแต่งข้อมูลข่าวสารในสังคมและการเมืองไทยเพื่อทำลายรัฐบาลโดยจงใจและมีเป้าหมายหลักในการกล่อมเกลาคนดู เพิ่มความเชื่อในตัวเขาฝังหัวไว้ อันเป็นวิธีเดียวกับพวกคอมมิวนิสต์ใช้ล้างสมองคนที่ไม่เห็นพ้องกับตนในค่ายอบรมปรับทัศนวิสัยซึ่งเคยนิยมใช้ในรัสเซียและจีนช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่หรือยุคนาซีเยอรมันเรืองอำนาจ คือ การให้ได้ยิน ได้เห็น ตั้งแต่เช้ายันนอนว่า บุคคลเป้าหมายเป็นคนเลว คนชั่วช้า ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โดยนำเสนอภาพที่ปรับเปลี่ยน เสียงที่แต่งหรือตัดต่อให้บุคคลนั้นเป็นคนเลวทราม ใช้นักพูดกล่อมเกลาคนฟังให้เชื่อหรือคล้อยตามเขา กลุ่มเป้าหมายที่จะใช้วิธีขัดเกลานี้ได้ผลสูงสุด คือ คนมีจิตอ่อนหรือคนมีการศึกษาต่ำหรือคนที่ไม่ค่อยรับรู้เรื่องราวในสังคมมากนัก อาทิ แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา คนแก่ นักลุ่มหลงวิชาการ เป็นต้น คนประเภทนี้มีได้ทั้งชายและหญิง อ่านหนังสือไม่ออกจนถึงปริญญาเอก เราคงไม่ลืมว่าคนบ้าหวยที่นั่งขูดกิ่งไม้หาเลขเด็ดเรียนจบปริญญาเอกก็มีให้เห็นในสังคมไทย รายการของสถานีแห่งนี้ใช้วาจาหยาบคาย ข้อมูลเท็จ ผู้จัดเน้นกรอกหูและตาให้เห็นเพียงบุคคลเป้าหมายเป็นคนเลวที่คนดูต้องเป็นคนชำระล้างความชั่วนี้ไปจากแผ่นดิน และผู้ทำงานนี้คือ คนดีที่รักแผ่นดินเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นสาวกของสถานีดังกล่าวกล้ายึดสนามบินระหว่างประเทศ กล้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาล กล้ากักตัวชาวต่างชาติ กล้าทำร้ายคนที่เห็นแตกต่าง กล้าสร้างอาณาจักรอิสระในเมืองหลวง หากมองให้ถ่องแท้จะพบว่า เหล่าสาวกอยู่ในสภาพเดียวกับผู้หลงใหลเจ้าลัทธิอำมหิตในอเมริกาซึ่งใช้คำพูด การแสดงออก กับสาวกเพื่อให้เชื่อถือและยอมตายเพื่อเขาคนเดียว ม็อบเสื้อเหลืองที่ติดตามสถานีดังกล่าวยอมตายตามคำสั่งของแกนนำและไม่เกรงกลัวกฎหมายด้วยวิธีปลูกฝังความเชื่อที่เป็นอันตรายต่อสังคม แม้การทำงานของสถานีแห่งนี้จะเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนไทยทั้งประเทศ แต่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลก็ยังไม่คำนึงถึงอันตรายต่อชาติ ปล่อยให้สถานีแห่งนี้ใช้คำหยาบ กล่าวความเท็จ ปลุกระดมคนไทยบางส่วนให้สร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างชัดเจน ไม่ว่าด้วยอิทธิพลมืดหรือการเฉยเมยของผู้เกี่ยวข้องในคดี ล้วนบอกชัดว่า งานยุติธรรมไทยยังไร้ประสิทธิภาพและมิได้ปกป้องคนไทยผู้สุจริต ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่คนไทยละเลยหรือไม่สนใจกับความคงอยู่ของสถานีแห่งนี้ คือ ไม่มีโฆษณาทางการค้า งบการเงินขาดทุนเป็นร้อยล้านต่อปีนับแต่ก่อตั้งมา เงินทุนเพื่อดำเนินงานมาจากส่วนใด งานมุ่งเน้นโจมตีรัฐบาลเลือกตั้งเป็นหลัก แต่ยังออกอากาศต่อไปได้โดยเรี่ยไรเงินจากผู้ร่วมชุมนุมอ้างว่าไปจ่ายเงินเดือนพนักงาน ผู้ถือหุ้นมิใช่พระหรือนักบวชหรือนักบุญ เชื่อว่าการก่อตั้งบริษัทดำเนินงานสถานีทีวีต้องการผลกำไรแบ่งปันกัน ผู้ถือหุ้นจึงรับผลขาดทุนฝ่ายเดียว แต่เจ้าของมีบ้านหรู ใช้รถฝรั่งราคาแพงระยับ ลูกน้องที่ต้องจ่ายค่าจ้างรายวันเดินล้อมหน้าล้อมหลังหลายสิบคน เงินทุนให้ทีวีออกอากาศมาจากส่วนใดกันแน่ทั้งที่งบการเงินก็ยังขาดทุนจนถึงทุกวันนี้ เหตุไฉนเจ้าหนี้จึงไม่ทวงคืนเงินกู้จากเจ้าของสถานี ขณะที่ลูกหนี้อื่นซึ่งมีหนี้สินสูงและขาดทุนมากกว่า 3 ปีติดต่อกันต่างถูกฟ้องล้มละลายหรืออยู่ในกระบวนไกล่เกลี่ยหนี้ไปแล้ว น่าเชื่อไหมว่า เงินบริจาคของผู้ร่วมชุมนุมสามารถประคองทีวีช่องนี้ให้ออกอากาศต่อไปได้ทั้งที่ไม่มีการชุมนุมอีกแล้ว แถมสินค้าที่ออกมาในยี่ห้อของตนก็ขายแทบไม่ได้ต้องรับภาระขาดทุนซ้ำอีก มีบางสิ่งซ่อนแฝงอยู่กับสถานีดาวเทียมแห่งนี้ซึ่งเป็นคำถามคาใจที่รอคำตอบจากผู้ชอบแสวงหาอยู่ มันน่าจะเป็นสารคดีเชิงข่าวที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่างในการสร้างกิจการทพิเศษแก่คนทั่วไปได้ศึกษากัน รัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณ ท่านสมัคร ท่านสมชาย ถูกฝ่ายค้านในเวลานั้นซึ่งคือ พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาตลอดเวลาว่า แทรกแซงสื่อมวลชน ร้องขอให้สื่อทำงานตามจรรยาบรรณ แต่ไม่มีสื่อใดถูกคำสั่งรัฐบาลให้ปิดกิจการ ยุติการทำงาน ทั้งที่หนังสือพิมพ์เสนอบทความ ข่าวสาร เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลเลือกตั้งอย่างชัดเจน สื่อทีวีก็เสนอข่าวฝ่ายค้านที่แถลงเป็นรายวันสลับกันไประหว่างหัวหน้าพรรคกับลูกน้อง แม้แต่การใช้พื้นที่ทีวีของรัฐ คือ ช่อง 11 อาทิตย์ละครั้งที่นายกฯจะพูดจากับประชาชนโดยตรง พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่า รัฐบาลใช้สื่อเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น ณ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยจากการเลือกตั้งแต่ใช้อิทธิพลล่าหาเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นจนเป็นรัฐบาลกำลังใช้ช่อง 11 และแผ่อิทธิฤทธิ์บังคับให้รายการที่นายกฯพูดเป็นทีวีพูลหรือรวมการเฉพาะกิจ อันเป็นการบังคับคนไทยต้องดูและฟังด้วย เขาทำพฤติกรรมเดียวกัน แต่เกิดต่างวาระและต่างผู้กระทำ กลับไม่ถือว่าเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นไปแล้ว เมื่อถูกติงด้วยคำพูดเดียวกับในอดีตสมัยเป็นฝ่ายค้าน คำตอบ คือ นายกฯต้องการสื่อสารและพูดจากับประชาชน ตอนนี้คงเห็นข้อเปรียบเทียบด้านพฤติกรรมใช้สื่อกับประชาชนระหว่างรัฐบาลวันนี้กับฝ่ายค้านวันวานชัดขึ้น คือ ข้าเป็นฝ่ายค้าน ก็ถือเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น เมื่อข้าเป็นรัฐบาล ก็เป็นการพูดคุยกับประชาชนเจ้าของเสียงเลือกตั้ง สื่อฟรีทีวีเป็นข้อเปรียบเทียบอีกอย่างของการแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลเสียงข้างน้อยและยึดกุมพื้นที่ข่าวสารที่บอกให้คนไทยรับรู้ในขอบเขตที่รัฐต้องการให้เห็นหรือฟังเท่านั้น นั่นคือ จำกัดขอบเขตการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนไทยไว้ อดีตฝ่ายค้านใช้วิธีแนบเนียนยิ่งขึ้นในการครองพื้นที่ให้ข้อมูลแก่คนไทยด้วยการให้บริษัทสื่อเอกชนเข้าไปควบคุมและจัดเตรียมข้อมูลข่าวสารที่ออกตามฟรีทีวีทุกช่องให้มีเนื้อหาเดียวกันและสอดคล้องกันตามนโยบายรัฐบาล คนไทยต้องทำใจให้ว่างแล้วมองฟรีทีวีทีละช่อง จักสังเกตได้ว่า ปกติแต่ละช่องจะมีสำนักข่าวของตน นักข่าว นักอ่านข่าวที่ปั้นขึ้นมาใช้เฉพาะช่อง วิธีนำเสนอข่าวที่เป็นรูปแบบของตน ทำให้คนไทยสามารถเลือกชมข่าวได้ตามความชอบของแต่ละคน ก่อนการปฏิวัติและสมัยท่านสมัคร ท่านสมชาย การเสนอข่าวยังมีรูปแบบหลากหลายในแต่ละช่องที่คนไทยเลือกดูได้ ปราศจากการบังคับ บีบคั้น ให้นำเสนอตามคำสั่งของรัฐบาลเลย แต่ ณ วันนี้ฟรีทีวีของไทยทุกช่องมีรูปแบบเสนอข่าว คนอ่านข่าว คนวิเคราะห์ ล้วนมาจากการควบคุมหรือนำเสนอโดยคนเนชั่น คนอ่านข่าวในทุกช่วงหลักด้านข่าวสารของทุกสถานีจะเป็นลูกจ้างจากเนชั่นทั้งสิ้น ทุกช่องจะใช้คนอ่านข่าวจากคนเนชั่นซ้ำหน้ากัน กระจายเวลากันไปตามช่องต่างๆ เนื้อหาข่าวและวิธีนำเสนอสอดแทรกความเห็นส่วนตัวหรือเน้นให้เสพข้อมูลเดียวกันทั้งวันทั้งคืน แม้แต่ช่องอสมท.ซึ่งมีสำนักข่าวไทยเป็นหัวใจหลักและมีบุคลากรประสิทธิภาพเยี่ยมครบทุกด้านทั้งวิทยุและทีวี การนำเสนอข่าว หัวข้อข่าว อ่านข่าว ยังต้องจ้างคนเนชั่นมารับผิดชอบงานแทนบุคลากรของตน อันเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายเกินเหตุ แต่รัฐควบคุมทิศทางข้อมูลได้ชัดเจนขึ้น ถ้าไม่ใช่แรงบีบคั้นประหลาดกระทำต่อทุกสถานี จะไม่เกิดภาพคนซ้ำหน้า ข่าวซ้ำเรื่อง เนื้อหาวนเวียนและเน้นสร้างภาพให้รัฐบาลอย่างจงใจและทำลายศัตรูการเมืองด้วยการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารต่อผู้ชม อันมีลักษณะคล้ายการล้างสมองของพวกคอมมิวนิสต์รัสเซียหรือจีนหรือนาซีเยอรมันซึ่งสามารถทำให้คนเยอรมันหลงคิดว่า เป็นคนพันธุ์พิเศษของโลกและอยู่เหนือคนทั้งโลกได้ การปิดพื้นที่หรือบิดเบือนข้อมูล หากสังเกตให้ลึกขึ้น ผู้ชมข่าวฟรีทีวีจากการนำเสนอของคนเนชั่นตามหน้าจอจะพบการสอดแทรกความเห็นส่วนตัวของผู้อ่าน ผู้สื่อข่าว เข้าไปในเนื้อข่าวทุกครั้งในเชิงส่งเสริมรัฐ ทำลายล้างศัตรูการเมืองของรัฐบาล อันเป็นการขัดต่อจรรยาบรรณนักข่าวอย่างชัดเจนที่ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน เป็นกลาง ผู้ชมคือผู้ตัดสินใจเท่านั้น ณ วันที่กองบรรณาธิการข่าวอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตัวแทนรัฐอย่างคนเนชั่นซึ่งเป็นคนหนุนให้เป็นรัฐบาลนี้ด้วยการช่วยทำลายล้างรัฐบาลเลือกตั้งเสียงข้างมากมาก่อน จึงไม่แปลกที่จรรยาบรรณของนักข่าวจะต้องถูกลดทอนลงหรือเมินเฉยไปเพื่อรักษาตำแหน่งในองค์กรของเขา มันเป็นการสมประโยชน์ระหว่างรัฐบาลและสื่อเอกชนซึ่งต้องการแรงสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล คนเนชั่นที่ยัดเยียดไว้ตามสถานีต่างๆช่วยให้ต้นสังกัดไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเองหรือช่วยหางานเสริม โดยแบ่งภาระไปให้ฟรีทีวีแบกรับไว้ บริษัทต้นสังกัดจึงมีโอกาสรอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนี้ได้ การสอดแทรกจากตัวแทนของรัฐตามสื่อฟรีทีวีซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังมีฐานะการเงินไม่ดีหรือยากจน จึงต้องดูสื่อฟรีเหล่านี้เป็นหลัก การกล่อมเกลาความเชื่อของคนไทยให้เป็นไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการจะเป็นเรื่องง่ายเพราะใช้ทฤษฎีเดียวกับสถานีดาวเทียม ASTV อีกไม่นานนี้คนไทยจิตอ่อนซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคมไทยจะกลายเป็นเด็กเชื่องและเชื่อฟังคำสั่งของรัฐอย่างเคร่งครัดโดยขาดวิจารณญาณด้วยสติปัญญาของตนเหมือนที่ระบบคอมมิวนิสต์เคยทำสำเร็จมาแล้วในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองให้เข้ากับความต้องการของพรรครัฐบาล แต่สิ่งที่มองสั้นไปเมื่อยังมีเสรีภาพในรัฐธรรมนูญอยู่ในสังคมไทย คือ ประตูสู่ข้อมูลข่าวสารสำหรับคนฉลาดและเจริญด้วยสติจะใช้เพื่อรักษาอุดมการณ์ประชาธิปไตยไว้มาจากหลายช่องทาง อาทิ อินเตอร์เนต การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศทุกรูปแบบ เคเบิ้ลทีวี สื่อเคเบิ้ลทีวีไทยช่องหนึ่ง คือ ทรูวิชั่น ช่อง TNN 24 ดูแลโดยอดีตบรรณาธิการข่าวซึ่งเป็นคนสหรัฐและยึดมั่นในจรรยาบรรณของคนข่าวสร้างพื้นที่ข่าวเป็นกลางและให้ผู้ชมรับฟังรอบด้านแล้วตัดสินใจด้วยตัวเองว่า เชื่อข้อมูลของฝ่ายใด ซึ่งต้องขอชื่นชมเจ้าของเคเบิ้ลทีวีที่ไม่ก้าวก่ายการทำงานด้านข่าวด้วยการให้เกียรติต่อการทำงานตามหน้าที่ หลายคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ไทยยังยอมรับในการนำเสนอข่าวตามจรรยาบรรณนักข่าวและผู้อ่านข่าว ซึ่งเป็นคนของสถานีเอง โดยเปรียบเทียบเนื้อหาข่าวในไทยที่เป็นกลางเทียบเท่ากับข่าวของซี เอ็น เอ็น ในสหรัฐฯ แม้ผู้ชมของสถานี TNN 24 จะเป็นคนไทยกลุ่มเล็กๆ แต่บอกให้สังคมไทยรับรู้ว่า พื้นที่ข่าวเป็นกลางและอิสระยังมีเหลืออยู่ ซึ่งสามารถชมทางเคเบิ้ลหรือทางเว็บไซด์ก็ได้ รัฐบาลมองว่าคนชมสถานีข่าวแห่งนี้เป็นกลุ่มเล็ก แต่มีอำนาจการเงินสูง งานจูงใจด้วยวิธีเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้ย่อมไม่ได้ผลแน่นอน จึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แล้วยังมีช่องข่าวต่างประเทศให้รับชมเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลได้อีกด้วย ณ วันนี้คนไทยต้องปรับตัวเองให้เข้ากับเทคโนโลยีแสวงหาความจริงด้วยข้อมูลข่าวสารรอบด้าน โดยเฉพาะสำนักข่าวต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากสื่อมวลชนไทยตั้งแต่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ฟรีทีวี ล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำจากตัวแทนรัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้วยจุดประสงค์เดียว คือ คนไทยรู้ข้อมูลเท่าที่รัฐบาลยอมให้รู้เท่านั้น สื่อใดที่ให้ข้อมูลขัดแย้งหรือไม่เข้าข้างรัฐบาลอย่างมาก จะถูกปิดทันทีโดยอาศัยอิทธิพลหรือพรรคพวกใต้อาณัตินายใหญ่คนเดียวกันที่อยู่ตามหน่วยงานรัฐหรือวงการตุลาการ แม้แต่การใช้จ่ายเงินเพื่อจ้างสื่อต่างชาติเขียนบทความส่งเสริมรัฐบาลก็ยังมีการทำอย่างต่อเนื่อง งานสร้างภาพลักษณ์รัฐบาลเป็นงานใหญ่และต้องใช้เงินสูงเพราะเบื้องหลังรัฐบาลมีบาดแผลมากและไม่ต้องการให้ใครขุดคุ้ยหรือเปิดแผลขึ้นใหม่ จึงต้องยึดกุมสื่อมวลชนให้ได้มากที่สุดเพื่อความอยู่รอดยาวนานตามคำสั่งของผู้หนุนหลังการตั้งรัฐบาลซึ่งรู้กันดีทั้งคนไทยและคนทั่วโลกว่า ต้นทุนการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้สูงลิบเพราะลงทุนฆ่าเพื่อน ซื้อคน และเกือบต้องฆ่าม็อบเสื้อเหลืองที่ยึดสนามบินแห่งชาติเพราะขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งให้สิทธิ์ฆ่าผู้ยึดสนามบินนานาชาติแก่กองทัพสหประชาชาติเพื่อปลดปล่อยคนต่างชาติและสนามบินได้ โดยกระบวนการยุติธรรมไทยต้องยอมก้มหน้ารับคำติฉินนินทาไปทั่วโลกว่าทำงานไร้มาตรฐานเมื่อใช้เวลาตัดสินคดีไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในสามคดีสำคัญระดับชาติเพื่อช่วยชีวิตม็อบเสื้อเหลืองและกำจัดนักการเมืองศัตรูของพรรคในอาณัติส่วนตัวของเขาคนนั้นนับร้อยคนในเวลาเดียวกัน วิชาชีพสื่อมวลชนมีจรรยาบรรณกำหนดขอบเขตว่า นักข่าวควรนำเสนอข้อเท็จจริงโดยไม่สอดแทรกความเห็นส่วนตัวในเนื้อข่าว นักอ่านข่าวหรือนักเล่าข่าวต้องเสนอข้อมูลข่าวสารตามความเป็นจริงโดยปราศจากความเห็นส่วนตัวและอคติ นักวิเคราะห์ข่าวต้องเสนอข้อเท็จจริงและมุมมองตามความรู้ของเขาโดยปราศจากอคติและไม่บิดเบือนความเห็นเพื่อเชิดชูหรือทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ห้ามการปั้นข่าว ไม่ยอมตนเป็นเครื่องมือทำลายจรรยาบรรณสื่อมวลชนและทำลายเกียรติภูมิของคนข่าวที่สืบทอดกันมานาน วันนี้ความน่าเชื่อถือในข่าวสารจากฟรีทีวีสูญสลายไปสิ้นแล้ว แม้จะถูกบังคับให้รับฟังหรือชมเพราะสถานภาพการเงินไม่อำนวย แต่ข้อมูลข่าวสารมีการรับรู้จากอินเตอร์เนต สื่อที่ทำสำเนาแจกจ่ายกันง่าย โดยรัฐธรรมนูญเป็นหัวใจสำคัญที่รับรองให้คนไทยแสวงหาข้อมูลข่าวสารได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น สถานีดาวเทียมเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายข่าวสารซึ่งรัฐบาลกำลังสร้างสองมาตรฐานขึ้นให้คนไทยเห็นถนัดตา เมื่อ ASTV นำเสนอเรื่องการเมืองด้วยถ้อยคำหยาบและการบิดเบือนทุกอนูของข่าวสาร กับ D-Station ซึ่งเน้นสาระทางการเมืองเช่นเดียวกัน ใช้วาจาสุภาพ เน้นให้ใช้สติคิดพิจารณาเนื้อหาและหลักฐานต่างๆซึ่งนำเสนอในรายการ และใช้เสรีภาพในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน แต่ได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมาก การยัดเยียดสารพัดข้อกล่าวหาเพื่อปิดสถานี D-Station ซึ่งให้ข้อมูลแตกต่างจากอีกสถานีหนึ่งอย่างสิ้นเชิง และกำลังเป็นที่ยอมรับของคนไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งแย่งสาวกของม็อบเสื้อเหลืองไปมากด้วยวิธีนำเสนอใหม่และความจริงหลายอย่างถูกแฉอย่างมีเหตุมีผลโดยสถานีน้องใหม่นี้ซึ่งกระตุ้นให้คนไทยใช้สติไตร่ตรองได้เพิ่มขึ้น อันกลายเป็นศัตรูการเมืองของรัฐบาลไปโดยปริยาย การปิดสถานีดาวเทียมของไทยครั้งนี้เป็นการแฉความเป็นเผด็จการของรัฐบาลด้วยตัวเองให้คนไทยและชาวโลกเห็นถนัดตาเพราะมีการปฏิบัติสองมาตรฐานกับสองสถานีซึ่งสัมผัสได้ด้วยวิจารณญาณของคนไทยเมื่อความเห็นการเมืองของสถานีหนึ่งแผ่กระจายได้เต็มที่ รัฐบาลไม่กล้าแตะต้องด้วยคำพิพากษาว่า การเปิดสถานีเป็นเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทั้งที่สถานีปลุกระดมให้คนมายึดทำเนียบ สนามบิน ฝ่าฝืนกฎหมาย แต่อีกแห่งถูกปิดด้วยข้อกล่าวหาว่าแพร่ภาพเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองเพราะเห็นแตกต่างจากรัฐบาล สื่อมวลชนไทยไม่ดิ้นรนเพื่อหาอิสรภาพทางวิชาชีพให้ตัวเองด้วยความกลัว เสรีภาพของสื่อมวลชนถูกย่ำยีด้วยรัฐบาลซึ่งมีแนวคิดเผด็จการ ความน่าเชื่อถืออันเป็นศักดิ์ศรีของคนข่าวจึงเสื่อมลง ภาพลักษณ์ตกต่ำของสื่อไทยย่อมเกิดขึ้นในจิตวิญญาณของคนไทยด้วยการดูแคลนข้อมูลข่าวสารที่นักข่าวเก็บเกี่ยวและคัดเลือกเสนอให้คนไทยรับรู้หรือฟังหลายชั่วโมงต่อวัน แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับไม่เชื่อถือข่าวเหล่านั้น ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากการทำงานไร้จรรยาบรรณหรือมาตรฐานต่ำของคนข่าวซึ่งไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีในวิชาชีพ ข่าวสงกรานต์เลือดหรือความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดงตอกย้ำการทำงานด้านข่าวสารว่า สื่อไทยวันนี้หรือวันวานก็ยังไม่น่าเชื่อถือในความรู้สึกของคนไทย สื่อไทยกำลังเดินถอยหลังไปอยู่ใต้อำนาจของรัฐบาลเผด็จการ แต่สื่อนอกเรียกศรัทธาจากคนไทยได้มากกว่าด้วยความจริงความแม่นยำ และความอิสระสมกับเป็นสื่อมวลชนระดับสากล มันอาจถึงเวลาปฏิวัติสื่อมวลชนไทยด้วยจิตสำนึกการเป็นคนข่าวแท้จริงและสติปัญญาไตร่ตรองคัดกรองของคนรับข่าวสารเพื่อให้มีมาตรฐานเท่าจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ได้แล้ว ยังไม่ต้องเทียบชั้นกับสื่อชาติตะวันตกก็ได้ ************************** |
|
|