Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    6/29/2007

    เสรีภาพความเห็น : วันวานกับวันนี้

    เสรีภาพความเห็น : วันวานกับวันนี้

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    หลายท่านคงลืมว่ากรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎอัยการศึก ทั้งที่หลายจังหวัดออกจากกฎอัยการศึกไปแล้ว นั่นหมายความว่า สิทธิเสรีภาพตามธรรมนูญชั่วคราวของคณะบริหารประเทศยังไม่อาจใช้กับคนกรุงเทพฯได้เต็มที่ดังที่เขียนไว้ คำสั่งของผู้บัญชาการทหารจะอยู่สูงเหนือรัฐบาลในท้องที่ซึ่งประกาศใช้กฎอัยการศึกตามวัตถุประสงค์คือ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ เสรีภาพของคนเมืองหลวงหลายอย่างจึงมีขอบเขตเข้มงวดพิเศษ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯหรือท้องที่อื่นซึ่งกฎอัยการศึกยังมีผลใช้บังคับอยู่ การแสดงความเห็นแตกต่างจากรัฐบาลหรือการชุมนุมเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของกลุ่มบุคคลถือเป็นเรื่องหลักที่ต้องควบคุมเข้มงวด นอกจากนั้นยังขยายการควบคุมไปยังสื่ออินเตอร์เนตด้วย เช่น กระดานข่าว บล็อกส่วนตัว ในเว็บไซด์ เป็นต้น เพื่อสกัดหรือกำจัดความเห็นแตกต่างกับผู้บริหารประเทศหรือคณะปฏิวัติ โดยใช้อำนาจของกระทรวงทบวงกรมบีบคั้นให้จำกัดเสรีภาพการแสดงออกของผู้ที่ไม่เห็นพ้องกับตน

    หลายเว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นพาดพิงทางการเมืองหรือสังคมจักถูกปิดกั้น ข่มขู่ มิให้ทำงานตามวัตถุประสงค์ของพวกเขา แม้แต่เว็บพันทิปซึ่งถือเป็นชุมชนโลกไซเบอร์ที่ใหญ่สุดในเมืองไทยยังต้องยอมปิดกระดานข่าวการเมืองของตัวเองเพื่อมิให้สมาชิกแสดงความเห็นที่อาจสร้างความไม่พอใจแก่คณะบริหารประเทศ นอกจากนั้นยังต้องคอยสกัดกั้นสมาชิกที่อาจใช้กระดานข่าวอื่นแสดงเจตนาไม่สอดคล้องกับคณะบริหารด้วย จึงมีนโยบายระงับสมาชิกสภาพเป็นเครื่องมือหลักที่ทรงพลังในระดับหนึ่ง ทำให้เว็บดังกล่าวหันไปสนใจงานบันเทิงเริงรมย์เพื่อไม่ถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลหรือกระทรวงไอซีทีซึ่งเคยติงการแสดงความเห็นในเว็บดังกล่าวมาแล้ว แต่สิ่งที่คนไทยสูญเสียไปคือ เสรีภาพทางความเห็นที่จำกัดและขาดความหลากหลายด้านมุมมอง แต่จะเน้นความบันเทิงสารพัดแบบ

    ถ้ามองย้อนกลับไปก่อนเกิดการปฏิวัติครั้งล่าสุด หน่วยงานรัฐที่ดูแลข้อมูลทางเว็บไซด์ที่เป็นภัยต่อสังคม เว็บโป๊ ซึ่งมีการปิดไปมากมายแล้ว แม้จะมีการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลเดิมอย่างเข้มข้นโดยมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและขัดแย้งกันอย่างมาก ก็ยังไม่มีการปิดเว็บที่มีบอร์ดแสดงความเห็นเลย แม้แต่เว็บพันทิปซึ่งบอร์ดราชดำเนินมีการแสดงความเห็นรุนแรงและขัดแย้งกันมาก รัฐบาลในเวลานั้นก็ยินยอมให้ประชาชนแสดงความเห็นเต็มที่ทั้งที่ส่งผลร้ายต่อรัฐบาลอย่างมาก แต่มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ เมื่อกลับมาดูในวันนี้เว็บตัวอย่างแรก คือ เว็บพันทิป ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่หลังการปฏิวัติ ห้องราชดำเนินต้องปิดตัวด้วยใจสมัครเพื่อเลี่ยงการเพ่งเล็งของหน่วยงานรัฐที่ไม่ชอบนโยบายของห้องนี้ที่เปิดกว้างให้คนเข้าแสดงความเห็นซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและขัดแย้งกับรัฐบาล จึงมีคำขู่จากกระทรวงที่ดูแลเว็บไทยมาเป็นระยะ เพื่อเห็นแก่ความอยู่รอดของห้องต่างๆและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกัน เจ้าของเว็บจำต้องยอมปิดห้องราชดำเนินด้วยใจสมัครเพื่อมิให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจปิดเว็บซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆของเว็บได้ มันเป็นการยืดหยุ่นเพื่อรักษาเว็บไซด์ดังกล่าวไว้ นอกจากนั้นยังสร้างนโยบายไล่ออกหรือระงับสมาชิกสภาพชั่วคราวเมื่อทีมงานเว็บพิจารณาเห็นควรฝ่ายเดียวซึ่งใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้นผู้ที่อาจสร้างความเสียหายแก่เว็บโดยไม่ต้องฟังคำชี้แจงก่อนมีคำตัดสินหรือไม่มีคำเตือนก่อนตามหลักสากลของชุมชนที่มีสมาชิกอยู่ร่วมกัน หากสังเกตให้ลึกซึ้งจะมองเห็นความเฉยชาของหลายเว็บที่จะเน้นไปยังความบันเทิงเริงรมย์มากที่สุดทั้งที่เคยเป็นเว็บยอดฮิตของคนช่างคิดช่างมอง ซึ่งเป็นความน่าเห็นใจเพราะกรุงเทพฯยังอยู่ในกฎอัยการศึก แล้วความอิสระของเว็บไซด์ด้านความคิดเห็นของบุคคลจะมีได้อย่างไร การปิดเว็บไซด์ในรัฐบาลปัจจุบันจะเน้นไปที่เว็บความเห็นแตกต่างจากรัฐบาลหรือไม่เห็นพ้องกับการปฏิวัติยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยมากกว่าเว็บโป๊หรือเว็บที่เป็นอันตรายต่อเยาวชนเพื่อสร้างความมั่นคงให้ทีมบริหารบ้านเมืองเป็นหลัก หากมองเปรียบเทียบกับช่วงต้นปีที่แล้วเชื่อว่า คนไทยคงมองเห็นระดับเสรีภาพที่ตกต่ำลงของตนชัดขึ้นอย่างแน่นอน คนไทยคงต้องทำใจและเมินไปมองสิ่งรื่นรมย์อื่น เพื่อไม่ต้องอนาถใจกับความล้าหลังด้านเสรีภาพการแสดงความเห็นที่แตกต่างกันหลังการปฏิวัติล่าสุด พวกเราต้องยอมรับความจริงว่า ณ วันนี้ประเทศไทยมิได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยเพราะขาดองค์ประกอบสำคัญของระบอบนี้ คือ รัฐธรรมนูญโดยคนไทยหัวใจประชาธิปไตย การเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพแท้จริง แต่ต้องยอมรับอำนาจปกครองแบบเผด็จการด้วยความสงบและใจเย็น มันเป็นวิถีทางพุทธที่จะมีการถือกำเนิดและแตกดับในท้ายที่สุด ไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงสัจธรรมนี้ได้เลย เวลาจะเป็นผู้ตัดสินคนสุดท้ายที่ไม่มีใครโต้เถียงได้

     

    *****************************

    สมรสซ้อน

    เขียนโดย  ลีลา LAW

     

     

    ประเทศจะมีความสงบสุขได้ต้องมีกฎหมายกำหนดขอบเขตสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพของแต่ละบุคคล ดูแลด้านศีลธรรมของประชาชน ด้วยการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์หรือลงโทษผู้ทำละเมิดกฎหมาย ส่วนกฎหมายครอบครัวบัญญัติขึ้นเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งและปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างสามีภรรยาและลูกอย่างมีศีลธรรม เป็นที่ทราบดีว่าการสมรสในประเทศไทยนั้นกฎหมายจะคุ้มครองสิทธิและความรับผิดชอบระหว่างชายและหญิงเมื่อมีการจดทะเบียนสมรสเท่านั้น แล้วยังกำหนดเด็ดขาดว่า จักจดทะเบียนเป็นคู่สมรสได้ครั้งละหนึ่งคนเท่านั้นตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติว่า  ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

    การจดทะเบียนสมรสครั้งที่สองในขณะที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่หย่าขาดตามกฎหมายนั้น เราเรียกกันว่า สมรสซ้อนหรือจดทะเบียนซ้อน ซึ่งเป็นข้อห้ามที่มีผลทางกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1495 ว่า การจดทะเบียนสมรสซ้อน ถือเป็นโมฆะ  อันส่งผลให้การสมรสครั้งที่สองไม่มีผลทางกฎหมายทันที เมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายยกเรื่องนี้ขึ้นกล่าวอ้างให้เป็นที่รับทราบแก่เจ้าของทะเบียนที่สองหรือบุคคลภายนอก

    การบอกอ้างถึงการสมรสซ้อนซึ่งผิดกฎหมายนั้นบัญญัติให้อำนาจไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 ว่า  การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือ ร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้  ดังนั้น การบอกล้างทะเบียนสมรสซ้อนนั้นคู่สมรสซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิ์เลือกวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บอกล้างด้วยวาจา หรือ ขอใช้อำนาจศาล ทั้งสองวิธีจักส่งผลต่างกันที่เวลาเท่านั้น คือ การบอกกล่าวด้วยวาจาส่งผลให้ทะเบียนสมรสซ้อนไร้ผลทันทีและมีผลเฉพาะคู่กรณีกัน ยังไม่ถือว่าบุคคลภายนอกรับรู้ด้วยจนกว่าจะให้บันทึกไว้ในทะเบียนซ้อนฉบับนั้นแล้ว ส่วนกรณีร้องขอให้ศาลพิพากษาการสมรสซ้อนเป็นโมฆะจักใช้เวลาพิจารณาคดีนานพอควร แล้วมีขั้นตอนที่ศาลต้องแจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสซ้อนใบนั้น มันจึงมีผลทางกฎหมายต่อคู่พิพาทและบุคคลภายนอก

    หลายคนอาจสงสัยต่อไปว่า การบอกล้างทะเบียนสมรสซ้อนต้องทำเมื่อใดหรือมีกำหนดเวลาสิ้นสุดหรือไม่ กรณีเวลาบอกล้างดังกล่าวได้มีการพิพาทระหว่างคู่สมรสเรื่องจดทะเบียนซ้อนถึงศาลฎีกาและเป็นบรรทัดฐานแล้วใน คำพิพากษาฎีกาที่ 3423/2549  การกล่าวอ้างความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรม กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้ ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกความเป็นโมฆะของการสมรสซ้อนขึ้นกล่าวอ้างเมื่อใดก็ได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30  มันหมายความว่าคู่สมรสยกความเป็นโมฆะกรรมของทะเบียนสมรสซ้อนเวลาใดก็ได้โดยไม่มีอายุความ ดังนั้น แม้ภรรยาตามทะเบียนจะพบเรื่องทะเบียนซ้อนเมื่อสิบปีผ่านไปแล้ว ก็ยังใช้สิทธิ์กล่าวอ้างความเสียเปล่าของโมฆะกรรมนี้ได้

    การกล่างอ้างความเสียเปล่าของโมฆะกรรมในทะเบียนสมรสซ้อนเกิดผลทางกฎหมายกับคู่กรณีทันที ถือว่า ไม่มีการจดทะเบียนซ้อนฉบับนั้นเลย อันส่งผลให้ฝ่ายที่มีชื่อในทะเบียนที่สองไม่เกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายตามกฎหมายมรดก หากพบว่ามีการจดทะเบียนซ้อน คู่สมรสที่ได้รับความเสียหายควรใช้สิทธิ์กล่าวอ้างความเสียเปล่าของโมฆะกรรมครั้งนี้ทันทีเพื่อรับการคุ้มครองทางกฎหมายก่อนจะดำเนินการทางทะเบียนต่อไป และเป็นการป้องกันผลประโยชน์ทางฝ่ายตนไว้

    ผู้ใดกระทำตามขั้นตอนของกฎหมายย่อมได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างเสมอภาค ตัวอย่างซึ่งทำให้ภาพชัดขึ้นกรณีผลของทะเบียนสมรสซ้อน คือ นายผยอง จดทะเบียนสมรสกับ นางกลิ่น ต่อมาไปจดทะเบียนกับ นางเด็ดดวง เมื่อนางกลิ่นทราบเรื่อง จึงใช้สิทธิ์บอกล้างพร้อมหลักฐานทะเบียนสมรสให้นางเด็ดดวงรับทราบชัดเจน ผลทางกฎหมายระหว่างนายผยอง นางกลิ่น และนางเด็ดดวง คือ

    1. ทะเบียนสมรสระหว่างนางเด็ดดวง กับ นายผยอง เป็นโมฆะและถือว่าไม่มีมาแต่ต้น

    2. ถ้านายผยองให้ทรัพย์สินใดอันเป็นสินสมรสของนางกลิ่นกับนายผยองแก่ นางเด็ดดวง โดยเสน่หา นางกลิ่น ภรรยาตามทะเบียนมีสิทธิ์ทวงทรัพย์สินคืนได้ครึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์สินนั้น เช่น นายผยองซื้อรถยนต์มูลค่าห้าแสนบาทให้นางเด็ดดวง ไม่ว่าก่อนหรือหลังจดทะเบียนซ้อน เมื่อรถซื้อด้วยเงินสินสมรส นางกลิ่นย่อมใช้สิทธิ์เรียกรถยนต์คืนตามมูลค่าครึ่งหนึ่งได้ คือ สองแสนห้าหมื่นบาท เป็นต้น

    3. นางกลิ่นอาจใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากนางเด็ดดวงซึ่งมีสัมพันธ์ทางเพศและได้รับเงินเลี้ยงดูจากนายผยอง รวมทั้งยังเรียกเงินค่าทดแทนความเสียหายประเภทนี้จากผู้เป็นสามีได้อีกด้วย

    4. นายผยองอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานให้ข้อมูลเท็จต่อนายทะเบียน

    เมื่อกฎหมายกำหนดชัดให้จดทะเบียนสมรสได้ครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น ย่อมใช้บังคับกับคนไทยอย่างเสมอภาคและทุกศาสนาด้วย ส่วนคำสอนทางศาสนาใดยินยอมให้มีสามีหรือภริยามากกว่าหนึ่งคน ย่อมทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยที่มีสิทธิ์จดทะเบียนสมรสและรับสิทธิทางกฎหมายต่างๆได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนบรรทัดฐานทางสังคมไทยหรือในโลกสากลจักยกย่องสามีหรือภริยาตามทะเบียนสมรสหรือตามกฎหมายที่ตนถือสัญชาติอยู่เท่านั้น ดังนั้น เราจึงควรเลือกพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเป็นคนอยู่ภายใต้กฎหมายหรือนอกกฎหมาย

     

    *********************************