Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
6/25/2008 เขาเธอ เขาฉัน อดีตของเราเขาเธอ เขาฉัน เขียนโดย ลูกแก้ว
คดีปราสาทเขาพระวิหารถูกนำไปใช้ปลุกระดมคนให้ต่อต้านและขับไล่รัฐบาลของปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเพิ่งเข้ารับหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชนได้เพียงสี่เดือน โดยไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างครบถ้วน เนื่องจากคดีนี้ผ่านมาถึง 46 ปีแล้วคนรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งไม่เข้าใจประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะคนที่ไม่เสาะหาข้อมูลจากหนังสือมาก่อน จึงหลงคารมเชื่อว่า ณ วันนี้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศไทย และกำลังจะสูญเสียมันให้เขมร แม้แต่นายทหารเกษียณบางคนยังมีอาการหลงชาติว่า ต้องต่อสู้ด้วยกำลังเพื่อรักษาเขาพันปีนี้ไว้ โดยหลุดออกไปอยู่ในโลกจินตนาการและไม่รับรู้ความจริงว่าปราสาทเขาพระวิหารนี้มิใช่ของไทยตามคำพิพากษาของศาลโลกที่คู่พิพาทในคดีต้องเคารพคำตัดสินนี้เฉกเช่นเดียวกับคำตัดสินคดีในศาลไทยที่แม้แต่นักโทษประหารชีวิตยังต้องยอมรับเพราะถือว่าเป็นการพิจารณาตามตัวบทกฎหมายของสังคมแล้ว คดีพิพาทแย่งชิงกรรมสิทธิ์ปราสาทเขาพระวิหารนั้นเกิดขึ้นในสมัยนายกรัฐมนตรีชื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์ ตอนนั้นไทยครอบครองเขาพันปีนี้ตามสิทธิ์สืบทอดจากบรรพชนไทย เมื่อเขมรตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมอันตรงกับรัชกาลที่ 5 ของไทยจึงใช้สิทธิ์เขียนแผนที่อาณาเขตของเขมรใหม่ สมัยก่อนการกำหนดอาณาเขตที่เป็นภูเขานั้นจะใช้สันปันน้ำเป็นหลักซึ่งเขาพระวิหารจะเป็นของไทยตามหลักนี้ แต่ฝรั่งเศสเขียนแผนที่ใหม่โดยลากเส้นครอบคลุมเขาพันปีที่มีปราสาทเก่าแก่นี้ให้อยู่ในเขตของเขมร ช่วงการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสการเมืองไทยยังอยู่สภาวะสับสนวุ่นวายแย่งชิงอำนาจกันและต้องพยายามป้องกันประเทศมิให้เป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส จึงไม่ใส่ใจกับแผนที่ใหม่ของฝรั่งเศส แต่ไทยยังคงกองกำลังทหารเฝ้ารักษาเขาพระวิหารไว้ เรื่องเก่าแก่นี้จึงคาราคาซังเรื่อยมา ต่อมาฝรั่งเศสแพ้สงครามในเวียดนามและต้องถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ด้วยความบอบช้ำทำให้หมดอิทธิพลในฐานะเจ้าอาณานิคมไปด้วย ผู้นำเขมรในเวลานั้นคือ เจ้าสีหนุ ต้องการใช้คดีนี้สร้างบารมีและเชื่อมั่นในอิทธิพลของฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อีกทั้งยังมีอำนาจครอบงำในศาลโลก โดยเฉพาะเขมรเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาก่อน จึงเชื่อว่าฝรั่งเศสต้องสนับสนุนคดีนี้แน่ เขมรฟ้องคดีเรียกร้องกรรมสิทธิ์ปราสาทเขาพระวิหารไปที่ศาลโลกด้วยความมั่นใจในชัยชนะจากหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่ฝรั่งเศสทำไว้และประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับชนชาติขอมหรือเขมรในปัจจุบัน ตามกฎหมายสากลนั้นศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ต่อเมื่อสองประเทศยินยอมรับอำนาจพิพากษาคดีด้วย นายกฯในเวลานั้นได้รับคำยืนยันจากทนายคนหนึ่งซึ่งมีประวัติการศึกษาชั้นยอดจากชาติตะวันตกว่า ไทยชนะคดีนี้อย่างแน่นอนเพราะนักรบบรรพชนไทยครอบครองเขาพันปีมานานตามหลักประวัติศาสตร์และถ้าใช้สันปันน้ำตามที่ถือกันทั่วไปในการแบ่งเขตแดนสำหรับภูเขา ไทยย่อมเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ทำให้ผู้นำตอบรับการพิจารณาคดีในศาลโลกแล้วปลุกระดมคนไทยให้ช่วยเหลือเงินทุนในการสู้คดีกันคนละ 1 บาทเพื่อใช้เป็นค่าจ้างทนายและค่าใช้จ่ายอื่นๆ กอปรกับทนายคนนี้ยืนยันต่อสาธารณชนว่า ไทยเป็นเจ้าของเขาพระวิหารนี้และชนะคดีอย่างแน่นอน ทำให้ผู้นำและคนไทยเชื่อถือประวัติการศึกษาจากต่างแดนของเขาจึงเชื่อมั่นตามคำพูดนั้นเต็มที่และร่วมใจกันบริจาคเงินเพื่อสู้คดีนี้ ระหว่างการพิจารณาคดีทนายคนนั้นได้ยอมรับความถูกต้องของแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตอนเป็นเจ้าอาณานิคมเมื่อเทียบกับแผนที่ของไทยซึ่งทำห่างจากฉบับของฝรั่งเศสนานมากทั้งที่มีความแตกต่างกันด้านระวางเขตแดน กอปรกับอิทธิพลแอบแฝงของฝรั่งเศสทำให้คำพิพากษาของศาลโลกในปีพ.ศ. 2505 ประกาศให้ปราสาทเขาพระวิหารกลายเป็นของเขมรตามพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ คือ แผนที่ของฝรั่งเศสซึ่งไทยรับรองความถูกต้องไว้ในศาล อันเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ไทยต้องพ่ายแพ้คดีตามหลักกฎหมายสากลที่ว่า นิ่งเฉยคือ การยอมรับโดยปริยาย เนื่องจากช่วงที่ฝรั่งเศสเขียนแผนที่ใหม่ ผู้ปกครองไทยในเวลานั้นมิเคยทักท้วงใดๆอย่างเปิดเผย แต่ทำนิ่งเฉย ศาลโลกจึงใช้หลักกฎหมายปิดปากกับผู้นิ่งเฉยว่าเป็นการยอมรับความถูกต้องของแผนที่ซึ่งทำล่าสุดตามหลักวิชาการเขียนแผนที่ แต่ขีดเส้นเขตแดนตามใจเจ้าอาณานิคม ทำให้เขมรชนะคดี ทั้งที่ไทยครอบครองเขาแห่งนี้ในฐานะผู้ชนะสงครามในอดีตมาแต่บรรพชนนับร้อยปีแล้ว โดยไม่คำนึงถึงประวัติศาสตร์สงครามระหว่างไทยกับเขมร ผู้นำไทยในเวลานั้นจำยอมรับคำตัดสินของศาลโลกด้วยการยกปราสาทเขาพระวิหารให้เขมร คนไทยต้องหลั่งน้ำตากับการพิจารณาคดีครั้งนั้นอย่างมากที่ต้องสูญเสียสมบัติของชาติที่บรรพชนไทยเก็บรักษาไว้ด้วยความกล้าหาญ แต่กลับพ่ายแพ้คดีเพราะเชื่อถือคำแนะนำจากทนายซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์คดีระหว่างประเทศมาก่อนในชีวิตว่า ถ้าต้องการให้ชาวโลกเชื่อว่าไทยเป็นชาติเจริญแล้ว ก็ควรทำตามกติกาสากลด้วยการยอมรับคำตัดสินคดีที่มิได้ต่อสู้ตามหลักกฎหมายอย่างเดียว แต่ยังมีเบื้องหลังด้านอิทธิพลของฝรั่งเศสซึ่งเวลานั้นเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการสนับสนุนให้เขมรแย่งเขาพระวิหารไปจากไทยได้ อันที่จริงแล้วหลังคำตัดสินของศาลโลกยังมีกติกาอีกว่า ไทยสามารถใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดีหรืออุทธรณ์คดีใหม่ได้ภายใน 10 ปี โดยต้องมีการนำสืบพยานใหม่เพิ่มเติมที่มีน้ำหนักมากพอจะเปิดพิจารณาทบทวนคดีได้ เชื่อกันว่าคำแนะนำของทนายคนนั้นทำให้ผู้นำเวลานั้นไม่ใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดี ต่อมาทนายคนนั้นก็เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเป็นหัวหน้ารัฐบาลบริหารปกครองประเทศไทยด้วย แต่เขาก็ไม่ใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดีเพื่อทวงเขาพระวิหารคืนจากเขมรโดยปล่อยเวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงปัจจุบันนับได้ 46 ปี ดังนั้น หลังจากพ้นเวลาที่กฎหมายสากลกำหนดไว้ไทยจึงหมดสิทธิ์ทวงปราสาทเขาพระวิหารทางศาลโลกได้อีกตลอดกาล หลายคนต้องอยากรู้แน่ว่าใครคือทนายฝ่ายไทยในการต่อสู้คดีและยืนยันกับสาธารณชนว่า ไทยต้องชนะคดีนี้ เขาคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของไทย เชื่อกันว่า ตอนที่ท่านเป็นผู้นำประเทศ ก็ไม่ต้องการขอทบทวนคดีเพราะไม่สามารถเอาชนะหลักกฎหมายหรือพยานหลักฐานใหม่ไม่มีมากพอจะพลิกคดีได้ คดีนี้จึงเงียบหายไปกับกาลเวลาและหัวหน้าพรรคที่สืบทอดต่อมามิอยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเพราะเป็นรอยเปื้อนในประวัติศาสตร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การต่อสู้คดีทั่วไปหรือในศาลโลกย่อมมีโอกาสแพ้ชนะคดีกันได้เพราะต้องเป็นไปตามดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีและการสืบพยานหลักฐาน มันเป็นหลักทั่วไปที่ทนายทุกคนตระหนักแก่ใจดี การสืบพยานตามหลักกฎหมายสากลแบบตะวันตกมักยึดลายลักษณ์อักษร ขณะที่ชาติเอเชียส่วนใหญ่ไม่นิยมบันทึกเป็นอักษรชัดเจน ทำให้พยานขาดความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงเบื้องหลังของศาลโลกที่อาจเอื้ออาทรต่อชาติอาณานิคมของตน ขณะที่ไทยต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวและทนายของไทยขาดความรู้ด้านกฎหมายระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้งเพียงพอ จึงทำให้ไทยพ่ายแพ้คดี ทั้งที่ไทยยึดครองเขาพระวิหารด้วยกองทัพอันแข็งแกร่งในเวลานั้น อีกทั้งทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารก็อยู่ในฝั่งไทยอย่างแท้จริงและไม่เคยมีผู้ใดปฏิเสธเรื่องนี้ แม้แต่เขมรในวันนี้ก็ตาม หลักกายภาพของปราสาทเขาพระวิหารบอกชัดว่าควรเป็นของไทย การพิจารณาในศาลโลกสำหรับคดีนี้ในอดีตมิได้ขึ้นอยู่กับหลักกฎหมาย หลักประวัติศาสตร์ หลักความเป็นธรรม เท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับอำนาจเบื้องหลังที่แฝงในศาลโลกด้วย เมื่อไทยอยู่ในเวทีโลกและยอมรับการพิจารณาของศาลโลกมาแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505 จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงหลักกรรมสิทธิ์ในปราสาทเขาพระวิหารที่ต้องเป็นของเขมรได้ คดีนี้ควรถือเป็นบทเรียนของคนไทยในวันข้างหน้า มิให้ผู้ใดใช้ความอ่อนด้อยประสบการณ์หรือไม่เข้าใจหลักกฎหมายสากลของคนไทยหรือดูแคลนอิทธิพลมืดแฝงอยู่ในศาลโลกประกอบการพิจารณาก่อนเข้าต่อสู้คดีในศาลโลก ถ้าต้องมีการแย่งชิงผืนดินของบรรพชนไทยกันอีก นอกจากนั้นคนไทยต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ปราสาทเขาพระวิหารมิใช่ของไทย แต่เป็นของเขมร เมื่อเขาเป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิ์จัดการใดๆในทรัพย์สินของเขาได้ บัดนี้ ไทยก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง ประชากรมีการศึกษาสูง ย่อมตระหนักแก่ใจดีว่า การเคารพกฎหมาย คำตัดสินของศาล แม้จะไม่พอใจหรือไม่เป็นดังใจ จักทำให้บ้านเมืองสงบสุข ประเทศชาติสงบร่มเย็น หากฝ่าฝืนและทำตามอำเภอใจด้วยการเรียกร้องเขาพระวิหารให้เป็นของไทยอีกด้วยการใช้พละกำลังและไม่เคารพคำตัดสินของศาลโลก ย่อมนำความวิบัติมาสู่บ้านเมืองด้วยโมหะจริตส่วนบุคคล นอกจากนั้น การรับฟังคำบอกเล่าที่ไม่ครบถ้วนถึงสาเหตุแห่งการสูญเสียทางประวัติศาสตร์ไทยหรือความหลงชาติสุดโต่ง บ่งชี้ให้ชาวโลกมองคนไทยด้วยความสมเพชว่า คนไทยยังป่าเถื่อนและไม่เคารพกฎระเบียบของโลกที่ทุกชาติต้องเชื่อฟังและกระทำตามอย่างเคร่งครัด เราต้องไม่ลืมว่าเวลาที่อยู่ในศาลโลกนั้น ทนายซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายไทยกระทำหรือยอมรับสิ่งใดมีผลเท่ากับคนไทยยินยอมรับเช่นเดียวกัน ดังนั้น ไทยจึงต้องยอมรับคำตัดสินของศาลโลกโดยปริยาย การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหารซึ่งคำตัดสินของศาลโลกระบุไว้ชัดว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของเขมร อีกทั้งหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องก็ยืนยันชัดว่า ไม่มีการล่วงล้ำดินแดนของไทย จึงเป็นเรื่องของเขมรโดยแท้ การที่ต้องได้รับคำยืนยันจากไทยเพื่อประกอบข้อพิจารณาของคณะกรรมการฯว่า ไม่มีการคัดค้านเนื่องจากเป็นสถานที่ติดชายแดน จึงควรได้รับคำรับรองจากเพื่อนบ้านด้วย อันเป็นระเบียบปฏิบัติทั่วไป คนไทยต้องเคารพสิทธิ์ของเขมร เพื่อนบ้านในวันนี้ อย่ายึดติดกับประวัติศาสตร์เกินไปจนกลายเป็นหลงชาติ ลืมหลักกฎหมายที่ทุกคนต้องเคารพเชื่อฟังอันส่งผลให้สังคมสงบสุข ไม่มีสงครามฆ่าล้างผลาญให้ต้องทนทุกข์ทรมานกัน ถ้าเปลี่ยนประวัติศาสตร์แล้วต้องมีสงคราม เหตุไฉนจึงไม่ช่วยกันสร้างสังคมที่สงบสุขเท่าที่ผืนดิน ณ วันนี้ซึ่งเป็นของคนไทยและไม่มีผู้ใดปฏิเสธกรรมสิทธิ์ได้ แทนที่จะทวงหนี้ประวัติศาสตร์ย้อนหลังไม่สิ้นสุด ถ้าวันหนึ่งชนเผ่าหนึ่งในดินแดนของจีนเคลื่อนย้ายกันมาตั้งหลักแหล่งเพิ่มเติม ณ ประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นบรรพชนไทยตามที่เล่าสืบทอดกันมาในประวัติศาสตร์ไทย จีนเกิดอยากทวงผืนดิน ณ จุดที่ประเทศไทยตั้งอยู่ด้วยเหตุทางประวัติศาสตร์ว่าชนเผ่าของเขาครอบครองผืนดินนี้ ก็ควรเป็นของจีนเพราะจีนมีประวัติศาสตร์หลายพันปีที่มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใบลานของไทยถูกเผาเป็นเถ้าตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองและสมัยกรุงศรีอยุธยาล่มแล้ว อีกทั้งตอนนี้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกด้วย แต่ไทยยังเป็นประเทศเล็กๆ โลกใบนี้คงวุ่นวายสับสนกันมาก คนไทยจะอยู่สงบสุขได้อย่างไรกับสงครามแย่งชิงด้วยข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ตามความเชื่อของแต่ละฝ่าย การยึดหลักความพอเพียงและปัจจุบันกาลน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของคนไทยที่รักความสงบมากที่สุดในเวลานี้ อย่าขุดประวัติศาสตร์เพื่อมาล้างผลาญฆ่าคนกันอีกเลย ควรปล่อยให้อดีตไหลไปตามกาลเวลา แล้วจดจำเป็นบทเรียนเตือนใจมิให้ทำผิดพลาดซ้ำอีก
************************** 6/22/2008 ผ่อนดาวน์ สูญบ้าน
สาเหตุหนึ่งที่ผ่อนดาวน์เสร็จ ยังสูญบ้านได้
เขียนโดย ลีลา LAW
นกน้อยยังต้องมีรังเพื่อซุกนอน มนุษย์ก็ต้องมีบ้านเพื่ออาศัยพักพิงเช่นกัน ประโยคนี้มักได้ยินเสมอและทุกท่านต่างก็ขยันทำงานเพื่อเก็บออมเงิน หมายจะมีบ้านสักหลัง อันเป็นของตนเองและเป็นที่ภาคภูมิใจแก่ครอบครัวของท่าน เมื่อสะสมเงินได้จำนวนหนึ่งท่านมักจะคิดถึงการซื้อบ้านเป็นประการแรก หลายท่านต้องประสบปัญหาเมื่อตัดสินใจซื้อบ้านหรือห้องชุดและผ่อนดาวน์จนครบกำหนดตามสัญญาแล้ว แต่เจ้าของโครงการไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้หรือก่อสร้างไม่เสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญา ด้วยเหตุที่โครงการถูกเจ้าหนี้ยึดแล้วนำไปขายทอดตลาด หรือเหตุอื่นๆ ซึ่งสร้างความผิดหวังและหวั่นใจแก่ผู้ซื้อที่อาจไม่ได้บ้านหรือห้องชุดทั้งที่อดทนผ่อนมาแสนนาน หลายท่านมีโชคดีได้บ้านหรือเงินคืนด้วยความระทึกใจ อีกหลายท่านกลับสูญบ้าน สูญเงินที่ผ่อนไว้ ความฝันพังทลายชั่วพริบตา แต่ทุกอย่างอาจไม่สูญก็ได้ หากท่านติดตาม สร้างความเข้าใจ และทำตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้อง หลังเกิดเรื่องประเภทนี้ขึ้นก่อนอื่นจำต้องตั้งสติและศึกษาว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาเบื้องต้นอย่างไร เพื่อมิให้ผลลัพธ์ในตอนท้ายเลวร้ายเกินไปนัก เบื้องต้นนี้ท่านควรทราบถึงกระบวนการโดยสังเขปที่เจ้าของโครงการมิอาจโอนกรรมสิทธิ์บ้านหรือห้องชุดแก่ผู้ซื้อได้ ทั้งที่ได้รับเงินผ่อนดาวน์ทั้งหมดแล้ว นั่นเป็นเพราะเมื่อเขาไม่มีเงินใช้หมุนเวียนในธุรกิจด้วยเหตุยักย้ายเงินใช้ผิดประเภทหรือเหตุใดก็ตาม มักจะนำโครงการดังกล่าวไปกู้เงินจากธนาคารหรือไฟแนนซ์ต่างๆ แล้วมิอาจบริหารเงินกู้และดอกเบี้ยที่งอกเงยนั้นได้ด้วยสาเหตุต่างๆนานา จนกระทั่งไม่มีทางชำระหนี้ เจ้าหนี้จำเป็นต้องฟ้องคดีล้มละลายเมื่อเห็นว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินและไม่มีความสามารถคืนหนี้ได้แน่นอน ขั้นตอนต่อมาในการดำเนินคดีประเภทนี้ คือ การยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมด สำหรับกรณีนี้เป็นโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยึดโครงการ คือ ผู้ซื้อทั้งหลายซึ่งไม่อาจรับโอนกรรมสิทธิ์ในระหว่างเป็นคดีในศาล แต่ยังต้องผ่อนชำระค่าบ้านต่อไป เพื่อมิให้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง ต่อมาพักใหญ่จึงมีประกาศกำหนดเวลาให้เหล่าเจ้าหนี้ของเจ้าของโครงการดังกล่าวมายื่นเรื่องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายนั้นภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ระยะเวลาดังกล่าวนี้มีความสำคัญยิ่งสำหรับคดีประเภทนี้ต่อผลลัพธ์สุดท้ายหลังการบังคับคดีขายทอดตลาดของศาลซึ่งท่านจะได้สิทธิ์ในบ้านหรือห้องชุดหรือไม่ จักได้รับเงินที่ผ่อนไว้คืนหรือไม่ เพียงไร ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการของท่าน หลายท่านมีความเข้าใจผิดว่า เจ้าของเงินกู้เป็นเจ้าหนี้เท่านั้น อันที่จริงแล้วเหล่าผู้ซื้อนับว่าเป็นเจ้าหนี้ของเจ้าของโครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมด้วยเช่นกัน การคิดว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องติดตามหาเจ้าหนี้อื่นเอง เป็นความเข้าใจที่ผิดมาก หลายท่านอาจพบว่าไม่เคยมีหนังสือแจ้งจากศาลเลย นั่นเป็นเพราะการแจ้งให้มาขอรับชำระหนี้ในคดีนั้น กระทำเพียงปิดประกาศแจ้งไว้ที่หน้าศาลหรือสำนักงานโครงการก็ได้ บางท่านอาจไม่มีโอกาสเห็น หากผู้ไม่หวังดีดึงประกาศที่ปิดอยู่ ณ สำนักงานโครงการออกไปเสีย นั่นถือเป็นลางร้ายซึ่งอาจทำให้ท่านต้องสูญเสียทั้งบ้านและเงินที่ผ่อน การไม่มีเจ้าหนี้อื่นมาแจ้งขอรับชำระหนี้ร่วมกับเจ้าหนี้เดิมนั้น มีผลดีต่อส่วนแบ่งการชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ฟ้องคดีซึ่งไม่มีคนมาแบ่งร่วมด้วย หลังจากขายทอดตลาดได้เงินพอชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว โครงการดังกล่าวจักถือว่าไม่มีภาระหนี้อีกต่อไป แม้ผู้ที่ประมูลโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมได้จากการขายทอดตลาดของศาลจักได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายซึ่งต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งมีในโครงการด้วย แต่กรณีข้างต้นเมื่อการจัดสรรชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว เท่ากับโครงการดังกล่าวจักปลอดจากภาระหนี้ใดๆอีก เนื่องจากไม่มีเจ้าหนี้โดยชอบอีกต่อไปแล้ว รวมทั้งไม่ต้องรับผิดชอบใดๆต่อข้อผูกพันเดิมของอดีตเจ้าของโครงการกับเหล่าผู้ซื้อซึ่งมิได้แจ้งความเป็นเจ้าหนี้ภายในกำหนดที่ศาลประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนการขายทอดตลาด นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้ซื้อบางท่านต้องสูญบ้าน สูญเงินที่ผ่อนไว้ ขณะที่บางท่านที่แจ้งแสดงตนตามข้อกฎหมายอาจได้รับโอนกรรมสิทธิ์บ้านหรือห้องชุดในโครงการเดียวกันได้หรือได้รับเงินคืนมา ดังนั้น ยามที่โครงการจัดสรรของท่านเกิดปัญหาขึ้น ผู้ซื้อทั้งหลายควรติดตาม เอาใจใส่ แสวงหาความรู้ด้านกฎหมาย และปฏิบัติตามประกาศแจ้งของราชการอย่างเคร่งครัด สิ่งที่สำคัญมากคือ เก็บหลักฐานในการติดต่อกับเจ้าของโครงการทุกชนิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน จดหมายทวงถามการโอนกรรมสิทธิ์ ใบโฆษณาโครงการที่ท่านซื้อ เป็นต้น สิ่งเตือนใจก่อนเลือกซื้อที่อยู่อาศัย คือ ท่านควรตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวอยู่ในบัญชีดำของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่ การจ่ายเงินทุกครั้งต้องมีเอกสารมอบให้ท่าน อีกทั้งสมควรไปตรวจดูโครงการสม่ำเสมอว่างานมีความคืบหน้าหรือไม่ มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเจ้าของโครงการหรือไม่ ถ้าเห็นความผิดปกติอย่างมาก ท่านอาจร้องเรียนไปยังคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยไม่ชักช้า พร้อมกับติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิดเพื่อมิให้คลาดเคลื่อนเรื่องเวลาในการแจ้งแสดงตนเป็นเจ้าหนี้สำหรับการขอรับชำระหนี้เฉลี่ยจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ อย่างน้อยก็อาจช่วยบรรเทาความเสียหายของท่านได้บ้าง มันย่อมดีกว่าสูญเสียไปทั้งหมด ท่านจักเห็นได้ว่า ระยะเวลา มีความสำคัญมากเหลือเกิน จึงควรเอาใจใส่ติดตามเวลาให้มาก ยามเกิดปัญหากับบ้านขึ้น
*************************** 6/19/2008 ด้านมืดของงานรับน้องด้านมืดของงานรับน้อง เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวใหญ่ของเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนแรกของชีวิตนักศึกษาใหม่ที่เพิ่งเลื่อนเปลี่ยนจากสถานภาพนักเรียนในโรงเรียนไปสู่รั้วมหาวิทยาลัยด้วยข่าวความตายหรือการบาดเจ็บของน้องใหม่จากงานรับน้องที่วิปริต ทั้งที่ยังไม่เริ่มต้นชีวิตนักศึกษาแท้จริงเลย รายละเอียดการจัดงานรับน้องใหม่ด้วยฝีมือรุ่นพี่ในสถาบันเหล่านั้นชี้ให้เห็นจิตใจไม่ปกติแกมรุนแรงและจุดประสงค์แอบแฝงในการแสดงอำนาจข่มขู่รุ่นน้องให้เกรงกลัว อันเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของงานรับน้องใหม่ที่มีมาแต่ดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังเตือนสังคมไทยให้ควรระวังด้วยว่า ปัญญาชนรุ่นใหม่ของไทยชอบความรุนแรง ไร้ความเมตตา กดขี่บังคับให้เคารพกัน ไม่ชอบใช้เหตุผล ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ชอบแสดงอำนาจแบ่งชนชั้น ไม่ให้เกียรติแก่ผู้อื่นหรือผู้ที่อ่อนด้อยวัย มันจักส่งผลให้สังคมต้องวุ่นวายและรุนแรงในวันข้างหน้าเมื่อพวกเขาเติบโตต่อไปในสังคมไทย พิธีรับน้องใหม่ถือกำเนิดในสังคมมหาวิทยาลัยปิดมานานด้วยจุดประสงค์เริ่มแรก คือ เพื่อช่วยให้น้องใหม่ปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ที่กฎเกณฑ์เข้มงวดน้อยกว่าในโรงเรียน คิดอย่างมีเหตุผล รู้จักจัดระบบชีวิตใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยรุ่นพี่ถ่ายทอดประสบการณ์และให้คำปรึกษาแนะนำแก่น้องใหม่ ถือเป็นความรู้สึกเอื้ออาทรและมีเมตตาต่อกัน ดังนั้น พิธีต่างๆจึงเน้นความกลมเกลียว สามัคคี และมีเมตตาระหว่างรุ่นพี่และน้องใหม่เป็นหลัก กิจกรรมที่สร้างสรรค์จะเน้นความรู้ผสมบันเทิง แต่ต้องไม่ขัดต่อประเพณีอันดีงามในสังคมไทยด้วย วันเวลาที่ล่วงไปงานรับน้องมีการบิดเบือนเจตนารมณ์ให้เป็นการแก้แค้นจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ปลูกฝังความรุนแรงให้น้องใหม่ เผยแผ่อิทธิพลของรุ่นพี่ กิจกรรมหลายอย่างในงานรับน้องมิได้ส่งเสริมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพิธีรับน้องใหม่ เช่น การใช้ไฟลนตามผิวหนังเป็นรูปตราสถาบัน จับกดน้ำ รุมแก้ผ้าน้องใหม่ไม่ว่าชายหรือหญิง แสดงท่าทางลามก เอาอวัยวะเพศจุ่มน้ำพริก อมลูกมะนาวใบโต กลืนตับดิบ ตบตีน้องใหม่ บังคับคลุกโคลนตม ลวนลามทางเพศผ่านเกมพิเรนทร์บัดสี เนื้อร้องเพลงแฝงเรื่องทางเพศ เป็นต้น โดยบังคับกึ่งข่มขู่น้องใหม่ว่าเป็นเกมที่เน้นความสามัคคีของรุ่นพี่และน้องใหม่ แต่ละรูปแบบของเกมเหล่านั้นมิได้ส่งเสริมความสามัคคี เพียงให้น้องใหม่ต้องเชื่อฟังคำสั่งของรุ่นพี่ แทนครูบาอาจารย์ในโรงเรียน สร้างความสนุกสะใจแก่รุ่นพี่ ซึ่งหลังจากผ่านงานไปแล้วน้องใหม่หลายคนต้องหวาดผวากับสิ่งที่ต้องกระทำในงานนั้นกลายเป็นภาพหลอนในใจตลอดกาล บางคนเก็บกดไว้เตรียมแก้แค้นกับน้องใหม่รุ่นต่อไป บางคนต้องตาย พิการ หรือบาดเจ็บสาหัสทางกายและใจจากงานรับน้องโดยรุ่นพี่จิตวิปริต ส่วนรุ่นพี่หลายคนต้องหมดสิ้นอนาคตเพราะต้องรับโทษอาญาหรือจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งจนกระทั่งครอบครัวต้องสิ้นเนื้อประดาตัว รุ่นพี่ก็เรียนหนังสือไม่จบ ติดใบแดงแจ้งโทษในฐานะนักโทษคดีอาญามาก่อน อันส่งผลต่อการทำงานในอนาคต เจตนารมณ์ของงานรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยปิดถูกบิดเบือนไปจากอดีตอย่างมาก เพราะรุ่นพี่เน้นการแสดงอิทธิพลต่อน้องใหม่ซึ่งยังด้อยประสบการณ์และวัย แล้วยังขาดการคิดพิจารณาด้วยเหตุผลอันสมควร อดีตน้องใหม่คนหนึ่งเล่าประสบการณ์ไม่น่าประทับใจสำหรับชีวิตนักศึกษาใหม่ซึ่งทำลายภาพดีๆของรุ่นพี่ที่เคยรับทราบมา คือ เขาสอบเข้าเป็นนักศึกษาใหม่ของคณะวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยปิดที่มีชื่อเสียงมาก วันหนึ่งรุ่นพี่เข้าไปบอกน้องใหม่ในห้องเรียนว่า ต้องเข้าร่วมงานรับน้องใหม่ครบทุกคน มิฉะนั้น จะถูกลงโทษจากพวกเขา ด้วยความเป็นน้องใหม่และความเกรงใจจึงไปร่วมงานนั้น แต่สิ่งที่เขาพบเห็นในเกมต่างๆมิได้เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือคำแนะนำเพื่อช่วยเหลือน้องใหม่ มันเป็นการบังคับให้เล่นสารพัดเกมโดยไม่สนใจคำยินยอมของเขาก่อน เช่น สั่งให้ตะเบ็งเสียงใส่กันตามคำพูดของรุ่นพี่ซึ่งหยาบคายและเกี่ยวข้องทางเพศทั้งที่ยืนห่างกับเพื่อนแค่ระยะ 1 ศอก คลานลอดโต๊ะเก้าอี้ หว่างขา ปาขนมเค้กใส่กัน เอาโคลนทาร่างกายโดยให้ชายทากับหญิง ปีนเสาไม้สูง ร้องเพลงที่มีเนื้อหาลามก การใช้บริการของโสเภณี และอื่นๆ เขาปฏิเสธที่จะทำบางเกมที่รับไม่ได้ บางคนไม่ยอมเล่นเกมโดยอ้างว่ามีโรคประจำตัวที่หมอห้ามไว้ แต่รุ่นพี่ไม่ยอมรับฟังเลย แถมบอกว่า ถ้าใกล้ตายจะส่งหมอเอง แล้วบังคับให้เล่นเกมต่อไปโดยขู่ว่า ถ้าไม่เล่นเกมของรุ่นพี่ จะเรียนหนังสือร่วมกันไม่ได้ เมื่อเริ่มทนการข่มขู่และรูปแบบของเกมต่อไปไม่ได้ เขาจึงออกจากงานรับน้องไป การปฏิเสธไม่ร่วมเล่นบางเกมของรุ่นพี่ยังตามหลอนเขาอยู่ในอาทิตย์ต่อมาเมื่อรุ่นพี่ประกาศเรียกน้องใหม่ต้องไปซ้อมเชียร์ทุกนัดที่จัดไว้ เขาไปฝึกร้องเชียร์ได้ไม่ทุกครั้งเพราะครอบครัวค่อนข้างเข้มงวดกับการเรียนและเวลากลับบ้าน รุ่นพี่จึงเตือนให้ไปซ้อมเชียร์แล้วยังพูดดูแคลนว่า โตแล้วยังต้องเชื่อฟังพ่อแม่อีกหรือ ? งานเชียร์เป็นงานเพื่อส่วนรวม ไม่ไปเชียร์ คือ คนเห็นแก่ตัว ไม่รักสถาบัน เขาบอกชี้แจงว่า แต่ละครอบครัวย่อมมีปัญหาขัดข้องแตกต่างกัน เขาไม่ซ้อมเชียร์ แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่รักสถาบัน การแสดงความรักต่อสถาบันไม่จำเป็นต้องเชียร์อย่างเดียว กิจกรรมอื่นที่เหมาะสมก็ยินดีร่วมทำด้วย รุ่นพี่โกรธและไม่พอใจต่อการโต้แย้งของเขามาก สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาสร้างความหมดศรัทธาต่อความเป็นรุ่นพี่ของสถาบันนั้นอย่างมาก โดยเขาสังเกตเห็นความไม่ปกติในกลุ่มเพื่อนร่วมคณะที่เคยมีมิตรไมตรีต่อกันหรือกินข้าวร่วมกันบ่อยๆ กลับนิ่งเฉยและทำเหมือนมองไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา วันหนึ่งเพื่อนแอบบอกให้รับรู้ว่า รุ่นพี่ในคณะสั่งให้น้องใหม่บอยคอตเขา ถ้าใครบังอาจเสวนาหรือแสดงความเป็นมิตรด้วยจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับเขา น้องใหม่ไร้ประสบการณ์และอ่อนวัยจึงไม่กล้าฝืนคำสั่งของรุ่นพี่ เขาและครอบครัวไม่ชอบการใช้อิทธิพลของรุ่นพี่และเป็นการกระทำที่ไร้สาระ ขาดเหตุผล แสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อน้องใหม่อ่อนด้อยวัย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นจะทราบหรือไม่ก็ตาม มันทำลายภาพพจน์หรือศรัทธาที่น้องใหม่พึงมีต่อรุ่นพี่ลงอย่างมากจากพฤติกรรมของรุ่นพี่ใจคะนองหรือเหลิงอำนาจแค่เพียงเพราะมีวัยหรือเวลาเรียนสูงกว่าน้องใหม่เท่านั้น แต่สภาพจิตใจไม่สูงกว่าเด็กนักเรียนมัธยมเลย เขาตัดสินใจไปเรียนคณะเดียวกันนี้ในต่างประเทศอันทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยปิดของไทยและของต่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด ในต่างประเทศความเสมอภาคทางสิทธิเสรีภาพนั้นรุ่นพี่มีให้น้องใหม่อย่างดี การให้เกียรติต่อกัน การแข่งขันทางความรู้ มิใช่การแผ่อิทธิพลข่มขู่น้องใหม่ การบังคับให้กระทำกิจกรรมไม่เกิดขึ้นเพราะทุกคนรู้จักขอบเขตเสรีภาพของกันและกัน รู้จักคำปฏิเสธและยอมรับคำปฏิเสธได้ ทั้งที่หลายคนก็เพิ่งผ่านชีวิตเด็กมัธยมมาเช่นเดียวกับเด็กไทย มันแสดงให้เห็นวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่แตกต่างกันระหว่างเด็กมัธยมต่างประเทศกับของไทย ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากระบบการศึกษาของไทยว่า มิได้สอนให้เด็กรู้จักสิทธิเสรีภาพที่มีขอบเขตอันควรของตนและผู้อื่น แต่เน้นให้เชื่อฟังคำสั่งของผู้สูงวัยกว่าโดยไม่ต้องคิดพิจารณาหรือคำนึงถึงเหตุผลอันชอบธรรมเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วยตัวเอง ภาพเด็กไทยถูกรุ่นพี่ซ้อมทารุณในงานรับน้องจึงมีให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกปี แม้ผู้ใหญ่พยายามปรามอย่างหนักก็ตาม รุ่นพี่ก็อ้างเป็นประจำว่าน้องใหม่ยินยอมทำเอง ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาจำยอมเชื่อฟังคำสั่งของรุ่นพี่โดยไม่เต็มใจเพราะระบบการสอนของไทยที่บกพร่องเรื่องการรับรู้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่รวมถึงการแสดงความเห็นแตกต่างกันได้แม้ว่าจะมาจากเด็กก็ต้องรับฟังเขาด้วย ถ้าจะให้งานรับน้องกลับไปสู่เจตนารมณ์ดั้งเดิมอันดีงามผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องมีทัศนคติและความตั้งใจจริงในการจัดการปัญหาหมักหมมของรุ่นพี่ที่สืบทอดกันไว้นาน ด้วยการกำจัดอิทธิพลและปรับเปลี่ยนแนวคิดผิดเพี้ยนเกี่ยวกับความเป็นรุ่นพี่เสียใหม่ โดยอาจารย์ต้องทำตัวเป็นต้นแบบและปลูกฝังการไม่ใช้ความรุนแรง รู้จักคิดพิจารณาอย่างมีเหตุผล เคารพสิทธิเสรีภาพและความเห็นของผู้อื่น โดยเฉพาะของน้องใหม่ การมีเมตตาต่อผู้อ่อนด้อยวัย รู้จักโทษของการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการยินยอมของน้องใหม่ในกลุ่มรุ่นพี่ว่าไม่ต้องรับโทษอาญา ถ้าเกิดความตายหรือบาดเจ็บขึ้นในงานรับน้องหรือมาจากกิจกรรมของรุ่นพี่ เพราะความยินยอมที่แสดงออกในงานนั้นมาจากการข่มขู่คนที่อ่อนด้อยประสบการณ์กว่ารุ่นพี่ มิใช่ความเต็มใจอย่างแท้จริง กฎหมายยังถือเป็นความผิดของรุ่นพี่ อีกทั้งคำขู่ที่ว่าไม่ร่วมมือกับรุ่นพี่จะส่งผลต่อผลการเรียนนั้น ต้องชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องว่า ผลการเรียนขึ้นอยู่ที่การเอาใจใส่ในการเรียน คนที่ให้คะแนนสอบมิใช่รุ่นพี่ แต่เป็นครูอาจารย์และความรู้ของตนเท่านั้น กิจกรรมวิปริตต่างๆอันเกิดจากแนวคิดของรุ่นพี่ที่กระทำต่อน้องใหม่ ถ้าเกิดอันตรายต่อกายหรือใจ ความตาย ความพิการ รุ่นพี่ต้องได้รับโทษอาญาไม่ว่าจะเป็น จำคุก หรือ ประหารชีวิต แล้วแต่ความรุนแรงของการกระทำ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและกระบวนการยุติธรรมต้องลงโทษรุ่นพี่พิเรนทร์อย่างจริงจังเพื่อมิให้มีรุ่นพี่แบบนี้ในรุ่นต่อไปอีก แล้วยังช่วยปกป้องน้องใหม่มิให้ถูกรังแกและมีตราบาปในใจไปตลอดชีวิตกับงานรับน้องพิเรนทร์เหล่านี้ นอกจากนั้นผู้ดูแลสถาบันการศึกษาควรใช้บทลงโทษแก่นักศึกษารุ่นพี่อย่างจริงจังในฐานะครูบาอาจารย์ที่ต้องปกป้องดูแลน้องใหม่ด้อยประสบการณ์จากจิตใจวิปริตของรุ่นพี่บางคนที่ใช้งานรับน้องเพื่อแก้แค้นที่เคยถูกกระทำเยี่ยงเดียวกันมาก่อน ถ้าไม่อยากให้งานรับน้องต้องมีตราบาปและเป็นที่ขยาดของน้องใหม่และครอบครัว ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันกำจัดรุ่นพี่วิปริตและจิตไม่ปกติไปจากสังคมการศึกษา ต่อไปงานรับน้องจะมีเพียงงานสร้างสรรค์เพื่อสังคมไทยและความไม่รุนแรง อันส่งผลให้ปัญญาชนคนไทยรุ่นใหม่มีจิตเมตตา นิยมความสงบ มีมิตรภาพต่อกันเพิ่มขึ้น สิ่งที่ทุกท่านร่วมมือกันวันนี้จักส่งผลให้น้องใหม่ในรุ่นต่อไปซึ่งอาจเป็นลูกหลานของท่านรับอานิสสงส์ดีงามนี้ไปด้วย แทนที่จะต้องรอลุ้นว่าทายาทของพวกเขาคนไหนจะกลายสภาพเป็นคนพิการหรือคนตายจากงานรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยปิดต่างๆอีก
************************** 6/17/2008 ถอยหลังสามก้าว เห็นทางเลือกเพิ่มขึ้นสำนวนว่า “ถอยหลังสามก้าว เห็นทางเลือกเพิ่มขึ้น” เป็นสำนวนจีนที่มีความหมายลึกซึ้งว่า เมื่อการเดินไปข้างหน้าแล้วพบอุปสรรคหนัก จึงควรหยุดคิดและก้าวถอยหลังเล็กน้อย อาจพบหนทางแก้ไขใหม่ๆแล้วค่อยเดินหน้าต่อไปอย่างไร้ขวากหนามหรือประสบความสำเร็จได้ในท้ายที่สุด
สำนวนเตือนใจว่าการถอยหลังเล็กน้อย ย่อมมองเห็นความกว้างใหญ่ของโลกใบนี้ชัดเจนขึ้น คนอาจพบอุปสรรคในทุกช่วงชีวิตได้ แต่จะไม่หมดหนทางแก้ไขปัญหาใดๆ หากรู้จักยั้งคิดเล็กน้อยแล้วทบทวนต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ถ้าการเดินไปข้างหน้าทันทีจักเจออุปสรรคใหญ่หลวงเกินกำลัง คนลองก้าวถอยหลังไปตั้งหลักให้มั่นคง อาจมองเห็นทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ คนจึงควรมีสติทุกเวลายามต้องเผชิญปัญหาในชีวิต และทุกปัญหามีทางออกทั้งสิ้น ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นแสงสว่างในอุโมงค์แห่งปัญหาหรือไม่ สูตรสำเร็จของการแก้ปัญหา คือ การใช้สติ ปัญญา ประสบการณ์ ความยืดหยุ่นในการดำเนินชีวิต
************************************** 6/15/2008 มาตรวัดแยกคนดีกับคนชั่วมาตรฐานคนดี / คนชั่ว
เขียนโดย แก้วมณี
“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” เป็นภาษิตสอนใจจากคนโบราณและใช้ได้ในทุกยุคสมัย โดยมีจุดมุ่งหมายว่า คุณภาพของม้าต้องใช้ระยะทางการวิ่งเป็นบทพิสูจน์ ส่วนคนนั้นจะรู้ว่าเป็นคนดีมีประสิทธิภาพหรือไม่ ต้องอาศัยกาลเวลาให้คำตอบ ประวัติศาสตร์ไทยมีบทพิสูจน์คุณความดีของคนที่บอกเล่ากันมาช้านานแล้ว หลายครั้งกว่าจะยอมรับกันว่าบุคคลนั้นเป็นคนดีในแผ่นดินแท้จริง ก็ใช้เวลานานเกือบร้อยปีหรือสังเวยด้วยความตายของเขา เช่น ท่านปรีดี พนมยงค์ อดีตผู้นำของเมืองไทยซึ่งถูกพรรคการเมืองคู่แข่งใส่ร้ายป้ายสีจนต้องหนีลี้ภัยการเมืองและเสียชื่อเสียงไปทั้งครอบครัว หลายสิบปีต่อมาคนรุ่นใหม่มีโอกาสรับรู้ความจริงและประกาศคุณความดีให้เป็นรัฐบุรุษคนแรกของไทยโดยท่านไม่มีโอกาสรับรู้ความชื่นชมกับผลงานของท่านเพราะท่านตายไปจากโลกนี้พร้อมกับคำให้ร้ายป้ายสีของศัตรูการเมือง นักการเมืองและนักเศรษฐศาตร์ซึ่งเป็นที่นับถืออีกท่านหนึ่ง คือ ท่านป๋วย อึ้งภากรณ์ ถูกให้ร้ายป้ายสีจากพิษการเมืองในลักษณะเดียวกันทำให้ต้องใช้ชีวิตในต่างแดนและไม่มีโอกาสใช้ความสามารถเพื่อพัฒนาแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรืองตามปณิธานของตนได้ ท่านจอมพล ป. พิบูลย์สงครามซึ่งริเริ่มสร้างถนนราชดำเนินให้สง่างามและเป็นหน้าตาของประเทศในวันนี้ เมื่ออดีตนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามต่างพูดเสียดสีและปรามาสว่า เมืองไทยยังใช้รถม้าเดินทาง เหตุไฉนต้องทุ่มเทเงินทองเพื่อสร้างถนนที่ใหญ่โตปานนั้น วันนี้ก็ต้องนึกขอบคุณที่ช่วยสร้างสัญลักษณ์ความเจริญของประเทศให้คนไทยภาคภูมิใจกับสาธารณูปโภคชิ้นนี้ เป็นต้น มันช่วยยืนยันว่า ภาษิตที่ให้กาลเวลาพิสูจน์คุณค่าของคนว่าดีหรือชั่ว เป็นความจริงที่สัมผัสกันได้ ข่าวสารในเมืองไทยวันนี้ทำให้มองเห็นว่า คนไทยบางกลุ่มสร้างมาตรฐานวัดคัดแยกคนดีคนชั่วขึ้นมาอย่างง่ายๆ คือ หากเห็นแตกต่างจากกลุ่มตน คือ คนชั่ว สมควรกำจัดให้สิ้นซาก ผู้เห็นพ้องกัน เป็น คนดีควรคู่อยู่ในแผ่นดิน หรือ ผู้กินมังสวิรัติ คือ คนดี ควรเคารพศรัทธา ผู้หลงใหลกับเนื้อสัตว์ เป็นคนชั่วที่เบียดเบียนชีวิตอื่น นอกจากนั้น ยังมุ่งเน้นที่เปลือกนอกของคนเพื่อแยกคนดีคนชั่ว ถ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินคดีจับคนผิดหรือผู้ตรวจจับคนยักยอกเงินของแผ่นดิน จักถือว่าเป็นคนดีทันทีเมื่ออยู่ในตำแหน่งนั้น เช่น ผู้พิพากษา ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง เจ้าหน้าที่การเงินของรัฐ นักการเมืองฝ่ายค้าน จะเป็นคนดี บุคคลใดมีข้อพิพาทกับคนกลุ่มดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นคนชั่วโดยไม่สนใจข้อเท็จจริง เป็นต้น โดยไม่ทราบเลยว่าอาจเป็นการกำจัดคนที่รู้เท่าทันความชั่วที่ปิดซ่อนไว้หรือเป็นศัตรูในหน้าที่การงานก็ได้ ข้อพิพาทระหว่างคนที่ถูกถือว่าเป็นคนดีด้วยตำแหน่งหน้าที่กับผู้กล่าวหาซึ่งมีในเนื้อหาข่าว สร้างข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า กรณีเกิดพิพาทคดีกันฝ่ายหนึ่งมักประกาศตนเป็นคนดีที่ถูกรังแกกับสาธารณชนบ่อยครั้งมากโดยอ้างเรื่องหน้าที่การงานของตน แทนที่จะให้อำนาจศาลตัดสินค้นหาความจริงและประกาศความบริสุทธิ์ของตน อีกทั้งทำตามขั้นตอนของกฎหมายเยี่ยงเดียวกับชาวบ้าน การเป็นคนดีมีเกียรติ น่าศรัทธา ควรมาจากคำสรรเสริญของผู้อื่นที่มองเห็นคุณความดีของตนซึ่งกระทำต่อเนื่องกันมายาวนานดังคำว่า กาลเวลาพิสูจน์คน มิใช่อวดอ้างตำแหน่งหน้าที่โดยไม่คำนึงถึงความเสมอภาคทางกฎหมายเมื่อต้องพบกับการดำเนินคดีความในศาลเยี่ยงเดียวกับคดีของชาวบ้าน โดยเฉพาะบุคคลที่เคยทำงานในกระบวนการยุติธรรม ย่อมต้องเน้นปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่บ่อยครั้งอวดอ้างว่าเป็นคนดีที่สมควรได้รับการละเว้นกฎระเบียบที่เคยใช้กับชาวบ้าน อีกทั้งยังพูดคุยโอ่สารพัดข้อกฎหมายเพื่อให้เชื่อว่าทุกสิ่งที่เขาทำหรือได้รับคือความเป็นธรรมแล้ว หากชาวบ้านพบสถานการณ์เดียวกับผู้นั้นและใช้ข้ออ้างเหมือนกัน อาจไม่ได้รับผลอย่างเดียวกันเพียงเพราะเขามิได้ถือว่าเป็นคนดีที่เคยอยู่ในงานยุติธรรมมาก่อน มันทำให้ความเสมอภาคทางกฎหมายสั่นคลอนอย่างมาก โลกใบนี้ยังไม่มาตรวัดคนดีคนชั่วที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของประชากรโลก คนบางกลุ่มจึงกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นและพยายามยัดเยียดให้สังคมยอมรับมาตรวัดดังกล่าว ซึ่งบางอย่างดูแล้วไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกคัดแยกอย่างมากเพราะใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือชาติสกุลเป็นหลักพิจารณา เช่น ผู้อยู่ในตำแหน่งตัดสินคดีความหรือผู้มีบรรพชนมีลาภยศศักดิ์สูง ถือว่า เป็นคนดีในแผ่นดิน โดยไม่คำนึงว่าชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนอาจมีด้านมืดที่คนทั่วไปไม่มีวันรับรู้ได้ จึงควรละอายใจที่ประกาศตนว่าเป็นคนดีในแผ่นดินจากปากของตัวเอง บางคนชอบรับประกันคนนั้นคนนี้ว่า เป็นคนดีน่าศรัทธา โดยไม่เคยรู้ว่าเขารับสินบนจากต่างชาติเพื่อขัดขวางความเจริญของประเทศมาแล้วหรือรับเงินใต้โต๊ะแลกกับโค่นป่าไม้ บางคนเคยสั่งฆ่านักการเมืองตรงข้ามกัน บางคนชอบเล่นการพนันหรือเที่ยวโสเภณีเป็นอาจิณ บางคนทุบตีภรรยาหรือลูกในบ้านสม่ำเสมอ บางคนเป็นนายทุนค้ายาเสพติดหรือหัวหน้าอันธพาลหรือเจ้าของซุ้มมือปืน ชีวิตบางเสี้ยวด้านมืดย่อมถูกปิดบังอย่างมิดชิดที่สุดเพื่อรักษาภาพพจน์ที่สร้างให้สาธารณชนเห็นความสง่างามของเขาเท่านั้น เราจะชื่นชมและศรัทธาคนที่ปกปิดเบื้องหลังอันโสมมว่าเป็นคนดีได้เต็มปากอย่างไร จึงไม่ควรอย่างยิ่งในการรับประกันผู้ใดว่าเป็นคนดีของแผ่นดิน โดยไม่ตรวจสอบประวัติชีวิตและสังคมอย่างลึกซึ้งและรอบคอบก่อน มิฉะนั้น ก็เป็นแค่เครื่องประดับชนิดหนึ่งของเขา การพิพาทในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ระหว่างคนที่อ้างตนเป็นคนดีเพราะตำแหน่งหน้าที่ในอดีตกับผู้กล่าวหาที่ถูกมองว่าเป็นคนชั่วเมื่อใช้สิทธิทางศาล สร้างความสับสนแก่สังคมไทยอย่างมากว่า มาตรวัดคนดีคนชั่วควรดูให้ลึกซึ้งถึงชีวิตส่วนตัวหรือแค่มองว่าเขาทำงานอะไรก็พอแล้ว ถ้าใช้มาตรวัดแค่การทำงาน คงไม่มีคดีหมอฆ่าเมีย ผู้พิพากษารับสินบนจากนักค้ายาเสพติด ครูทำอนาจารกับลูกศิษย์ เข้าไปอยู่ในศาลได้เนื่องจากคนในอาชีพดังกล่าวล้วนได้รับการเคารพนับถือว่าเป็นคนมีเกียรติ คนดี ในสายตาของสังคมไทย ขณะที่กฎหมายมองผู้กระทำผิดจากพฤติกรรมและเจตนาของพวกเขาเฉพาะตัว เมื่อคนประเภทนี้ทำละเมิดกฎหมายใด ต้องได้รับการลงโทษอย่างเสมอภาคเยี่ยงเดียวกับชาวบ้าน ดวงตาของกฎหมายจึงถือว่าเป็นความยุติธรรมพอควรในการมองแยกแยะคนดีคนชั่วอย่างไร้อคติเท่าที่มนุษย์เดินดินในวันนี้จะเชื่อถือได้ แต่กฎหมายไม่มีชีวิตจิตใจหรือเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้ จึงน่าหวั่นใจกับผู้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายล้างศัตรู มันจักเป็นการสร้างความปั่นป่วนให้แก่คนไทยและสังคมไทยเมื่อใช้กฎหมายคัดแยกคนดีคนชั่วโดยไม่มีองค์ประกอบอื่นพิจารณาประกอบด้วย เนื่องจากนักโทษแพะรับบาปจากคำพิพากษาในกระบวนการยุติธรรมยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมาจากความผิดพลาดของกระบวนการทำงานหรือจิตอคติของผู้ใช้กฎหมายก็ตาม จึงไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าใครคือคนดีคนชั่วอย่างแท้จริงโดยใช้กฎหมายเท่านั้น
************************ 6/12/2008 เมืองในอุดมคติเมืองพระศรีอารย์ : อุดมคตินคร เขียนโดย ลูกแก้ว
ข่าวการสร้างเมืองใหม่ชื่อ “เมืองพระศรีอารย์” ซ้อนทับในกรุงเทพฯ เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรไทยโดยคำประกาศตัวอย่างอหังการ์ของผู้นำกลุ่มพันธมิตรว่า จะสร้างเมืองพระศรีอารย์ตามแนวเขตแดนที่กำหนดบนถนนราชดำเนิน โดยกฎหมายไทยจะไม่ใช้บังคับในเขตแดนดังกล่าว แกนนำกลุ่มพันธมิตรใช้คนที่ร่วมชุมนุมประท้วงเพื่อการเมืองในตอนแรกเป็นผู้ก่อตั้งเมืองใหม่และเป็นประชากรกลุ่มแรกของเมืองนี้ แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยความภูมิใจที่จะมีเมืองในอุดมคติอันเป็นที่ปรารถนาของพวกเขามาแสนนาน ครั้งนี้จึงอาศัยสถานการณ์ประท้วงทางการเมืองผนวกแนวคิดสร้างเมืองใหม่เพราะเชื่อมั่นว่าราชการไม่กล้าแตะต้องผู้ชุมนุมที่เป็นประชากรของเมืองหรือเป็นการใช้ผู้ร่วมชุมนุมเป็นเกราะป้องกันภัยต่อต้านจากรัฐ ยุคพระศรีอารย์นั้นเป็นแนวคิดในอุดมคติของชาวพุทธที่เชื่อกันว่า สักวันหนึ่งผู้ที่อยู่ในยุคสมัยนี้จะสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยคนดีมีศีลธรรม ถือศีลสัตย์เคร่งครัด ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่กินเนื้อสัตว์ กินผักเป็นอาหารประจำวัน ไม่พูดคำหยาบคาย ไร้ชนชั้นวรรณะ มีความเสมอภาค ยิ้มแย้มมีไมตรีต่อกัน ทุกคนมีความสุขถ้วนหน้า จึงไม่ต้องมีกฎหมายใช้บังคับควบคุมหรือลงโทษเพราะจะไม่มีคนทำผิด ทำบาป ในเมืองพระศรีอารย์ ชาวพุทธบางกลุ่มพยายามเผยแพร่แนวคิดนี้ไปสู่สังคมไทยมาช้านาน แม้แต่การก่อตั้งชุมชนเล็กภายใต้แนวคิดนี้แล้วตั้งชื่อเป็นลัทธิใหม่ เมื่อยังไม่ปฏิบัติตนขัดต่อกฎหมายไทย ทางราชการจึงเพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ บางกลุ่มมีความเชื่อค่อนข้างรุนแรงและอาศัยความเป็นพระสงฆ์ปลูกฝังแนวคิดนี้แก่ประชาชนให้เชื่อถืองมงายกับนครในอุดมคติและความสุขที่หาได้ในสังคมพระศรีอารย์จนกระทั่งต้องถูกขับไล่ออกจากวงการสงฆ์ ท่ามกลางภาวะสังคมไทยในปัจจุบันที่กิเลสตัณหาผลักดันให้ประเทศชาติเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ จึงมิอาจให้กำเนิดยุคพระศรีอารย์ได้เลย แต่กลุ่มความเชื่อเหล่านี้ซึ่งมีพลังเงินสูงและความเชื่อเหนียวแน่นพยายามหลายครั้งในการฝังเน้นอุดมคตินี้เพื่อสร้างประชาชนกลุ่มก้อนใหญ่ผลักดันให้เกิดเมืองในอุดมคตินี้ขึ้น แกนนำกลุ่มพันธมิตรซึ่งมีจิตฝักใฝ่และเชื่อมั่นกับเมืองในอุดมคติที่ต้องการสร้างขึ้นให้ได้ในช่วงชีวิตของเขา หากเขาทำสำเร็จจักถือเป็นการสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ตามความเชื่อในลัทธิของพวกเขา หลักการสร้างเมืองใหม่ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐาน คือ เงินทุน และ ประชากร กลุ่มความเชื่อลัทธิพระศรีอารย์มีความพร้อมทางการเงินโดยอาศัยแอบอิงหลักศาสนาพุทธเรื่องการบริจาคทานซึ่งชาวพุทธยึดมั่นต้องทำกันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พวกเขามีเงินทุนจำนวนมหาศาล ต่อมาต้องหาประชากรที่มีความเชื่อมั่นในแนวคิดนี้โดยการเผยแพร่ความเชื่อไปในกลุ่มคน บางส่วนอาศัยสถานการณ์การเมืองที่มีความเห็นแตกต่างกันแล้วดึงพวกเขาเข้าร่วมเป็นประชากรใหม่ เมื่อเงินทุนและประชากรมีมากพอสมควร กอปรกับความเชื่อว่ากฎหมู่ต้องอยู่เหนือกฎหมาย ราชการไม่กล้าแตะต้องกลุ่มคนจำนวนมาก สร้างโอกาสมีค่าแก่พวกศรัทธาในพระศรีอารย์ให้ประกาศสร้างเมืองใหม่ที่ชื่อว่า “เมืองพระศรีอารย์” โดยผู้นำกลุ่มพันธมิตรบอกกล่าวด้วยความภาคภูมิใจอย่างมากผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง เมื่อประกาศความเป็นเมืองพระศรีอารย์แล้ว ผู้นำกลุ่มพันธมิตรจึงกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนขึ้นโดยขับไล่ผู้คนใกล้เคียงออกจากเส้นเขตแดนและห้ามบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือมิใช่ประชากรของเมืองเข้าใกล้หรือข้ามเขตอย่างเด็ดขาดพร้อมกับมีกองกำลังหรือทหารของเมืองคอยเฝ้ารักษาเขตแดนไว้ นอกจากนั้น ยังประกาศตนจะไม่ยอมรับกฎหมายไทยในเมืองใหม่ โดยอ้างเหตุผลว่าเมืองพระศรีอารย์เป็นเมืองที่รวบรวมคนดีในแผ่นดินไว้ จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใดมาบังคับควบคุมชีวิตประชากรอีก มันเป็นการประกาศอิสรภาพของเมืองพระศรีอารย์โดยแบ่งส่วนหนึ่งของเมืองหลวงจากประเทศไทย โดยกลุ่มผู้นำพันธมิตรเป็นผู้ปกครองสูงสุดของเมืองใหม่ เมืองในอุดมคติที่ชื่อว่า เมืองพระศรีอารย์ นั้นเป็นแนวคิดที่ดีเพราะเป็นการใช้หลักความดีปกครองคนแทนกฎหมาย การอยู่รวมกันของคนดีย่อมสร้างความสุขสงบแก่ทุกชีวิตอย่างแน่นอน แต่สัจธรรมของโลกคือ โลกใบนี้เป็นการอยู่รวมตัวกันของคนดีและคนชั่ว บ้านเมืองจะสงบสุขได้เมื่อคนดีเป็นผู้ปกครองคอยควบคุมคนชั่วมิให้กระทำความผิดและสร้างความเดือดร้อนแก่คนดีได้ ความสมดุลย์ของโลกต้องมีคนสองประเภทนี้มีชีวิตอยู่ร่วมกัน จักขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ โลกใบนี้มีอายุเป็นหมื่นปีมาแล้วยังมิอาจกำจัดคนชั่วออกไปทั้งหมด แล้วเหลือแค่คนดีเป็นผู้อยู่อาศัยได้ อีกทั้งเราจักใช้หลักเกณฑ์ใดแยกคนดีคนชั่วออกจากกันอย่างเป็นธรรม ตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการคัดแยกคนดีคนชั่วได้ ย่อมไม่สามารถสร้างเมืองพระศรีอารย์ซึ่งเป็นสังคมของคนดีอย่างแท้จริงได้ มิฉะนั้น ถ้าให้คนกินมังสวิรัติเป็นผู้เลือกคนดี กำจัดคนชั่ว เราอาจเห็นภาพคนกินเนื้อสัตว์ต้องถูกกำจัดในฐานะเป็นคนชั่วของแผ่นดิน สามีภรรยาที่หย่าขาดกัน อาจถูกตัดสินให้เป็นคนชั่วก็ได้ คนสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กลายเป็นคนชั่วในสายตาของผู้เคร่งศาสนา เมืองพระศรีอารย์ที่ตั้งอยู่ซ้อนทับกรุงเทพฯในวันนี้เป็นเพียงงานสนองกิเลสตัณหาของคนที่อยากปกครองบ้านเมือง แต่ไม่ต้องการใช้กฎหมายของผู้อื่นหรือไม่อาจเป็นผู้ปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ของบ้านเมืองนี้ จึงต้องสร้างเมืองใหม่และกฎระเบียบใหม่เพื่อให้ได้สมปรารถนาของตนเท่านั้น ส่วนผู้ร่วมชุมนุมเป็นเหยื่อกิเลสของพวกเขาซึ่งจักเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศไทยอย่างมาก หากสังเกตการประท้วงในวันนี้กำลังดำเนินไปสู่การแผ่ขยายเมืองใหม่ด้วยการเผยแพร่แนวคิดให้ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อบ้านเมืองโดยกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายไทย เช่น ห้ามเสียภาษีรายได้ ปิดน้ำและไฟ การไม่จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ระงับการใช้สาธารณูปโภคของผู้อื่นที่มิใช่พวกเดียวกัน เป็นต้น ทั้งนี้ คนไทยต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบในบ้านเมืองด้วยซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่า การณ์ใดที่ต้องลดทอนสิทธิเสรีภาพบางอย่างลงและเพื่อความมั่นคงของชาติ ก็สามารถตรากฎหมายใหม่เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงมีกฎหมายใช้ลงโทษผู้กระทำผิดและสร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองได้เมื่อใช้เสรีภาพของตนเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น หากผู้ใดไม่ยอมเสียภาษีรายได้ ประมวลรัษฎากรให้อำนาจในการยึดทรัพย์สินของผู้ฝ่าฝืนเพื่อชดใช้เงินภาษีที่ค้างจ่ายได้ทันที ถ้าใครบังอาจปิดน้ำปิดไฟโดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนหรือบุกรุกทำลายทรัพย์สินของราชการ ก็มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและกฎหมายอาญาใช้ลงโทษจำคุกหรือปรับอย่างหนักเพราะก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ กรณีไม่จ่ายค่าน้ำค่าไฟก็มีบทลงโทษในกฎหมายเฉพาะของรัฐวิสาหกิจนั้นว่า ผู้ใดมีหนี้ค้างจ่าย หน่วยงานมีสิทธิ์ตัดน้ำตัดไฟได้โดยไม่ถือว่าเป็นโต้แย้งสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน เนื่องจากพวกเขาทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ กฎหมายเหล่านั้นบัญญัติขึ้นบนพื้นฐานความเสมอภาคและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ผู้ใดกระทำตนขัดขวางกฎหมายหรือมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน สร้างเมืองใหม่ที่มีขอบเขตแน่นอนบนผืนแผ่นดินไทย ก็มีบทลงโทษฐานเป็นกบฏตราไว้ชัด ดังนั้น แนวคิดต่อต้านอำนาจรัฐและกฎหมายไทยโดยการฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อสนองความต้องการเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองและเพื่อเมืองใหม่ ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทยและสถาบันสำคัญของชาติ คนไทยพึงให้ความสนใจและระแวดระวังแนวคิดที่แอบแฝงในเมืองพระศรีอารย์ที่แกนนำพันธมิตรก่อตั้งขึ้น แม้ตอนนี้จะเล็ก แต่มีองค์ประกอบครบถ้วนของการเป็นเมืองหรือนครหนึ่งได้ เพราะมีเงินทุน ประชาชน และเขตแดนชัดเจน คนไทยจะยอมให้มีเมืองอิสระซ้อนในกรุงเทพฯอันเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยได้อย่างไร จึงควรสนับสนุนให้รัฐบาลยุติปัญหาเมืองใหม่นี้โดยเร็วก่อนลุกลามขยายตัวใหญ่ขึ้นคล้ายเชื้อไวรัสก่อโรคในร่างกายของมนุษย์ในที่สุดอาจต้องลบล้างชื่อเมืองหลวงของประเทศไทยออกไป แล้วใช้ชื่อใหม่ว่า เมืองพระศรีอารย์ ที่ผู้ปกครองและประชาชนส่วนใหญ่ทำตัวเยี่ยงอันธพาลครองเมืองนี้ การรู้เท่าทันด้วยสติปัญญา ความสามัคคีของคนไทยและรัฐบาลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการกำจัดคณะปฏิปักษ์ต่อรัฐและกฎหมายนี้ได้ตลอดกาล
*************************** 6/5/2008 เสรีภาพการประท้วงกับเมืองอันธพาลเสรีภาพการประท้วง เขียนโดย แก้วมณี ระบอบประชาธิปไตยย่อมมีความเห็นแตกต่างกันได้ การแสดงออกทางความคิดเห็นสามารถทำได้ตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายของประเทศนั้นกำหนดไว้บนพื้นฐานของเสรีภาพการแสดงออก ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายในขอบเขตอันควรและไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นด้วย การประท้วงเป็นการใช้เสรีภาพแสดงความเห็นส่วนของตนต่อสาธารณชนอย่างหนึ่งที่กระทำกันได้ภายใต้การคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ เมื่อประเทศไทยมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง คือ รัฐธรรมนูญ จึงมีการบัญญัติคุ้มครองเสรีภาพการประท้วงไว้ทุกฉบับ แต่หลายคนนำเสรีภาพประเภทนี้ไปใช้ในทางเสื่อมเสียและสร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยอ้างอิงเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ แต่ลืมเลือนหลักเจตนารมณ์ของการบัญญัติเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยไป นั่นคือ เสรีภาพในรัฐธรรมนูญย่อมมีขอบเขตอันควร มิอาจล่วงละเมิดเสรีภาพหรือสิทธิของผู้อื่นด้วย เมื่อทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดขอบเขตขึ้นโดยปริยาย ฝ่ายใดจะห้ามอีกฝ่ายใช้เสรีภาพไม่ได้ อีกทั้งจะใช้เสรีภาพของตนละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ต้องการประท้วงคัดค้านหรือขับไล่บุคคลใดด้วยการเดินถือป้ายหน้าบ้าน ย่อมทำได้ แต่จะบุกข้ามรั้วเข้าไปในบ้านเพื่อลากเขาออกมาไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิ์ของเขาอย่างชัดเจน เป็นต้น เสรีภาพหรือสิทธิตามรัฐธรรมนูญมิได้หมายถึงการแสดงออกทางความเห็นแตกต่างกันเท่านั้น ยังมีเสรีภาพอีกหลายลักษณะที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญไทย การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้อื่นย่อมเป็นสิ่งที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเกี่ยวข้อง สิทธิเสรีภาพในการใช้สาธารณูปโภคของรัฐอย่างเท่าเทียมกันเป็นหนึ่งในเสรีภาพทางรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคุ้มครองให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ใช้มันได้ ดังนั้น ถนนถือเป็นสาธารณูปโภคอย่างหนึ่งที่คนไทยมีสิทธิใช้ได้ตามสถานภาพของมัน เมื่อเป็นถนนที่ใช้เพื่อการสัญจรของรถหรือคนเดินถนน มิใช่เพื่ออาศัยตั้งถิ่นฐานของคน จึงต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ของถนน หากผู้ใดใช้เสรีภาพการแสดงออกประท้วงบนถนนหรือปิดกั้นถนนและสร้างขอบเขตห้ามผู้อื่นมิให้เข้าดินแดนของเขาเพื่อตั้งถิ่นฐานอาศัยหรือเพื่อหนุนการประท้วงก็ตาม แม้จะเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพใช้ถนนของผู้อื่นตามวัตถุประสงค์ของการเป็นถนน อีกทั้งรัฐธรรมนูญคุ้มครองการใช้สิทธิในสาธารณูปโภคของรัฐแก่คนไทยทุกคนด้วย ผู้ใดละเมิดสิทธิของผู้อื่นย่อมเป็นการกระทำผิดกฎหมายสูงสุดของบ้านเมืองเพราะเป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตอันควรอันขัดต่อเจตนารมณ์แท้จริงและความเป็นธรรมของรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นกฎหมายใดที่คุ้มครองและป้องกันมิให้ใช้ถนนผิดวัตถุประสงค์ของการเป็นถนนเมื่อเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ผู้ใดละเมิด กีดขวาง ทางสัญจรของประชาชนในการใช้ถนน ย่อมมีความผิดตามกฎหมายเฉพาะนี้อีกด้วย อังกฎษและสหรัฐถือเป็นต้นแบบประเทศในการปกครองแบบประชาธิปไตย ส่วนไทยได้นำแบบอย่างของเขามาประยุกต์ใช้ แต่คนไทยบางกลุ่มและเจ้าหน้าที่ในระบบยุติธรรมไม่เข้าใจลุ่มลึกเพียงพอกับคำว่า “ขอบเขตอันควร” ในระบอบประชาธิปไตยด้วย โดยตีความเหมาว่า การประท้วงทุกรูปแบบสามารถแสดงออกในทุกสถานที่ได้ด้วยข้ออ้างว่ารัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพนี้ไว้และเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทุกคนต้องเคารพและเชื่อฟัง แม้จะใช้สิทธิเสรีภาพรบกวนหรือขัดขวางเสรีภาพของผู้อื่น ก็พึงทำได้อย่างอิสระ จึงทำให้พฤติกรรมหลายอย่างในประเทศนี้ผิดเพี้ยนไปจากแนวคิดที่ถูกต้อง การใช้เสรีภาพด้านแสดงความคิดเห็นแตกต่างถือเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ทุกประเทศในระบอบประชาธิปไตยจึงยอมให้มีการแสดงความเห็นแตกต่างด้วยการประท้วงได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น อีกทั้งต้องไม่ขัดต่อกฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองอีกด้วย ดังนั้น ภาพข่าวการประท้วงในประเทศเหล่านั้นจึงมีให้เห็นบ่อยครั้งโดยเดินถือป้ายประท้วงไปตามถนนสายต่างๆเพื่อบอกกล่าวความเห็นแตกต่างของพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งวันหรือหลายวันก็ได้ซึ่งขึ้นอยู่ที่แต่ละประเทศกำหนดระเบียบการประท้วงในที่สาธารณะอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามกฎนั้น เนื่องเพราะการจำกัดเสรีภาพต้องมีกฎระเบียบพิเศษออกมาควบคุมจำเพาะไว้เพื่อความสงบสุขทางสังคมที่ผู้คนต้องอยู่ร่วมกัน จึงไม่อาจให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำตามอำเภอใจได้ รัฐต้องออกระเบียบไปควบคุมวิธีใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อมิให้กลุ่มอื่นต้องเดือดร้อนจากการใช้เสรีภาพของคนที่เห็นต่างกัน อีกภาพที่เห็นในการประท้วงของต่างประเทศคือ ถ้ากลุ่มประท้วงละเมิดกฎระเบียบสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป เช่น การนั่งประท้วงกีดขวางทางสัญจรสาธารณะหรือระบบรถโดยสารสาธารณะ การแก้ผ้าล่อนจ้อนในที่สาธารณะ รัฐจะใช้กฎหมายเข้ายุติพฤติกรรมนั้นโดยข้ออ้างว่าใช้เสรีภาพเกินขอบเขตและสร้างความเดือดร้อนแก่สาธารณชน แล้วจับกุมกลุ่มประท้วงที่ฝ่าฝืนข้อกฎหมายทันที อันเป็นไปตามแนวคิดพื้นฐานประชาธิปไตยที่ว่า การแสดงความเห็นแตกต่างกันย่อมมีได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น การประท้วงด้วยการปิดกั้นการใช้ถนนของผู้อื่นเพื่อจุดประสงค์ส่วนตัวหรือเพื่อกลุ่มของตนย่อมทำมิได้ นอกจากนั้น ถนนสร้างขึ้นเพื่อให้รถของประชาชนแล่นผ่านไปมา คนเดินสัญจรบนทางเท้า กลุ่มประท้วงไม่มีอำนาจหรือมิอาจอ้างเสรีภาพในรัฐธรรมนูญเพื่อปิดกั้นแล้วสร้างอาศรม ที่อยู่อาศัย บนพื้นผิวถนนหรือทางเท้าได้ เนื่องจากเป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตอันควรและละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นในการใช้สอยถนน แล้วยังผิดต่อกฎหมายเพื่อความสงบในบ้านเมืองเรื่องการตั้งสิ่งของกีดขวางทางจราจรหรือใช้ถนนเพื่อการอยู่อาศัย อีกทั้งการกั้นขวางถนนเพื่อกำหนดเขตแดนสร้างบ้านเมืองหรือหมู่บ้านใหม่ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย อันเป็นการสร้างรัฐซ้อนรัฐขึ้นในประเทศไทย ย่อมเป็นความผิดฐานก่อกบฏ คิดล้มล้างหรือขัดขวางการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทย ดังนั้น การประท้วงย่อมเป็นเสรีภาพที่ทุกคนพึงกระทำกันได้ แต่ต้องมีขอบเขตอันควร มิใช่การข่มขู่ให้หวาดกลัวหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น มันจักกลายเป็นพฤติกรรมของอันธพาล มิใช่ผู้มีความเห็นแตกต่างกันในระบอบประชาธิปไตย หากคิดการณ์ใหญ่ขยายเป็นเมืองใหม่นอกกฎหมายโดยมีเขตแดนชัดเจนและไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายด้วย อาจเป็นเมืองกบฏแห่งแรกของประเทศไทยในศตวรรษไซเบอร์ซึ่งรัฐบาลมิอาจให้มีเมืองใหม่นี้บนผืนแผ่นดินไทยและขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนได้ ******************************* 6/2/2008 ผู้กล้าหรือคนขี้ขลาดใต้หน้ากากผู้นำ
เขียนโดย ลูกแก้ว
ภาพข่าวการประท้วงบนถนนของกลุ่มพันธมิตรตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆสร้างคำถามขึ้นว่า ผู้นำกลุ่มที่เหล่าสาวกให้ความนับถือและเชื่อใจนั้นเป็นนักต่อสู้เพื่อสังคมที่กล้าหาญแท้จริงหรือคนขี้ขลาดเท่านั้น ช่างภาพถ่ายภาพผู้นำเข้าไปนั่งในกลุ่มคนที่มาร่วมประท้วงแล้วให้สัมภาษณ์ว่า จะยืนเคียงข้างเหล่าสาวก ผู้ใดอยากสลายม็อบก็ต้องผ่านโล่มนุษย์ที่เขาวางป้องกันโดยรอบก่อน ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเขาเลือกนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้หญิง เด็ก และคนชราเท่านั้น ส่วนโล่มนุษย์ที่อ้างถึงนั้นก็เน้นให้ผู้หญิง เด็ก คนชรา อยู่แถวหน้า คนหนุ่มถืออาวุธอยู่แถวหลัง เพื่อสกัดกั้นและขู่มิให้ตำรวจเข้าสลายม็อบเพราะต้องทำลายโล่คนอ่อนแอให้แหลกก่อน จึงเข้าถึงคนหนุ่มถืออาวุธได้ อีกทั้งถ้าต้องการจับผู้นำกลุ่มก็ต้องจัดการผู้หญิง เด็ก และ คนชรา ที่นั่งล้อมอยู่ก่อน ตามหลักการต่อสู้ในสนามรบของนักรบหรือนักต่อสู้นั้นจะไม่ทำร้ายหรือใช้ผู้อ่อนแอเป็นเครื่องมือ เช่น ผู้หญิง เด็ก คนชรา คนป่วย เป็นต้น แต่จะต่อสู้กับนักรบด้วยกันเท่านั้น ทหารหรือตำรวจได้รับการสั่งสอนตามหลักการนี้และพึงหลีกเลี่ยงการปะทะกับผู้อ่อนแอ อีกทั้งยังถือเป็นการทำลายเกียรติภูมิของนักรบ ถ้าทำร้ายกลุ่มผู้อ่อนแอด้วย นักรบจะสู้กับนักรบด้วยกัน เป็นคติประจำใจของผู้กล้าหาญ ขณะที่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรอ้างว่าทำเพื่อชาติและประชาชน แต่กลับใช้กลุ่มผู้อ่อนแอทางสังคมปกป้องชีวิตของตัวเองด้วยการใช้ผู้หญิง เด็ก คนชรา เป็นโล่กำบังกายโดยปลุกระดมให้พวกเขาเชื่อว่า การเป็นโล่ให้ผู้นำกลุ่มคือ ความกล้าหาญของวีรชน ทั้งที่เป็นแค่เหยื่อโง่ของคนขี้ขลาดเท่านั้น การจะเป็นผู้นำฝูงชนหรือแนวคิดของคนต้องเดินนำหน้าสุดอย่างกล้าหาญเพื่อนำพาผู้ร่วมอุดมการณ์ไปสู่ความสำเร็จ หากสังเกตประวัติของนักต่อสู้ทางสังคมทั่วโลกจะพบว่าพวกเขาเดินนำอยู่แถวหน้าของฝูงคนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แม้แต่ประวัติศาสตร์ไทยนักต่อสู้เพื่อชาติหรือนักรบที่มีชื่อเสียงประทับในหัวใจคนไทย เช่น พระนเรศวรหรือพระเจ้าตากสิน ล้วนเป็นผู้นำกองทัพแถวหน้าต่อสู้กับข้าศึกเพื่อชิงเมืองกลับมาเป็นของไทยหรือที่เรียกกันติดปากว่า กู้ชาติ พระองค์ไม่เคยยืนแถวหลังแล้วปล่อยให้นักรบอื่นต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ถ้าบาดเจ็บหรือตายพระองค์จะทรงรับไว้ก่อนในฐานะผู้นำกองทัพ ทั้งสองจึงสร้างตำนานการรบอันโดดเด่นและเป็นที่เคารพนับถือของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แบบอย่างของผู้นำที่ดี คือ การยืนอยู่แถวหน้าด้านความคิดและการกระทำยามเผชิญต่ออุปสรรค มิใช่หลบอยู่ด้านหลังของผู้หญิง เด็ก คนชราเยี่ยงเดียวกับที่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรกระทำดังที่เห็นในภาพข่าวบ่อยครั้ง อีกทั้งผู้นำควรมีเมตตาต่อผู้อ่อนแอและปกป้องพวกเขาให้พ้นภัยร้ายที่มากล้ำกราย จึงถือเป็นผู้นำที่ดีมีน้ำใจ ขณะที่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรผลักดันและใช้ผู้หญิง เด็ก คนชรา เป็นโล่ปกป้องชีวิตและตัณหาส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเขา วีรชน เหยื่อโง่ ผู้นำที่ดี คนขี้ขลาด มีเส้นบางๆคั่นขวางอยู่เท่านั้น ขึ้นอยู่ที่ว่าผู้ใดจะใช้สติคิดตรองอย่างลึกซึ้งและเท่าทัน กลุ่มพันธมิตรต้องการใช้กำลังพลมากๆเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้ได้ตามเป้าหมายซึ่งอาจแตกต่างจากที่เขียนบอกฉาบหน้าไว้ หากสังเกตย้อนกลับไปในอดีตที่กลุ่มนี้เคยก่อม็อบและทำลายสังคมไทยมาแล้ว จักสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะมีการปะทะระหว่างกลุ่มนี้กับกลุ่มใดหรือตำรวจก็ตาม ผู้นำกลุ่มจะรอดปลอดภัยและหายตัวไปทุกครั้งราวกับมีพรายกระซิบเตือนล่วงหน้าแล้วโผล่ตัวตามหน้าจอทีวีอ้างว่าอยู่เคียงข้างสาวกร่วมอุดมการณ์หลังเหตุการณ์ร้ายผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่สาวกหลายคนถูกตำรวจจับในสถานที่เกิดเหตุนั่นเอง เมื่อมีการพิจารณาคดีกลุ่มผู้นำจะรอดพ้นคดีไม่ถูกลงโทษเลย ส่วนสาวกต้องถูกปรับหรือจำคุกตามข้อหาหนักเบาแล้วแต่กรณีโดยรับโทษไปคนเดียวตามหลักความเป็นธรรมที่ว่า ใครกระทำความผิด ต้องถูกลงโทษ ทั้งที่พวกเขาหลงคารมยั่วยุให้มีอารมณ์ฮึกเหิมในการละเมิดกฎหมายโดยกลุ่มผู้นำ ผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดกลายเป็นครอบครัวของเขา สื่อมวลชนไม่เคยติดตามชีวิตภายหลังการเป็นเหยื่อของสาวกเหล่านี้ เราจึงไม่มีโอกาสเห็นชีวิตของพวกเขาที่ต้องพิการ ตาย ตกงาน ตกต่ำอย่างไม่คุ้มค่ากับความเชื่อใจที่มีให้แก่กลุ่มผู้นำเหล่านั้น มันลอยหายไปกับสายลมแห่งกาลเวลา ผู้นำกลุ่มพันธมิตรที่นั่งอยู่ในวงล้อมหรือซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของผู้หญิง เด็ก คนชรา ไม่ว่าจะใช้ข้ออ้างสวยงามเพียงใด ถ้าเรียกตนเองว่าเป็นนักต่อสู้ ย่อมต้องมีความกล้าหาญ มีเมตตา มีหัวใจนักรบ มิใช่ซ่อนตัวกลัวตายอยู่ด้านหลังของผู้อ่อนแอ อันเป็นวิถีทางของคนขี้ขลาด ส่วนสาวกก็ควรมีความฉลาดในการเชื่อใจหรือฝากชีวิตไว้กับผู้นำที่แท้จริงเพื่อให้คุ้มค่ากับความซื่อสัตย์ของตัวเอง มิฉะนั้น ก็มิใช่สาวกที่ดีหรือวีรชน แต่เป็นเพียงเหยื่อโง่หรือเครื่องมือไร้สมองของผู้นำเจ้าเล่ห์และขี้ขลาดเท่านั้น เมื่อพิจารณาทบทวนพฤติกรรมในอดีตกับปัจจุบันจักพบว่า กลุ่มพันธมิตรและสาวกมุ่งเน้นเรียกร้องและล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ในช่วงปฏิวัติกลุ่มนี้ไม่เคยต่อต้านหรือเรียกร้องล้มล้างรัฐบาลของคณะปฏิวัติ และแสดงท่าทีสนับสนุนออกหน้าอันแตกต่างจากชื่อกลุ่มที่อ้างว่าสนับสนุนประชาธิปไตย แต่กระทำตนต่อต้านตัวแทนประชาชนทั้งประเทศโดยใช้กฎหมู่ทำลายล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่รวมตัวประท้วงจะยื่นข้อเรียกร้องให้ล้มล้างรัฐบาลการเลือกตั้งเสมอ มันเป็นข้อสังเกตที่ควรคิดคำนึงให้ลึกว่า กลุ่มนี้มีแนวคิดต้านระบอบประชาธิปไตยโดยใช้เสรีภาพตามกฎหมายเป็นกลอุบายทำลายความมั่นคงของประเทศในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการประท้วงล่าสุดที่ไม่อาจใช้ข้อกล่าวอ้างว่าทำงานทุจริตได้เพราะรัฐบาลเพิ่งเข้ารับงานสามเดือน ยังไม่มีโครงการใหม่ มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า จึงถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน(ข้อกล่าวหายอดฮิตและฟุ่มเฟือย) โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะล้มล้างรัฐบาลได้เลย แทนที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายปลดผู้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี พวกเขาใช้กฎหมู่ปิดถนนอันเป็นทางสัญจรของประชาชนแล้วกำหนดการเดินทางให้คนอื่นตามใจชอบราวกับว่าบ้านเมืองนี้มีพวกเขาเป็นผู้ตั้งกฎระเบียบ อีกทั้งยังประกาศตัวตั้งเมืองใหม่ที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายไทยบนเวทีประท้วงอย่างไม่เกรงกลัวด้วย มันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรไตร่ตรองและพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงเจตนาแอบแฝงที่น่ากลัวต่อระบอบประชาธิปไตยซึ่งอาจนำพาไปสู่การปกครองแบบพระศรีอารย์ที่ผู้นำกลุ่มบางคนอยากให้ประเทศไทยอยู่ในรูปแบบนั้นและผลักดันโดยใช้เหยื่อสาวกที่หลงงมงายกับคำพูดปลุกยุแยงไปตามทิศทางนั้นโดยไม่สนใจความเสียหายของชาติและประชาชนโดยยกป้ายว่าทำเพื่อประชาธิปไตย แต่ต้องการให้ไทยอยู่ในระบอบพระศรีอารย์อันเป็นนามธรรมที่ยังไม่เคยมีประเทศใดในโลกใช้การปกครองแบบนี้เลย นอกจากนั้นการประกาศตั้งเมืองใหม่ไม่อยู่ใต้กฎระเบียบของประเทศไทยบ่งบอกเจตนารมณ์ที่น่ากลัวอย่างมาก รัฐซ้อนรัฐ มันไม่แตกต่างจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางใต้ที่เป็นปัญหาของไทยในวันนี้เลย คงต้องใช้สติพิจารณากับพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรและสาวก ถ้ารักประเทศไทยและอยากเห็นความเป็นปึกแผ่นของดินแดนสงบสุขแห่งนี้ ขอให้หลีกห่างพวกเขาไว้ เลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มนี้เพื่อหาความสงบแก่ตนและครอบครัวไว้ก่อน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มองเห็นเจตนารมณ์แท้จริงของกลุ่มพันธมิตรและสาวกจัดการอย่างเหมาะสม คนไทยผู้รักสงบแค่เป็นคนให้กำลังใจแก่รัฐบาลเลือกตั้งให้เรียกความสงบกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
************************** 6/1/2008 ใช้สิทธิสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 บัญญัติว่า การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่า เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
หมายเหตุ
ความสงบสุขทางสังคมจักเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนเคารพกฎหมายซึ่งกำหนดขอบเขตและหน้าที่ไว้ หากผู้ใดทำเกินขอบเขตหรือกระทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้ ย่อมถูกลงโทษ นอกจากนั้น แม้กฎหมายให้สิทธิเสรีภาพกระทำบางสิ่งได้ แต่ยังต้องมีขอบเขตอันควรในการใช้สิทธิที่จะไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น อันถือเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายและเป็นหลักกฎหมายพื้นฐานแห่งความเป็นธรรมของสังคม ผู้เสียหายจากการใช้สิทธิของผู้อื่นสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ ตัวอย่างเช่น เราสร้างบ้านสูงห้าชั้นบนที่ดินของเรา แต่บ้านไปบังลมและแสงแดดของบ้านหลังอื่นจนสร้างความเสียหายแก่เขาโดยบ้านของผู้อื่นไม่ได้รับลมหรือแสงแดดเลย มีแต่ความมืดสลัวและอากาศร้อนตลอดวันและตลอดคืน ถือเป็นการใช้สิทธิของตนก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเกินสมควรแก่เหตุ เจ้าของบ้านที่เสียหายมีสิทธิเรียกค่าเสียหายและขอให้รื้อถอนส่วนที่ก่อความเสียหายได้ หรือ ถนนเป็นทางสาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิใช้สัญจรผ่านไปมา หากกลุ่มคนประท้วงเรียกร้องความต้องการของตนด้วยการเอาของวางกีดขวางทางสัญจรของผู้ใช้ทาง ถือเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายแพ่งเพราะเป็นการใช้สิทธิที่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ผู้ใช้ทางที่ต้องรับความเสียหาย เช่น ต้องหยุดเรียน ค่าเสียหายจากธุรกิจล่าช้าหรือสูญเสีย บริษัทห้างร้านหรือโรงเรียนต้องหยุดเรียนเพราะทางสัญจรถูกปิดด้วยเกรงอันตราย และอื่นๆ ผู้เสียหายย่อมเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้สร้างความเดือดร้อนได้เพราะถือว่าการใช้สิทธิเสรีภาพที่กฎหมายให้ไว้ไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ถือเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายและผิดต่อหลักความเป็นธรรมทางสังคม ถ้าการใช้สิทธิของตนไปละเมิดต่อกฎหมายอื่นด้วย ก็ยังต้องรับผิดเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก
************************** |
|
|