Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
6/28/2009 บัญชี คือ หัวใจของภาษีนิติบุคคลความสำคัญของนักบัญชี ผู้สอบบัญชี และ ภาษีนิติบุคคล
เขียนโดย ลูกแก้ว
ในอดีตการทำบัญชี งบการเงิน การตรวจสอบบัญชีมักไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจังจากนิติบุคคลทั้งบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีแนวคิดว่าต้องแต่งตัวเลขให้ต่ำเพื่อเสียภาษีให้น้อย จนสร้างความระแวงใจแก่กรมสรรพากรให้มีอคติสืบทอดถึงวันนี้ว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องโกงภาษี จึงต้องจับตามองสืบค้นหาเงินภาษีจากร้านค้าเหล่านั้น ทำให้เกิดภาพแมวจับหนู ร้านค้าสุจริตต้องถูกมองด้วยสายตาอคติ แล้วยังเพิ่มการทุจริตเรียกร้องเงินจากห้างร้านโดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเพื่อประโยชน์ส่วนตน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ มันมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจในอดีตไม่ต้องการเสียภาษีแก่รัฐหรือเสียให้น้อยที่สุด จึงสร้างตัวเลขปลอมในบัญชีซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐเลวๆใช้จุดอ่อนนี้เรียกร้องเงินสินบนเพื่อปกปิดการเลี่ยงภาษีของธุรกิจ สุดท้ายเจ้าของกิจการจึงเป็นเหยื่อในอุ้งเท้าเสือซึ่งคือ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ดี บางคนต้องถูกเรียกเงินภาษีที่จ่ายน้อยไปบวกค่าปรับและเงินเพิ่มหลายล้านบาทหลังจากหมดปัญญาจ่ายเงินสินบนได้ต่อไปเพราะมีการสับเปลี่ยนคนมารีดไถต่อเนื่องไม่สิ้นสุด สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการพร้อมกับหนี้สินติดตัวจนต้องเป็นบุคคลล้มละลายเพราะหนี้ภาษี กิจการเอกชนนิยมการหลบเลี่ยงจ่ายภาษีให้รัฐและเป็นเหยื่อให้ข้าราชการทุจริตรับสินบนบิดเบือนเงินภาษีเข้าคลังเพื่อประโยชน์ส่วนตนเกิดขึ้นยาวนาน กรมสรรพากรพยายามล้อมรั้วปิดกั้นหรือสร้างข้อบังคับเพื่อตีกรอบให้เกิดความเสียหายแก่รัฐน้อยลง รวมทั้งแก้ไขด้านแนวคิดของประชาชนเกี่ยวกับเงินภาษีว่า รัฐนำเงินภาษีไปช่วยทำนุ บำรุง บ้านเมืองให้พัฒนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นและช่วยให้ประชาชนมีชีวิตดีขึ้นหรือทันสมัยขึ้น ด้วยหวังลดการเลี่ยงเสียภาษีของบุคคลที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจในวันข้างหน้าหรือเจ้าของธุรกิจวันนี้ที่ยอมจ่ายภาษีอย่างถูกต้องโดยสมัครใจ แต่ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐคือ การให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอย่างสูงสุด แม้แต่การยึดทรัพย์เพื่อเสียภาษีโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลก่อนโดยหวังจะให้ลงโทษรวดเร็วและใช้ขู่ผู้เสียภาษีให้กลัวการเลี่ยงภาษี ผลตรงข้ามที่ได้รับคือ ธุรกิจเดือดร้อนหนักขึ้นทั้งพวกทุจริตและสุจริตเมื่อรัฐบาลเร่งรัดให้กรมสรรพากรหาเงินภาษีไปใช้จ่ายมากๆด้วยตั้งเป้าตัวเลขเงินภาษีแต่ละปีไว้ โดยมีโบนัสแจกให้หน่วยงานที่รีดเงินภาษีเข้ารัฐสูงเท่าหรือเกินเป้า เจ้าหน้าที่รัฐจึงข่มขู่ให้เจ้าของกิจการทำตัวเลขกำไรเท็จเพื่อเก็บเงินภาษีเพิ่มโดยอ้างจะใช้อำนาจตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง 5 ปีบ้าง 10 ปี บ้าง หวังสร้างความหวาดกลัวให้อีกฝ่ายยอมเชื่อฟังและทำตามคำสั่งโดยดี ทั้งนี้ การทำตัวเลขเท็จนั้นกลายเป็นความผิดพลาดที่เจ้าของกิจการสร้างพันธนาการมัดตนไว้กับข้าราชการทุจริตทุกรุ่นที่ย้ายผลัดเปลี่ยนกันเข้าสู่แผนกหรือกลุ่มรีดไถภาษีนั้นอย่างไม่สิ้นสุดและยังต้องคอยหวาดกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกลงโทษตามกฎหมายทั้งจำคุกและปรับเพิ่มจนสิ้นเนื้อประดาตัวเมื่อวันที่ถูกจับได้ว่าทำตัวเลขบัญชีเท็จหรือไม่สามารถจ่ายสินบนเพื่อเลี่ยงการตรวจจับเท็จทั้งที่ผู้สั่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั่นเอง กระบวนการรีดไถภาษีใช้วิธีนี้เปลี่ยนสถานภาพการเงินของแต่ละคนโดยรัฐได้เงินตามเป้า ส่วนเขาก็ได้เงินสินบนทุกเดือนทุกปี แต่เจ้าของกิจการแบกคุกและเงินเพิ่มค่าปรับไว้ซึ่งถือเป็นผู้เสียหายฝ่ายเดียวที่เสียรู้ไปเชื่อเจ้าหน้าที่ทุจริตเห็นแก่ความชอบในตำแหน่งโดยบงการให้ทำละเมิดกฎหมาย การทำบัญชี งบการเงิน เป็นเครื่องมือสำคัญของกรมสรรพากรในการคำนวณเงินภาษีที่เอกชนต้องจ่ายแก่รัฐซึ่งมีพัฒนาการตามล่าหาข้อบกพร่องหรือตัวเลขซ่อนแฝงไว้ โดยมีอคติพื้นฐานว่า เอกชนนิยมหลบภาษีด้วยการทำบัญชีสองเล่มหรือตกแต่งตัวเลขในบัญชีเพื่อหลอกรัฐให้ได้เงินภาษีน้อยกว่าความจริงหรือไม่ต้องจ่ายเงินภาษีเลย กรมสรรพากรจึงออกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆละเอียดยิบเพื่อควบคุมการทำบัญชีและช่วยในการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มอำนาจลงโทษใช้ข่มขู่เอกชน นักบัญชี ผู้สอบบัญชีซึ่งร่วมกันหลอกลวงรัฐอีกด้วย ระเบียบกฎต่างๆที่ออกมากมายอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในบัญชีซึ่งกรมสรรพากรใช้เป็นเครื่องมือรีดไถเงินสินบนได้ง่ายเพราะตัวเลขคำนวณพลาดด้วยเศษสตางค์ ก็ถือเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกได้แล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐลงโทษผู้เกี่ยวข้องในบัญชีทำให้เกิดความหวั่นเกรงแก่เอกชนหรือผู้เกี่ยวข้องกับบัญชี ถ้าเกิดกรณียัดเยียดข้อกล่าวหาขึ้นได้ ความหวั่นกลัวของเอกชนต่อกฎเกณฑ์และอำนาจของกรมสรรพากรที่พิจารณาตัดสินกรณีพิพาทและลงโทษได้ทันทีทำให้เก็บเงินภาษีง่ายขึ้น แต่ก็สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้เสียภาษีได้เช่นกัน วิธีการที่เจ้าหน้าที่นำไปใช้รีดเงินภาษีและเงินสินบนจากเอกชนพัฒนาและโหดร้ายขึ้นเมื่อเอกชนที่สุจริตถูกบังคับให้ทำผิดกฎหมายด้วยการตกแต่งตัวเลขเพื่อเพิ่มกำไร เปลี่ยนแปลงขาดทุนให้เป็นกำไร หวังให้เกิดตัวเลขเงินภาษีต้องจ่ายสูงขึ้น เนื่องจากแต่ละกรมกองในกรมสรรพากรมีตัวเลขเงินภาษีไว้ ถ้ากลุ่มใดหาเงินได้มากเกินเป้าจะส่งผลต่อโบนัสที่จะได้รับของบุคคลในกลุ่มอย่างมาก ทุกคนจึงคิดสารพัดวิธีเพื่อรีดเงินภาษีและเงินสินบนจากเอกชนเพื่อให้งดเอาจากเขาหรือขอจ่ายน้อยลงกว่าที่เรียกร้องไว้ การบังคับให้แต่งตัวเลขรายได้เท็จหรือดึงค่าใช้จ่ายบางตัวในบัญชีออกไปเพื่อเพิ่มตัวเลขรายได้ ถือเป็นการทำเอกสารเท็จ เอกชน ผู้ทำบัญชี ต้องมีโทษอาญาจำคุกและปรับด้วยเงินหลายเท่าซึ่งอาจทำให้ต้องปิดกิจการก็ได้ เจ้าหน้าที่ใช้วิธีนี้เพื่อให้เอกชนที่หวั่นเกรงเขายอมทำผิดกฎหมายครั้งแรกและต้องเป็นเหยื่อและทาสของเขาตลอดกาล วิธีนี้กำลังเป็นที่นิยมในกรมสรรพากรอย่างมาก หัวใจสำคัญในการรีดเงินภาษีกับเงินสินบนอยู่ที่สมุดบัญชีและงบการเงิน หากไม่ต้องการเป็นเหยื่อหรือทาสของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดี เจ้าของบริษัทต้องปรับแนวความคิดใหม่ให้เข้ากับหลักสากลที่เน้นนำข้อมูลในบัญชีไปใช้พัฒนาธุรกิจด้วย จึงต้องให้ความสำคัญต่อข้อมูลที่เป็นจริง อีกทางหนึ่งจะส่งผลป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดีได้ หลายบริษัททำสำเร็จมาแล้วเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐพูดขู่เชิงบังคับให้เจ้าของกิจการหรือนักบัญชีตกแต่งตัวเลขใหม่เพื่อให้เสียภาษีตามที่เจ้าหน้าที่รัฐกำหนดไว้ แต่พวกเขาปฏิเสธเพราะมั่นใจในการทำบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สุดท้ายเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่สามารถยัดเยียดข้อกล่าวหาหรือลงโทษบริษัทเหล่านั้นได้เลย บางบริษัทถูกขู่ให้เซ็นชื่อไม่รับเงินภาษีคืน ถ้าต้องได้รับคืน แต่เขาก็ปฏิเสธเพราะมั่นใจในบัญชี กรมสรรพากรก็จำต้องคืนเงินแก่เขาเพราะหาข้อผิดพลาดโดยจงใจไม่ได้ กิจการควรเอาใจใส่ต่อระบบบัญชีด้วยการให้ความรู้แก่นักบัญชีให้ทันสมัยและรับรู้ข้อมูลข่าวสารระเบียบและข้อยกเว้นที่กรมสรรพากรประกาศที่เอื้อต่อนิติบุคคล ปรับแนวคิดด้วยการทำบัญชีตามข้อเท็จจริงโดยไม่ตกแต่งตัวเลขเพื่อลดเงินภาษีหรือทำบัญชีสองเล่มดังที่กิจการในอดีตนิยมทำกัน หลายกิจการต้องล่มสลายลงเมื่อถูกเรียกภาษีเพิ่มหลังจากถูกตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องในบัญชี ประมวลรัษฎากรกำหนดข้อยกเว้นหรือการหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายประกอบการเสียภาษีไว้ละเอียดถี่ยิบ นักบัญชีและผู้สอบบัญชีที่ดีจะรอบรู้ข้อกฎหมายเหล่านี้แล้วนำปรับใช้กับการทำบัญชีได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของกิจการให้เชื่อถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็จะได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายเหล่านั้นได้ ต้องไม่ลืมว่า กรมสรรพากรออกข้อกฎหมายนั้นมิได้ต้องการทำลายล้างธุรกิจให้ล่มสลายไป แต่ต้องการแบ่งปันกำไรจากกิจการมาใช้สร้างความรุ่งเรืองแก่บ้านเมืองเท่านั้น ถ้าเจ้าของกิจการปรับแนวคิดในด้านบวกแก่การเสียภาษีโดยเน้นให้นักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีทำงานโดยสุจริตและใช้ตัวเลขรายได้ ค่าใช้จ่าย แท้จริง ปัญหาการรีดไถจากเจ้าหน้าที่สรรพากรทุจริตย่อมไม่เกิดขึ้น การทำผิดกฎหมายตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่แล้วเจ้าของกิจการต้องกลายเป็นเหยื่อหรือทาสให้รีดไถเงินตลอดกาลเกิดขึ้นไม่ได้ การแก้ไขจึงต้องเน้นที่บัญชีของกิจการเป็นต้นเหตุสำคัญที่สร้างโซ่แห่งความชั่วร้ายขึ้นในสังคมไทย การทำบัญชีปัจจุบันนี้แยกเป็น กิจการมีนักบัญชีทำเอง หรือ จ้างนักบัญชีอิสระหรือสำนักงานบัญชี ซึ่งจะมีอัตราค่าจ้างแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลงานดีหรือไม่ดีโดยมีตั้งแต่ 800 – 5,000 บาท ต่อเดือนโดยขึ้นอยู่รายได้ของกิจการและความยุ่งยากทางเอกสารประกอบการคำนวณค่าจ้างด้วย ความเอาใจใส่ในงานบัญชีทำให้ลูกค้าไม่ถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากรหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถพบข้อผิดพลาดและใช้ข่มขู่เจ้าของให้ทำผิดกฎหมายได้หรือต้องคืนเงินภาษีตามระเบียบ ถือว่านักบัญชีนั้นมีประสิทธิภาพสูง จึงต้องมีค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงกว่านักบัญชีที่ทำงานลวกๆ ผ่านไปวันๆ บัญชีขาดตกบกพร่อง ไม่เอาใจใส่ลูกค้า เน้นการรับงานด้านปริมาณเป็นหลัก ไม่สนใจคุณภาพของงาน ลูกค้าจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ คือ การถูกเรียกเงินเพิ่มภาษีเพราะบัญชีผิดพลาด นักบัญชีประเภทนี้จะเรียกค่าจ้างค่อนข้างต่ำเพราะต้องการปริมาณลูกค้าเป็นหลัก ความโชคร้ายจึงไปอยู่ที่เจ้าของกิจการที่ถือบัญชีผิดพลาดและกลายเป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่สรรมพากรให้รีดไถง่ายดายที่สุด ผู้สอบบัญชีนั้นกรมสรรพากรและกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ทุกกิจการต้องให้มีการตรวจสอบบัญชีเป็นประจำทุกปีเพื่อช่วยรัฐตรวจสอบงานบัญชีและให้คำแนะนำแก่นักบัญชีและเจ้าของกิจการเพื่อบัญชีที่ถูกกฎหมาย เขาจะเป็นผู้ดูแลและให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายบัญชีและเจ้าของกิจการว่าธุรกิจมีข้อบกพร่องทางบัญชีหรือไม่ วิธีแก้ไข หากพบตัวเลขผิดปกติที่ส่อแววว่าอาจมีการทุจริตในกิจการก็ต้องแจ้งให้เจ้าของรับทราบโดยเร็ว อันถือเป็นผู้ช่วยทางการเงินของเจ้าของอีกคนหนึ่งซึ่งมิใช่ลูกจ้าง ผู้สอบบัญชีเป็นกลไกสำคัญที่รัฐต้องการให้เป็นผู้ดูแลบัญชีของเอกชนเบื้องต้น ถ้าได้ผู้ที่เอาใจใส่ลูกค้าและให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง ย่อมช่วยมิให้กิจการต้องเผชิญการรีดไถจากเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช้ข้อบกพร่องทางบัญชีของลูกค้า ค่าจ้างของผู้สอบบัญชีย่อมเป็นไปตามประสิทธิภาพและชื่อเสียงน่าเชื่อถือของเขา รวมถึงรายได้ของลูกค้าประจำปี จึงเป็นตัวเลขที่สูงต่ำตามปัจจัยดังกล่าว นักบัญชีและผู้สอบบัญชี คือ ผู้รอบรู้ด้านการเงินและบัญชีที่เจ้าของกิจการต้องเอาใจใส่ในการเลือกสรรใช้งานเพราะเขาเป็นผู้เก็บความลับของกิจการที่จะทำให้ล่มสลายหรือเจริญรุ่งเรืองก็ได้ นอกจากนั้นเจ้าของกิจการต้องไม่คิดหลบเลี่ยงภาษี ตั้งใจทำบัญชีที่ถูกต้องเพื่อรู้สถานภาพการเงินในกิจการแท้จริงประกอบการตัดสินใจในธุรกิจ ร่วมมือกับนักบัญชีที่รอบรู้กฎกติกาด้านบัญชีและภาษี รับฟังความเห็นของผู้สอบบัญชี จักเป็นเคล็ดลับให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองและไม่ต้องเป็นทาสภาษีของเจ้าหน้าที่สรรพากรทุจริตตลอดกาล ขอให้จำไว้ว่า แค่ยอมทำผิดกฎหมายครั้งเดียว ก็ต้องเป็นทาสของเจ้าหน้าที่ทุจริตไปหลายรุ่น จนกว่าจะยอมรับโทษตามกฎหมายเท่านั้น จึงเป็นอิสระอย่างล้มเหลวได้
******************************** 6/24/2009 ขจัดจุดอ่อนทั้ง 8ขุนพลต้องขจัดจุดอ่อนในตนทั้ง 8 อย่างนี้ก่อน จึงสร้างความเพียบพร้อมในฐานะผู้นำกองทัพได้ คือ ข้อ 1 เมื่อวางแผน มิได้ใคร่ครวญสิ่งถูกสิ่งผิด ข้อ 2 เมื่อปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน มิได้ให้ความเคารพและเลือกใช้ผู้มีสติปัญญา ข้อ 3 เมื่อปกครองคนหรือประเทศ มิได้มีความเข้มงวดกวดขัน ข้อ 4 เมื่ออุดมสมบูรณ์ มิได้ให้ความช่วยเหลือจุนเจอแก่ผู้ตกทุกข์ ข้อ 5 เมื่อใช้สติปัญญา มิได้หาทางป้องกันเหตุการณ์อันอาจเกิดขึ้น ข้อ 6 เมื่อขบคิดปัญหา มิได้หาทางอุดรูรั่วที่เห็นว่าเล็กน้อย ข้อ 7 เมื่อตนเองได้ยศถาบรรดาศักดิ์ มิได้แนะนำผู้มีสติปัญญาความสามารถเข้าทำงาน ข้อ 8 เมื่อรบแพ้ มิได้ละเว้นในการโทษฟ้าดินและโยนความรับผิดชอบให้แก่ผู้อื่น
ความหมาย
หากขุนพลมีจุดอ่อนเท่ากับกองทัพมีสิทธิ์พ่ายแพ้และเพื่อนทหารต้องตายอย่างไร้ประโยชน์ จุดอ่อนทั้งแปดที่ขงเบ้งเฝ้าสังเกตคนและบันทึกไว้สอนลูกศิษย์ของเขา ยังคงใช้ได้จนถึงปัจจุบันนี้เพราะล้วนมีอยู่ในมนุษย์ หากคนใดขจัดจุดอ่อนนี้ได้ถือเป็นนักปกครองชั้นดี เนื่องจากเป็นการเน้นให้ใช้สติปัญญาอย่างสุขุม ละเอียดรอบคอบ การกวดขันในกฎระเบียบของบ้านเมือง ไม่ลืมคนทุกข์ยากเมื่อตนได้ดีมีอำนาจ รู้จักใช้คนมีความสามารถ ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อทำผิดพลาดก็รับผิดชอบโดยไม่โยนโทษให้ผู้อื่น หากขุนพลหรือผู้นำองค์กรสามารถขจัดจุดอ่อน สร้างจุดแข็งให้ตน จะเป็นยอดขุนพลหรือผู้นำชั้นเยี่ยมได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
********************************* 6/21/2009 เจ้าของกิจการ เจ้าหน้าที่รัฐ และ บัญชีเท็จถาม เจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกไปคุยเรื่องเงินภาษี แต่กล่อมให้ดึงใบเสร็จรายจ่ายออกบางส่วนเพื่อให้มีตัวเลขรายได้เสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเสนอจะไม่ตรวจบัญชีย้อนหลัง ถ้าไม่ยอมเชื่อฟังแล้วพบข้อบกพร่องใดๆ จะถูกเรียกดอกเบี้ยเงินเพิ่มเต็มที่ เขามีสิทธิ์บังคับให้ดึงใบเสร็จออกจากบัญชีได้หรือไม่ ? ตอบ ข้อเสนออย่างนี้ต้องมองเป็นสองฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่รัฐยื่นข้อเสนอผิดกฎหมายโดยบิดเบือนความจริง คือ ค่าใช้จ่ายจริงที่ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์หักลดหย่อนได้ตามกฎหมาย เมื่อเขาใช้สิทธิ์และถูกต้องแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีอำนาจบังคับให้ลบหรือแก้ไขตัวเลขนั้นด้วยการบังคับ ขู่เข็ญให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมาย ย่อมมีโทษจำคุกหนักกว่าประชาชนกระทำต่อกันและยังฟ้องให้รับผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตนอีกด้วย ส่วนผู้เสียภาษีซึ่งยอมดึงใบเสร็จออกไปตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่รู้ว่าเป็นความผิด แม้การแก้ไขตัวเลขแบบนี้จะมีผลเสียต่อตน เป็นประโยชน์ต่อรัฐ แต่คือ การแก้ไขตัวเลขให้ผิดไปจากความจริง ผู้กระทำต่อบัญชีนิติบุคคลต้องรับโทษจำคุกเช่นกัน ส่วนคำสัญญาของเจ้าหน้าที่รัฐว่าจะไม่ตรวจย้อนหลังอีกนั้น เชื่อถือไม่ได้ เพราะเมื่อการทำบัญชีเท็จเป็นความผิดอาญาแล้ว เจ้าหน้าที่คนนี้ไม่ตรวจ แต่คนอื่นมีอำนาจตรวจได้เสมอ มันมีอายุความ 10 ปี ทีเดียว เคยเกิดกรณีเจ้าหน้าที่รัฐกำลังย้ายไปอยู่แผนกอื่นจึงบอกความผิดของนิติบุคคลนี้ให้เพื่อนที่มารับตำแหน่งแทน สุดท้ายกิจการนั้นก็ถูกข่มขู่ให้ทำบัญชีเท็จอย่างไม่สิ้นสุดจนกระทั่งกิจการปิดตัวไปเพราะถูกรีดภาษีเก่าโดยข้ออ้างว่าพบข้อพบบกพร่องทางบัญชีทำให้เสียภาษีต่ำไปหลังจากที่กิจการย่ำแย่ ไม่มีเงินพอจ่ายให้ แท้จริงแล้วกิจการของเขาถูกใช้เป็นผลงานเลื่อนตำแหน่งเพื่อแสดงว่าเขาเอาใจใส่ในการทำงานและจับคนเลี่ยงภาษีได้ เจ้าหน้าที่รัฐหลายรุ่นที่ผลัดเปลี่ยนกันมารีดไถสม่ำเสมอ กิจการปิด เป็นหนี้ภาษี เป็นคนล้มละลาย คือ ผลตอบแทนการเชื่อฟังคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำผิดกฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเพราะข้อกล่าวหาของผู้เสียภาษีขาดหลักฐานชัดเจน หน่วยงานไม่รับพิจารณา เขายังรีดไถกิจการอื่นที่มีศักยภาพจ่ายเพื่อปกปิดความผิดที่เขาเป็นคนสั่งได้ต่อไปอีก ถาม คนเก็บภาษียอมทำผิดกฎหมายด้วยการสั่งให้กิจการทำบัญชีเท็จด้วยสาเหตุใด ? ตอบ การเก็บเงินภาษีของหน่วยงานในกรมสรรพากรนั้นมีแรงจูงใจ คือ เงินโบนัสประจำปีซึ่งมาจากตัวเลขเงินภาษีที่แต่ละหน่วยงานทำไว้ว่าสูงหรือต่ำกว่าที่กรมฯตั้งไว้ จะมีการจ่ายแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องตามผลงาน และ ผลพิจารณาเลื่อนตำแหน่งจากความดีความชอบที่เก็บเงินภาษีได้ ดังนั้น จึงมีข่าวเล็ดรอดจากปากของผู้เสียภาษีว่า เจ้าหน้าที่รัฐเรียกเจรจาให้ปรับแต่งตัวเลขในบัญชีให้ผิดจากความจริงเพื่อให้ได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปีและเกิดกับกิจการเดิมๆในความดูแลของตนโดยใช้วาจาหรือแสดงกิริยาวางเขื่องข่มขู่ โดยอยู่บนพื้นฐานว่า ตัวเลขในบัญชีที่คำนวณผิดไปแม้แต่สตางค์เดียว กรมสรรพากรสามารถเอาโทษจำคุกแก่ผู้เสียภาษีได้ว่า จงใจหลบเลี่ยงภาษีแล้วสั่งจำคุกและยึดทรัพย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลด้วย เมื่อมนุษย์ทำบัญชีหรือใช้เครื่องคิดเลขที่ปัดเศษแตกต่างกัน ย่อมเกิดตัวเลขพลาดหรือไม่ตรงกับการคำนวณของเจ้าหน้าที่ได้ กอรปกับเจ้าของกิจการมักตัดรำคาญยอมรับปากทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยลืมคิดไปว่า การทำผิดครั้งแรก จะถูกจองจำเป็นทาสของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำมาหากินบนหลังของกิจการนั้นไปไม่น้อยกว่า 10 ปี แล้วความผิดนี้ก็ยังบอกเล่าสืบทอดต่อไปยังเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นอีกด้วย เมื่อใกล้ครบ 10 ปี กิจการนั้นจะถูกจับออกมาแผ่เซ่นสังเวยเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อโบนัสและตำแหน่งหน้าที่ใหม่ ถาม กรณีจะได้รับเงินภาษีคืน เจ้าหน้าที่รัฐต่อรองว่า อยากให้เซ็นชื่อไม่ขอรับเงินภาษีคืน แต่สงวนสิทธิ์การตรวจสอบในปีอื่นๆไว้ หมายความว่าอย่างไร ? ควรเชื่อถือหรือไม่ ? ตอบ กิจการที่ได้รับเงินภาษีคืนมักพบเจอข้อเสนอแบบเดียวกันนี้ มักเข้าใจคลาดเคลื่อนและถูกหลอกให้เซ็นชื่อด้วยคิดว่าเรื่องต่างๆคงจบแค่วันที่เซ็นชื่อยอมรับข้อเสนอนั้น อันที่จริง ความหมายของข้อความนี้ คือ ท่านจะไม่รับเงินภาษีคืนเฉพาะปีภาษีนี้ แต่เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจตรวจสอบบัญชีย้อนหลังได้ตลอดอายุความ 10 ปี หากพบตัวเลขผิดพลาด เจ้าของกิจการต้องรับโทษจำคุกและยึดทรัพย์เพื่อเสียภาษีย้อนหลังได้ตลอด 10 ปี ถาม เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเข้าตรวจกิจการ แล้วพูดจาข่มขู่ให้ทำตัวเลขรายได้สูงๆไว้ ถ้าไม่ยอมทำ จะถูกเล่นงาน บางคนก็ใช้วาจาไม่สุภาพทั้งหญิงและชาย บ้างก็ส่งซองกฐินหรือผ้าป่าเพื่อขอรับบริจาค พร้อมคำขู่อีกว่า ถ้าไม่มีใจบุญมากๆ ก็อาจเจอเคราะห์กรรมจากพวกเขาก็ได้ ก่อนกลับยังพูดแกมบังคับว่า ให้เขียนความเห็นดีๆในกระดาษแสดงความเห็นของกรมสรรพากรต่อผู้ไปตรวจเยี่ยมกิจการผู้เสียภาษีด้วย หลายคนจำยอมเขียนเชิดชูความดีเยี่ยมทั้งที่สะอิดสะเอียนเต็มที่และอยากให้ออกไปจากสถานที่ของเขาเร็วที่สุด จะมีทางแก้ไขอย่างไร ? ตอบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากันก็จำใจต้องเขียนเนื้อหาเป็นกลางไว้ อย่างน้อยก็ไม่ฝืนใจเกินไป ถ้าทนกิริยามารยาทของเจ้าหน้าที่คนใดไม่ได้ ก็ให้เขียนหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมไปยังหัวหน้าหน่วยงานนั้นโดยตรงทีหลังก็ได้ แต่พึงทำใจด้วยว่า อาจเจอเจ้านายกับลูกน้องอยู่ก๊วนเดียวกันต้องช่วยกัน และเป็นผลร้ายต่อผู้ร้องเรียนเมื่อข้อมูลรั่วไหลออกไป ทางที่ดีถ้าต้องการร้องเรียนจริงจังควรทำโดยตรงไปที่กรมสรรพากรและต้องมีหลักฐานแนบไปด้วย เช่น ภาพหรือเสียงการสนทนาข่มขู่นั้น เป็นต้น ถาม วิธีแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรข่มขู่ บังคับ ให้ทำบัญชีเท็จ หรือกรณีอื่นๆ ควรทำอย่างไร ? ตอบ การแก้ปัญหาต้นตอควรเริ่มต้นที่ บัญชีกิจการ ต้องไม่ทำสองเล่มเพื่อหวังจ่ายภาษีไม่ตรงความจริงหรือไม่ตกแต่งตัวเลขเท็จโดยจงใจเพื่อเลี่ยงภาษี หากเริ่มต้นทำผิดกฎหมายเสียเอง ย่อมกลายเป็นทาสของเจ้าหน้าที่รัฐที่หวังเงินโบนัสกับการเลื่อนตำแหน่ง ถือเป็นการรับกรรมตามหลักพุทธศาสนา บริษัทต่างชาติหรือกิจการใหญ่ของไทยเน้นการทำบัญชีเล่มเดียว ตัวเลขจริง ใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายต่างๆและค่าใช้จ่ายที่กฎหมายยอมให้หักลดเงินภาษีได้อย่างเต็มที่ จึงไม่เป็นทาสเจ้าหน้าที่รัฐให้ข่มขู่เลย หากสังเกตให้ดีจะพบว่า การข่มขู่บังคับให้ตกแต่งตัวเลขหรือไม่รับเงินภาษีคืนเกิดกับกิจการขนาดกลางและเล็ก เนื่องจากกิจการประเภทนี้ยังมีแนวคิดหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่สนใจการทำบัญชีให้ถูกต้องด้วยเลือกใช้บริการนักบัญชีประเภทมือปืนราคาถูก ทำให้บัญชีทำไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย กลายเป็นช่องโหว่หาประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ไม่ดี ถาม วิธีแก้ไขการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำผิดกฎหมาย ควรทำอย่างไร ? ตอบ เมื่อรู้จุดอ่อนของคน ก็จะควบคุมคนคนนั้นได้ เจ้าหน้าที่รัฐรักตำแหน่งหน้าที่และสวัสดิการของเขามากพิเศษ ถ้ามีหลักฐานพิสูจน์ความผิดของเขาได้ชัดเจน จะกลายเป็นจุดอ่อนที่ใช้ลงโทษหรือกำจัดเขาไปจากวงจรอุบาทว์ได้ การเก็บพยานหลักฐานเอกสาร ภาพถ่าย เสียงบันทึก เป็นเรื่องที่ผู้เสียภาษีต้องใส่ใจและรอบคอบในการจัดเก็บมัน ด้วยการมีกล้องวงจรปิดในกิจการ การบันทึกเสียงสนทนาระหว่างกัน เอกสารหรือจดหมายข่มขู่เรียกร้องเงินที่ไม่ชอบ ล้วนส่งผลร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสิ้น หากผู้เสียภาษีที่ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐร่วมแรงร่วมใจกันกำจัดคนไม่ดีออกไปจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยเหลือตนเองและเหยื่ออื่นได้อีกมาก ดังเช่น รายการทีวีหนึ่งเคยบันทึกภาพเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้เสียภาษีที่บังคับให้แก้ไขตัวเลขในบัญชีเพื่อเพิ่มเงินภาษี แล้วออกอากาศไปทั่วประเทศเป็นการยืนยันว่ามีพฤติกรรมประเภทนี้จริงๆในสังคมไทย ผู้บังคับบัญชาต้องเร่งตื่นตัวดูแลลูกน้องมากขึ้น คนชั่วก็ถูกย้ายหรือถูกลงโทษกันไป ทำให้ลดทอนคนชั่วไปทีละคน ถาม นักบัญชีควรมีคุณสมบัติอย่างไร ควรทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักบัญชี ? ตอบ นักบัญชีที่ดีนั้น ควรมีความรู้ความสามารถในงานบัญชีและการเงินอย่างดี ทำงานละเอียดรอบคอบ มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ จิตสุจริต คิดค่าจ้างสมกับคุณภาพของงาน ส่วนการมีนักบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชีทำนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของกิจการ เพราะการมีนักบัญชีเป็นพนักงานบริษัทจักต้องรับผิดชอบสวัสดิการ เงินเดือน และอื่นๆ หากจ้างสำนักงานบัญชีก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จึงประหยัดเงินของบริษัทลงได้มากโข สิ่งสำคัญที่เจ้าของกิจการต้องจำไว้ คือ ความร่วมมือระหว่างนักบัญชีที่มีความรู้เฉพาะทางกับเจ้าของกิจการที่สร้างรายได้และค่าใช้จ่ายขึ้น โดยเจ้าของกิจการได้ประโยชน์จากข้อกฎหมายอย่างเป็นธรรมและรัฐได้รับเงินภาษีที่ถูกต้อง นักบัญชีมือปืนราคาถูกช่วยเสริมให้ท่านต้องจ่ายเงินภาษีเพิ่มหรือเงินนอกระบบที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อกิจการหรือประเทศชาติเลย ของราคาถูก คุณภาพเยี่ยม ไม่มีในโลก นักบัญชีที่ดี ค่าจ้างเป็นธรรม ช่วยให้กิจการห่างไกลจากการรีดไถของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่ไม่ดี ถ้ากิจการใดมีนักบัญชีคุณภาพดีแล้ว ต้องดูแลเขาหรือเธอไว้ให้ดี การปรึกษาหารือกับนักบัญชีเพื่อรับทราบข้อกฎหมายที่ไม่ควรทำอันอาจส่งผลต่อคุณภาพของบัญชี เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการพึงเอาใจใส่ให้มากเพื่อผลประโยชน์ของกิจการ *************************** 6/18/2009 สิทธิปิดกั้นทางจำเป็นสิทธิกั้นทางจำเป็น
เขียนโดย ลีลา LAW
บางท่านอาจเคยประสบปัญหาว่า ที่ดินของตนถูกล้อมไว้จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้มิอาจใช้ประโยชน์หรือลดคุณค่าในที่ดินแปลงนี้ไป กฎหมายมีทางช่วยเหลือเจ้าของที่ดินประเภทนี้โดยให้สิทธิร้องขอเปิดทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยต้องไม่สร้างความเสียหายเกินเหตุแก่เจ้าของที่ดินซึ่งล้อมอยู่ กรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างของการใช้สิทธิในทางจำเป็นโดยอำนาจของกฎหมาย แต่ต้องไม่ก่อความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินซึ่งใช้เป็นทางจำเป็นนั้น ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ 4508/2544 นาย กอง ยื่นฟ้องคดีให้ หมู่บ้านมั่นคง รื้อคานเหล็กที่ปิดกั้นถนนในหมู่บ้านอันเป็นทางจำเป็นไปสู่ที่ดินของนายกอง ตามข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า นายกองให้รถบรรทุกสิบล้อหนัก 20 ตันแล่นผ่านถนนพิพาทนี้จนสร้างความเสียหายแก่พื้นถนนและก่อความรำคาญให้คนในหมู่บ้านมั่นคงอย่างหนัก ทำให้หมู่บ้านสร้างคานเหล็กปิดกั้นมิให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกได้ จึงเกิดกรณีพิพาทขึ้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า นายกองมีสิทธิใช้ถนนพิพาทในฐานะเป็นทางจำเป็นได้โดยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ซึ่งบัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธราณะได้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งหมายความว่า ต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1349 วรรค 3 ซึ่งบัญญัติว่า ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ เมื่อทางดังกล่าวเป็นถนนในหมู่บ้านจัดสรรกว้าง 6 เมตร เป็นคอนกรีตหนาประมาณ 15 เซนติเมตร รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 10 ตัน ไม่สามารถให้รถบรรทุกสิบล้อน้ำหนักประมาณ 20 ตันขึ้นไปผ่านได้ หากยอมให้ผ่านจักเกิดความเสียหาย อีกทั้งรบกวนการอยู่อาศัยตามปกติของคนในหมู่บ้านจัดสรร เช่น นอนไม่หลับ เด็กนักเรียนทำการบ้านไม่ได้ ดินที่หล่นบนถนนจะทำให้ถนนลื่นและเคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว หมู่บ้านมั่นคงจึงชอบที่จะสร้างคานเหล็กซึ่งมีความสูงจากพื้นผิวถนน 2.50 เมตร ปิดกั้นทางมิให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกได้ ตัวอย่างคดีดังกล่าวทำให้เห็นว่า แม้กฎหมายจักให้สิทธิเปิดทางจำเป็นได้ แต่ไม่ยอมให้ผู้ใช้ทางจำเป็นนั้นละเมิดสิทธิของผู้อื่นมากเกินเหตุ บางครั้งยังต้องชดใช้ค่าเสียหายในภายหลังอีกด้วย ดังนั้น ต้องพึงระลึกไว้ว่า มีสิทธิ ใช้สิทธิ เคารพสิทธิของแต่ละฝ่าย จักอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข
************************** 6/16/2009 ปัญหาสินเชื่อกับสถาบันการเงิน แจ้งข่าวที่นี่ปัญหาสินเชื่อกับสถาบันการเงิน
หากผู้ใดมีปัญหาเรื่องสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เช่น คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยขณะปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมเกินอัตราหรือไม่เหมาะสม ไม่ปล่อยสินเชื่อด้วยสาเหตุอันควร เป็นต้น สามารถแจ้งปัญหาแก่แบงก์ชาติเพื่อตรวจสอบ พิจารณาลงโทษ หรือให้คำแนะนำ ได้ที่ ศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ 273 ถนนสามเสน บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทรศัพท์ 02283-5900 แฟกซ์ 02283-5919 อีเมล์ botccc@bot.or.th Website www.bot.or.th
**************************** 6/15/2009 งานพี่เลี้ยงที่คนมองข้ามงานดี เงินดี คนมองข้าม เขียนโดย แก้วมณี
เมื่ออ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ บทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ ของไทย อาจไม่ค่อยมีการเอ่ยถึงอัตราคนตกงานหรือสภาวะการปิดกิจการของนายจ้างมากนัก เพราะรัฐบาลควบคุมการเสนอข่าวของสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิดโดยเน้นให้นำเสนอข่าวต้องไม่ทำลายภาพพจน์รัฐบาล เสนอความจริงบางด้าน ถ้าไปอ่านข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจโลกในต่างประเทศจะพบมุมมอง แนวคิด การเสนอความเห็น ที่ใกล้เคียงความจริงของเกือบทุกประเทศที่พบปัญหาการตกต่ำทางเศรษฐกิจหนักบ้าง เบาบ้าง วิธีแก้ปัญหาแตกต่างกันไป ส่วนประเทศไทยนั้นรัฐบาลยอมให้ออกข่าวสถิติจริงต่อเมื่อมีการหวังผลบางอย่าง เช่น เมื่อต้องการกู้เงิน จะยอมให้สื่อลงข่าวให้รุนแรงว่า ขาดเงินใช้จ่ายในประเทศ ค้าขายไม่ดี ไม่มีเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องกู้เงิน เป็นต้น ข่าวคนตกงานจึงเบาลงไปในระยะหลังซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงในสังคมที่ลูกจ้างถูกให้ออกจากงานอย่างมาก หลายคนจำเป็นต้องกลับบ้านต่างจังหวัดเพราะรายได้ไม่พอใช้จ่ายในเขตเมืองใหญ่ เมื่อได้คุยกับเพื่อนหลายวงการทำให้พบงานอย่างหนึ่งซึ่งขาดแคลนอย่างหนัก รายได้ก็ดีมาก แถมมีสิทธิ์เรียกร้องสูงทีเดียว ความเจริญก้าวหน้าทางความรู้ทุกด้านที่พัฒนาโลกให้เจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองทันสมัย สิ่งหนึ่งที่หลายประเทศต้องพบคือ ชายหรือหญิงมีอายุสูงขึ้น ร่างกายแข็งแรง ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บดีขึ้น คนพิการมีอายุยืนขึ้น สังคมคนเมืองจึงมีคนชรา คนพิการ เพิ่มขึ้นและต้องการความดูแลใกล้ชิดด้วย ปัจจุบันนี้สังคมเมืองไทยพัฒนาใกล้เคียงกับประเทศทางตะวันตกแล้ว เวลาทำงานมีมาก จึงต้องลดทอนเวลาดูแลคนแก่คนพิการในบ้านน้อยลง แต่เน้นการหาคนมาดูแลพวกเขาแทนด้วยค่าจ้างสูงแลกกับความดูแลระดับมืออาชีพ มันเป็นการแสดงความรักของคนเมือง จึงเกิดอาชีพ พี่เลี้ยง สำหรับดูแลคนแก่ คนพิการ ซึ่งเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิททั้งหลาย ลักษณะงานของพี่เลี้ยงนั้นแตกต่างจากคนรับใช้ซึ่งต้องรับใช้สมาชิกในบ้านทุกคน งานพี่เลี้ยงมีสองแบบ คือ แบบอยู่ประจำ กับ แบบไปเช้าเย็นกลับ หน้าที่รับผิดชอบ คือ ดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ส่วนตัวของคนแก่ คนพิการ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละคน เช่น อาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดห้องหรือที่นอน ป้อนยาหรืออาหาร พาเดินออกกำลังกาย เป็นเพื่อนไปนอกบ้าน อ่านหนังสือ เป็นต้น ทั้งนี้จะทำให้เฉพาะลูกค้าเท่านั้นและมักมีข้อตกลงกันเสมอว่า พี่เลี้ยงจะมีวันหยุด 1 วันต่อสัปดาห์ด้วย ไม่ต้องทำงานบ้านอื่น แค่ดูแลคนแก่ คนพิการ ส่วนเงินเดือนนั้นขึ้นอยู่ว่าทำเป็นรายวันหรือรายเดือน ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 8,000 – 12,000 บาท ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของพี่เลี้ยง ค่าจ้างรายวันก็ประมาณ 500 บาทขึ้นไป โดยกำหนดเวลาทำงานแน่นอนต่อวันแล้วแต่จะตกลงกัน สิ่งที่ลูกค้าต้องการจากพี่เลี้ยงดูง่าย แต่ไม่ค่อยได้พบเจอในพี่เลี้ยง คือ หัวใจบริการและความรู้ด้านการดูแลคนแก่ คนพิการในระดับมาตรฐาน ทั้งที่ครอบครัวของพวกเขายินดีจ่ายเงินไม่ว่าจะสูงเพียงใด ขอเพียงให้พ่อแม่พี่น้องได้รับการดูแลขั้นพื้นฐานให้ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนใหญ่พี่เลี้ยงในวันนี้จะมาจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นเพื่อโฆษณาว่า พี่เลี้ยงมีประสบการณ์สูง เมื่อเรียกมาดูแลคนแก่คนพิการ ก็พบว่า แม้แต่ประคองคนแก่เดินก็ยังไม่เคยทำมาก่อน ท่าทางเก้งก้าง บางคนทำความสะอาดที่นอนหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นยังไม่เป็นเลย เข็นรถให้คนแก่นั่งก็ไม่ได้ แต่อาศัยย้ายงานบ่อย เพราะทุกครั้งที่ย้ายงานจะใช้อ้างเพื่อขึ้นค่าตัวไปเรื่อยๆ ทำให้หลายครอบครัวเข็ดขยาดที่ถูกหลอกเงินร่ำไป คนแก่ คนพิการ จึงรับเคราะห์กรรมที่ขาดความสะดวกและความปลอดภัยเมื่อมีพี่เลี้ยงคอยดูแล อันเกิดจากคุณสมบัติของพี่เลี้ยงไม่ตรงตามคำโฆษณา การหลอกลวงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากงานพี่เลี้ยงโดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติและการคืนเงินที่ไม่เป็นไปตามสัญญาของบริษัทหรือหจก.ทั้งหลายถูกส่งไปให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค แต่ผู้บริโภคจะได้รับเพียงการเจรจาคืนเงินบางส่วน ทั้งที่ตอนทำสัญญาจ้างพี่เลี้ยงเขารับเงินสดไปทั้งหมดและทันที แต่ตอนคืนเงินเพราะความผิดของพี่เลี้ยงกลับจ่ายบางส่วนหรือทยอยจ่าย ซึ่งสักพักก็ไม่จ่ายและหายสูญไป พอตรวจสอบลึกขึ้นจึงทราบว่าพวกเขาไปตั้งบริษัทหรือหจก.ใหม่แล้วส่งพี่เลี้ยงไปเช่นเคย ปัญหาจึงเกิดซ้ำซาก แต่เปลี่ยนผู้เสียหายไปเรื่อยๆ พี่เลี้ยงเด็กจึงถูกหยิบยกขึ้นแก้ไขก่อนด้วยการประสานงานของหน่วยงานรัฐด้านอนามัยเพื่อกำหนดให้พี่เลี้ยงเด็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กต้องมีมาตรฐานที่รัฐกำหนดไว้ ต้องจดทะเบียนก่อน หากเกิดความเสียหายจะมีขั้นตอนกฎหมายลงโทษชัดเจน อันส่งผลให้พัฒนาสัญญาจ้างพี่เลี้ยงเด็กดีขึ้นอีกด้วย งานพี่เลี้ยงเด็กได้รับการดูแลจากรัฐแล้ว แต่งานพี่เลี้ยงคนแก่ คนพิการ ซึ่งง่ายกว่าเด็กทารกกลับถูกวางเฉย ทั้งที่ปรับปรุงไปพร้อมกันได้ รัฐเลือกทำเฉพาะเด็กทารกก่อน ทำให้ปัญหาคนแก่ คนพิการยังดำเนินต่อไป ลักษณะงาน ความรับผิดชอบ รายได้ ของพี่เลี้ยงเด็ก คนแก่ คนพิการ นั้นมีความใกล้เคียงกันและต้องการให้พี่เลี้ยงมีความรู้เพียงพอสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม อย่างน้อยก็เป็นไปตามขั้นพื้นฐานวิชาชีพประเภทนี้ซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกัน บริษัทหรือหจก.ที่เรียกตนว่า เนิร์สเซอรี่ แล้วมีการจัดส่งพี่เลี้ยงไปบริการลูกค้าถึงบ้านควรมีความรับผิดชอบด้านคุณสมบัติของพี่เลี้ยงมากขึ้น หน่วยงานรัฐควรเอาใจใส่กำหนดคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของผู้ดำเนินกิจการประเภทนี้ ความรู้ของพี่เลี้ยง สัญญาเป็นธรรม บทลงโทษ การดำเนินคดีที่รวดเร็วขึ้น กิจการดูแลเด็ก คนแก่ คนพิการ คนป่วย เป็นที่ต้องการของคนในสังคมเมืองที่มีเวลาน้อย และยอมจ่ายเงินสูงเพื่อแลกกับความดูแลพ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิทอันเป็นที่รัก ขอเพียงทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพนี้ พี่เลี้ยงจักเป็นงานที่สร้างรายได้สูง กำลังต่อรองดีตามประสบการณ์และความรู้ของพี่เลี้ยง ความรับผิดชอบตามลักษณะลูกค้า เวลาทำงานตามตกลงกันระหว่างพี่เลี้ยงกับลูกค้า สิ่งสำคัญที่สุด คือ หัวใจบริการที่มองลูกค้าเสมือนญาติพี่น้อง ซื่อสัตย์ และมีอัธยาศัยที่ดี จะดึงดูดลูกค้าให้เรียกใช้บริการท่านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทำเป็นธุรกิจพี่เลี้ยงอย่างมีมาตรฐานแล้วเชื่อได้ว่า จะเจริญรุ่งเรือง รายได้สูง ไม่ด้อยกว่างานบริการอื่นทีเดียว อย่าลืมว่าโลกวันนี้ วิทยาการก้าวหน้า โรคภัยไข้เจ็บรักษาได้ดีขึ้น ชะลอความชราได้ คนแก่ คนพิการ เด็กน้อย จึงต้องการพี่เลี้ยงเพิ่มขึ้นในสังคมเมือง จึงต้องฝากหน้าที่ดูแลคนอันเป็นที่รักแก่พี่เลี้ยง ธุรกิจที่มีความรักเป็นพื้นฐานเช่นนี้ ทุกคนยอมจ่ายเงินเพื่อความสุขของบุคคลอันเป็นที่รักได้ง่ายและไม่อั้น คือ ธุรกิจพี่เลี้ยง หลายคนที่ทำงานเป็นพี่เลี้ยงมาหลายสิบปีต่างยอมรับว่า รายได้สูงเลี้ยงครอบครัวอย่างสุขกายสุขใจได้ ถือเป็นอาชีพที่ดี รายได้ดีมาก หลายคนมองข้ามหรือเชื่อผิดพลาดว่า เป็นคนรับใช้ของคนแก่ คนพิการ แท้จริงแล้วก็ทำงานคล้ายพยาบาล แต่มีขอบเขตความรับผิดชอบน้อยกว่าเท่านั้น ชื่อพี่เลี้ยงก็บอกความหมายชัดว่าเป็นผู้ดูแลทางร่างกายและจิตใจให้พวกเขามีความสุขขึ้น ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น ตราบใดที่ยังมีการเกิด แก่ เจ็บ กับมนุษย์ งานพี่เลี้ยงก็ไม่มีวันหมดความสำคัญไปได้ หวังอย่างยิ่งว่า งานพี่เลี้ยงจะมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นในยุคเศรษฐกิจตกต่ำและคนตกงานมากโดยเฉพาะมีต้นทุนต่ำมากเพราะใช้แรงกายเป็นหลัก เพื่อเป็นการจุดประกายให้มองงานอาชีพอิสระ รายได้สูง นี้ด้วยนอกเหนือจากการค้าขายสินค้าทั่วไปซึ่งต้องลงทุนสูงมาก สิ่งสำคัญที่พี่เลี้ยงพึงระลึกให้มาก คือ ความรับผิดชอบในชีวิตของผู้อื่นในความดูแลของตน ถ้าความตายหรือบาดเจ็บเกิดจากความประมาทเลินเล่อเพราะไม่มีความรู้หรือไม่ใส่ใจต่อหน้าที่ จะต้องรับโทษทางอาญาและจ่ายค่าชดเชยทางแพ่งแก่ผู้เสียหายด้วย เมื่อมีรายได้สูงจากงานวิชาชีพนี้ ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่องานและลูกค้าด้วยเช่นกัน ดังนั้น ถ้าจะเป็นพี่เลี้ยงควรเลือกก่อนว่าทำงานกับลูกค้าประเภทไหน เด็กทารก คนแก่ คนพิการ แล้วอบรมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ยิ่งมีความรู้ ประสบการณ์เฉพาะทางเท่าใด ส่งผลต่ออัตรารายได้ของท่านด้วย หากชอบทำงานอิสระก็ทำได้ หรือจะเข้าสังกัดในกิจการพี่เลี้ยงก็มีให้เลือกมากมาย การหลอกลวงด้านคุณสมบัติต่อลูกค้าอาจทำให้ติดคุกฐานฉ้อโกงเพื่อหวังเงินทองของผู้อื่นได้ คนชรา คนพิการ เด็ก หรือญาติของพวกเขา ต้องการพี่เลี้ยงมีคุณภาพ มีจิตเมตตา มีความสามารถตามหน้าที่ ราคาเป็นธรรมเหมาะสมกับความรับผิดชอบ งานพี่เลี้ยงจึงเจริญรุ่งเรืองได้ไม่ยากในสังคมเมืองที่สมาชิกครอบครัวมีเวลาดูแลกันน้อย แต่ยอมจ่ายค่าจ้างเพื่อหาคนไว้วางใจไปดูแลบุคคลอันเป็นที่รัก
********************************* 6/10/2009 เหตุหย่า ข้อ 4 สามีภริยาแยกกันอยู่เหตุหย่าข้อ 4 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดครอบครัว มาตรา 1516 ซึ่งมีทั้งหมด 10 ข้อ คือ มาตรา 1516 (4) บัญญัติว่า สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 4.1 สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 4.2 สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ (โปรดติดตามข้อต่อไป)
หมายเหตุ
การละทิ้งร้างหรือทอดทิ้งตามเวลาที่กำหนดในกฎหมายนั้น ผู้ที่ฟ้องหย่าได้ต้องมิใช่คนซึ่งจงใจทอดทิ้งสามีหรือภริยา หากเป็นการหย่าเพราะฝ่ายใดติดคุก จะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้ครบองค์ประกอบในข้อกฎหมายด้วย ส่วนการสมัครใจแยกกันอยู่ของสามีภริยานั้นหากครบกำหนดเวลาแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะฟ้องหย่าก็ได้ ข้อตกลงสมัครใจแยกกันนั้นกฎหมายไม่กำหนดว่าต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร จึงแสดงเจตนาด้วยวาจาหรือหนังสือก็ได้ การพิสูจน์ทางศาลอาจต้องนำสืบพยานบุคคลประกอบข้อตกลงนี้ ถ้าเป็นไปได้ข้อตกลงสมัครใจแยกกันของสามีภริยานั้นควรมีพยานบุคคลรับรู้ด้วยเพื่อความสะดวกเมื่อต้องมีข้อพิพาททางศาลหรือทำเป็นหนังสือให้ชัดเจน แม้แต่การแจ้งความไว้ที่โรงพักว่าสมัครใจแยกกันอยู่ ถือเป็นหนังสือสมัครใจตกลงแยกกันอยู่ได้ สิ่งสำคัญคือการทิ้งร้างหรือการแยกกันอยู่นั้นสามีภริยายังถือเป็นคู่สมรสตามกฎหมายอยู่ จึงต้องรับผิดชอบทางทรัพย์สินและหนี้สินต่อกันจนกว่าศาลจะพิพากษาหย่าแล้ว ดังนั้น การสมัครใจหย่ากันจึงเป็นเรื่องง่ายและยุติความรับผิดชอบทางกฎหมายของคู่สมรสเร็วที่สุด ถือเป็นการจากกันอย่างเป็นมิตร
*************************************** 6/7/2009 นิรโทษกรรมทางการเมืองนิรโทษกรรมทางการเมือง เขียนโดย แก้วมณี
การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากสมบูรณญาสิทธิราชย์ไปสู่ประชาธิปไตยนั้น ประเทศไทยไม่เคยเป็นประชาธิปไตยโดยแท้หรือสมบูรณ์แบบมานานกว่า 70 ปีแล้ว แต่ละช่วงเวลาต้องผ่านการปฏิวัติรัฐประหารจากนายทหารถืออาวุธ แต่มิใช่จากกองทัพประชาชนติดอาวุธ มันบอกชัดว่า ประชาชนยอมรับระบอบปกครองใหม่ได้ดีกว่านายทหารหรือข้าราชการเนื่องจากผลประโยชน์ส่วนรวมตกเป็นของประชาชน ส่วนผลประโยชน์ที่เคยได้รับง่ายๆจากอำนาจเผด็จการของนายทหารสูญหายไป กฎหมายที่บัญญัติว่า การก่อกบฎล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยมีคณะปฏิวัติใดล้มเลิกบทลงโทษนี้เลย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเดียว คือ ประเทศสมาชิกสหประชาชาติไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งหรือเลิกรัฐธรรมนูญ เมื่อประเทศไทยยังต้องอยู่ร่วมแผ่นดินกับชาวโลกจึงบีบคั้นให้คณะปฏิวัติซึ่งล้วนมาจากทหารถืออาวุธไม่อาจลบข้อกฎหมายดังกล่าวทิ้งไป แต่หาวิธีเลี่ยงเพื่อช่วยตัวเองเป็นรายครั้งเท่านั้น พวกเขาเลือกทำนิรโทษกรรมให้ตัวเอง เปรียบดังพนักโทษหรือผู้ทำผิดแล้วออกกฎหมายยกโทษให้ตัวเอง การนิรโทษกรรมทางการเมืองเกิดขึ้นในเมืองไทยเริ่มต้นตั้งแต่เกิดการปฏิวัติรัฐบาลเลือกตั้งครั้งแรกในไทยนับแต่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยซึ่งคณะปฏิวัติทั้งหมดในประวัติศาสตร์ไทยล้วนมาจากกลุ่มทหารติดอาวุธที่ไม่เข้าใจระบอบปกครองใหม่และไม่ยอมรับอำนาจของประชาชนตามแนวคิดประชาธิปไตย โดยพวกเขาคิดว่าประชาชนต้องเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองและควรมีการศึกษาน้อยจึงไม่เหมาะจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในฐานะเจ้าของเสียงเลือกตั้ง อีกทั้งอำนาจของประชาชนขัดแย้งต่อผลประโยชน์ที่กลุ่มข้าราชการพลเรือนและทหารบางพวกเคยได้รับจากการใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองและกดขี่ประชาชนหรือแย่งประโยชน์ที่คนไทยควรได้รับไปไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจะสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่เกิดการปฏิวัติขึ้นสถานภาพทางการเงินของบรรดานายทหารหรือข้าราชการพลเรือนบางพวกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือมีสูงกว่าปกติสำหรับคนในสถานภาพเดียวกันพึงได้รับ มันจึงกลายเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการปฏิวัติรุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบันเพราะถือเป็นทางลัดสู่คนร่ำรวยในพริบตาเดียวและเปลี่ยนสภาพผู้รับคำสั่งจากตัวแทนประชาชนเป็นผู้บัญชาการชีวิตและความตายของประชาชนได้ การนิรโทษกรรมทางการเมืองถูกนำไปใช้เพื่อยกโทษแก่พวกก่อกบฎที่ทำงานสำเร็จหรือผู้ที่พ่ายแพ้ แต่ผู้ชนะมีเมตตาให้ชีวิตคืนกลับไป เนื่องจากโทษอาญาของผู้ก่อกบฎคือ การประหารชีวิต สถานเดียว ดังนั้น จึงมีการนำนิรโทษกรรมไปใช้เพื่อสลายความเป็นศัตรูทางการเมืองตั้งแต่อดีตมาแล้ว น้อยครั้งมากที่ผู้ชนะกบฎจะใช้โทษประหารชีวิตกับฝ่ายแพ้เพื่อแก้แค้นกันทั้งนี้เพราะคิดคำนึงถึงความเป็นคนไทยด้วยกันและนับถือพุทธศาสนาที่เน้นการให้อภัยแก่กันเป็นหลัก การใช้นิรโทษกรรมประเภทนี้บ่อยครั้งทำให้การก่อกบฎซึ่งเป็นการทำลายระบอบปกครองประเทศลงอันถือเป็นเรื่องใหญ่มากในสายตาชาวโลก มันส่งผลให้ทหารติดอาวุธไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดินฐานก่อกบฎเลย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจึงมีการปฏิวัติเกิดขึ้นเป็นระยะและผู้กระทำไม่เคยสำนึกผิด แต่กลับโยนความผิดให้นักการเมืองว่าเป็นต้นเหตุให้พวกเขาปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลของประชาชนและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไปอยู่ในมือของทหารติดอาวุธกลุ่มหนึ่ง สาเหตุที่คณะปฏิวัติแทบทุกยุคสมัยใช้เป็นข้ออ้างล้มล้างระบอบปกครองประเทศ คือ นักการเมืองลุแก่อำนาจหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง หากคิดคำนึงถึงรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับจักพบว่า กลไกการปกครองประเทศโดยตัวแทนประชาชนนั้นมีหลายอย่างทั้งระยะเวลาปกครองบ้านเมือง การตรวจสอบจากรัฐสภา การคานอำนาจกัน และบทลงโทษจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมดถือเป็นวิถีการทางรัฐสภาในการคุมตัวแทนประชาชนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันทหารถือเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้การปกครองจากตัวแทนประชาชนซึ่งได้รับคำอนุญาตให้ถืออาวุธ เงินภาษีของประชาชนนำไปซื้ออาวุธแจกทหารเพื่อป้องกันประเทศ ทหารจึงไม่มีหน้าที่ใดในการตัดสินชะตากรรมของตัวแทนประชาชนเลย เขามีภารกิจเดียวและสำคัญที่สุด คือ ใช้อาวุธเพื่อปกป้องประเทศจากอริราชศัตรู มิใช่ใช้อาวุธข่มขู่หรือล้มล้างรัฐบาลตัวแทนประชาชนด้วยข้ออ้างใดๆ เมื่อเทียบความผิดทางการเมืองฐานก่อกบฎล้มล้างรัฐบาลของประชาชนกับความผิดที่กรรมการพรรคการเมืองหนึ่งทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วให้ยุบพรรคนั้นและตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการทุกคนเป็นเวลาห้าปีแล้ว คนไทยจักมองเห็นความร้ายแรงที่อภัยให้ไม่ได้ของการก่อกบฎที่ส่งผลกระทบต่อระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างมาก อีกทั้งยังทำลายความยุติธรรมในสังคมลงด้วย พฤติกรรมไม่ถูกต้องของกรรมการคนหนึ่งส่งผลให้คณะกรรมการทั้งชุดต้องรับโทษร่วมกันและยุบพรรคที่ตนสังกัดด้วยเปรียบคล้ายกรณีที่เด็กคนหนึ่งลอกการบ้านของเพื่อน ครูสั่งลงโทษด้วยการใช้ไม้เรียวตีนักเรียนทั้งชั้นให้รับผิดร่วมกันแล้วยังสั่งไล่ออกจากโรงเรียนอีกด้วย มันถือเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรม แต่เป็นการลุแก่อำนาจ โดยเฉพาะกฎหมายที่นำไปใช้ลงโทษนักการเมืองนั้นเกิดขึ้นจากคำสั่งของคณะปฏิวัติที่มีแนวคิดปฏิปักษ์กับนักการเมืองซึ่งเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แทนประชาชนและเป็นศัตรูของนักประชาธิปไตย แต่ทหารปฏิวัติต้องการอยู่เหนือประชาชนจึงต้องทำลายผู้แทนของปวงชนชาวไทยเป็นหลัก รัฐธรรมนูญไทยปีพ.ศ. 2550 มีข้อบัญญัติที่เป็นการนิรโทษกรรมพฤติกรรมในอดีตและอนาคตของคณะปฏิวัติปีพ.ศ.2549 ไว้ โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายที่ชอบธรรม โดยมิให้ถือโทษแก่คณะปฏิวัติที่ล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไป แล้วนำระบบเผด็จการมาใช้ปกครองประเทศ อีกทั้งกำหนดมิให้เอาโทษอาญาแก่คณะปฏิวัติกลุ่มนี้อีก หากพวกเขาทำปฏิวัติอีกครั้ง อันขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมากที่ให้อภัยโทษล่วงหน้าแก่สิ่งที่ตนจะทำในอนาคตอันใกล้ มันหมายความว่า บุคคลในคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ซึ่งหลายคนยังมีตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงในวงการทหารวันนี้ได้รับความคุ้มครองพิเศษจากรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันให้ทำปฏิวัติได้โดยไม่ต้องรับโทษทางกฎหมายฉบับใดก็ตามตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้บังคับอยู่ นักกฎหมายหลายท่านเคยพยายามชี้จุดนี้ให้สังคมไทยรับทราบ แต่รัฐบาลภายใต้อำนาจของคณะปฏิวัติเบี่ยงเบนมิให้คนไทยคิดถึงจุดนี้ จึงทำให้เรื่องสำคัญนี้เลือนหายไป ประเทศไทยยังอยู่ในเส้นทางของคณะปฏิวัติชุดเดิมต่อไป เพียงแค่รอวันเวลาที่เหมาะสม เช่น วันที่คลังชาติมีเงินสะสมสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำปฏิวัติเกือบทุกครั้ง เป็นต้น การนิรโทษกรรมทางการเมืองเคยใช้กับคณะปฏิวัติหลายยุคสมัย แม้แต่ศาลสถิตยุติธรรมยังสนับสนุนให้ทำได้ด้วยคำพิพากษา ทุกครั้งคณะปฏิวัติเป็นผู้ออกบทนิรโทษกรรมสิ่งที่ตนเองทำไว้ อีกทั้งการทำลายรัฐบาลเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญไทยอันเป็นกฎหมายปกครองสูงสุดในบ้านเมืองยังให้นิรโทษกรรมได้ง่ายๆ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะอภัยโทษให้นักการเมืองที่ต้องรับโทษในสิ่งที่ตนมิได้กระทำ แต่ถูกลงโทษเพราะสาเหตุเดียว คือ เป็นนักการเมืองซึ่งมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์แทนประชาชน คณะปฏิวัติจึงต้องออกกฎหมายกำจัดพวกเขาด้วยเหตุขัดผลประโยชน์ด้านสถานภาพทางการเมือง เหตุผลที่กล่าวอ้างมิให้มีนิรโทษกรรมทางการเมืองแก่นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิการเมืองอันมิใช่เนื่องจากการทำทุจริตและสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ล้วนมีสาเหตุซ่อนอยู่เพียงสองอย่าง คือ ความกลัวผลเลือกตั้งหรือความเห็นของประชาชน และชื่นชอบกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับคู่แข่งทางการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ไม่เห็นชอบกับการนิรโทษกรรมทางการเมืองล้วนมาจากกลุ่มที่อาจเสียประโยชน์ทางการเมืองและกลุ่มทหารปฏิวัติที่เกรงว่านักการเมืองที่ตนลงโทษไว้จะแก้แค้นพวกเขาหากชนะการเลือกตั้ง พวกเขาไม่สนใจความเป็นธรรมทางสังคมและระบอบปกครองประชาธิปไตยในประเทศไทย แต่คำนึงเพียงผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองฝ่ายตนและคณะปฏิวัติที่รอเวลาฟื้นคืนชีพในความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญไทยฉบับนี้ จึงไม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและห้ามนิรโทษกรรมทางการเมืองแก่ฝ่ายที่ถูกกำจัดไปแล้วเด็ดขาด เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลประโยชน์ฝ่ายเดียวกับตนเท่านั้น ความปรองดองระหว่างนักการเมืองและคนไทยหัวใจยุติธรรมกับรัฐบาลของคณะปฏิวัติจึงเกิดขึ้นไม่ได้ หากรัฐบาลภายใต้อำนาจคณะปฏิวัติไม่มีจิตสำนึกในประชาธิปไตยและเคารพความเห็นของประชาชนเป็นหลัก อีกทั้งต้องยอมรับสถานภาพแท้จริงว่า ส.ส.เป็นนักการเมืองตัวแทนประชาชนภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย มิใช่ตัวแทนทหารติดอาวุธซึ่งไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนในฐานะรั้วของชาติและอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชนตามหลักกฎหมาย ประชาชนยอมทำใจให้อภัยต่อการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 โดยไม่เต็มใจกับกฎหมายนิรโทษกรรมที่คณะปฏิวัติทำขึ้น เพื่อความสงบของบ้านเมืองคนไทยยอมแบกรับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่พวกนั้นสร้างตราบาปไว้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่การตามล่าล้างตัวแทนประชาชนและพรรคการเมืองด้วยอาศัยอำนาจคณะบุคคลที่คณะปฏิวัติแต่งตั้งไว้ด้วยจุดประสงค์เดียว คือ กำจัดพรรคหรือตัวแทนประชาชนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนอย่างต่อเนื่อง มิให้เหลือซากเด็ดขาด ซึ่งคณะบุคคลดังกล่าวก็ทำงานตามเป้าหมายอย่างเต็มที่ เหตุไฉนสมาชิกรัฐสภาจึงไม่นิรโทษกรรมแก่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่โดนอำนาจเผด็จการทำลายล้างไปอย่างไม่เป็นธรรม หากมีเพียงเหตุผลว่า เขาหรือเธออาจกลายเป็นคู่แข่งในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า แล้วยอมทิ้งหลักประชาธิปไตยไป สมาชิกรัฐสภาวันนี้สมควรเป็นตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหรือจะเป็นเพียงตัวแทนทหารบางกลุ่มที่ลุแก่อำนาจ แต่มิอาจหนีพ้นหลักกฎหมายที่ว่า ทหารเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งในสังคมและอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชน มิใช่ผู้ปกครองประชาชน หากทหารต้องการเปลี่ยนสถานภาพของตนให้ยิ่งใหญ่เยี่ยงเดียวกับคณะปฏิวัติ ก็ต้องกล้าแก้กฎหมายทั้งหมดเพื่อให้เป็นผู้ปกครองประเทศเท่านั้น การปฏิวัติแล้วทำนิรโทษกรรมมิอาจลบพฤตินัยที่ผิดกฎหมายไทยและสากลได้ตลอดกาล และประวัติศาสตร์บันทึกแล้วว่า คณะปฏิวัติคือผู้ทำลายประเทศและตัวแทนประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ทหารติดอาวุธมิอาจใช้อาวุธร้ายแรงชนิดใดแก้รอยมลทินในประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ตลอดกาล มันเป็นสัจธรรมของโลกที่ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนเวลาหรือบันทึกประวัติศาสตร์ได้เลย คณะปฏิวัติไทยมีความเก่งกาจและกล้าพอจะเปลี่ยนสัจธรรมข้อนี้ได้ไหม ? หากทำได้ ก็จะเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่อยู่เหนือกาลเวลาและความจริง
************************** 6/4/2009 ใต้เงาบาป 4.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 4.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
หนุ่มใหญ่ร่างสูง ใบหน้าเรียวยาว ผมตัดสั้นเกรียน กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารขนาดใหญ่เพียงลำพัง เมื่อหญิงสาวก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เขาจึงโบกมือให้ลูกน้องที่มาส่งมันตรินีออกไปรอข้างนอก ภายในห้องจึงเหลือเพียงคนทั้งสองเท่านั้น “ เชิญนั่ง คุณตรี “ เขาเอ่ยขึ้นก่อน ดวงตาคมเข้มมองสาวร่างเล็กด้วยแววอ่อนโยน มันตรินีเลือกนั่งเก้าอี้ซึ่งอยู่คนละมุมกับชายหนุ่ม สีหน้าเรียบเฉย “ เราไม่ได้พบกันนานเท่าไรแล้ว ? “ “ สองปี ! “ “ คุณสบายดีสินะ “ เขามองอีกฝ่ายนิ่ง มันตรินีมองสบนัยน์ตาของชายหนุ่มอย่างเอาเรื่อง “ คุณมีเรื่องอะไร และทำไมจึงจับ ชนิตว์มาด้วย “ “ ผมไม่ได้จับเพื่อนของคุณ แค่เชิญมาทำความรู้จักกันเท่านั้น “ “ คุณพูดให้ฟังดูดีนะ “ หล่อนกล่าวโต้ ดวงตาเป็นประกาย “ ทำตัวเหมือนพวกนักเลง ! “ ปรานต์ยิ้มเย็น พลางนั่งกอดอก ท่าทางผ่อนคลาย “ ผมห้ามความคิดของคุณไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมทำไปเพื่อปกป้องกิจการของคุณลุง “ “ พวกนอกกฎหมาย ! “ “ เราคุยเข้าเรื่องกันดีกว่า “ เขาบอกตัดบท เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มมีอารมณ์ไม่ดี “ คุณช่วยเพื่อนขโมยข้อมูลสำคัญของบริษัทใช่ไหม? “ มันตรินีถอนใจหนัก ก่อนจะกล่าวยอมรับว่า “ ฉันไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบริษัทของเขา หากรู้ก่อน จะไม่ยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด “ “ คุณยอมรับว่าทำสินะ “ หญิงสาวพยักหน้ารับโดยดี ปรานต์นิ่งไปนิดหนึ่ง พลางถามขึ้นว่า “ คุณเห็นข้อมูลในนั้นหรือยัง? “ “ เพิ่งเริ่มดู คุณก็เรียกมาพบนี่แหละ “ “ ผมต้องการสำเนาของคุณ ! “ “ ไม่มีปัญหาค่ะ ! “ หล่อนตอบรับทันที “ แล้วเรื่องของชนิตว์ล่ะ? “ “ เธอยอมคืนแผ่นต้นฉบับโดยดี ผมก็ไม่ทำอะไรหรอก “ “ คุณขู่เธอรึ !” ปรานต์ยิ้มที่มุมปาก “ เราคุยกันด้วยเหตุผลต่างหาก ! “ หญิงสาวโล่งใจบ้างกับคำตอบของเขา ขณะที่ชายหนุ่มกล่าวเตือนว่า “ คุณไม่ควรวางใจเพื่อนเกินไปนะ “ “ หมายความว่าอย่างไร ? “ “ คุณแพ้พนันกับเธอคนนั้น จึงต้องทำงานให้ชิ้นหนึ่งใช่ไหม ? “ “ คุณรู้ ! “ หล่อนรู้สึกตกใจปนเสียหน้าเล็กน้อย ยามอยู่เบื้องหน้าของชายคนนี้ “ คุณชนิตว์เล่าวิธีทำให้คุณยอมทำงานให้เธอ โดยไม่มีทางปฏิเสธ “ มันตรินีนิ่งอึ้ง ปรานต์ยกเหรียญบาทขึ้น พลางเอ่ยเสียงเย็นว่า “ คนฉลาดอย่างคุณก็โดนหลอกได้โดยอาศัยเหรียญสองหน้าที่นักต้มตุ๋นชอบใช้นะ เหลือเชื่อจริงๆ “ “ หลอกรึ ! “ “ คุณควรจำไว้เป็นบทเรียนล่ะ “ ใบหน้าของมันตรินีร้อนผ่าวด้วยความอับอายที่โดนเพื่อนหลอก ไม่นึกว่าชนิตว์จะทำกับเพื่อนได้เพียงนี้ “ เพื่อนของคุณอยากได้งาน จนกระทั่งยอมใช้วิธีนี้ ซึ่งผมว่าไม่ฉลาดเลยนะ “ “ คุณก็สั่งสอนไปแล้วนี่นา “ ปรานต์หัวเราะในลำคอ นัยน์ตาพราวระยับ “ วันนี้เธอโชคดีที่พบกับผม ถ้าเป็นคนอื่นเธออาจไม่สมบูรณ์เช่นนี้ คุณควรเตือนเพื่อนไว้บ้างล่ะ “ “ ฉันว่าครั้งนี้คงทำให้นิตว์เข็ดหลาบมากเชียว “ “ คุณเองก็ไม่ควรทำตัวเป็นพวกแฮกเกอร์ ( นักขโมยข้อมูล)นะ คุณตรี “ “ ฉันไม่ได้เป็นสักหน่อย “ หล่อนกล่าวเถียงเสียงแข็ง ชายหนุ่มอมยิ้ม เมื่อเห็นเจ้าของใบหน้ากลมที่สวมแว่นตากรอบทองเม้มปากแน่นอย่างขัดอารมณ์กับคำพูดของเขา “ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเพียงไร คุณยังไม่ทิ้งความเจ้าอารมณ์เลยนะ “ หญิงสาวเผลอค้อนอีกฝ่ายด้วยความลืมตัว “ มันเป็นเรื่องของฉัน ! “ “ ความเจ้าอารมณ์ทำให้ไม่สามารถทำงานใหญ่หรือสำคัญได้นะ “ “ คุณไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของฉันเลย โดยเฉพาะเมื่อฉันทำงานอยู่ “ หล่อนตอบเสียงกร้าว ปรานต์พยักหน้ายอมรับว่า “ คุณอาจพูดถูก เพราะผมเคยเห็นตอนที่ไปรับเหรียญทองของคุณเท่านั้น “ “ ไม่ใช่อาจจะ แต่เป็นความจริงต่างหาก “ มันตรินีพูดโต้ นัยน์ตาขุ่นขวางทันใด “ เมื่อไหร่ผมจะได้เห็นคุณทำงานล่ะ ? “ หญิงสาวเมินหน้าไปทางอื่นที่ไม่มีดวงตาคมเข้มของเขาซึ่งมองล้อในที “ ไม่จำเป็นสักนิด ! “ ปรานต์หัวเราะร่วน แววตาเป็นประกายยิ้มๆ “ นี่เป็นคำตอบประจำของคุณ ตอนที่หาคำตอบไม่ได้สินะ คุณตรี “ “ เรื่องของฉันน่าขำนักรึ ! “ “ ผมหยุดหัวเราะก็ได้ “ เขาพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่เพื่อเอาใจอีกฝ่าย มันตรินีผุดลุกขึ้นยืน “ คุณพูดเสร็จแล้ว ฉันคงกลับได้แล้วนะ “ “ ผมยังมีคำถามอีกนะ “ “ จำเป็นต้องฟังคุณด้วยรึ ! “ หล่อนย้อนถามอีกฝ่าย ปรานต์ตอบเสียงขึงขังว่า “ จำเป็นสิ ! “ หญิงสาวมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ ก่อนจะทรุดนั่งเช่นเดิม พลางบอกหน้าตาเฉยว่า “ หากอยากได้คำตอบจากฉัน คุณต้องไม่หัวเราะใส่ฉันอีกนะ “ “ ผมให้สัญญา ! “ เขาบอกเสียงจริงจัง ริมฝีปากบางได้รูปของมันตรินีแย้มออกเล็กน้อยแสดงถึงความพึงพอใจ ดวงตาสีเข้มของชายหนุ่มส่องประกายระยับเมื่อได้เห็นหญิงสาวลดความแข็งกร้าวลงบ้าง นั่นหมายความว่าการสนทนาระหว่างทั้งสองคงดำเนินไปด้วยดี “ ผมรู้มาว่าคุณเดินทางด้วยรถเมล์ โดยไม่ยอมขับรถเอง มีเหตุผลไหม ? “ “ นั่งสบาย ไม่ต้องกังวล มีคนขับรถให้ แปลกตรงไหนคะ “ ปรานต์ถอนใจเล็กน้อย “ สำหรับคนอื่นผมก็ว่าไม่แปลก แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำเหมือนเขานี่นา หากไม่อยากขับรถเอง ก็จ้างคนขับสิ ไม่น่าไปเสี่ยงอันตรายในรถเมล์นะ “ “ ทำไมคุณต้องยุ่งกับชีวิตประจำวันของฉันนักนะ คุณปรานต์ “ “ ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณ “ “ คุณหรือเขาคนนั้นที่มีความรู้สึกเช่นนี้ ? “ หล่อนถามเสียงเข้ม ปรานต์นิ่งเงียบไป มันตรินีเอ่ยเน้นเสียงว่า “ คุณไปบอกเขาได้เลยว่า ฉันยังรักชีวิตอยู่ เมื่อหมดสนุกกับชีวิตนี้เมื่อไร มันตรินี ธมนันท์ก็จะไปจากโลกนี้ โดยไม่มีใครขัดขวางได้หรอก แม้เขาคนนั้นจะมีอิทธิพลล้นฟ้าเพียงใด “ “ คุณยังโกรธลุงพศอยู่หรือ คุณตรี “ มันตรินีนิ่งอึ้งไป ขณะที่ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายอย่างค้นหา “ ฉันไม่จำเป็นต้องตอบคุณนี่นา “ ปรานต์บอกเสียงต่ำว่า “ เรื่องความบาดหมางของคนรุ่นก่อน คุณไม่ควรนำมาใส่ใจอีกเลย เพราะเวลาระหว่างคุณกับเขาเหลือเพียงไม่มากนัก “ คำพูดของปรานต์สะกิดหัวใจของหญิงสาวให้เสียวแปลบอยู่ลึกๆ บางทีเขาอาจพูดถูกแต่บางอย่างในใจทำให้หล่อนตัดสินใจเดินสะบัดหน้าออกไปอย่างเร็ว “ นิสัยดื้อรั้น ใจแข็งของคุณช่างแก้ไขยากจริงๆ “ เขาส่ายศีรษะไปมาอย่างระอา
ชนิตว์ผุดลุกขึ้นทันใดเมื่อเห็นมันตรินี ธมนันท์ เดินหน้าบูดบึ้งเข้ามาในห้องรับรองซึ่งหล่อนนั่งรออยู่อย่างกระวนกระวายใจ “ เธอไม่เป็นไรนะ ตรี “ มันตรินีจ้องเพื่อนรักเขม็ง น้ำเสียงห้วนขึ้นเมื่อถามว่า “ เธอใช้เหรียญสองหน้ามาให้ฉันทายใช่ไหม นิตว์ “ ชนิตว์อึกอัก ก่อนจะตอบอ้อมแอ้มว่า “ ใช่ ฉันเสียใจที่ทำให้เธอเดือดร้อน “ “ เหลือเชื่อจริงๆ ! “ หล่อนครางในลำคอ พลางทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่าง ขณะที่ชายหนุ่มในสูทสีดำทั้งสองยืนมองห่างออกไป “ ฉันขอโทษนะ ตรี “ มันตรินีนิ่งเงียบ ชนิตว์พูดออดอ้อนว่า “ ฉันไม่ควรทำกับเธอแบบนั้น ต่อไปรับรองว่าไม่ทำนะ ตรีจ๋า “ “ ฉันไม่เชื่อแล้ว ! “ “ ตรี ! “ ชนิตว์มีท่าทางตกใจ “ คราวหน้าเธอยังหลอกฉันอีก เราเลิกคบกันเลย นิตว์ “ มันตรินีบอกเสียงเด็ดเดี่ยว นักข่าวสาวยิ้มกว้าง “ ตกลงจ๊ะ “ “ กลับกันได้แล้ว “ ชนิตว์มีท่าทางลังเล พลางมองหนุ่มใหญ่สองคนอย่างหวาดระแวง “ พวกนี้จะปล่อยเรารึ โดยเฉพาะเจ้านายของเขายังไม่สั่งเลยนะ ตรี “ ประตูเปิดออกชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าเข้มเดินเข้ามาบอกเสียงจริงจังว่า “ ผมขอเลี้ยงอาหารสักมื้อสำหรับความร่วมมือที่ดีของพวกคุณ คงไม่รังเกียจนะครับ “ ชนิตว์ทำท่าจะตอบ แต่มันตรินีเอ่ยขัดขึ้นว่า “ เรากินไม่ลงหรอก ขอกลับบ้านดีกว่าค่ะ “ “ ผมจะให้คนไปส่งนะ “ ปรานต์บอก ท่าทางเป็นมิตร “ ไม่จำเป็น เราขึ้นรถเมล์กลับบ้านได้ค่ะ “ มันตรินีพูดเน้นเสียงตอนท้าย แล้วลากเพื่อนรักให้ออกไปจากห้องนั้นทันที ชนิตว์มองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง แม้จะพบกันครั้งแรกด้วยสาเหตุที่ไม่ดีนัก แต่หล่อนรู้สึกประทับใจในความงามสง่าของปรานต์ อัครชัย เสียแล้ว
**********โปรดติดตามตอนต่อไป********** สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย ใต้เงาบาป 4.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
4.1
วันหนึ่งปรานต์ อัครชัย นัดพบกับเพื่อนสนิทที่ห้องอาหารญี่ปุ่นแห่งเหนึ่งชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ร่างสันทัด ผิวคล้ำ ใบหน้ากลมเล็ก เดินลากขาซ้ายซึ่งมีความผิดปกติเข้าไปในห้องรับรองที่สั่งจองไว้เป็นพิเศษ เมื่อเปิดประตูเข้าไปจึงพบปรานต์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว “ ขอโทษที่มาช้าไปหน่อย “ ผู้เข้ามาใหม่บอก หลังจากนั่งเป็นที่เรียบร้อย ปรานต์ยิ้ม ท่าทางผ่อนคลายกว่าปกติ “ นายมีงานยุ่งนักรึ ! “ “ มัวยุ่งกับเครื่องคอมพ์ของคุณตรีน่ะสิ “ ปรานต์นิ่งไป ขณะที่สังสิตเอ่ยต่อไปว่า “ หากไม่รีบซ่อมให้เสร็จ เธอจะหงุดหงิดมาก ทำให้คนในบ้านเดือดร้อนไปทั่ว “ “ ติดคอมพ์สินะ ! “ “ ใช่แล้ว “ สังสิตส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะถามอีกฝ่ายว่า “ มีธุระอะไรจึงนัดพบด่วนมากแบบนี้ ปรานต์ “ “ คุณตรีเป็นพวกแฮกเกอร์ (โจรขโมยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์) หรือเปล่า ? “ สังสิตสำลักน้ำที่กำลังดื่มทันที “ แฮกเกอร์รึ ? “ “ ใช่ ! “ “ บ้าน่ะสิ ! “ สังสิตมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย “ คุณตรีมีงานดี ทำไมต้องไปทำแบบนั้น “ “ ฉันจึงถามนายไงล่ะ “ สังสิตขมวดคิ้วเล็กน้อย “ นายไปได้ข่าวอะไรมา ปรานต์ “ “ เมื่อหลายวันก่อนมีคนแอบเข้าไปขโมยข้อมูลบางส่วนของบริษัทซึ่งสำคัญมาก ฉันให้คนไปสืบจึงได้ข่าวมาอย่างหนึ่ง “ “ ข่าวอะไร ? “ สังสิตถามรัว “ มีนักข่าวคนหนึ่งเขียนบทความโดยใช้ข้อมูลของเรา แต่ผมซื้อบทความชิ้นนั้นไว้ก่อน จึงยังไม่ตีพิมพ์ คุณรู้ไหมว่าคนเขียนเป็นใคร “ สังสิตส่ายหน้า ขณะที่ปรานต์บอกว่า “ ชนิตว์ เพื่อนสนิทของคุณตรี ! “ “ นี่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฝีมือของคุณตรีนะ “ “ ระบบป้องกันข้อมูลของบริษัทจัดได้ว่าอยู่ในขั้นดี นักข่าวคนนั้นไม่มีทางเจาะเข้าไปได้แน่ นอกจากอาศัยคนที่รู้เรื่องคอมพ์ชนิดชั้นเลิศเชียวล่ะ สิต “ “ แต่…….. “ ปรานต์โบกมือห้ามอีกฝ่ายเสียก่อน พลางกล่าวว่า “ เท่าที่ตรวจสอบมาชนิตว์ไม่มีเพื่อนคนไหนที่มีความสามารถขนาดนั้นได้หรอก “ “ ชัชอาจเป็นคนทำก็ได้ เพราะเขาค่อนข้างเห็นแก่เงิน “ ชื่อเพื่อนชายของมันตรินีทำให้หัวใจของปรานต์กระตุกวาบทันใด เขายกแก้วเหล้าขึ้นดื่มเพื่อปิดบังความรู้สึกบางอย่างมิให้เพื่อนสังเกตเห็นได้ “ เขาไม่เก่งพอหรอก สิต “ “ ผมไม่อยากเชื่อว่าคุณตรีจะกล้าทำแบบนั้น โดยเฉพาะกับบริษัทของปู่ “ ปรานต์ยิ้มนิดๆ “ เธอไม่รู้น่ะสิ จึงยอมทำแบบนั้น “ “ ปกติเธอไม่สนใจเรื่องของบ้านนั้นเลย “ สังสิตตั้งข้อสังเกต “ ต้องมีคนบังคับให้ทำแน่ “ “ คนที่จะเฉลยปัญหาได้คือนักข่าวคนนั้น ! “ “ นายจะทำอย่างไรกับสองคนนั้น “ สังสิตถามอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้ ปรานต์ตอบเสียงเข้มว่า “ เรียกมาคุยก่อน ! “ “ ทั้งสองคนรึ ! “ “ ใช่ ! “ ปรานต์พยักหน้ายืนยัน ขณะรินเหล้าสาเกให้เพื่อนเก่า “ ดื่มหน่อยสิ นี่เป็นเหล้าสาเกชั้นดีเชียวนะ “ สังสิตดื่มรวดเดียว โดยมีปรานต์มองยิ้มๆ “ เขาต้องค่อยๆจิบ จะได้ลิ้มรสชาติของมัน นายนี่เหลือเกิน สิต “ เจ้าของใบหน้ากลมยิ้มแหย “ ลืมไป คิดว่าเป็นเหล้าธรรมดา “ “ ช่วงนี้คุณตรีเป็นยังไงบ้างล่ะ? “ สังสิตถอนใจยาว เมื่อกล่าวว่า “ ตอนนี้เธอกำลังสนใจตามเรื่องนักเรียนติดยาบ้าในโรงเรียน ยังเผลอพูดว่าจะหาคนค้าให้ได้ ผมห้ามก็ไม่ฟังเสียด้วย “ “ ไฟแรงสินะ! “ ปรานต์หัวเราะในลำคอ ดวงตามีแววครุ่นคิด “ เธอหวังดีต่อนักเรียน แต่มันก็มีอันตราย “ “ แล้วนายทำอะไรบ้างล่ะ ในฐานะอาจารย์ฝ่ายปกครอง “ “ ผมกำลังสืบหาพวกนักเรียนค้ายาอยู่ จึงไม่อยากให้คุณตรีเข้ามายุ่ง “ “ บอกเธอไปสิ ! “ ปรานต์พูดเสนอ สังสิตส่ายหน้าทันที “ คุณตรีดื้อขนาดไหน นายก็รู้ “ “ ซาบซื้งเชียวล่ะ “ เจ้าของใบหน้าเรียวยาวหัวเราะหึในลำคอ สังสิตมีท่าทางหนักใจ ขณะที่ปรานต์บอกว่า “ นายต้องดูแลเธอให้ดีนะ หากมีปัญหาก็บอกฉันทันที “ “ ได้เลย ! “ “ ฉันจะไปเล่าเรื่องนี้ให้ลุงพศฟัง บางทีอาจมีทางช่วยอีกแรง “ ปรานต์กล่าวขึ้น ดวงตาฉายแววกังวลบ้าง “ การยุ่งกับพวกค้ายาไม่ใช่เรื่องเล็กเลย “ สังสิตเห็นด้วยอย่างยิ่ง ปรานต์รินเหล้าสาเกให้เพื่อน พลางเอ่ยว่า “ เรื่องของคุณตรีทำให้นายลำบากใจมาหลายปี ลุงพศฝากขอบคุณนายด้วยนะ “ “ ผมสมควรตอบแทนบุญคุณอยู่แล้ว ! “ ปรานต์มองเพื่อนเก่าอย่างพินิจ “ นายยังไม่ลืมอีกหรือ ? “ “ หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากลุงพศ ผมก็ไม่มีชีวิตใหม่แบบนี้หรอก ปรานต์ “ ปรานต์นิ่งฟัง สีหน้าเรียบเฉย ขณะที่สังสิตพูดต่อไปว่า “ ขาซ้ายของผมต้องพิการเพราะพวกทหารพม่าทำร้าย หากไม่ใช่นายรีบพาไปโรงพยาบาล คงต้องตัดขาไปแล้ว นายกับลุงพศให้โอกาสใหม่แก่ผม เรื่องของคุณตรีถือว่าเล็กน้อย “ “ โลกนี้หาคนดีอย่างนายยากแล้วนะ สิต “ สังสิตยิ้มเล็กน้อย “ ผมยังเชื่อว่ามีคนดีอยู่มาก เพียงแต่นายยังไม่พบในสังคมที่ทำงานอยู่ล่ะมัง “ “ อาจเป็นได้ ! “ ทั้งสองนั่งคุยกันพักใหญ่ สังสิตจึงขอกลับบ้าน แล้วเอ่ยทิ้งท้ายว่า “ คุณตรีมีเพื่อนไม่มาก คุณชนิตว์เป็นหนึ่งในนั้น หากทำรุนแรง เธออาจเกลียดนายตลอดไปก็ได้ หลีกเลี่ยงได้ก็ควรทำนะ ปรานต์ “ “ ฉันจะจำคำเตือนของนายไว้ ! “ ปรานต์มองเพื่อนเก่าด้วยแววตาสงบนิ่ง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหากเกิดอะไรกับชนิตว์โดยฝีมือของเขา มันตรินีจะมีปฏิกริยาเช่นไรกับเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดเช่นกัน แต่จะหลีกเลี่ยงได้แค่ไหนนะ ชายหนุ่มได้แต่รู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ
ปรานต์รายงานผลการติดตามหาคนขโมยข้อมูลของบริษัทให้สรพศ พิตรพิบูล ชายสูงวัยรู้สึกตกใจแกมภูมใจลึกๆกับความรอบรู้ของมันตรินีหลานสาวคนเดียวที่ทำตัวห่างเหินกับครอบครัวของเขา เขาออกปากอนุญาตให้ชายหนุ่มจัดการตามที่เห็นสมควรได้ ดังนั้นปรานต์จึงให้ลูกน้องไปเชิญชนิตว์กับมันตรินีมาพบที่ห้องอาหารแห่งหนึ่งในโรงแรมดังย่านสุขุมวิทในวันต่อมา
ตอนใกล้เที่ยงระหว่างที่มันตรินีกำลังนั่งอ่านข้อมูลจากแผ่นดิสต์ที่ทำสำเนาไว้ตอนที่ช่วยทำงานให้กับชนิตว์ มีเด็กรับใช้นำนามบัตรของคนๆหนึ่งมายื่นให้ หล่อนอ่านข้อความหลังนามบัตร คิ้วโค้งงามขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงรีบนำแผ่นดิสต์สีดำเก็บใส่ลิ้นชักส่วนตัวพร้อมล็อคกุญแจ แล้วเดินออกไปจากห้องทำงาน “ เขานัดพบที่ไหนคะ? “ มันตรินีถามทันที เมื่อออกมาพบกับชายร่างสูงในชุดสูทสีดำซึ่งนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก ชายแปลกหน้าเอ่ยชื่อสถานที่ พลางผายมือไปที่ประตู “ เจ้านายให้ผมรับคุณไปส่งที่นั่นด้วยครับ “ “ ฉันไปเองได้ ! “ “ ผมไม่อยากโดนตำหนินะครับ “ ชายคนนั้นบอกเสียงเรียบ มันตรินีมองขัดใจ แต่ก็ยอมเดินไปขึ้นรถของเขาโดยดี เพราะอยากรู้ว่าคนๆนั้น ต้องการพบหล่อนด้วยเรื่องอะไร หล่อนสังหรณ์ใจว่าอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลในแผ่นดิสต์ซึ่งหล่อนเพิ่งอ่านผ่านตาเมื่อครู่นี้
ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำเดินนำหญิงสาวเข้าไปในห้องอาหารจีนของโรงแรมดังแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ทั้งสองเข้าไปนั่งรอในห้องรับรองที่จองไว้ก่อน สักครู่ประตูห้องก็เปิดออกหญิงสาวร่างสูงเพรียว ใบหน้ารูปไข่ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดยีนส์สีฟ้าเข้มเดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มในชุดสีเข้มอีกคน “ ชนิตว์ ! “ มันตรินีพึมพำด้วยความฉงน นักข่าวสาวสวยยิ้มเจื่อน เมื่อเห็นเพื่อนรักนั่งรออยู่ในห้องรับรองนั้น หล่อนกระซิบว่า “ เรากำลังเดือดร้อนแล้ว ตรี “ “ เดือดร้อนรึ ! “ เจ้าของร่างเล็กทวนคำอย่างไม่เข้าใจนัก “ คือว่า…….. “ ชนิตว์ทำท่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มที่ติดตามนักข่าวสาวเอ่ยขัดว่า “ เจ้านายขอเชิญคุณตรีไปพบครับ “ “ ระวังตัวด้วยนะ ตรี “ มันตรินีเผยอยิ้มเล็กน้อย แววตาไม่หวาดหวั่น เพราะหล่อนทราบดีว่าจะไม่มีสิ่งร้ายเกิดกับหล่อนแน่นอน ตราบที่เขาคนนั้นอยู่ที่นี่ด้วย
************ โปรดติดตามตอน 4.2 ******************* สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 6/1/2009 แม่จ๋า.......อย่าฆ่าลูกแม่จ๋า......อย่าฆ่าลูก
เขียนโดย ลูกแก้ว
ข่าวหมีแพนด้าออกลูกตัวแรกตอนเดือนพฤษภาคมในเมืองไทยเป็นที่ชื่นชมของคนไทยอย่างมาก ภาพหมียักษ์ประคองลูกตัวน้อยไว้อย่างทะนุถนอม ภาพหมีนั่งหลับตลอดคืนเพื่อให้ลูกดูดนมสะดวกขึ้น มันเป็นการแสดงความรักที่แม่มีต่อลูกสำหรับสัตว์เดรัจฉาน ทั้งที่หมีแพนด้าตัวนี้เพิ่งเป็นแม่ครั้งแรกและไม่มีตัวอย่างการเป็นแม่สอนมันมาก่อน ทุกอย่างจึงเกิดจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติเท่านั้น นอกจากหมีแพนด้าแล้ว ยังมีความอัศจรรย์ที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าสัตว์อันตรายก็แสดงความรักเยี่ยงแม่อย่างน่าชื่นชมยิ่ง คือ งูพิษชนิดหนึ่งซึ่งสัญชาตญาณของมันจะกินงูด้วยกัน วันหนึ่งมันต้องออกลูก จึงกลัวว่าจะกินลูกของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วันที่แน่ใจว่าลูกทุกตัวรอดชีวิตแล้ว มันจะรีบออกห่างจากรังนั้นโดยเร็วและไม่แวะเวียนกลับมาอีกเลยเพื่อป้องกันสัญชาตญาณของตัวเอง สัตว์อันตรายอีกชนิดหนึ่งที่สร้างความทึ่งใจมากเมื่อเทียบกับความโหดร้ายที่กระทำต่อเหยื่อของมัน เราจักสัมผัสความอ่อนโยนในฐานะแม่ได้อย่างชัดเจน คือ จระเข้ เป็นที่ทราบกันดีว่ามันเป็นสัตว์ที่กินพวกเดียวกันด้วย เมื่อคลอดลูกแล้วแม่จระเข้จะคอยดูแลลูกห่างๆเพื่อเลี่ยงสัญาชาตญาณกินกันเอง คอยคาบลูกหนีจระเข้ตัวอื่น เมื่อลูกเติบโตพอควร มันจะทิ้งลูกไปไกลทันทีเพื่อจะไม่กินลูก สัญชาตญาณความเป็นแม่ของสัตว์ดุร้ายอีกพันธุ์หนึ่งซึ่งมนุษย์ต้องทึ่งยิ่งขึ้น คือ แม่หมาไน ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ รวมตัวกันเป็นฝูง บางครั้งความแห้งแล้งทำให้พวกมันต้องหากินห่างไกลจากฝูงอย่างมาก การเลี้ยงลูกให้อิ่มท้องเป็นหน้าที่สำคัญของแม่หมาไน เมื่อมันได้เหยื่อแล้วจะกินกลืนเข้าปากให้มากที่สุดแล้วพากันวิ่งกลับรังซึ่งมีลูกหมารออยู่ทุกวันด้วยระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร แม่หมาไนจะวิ่งสุดกำลังกลับรังให้เร็วที่สุดก่อนที่น้ำย่อยในกระเพาะจะย่อยสลายเนื้อเหยื่อ พอไปถึงรังมันจะขย้อนเนื้อเหยื่อออกให้ลูกกินอิ่มท้อง พวกมันต้องทำอย่างนี้ทุกวัน บางวันต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง จักต้องเหนื่อยหนักหนาเพียงใด คงพิจารณาได้ไม่ยาก มันจึงเป็นความเสียสละในฐานะแม่ของสัตว์เดรัจฉานอันน่ายกย่องยิ่ง สัตว์อีกประเภทที่มีสายพันธ์ใกล้เคียงกับคนที่สุด คือ ลิง มันเลี้ยงลูกด้วยความรักเอาใจใส่นานหลายปีก่อนปล่อยให้ลูกเป็นอิสระ สัญชาตญาณความเป็นแม่ของลิงจึงใกล้เคียงกับมนุษย์เช่นเดียวกัน แม่ลิงที่มีลูกตายจะแสดงความเศร้าอาลัยด้วยการพาศพลูกไปทุกหนแห่ง คอยป้อนน้ำป้อนอาหารเหมือนลูกยังมีชีวิตอยู่โดยไม่ยอมทิ้งลูกจนกว่าซากจะเน่าเหม็นแล้ว บางครั้งพ่อลิงต้องมาดูศพลูกแล้วพยายามปลอบให้แม่ลิงทิ้งซากลูกไว้ จักไม่มีแม่ลิงตัวใดที่ฆ่าลูกของตัวเองในธรรมชาติ มันบ่งบอกความรักความเศร้าตามสัญชาตญาณของแม่ที่แสดงให้เห็นชัดเจน ขณะที่แม่ของสัตว์โลกชนิดหนึ่งสามารถฆ่าลูกด้วยมือของตัวเองอย่างไม่ละอายใจ เพียงฆ่าเพื่อปิดบังผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเองไว้ นั่นคือ แม่มนุษย์ ข่าวที่อ่านแล้วสลดใจยิ่งคือ แม่ทิ้งลูกทารกไว้ในรถแท็กซี่แล้วหนีหายไป ทำให้ต้องส่งเด็กไปยังสถานเลี้ยงเด็กของรัฐ ข่าวแม่โยนลูกทารกจากหน้าต่างห้องลงไปนอนตาย ข่าวแม่เอาทารกยัดโถส้วมหรือใส่ถังขยะ ข่าวพ่อแม่รุมซ้อมเด็กน้อยจนช้ำในตายด้วยใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ ปกติแล้วสัญชาตญาณความเป็นแม่ย่อมเกิดขึ้นทันทีเมื่อคลอดลูกสำหรับสัตว์ทุกชนิดบนโลก ซึ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วย ความรัก เอื้ออาทร ห่วงใย และอยากปกป้องรักษาชีวิตที่ถือกำเนิดจากแม่เกิดขึ้นกับผู้เป็นแม่ทุกวัย แต่ข่าวเหล่านั้นชี้ให้เห็นว่า ความโหดเหี้ยมหรือความเห็นแก่ตัวมีมากกว่าสัญชาตญาณของแม่ การฆ่าทารกหรือเด็กน้อยด้วยน้ำมือของแม่จึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งตามการพัฒนาของบ้านเมือง แสดงว่า การพัฒนาเกิดเฉพาะกายภาพ แต่จิตใจของคนตกต่ำลง อาจเปรียบเทียบได้ว่าแม่บางคนมีจิตใจต่ำทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานซึ่งแสดงสัญชาตญาณความเป็นแม่ได้น่ายกย่องกว่าเธอคนนั้น ปกติเราถือกันว่า ทารกถือกำเนิดขึ้นมาด้วยความบริสุทธิ์ประดุจผ้าขาวสะอาดยิ่ง แม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะเป็นคนประเภทใดก็ตาม เขาหรือเธอคลอดออกจากท้องแม่ทั้งที่ดวงตาหลับสนิท เสียงร้องของทารกยืนยันการมีชีวิตบนโลก แม่จึงไม่มีสิทธิ์ฆ่าลูกเพราะเขาเป็นสมบัติอันมีค่าของโลกใบนี้แล้ว ทารกน้อยไม่ควรเป็นที่รองรับอารมณ์ขุ่นเคืองแค้นของแม่ไม่ว่าจะกำเนิดด้วยสาเหตุใด เมื่อธรรมชาติกำหนดให้ทารกกำเนิดจากครรภ์มารดาคนใด ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าหรือสวรรค์กำหนดไว้แล้ว แม่ไม่ควรให้ความตายแก่เขา แต่ควรยึดถือสัญชาตญาณของแม่ด้วยการให้สิ่งดีๆแก่ลูก ดูแลชีวิตน้อยๆนี้ให้กำเนิดออกมาอย่างปลอดภัย หน้าที่ของแม่คือ ดูแล ปกป้อง ชีวิตของลูก มิใช่ฆ่าสังหารลูก การฆ่าลูกถือเป็นการทำบาปมหันต์ที่ต้องลงนรกขั้นที่ 8 คือ อเวจีนรกนั่นเอง แม่สัตว์เดรัจฉานที่เป็นสัตว์ดุร้ายยังไม่ยอมทำร้ายหรือฆ่าลูก แม้จะมีสัญชาตญาณการฆ่าติดตัวไว้ ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะดูแลลูกให้รอดปลอดภัยก่อนแล้วเลี่ยงห่างลูกเพื่อจะไม่ต้องกินลูก ขณะที่แม่มนุษย์ตัดสินชะตาชีวิตของทารกน้อยด้วยการคลอดแล้วฆ่าให้ตายด้วยสารพัดวิธีอันโหดเหี้ยม โดยไม่คำนึงว่าชีวิตของเขาหรือเธอนั้นเมื่อคลอดอย่างมีลมหายใจแล้ว น่าจะมีสิทธิ์กำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ หากแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูทารกน้อยได้ด้วยตัวเอง ก็ควรเลือกหนทางอื่นที่มิใช่การสร้างบาปให้แก่ตนเองเพิ่มขึ้น อันได้แก่ การนำเด็กไปส่งให้สถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐหรือมูลนิธิเอกชนซึ่งมีความพร้อมจะดูแลเด็กให้มีอนาคตต่อไปและกล้าแกร่งพอจะเลือกเส้นทางชีวิตได้ในฐานะเด็กกำพร้า หรือการยกเด็กให้ครอบครัวที่อยากเลี้ยงดูเขา เป็นต้น การฆ่าลูก นอกจากเป็นบาปมหันต์ที่ต้องตกนรกขุมลึกที่สุดและยังเป็นตราบาปทางใจแก่แม่ไปจนลมหายใจสุดท้าย แล้วยังมีโทษอาญาตามกฎหมายฐานฆ่าผู้อื่นอีกด้วย ถ้าแม่ไม่อาจทำหน้าที่ของแม่ได้ ก็ควรเลือกหนทางดีที่สุดให้ลูก มิใช่ฆ่าลูกอย่างเหี้ยมโหด แม้การทิ้งให้สถานเลี้ยงเด็กหรือยกเด็กให้ครอบครัวอื่น จะเป็นการที่แม่ทิ้งลูกหรือสร้างเด็กกำพร้าขึ้นอีกหนึ่งคน แต่มันยังเปิดโอกาสแก่ชีวิตเด็กให้มีอนาคตต่อไป อย่าเลือกทำลายชีวิตของลูกก่อน ขอให้คำนึงถึงความบริสุทธิ์ของเด็ก ระยะเวลาเก้าเดือนที่ประคองชีวิตของเขาหรือเธอไว้ด้วยสัญชาตญาณของแม่ นอกจากนั้น จงคิดถึงเด็กกำพร้าขาดพ่อแม่ ทั้งที่สังคมกำหนดว่า ครอบครัวคือ พ่อแม่ลูก แต่เด็กกำพร้าขาดพ่อแม่ที่จะคอยอุ้มชู ให้ความรักและกำลังใจต่อสู้อุปสรรคชีวิต สั่งสอนผิดชอบชั่วดี ให้คำชื่นชมเมื่อเขาได้รางวัลหรือผลสอบดี วันพ่อวันแม่แห่งชาติก็ต้องนั่งเดียวดาย การถูกหมิ่นแคลนจากเด็กที่มีสภาพครอบครัวพร้อมสรรพ เด็กกำพร้าบางคนเคยพูดด้วยถ้อยคำน่าเห็นใจว่า เมื่อเขาทราบผลสอบเกรดเยี่ยมหรือได้รับรางวัลเรียนดี แต่เขาต้องร้องไห้คนเดียวเพราะไม่มีพ่อแม่ที่จะกอดยินดีกับเขาด้วย มันบอกชัดถึงความต้องการและความรู้สึกว้าเหว่ของเด็กกำพร้า รายการทีวีที่ช่วยตามหาคนที่พลัดพรากจากหายไปกรณีที่เด็กกำพร้าตามหาพ่อแม่ จะให้เหตุผลเดียวกันว่า แค่อยากรู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร หน้าตาอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ก็จะขอกราบเท้าพ่อแม่และบอกรักพวกเขา ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน และไม่เคยจะเรียกร้องเงินเลี้ยงดูใดๆ บางคนยังอยากได้ดูแลทดแทนบุญคุณที่พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่เขา มันเน้นย้ำให้เห็นสัญชาตญาณและความต้องการของลูกที่มีต่อพ่อแม่ซึ่งทอดทิ้งเขาหรือพลัดพรากกัน โดยปราศจากความแค้นเคืองใดๆ เหตุไฉนแม่บางคนจึงมีใจเหี้ยมฆ่าสังหารลูกที่เลี้ยงครรภ์มานานและคลอดให้เขามีลมหายใจแล้วก็พรากลมหายใจนั้นไปด้วยมือของเธอซึ่งเป็นแม่ เหตุไฉนเมื่อไม่อยากมีลูก ก็ไม่เตรียมตัวเองให้พร้อมเพื่อป้องกันการเกิดลูกด้วยการหาความรู้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จักได้ไม่ต้องสร้างบาปกรรมให้ตนเอง สร้างตราบาปแก่ลูกกำพร้า เมื่อมนุษย์ถือตนเป็นสัตว์ประเสริฐแล้ว ก็ควรทำตนเป็นแม่ที่เหนือกว่าแม่ของสัตว์เดรัจฉาน ก่อนจะทำบาปมหันต์กับลูก ขอให้คิดด้วยว่า ถ้าทารกน้อยสามารถพูดกับแม่ได้ จะพูดพร้อมกับมองด้วยดวงตาที่เปี่ยมความรักแม่ว่า แม่จ๋า.....อย่าฆ่าลูกเลย
********************************** |
|
|