Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
7/29/2007 รัฐธรรมนูญกับการปฏิวัติรัฐธรรมนูญ กับ การปฏิวัติ
เขียนโดย แก้วมณี
ช่วงนี้จะเห็นข่าวการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หลังการปฏิวัติในเดือนกันยายนโดยเน้นเนื้อหามิให้มีการปฏิวัติเกิดขึ้นได้อีก ตามประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญไทยนั้นเคยมีรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2517 ซึ่งถือเป็นฉบับประชาธิปไตยที่สุดของไทยและเคยคาดหวังว่าจะไม่มีการปฏิวัติล้มล้างมัน ในที่สุดการปฏิวัติเกิดขึ้นต่อเนื่องและสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงไม่มีหลักประกันใดที่จะไม่เกิดการล้มล้างรัฐธรรมนูญ แม้จะมีเนื้อหาที่ตรงใจประชาชนหรือเป็นประชาธิปไตยที่สุด เนื่องเพราะการปฏิวัติขึ้นอยู่กับฝ่ายที่มีอาวุธติดมือและมีจิตใจทะเยอทะยานปนมักง่ายฝักใฝ่ในอำนาจสูงจึงก่อการโดยไม่สนใจกฎหมายสูงสุดของบ้านเมืองหรือความรู้สึกของประชาชน แต่จะอ้างเหตุผลว่าทำเพื่อประชาชนทุกครั้ง พวกเขาเชื่อมั่นในชัยชนะที่จะกำหนดทิศทางชีวิตคนหรือบ้านเมืองได้ด้วยอำนาจของผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้อย่างประชาชนต้องก้มหน้ายอมรับทุกคำสั่งของผู้ชนะ มันเป็นกฎธรรมชาติของโลก ประวัติศาสตร์บอกชัดว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะดีมากเพียงใด แต่ไม่เคยสร้างความพอเพียงแก่พวกปฏิวัติที่ต้องการอำนาจเป็นของตน ความหวังจะไม่เกิดปฏิวัติด้วยการพัฒนาเนื้อหาในรัฐธรรมนูญให้ถูกใจผู้มีอาวุธ จึงเป็นหนทางดีที่สุดซึ่งคนไทยกลุ่มหนึ่งคิดค้นขึ้น แต่มิใช่หลักประกันเด็ดขาดว่าจะไม่มีการปฏิวัติ เมื่อคนถืออาวุธเปลี่ยนแปลง ความต้องการก็แปรเปลี่ยนไปด้วย รัฐธรรมนูญที่ถูกใจพวกเขาวันนี้ อาจไม่น่าพิสมัยในวันหน้าก็ได้ จึงต้องพบกลุ่มปฏิวัติหน้าใหม่และล้มล้างรัฐธรรมนูญสืบทอดกันไป หากศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆบนโลกที่มีการปฏิวัติน้อยหรือไม่มีเลย จักเห็นว่าพวกเขาสร้างจิตสำนึกในความรักประชาธิปไตย รักสิทธิเสรีภาพของตน ขึ้นในหัวใจ อันส่งผลสืบเนื่องให้หลายคนที่อยู่ในอาชีพถืออาวุธทั้งหลายไม่มีความคิดล้มล้างรัฐธรรมนูญ ยึดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น เพื่อชิงอำนาจเป็นของตนโดยใช้อาวุธ การเมืองของประเทศเหล่านั้นแข็งแกร่ง การผลัดเปลี่ยนทางการเมืองเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย หลายประเทศกลายเป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ของโลก ส่วนประเทศด้อยพัฒนาซึ่งมีการปฏิวัติบ่อยครั้งกลับถดถอย ไม่เจริญเติบโต หากดูให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าผู้ถืออาวุธซึ่งปฏิวัติ ยึดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นส่วนสำคัญที่ทำลายประเทศ ขณะเดียวกันถ้าคนพวกนี้นำอาวุธและทักษะไปใช้ปกป้องประเทศชาติจากอริราชศัตรู จักส่งผลดีเยี่ยมต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ จักเห็นได้ว่าหากคนถืออาวุธใช้อาวุธไม่ถูกวัตถุประสงค์ จะส่งผลแตกต่างราวนรกกับสวรรค์ทีเดียว การร่างรัฐธรรมนูญในปีพ.ศ. 2540 เกิดขึ้นจากตัวแทนประชาชนซึ่งผ่านการเลือกตั้งจากทุกสาขาวิชาชีพและทุกภาคเพื่อกำหนดทิศทางของชาติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยมุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาการปฏิวัติในอดีตซึ่งทำลายความมั่นคงกับความเจริญของชาติและสร้างความแข็งแกร่งแก่รัฐบาลในการบริหารประเทศเยี่ยงชาติสากล คนไทยภาคภูมิใจกับการสร้างรัฐธรรมนูญด้วยมือของพวกเขา มิใช่อยู่ภายใต้อำนาจของพวกเผด็จการหรือกลุ่มปฏิวัติดังที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งจะเป็นคนร่างกฎหมายสูงสุดเพื่อตนเองเท่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็นความหวังของคนไทยกอปรกับยุคสมัยไซเบอร์ที่ทุกประเทศพยายามนำพาชาติไปสู่การบริหารประเทศแบบสากลซึ่งจะเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกโดยใช้เทคโนโลยีและการค้าเป็นหลัก หวังว่าจะไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้นในประเทศไทยอีก ผู้นำทางทหารช่วงต้นของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่างยึดมั่นในวิชาชีพและหน้าที่ของทหารอย่างเด็ดเดี่ยว พวกท่านไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองเยี่ยงรุ่นพี่ในอดีต แต่มุ่งมั่นเป็นทหารมืออาชีพที่แท้จริง อันสร้างความมั่นคงแก่ชาติและรัฐบาลอย่างมาก ช่วงนั้นเศรษฐกิจของไทยรอดพ้นวิกฤติและมั่นคงยิ่ง จากประเทศที่เป็นลูกหนี้กลายสภาพเป็นผู้ส่งออกสินค้าระดับต้นของโลก ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น มีความสุขมาก ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นทหารมืออาชีพซึ่งผู้นำระดับสูงของทหารมีจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยและเข้าใจบทบาททหารอาชีพอย่างแท้จริง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระดับผู้นำทางทหารปัจจุบันจนกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติล้มล้างรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ด้วยข้ออ้างสารพัดซึ่งไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งทั่วโลกยึดถือไว้ ท่านเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า การปฏิวัติในยุคนี้เป็นเรื่องล้าสมัยและทำลายชาติซึ่งทหารจะไม่ทำเด็ดขาด ต่อมาก็มีข้ออ้างประกอบการปฏิวัติของท่านว่าทำเพื่อชาติ จักเห็นว่าเวลาผ่านไปย่อมเปลี่ยนแปลงความคิดของคนได้ จึงไม่ควรยึดติดว่าทหารจะยอมเชื่อฟังรัฐธรรมนูญเสมอ ผู้มีอาวุธย่อมเห็นรัฐธรรมนูญเป็นแค่กระดาษปึกหนึ่ง คำพูดของคนไม่ควรเชื่อถือเพราะเป็นแค่ลมปากที่พ่นออกมาแล้วหายวับไป ดังนั้น ความหวังว่ารัฐธรรมนูญจะหยุดยั้งการปฏิวัตินั้น ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้เลย ตราบใดที่จิตสำนึกประชาธิปไตยหรือการเคารพกฎหมายไม่ถูกฝังแก่ผู้มีอาวุธอย่างเหนียวแน่นดังที่เกิดขึ้นในประเทศแถบตะวันตก การปฏิวัติย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ประวัติศาสตร์ของไทยบันทึกการปฏิวัติล่าสุดอันเกิดจากผู้ถืออาวุธที่กระทำต่อประชาชนซึ่งไร้อาวุธด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญและริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนไทยไป จากนั้นก็แต่งตั้งกลุ่มบุคคลในเครือข่ายของตนเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เยี่ยงเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนที่คณะปฏิวัติซึ่งมาจากทหารกระทำไว้ ประวัติศาสตร์เดินซ้ำรอยเดิมด้วยการกระทำของคนกลุ่มเดียวกัน คือ ผู้ถืออาวุธ สัจธรรมที่พิสูจน์ด้วยกาลเวลาแล้ว คือ กระดาษที่มีเนื้อความสวยหรูหรือมีประโยชน์ต่อส่วนรวมมากเพียงใด มิอาจต้านทานความทะยานอยากของคนที่มีอาวุธในมือ แต่ขาดจิตสำนึกที่ถูกต้องได้เลย คำปลอบใจที่ผู้ใหญ่กล่าวต่อสาธารณชนว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญดี จะป้องกันมิให้มีการปฏิวัติ รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2517 และ ปี พ.ศ. 2540 ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากประชาชนโดยแท้ กอปรกับคำพูดของผู้มีอาวุธที่มักกล่าวว่าการปฏิวัติล้าสมัยแล้ว ล้วนถูกกาลเวลาพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ไม่มีสิ่งใดป้องกันการปฏิวัติ ยึดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตราบใดที่ฝ่ายหนึ่งมีอาวุธ อีกฝ่ายไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือที่ทัดเทียมอาวุธ นอกจากลมหายใจเท่านั้น การสั่งสอนอบรมผู้ถืออาวุธจึงเป็นวิธีเดียวในการปฏิรูปจิตใจของพวกเขาให้เดินกลับสู่บทบาทหน้าที่แท้จริงของผู้มีอาวุธที่ต้องใช้มันเพื่อปกป้องเสรีภาพของประชาชนและเกียรติภูมิของประเทศ มิใช่เพื่อสนองความปรารถนาในอำนาจสูงสุดของบ้านเมืองด้วยการแย่งชิงและทำลายสิ่งกีดขวางทุกอย่างด้วยอาวุธที่มีเหนือผู้อื่น ด้วยกาลเวลาและความรู้ที่พัฒนาไปรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากกลุ่มคนซึ่งรับการแต่งตั้งจากพวกปฏิวัติจะมีความแนบเนียนในการเขียนเนื้อความเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพรรคพวกแล้วอาศัยข้ออ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน แม้แต่กำหนดให้การปฏิวัติของตนเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายหรือการเป็นผู้นำบ้านเมืองจะเป็นใครก็ได้ ซึ่งต่างรู้ดีว่าเขียนขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดเป็นหลัก แล้วอ้างสารพัดเหตุโดยไม่สนใจว่าหลักประชาธิปไตยนั้นผู้นำต้องมาจากตัวแทนของประชาชนซึ่งเลือกตั้งไว้ มิใช่การใช้อาวุธบีบคั้นผู้แทนประชาชนเลือกตนเป็นผู้นำประเทศดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนที่ประชาชนเลือกตั้งพรรคใหญ่ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แต่หัวหน้าพรรคกลับยกตำแหน่งให้ผู้นำทหารระดับสูงคนหนึ่งท่ามกลางเสียงลือหลังโต๊ะว่าเป็นอำนาจมืดบังคับให้กระทำเช่นนั้นและกลายเป็นตำนานหรือเรื่องขบขันของคนไทยในยุคต่อมา ช่วงเวลาหลังการล้มล้างรัฐธรรมนูญเก่า แล้วเขียนฉบับใหม่นั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้องบัญชาการอยู่เบื้องหลังกลุ่มผู้เขียนฉบับใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวกให้สมกับความทุ่มเททำงานชิ้นใหญ่นี้ เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตให้คนไทยศึกษาเรียนรู้เท่าทันความคิดของกลุ่มอำนาจเหล่านี้ได้ไม่ยากเย็น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยจะเป็นกระจกเงาให้คนไทยเท่าทันและเข้าใจละครแต่ละฉากและสนุกสนานไปกับตัวละครต่างๆที่แสดงบนเวทีใหญ่ เมื่อได้เวลาในการออกเสียงตามคำสั่งของกลุ่มอำนาจปฏิวัติ จะมีวิจารณญาณมากพอในการตัดสินใจเชื่อฟังหรือโต้แย้งแก้ไขในเวลาอันควรได้ โดยไม่ควรให้ความหวังต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากเกินไปเพราะประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอยแล้วตั้งแต่ต้น แม้หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงก็ตาม แต่มิอาจทนต่อแรงเสียดทานจากผู้ถืออาวุธได้ สิ่งที่คนไทยต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษนอกเหนือรัฐธรรมนูญตามใบสั่งของกลุ่มผู้ถืออาวุธแล้ว คือ เอาตัวรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำให้ได้เพราะรัฐบาลไม่มีความสามารถมากพอจะช่วยเหลือคนไทยได้ จึงต้องช่วยตัวเองเป็นหลักใหญ่ ด้วยการรักษาตำแหน่งงาน การค้า เก็บออมเงินไว้กับตัว รอบคอบในการลงทุนเป็นพิเศษโดยเฉพาะบรรดากองทุนต่างๆทั้งของรัฐหรือเอกชน เราไม่ควรลืมว่าการยึดรถ เรียกคืนหนี้ตามสัญญากู้หรือหนี้ภาษี ล้วนเป็นไปตามหลักกฎหมายซึ่งรัฐบัญญัติไว้ควบคุมประชาชนและสังคม รัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือช่วยเหลือชำระหนี้แทนผู้ใดด้วยข้ออ้างว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย ดังนั้น ประชาชนต้องจัดการเรื่องเหล่านี้เอง จักเห็นว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่ช่วยเหลือคนไทยต้องเป็นคนไทยเท่านั้น การดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังในช่วงวิกฤติที่รัฐบาลใหม่สร้างขึ้นนี้ จึงต้องอาศัยทักษะและความอดทนของคนไทยในการผ่านพ้นช่วงแห่งความยากลำบากนี้ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คนไทยกำหนดทิศทางความอยู่รอดได้ด้วยตัวเองอันแตกต่างจากรัฐธรรมนูญซึ่งผู้มีอำนาจสูงกลุ่มต่างๆในบ้านเมืองที่ลงทุนและแรงงานไปมากชี้นำทิศทางไว้และไม่ต้องการให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงมัน แม้แต่คำว่า “วีรบุรุษ” ยังไม่ต้องรอให้คนยกย่องตามหลักมาตรฐานทั่วไป แต่พูดแปะให้ตัวเองด้วยความร้อนใจว่าไม่มีสักคนพูดคำนี้ให้ได้ยินกันเสียที ส่อแสดงว่าอำนาจของผู้ชนะอยู่เหนือจิตสำนึกอันถูกต้องของสังคมไทย
*************************** 7/27/2007 ทำดี แต่อย่าเด่น จักเป็นภัย“จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย” เป็นสำนวนหมายถึง หากกระทำการใดให้เด่นดังหรือกลายเป็นที่สนใจของประชาคม จักเป็นการนำโชคร้ายมาสู่ตนเพราะมนุษย์มักอิจฉาริษยาหรือไม่ชอบเห็นคนอื่นเด่นเกินตน
สำนวนข้างต้นนี้เป็นคำเตือนใจคนทั่วไปมาแต่โบราณแล้ว ยังมีกลุ่มคำต่อเนื่องจากสำนวนนี้อันบอกความหมายของมันอีกว่า จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครชอบเห็น เราเด่นเกิน ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองหรือสังคมทั่วไป เราจะเห็นว่าคำเตือนนี้เป็นจริงที่ผู้นำประเทศหรือนักการเมืองดีและเก่งหลายคนต้องล้มหายไปด้วยแรงริษยาของคู่แข่งทั้งที่มีความสามารถสูงเด่นและน่าจะสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติยาวนานกว่านี้ แต่ต้องพ่ายแพ้ต่อเล่ห์กลชั่วร้ายทั้งหลายที่ใส่ร้ายป้ายสีหรือขับไล่ด้วยวิธีการชั่วทราม สำนวนเตือนใจนี้มีส่วนในการถ่วงความเจริญของชาติอย่างมากเพราะมันแสดงว่าชาติไม่ต้องการคนเก่ง แต่ชอบคนไม่มีความสามารถ สอพลอหรือหลอกลวงยอดเยี่ยม มันเป็นความจริงของคนไทยที่มีความรู้สึกนี้ฝังลึกไว้ และบรรพชนมองเห็นภัยร้ายจากความอิจฉาริษยาคนเก่ง จึงบอกเตือนถ่ายทอดกันจนกลายเป็นสำนวนยอดฮิตในที่สุด ดังนั้น คนมีความสามารถและอยากทำความดีเพื่อชาติ จำต้องเก็บตัวเงียบไว้ ถ้าอยากมีชีวิตสงบสุขและหลบหนีภัยร้ายจากความริษยาของคนอื่นได้ ผู้ที่เก่งและทำตัวเด่น มักจะคิดว่าต่อสู้กับภัยอิจฉาริษยาของคนรอบข้างได้ แต่กาลเวลาพิสูจน์และบันทึกในประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่เคยเอาชนะกลุ่มคนริษยาได้เลย แม้ว่าเขาจะมีเงินทองและชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด หากเป็นคนมีความสามารถแท้จริง คงต้องเลือกแล้วว่าอยากมีชีวิตประเภทไหนโดยฟังคำเตือนจากคนโบราณแล้วพิจารณาให้รอบคอบ บั้นปลายชีวิตจะแบกทุกข์หรือสุขขึ้นอยู่กับการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง
*************************** แลหลังม่านปฏิวัติแลหลังม่านปฏิวัติ
เขียนโดย แก้วมณี
การปกครองแบบประชาธิปไตยเน้นที่เสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์และมีความแตกต่างด้านความคิดและมุมมองกันได้ ระบอบนี้จะไม่เป็นที่พึงพอใจของพวกที่ชอบเผด็จการและต้องการให้ทุกคนเห็นและเชื่อในมุมมองเดียวกับตน ระบอบเผด็จการจึงกลายเป็นที่รังเกียจของประเทศส่วนใหญ่ในโลกเพราะฝืนธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งย่อมมีความแตกต่างกัน สังคมโลกที่ต้องการความสงบสุขจำต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันบนความต่างกันได้ ประเทศใดบริหารความแตกต่างทางความคิดให้หลอมรวมกันได้ ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในโลกแล้ว ประวัติศาสตร์ของโลกนั้นการปกครองแบบเผด็จการอาจเหมาะสมกับบางประเทศที่เจริญทางวัตถุน้อยและการศึกษาของประชากรไม่สูงนัก จึงสร้างความสงบให้ประเทศได้ หากวันใดที่การศึกษาของคนสูงขึ้น การมองโลกกว้างขึ้น การติดต่อสื่อสารระหว่างคนมีเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่เสรีภาพแบบประชาธิปไตยในท้ายที่สุด ไม่มีมนุษย์คนใดที่มีอำนาจหยุดกาลเวลายุคหินเพื่อให้ตนยิ่งใหญ่ต่อไปได้ ตอนนี้ก็ได้เห็นยุคดิจิตอลกันแล้ว การปกครองประชาธิปไตยเน้นที่ความสุขมวลรวมของประชากรในประเทศ ทุกคนมีสิทธิ์กำหนดทิศทางชีวิตให้ตัวเองและครอบครัว ตัวแทนประชาชนต้องทำงานเพื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมีความสุข แต่ผู้ฝักใฝ่ลัทธิเผด็จการมักตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลและพวกพ้องเป็นหลัก จึงเป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับระบอบประชาธิปไตย ส่วนใหญ่พวกเผด็จการมักใช้อาวุธในการล้มล้างประชาธิปไตย และทำสำเร็จเพราะคนรักประชาธิปไตยมักหลีกเลี่ยงการต่อสู้กัน จึงเป็นจุดอ่อนให้พวกเผด็จการฮึกเหิม แต่วัฏจักรหรือกงล้อแห่งกรรมจักเบียดให้นักปฏิวัติเหล่านั้นต้องลงจากเวทีด้วยความจำยอมต่อสัจธรรมแห่งความเสื่อม สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้คือ ความเสียหายและแผลเป็นในประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นต่อไปต้องเยียวยาแก้ไขด้วยความยากลำบาก อีกด้านหนึ่งนักปฏิวัติเหล่านั้นกลายสภาพจากข้าราชการธรรมดาเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งในสังคมที่มีเงินทอง กิจการ บ้านหลังใหญ่ในต่างประเทศซึ่งได้รับมาระหว่างการครองอำนาจและปิดบังมิให้ประชาชนรับทราบ นักปฏิวัติหลายคนจากหลากสมัยในไทยถูกเปิดเผยตัวตนและสิ่งที่เก็บงำไว้จากการดำเนินคดีในศาลระหว่างทายาทแห่งกองมรดก เมื่อนำประวัติการรับราชการในอดีตเทียบเวลาที่มีอำนาจสูงสุดในบ้านเมืองจากการปฏิวัติซึ่งสั้นกว่ามาก แล้วเปรียบกับข้าราชการระดับเดียวกันจักมองเห็นชัดถึงค่าตอบแทนที่ได้รับจากการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนแปลงชีวิตทีมงานปฏิวัติทุกคนไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนประชาชนต้องใช้ชีวิตอย่างอดทนต่อความล้มเหลวในการบริหารประเทศด้วยการสูญเสียเงินทอง กิจการ ครอบครัว เนื่องเพราะการปฏิวัติล้มล้างระบอบการปกครองบ้านเมือง มันเป็นประวัติศาสตร์ให้คนเรียนรู้กันได้ หลายคนคาดหวังว่าสติปัญญาและการศึกษาของคนไทยสูงขึ้นกว่าในอดีตแล้ว ไม่น่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารกันอีกเพราะเวลาพิสูจน์ผลเสียหายของประเทศโดยรวมและผลประโยชน์แอบแฝงที่มอบให้นักปฏิวัติทั้งหลายมาแล้ว ในที่สุดก็ได้ทราบว่าความคิดเรื่องปฏิวัติชิงอำนาจด้วยอาวุธยังไม่หมดไปจากสมองของคนไทยพวกหนึ่งที่ครอบครองอาวุธสงครามโดยอาศัยจุดอ่อนความรักสงบของคนไทยเป็นหลัก การปฏิวัติสมัยใหม่มีความซับซ้อน แต่ยังมีการหักเหลี่ยมเฉือนคมและทรยศหักหลังเหมือนเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มีชีวิตและตำแหน่งหน้าที่เป็นเดิมพัน มิใช่แลกกับค่าตั๋วหนังเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างการปฏิวัติของประเทศด้อยพัฒนาในทวีปเอเชียหรือทวีปแอฟริกากับในไทยเริ่มเห็นวิวัฒนาการชัดขึ้น ในทวีปด้อยพัฒนานั้นหัวหน้าปฏิวัติจะขึ้นครองอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศด้วยตัวเอง แล้วแบ่งผลประโยชน์หรือตำแหน่งแก่พรรคพวกเพื่อตอบแทนค่าเหนื่อย แต่ในไทยผู้เป็นหัวหน้าจะเลือกผู้นำบ้านเมืองคนหนึ่งเพื่อใช้แสดงตนต่อสาธารณชนและต้อนรับแขกเมือง ส่วนเขายืนอยู่หลังม่านคอยปกป้องผลประโยชน์ของตนกับพวกพ้อง และชี้นำทิศทางการบริหารประเทศโดยสร้างกฎหมายขึ้นรองรับอำนาจสูงสุดของตนไว้ด้วยการปลดผู้นำคนนั้นเมื่อใดก็ได้ จักมองเห็นว่าประเทศมีผู้นำครองอำนาจปกครองบ้านเมืองสองคนในเวลาเดียวกัน คล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในเขมร แต่ไทยทำได้แนบเนียนด้วยธรรมนูญปกครองรองรับอำนาจเหล่านั้นไว้ บรรดาผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติที่มีหลากหลายประเภทต่างพยายามซ่อนบทบาทของตนไว้แล้วเก็บเกี่ยวผลตอบแทนอย่างเงียบเชียบโดยไม่สนใจต่อความเสียหายของบ้านเมือง การปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งทั้งที่เศรษฐกิจยังเติบโตสูง ประชาชนมีเงินใช้จ่ายคล่องมือ เพียงต้องการแย่งอำนาจสูงสุดของอีกฝ่าย พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำไปเป็นความเลวร้าย แต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือรักษาอำนาจความนับถือไว้ที่ตน กอปรกับโลกยุคใหม่ที่การติดต่อสื่อสารกันทำได้แค่เคาะนิ้วมือเดียว ทำให้ความลับล่องลอยไปถึงคนอื่นง่ายและเร็วขึ้นจนกระทั่งรายชื่อผู้บัญชาการปฏิวัติตัวจริงเป็นที่รับทราบกันไปทั่วโลก หลายคนอายที่จะยอมรับบทบาทยิ่งใหญ่ของตน บางคนยอมรับสิ่งที่กระทำไปแล้วเดินหน้าต่อไปในหัวโขนที่ตนสวมไว้ การแย่งเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีจำนวนมากกว่าโดยทีมปฏิวัติทำสำเร็จ แต่การเอาใจประชาชนมิให้ต่อต้านพฤติกรรมของตนค่อนข้างยากและต้องใช้ศิลปะอย่างมาก เวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจะเห็นฝีมือบริหารประเทศของรัฐบาลแต่งตั้งจากการปฏิวัติซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านไปครั้งหนึ่งจากนโยบายการเงินที่ผิดพลาดและอ่อนด้อยประสบการณ์ ต่อมาจักเห็นค่าเงินบาทแข็งขึ้นซึ่งผู้มีอำนาจยอมรับโดยปริยายว่าไม่มีความสามารถแก้ไขและขอให้เอกชนเอาตัวรอดเองจนทำลายธุรกิจของไทยลง การเลิกจ้างคนงานมีให้เห็นมากขึ้นทุกวัน รัฐบาลภายใต้ผู้นำบ้านเมืองสองคนกลับเน้นนโยบายไปที่การทำลายฐานการเมืองของศัตรูเก่า แล้วเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ตามที่ตนต้องการด้วยการเคลือบของหวานที่คนทั่วไปชื่นชอบ แล้วสอดไส้การรักษาอำนาจของตนไว้ พร้อมกับขอคำรับรองจากประชาชนเพื่อความชอบธรรม นอกจากนั้นยังใช้พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเดิมซึ่งเคยพ่ายแพ้ต่อพรรครัฐบาลเดิมและยอมรับใช้เป็นหุ่นเชิดเพื่อหวังชัยชนะในสนามเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเผด็จการ ตามประวัติศาสตร์การปฏิวัติในไทยยังไม่เคยมีหัวหน้าปฏิวัติคนใดยอมออกจากอำนาจไปใช้ชีวิตแบบสมถะ แต่จะผันตัวเองแอบแฝงไปอยู่หลายสถานะทั้งเป็นผู้นำเองหรือบัญชาการตัวแทนเชิดอยู่หลังม่านจนกว่ากาลสมัยของตนยุติลงตามสัจธรรมเรื่องอำนาจเสื่อมหรือพ่ายแพ้ต่อความตาย คนไทยต้องยอมรับความจริงว่า บ้านเมืองของเรามีผู้นำสองคนที่กำลังแสดงตนต่อสาธารณชนทางสื่อมวลชนทุกสัปดาห์เพื่อเน้นบทบาทหรืออำนาจของเขา ตามอำนาจในธรรมนูญปกครองบ้านเมืองผู้นำสูงสุดของประเทศมิใช่นายกรัฐมนตรี แต่เป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติซึ่งมีอำนาจเพียงผู้เดียวในการปลดนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความรับผิดชอบในการบริหารประเทศอันแตกต่างจากหลักพื้นฐานปกครองประเทศของสากลโลก จึงไม่แปลกที่การทำงานของรัฐบาลต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ทรงอำนาจสูงสุดตามธรรมนูญก่อนด้วยการอนุญาตพิเศษให้ผู้นำสูงสุดตามธรรมนูญเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีได้ กฎอัยการศึกซึ่งให้อำนาจแก่ทหารในการดูแลความสงบสุขของบ้านเมืองและกำจัดศัตรูทางการเมืองให้คณะปฏิวัติยังบังคับใช้ในเมืองหลวงและหลายเมืองใหญ่ๆของประเทศไทย มันแสดงว่ายังมีความเห็นแตกต่างและไม่ยอมรับพฤติกรรมครั้งนี้อยู่มากในหมู่ประชาชน จึงต้องควบคุมความคิดและการเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากตนไว้อย่างเข้มงวด ทีมบริหารประเทศที่เลือกสรรจากพรรคพวกโดยไม่ใส่ใจต่อฝีมือการทำงานของแต่ละคนโดยคณะปฏิวัติและผู้อยู่เบื้องหลังทำลายความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยลงจนกระทั่งถึงจุดที่ธุรกิจระดับกลางและเล็กปิดตัว ส่วนรายใหญ่ก็ประคองตัวเองไว้ ไม่กล้าขยายงาน แล้วยังคิดปลดหรือลดคนงานเพื่อความอยู่รอดที่ยาวนานขึ้นด้วยหวังว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะได้รัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยที่เก่งพอจะพาเรือรั่วลำนี้ฝ่ามรสุมระดับสากลไปได้ นอกจากความสามารถของทีมบริหารประเทศที่สร้างปัญหาแก่ชาติแล้ว ภาพพจน์รัฐบาลภายใต้การปฏิวัติและการไม่มีอำนาจแท้จริงของผู้นำบ้านเมืองตามหลักปกครองสร้างความสับสนและการไม่ยอมรับจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกประชาธิปไตย จึงเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยซึ่งทำการค้าในโลกเสรีเป็นหลัก แต่เจรจาการค้าเพื่อคลี่คลายปัญหาไม่ได้เพราะประเทศเหล่านั้นยืนยันจะพูดคุยกับรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น มันจึงกลายเป็นปัญหาซับซ้อนมากขึ้น เอกชนไทยไม่มีพละกำลังในการแก้ไขปัญหานี้ได้ ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่เป็นที่ต้อนรับในวงการค้าของโลก รัฐบาลพยายามฝังความคิดว่าประเทศของตนอยู่โดดเดี่ยวได้โดยไม่ต้องมีเพื่อนบ้าน ไม่ต้องค้าขายก็ได้ แค่ทำกินในครัวเรือนก็เพียงพอแล้ว ทำให้ฐานเศรษฐกิจที่สร้างไว้เชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศรวนเรทันทีเพราะนโยบายเปลี่ยนกะทันหันและส่งผลร้ายอย่างมากเมื่อรัฐบาลนิ่งเฉยและรังเกียจการค้าขายหากำไร ส่วนทีมปฏิวัติหมกมุ่นกับการเข้าไปหาประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจที่มีผลประโยชน์มหาศาลด้วยการแจกตำแหน่งคนละหลายแห่ง บางคนมีชื่อในหน่วยงานถึงห้าแห่ง การตกงานของลูกจ้างจึงเป็นเรื่องเล็กในสายตาของพวกเขา แล้วโยนให้รัฐบาลซึ่งต้องรอฟังความเห็นชอบจากผู้แต่งตั้งตนก่อนรับผิดชอบฝ่ายเดียว ดังนั้น สภาวะบ้านเมืองที่สับสนเช่นนี้ คนไทยจำต้องอดทนและปรับตัวเพื่อความอยู่รอดให้ได้เยี่ยงเดียวกับคนในอดีตซึ่งเคยผ่านการปฏิวัติในไทยมาหลายครั้งและเห็นความหายนะจากผู้นำเหล่านั้นมาแล้ว การนิ่งเฉยหรือปรับตัวมิใช่การยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการหรือการปฏิวัติ แต่เป็นการสร้างความสงบให้แก่ชีวิตของตนและครอบครัวระหว่างรอให้วัฏจักรแห่งการล่มสลายของอำนาจเถื่อนเวียนมาถึงพวกเขาตามหลักสัจธรรมที่ไม่มีผู้ใดเลี่ยงได้เยี่ยงเดียวกับความตาย เมื่อถึงเวลานั้นท้องฟ้าจักเป็นสีฟ้าสดใสธรรมชาติโดยที่มือของพวกเราไม่ต้องเปื้อนเลือด แค่ต้องทนเห็นความสุขสบายของนักปฏิวัติที่เอาไปจากบ้านเมืองและประชาชนเท่านั้น จงแน่ใจได้ว่ากรรมต้องสนองสิ่งที่พวกเขากระทำต่อบ้านเมืองอย่างแน่นอน เขาและลูกหลานต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำไว้ตามหลักกฎแห่งกรรม หากคิดได้เช่นนี้รับรองว่าคนไทยจะมีความสุขมากท่ามกลางฝุ่นควันและม่านหมอกแห่งการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในวันนี้และภายหน้า ตราบใดที่ทหารถืออาวุธยังไม่พัฒนาสติปัญญาให้ทันโลกยุคดิจิตอลซึ่งรอบรู้และรู้เท่าทันกันด้วยนิ้วมือเดียว แม้แต่การทำลายล้างประเทศใดประเทศหนึ่งก็ทำได้ด้วยปลายนิ้วกดปุ่มเท่านั้น แล้วจะปกปิดหรือกลบเกลื่อนคนไทยให้เชื่อว่าการปฏิวัติเป็นวิธีปกครองประเทศเยี่ยมที่สุดในโลกได้อย่างไร คนนั่งหน้าจออยู่ต่างประเทศยังรู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติในไทยเป็นใคร แล้วจะมีความลับใดที่ไม่มีคนรู้ได้อีก โลกหมุน เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน แต่คนไม่ยอมหมุนตามและหลงตนผิดยุคสมัย อาจเป็นคนน่าสมเพชที่สุดในโลกก็ได้
**************************** 7/21/2007 ดอกไม้วันวาน ตกงานวันนี้ดอกไม้วันวาน ตกงานวันนี้ เขียนโดย ลูกแก้ว
ภาวะค่าเงินบาทแข็งเริ่มส่งผลร้ายต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมทำให้การประกันราคาผลผลิตไม่สูงคุ้มกับการลงทุนเพราะสินค้าของไทยจะมีราคาสูงกว่าชาติอื่นซึ่งผลิตสินค้าประเภทและระดับเดียวกันเมื่อมีการส่งออกไปขายต่างประเทศ อันเนื่องจากนโยบายบริหารการเงินของรัฐบาลไม่ฉับไวและไร้ความสามารถ จึงไม่มีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ นอกจากนั้นการขายภายในประเทศก็มีราคาต่ำและกำลังซื้อของประชาชนลดต่ำลงเช่นเดียวกัน ผู้มีหน้าที่ดูแลค่าเงินบาทให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณชนว่า ภาครัฐไม่มีนโยบายใดเพื่อแก้ไขภาวะการแข็งค่าของเงินบาทอีกแล้ว ภาคเอกชนต้องช่วยตัวเองตามลำพัง หลายคนฟังคำพูดนี้ย่อมห่อเหี่ยวใจในการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจด้วยความโดดเดี่ยว แม้แต่ภาครัฐยังยกธงยอมแพ้ แล้วบอกให้เอาตัวรอดกันเอง มันหมายความว่าหลายธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กจักต้องปิดตัวเพราะทนแบกรับต้นทุนสูงและขายสินค้าไม่ได้ การรักษาค่าเงินบาทนั้นเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งจำต้องเลือกทฤษฎีการเงินไปใช้ให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติและความอยู่รอดของธุรกิจคนไทยเป็นหลักใหญ่ ทั้งนี้ยังต้องเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลด้วย คำให้สัมภาษณ์ของผู้นำองค์กรระดับชาติที่ให้เอกชนช่วยตัวเองและภาครัฐไม่มีเงินทุนมากพอจะแก้ไขภาวะนี้แล้ว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์ในเมืองไทยต่างวิจารณ์การทำงานและให้ข้อเสนอแนะมากมายเพื่อใช้ฝ่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้เพราะไม่มั่นใจในการทำงานและวิจารณญาณของผู้นำองค์กรหรือรัฐบาลอีก ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ธุรกิจคนไทยต้องล่มสลายเพราะการบริหารนโยบายการเงินผิดพลาดและไม่รวดเร็วจากภาครัฐซึ่งล้วนเคยชินกับระบบเจ้าขุนมูลนาย แล้วยังต้องคอยฟังคำสั่งจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลซึ่งแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศปัจจุบันนี้อันเป็นการขาดความอิสระอย่างแท้จริงซึ่งแตกต่างจากองค์กรประเภทเดียวกันในชาติตะวันตก ยิ่งในภาวะหลังการปฏิวัติซึ่งส่งผลร้ายต่อภาพพจน์ของชาติจึงเป็นการซ้ำเติมความบอบช้ำให้ชาติมากขึ้นเมื่อการแข็งค่าของเงินบาทส่อแววและส่งสัญญาณเตือนมาหลายเดือนแล้ว การแก้ปัญหาครั้งแรกหลังจากคณะปฏิวัติแต่งตั้งรัฐบาลก็เลือกนโยบายแก้ไขที่ช้าและไม่ถูกต้องทำให้เกิดความเสียหายต่อชาติหลายหมื่นล้านบาท อันแสดงถึงการด้อยความสามารถของผู้นำองค์กรและรัฐบาลที่ดูแลปัญหานี้ อีกทั้งยังขาดความฉับไวเท่าทันยุคสมัยตามคำวิจารณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของไทยและของต่างประเทศที่มองวิจารณญาณขององค์กรดังกล่าวหรือรัฐบาลนับแต่มีการปฏิวัติโดยเปรียบเทียบกับการทำงานที่มีประสิทธิภาพของทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลเดิมซึ่งเคยพบปัญหาเดียวกันในสมัยของพวกเขาและผ่านพ้นไปด้วยดี ปัญหาต่อเนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งภาครัฐสารภาพว่าไม่มีทางแก้ไขแล้ว คือ ต้นทุนสูง ราคาสินค้าไทยสูง ทำให้ขายของยากขึ้นหรือขายไม่ได้เลย หากเทียบกับประเทศที่ผลิตสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันซึ่งมีราคาถูกกว่า ถ้าค่าเงินบาทอยู่ในระดับเหมาะสม ศักยภาพสินค้าของไทยย่อมเป็นที่ดึงดูดใจและไว้วางใจของผู้ซื้อได้มาก เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจนายจ้างจำต้องลดต้นทุนเป็นอันดับแรก นั่นคือ ค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้า แนวคิดการลดค่าใช้จ่ายที่รวดเร็วและเห็นตัวเลขชัดเจนซึ่งนำไปใช้ทั้งในธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก คือ การลดคนงานลง จักทำให้ตัวเลขต้นทุนต่ำลงทันตา เท่ากับยืดเวลาปิดกิจการออกไปได้ระยะหนึ่ง มันเป็นวิธีสากลที่ใช้กันทั่วโลก ดังเช่น ธุรกิจรถยนต์ของโลกชะลอตัวลง บริษัทรถต่างปลดคนงานตามสาขาต่างๆทั่วโลก ธุรกิจคอมพิวเตอร์ก็ปลดคนออกจากโรงงานต่างๆทั่วโลก เป็นต้น ข่าวการลดคนงานหรือปิดกิจการของธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป ธุรกิจทำรองเท้า ธุรกิจทำกระจกขนาดใหญ่ ธุรกิจค้าปลีก ซึ่งต้องปลดคนงานรวมกันอย่างน้อยห้าพันคนสร้างความสะเทือนใจแก่คนไทยอย่างมาก ยามคิดถึงภาระหนี้สิน เงินใช้จ่ายในครัวเรือน ซึ่งคนงานเหล่านั้นต้องรับผิดชอบต่อหลายชีวิต แต่ก็ต้องเห็นใจนายจ้างที่ไม่อาจรักษาธุรกิจของตนไว้ บ้างต้องรักษาธุรกิจให้มีลมหายใจนานขึ้นจึงต้องเลือกรักษาคนงานส่วนหนึ่ง ปลดบางส่วนออกไป ขณะที่ภาครัฐบอกย้ำให้ภาคเอกชนช่วยตัวเองรอดพ้นปัญหานี้เอง ทั้งที่ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนเป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังของภาคเอกชนจักทำได้ตามลำพัง แต่เป็นหน้าที่หลักของภาครัฐซึ่งปัดความรับผิดชอบด้วยข้ออ้างว่าไม่มีเงินทุนมากพอจะแก้ไขเรื่องนี้ ทั้งที่วิธีแก้ไขหลายอย่างไม่ต้องใช้เงินทองเลย หากคิดทบทวนไปถึงภาพประชาชนบางคนมอบดอกไม้แก่พลพรรคปฏิวัติยึดเสรีภาพคนไทยตามท้องถนนที่ผ่านไปเมื่อหลายเดือนก่อน บัดนี้ สิ่งที่คนไทยซึ่งมีพละกำลังอ่อนด้อยและใช้แรงงานแลกค่าแรงได้รับการตอบแทน คือ ต้องประสบความทุกข์ยากเนื่องจากการตกงานเพราะอ่อนด้อยความสามารถของทีมบริหารเศรษฐกิจ กอปรกับผลร้ายจากภาพพจน์การปฏิวัติทำลายประชาธิปไตยของเมืองไทยทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลงต่อเนื่องซึ่งนักวิชาการหลายท่านเคยออกมาเตือนสาธารณชนแล้วว่า ผลร้ายนั้นจะเกิดตามมาและกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน บัดนี้ คนกลุ่มแรกที่รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำ การเงินฝืดเคือง ธุรกิจรอดยาก คือ กลุ่มลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างโรงงานผลิตสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลักใหญ่ เจ้าของโรงงานมีหนี้สินเพิ่ม ขายสินค้าไม่ได้ ต้องปิดกิจการหลายแห่ง นอกจากนั้นธุรกิจโรงแรมซึ่งอาศัยลูกค้าต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย แต่การปฏิวัติทำลายการท่องเที่ยวของไทยลงอย่างราบคาบและไร้กาลเวลาสิ้นสุด ทำให้หลายโรงแรมต้องปิดตัว ขายกิจการ ปลดคนงาน เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ส่วนธุรกิจด้านโปรแกรมหรือคอมพิวเตอร์ เมื่อการพัฒนาไอทีของไทยหยุดชะงักเพราะขัดต่อนโยบายพอเพียงของรัฐบาล ทำให้หลายบริษัทหยุดการขยายตัว ลดคนงานลง ปิดกิจการซึ่งกระทบต่อลูกจ้างระดับปัญญาชนรุ่นเก่าหรือกำลังจบการศึกษาในรุ่นต่อไปที่จะเข้าไปอยู่ในสถิติคนว่างงาน ขณะเดียวกันรัฐบาลจากการแต่งตั้งต้องการสร้างภาพดีให้กับการปฏิวัติว่าทำให้ชาติเจริญและพัฒนา จึงต้องใช้เงินทุนสูงมากในการสร้างวัตถุชิ้นใหญ่ให้ประชาชนเห็นว่ามีบางสิ่งเพิ่มขึ้นหลังการปฏิวัติแล้ว อันเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานการเงินของรัฐในการจัดหาและแบ่งสรรไปให้รัฐบาลใช้จ่ายอย่างสะดวกมือ กอปรกับการค้าขายฝืดเคืองเพราะค่าเงินบาทแข็งและรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทำให้ประเทศต่างๆไม่เจรจาการค้าด้วย ทีมงานบริหารชาติที่ชราภาพและขาดความฉับไวเท่าทันกับการค้าขายหรือเงินทุนของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการติดนิสัยข้าราชการที่ไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวความรับผิดชอบใดๆ ยิ่งเพิ่มปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจของไทยขึ้น เมื่อภาครัฐด้อยประสิทธิภาพด้านนโยบาย ภาคเอกชนอ่อนพละกำลังทุกด้าน ผลกระทบหนักหน่วงจึงตกอยู่กับผู้ใช้แรงงานแลกเงิน แล้วยังต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตสินค้าเกษตรในไม่ช้านี้ ช่วงก่อนการปฏิวัตินั้นภาวะเศรษฐกิจของไทยดีขึ้นตามลำดับ รัฐบาลในเวลานั้นใช้นโยบายการค้าเชิงรุกโดยอาศัยศักยภาพการผลิตและผลผลิตของไทยเป็นหัวหอกในการนำร่องไปเสนอขายถึงประเทศผู้ขายที่มีศักยภาพในการซื้อทุกทวีปทั่วโลกเพื่อระบายสินค้าไทยออกไปแล้วนำเงินตราเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ฐานะการเงินของประเทศเปลี่ยนจากลูกหนี้ใกล้ล้มละลายเป็นเจ้าหนี้ของเพื่อนบ้านหรือผู้บริจาคแก่ประเทศที่ด้อยโอกาสกว่าไทย คนไทยทุกระดับต่างได้รับอานิสงส์จากการทำงานเชิงรุกครั้งนั้นถ้วนหน้า ราคาน้ำมันสูง ค่าเงินบาทแข็งตัวเป็นช่วงๆ หรือการแวะโจมตีค่าเงินบาทเป็นระยะ ทีมบริหารเศรษฐกิจก็แก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้อย่างดี มันแสดงถึงฝีมือการตัดสินใจ การทำงาน และวิสัยทัศน์ของทีมงานชุดนั้นอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยการโปรโมตชวนเชื่อ การท่องเที่ยวของไทยรุ่งเรืองเพราะความเชื่อมั่นในความมั่นคงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่มีปัญหาความไม่สงบทางภาคใต้คุกรุ่นอยู่ นักท่องเที่ยวยังเข้าเมืองไทยมากต่อเนื่องจนต้องมีการเจรจาเพิ่มเที่ยวบินและขอเพิ่มจำนวนคนจีนเข้าเที่ยวในไทย ต่อมาหลังการปฏิวัติกลับมีความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือในสนามบินสุวรรณภูมิอันเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยจากทีมงานปฏิวัติจนกระทั่งการท่องเที่ยวตกต่ำทันใจ สายการบินต่างชาติลดเที่ยวบินไปไทยลงเพราะไม่วางใจต่อสถานการณ์ของประเทศที่คณะปฏิวัติมุ่งทำลายภาพพจน์สนามบินลงอย่างไม่ละอายใจต่อความเป็นคนไทย ดอกไม้ที่บางคนแสดงความชื่นชมการปฏิวัติยึดเสรีภาพและทำลายความสุขสบายของคนไทยส่งผลร้ายต่อคนไทยกลุ่มใหญ่แล้ว คือ กลุ่มลูกจ้าง เจ้าของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่หยุดการเติบโตเพราะหนี้สินเพิ่มสูงทันตาและเกินจะรับไหว ต่อไปจะต้องมีการลดพนักงานลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เชื่อได้ว่าบางครอบครัวที่เคยมอบดอกไม้และแสดงความยินดีกับการปฏิวัติวันวาน อาจมีสมาชิกในครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการด้อยประสิทธิภาพในการทำงานของคนที่รับการแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติด้วยการตกงาน กิจการเจ๊ง เงินทองลดน้อยลงเพราะภาวะขาดทุน หนี้สินผ่อนบ้านหรือรถกลายเป็นปัญหาหนักใจเพราะรายได้น้อยลง มันเป็นผลลัพธ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของไทย แต่พวกเขาลืมเลือนและหลงระเริงไปกับคำประกาศชวนเชื่อว่าปฏิวัติเป็นมงคลต่อชีวิตข้างหน้าและขัดแย้งกับคนทั้งโลกที่เชื่อกันว่า การปฏิวัติเป็นศัตรูร้ายของระบอบประชาธิปไตย เพราะมันยึดเสรีภาพและความสุขไปควบคุมไว้ในมือของคนกลุ่มเดียว มิใช่ประชาชนของประเทศที่กำหนดชะตาชีวิตทุกข์และสุขเองได้ บทความหนึ่งเขียนไว้ให้คนไทยคิดทบทวนกันว่า ทหารไทยทำการปฏิวัติ ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยึดสิทธิเสรีภาพคนไทย กำหนดระดับความสุขที่ควรพอเพียงของคนไทยแต่ละคน โดยใช้ทหารถืออาวุธ เคลื่อนรถถัง ไปทุกมุมเมืองของประเทศได้ในพริบตาเดียวและชนะอย่างสวยงามประกอบภาพเขียนล้อเลียนว่า เอาปืนจี้หัวของประชาชนไว้ แต่มีสองสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำสำเร็จทั้งที่มีอาวุธครบมือ คือ การบริหารเศรษฐกิจของประเทศ และ การปราบโจรภาคใต้ซึ่งมีแค่สี่จังหวัดเท่านั้น คำถามคาใจคนไทย คือ ถ้าเกิดการรุกรานด้านทหารตามชายแดนเต็มรูปแบบ คนไทยคงต้องนั่งใจสั่นและคาดเดาด้วยความไม่สบายใจแน่ เนื่องเพราะพวกเขาต้องต่อสู้กับนักรบตัวจริง มิใช่ประชาชนที่ไร้อาวุธ แค่โจรภาคใต้ซึ่งมีอาวุธอ่อนด้อยกว่ากองทัพไทย ทหารไทย ตำรวจ ข้าราชการ กับคนบริสุทธิ์ยังตายกันปีละหลายร้อยคนแล้วทั้งที่ทหารใช้กฎอัยการศึกดูแลพื้นที่ดังกล่าวเต็มรูปแบบ มีอำนาจสูงสุดฝ่ายเดียวในการบังคับบัญชาการทุกหน่วยงานรัฐตามกฎอัยการศึก ยังมีจำนวนทหารตายมากเพียงนี้ หลายคนคงไม่อยากทราบคำตอบนี้แน่เมื่อทหารมิได้ใช้ทักษะถนัดของตนให้ถูกต้องกับวิชาชีพ แต่กระโดดข้ามไปบริหารประเทศซึ่งใช้ทักษะอีกรูปแบบหนึ่งที่ตนไม่คุ้นเคย แต่อยากเป็น คนไทยจึงต้องรับเคราะห์เป็นหนูทดลองฝีมือบริหารของคนถืออาวุธมากกว่าถือปากกาหรืออ่านหนังสือ แล้วยังเป็นเครื่องประดับบารมีแก่ผู้ปกครองด้วย สิ่งที่คนไทยทำได้เวลานี้ คือ ช่วยตัวเองให้อยู่รอด มีเงินใช้ ข้าวกินครบสามมื้อ รอคอยวันฟ้าใส เท่านั้น โดยเฉพาะคนเมืองหลวงและบางเมืองใหญ่พึงจำไว้ด้วยว่า ทุกการกระทำของท่านภายในจังหวัดอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกซึ่งทหารเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด และธรรมนูญจะอยู่ต่ำกว่ากฎอัยการศึก เพียงแต่พวกเขาจะเลือกใช้อำนาจดังกล่าวเมื่อใดหรือใช้กับใครก็ได้ การที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงข้อสำคัญนี้ทางสื่อสาธารณะทำให้หลายคนลืมเลือนกฎอัยการศึกในพื้นที่ของตน แล้วอาจใช้เสรีภาพตามธรรมนูญไปด้วยความหลงพลาด ซึ่งจักนำภัยมืดและโทษทัณฑ์ไปตกแก่ตนอย่างไม่คาดคิด มันเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ทุกคนต้องเคารพและยอมรับดังคำกล่าวโบราณว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม จึงรอดพ้นภัยได้
******************************** บริจาคที่ดิน เรียกคืนไม่ได้
บริจาคให้รัฐ เรียกคืนไม่ได้ เขียนโดย ลีลา LAW
กาลเวลาผ่านไปบ้านเมืองย่อมมีการพัฒนาตามไปด้วยเช่นกัน นอกจากรัฐจะเป็นผู้ริเริ่มในการปรับปรุงให้เจริญแล้ว บางครั้งก็จำต้องได้รับการสนับสนุนจากเอกชน เรามักได้ยินเสมอว่า มีคนไทยใจบุญซึ่งมีฐานะดีหลายท่านบริจาคเงินหรือที่ดินในการสร้างสถานที่ราชการหรือถนนหนทางเพื่อสาธารณประโยชน์มากมาย บางกรณีเกิดปัญหาขึ้นหลังจากบริจาคไปแล้ว ทางราชการกลับนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นแทน อันสร้างความไม่พอใจแก่ผู้บริจาค จนกระทั่งยึดสิ่งของที่ให้คืน ทำให้เกิดข้อพิพาทต่อกัน ปัญหาใช้ที่ดินซึ่งได้รับบริจาคมาผิดวัตถุประสงค์เดิมของผู้บริจาคได้มีการตัดสินคดีไว้แล้วใน คำพิพากษาฎีกาที่ 2004/2544 ว่า ตอนแรกทางกรุงเทพมหานครได้กำหนดแนวสร้างถนนใหม่เพื่อมารับกับสะพานที่สร้างใกล้เสร็จ จึงติดต่อเจรจากับ นางจิตรา เพื่อขอใช้ที่ดินแปลงพิพาททำเป็นถนน ด้วยความใจบุญและเห็นว่าเป็นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม จึงบริจาคอุทิศที่ดินให้เป็นถนนสาธารณะและจดทะเบียนยกให้ด้วย กรณีนี้จึงถือว่า ที่ดินแปลงนี้ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เวลาผ่านไประยะหนึ่งกรุงเทพมหานครเกิดเปลี่ยนแนวถนนใหม่ จึงมิได้ใช้ที่ดินดังกล่าวทำถนนแต่อย่างใด นางจิตราจึงกลับเข้าครองที่ดินอีกครั้ง หลายปีต่อมากรุงเทพมหานครมีโครงการใช้ที่ดินแปลงนั้นสร้างเป็นท่าเทียบเรือขนขยะ ทำให้นางจิตราโต้แย้งว่า อีกฝ่ายมิได้ทำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่บริจาคให้สร้างถนน กรรมสิทธิ์จึงกลับมาเป็นของเจ้าของที่ดินเดิมอีกครั้ง และด้วยเวลาที่ยาวนานในการครอบครองหลังบริจาคให้แล้ว ศาลได้ตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวว่า เมื่อบริจาคที่ดินให้รัฐ ทำให้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว การไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ใดๆ มิได้ทำให้สภาพความเป็นสาธารณสมบัติสูญสิ้นไป แม้กรุงเทพมหานครจะมิได้ใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่ขอรับบริจาค และ นางจิตราอดีตเจ้าของที่ดินกลับเข้าครอบครองที่ดินพิพาทใช้ประโยชน์นานเพียงใด มิทำให้กรรมสิทธิ์ตกไปเป็นของนางจิตราได้อีก เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีศึกษาข้างต้นถือเป็นข้อเตือนใจอย่างหนึ่งว่า การรู้จักบริจาคเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน เป็นสิ่งที่ดี แต่ท่านพึงระลึกไว้ด้วยว่า การบริจาคเงินหรือที่ดินให้รัฐนั้น ไม่อาจเปลี่ยนใจกลับมาทวงสิ่งของบริจาคคืนได้อีก เพราะเมื่อเป็นของรัฐ กฎหมายถือว่ามันกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปทันที รัฐจะนำไปใช้ทำอย่างไรเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมได้ ยกเว้นการทำเพื่อบุคคลใดโดยเฉพาะเท่านั้น ดังนั้น ก่อนที่จะบริจาค ท่านต้องทำใจบุญเสียสละอย่างสมบูรณ์เสียก่อน เพื่อจะไม่ต้องเสียดายหรือผิดหวังทีหลัง เพราะมีกฎหมายคุ้มครองรัฐในกรณีนี้ไว้แล้ว
******************* 7/13/2007 ไฟแดงเตือนภัยไฟแดงเตือนภัย เขียนโดย มณีอักษร
สัญญาณเตือนภัยว่าใช้จ่ายเกินตัวและฐานะการเงิน ชีวิตเริ่มเข้าสู่เขตลำบาก ถือเป็นไฟแดงเตือนภัยจากการมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตัวอย่างเช่น 1. รายได้ส่วนหนึ่งถูกใช้ชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น 2. จ่ายเงินชำระหนี้บัตรเครดิตหรือเงินกู้ด้วยจำนวนเงินต่ำสุดเท่าที่เจ้าหนี้ยอมรับ 3. ใช้เต็มวงเงินกู้ของบัตรเครดิต 4. ต้องเอาเงินส่วนอื่นมาจ่ายชำระเงินตามใบเรียกเก็บเงิน 5. ใช้บัตรเครดิตชำระเงินแทนเงินสดซึ่งมิใช่นิสัยปกติ 6. ผัดผ่อนไม่ไปหาหมอเพราะเงินตึงมือ 7. ถูกเตือนให้จัดการใบเรียกหนี้ค้างชำระบ่อยครั้ง 8. ทำงานล่วงเวลาหรืองานพิเศษหาเงินใช้หนี้ 9. หากตกงานจะเกิดปัญหาการเงินทันที 10.กังวลเรื่องเงินเสมอ ถ้าปรากฏสภาพหนึ่งสภาพใดข้างต้น ก็ถือเป็นไฟแดงแจ้งภัยหนี้สินล้นตัวแล้ว สาเหตุมาจากความไม่สมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่าย วิธีแก้ไข - ต้องหารายได้ให้พอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้น - ลดรายจ่ายลงให้พอดีหรือต่ำกว่ารายได้
**********************
(ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือ รู้จักใช้ เข้าใจเงิน ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ครบ 100 ปี) กฎอัยการศึกกฎอัยการศึกยังอยู่ เขียนโดย แก้วมณี
หลังจากคณะปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนและรัฐธรรมนูญจึงใช้กฎอัยการศึกปกครองบ้านเมือง เมื่อแต่งตั้งรัฐบาลและรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว ยังมีการประชุมยกเลิกกฎอัยการศึกในบางท้องที่ต่อสาธารณชนตามเสียงเรียกร้องของประชาชนส่วนใหญ่ แม้บางพรรคการเมืองจะสนับสนุนให้ใช้กฎอัยการศึกนี้ต่อไป แต่คำประกาศชัดเจนของรัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามคำพูดนั้นด้วยข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผลว่ายังอยู่ในขั้นตอนทางธุรการ จึงทำให้ในทางปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วกฎอัยการศึกยังคงใช้บังคับเหนือรัฐธรรมนูญอยู่ ทั้งที่กฎหมายหลายฉบับหรือการแต่งตั้งบุคคลในรัฐบาลที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในวาระเดียวกันนำออกใช้เป็นรูปธรรมแล้ว ลักษณะของกฎอัยการศึกนั้นจะมีความเด็ดขาดในทางปฏิบัติและเป็นการออกคำสั่งจากผู้นำสูงสุดของฝ่ายทหารเท่านั้น แม้จะมีรัฐธรรมนูญแต่ก็บังคับใช้ไม่ได้เพราะกฎอัยการศึกจะมีอำนาจสูงสุดเสมอเนื่องจากจุดประสงค์ของกฎอัยการศึกคือการบังคับใช้เด็ดขาดและรวดเร็วเพื่อความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก จึงต้องลดขั้นตอนและการบังคับบัญชาให้สั้นที่สุด การตรวจสอบน้อยที่สุด อันแตกต่างจากกระบวนการทางรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีการคานอำนาจและตรวจสอบกันตลอดเวลาโดยเน้นการให้ความยุติธรรมเป็นหลักใหญ่ ถ้ามีกฎอัยการศึกใช้บังคับ รัฐธรรมนูญย่อมใช้บังคับไม่ได้ สิ่งที่บัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนไทยจะไม่ใช้บังคับ มันจึงเป็นเพียงอักษรที่เขียนไว้เท่านั้น ความเป็นผู้นำสูงสุดและมีอำนาจแท้จริงจะมิใช่นายกรัฐมนตรี แต่จะเป็นผู้นำทางทหารสูงสุดเพียงคนเดียว การบังคับใช้กฎหมายจะอยู่ที่บุคคลนั้น หัวหน้ารัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งภายใต้กฎอัยการศึกจึงทำหน้าที่ต้อนรับแขกเมืองตามพิธีการเท่านั้น การลงโทษตามกฎหมายหรือคำสั่งตามกฎอัยการศึกจะอยู่ในอำนาจของผู้นำทางทหาร รวมไปถึงการดูแลบ้านเมืองทั้งในและนอกประเทศ ตำรวจทำงานภายใต้บังคับบัญชาของผู้นำกฎอัยการศึกและตามการมอบหมายอำนาจเฉพาะเท่านั้น มิใช่ตามกฎหมาย ผู้นำกฎอัยการศึกมีอำนาจเลือกใช้หรือเลิกกฎหมายใดก็ได้ กลุ่มที่มีอำนาจสูงสุดในบ้านเมืองมิใช่รัฐบาล แต่เป็นกลุ่มทหารที่ทำงานตามกฎอัยการศึก ความศักดิ์สิทธิ์และความเฉียบขาดของกฎอัยการศึกนั้นหากอยู่ในมือผู้ใช้ที่เป็นคนดีและทำเพื่อบ้านเมืองแท้จริง ก็จะเป็นประโยชน์ในช่วงสั้น ถ้าใช้ด้วยระยะยาวนานประวัติศาสตร์การปฏิวัติบอกยืนยันว่า ผู้ใช้มักเหลิงอำนาจที่จะบันดาลทุกสิ่งในปฐพีได้ดังใจ แค่รำพึงออกมาเท่านั้น ส่วนผู้ที่รู้ลึกซึ้งถึงคุณและโทษของกฎอัยการศึกอย่างดีคือ ชาวตะวันตก เพราะเขาเข้าใจเนื้อหาของกฎอัยการศึกอย่างแท้จริง อันแตกต่างจากคนไทยซึ่งเคยเผชิญกับอิทธิฤทธิ์ของมันหลายครั้ง แต่ลืมเลือนได้ง่าย ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ความอยุติธรรมของการปกครองภายใต้กฎอัยการศึกซึ่งยังเป็นที่ตราตรึงในความทรงจำของปู่ย่าพ่อแม่ของหลายคน คือ ถ้ามีไฟไหม้ที่บ้านหลังใด เจ้าของบ้านจะถูกประหารชีวิตที่หน้าบ้านต้นเพลิงโดยไม่ต้องไต่สวน หรือ ผู้ใดถูกกล่าวโทษว่าเป็นนักเลง จะถูกจำขังตลอดชีวิตทันทีโดยไม่ต้องขึ้นศาล หรือ การลักพานักการเมืองที่ไม่เป็นที่พึงพอใจไปสังหารตามอำเภอใจ หรือ การบังคับขืนใจลูกเมียของคนอื่นโดยผู้มีอำนาจ เป็นต้น ยุคมืดของไทยภายใต้กฎอัยการศึกเป็นที่หวั่นเกรงของประชาชนอย่างมากเพราะบางคนอาจถูกใส่ร้ายหรือกลั่นแกล้งด้วยความหมั่นไส้กันโดยยัดเยียดข้อหาหรือสร้างไฟในบ้านของศัตรูเพื่อป้ายความผิดแล้วจับประหารทันที หลายครอบครัวต้องรับทุกข์ทรมานจากคำสั่งเหล่านี้จนเป็นที่อนาถใจกันหลายปีกว่าอำนาจเผด็จการจะสูญสลายไปตามวัฏจักร คุณสมบัติเด่นของกฎอัยการศึกจึงเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มทหารเป็นพิเศษ เพราะเขาจะได้ประโยชน์สูงสุดและเป็นผู้ครองแผ่นดินตัวจริง มิใช่ประชาชน ขณะที่ชาวตะวันตกจะรังเกียจกฎอัยการศึกอย่างมาก แต่จะนำข้อดีของมันไปตราเป็นกฎหมายพิเศษเพื่อบังคับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แล้วยังควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลไว้ในระดับหนึ่งด้วย ส่วนรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดผู้นำสูงสุดของประเทศไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ผู้นำกฎอัยการศึกจะปกครองประเทศก็ต้องเปลี่ยนสถานะไปเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน ตัวแทนประเทศไทยคือนายกรัฐมนตรีทั้งด้านพิธีการและการปฏิบัติงาน กฎหมายสูงสุดของประเทศคือ รัฐธรรมนูญ ทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพใดหรือนับถือศาสนาใดต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน อันแตกต่างจากกฎอัยการศึกที่ผู้นำทางทหารและกลุ่มทหารจะอยู่เหนือกฎหมายและเป็นผู้ออกกฎหมายหรือระเบียบเพื่อใช้ในการปกครองประเทศ คุณสมบัติพิเศษของกฎอัยการศึกมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีจึงสมควรใช้ในระยะเวลาไม่นานนักเพราะต่างประเทศจะต่อต้านการใช้กฎอัยการศึกซึ่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญที่ใช้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและมีกระบวนการตรวจสอบการทำงานทุกขั้นตอน ทำให้ประเทศที่ใช้กฎอัยการศึกมักถูกคว่ำบาตรทั้งทางตรงและทางอ้อม การเจรจาการค้าหรือการเมืองต้องระงับเพราะเขาไม่ยอมพูดคุยกับรัฐบาลที่มาจากระบอบเผด็จการ มันกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการค้าขายซึ่งลดถอยลง หากประเทศชาติขาดรายได้หรือเงินตราการลงทุนจากต่างชาตินานวัน เศรษฐกิจจะถดถอยลง ประชาชนไม่ยอมกลับไปทำไร่ไถนาดังที่บรรพชนกระทำในอดีตตามที่รัฐบาลต้องการอย่างแน่นอน ยิ่งเกิดความขาดแคลนอาหารหรือเงินในการซื้อสินค้าประจำวันหรือการตกงานมีเพิ่มขึ้นเพราะกิจการต้องปิดตัวเองจากใบสั่งการผลิตสินค้าน้อยหรือไม่มีเลย มันจักกลายเป็นแรงบีบคั้นให้ผู้นำระบอบเผด็จการต้องทบทวนบทบาทของตนเองและเปลี่ยนแนวคิดไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเพื่อความอยู่รอดของชาติหรือรอวันที่ประชาชนซึ่งกำลังอดอยากโค่นล้มตนตามวัฏจักร หลายชาติในโลกที่ใช้กฎอัยการศึกพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าขาดความเจริญ พัฒนาตัวเองช้า การใช้อำนาจคุกคามสิทธิเสรีภาพของคนทั่วไปมีเพิ่มขึ้น แต่ปิดข่าวได้ดี การคอรัปชั่นกว้างขวางและไม่กลัวเกรงกฎหมายเพราะตนเป็นคนออกและบังคับใช้เอง อีกทั้งไม่มีคนกล้าพูดประณามหรือตรวจสอบได้ เสรีภาพของคนหรือสื่อมวลชนจะมีน้อยลง ผลข้างเคียงด้านลบจากกฎอัยการศึกเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยตั้งแต่สมัยคุณปู่ยังมีชีวิตอยู่และยังปรากฏให้เห็นในคนรุ่นปัจจุบันโดยคนกลุ่มเดียวกัน คือ ผู้บังคับใช้ตามกฏอัยการศึกซึ่งมีพวกเดียวเท่านั้น คือ ทหาร อันบอกแก่ประชาชนได้ชัดเจนว่า พวกเขากับบรรพชนที่บังคับใช้กฎอัยการศึกยังไม่เคยเปลี่ยนแนวความคิดให้ทันโลกสมัยใหม่เลย หากไม่แก้ไขเรื่องการรู้จักโลกยุคใหม่ที่แยกบทบาททหารกับนักปกครองออกจากกันอย่างเด็ดขาดแล้ว เมืองไทยไม่ว่าจะใช้เกวียนหรือเครื่องบินเพื่อการเดินทางก็จะต้องพบการปฏิวัติและกฎอัยการศึกจากคนกลุ่มนี้ตลอดไป ทั้งที่ปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการต่อสู้ระหว่างประเทศอยู่ในสนามการค้าซึ่งต้องอาศัยนักปกครองที่ฉลาด มีไหวพริบ ความรู้สูง ส่วนทหารต้องทำหน้าที่ด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลักใหญ่เพราะประเทศชาติสงบและปลอดภัยจากรั้วแห่งชาติที่เข้มแข็งและมีกองทัพทันสมัย ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของต่างชาติในประเทศของเราและต่อชื่อเสียงของไทยในการเจรจาระหว่างประเทศด้วย ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเลิศในหน้าที่ของตนย่อมทำให้ประเทศชาติเติบใหญ่อย่างมั่นคง เป็นที่เกรงขามของเพื่อนบ้านและนานาชาติดังเช่นที่เห็นในจีนหรือสหรัฐอเมริกา นักปกครองหรือทหารต่างมีความรู้และเชี่ยวชาญคนละด้าน จึงไม่สมควรในการเข้าไปก้าวก่ายงานของกันและกัน แต่ควรส่งเสริมให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องประเทศและสร้างประโยชน์แก่ประชาชน ตามประวัติศาสตร์ด้านการปฏิวัติของไทยจะเห็นชัดว่าทหารอยากเข้ามาสวมบทบาทเป็นนักบริหารประเทศโดยใช้อาวุธเป็นหลัก จึงกลายเป็นการทำร้ายประชาชนและประเทศชาติให้ตกต่ำลงจากการคว่ำบาตรของต่างชาติเพื่อสนองความปรารถนาของตนและพรรคพวกโดยไม่สนใจว่าโลกจะหมุนเปลี่ยนหรือพัฒนาเจริญทางความคิดไปมากเพียงใด หากมองไปรอบโลกจะเห็นสถาบันทหารของเขามีความมั่นคงและรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนอย่างดี จึงเป็นการส่งเสริมให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง การเมืองแข็งแกร่ง ประชาชนอยู่ดี กินดี ตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐ อังกฤษ จีน เป็นต้น ประเทศเหล่านี้สถาบันทหารของเขาอยู่ในระเบียบวินัย ความคิดทันสมัย รู้จักหน้าที่ในโลกปัจจุบันว่าควรดูแลให้บ้านเมืองมั่นคงซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของชาติและประชาชนไม่อดอยาก ประเทศชาติไม่อาจขาดนักปกครองและทหารได้ แต่จะมีแค่ทหารอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะทหารได้รับการฝึกสอนให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงให้แก่บ้านเมือง มิได้ปลูกฝังให้เรียนรู้ทุกศาสตร์ในการบริหารประเทศหรือเป็นพหูสูตรแห่งชาติ การปกครองประเทศต้องอาศัยหลายศาสตร์เพื่อดูแลประเทศ เราไม่อาจใช้ศาสตร์แห่งการต่อสู้ในสนามรบไปบริหารประเทศได้ซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ สมัยนี้เราคงถือปืนไปรุกรานเพื่อนบ้านหรือแย่งสิ่งของจากคนอื่นได้ยากกว่าเวลาพันปีที่ผ่านมา การแพ้ชนะต้องอาศัยปัญญาและไหวพริบในการเปิดตลาดการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก น้อยคนจะยอมรับว่าต้องใช้ปืนไปเปิดประตูการค้าของอีกประเทศหนึ่ง หรือ คิดจะแย่งทรัพย์สินของอีกประเทศต้องฆ่าคนของเขาทั้งหมดก่อน ผู้นำเผด็จการคนล่าสุดของยุคนี้ คือ ซัตดัม ได้รับโทษประหารจากการใช้อำนาจเผด็จการกับประชาชนของตนแล้วยังใช้กองทัพบุกไปแย่งชิงบ่อน้ำมันของเพื่อนบ้าน จึงต้องรับเคราะห์กรรมในบั้นปลายชีวิตซึ่งเป็นไปตามหลักกรรมสนองกรรมของพุทธศาสนานั่นเอง มันคงเป็นบทเรียนสอนใจแก่ผู้นำเผด็จการหลายคนว่า ไม่มีอำนาจใดอยู่ยั่งยืนชั่วฟ้าดินสลาย เมื่อวันที่มันโรยราพร้อมกับตัวเลขอายุ เขาอาจต้องยุติลมหายใจไปพร้อมกับมันอย่างไม่เต็มใจ จึงควรสำนึกด้วยว่าการปฏิวัติทำลายชาติ ระดับของกรรมควรสนองผู้กระทำมากน้อยแค่ไหน คนไทยจึงเชื่อได้เลยว่าคำสอนเรื่องกรรมเป็นความจริงคู่โลกเสมอ เราแค่เป็นคนมองดูผลกรรมสนองผู้กระทำหรือทายาทของเขาเท่านั้น มันเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องติดตามดูและใช้สอนลูกหลานไว้เป็นบทเรียน
******************************* 7/10/2007 ลูกโยนลูกโยน
เขียนโดย ลูกแก้ว
การคาดการณ์ด้านเศรษฐกิจของไทยจากหลายสำนักในไทยและต่างประเทศบอกตรงกันว่า ต้องตกต่ำลงแน่นอน แล้วตามด้วยข่าวสถิติการส่งออกสินค้าลดฮวบลงทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากการกีดกันของหลายประเทศซึ่งปกป้องสินค้าของตัวเอง ล่าสุดเป็นการประกาศขึ้นบัญชีดำประเทศไทยในฐานะต้องเฝ้าระวังพิเศษด้านลิขสิทธิ์ อันสืบเนื่องจากการบังคับใช้สิทธิบัตรยาแบบแข็งกร้าวของไทย มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐต้องออกมาตรการกดดันตามมาอย่างแน่นอน จักส่งผลซ้ำเติมความตกต่ำทางเศรษฐกิจของชาติอีก แต่น้อยคนที่จักยอมพูดความจริงอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำลายความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่ไทยมีตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมาหลังจากการเป็นลูกหนี้ไอ เอ็ม เอฟ เมื่อปี พ.ศ. 2540 นั่นคือ การปฏิวัติเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งแต่งตั้งรัฐบาลที่มิได้มาตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้การเจรจาการค้าหรือติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตหยุดชะงักลงด้วยเหตุที่รัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับของโลก และกลายเป็นโอกาสทองของคู่แข่งการค้ากับไทยที่ช่วงชิงตลาดไปได้อย่างง่ายดาย เช่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอื่นๆ ต่างได้รับอานิสงส์จากรัฐบาลปฏิวัติชุดนี้เนื่องเพราะคณะบริหารชุดใหม่ตระหนักดีว่าการทูตและการค้าของไทยไม่มีวันเจริญได้เพราะประเทศใหญ่ซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญของไทย เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เป็นต้นไม่ยอมเจรจาใดๆกับรัฐบาลที่มิได้มาจากระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นไปตามกฎหมายอันชอบธรรม พวกเขาจึงหันไปสนใจกวาดล้างนักการเมืองในรัฐบาลเดิมเป็นหลัก อันเป็นการทับถมปัญหาการค้าของไทยให้ทรุดหนักขึ้นอีก เศรษฐกิจไทยจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำต้องมาจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับเอกชน ปัญหาหลายอย่างต้องอาศัยอำนาจและสายสัมพันธ์ของรัฐบาลในการแก้ไขหรือคลี่คลาย โดยเอกชนเป็นผู้ติดตามและสนับสนุน นโยบายทางการค้าเชิงรุกของไทยที่เริ่มเข้มแข็งขึ้นหลังพ้นจากการเป็นลูกหนี้ ไอ เอ็ม เอฟ ด้วยการบริหารระบบเศรษฐกิจในและนอกประเทศของรัฐบาลจากการเลือกตั้งของนายกฯทักษิณช่วยให้ไทยพ้นจากการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นได้หลายครั้งซึ่งคนไทยต่างทราบเป็นอย่างดี เมื่อเกิดการยึดอำนาจและทำลายระบอบประชาธิปไตย แล้วแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การบริหารของคณะทหารจึงเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเศรษฐกิจใหม่โดยไม่สนใจการค้าขายและยึดการผลิตเพื่อใช้ในประเทศเป็นหลัก โดยลดทอนการดูแลตลาดการค้าต่างประเทศลง รวมทั้งการเปลี่ยนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงต่างประเทศกลับมาในจุดเดิม คือ การตั้งรับและเริ่มทำงานเมื่อได้รับคำสั่งเฉพาะเรื่องและคอยต้อนรับแขกเมืองเท่านั้น ทำให้ไทยไม่สามารถแก้ไข ตอบโต้ ข้อกล่าวหาหรือมาตรการกีดกันของชาตินั้นๆได้ทันเวลาเหมือนในอดีต เพียงไม่กี่เดือนหลังจากการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการปกครองใหม่เริ่มส่งผลร้ายแก่ระบบเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพากันระหว่างการส่งออกและสินค้าในประเทศมากขึ้นจนกระทั่งประชาชนสัมผัสความลำบากเพิ่มขึ้นแล้ว แต่รัฐบาลพยายามพูดบิดเบือนว่าเศรษฐกิจยังดีและไม่ต้องพึ่งพิงการค้ากับต่างชาติ ทั้งที่ไทยก้าวออกไปมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ามากกว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน เศรษฐกิจไทยจึงเกี่ยวพันกับต่างชาติมากขึ้น สินค้าส่งออกบางตัวส่งผลต่อราคาสินค้าในประเทศอย่างมาก เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง กุ้ง เป็นต้น ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศจึงมีความลึกซึ้งและต้องใช้ศิลปะสูงในการเจรจาพูดคุยเพื่อรักษาลูกค้าหรือผลประโยชน์ของชาติไว้ มิใช่การใช้อำนาจเพื่อเรียกคะแนนนิยมแก่กลุ่มของตนเนื่องเพราะต้องยอมรับความจริงก่อนว่าประเทศไทยมิใช่มหาอำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจของโลก การเจรจาพูดคุยจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น รัฐบาลภายใต้ระบอบเผด็จการทหารนั้นโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจซึ่งทำงานเพื่อปากท้องของคนไทยล้วนเกษียณมาจากระบบราชการ วัยชรา ความฉับไวลดน้อยลง ยังติดระบบการรอรับไหว้หรือรอการร้องขอจากคนอื่นเป็นหลัก ขณะที่การค้าของสากลโลก ณ เวลานี้ ผู้ผลิตต้องเดินออกไปหาลูกค้า เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเก่าไว้ให้แน่น รับรู้และแก้ไขปัญหาฉับไว ส่วนการตอบโต้ กีดกัน ของหลายประเทศเพื่อปกป้องตลาดของตนไว้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ทีมเศรษฐกิจจึงต้องใช้กลวิธีทุกรูปแบบเพื่อลดทอนความเสียหาย รักษาตลาดไว้ให้ดีที่สุด รู้จักใช้จุดอ่อน จุดแข็ง ของประเทศในการเจรจาพูดคุย ซึ่งต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน ถ้าการส่งสินค้าออกหรือการลงทุนจากภายนอกลดน้อยลง จักส่งผลร้ายต่อผลิตผลภายในประเทศและความเป็นอยู่ของคนไทยแน่นอน ดังเช่น หากขายข้าวได้น้อยลง ย่อมมีผลต่อการประกันราคาข้าวในประเทศที่ต้องต่ำแน่ ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าตัวเลขส่งออกข้าวของไทยน้อยกว่าเวียดนามมากทั้งที่ผลผลิตของไทยยังสูงอยู่ แต่การระบายข้าวส่งออกได้น้อยลงเพราะการค้าระหว่างรัฐต่อรัฐหยุดชะงักหรือขาดความเชื่อใจกันเพราะการปฏิวัติ อันส่งผลไปถึงการค้าของเอกชนด้วย มันแตกต่างจากสี่ห้าปีก่อนที่ข้าวมีราคาสูงมากติดต่อกันทั้งนี้เพราะรัฐบาลมีทีมงานการค้าที่เก่งและทำงานคล่อง ส่วนยางพาราซึ่งเคยมีราคาสูงเมื่อสี่ห้าปีที่ผ่านมาเพราะแนวคิดการรวมตัวกันของผู้ผลิตยางพาราในเอเชียผลักดันราคาขึ้นไปอยู่ในจุดที่เป็นธรรม เจ้าของสวนยางและพ่อค้าต่างเปลี่ยนฐานะให้ดีขึ้นผิดตา หลังจากเกิดการปฏิวัติและทีมบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่เข้าทำงาน ราคายางตกต่ำลงจนมาใกล้จุดเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว ถ้าการลงทุนในประเทศลดน้อยลง การขยายงานหรือสร้างงานใหม่ย่อมไม่มี อันส่งผลต่อการจ้างแรงงานในประเทศและสถิติตกงานของคนไทยต้องเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งมาจากการปฏิวัติและทำลายระบอบประชาธิปไตยของไทย แต่กลับโยนความล้มเหลวไปให้อดีตผู้นำคนก่อน ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในบ้านเมืองซึ่งทุกชีวิตต่างสัมผัสกันได้เมื่อเทียบกับเวลารุ่งเรืองในอดีตของประเทศ เราน่าจะตระหนักดีว่าภาวะทั่วไปของโลกภายนอกมีส่วนบ้าง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ยอมรับของต่างชาติต่อรัฐบาลแต่งตั้งในไทย ฝีมือทำงานไม่เก่งและเท่าทันโลกของทีมบริหารบ้านเมือง การตอบแทนหรือขัดแย้งระหว่างผู้ค้ำจุนเบื้องหลังรัฐบาลทั้งในที่ลับและที่แจ้งสร้างความกังขาให้คนไทย เช่น ผู้มีบารมี เจ้าของหวยที่เสียประโยชน์ เป็นต้น หลังจากการปฏิวัติแล้วหลายคนมีความหวังว่าบ้านเมืองจะดีขึ้น แต่หวยใต้ดินกลับระบาดหนัก ล็อตเตอรี่ขายเกินราคา กลุ่มคนที่เคยเสียประโยชน์จากสนามบินดอนเมืองกลับมาทวงหนี้แค้นที่สนามบินใหม่ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้สักปัญหา แต่กลบเกลื่อนหรือทับถมปัญหาให้หนักขึ้นด้วยการเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่เท่านั้น จากนั้นก็โยนปัญหาทั้งหมดไปให้อดีตผู้นำรัฐบาลซึ่งอยู่ในต่างแดนและไม่มีโอกาสพูดแก้ต่างได้ แม้แต่การวางระเบิดในเมืองหลวง ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่รอฟังการสอบสวนจากตำรวจซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แต่ออกมาประกาศทันทีว่าเป็นการกระทำของอดีตผู้นำรัฐบาลที่ถูกเขาปฏิวัติ ส่วนการค้าตกต่ำหรือถูกติดชื่อในบัญชีดำก็บอกว่าเป็นฝีมือทำลายชาติของอดีตผู้นำคนนั้นอีกโดยอ้างว่าได้ข้อมูลจากรัฐบาลอังกฤษ ทั้งที่การพิจารณาขึ้นบัญชีดำแก่ประเทศใดเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของประเทศนั้นและสหรัฐเป็นมหาอำนาจสูงสุดของโลกย่อมไม่ฟังคำพูดของคนสิ้นอำนาจแน่ อีกทั้งรัฐบาลอังกฤษจะส่งข่าวลึกลับใดคงไม่ส่งให้ข้าราชการตำแหน่งต่ำกว่านายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่ผู้บัญชาการทหารและยังต้องนำส่งข่าวเตือนภัยมาตามขั้นตอนปกติด้วยซึ่งไม่มีทางไปอยู่ในมือของผู้กล่าวอ้างก่อนแน่นอน ส่วนข่าวลอบยิงคนบริสุทธิ์ในภาคใต้ที่มีต่อเนื่อง ผู้ใหญ่บางคนก็โยนความผิดไปให้อดีตผู้นำว่ามีส่วนสนับสนุนให้ยิงพวกเขา ทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าเป็นโจรใต้ที่เลวทรามกระทำการนี้อย่างชัดเจน เขายังพูดโยนความผิดไปให้คนอื่นโดยไม่ก้มมองตัวเองว่าได้ใช้ความสามารถเพื่อแก้ไขปัญหาภาคใต้เต็มที่หรือเลี้ยงไข้พื้นที่นี้ไว้เพื่อประโยชน์ลับซึ่งฝังรากลึกมานานแล้ว ในที่สุดเวลาย่อมเป็นตัวพิสูจน์ตัวตนแท้จริงของคนเหล่านั้น การฟังข่าวสารในปัจจุบันนี้และในเมืองไทยซึ่งสำนักข่าวอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลอย่างเข้มงวด คนไทยต้องใช้สติคัดกรองข้อมูลในข่าวหรือการให้สัมภาษณ์ของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากขึ้น เพราะหลายคนพูดจาไร้น้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือเมื่อใช้หลักตรรกะคิดประกอบด้วย ขาดความละอายใจต่อคำพูดกล่าวหาคนอื่นโดยไร้หลักฐานและอีกฝ่ายไม่มีทางตอบโต้ สิ่งที่ผู้ใหญ่บางคนในบ้านเมืองแสดงต่อสาธารณชน เช่น การพูดป้ายสี ยกย่องตัวเอง โยนความผิดทั้งหลายให้ผู้แพ้ เป็นต้น ล้วนเป็นกรรมที่ส่อเจตนาทำลายล้างอีกฝ่ายซึ่งตนรู้แก่ใจดีว่ามีความสามารถเหนือตนและที่มาของอำนาจเกิดจากการทำละเมิดกฎหมายบ้านเมือง นอกจากนั้นหากมองพฤติกรรมและคำพูดของพวกเขาให้ลึกซึ้งจักเห็นความหวาดหวั่นกลัวอีกฝ่ายอย่างมากจึงพยายามโยนความเสียหายหรือความผิดพลาดในการบริหารบ้านเมืองของตนไปให้ผู้แพ้โดยคิดปรามาสว่าคนไทยต้องเชื่อฟังคำพูดของตนโดยไม่ใช้ปัญญากลั่นกรองก่อน การครองหลายตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจของทหารปฏิวัติแต่ละคนเพื่อรับเบี้ยต่างๆหรือเงินเดือนสูงทั้งที่มิใช่อยู่ในสายอาชีพของตนหรือเกินความสามารถและรับผิดชอบของหนึ่งคนได้ การเพิ่มงบซื้ออาวุธแก่กองทัพขึ้นผิดตาในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หวยใต้ดินกับการขายล็อตเตอรี่เกินราคาเกลื่อนถนนและซอกซอยกลับคืนมาเห็นตำตา การค้าประเวณีเปิดบริการอย่างไม่เกรงสายตาคน การฟื้นฟูผลประโยชน์ในดอนเมืองและทำลายล้างสุวรรณภูมิให้สิ้นซาก ถ้ามองทบทวนถึงผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องเหล่านี้และพฤติกรรมต่างๆที่เกี่ยวโยงกันทั้งในอดีตและปัจจุบันหลังการปฏิวัติจักมองเห็นผู้เสียและผู้รับประโยชน์ได้ว่าล้วนเป็นคนพวกเดียวกันหรือเกี่ยวโยงกันอย่างแน่นแฟ้นจนหลายคนเชื่อว่าอาจเป็นนายทุนในการทำปฏิวัติครั้งล่าสุดของไทย รัฐบาลมีหน้าที่บริหารบ้านเมืองให้สงบสุข ประชาชนกินดี อยู่ดี ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลงานของตัวเอง มิใช่โยนความล้มเหลวจากประสิทธิภาพการทำงานไปให้คู่กรณีหรือแพะรับบาป มันมิใช่วิสัยของผู้มีปัญญาและคุณธรรม อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้คนไทยรุ่นต่อไปนำไปปฏิบัติว่า ทำผิดได้ แล้วโยนให้คนอื่นที่ไร้การต่อสู้รับโทษแทน คนไทยควรยึดถือว่า สุภาพบุรุษที่ดีต้องไม่แทงข้างหลัง แต่ต้องต่อสู้กันอย่างยุติธรรม เมื่อทำผิด ก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง หากตั้งสติคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายแล้ว จักพบว่าจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เบื้องหลังของรัฐบาล ประสิทธิภาพการทำงานของทีมบริหารบ้านเมืองที่ค่อนข้างชราภาพ ล้วนมาจากการปฏิวัติล้มล้างระบอบประชาธิปไตย แย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งของประชาชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงทำให้ประเทศนี้ถูกรังเกียจจากสังคมโลก อันส่งผลต่อชีวิต ความเป็นอยู่ การทำมาหากินของประชาชนที่ต้องลำบากขึ้น ฝืดเคือง เมื่อยอมรับต้นตอของปัญหาแล้ว ย่อมมองเห็นเส้นทางแก้ไขเพื่อพาตนเองและครอบครัวให้พ้นจากความลำบากที่เป็นผลพวงของการปฏิวัติ โดยการรักษางาน ระมัดระวังการขยายธุรกิจ ประหยัดการใช้จ่าย จัดการเงินออมอย่างเหมาะสม ลดหรือละเว้นการก่อหนี้สิน เนื่องจากไม่มีใครทราบว่าภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของคณะปฏิวัติและกลุ่มอำนาจแอบแฝงยังอยากอยู่ในเวทีการเมืองต่อไป
*********************************** 7/6/2007 ดัชนีเศรษฐกิจฉบับชาวบ้านดัชนีฉบับชาวบ้าน เขียนโดย ลูกแก้ว
ภายหลังการปฏิวัติล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 แล้วแต่งตั้งรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศแทน จักสังเกตว่ามีการแถลงเรื่องความเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติสูงขึ้นเป็นระยะ โดยมีตัวเลขสถิติรายงานให้ดูสวยงามและย้ำเตือนว่า การปฏิวัติทำให้ชาติเจริญในด้านศีลธรรมจรรยา ประชาชนอยู่ดีมีสุข แต่มิกล้าเอ่ยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองและใช้อาวุธอยู่เหนือกฎหมายอันมิใช่วิถีทางของผู้เจริญทางจิตใจ แม้แต่ตัวเลขส่งออกสินค้าที่ดูสูงอันสืบเนื่องจากใบสั่งที่มีก่อนการปฏิวัติและต้องส่งมอบของหลังจากมีรัฐบาลใหม่ ยังนำตัวเลขนั้นมาแสดงว่ามีการเติบโตที่น่าพอใจอีก การวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจใช้วิชาการหลายแขนงในการได้ตัวเลขดังกล่าว นอกจากนั้นยังต้องมีสภาพแวดล้อมของสังคมในเวลาเก็บตัวเลขมาประมวลผลเพื่อหาสาเหตุที่ตกต่ำหรือสูงขึ้นด้วย การแสดงผลต่อประชาชนนั้นบางครั้งก็ไม่อาจบอกได้ทั้งหมดเพราะอาจเป็นการทำลายขวัญประชาชน ในอดีตนั้นข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ตกแต่งตัวเลขตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อให้ดูว่าทำงานมีประสิทธิภาพ ด้วยระดับความรู้ของประชาชนสมัยนั้นย่อมเชื่อถือทันที แต่ยุคปัจจุบันซึ่งเทคโนโลยีสื่อสารระหว่างคนในโลกรวดเร็วและทันสมัยอย่างมาก ทำให้ผู้ฟังสามารถใช้สติปัญญาแยกแยะตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงมากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับข่าวสารต่างประเทศที่เกี่ยวพันกับประเทศของตน แม้รัฐบาลจะพยายามปิดบังข่าวสารที่เป็นผลร้ายต่อตนเพียงไร แม้แต่ระดับชาวบ้านก็บอกได้ว่าดัชนีเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นหรือตกต่ำลงอย่างไม่ยากเย็นด้วยวิธีเก่าแก่มาก ดัชนีฉบับชาวบ้านในการคาดเดาภาวะเศรษฐกิจของบ้านเมืองซึ่งใช้กันมานานเกือบร้อยปีแล้ว คือ ความถี่ของการปล้นร้านขายของชำ ปั๊มน้ำมัน ร้านทอง การลักทรัพย์ในบ้านเรือน จี้ชิงเงินของคนขับแท็กซี่ สมัยนี้ยังสามารถดูได้ถึงการปล้นรถขนเงินของเอกชนอีก ภาพความตกต่ำที่เห็นชัดมากที่สุด คือ การค้าขายในสี่จังหวัดภาคใต้ซึ่งมีข่าวความไม่สงบที่ทหารซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายสูงสุดในพื้นที่ทำงานไม่ได้ผลดี การทำมาหากินของชาวบ้านจึงติดขัด หยุดชะงัก หรือ ต้องย้ายถิ่น เพื่อหนีการข่มขู่ การตัดคอคนต่างศาสนา การเรียกค่าไถ่ซึ่งมีมาดั้งเดิมและยังดำเนินต่อไปทั้งที่อยู่ในกฎอัยการศึก ปัญหารอบตัวเช่นนี้จึงทำลายระบบเศรษฐกิจของภาคใต้ลงอย่างมาก ทั้งที่ราคายางของโลกสูงน่าจะส่งผลให้คนมีกำลังซื้อสูงตามไปด้วย แต่ความหวาดกลัวและไม่เชื่อใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับทหารส่งผลให้ไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจหรืออาจติดลบด้วย การปฏิวัติรัฐบาลเก่าส่งผลให้ทหารมีอำนาจเด็ดขาดคลุมทั้งประเทศ รวมทั้งภาคใต้ด้วย แต่แดนใต้ภายใต้กฎอัยการศึกของทหารและคณะปฏิวัติก็ยังไม่สงบดังที่คนไทยคาดหวังไว้ ตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ติดลบ ชาวบ้านต่างสัมผัสกันได้ชัดเจน แต่รัฐบาลไม่กล้าเอ่ยถึงสถิติความเติบโตหรือวิธีแก้ปัญหาเด่นชัดเพื่อปากท้องของคนในดินแดนส่วนนี้ เนื่องเพราะเรื่องอำนาจสูงสุดแท้จริงของผู้บริหารประเทศมิใช่อยู่ที่ผู้นำรัฐบาล แต่อยู่ในมือของผู้นำคณะปฏิวัติตามกฎอัยการศึกและธรรมนูญไทย ทำให้ไม่มีความตั้งใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแดนใต้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะขาดความรู้ด้านนี้ แผนสยบศัตรูที่รุกรานบ้านเมืองในแดนใต้ไม่จริงจัง เน้นระวังภัยมิให้รัฐบาลเดิมกลับฟื้นอำนาจและทำลายล้างคนเก่าเป็นหลัก แล้วยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งที่อยู่ภายใต้การปกครองของคณะปฏิวัติ มันบอกชัดว่าโจรใต้เหล่านั้นไม่เกรงกลัวอำนาจกองทัพไทยที่ทำการปฏิวัติบ้านเมืองสำเร็จ แต่ปราบหรือปรามพวกเขายังไม่ได้เลย ดังนั้น ในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้พ่อค้าแม่ค้าชาวใต้จึงเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจที่สุด ผลิตสินค้าได้ดี แต่ขายหรือส่งออกไปขายไม่ได้เพราะความไม่สงบในท้องถิ่นและประสิทธิภาพการทำงานของผู้มีอำนาจ รัฐบาลมิใช่ที่พึ่งที่ดีของพวกเขาอีกด้วย ความหวังจะมีชีวิตดีขึ้นสักวันจึงดูริบหรี่ ตราบใดที่ผู้นำรัฐบาลขาดวิสัยทัศน์และความเข้มแข็งเพียงพอ พวกเขาต้องคิดเพียงประทังชีวิตให้รอดพ้นความตายไปในแต่ละวันเท่านั้น เมื่อกลับมามองดัชนีเศรษฐกิจฉบับชาวบ้านในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะการค้าขายทุกภาคส่วนจักเห็นข่าวห้างร้านต่างๆออกแนวคิดเรียกลูกค้าเข้าร้านค้าสารพัดรูปแบบที่มักนำใช้เมื่อการค้าฝืดเคืองจัด การสร้างแรงดึงดูดให้คนซื้อสินค้าด้วยการแจกของ สิ่งที่ทำไปเพื่อเรียกเงินออกจากกระเป๋าของลูกค้า ขณะที่ลูกค้าก็ระมัดระวังการใช้จ่ายเงินทองเนื่องเพราะเกรงจะตกงาน ภาระหนี้สินยาวนาน ทำให้พวกเขาไม่ยอมจับจ่ายใช้สอย บางส่วนถูกไล่ออกจากงานเพราะนายจ้างรับภาระต้นทุนสูงและขายสินค้ายากไม่ได้ พวกเขาไม่มีเงินมากพอในการซื้อสินค้า ทั้งหมดนี้ล้วนสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากที่มาของรัฐบาลซึ่งแย่งอำนาจของตัวแทนประชาชนทำให้การค้าขายระหว่างประเทศติดขัดแล้วส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงคู่ค้าระดับล่างลงไป การบริหารด้านเศรษฐกิจที่ไม่ชำนาญและรวดเร็วพอเพราะคนบริหารมีอายุสูงจึงมีมุมมองไม่กว้างและขาดความว่องไวหรือการสร้างสรรค์ให้ทันโลก การตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากชาติมหาอำนาจที่ไม่พอใจการปฏิวัติในไทย แม้จะไม่ได้ทำโจ่งแจ้ง แต่ส่งผลเสียหายแก่ธุรกิจของไทยเป็นระยะและอย่างมาก รัฐบาลไม่อาจแก้ไขได้เพราะพวกนั้นใช้ข้ออ้างว่าขัดต่อนโยบายการเมืองที่จะไม่ส่งเสริมกลุ่มที่ต่อต้านประชาธิปไตย จักเจรจาการค้ากับรัฐบาลเลือกตั้งเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลในบัญชาของคณะปฏิวัติไม่อยากสูญเสียอำนาจเร็วนักด้วยสารพัดเหตุผลทั้งแบบลับหรืออย่างเป็นทางการ ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เงินทองหรือการทำมาหากินของชาวบ้านฝืดเคืองหนักขึ้นเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์ล้วนตระหนักใจดีว่าจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่ม จับจ่ายเงินมากขึ้น จึงทำให้วงล้อเศรษฐกิจไม่หยุดหมุน แต่มันขัดต่อนโยบายพอเพียงของรัฐบาลที่เน้นลดการใช้จ่ายเงิน ชีวิตต้องสมถะ ค้าขายไม่ต้องมีมากนัก ทำให้รัฐบาลต้องหยุดคิดเป็นระยะ จนกระทั่งดัชนีของพ่อค้าเครื่องบริโภคขนาดใหญ่แห่งหนึ่งบอกว่า เศรษฐกิจของประเทศตีลังกาแล้ว เขาให้ตัวเลขติดลบ มิใช่บวกสูงๆอย่างที่รัฐบาลบอกและภาวะเช่นนี้เลวร้ายยิ่งกว่าปี พ.ศ. 2540 สิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากหลายแหล่งทำให้พิจารณาแยกแยะได้ว่า ภาวะเศรษฐกิจของไทยในวันนี้มิได้ดีขึ้นดังในสถิติของรัฐบาล การลดค่าใช้จ่ายของคนมาจากเงินน้อย การงานไม่มั่นคง วันใดที่วงล้อเศรษฐกิจช้ามากเกินไปหรือหยุดหมุน จักเป็นจุดล่มสลายของเศรษฐกิจมหภาคของไทยดังที่เคยเกือบจะเกิดขึ้นในญี่ปุ่นมาแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นต้องเลือกใช้นโยบายกระตุ้นให้คนใช้เงินซื้อข้าวของด้วยการแจกเงินให้คนแก่โดยไม่ต้องทำงานแลกเลย มันช่วยพยุงวงล้อเศรษฐกิจให้หมุนต่อไป แม้จะไม่เร็วนัก แต่ประคองไว้จนกระทั่งมันวิ่งเข้าสู่จุดเหมาะสมในท้ายที่สุด เราต้องไม่ลืมว่าคนญี่ปุ่นได้รับการสั่งสอนให้ขยัน ประหยัด อดออมเงินเก่ง ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำช่วงนั้นคนญี่ปุ่นเก็บออมเงินเป็นหลักเพราะขาดความมั่นคงในการงาน การค้าขายระหว่างประเทศตกต่ำหนัก บัณฑิตตกงานสูง การจับจ่ายใช้สอยลดระดับถึงจุดอันตราย รัฐบาลจำต้องเลือกใช้วิธีนั้นเพื่อกระตุ้นวงล้อให้หมุนต่อไป เราจึงเห็นความสำคัญของวงล้อเศรษฐกิจได้ชัดขึ้น เมื่อนโยบายพอเพียงทั้งหมดไม่อาจช่วยปากท้องของชาวบ้านได้ อาจต้องมองจุดสมดุลย์ระหว่างความพอเพียงกับการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศอยู่รอดพ้นภาวะตกต่ำและประชาชนกินดีอยู่ดี มีเงินใช้สอยไม่ขาดมือ มันจึงเป็นความสุขแท้จริงของประชากรและมาจากฝีมือบริหารเศรษฐกิจอันฉลาดทันสมัยของรัฐบาลเท่านั้น ข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการปล้นปั๊มน้ำมัน ร้านเซเว่นฯ ร้านทอง ชิงทรัพย์ของคนขับแท็กซี่ ลักทรัพย์ตามบ้านเรือน มีให้เห็นทุกวันและมากขึ้นในช่วงหลังการปฏิวัติ มันเป็นดัชนีฉบับชาวบ้านอย่างดีโดยไม่ต้องอาศัยหลักคำนวณใดๆ และยังเป็นดัชนีที่ใช้กันมาแต่โบราณแล้ว หากสังคมอยู่สงบ คนมีงานทำถ้วนหน้า เงินทองใช้สอยมีมากและทำงานหาง่าย โจรลักษณะต่างๆจะมีตัวเลขในขั้นปกติ มิใช่ถี่และกระจายตัวมากอย่างที่เห็นในหลายเดือนที่ผ่านมานับแต่มีการปฏิวัติ มันยังมองเห็นด้วยว่าโจรไม่กลัวคณะปฏิวัติหรือกฎหมายในมือของพวกเขา แต่กลัวอดอาหารหรืออดใช้ชีวิตสุขสบาย จึงมักง่ายใช้วิธีปล้น ชิง เงินทองของผู้อื่นอย่างสนุกมือ ร้านทองต้องติดลูกกรงขังตัวเองไว้จากโจรเพราะมิอาจรอคอยนโยบายปกป้องจากเจ้าหน้าที่หรือความเข้มแข็งของรัฐบาลได้ เนื่องจากรัฐบาลมุ่งเน้นทำลายล้างกลุ่มการเมืองที่อาจส่งผลร้ายต่อตนเองเท่านั้น ดัชนีอาชญากรรมที่ชาวบ้านสัมผัสรอบกายทุกวันบอกว่า ความจริงด้านเศรษฐกิจบ้านเมืองดีหรือตกต่ำมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับคำประกาศผลงานบริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะปฏิวัติตามหลักธรรมนูญไทยที่บอกกล่าวกันทุกวัน ชาวบ้านในอดีตใช้ดัชนีฉบับเก่าแก่นี้และบอกสืบทอดกันมา การปล้นร้านเซเว่นฯ ปั๊มน้ำมัน ร้านทอง ชิงทรัพย์ของคนขับแท็กซี่มีถี่มากแค่ไหน เป็นเครื่องวัดความเติบโตหรือตกต่ำแบบพื้นฐานได้ค่อนข้างแม่นยำว่า เงินในกระเป๋าจะน้อยลงหรือมากขึ้นในปีนี้ เศรษฐกิจบ้านเมืองดีหรือไม่ ขณะที่ตัวเลขรุ่งเรืองสูงจากรัฐบาลในระบอบเผด็จการ การฉวยโอกาสตอบโต้ทางเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจโดยอาศัยข้ออ้างเรื่องชาติกำเนิดของรัฐบาลทำให้การเจรจาแก้ไขไม่อาจเกิดขึ้นได้ ผลเสียหายทั้งหลายล้วนตกแก่ประชาชนทั่วไป ขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นกำจัดศัตรูการเมืองมิให้ลุกฟื้นมาเป็นภัยแก่ตนเท่านั้น ส่วนทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมีอำนาจเหนือผู้นำรัฐบาลไม่ให้ความสนใจกับปัญหาภาคใต้อย่างจริงจังทั้งที่เป็นทหารมาตลอดชีวิตและมีฝีมือดีคนหนึ่ง แต่กลับเน้นมีส่วนในการบริหารประเทศเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรรัฐวิสาหกิจให้มีนายทหารอาชีพเข้าบริหารในองค์กรเหล่านั้นเป็นหลัก รูปแบบเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของไทยมาแล้ว มันไม่เคยเปลี่ยนเจตนารมณ์ที่แฝงไว้เลย เชื่อได้ว่าผลลัพธ์จากการทำเช่นนี้จักไม่แตกต่างจากเวลาที่ผ่านมาเมื่อหลายสิบปีก่อนซึ่งทหารอาชีพและมีความรู้เยี่ยมด้านการใช้อาวุธปกป้องประเทศเป็นหลัก แต่กลับมาแสวงหาประโยชน์ในองค์กรทางการค้าของรัฐ แล้วส่งผลเสียหายด้านการพัฒนา การคอรัปชั่นอย่างไม่เกรงกลัว ที่ทำร้ายองค์กรเหล่านั้นในภายหลังซึ่งกลายเป็นภาระหนักของรัฐบาลจากการเลือกตั้งในเวลาต่อมา สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์การปฏิวัติและผลของมันซ้ำรอยเดิมหรือไม่ ต้องใช้เวลาเป็นหลักเท่านั้น สิ่งที่คนไทยทำได้ในภาวะเศรษฐกิจไม่มั่นคง คือ รักษางานและตำแหน่งของตนไว้ รอบคอบในการใช้จ่าย เก็บเงินออมให้มากที่สุด ผู้ใดที่เคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 มาแล้ว ย่อมเข้าใจซึ้งดีว่า เมื่อขาดงาน เงินออมน้อย ตนและครอบครัวจะอยู่ในสภาพน่าอนาถเพียงใด เวลานั้นองค์การกุศลต้องตั้งโรงทานแจกข้าวแก่คนตกงานและครอบครัวเพื่อประทังชีวิต บัณฑิตปริญญาโทต้องไปขับแท็กซี่เพื่อเลี้ยงครอบครัว ปัญหาที่เกิดในวันนั้นมาจากการบริหารที่ล้มเหลวและการไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล เพื่อความรอบคอบของคนไทยยุคนี้ควรใช้สติปัญญารับฟังข้อมูลจากรัฐบาลอย่างรอบคอบและรู้จักป้องกันตัวเองเป็นหลัก อย่าเน้นรอคอยความหวังจากรัฐบาล ดังคำที่คนโบราณสอนไว้ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
****************************** หลักประกันตัวในคดีอาญาหลักประกันตัว เขียนโดย ลีลา LAW
เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้นอันเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นตำรวจไปจนถึงศาลนั้น กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบของหน่วยงานต่างๆเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาได้ โดยมิต้องถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้คดีและมีสิทธิ์ร้องขอได้ในทุกระดับชั้นของกระบวนยุติธรรม ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว คือ ผู้ต้องหา จำเลย หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น ญาติพี่น้อง คู่สมรส เป็นต้น ผู้พิจารณาคำร้องขอดังกล่าว คือ 1. กรณีผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่และยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ให้ยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการ เช่น ยังอยู่ในการสอบสวนของตำรวจ ต้องยื่นแก่พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในคดีและจะมีระเบียบของหน่วยงานกำหนดขอบอำนาจหน้าที่ของนายตำรวจในการใช้ดุลพินิจไว้ หากมีการส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ อำนาจพิจารณาจักอยู่ที่พนักงานอัยการซึ่งดูแลคดีดังกล่าว 2. กรณีผู้ต้องหาถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ต้องยื่นที่ศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้น ระยะเวลาในการปล่อยชั่วคราว สำหรับกรณีในชั้นตำรวจหรืออัยการ มีผลใช้ได้ระหว่างการสอบสวนหรือจนกว่าผู้ต้องหาถูกศาลสั่งขังระหว่างสอบสวน หรือ จนถึงศาลประทับฟ้อง แต่มิให้เกิน 3 เดือนนับแต่วันแรกที่มีการปล่อยชั่วคราว แต่อาจยืดเวลาได้เกินกว่านั้น แต่มิให้เกิน 6 เดือน ในกรณีมีเหตุจำเป็นที่การสอบสวนไม่อาจเสร็จภายในกำหนด 3 เดือนได้ ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะทั้งของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ส่วนกรณีอยู่ในอำนาจของศาล จักเป็นไปตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญากำหนดไว้ จำนวนวงเงินประกันในแต่ละหน่วยงานโดยสังเขปดังนี้ 1. กรณีของตำรวจหรือพนักงานอัยการ จะมีระเบียบภายในกำหนดรายละเอียดลักษณะคดี หลักประกันที่พึงใช้ วงเงินแต่ละประเภทคดีไว้ เพื่อใช้ประกอบดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ 2. กรณีของศาลซึ่งมีข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยกาารปล่อยชั่วคราวในคดีอาญา พ.ศ. 2548 กำหนดแบ่งประเภทคดีหรือวงเงินประกัน ดังตัวอย่าง เช่น ความผิดลหุโทษหรือมีโทษปรับสถานเดียว ให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกัน หากมีเหตุจำเป็นต้องมีประกันก็ให้กำหนดวงเงินไม่เกินกึ่งหนึ่งของอัตราโทษปรับขั้นสูงสำหรับความผิดนั้น คดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี อาจปล่อยตัวโดยไม่ต้องมีประกันก็ได้ หากมีเหตุจำเป็นต้องมีประกันให้กำหนดวงเงินไม่เกิน 100000 บาท เว้นแต่มีเหตุสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น ก็ต้องระบุเหตุนั้นให้ชัดเจน คดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 5 ปี อาจปล่อยชั่วคราวโดยต้องมีประกัน แต่ไม่ต้องมีหลักประกันก็ได้ ส่วนวงเงินประกันต้องไม่สูงเกินควรแก่กรณี กรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 3 ปี ไม่ว่าจะเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม ให้ศาลใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้โดยมีประกันและหลักประกัน แต่วงเงินประกันไม่ควรสูงเกินกว่า 100,000 บาท กรณีที่ถูกลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 3 ปี และศาลเห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้โดยมีประกันและหลักประกัน หากศาลเห็นสมควรกำหนดวงเงินประกันให้สูงขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ ก็ให้กำหนดวงเงินประกันเพิ่มขึ้นได้ แต่ไม่ควรเพิ่มเกินกึ่งหนึ่ง หากผู้ขอประกันเป็นญาติพี่น้องหรือมีความเกี่ยวพันโดยทางสมรสใช้เงินสด หลักทรัพย์มีค่าที่มีมูลค่าแน่นอนและสะดวกแก่การบังคับคดีเป็นหลักประกัน ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยให้ผู้ขอประกันวางเงินสดหรือหลักทรัพย์นั้นเพียงจำนวนร้อยละ 20 จากจำนวนวงเงินประกันที่ศาลกำหนดก็ได้ ส่วนกรณีความผิดที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยกระทำด้วยความจำใจหรือด้วยความยากจน ศาลจะกำหนดวงเงินให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติก็ได้ กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นหญิงมีครรภ์หรือมีบุตรอายุไม่เกิน 3 ปีอยู่ในความดูแลหรือเป็นผู้เจ็บป่วยซึ่งถ้าต้องขังจะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ หรือเป็นผู้พิการหรือสูงอายุ ซึ่งโดยสภาพร่างกายหรือจิตใจอาจเกิดความทุกข์ยากลำบากเกินกว่าปกติในระหว่างต้องขัง ให้ศาลใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกันหรือกำหนดวงเงินประกันให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นเด็กหรือเยาวชน ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนใช้ดุลพินิจกำหนดวงเงินประกันตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ต้องไม่สูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ ประเภทของหลักประกันซึ่งนำไปใช้ได้ทั้งที่ศาลหรือตำรวจหรืออัยการ ได้แก่ 1. โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และหนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดิน และต้องไม่มีภาระผูกพันอันกระทบต่อการบังคับคดีด้วย 2. หลักทรัพย์มีค่าอย่างอื่น เช่น พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน ใบรับฝากประจำของธนาคาร เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรองซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ในวันทำสัญญาประกัน เมื่อทำสัญญาประกันแล้ว ศาลจะมีหนังสือแจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดินหรือธนาคารโดยทันที และเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดต้องรีบแจ้งยกเลิกอายัดโดยเร็วเช่นกัน 3. การใช้บุคคลเป็นประกัน ซึ่งต้องมีลักษณะโดยสังเขปดังนี้ 3.1 เป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือมีรายได้แน่นอน เช่น ข้าราชการ ทนายความ เป็นต้น 3.2 ต้องเป็นผู้มีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหาหรือจำเลย เช่น บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง เป็นต้น กรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นพนักงานหรือผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ เภสัชกร วิศวกร สถาปนิก ทนายความ ผู้สอบบัญชี ครู สื่อมวลชน เป็นต้น และถูกกล่าวว่ากระทำความผิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติงานในการประกอบวิชาชีพนั้น ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยทำสัญญาประกันตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 15 เท่าของอัตราเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน กรณีศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อาจเลือกทำข้อใดข้อหนึ่งได้คือ 1. ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ หากมีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเช่นเดียวกัน คำสั่งศาลอุทธรณ์จักถือเป็นที่สุด มิอาจยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดได้ แต่กฎหมายไม่ตัดสิทธิในการยื่นคำร้องใหม่ 2. ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวใหม่ กรณีผิดสัญญาประกัน 1. ชั้นตำรวจหรือพนักงานอัยการ มีสิทธิริบเงินประกันตามสัญญาได้ทันที โดยมีระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานกำหนดขั้นตอนไว้ 2. ชั้นศาล สั่งบังคับตามสัญญาประกัน โดยมิต้องฟ้องอีกครั้ง แต่ให้อำนาจอุทธรณ์ได้ โดยคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวเป็นการบอกเล่าให้เข้าใจอย่างง่ายๆ และขอย้ำว่าการสั่งปล่อยชั่วคราวในแต่ละคดีนั้น กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องปล่อยทุกกรณี แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจจะเห็นสมควร
********************** นักล่าแต้มศูนย์ 2.2บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
เฉพาะอ่านออนไลน์
นักล่าแต้มศูนย์ 2.2
ตอนเช้าเจ้าหน้าที่ราชการสามคนเดินทางมาที่บ้านสุกลโจวเพื่อรายงานความคืบหน้าในการค้นหาโจรปล้นสุสานบรรพชนของโจวฟู่ฉาย หลังจากพูดคุยกับเจ้าของบ้านสักพักใหญ่จึงอำลากลับไป อาจารย์เฒ่านั่งใช้ความคิดตามลำพังในห้องหนังสือ ขณะที่แม่นมปานเดินเข้ามาหาเขา “มีอะไร ปาน” ท่านโจวถามโดยไม่หันมองผู้เข้ามาเลย “อาจารย์ชฎาพรกับหลานสาวขอเข้าเยี่ยมท่าน” “พวกเขาเป็นใคร?” อาจารย์เฒ่าขมวดคิ้วสงสัย “ญาติของคุณเจนวิทย์ !” ดวงตาของโจวฟู่ฉายเจิดจ้าขึ้น เมื่อได้ยินชื่อนักธุรกิจไทยซึ่งคุ้นเคยกันดี “นี่คงเป็นลิขิตที่ท่านชุนฟงต้องการบอกฉันสินะ” “ลิขิตอะไรคะ?” แม่นมปานมีสีหน้างง เจ้าของบ้านโจวหันมองอีกฝ่าย พลางถามว่า “ลูกสาวของเจนวิทย์มาด้วยหรือเปล่า?” “มีเด็กสาวคนหนึ่งที่เธอบอกว่า เป็นหลานสาว อาจจะเป็นคนที่ท่านถามล่ะมัง” “พาพวกเขามาพบฉันได้........” ท่านโจวบอก พลันนึกบางอย่างได้ “........เทียนฟงล่ะ?” “เขาออกไปคุมคนงานซ่อมสุสานตั้งแต่เช้าและบอกจะรอหลวงจีนทำพิธีเสร็จก่อน” อาจารย์เฒ่าพยักหน้ารับรู้ แม่นมปานจึงเดินออกไปจากห้องนั้น “ผู้ครอบครองลูกประคำหยกเม็ดที่หนึ่งร้อย ปรากฏตัวต่อหน้าฉันแล้วสินะ” โจวฟู่ฉายยิ้มเป็นนัย แววตามีความหวังบางอย่างซ่อนอยู่
โปรดติดตามตอน 2.3 เพราะเนื้อที่แต่ละบล็อกไม่พอบรรจุเนื้อหาพร้อมกัน สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย |
|
|