Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    7/23/2008

    ข้อสังเกตของนายกฯและคนไทย

    กฎหมายเขย่ง

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติของคณะบุคคลในองค์กรหนึ่งสร้างความสนใจแก่คนไทยเพราะพวกเขารับการแต่งตั้งมาจากคำสั่งคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจปกครองประเทศจากคนไทยเมื่อหนึ่งปีก่อน แต่มิได้ยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับขององค์กรดังกล่าวด้วย เพียงแค่ยกเว้นมาตราที่ให้เลือกสรรหาบุคคลเป็นการแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติ ส่วนมาตราที่เหลือให้คงไว้ดังเดิม ทั้งที่ควรยกเว้นขั้นตอนการแต่งตั้งทั้งหมดเนื่องจากต้องมีพระราชอำนาจขององค์พระประมุขเกี่ยวข้องด้วยซึ่งถือเป็นการแต่งตั้งอันชอบด้วยกฎหมายฉบับดังกล่าว จึงเกิดปัญหาเรื่องการแต่งตั้งไม่สมบูรณ์อันส่งผลต่อการใช้อำนาจที่ผ่านมาเพราะคุณสมบัติขององค์คณะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เปรียบคล้ายกับการใช้อำนาจหลอกหลอนคนไม่ได้ ถ้ายังไม่เป็นผีหรือยังไม่ตายเสียก่อนเนื่องจากผีเท่านั้นที่หลอนคนได้

    โดยทั่วไปเมื่อคณะปฏิวัติขึ้นครองอำนาจเหนือประเทศและประชากร จักต้องยกเลิกกฎหมายที่ให้โทษแก่ตนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าการปฏิวัติยึดอำนาจของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญถือเป็นความผิดฐานก่อกบฏ จึงต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญเพื่อร่างกฎใหม่ตามแนวคิดของตนเป็นเรื่องแรก จากนั้นจึงยกเลิกกฎหมายรองอื่นๆที่เห็นควรต่อไป แล้วใช้คำสั่งคณะปฏิวัติแทนกฎหมายที่ยกเลิกไปก่อนจนกว่าจะร่างใหม่เสร็จสิ้น ดังนั้น คำสั่งคณะปฏิวัติถือเป็นกฎหมายและมักได้รับการรับรองความถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสมอ คณะบริหารองค์กรที่รับการแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติจึงถือเป็นความชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายขององค์กรนั้นถ้ายังมิได้ยกเลิกมันด้วย

    ข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติขององค์คณะหนึ่งมีการกล่าวอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามขั้นตอนอย่างสมบูรณ์ตามที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดไว้ เนื่องจากคณะปฏิวัติยกเว้นบางมาตราเพื่อนำคำสั่งคณะปฏิวัติไปใช้แทน แล้วให้ใช้มาตราที่เหลือดังเดิมและมิได้ยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับ โดยเฉพาะคำสั่งคณะปฏิวัติมิได้ยกเว้นการใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งบุคคลนั้นด้วย จึงเกิดกฎหมายเขย่งระหว่างกฎหมายเดิมที่มีผลใช้บังคับกับคำสั่งแต่งตั้งบุคคลจากคณะปฏิวัติ กฎหมายขององค์กรนั้นกำหนดให้ผู้บริหารต้องมาจากการเลือกสรรแล้วนำชื่อเข้าสู่วุฒิสภาเพื่อการรับรอง จากนั้นนำไปรับการโปรดเกล้าฯจากองค์พระประมุข จึงถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการแต่งตั้ง แล้วยังกำหนดวาระบริหารองค์กรไว้ว่าไม่เกิน 9 ปี นับแต่วันโปรดเกล้าฯ เมื่อเกิดการปฏิวัติในประเทศไทย คณะปฏิวัติมิได้ยกเลิกกฎหมายขององค์กรนั้นทั้งฉบับ แต่ทำเพียงยกเว้นการสรรหาบุคคลไปเป็นการแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติ และไม่ต้องมีคำรับรองจากวุฒิสภา โดยมิได้ยกเว้นมาตราที่กำหนดให้ส่งรายชื่อเข้าโปรดเกล้าฯจากองค์พระประมุขด้วย นั่นหมายความว่ามาตราดังกล่าวยังใช้บังคับอยู่ แม้การแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติจะใช้ได้โดยชอบตามคำสั่งคณะปฏิวัติ แต่ยังต้องได้รับการโปรดเกล้าฯด้วยตามข้อกฎหมายที่มิได้ถูกยกเว้น จึงถือว่า การแต่งตั้งคณะบุคคลยังทำไม่ครบกระบวนการตามกฎหมาย

    เมื่อคณะปฏิวัติมิได้ยกเลิกกฎหมายฉบับนั้น เนื้อหาที่ไม่ได้ถูกยกเว้นหรือเปลี่ยนแปลงจึงมีผลใช้บังคับได้ อันเป็นไปตามหลักตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ ข้อสังเกตจากฝ่ายบริหารจึงสร้างความน่าสนใจว่าคุณสมบัติของคณะบุคคลในองค์กรบกพร่องตั้งแต่แรกเพราะมิได้ยกเว้นกระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดในกฎหมาย ทำให้พระราชอำนาจโปรดเกล้าฯยังคงใช้บังคับได้และเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตั้งคณะบุคคลดังกล่าวที่ประพฤติสืบทอดกันมานานแล้วด้วย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งเรื่องการแต่งตั้งบุคคลจากคณะปฏิวัติเพราะเป็นที่ยอมรับจากรัฐธรรมนูญซึ่งรับรองสิ่งที่คณะปฏิวัติกระทำไปทุกประการว่าชอบด้วยกฎหมาย นั่นหมายความว่า การแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติเป็นสิ่งที่กระทำได้เพราะมีคำสั่งคณะปฏิวัติยกเว้นการใช้มาตราดังกล่าวไว้ แต่ทักท้วงเรื่องกระบวนการที่ขาดไป คือ บุคคลเหล่านั้นมิได้รับการโปรดเกล้าฯจากองค์พระประมุขซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายและมิได้ยกเว้นการใช้พระราชอำนาจนี้ เมื่อมิได้ทำขั้นตอนนี้ ย่อมถือว่า คุณสมบัติของคณะบุคคลบกพร่อง อันส่งผลถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วย นอกจากนั้น ยังเกิดปัญหาคาใจต่อมา คือ การนับวาระดำรงตำแหน่งตามกฎหมายซึ่งเป็นมาตราที่มิได้รับการยกเว้นในขณะปฏิวัติโดยเขียนไว้ว่า 9 ปี นับแต่วันโปรดเกล้าฯ แต่คณะบุคคลดังกล่าวมิได้รับการโปรดเกล้าฯตามข้อเท็จจริง หากไปนับตามวันแต่งตั้งของคณะปฏิวัติ ย่อมขัดต่อข้อกฎหมายอย่างชัดเจน มันส่งผลให้คณะบุคคลดังกล่าวไม่มีวาระสิ้นสุด เพราะมองไม่เห็นวันโปรดเกล้าฯ จึงต้องรอให้ลาออกโดยสมัครใจหรือถึงแก่มรณะกรรมขณะอยู่ในตำแหน่งเท่านั้นซึ่งเป็นไปตามหลักทั่วไป

    บางฝ่ายอาจโต้แย้งว่า การโปรดเกล้าฯเป็นพิธีการ  และ คำสั่งของคณะปฏิวัติย่อมมีศักดิ์สูงสุดในเวลานั้น แต่คณะปฏิวัติประกาศยกเว้นบางมาตราในกฎหมายแสดงว่า ต้องการให้กฎหมายฉบับนั้นใช้บังคับในประเทศไทยได้ โดยไม่แตะต้องมาตราที่บังคับให้ต้องรับการโปรดเกล้าฯด้วยซึ่งเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าขั้นตอนดังกล่าวยังใช้บังคับต่อไป การโปรดเกล้าฯจึงมิใช่แค่พิธีการเท่านั้น แต่เป็นข้อบังคับในกฎหมายซึ่งทุกฝ่ายต้องกระทำตามอย่างเคร่งครัดเพราะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งในหน้าที่เนื่องจากคณะปฏิวัติเป็นผู้เลือกให้กฎหมายและพระราชอำนาจคงอยู่โดยสมัครใจ เมื่อยกเว้นมาตราเกี่ยวกับการสรรหาบุคคลไปเป็นการแต่งตั้งเท่านั้น จึงมีผลรับรองโดยกฎหมายแค่การแต่งตั้ง แต่ต้องดำเนินกระบวนการแต่งตั้งที่เหลือในมาตราอื่นด้วย จักถือว่ามีคุณสมบัติสมบูรณ์และใช้อำนาจของกฎหมายนั้นได้ มิฉะนั้น ถือว่าเป็นคณะบุคคลเถื่อน ไร้สถานภาพทางกฎหมายและสังคม ข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำที่บกพร่องของคณะปฏิวัติซึ่งควรยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับ แล้วเขียนร่างขึ้นมาใหม่ตามระเบียบที่ตนต้องการ แล้วยังขาดความรอบคอบในการประกาศยกเว้นบางมาตราที่ไม่ครบถ้วนกระบวนการด้วย ทำให้เกิดข้อโต้แย้งในวันนี้ว่าคณะบุคคลนี้ได้รับการแต่งตั้งโดยชอบ แต่พระราชอำนาจที่กฎหมายรับรองไว้ควรอยู่ต่ำกว่าคำสั่งคณะปฏิวัติที่บกพร่องหรือไม่ ถ้าตีความตามอักษรในกฎหมายฉบับดังกล่าว ก็เห็นคำตอบได้ไม่ยาก นอกจากพยายามตีความไปในทางลดพระราชอำนาจที่กฎหมายรับรองลงเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของคณะปฏิวัติที่สร้างอาการเขย่งให้กับกฎหมายฉบับนี้ไว้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ คณะบุคคลที่รับการแต่งตั้งไม่สมบูรณ์ทั้งที่ปลึ้มใจกับงานนี้เพราะการทำงานบกพร่องของเจ้านายเก่า

     

    ***********************

    7/22/2008

    ทั้งขึ้นทั้งล่อง

                คำว่า  ทั้งขึ้นทั้งล่อง  หมายถึง  ทั้งสองทางหรือมีความเกี่ยวข้องอย่างหนีไม่พ้นเลย

     

                ความหมาย  คือ  เหตุที่เกิดหรือผลลัพธ์มีความเกี่ยวพันหรือส่งผลกระทบถึงกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  เช่น  ผู้มีอำนาจจะโยนทุกข้อกล่าวหาให้ศัตรูของเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ จริงหรือเท็จ ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับไปทั้งขึ้นทั้งล่องโดยไม่อาจต่อสู้และต้องรับชะตากรรมในมือของผู้มีอำนาจซึ่งต้องการกำจัดตนไปจากแผ่นดินนี้  เป็นต้น

     

     

    ***************************

    7/20/2008

    จิตอคติกับอำนาจ

    จิตอคติ กับ ผู้ตัดสินคดี

     

    เขียนโดย  แก้วมณี

     

    ข่าวเมื่อหลายวันก่อนที่เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของผู้มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินข้อพิพาทท่านหนึ่งซึ่งเอ่ยพาดพิงถึงนักการเมืองที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชิงว่าเป็นผู้ร้าย พฤติกรรมเลวทราม เป็นโจร เกินกว่าจะทำเรื่องนั้นได้ เชื่อว่า ต้องสร้างความหวาดหวั่นใจแก่คนทั่วไป เนื่องจาก การเป็นกรรมการหรือผู้ตัดสินคดีความต่างๆต้องมีคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือ การปราศจากอคติและยึดถือความเป็นกลางเคร่งครัด การสันนิษฐานว่าทุกคนบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ความผิดแจ้งชัด อีกด้านหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีของบุคคลนี้ คือ การประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า มีอคติต่อบุคคลในข้อพิพาทซึ่งตนอยู่ในองค์คณะชี้ขาดด้วย จะทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นคำตอบในคดีที่เขารับผิดชอบได้ไม่ยากนัก

    จิตอคติเกิดขึ้นจากการปักใจเชื่อมั่นที่บุคคลหนึ่งมีต่ออีกบุคคลหนึ่งหรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างแน่วแน่ โดยมีการแสดงออกต่อสาธารณชนหรือต่องานในหน้าที่ บางครั้งจะยึดถือตัวตนเป็นคนดีที่สุดในโลกแล้วประเมินคนที่เข้ามาอยู่กระบวนการหรืออำนาจของตนว่า ชั่วช้าเลวทรามที่สุด เช่น กรรมการตัดสินข้อพิพาทในสนามกีฬา จักเข้าข้างฝ่ายที่ตนชอบหรือเชียร์อยู่ ผู้ตัดสินคดีจะเอนเอียงไปช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยใช้กฎหมายหรือระเบียบเป็นเครื่องมือเพราะความเชื่อส่วนตัว เจ้านายชอบลูกน้องช่างประจบ ย่อมให้รางวัลแก่เขาเป็นพิเศษโดยไม่ดูผลงานหรือความซื่อสัตย์ เป็นต้น คนมีจิตอคติจักควบคุมสติหรืออารมณ์ส่วนตัวไม่ได้เลย จึงแสดงออกทางวาจาหรือความประพฤติผ่านตำแหน่งหน้าที่ สุดท้ายจะส่งผลกระทบกับคนภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในวงการตัดสินข้อพิพาทจึงมักได้รับการสอนสืบทอดกันมาแต่โบราณว่า ต้องกำจัดจิตอคติก่อนพิจารณาข้อเท็จจริงหรือหลักฐาน จึงให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความได้

    ถ้าลองคิดสมมติว่าคนไทยคนหนึ่งต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีซึ่งผู้ตัดสินคนหนึ่งหรือหลายคนมีจิตอคติเชื่อว่า เขาเป็นคนเลวทรามที่สุดในโลก มุมมองตั้งแต่แรกอาจปิดกั้นการรับรู้เหตุผลที่ถูกนำเสนอเบื้องหน้าด้วยความเอนเอียงไปทางความเชื่อส่วนตัว ทั้งที่รู้กันดีว่า คนชั่วอาจทำความผิดหนึ่ง แต่อาจไม่ได้ทำอีกหนึ่งความผิดก็ได้ แต่กลับถูกเหมาแต่แรกว่าทำความผิดเบื้องหน้าทันทีเพียงเพราะความเชื่ออย่างมีอคติของผู้ตัดสิน ความยุติธรรมจึงไม่อาจเกิดขึ้นในการพิจารณาได้ ในกระบวนพิจารณาคดีทั่วไปบัญญัติให้สิทธิ์คัดค้านคนตัดสินได้ แต่มีเงื่อนไขจำกัด เช่น มีความพัวพันใกล้ชิดกับคู่ความ มีส่วนได้เสียกับคดี เป็นญาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น ทั้งนี้ไม่มีการคัดค้านเพราะผู้ตัดสินมีจิตอคติต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเนื่องจากพิสูจน์ยากว่าเขามีสภาพจิตเช่นนั้น นอกจากนั้น ผู้ตัดสินส่วนใหญ่มักเก็บซ่อนจิตอคติไว้อย่างแนบเนียน เมื่อเขาควบคุมความเอนเอียงทางจิตไม่ได้ขณะพิจารณาความ จักส่งผลต่อการตัดสินของเขาที่ไม่มีวันให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใดได้ เขาจักไม่ยอมรับว่าตนหมดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้ให้ความยุติธรรมตามหน้าที่อันทรงเกียรติ

    จรรยาบรรณบางข้อของผู้ตัดสินเป็นเพียงนามธรรมที่ใช้ควบคุมพวกเขาไว้เพราะหน้าที่ แต่ต้องไม่ลืมว่าพวกเขามีเลือดเนื้อ จิตใจ ย่อมมีความรัก โลภ โกรธ หลง  เยี่ยงเดียวกับมนุษย์ เพียงแต่ความรู้และการอบรมในหน้าที่จำเพาะช่วยให้พวกเขาแยกแยะหรือควบคุมกิเลสเหล่านั้นได้ดีกว่าคนธรรมดา หลายคนย่อมหลงพลาดกับอารมณ์เหล่านี้กันได้ ถ้ามันเกิดขึ้นในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับคนหนึ่ง ย่อมส่งผลทำลายอนาคตของเขาไปด้วยจิตอคติส่วนตัวแล้วใช้อำนาจหน้าที่ตามความเชื่อที่มีอคติแฝงอยู่เกินขอบเขต ถ้าทุกคนยอมรับจิตอคติของตนได้ ก็น่าจะสละอำนาจตัดสินความที่ต้องกระทำต่อบุคคลที่ตนมีจิตอคติด้วย อย่างน้อยก็เป็นการให้เกียรติต่อตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรตินี้และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้นั้น แต่การยอมรับจิตอคติต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางสังคมของตัวเอง จึงไม่เคยมีผู้ใดยอมรับจิตอคติด้วยความเห็นแก่ตัว ทำให้ผู้รับการตัดสินจากบุคคลเหล่านี้ต้องรับเคราะห์ซ้ำซ้อน นอกเหนือจากบทกฎหมายแล้ว ยังต้องเผชิญกับจิตอคติของผู้ตัดสินด้วย จึงกลายเป็นคนน่าเห็นใจที่ต่อสู้อย่างไร้หนทางชนะหรือยากต่อการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จากความเชื่ออย่างมีอคติของผู้ตัดสินซึ่งมีอำนาจสูงสุดที่ทุกคนถูกบังคับให้ต้องยอมรับโดยกฎหมาย

    คนที่อยู่ในตำแหน่งตัดสินชีวิตหรืออนาคตของผู้อื่นจึงควรรักษาจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด มิใช่ปล่อยให้อารมณ์ ความเชื่อส่วนตัว มีผลต่อหน้าที่อันทรงเกียรติและความยุติธรรมที่คู่ความพึงได้รับจากที่พึ่งสุดท้ายตามความเชื่อของคนทั่วไป การแสดงความเห็น ความประพฤติ ถ้อยวาจา ของหนึ่งในองค์คณะของการตัดสินข้อพิพาทในที่สาธารณะเป็นการบอกเจตนาของตนต่อคู่กรณีและประชาชนว่า จิตอคติเกิดขึ้นแล้วในบุคคลนั้น ย่อมจะหาความเป็นธรรมไม่ได้จากเขา เมื่อที่พึ่งสุดท้ายเริ่มเอนเอียงและถูกกิเลสครอบงำไว้ จึงไม่มีความหวังใดจะร้องหาความยุติธรรมในแผ่นดินนี้ได้เลย เมื่อกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คำตัดสินของเขาย่อมเป็นไปตามจิตอคติเพราะเขายังเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและกิเลส อีกทั้งยังหมดสภาพในการควบคุมกิเลสในใจแล้ว ถ้าเมืองไทยมีผู้ใหญ่ลักษณะเช่นนี้มากๆ แทบจะมองไม่เห็นอนาคตสดใสของคนไทยได้เลย เพราะจักสร้างความวุ่นวายหนักขึ้นแก่ทุกวงการด้วยอำนาจและจิตอคติของเขาเอง โดยเฉพาะการใช้อำนาจสนองกิเลสความเชื่อที่หมกมุ่นกับอคติด้วยการฆ่าแพะให้ทุกคนกลัวอำนาจของตน อันเป็นตัวอย่างของคนคลั่งอำนาจที่เกิดขึ้นในวิชาชีพใดก็ได้ งานชี้เป็นชี้ตายชีวิตและอนาคตของผู้อื่นมิใช่ข้อยกเว้นว่าจะไม่ต้องพบพานคนมีจิตอคติอยู่ในองค์คณะตัดสินชี้ขาด ดังสัจธรรมที่ว่า โลกใบนี้ต้องมีทั้งคนดีคนชั่วอยู่ร่วมกัน แต่คนดีต้องมีมากกว่าและควบคุมคนชั่วได้ ทั้งนี้ มิใช่การถือตนอย่างหลงใหลและป่าวประกาศว่าเป็นคนดีเพียงคนเดียวในสังคมโลก แล้วบอกกับสาธารณชนว่า ทุกคนคือคนชั่วที่ต้องอยู่ในความควบคุมและตัดสินของเขา เพราะความจริงแล้วเขานั่นแหละคือ คนชั่วที่สุดในแผ่นดิน

     

    *****************************

    7/14/2008

    ข้อหลงลืมของเจ้าของรถใช้ก๊าซมือใหม่

              พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 36 กำหนดให้เจ้าของรถที่เปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นก๊าซ ต้องนำรถไปตรวจสอบและดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในทะเบียนใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันผ่านการตรวจและทดสอบรถ หากไม่กระทำจะต้องมีโทษปรับไม่เกิน 1000 บาท

     

     

                อธิบายเพิ่มเติม

     

                ระยะนี้มีการดัดแปลงสภาพรถซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถต้องนำรถไปตรวจสภาพและแจ้งเปลี่ยนส่วนประกอบของรถที่เปลี่ยนไป เช่น ชนิดของเชื้อเพลิง สีรถ เป็นต้น ด้วยราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทำให้เจ้าของรถบางคนไปติดตั้งถังแก๊ส แต่ไม่ทราบว่าการดัดแปลงใช้เชื้อเพลิงที่ต่างไปจากเดิม คือ น้ำมันไปเป็นก๊าซ จักต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมการขนส่งทางบกด้วย ดังนั้น หลังจากทำการติดตั้งระบบก๊าซแล้ว จะต้องไปดำเนินการแจ้งเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงด้วย โดยนำรถไปตรวจสภาพและทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานของราชการ(สถานติดตั้งบางแห่งจะมีใบรับรองมาตราฐานให้กับเจ้าของรถแล้วก็นำใบนั้นไปด้วย) สมุดทะเบียนรถ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารติดตั้งก๊าซที่อู่ให้ท่านไว้ แล้วต้องจ่ายค่าดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อมูล 105 บาท หวังว่าผู้ที่ดัดแปลงรถจะรีบไปทำให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยเพื่อใช้รถปลอดภัยขึ้น

     

    **********************

    7/10/2008

    คดีสิ้นสุดเมื่อใด ?

    คดีสิ้นสุดเมื่อใด ?

     

    เขียนโดย  ลูกแก้ว

     

    คดีปราสาทพระวิหารเป็นข่าวดังมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่คำสัมภาษณ์จากนักวิชาการ นักวิจารณ์ นายทหาร นักการเมือง สร้างความสับสนแก่ประชาชนอย่างมากว่า ประเทศไทยยังเป็นเจ้าของปราสาทพันปีอยู่ หรือ ยังมีสิทธิ์ฟ้องทวงคืนสถานที่นั้นได้ อันเกิดจากการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนโดยจงใจหรือไม่รู้ข้อกฎหมายที่แท้จริง ทั้งนี้ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคู่ต่อสู้ทางการเมืองหรือหวังโค่นล้มรัฐบาลโดยไม่สุจริตใจ

    สิ่งที่หลายคนไม่เคยรับทราบมาก่อน คือ เมื่อมีคำพิพากษาของศาลแล้ว คดียังไม่สิ้นสุดจนกว่าจักพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ฎีกาหรือเป็นคำพิพากษาของศาลสูงสุดแล้ว มันเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายทั่วโลกซึ่งทุกประเทศยอมรับกัน กฎหมายไทยนำหลักดังกล่าวมาใช้บังคับในประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้น คดีความจักสิ้นสุดด้วยเหตุผลตามกฎหมาย คือ พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกาไปแล้ว เช่น ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว คู่ความมีเวลาในการอุทธรณ์โต้แย้งไม่เกิน 1 เดือน ถ้าพ้นเวลาดังกล่าวแล้ว ถือว่า ต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและคดีเป็นอันสิ้นสุด คู่ความฝ่ายใดไม่อาจโต้แย้งได้อีกต่อไป เป็นต้น นอกจากนั้นเงื่อนไขของการอุทธรณ์ฎีกาอาจเป็นเหตุทำให้คู่ความมิอาจใช้สิทธิ์ของตนได้ทำให้คดีต้องสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ฎีกาด้วย

    คำพิพากษาของศาลสูงสุดเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คดีต้องสิ้นสุด คู่ความทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามโดยมิอาจโต้แย้งได้อีก เช่น คดีพิพาทโต้แย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนกระทั่งถึงศาลฎีกา ไม่ว่าศาลฎีกาจะพิพากษาคดีอย่างไร คู่ความทุกฝ่ายจำเป็นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามโดยดี เพราะถือว่าคดีสิ้นสุดโดยสมบูรณ์ เป็นต้น กฎหมายอาจกำหนดให้คำพิพากษาในบางข้อพิพาทสิ้นสุดที่ศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ หากคดีความดำเนินไปถึงศาลดังกล่าวและมีคำพิพากษาแล้ว ไม่ว่าคู่ความจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามคำตัดสินนั้น

    หากพิจารณาทบทวนการดำเนินคดีปราสาทพระวิหารจนกระทั่งมีคำพิพากษาของศาลโลกว่า ประสาทพันปีนั้นเป็นของเขมร โดยให้เวลาขอทบทวนการพิจารณาคดีได้ภายใน 10 ปี ซึ่งเป็นระเบียบของศาลโลกที่คดีจะสิ้นสุดตามเวลาและไม่มีศาลชั้นสูงสุดให้ดำเนินคดีต่อไป ถ้าพ้นเวลาดังกล่าวโดยไม่มีฝ่ายใดใช้สิทธิร้องขอให้ทบทวนคดี ย่อมถือว่า คดีสิ้นสุดลงแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมรับคำตัดสินนั้น นอกจากนั้นเชื่อได้ว่าต้องมีเงื่อนไขในการใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดีที่สร้างความลำบากใจแก่รัฐบาลไทยในอดีต เนื่องจากตั้งแต่รัฐบาลของจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (ทนายความในศาลโลก) ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเปรม ท่านชวน หรือนายกฯในระบบเผด็จการอีกหลายท่าน ไม่มีท่านใดใช้สิทธิ์ทบทวนคดีนี้แม้แต่ท่านเดียว ทั้งที่หลายท่านมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองประเทศหรือเป็นที่เคารพรักของประชาชน มิใช่ว่าพวกท่านไม่รักชาติ แต่อาจมาจากเงื่อนไขในการใช้สิทธิ์ทบทวนคดีและพยานหลักฐานใหม่ที่อาจไม่มีน้ำหนักมากพอในการหักล้างความเห็นของศาลโลกก็ได้ อีกทั้งเพื่อความสงบของบ้านเมืองในอนาคต ทุกท่านจึงเลือกปล่อยให้เวลาล่วงเลยพ้นกำหนด 10 ปีไป ตามหลักกฎหมายสากลถือว่า คดีพิพาทนี้เป็นอันสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว

    ณ ปัจจุบันนี้บางท่านเสนอให้นำกองทหารบุกยึดปราสาทพันปีนี้กลับมาเป็นของไทยอีกครั้งตามประวัติศาสตร์ร้อยปีของไทย ข้อเสนอนี้ฟังดูสะใจดี แต่มิได้คำนึงถึงความเป็นประเทศร่วมโลกกับคนอื่นและไม่ต้องการยึดถือกฎหมายที่คนทั้งโลกเชื่อถืออยู่ มันจักทำให้ไทยกลายเป็นประเทศป่าเถื่อนและต้องถูกขับออกจากสมาคมโลกและอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงเพราะยึดถือประวัติศาสตร์ ทั้งที่เมื่อปีพ.ศ.2505 ไทยกับเขมรยอมรับจะใช้กฎหมายโลกยุติความขัดแย้งกันแล้ว เมื่อไทยไม่ชนะคดีก็พาลใช้กำลังแข็งขืนเอาชนะเพื่อนบ้าน ถ้าเวลานั้นผู้นำใช้กำลังทหารกระทำตามข้อเสนอนี้ บ้านเมืองไทยอาจไม่สงบร่มเย็นเหมือนปัจจุบันนี้ก็ได้ แต่อาจมีบรรยากาศคล้ายกับประเทศอิสราเอลและปาเลสไตน์

    ในอดีตกาลการก่อสงครามมีจุดประสงค์ 2 อย่าง คือ ต้องการดินแดนและทาสแรงงาน ในวันนี้สงครามขยายดินแดนเป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศใดคิดกันแล้ว แม้แต่ไทยก็ไม่เคยประสงค์อยากได้ผืนดินของผู้ใดอีก ส่วนทาสแรงงานนั้นไทยก็ไม่ได้ขาดแคลน แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็หลั่งไหลมาทำงานในไทยอย่างมากโดยสมัครใจ ดังนั้น สาเหตุในการก่อสงครามแย่งชิงสำหรับยุคไซเบอร์จึงไม่มีอีกต่อไป คดีปราสาทพระวิหารไม่มีการขอทบทวนภายในเวลาที่ศาลโลกกำหนดโดยวิจารณญาณของผู้นำบ้านเมืองในเวลานั้นซึ่งบางท่านมาจากการปฏิวัติที่มีอำนาจเต็มเปี่ยม บางท่านก็มีความรู้ด้านกฎหมายสูงล้ำ บางคนมีเกียรติภูมิเป็นที่เคารพของประชาชนอย่างสูง มันทำให้คดีโบราณนี้สิ้นสุดลงตามหลักกฎหมายไปแล้วว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรตามคำพิพากษาของศาลโลก ถ้าศึกษาตามประวัติศาสตร์สงครามไทยกับเขมรแล้ว ไทยทำสงครามยึดดินแดนเขมรด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นร้อยปีแล้วจนกระทั่ง ณ ปัจจุบันนี้ ไทยเลือกใช้หลักกฎหมายโลกแก้ไขความขัดแย้งเกี่ยวกับปราสาทพันปีนี้ก็ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลโลก ไม่ว่าจะพ่ายแพ้เพราะความอ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์หรือการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในศาลโลกก็ตาม คนไทยควรใช้สติปัญญาเลือกระหว่างความสงบสุขของบ้านเมืองหรือสงครามสนองตัณหาของบางกลุ่มโดยใช้ปราสาทพันปีเป็นเครื่องมือ นอกจากนั้นต้องไม่ลืมว่า การไม่เคารพคำตัดสินที่สิ้นสุดไปแล้วของศาลโลกและใช้สงครามแย่งชิงปราสาทแห่งนั้น ไทยอาจต้องถูกขับออกจากแผนที่โลกหรือองค์กรระหว่างประเทศในฐานะเป็นดินแดนป่าเถื่อน ไร้กฎหมาย การปล่อยให้คดีนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำและเป็นบทเรียนเตือนใจ แล้วพัฒนาบ้านเมืองตามอาณาเขตแดนในปัจจุบันให้เข้มแข็งและเจริญเติบโตเต็มที่ น่าจะเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่งสำหรับยุคไซเบอร์

    การประสานประโยชน์ในความเป็นประสาทพันปีของเขมรซึ่งมีเนื้อที่บางส่วนเกี่ยวพันกับไทยเพื่อให้คนไทยหาประโยชน์หรืออยู่อย่างสงบสุขร่วมกับชาวเขมร ควรเป็นเรื่องที่คนไทยรุ่นนี้พึงกระทำมากที่สุด การยุแยงให้ใช้กองทัพทหารไปต่อสู้แย่งชิงมันจากเพื่อนบ้านซึ่งศาลโลกตัดสินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขมรแล้วด้วยข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ แสดงว่าคนไทยกำลังเดินถอยหลังไปนับร้อยปี แทนที่จะมุ่งหน้าสู่อนาคตสดใสและอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชากรโลกทุกทวีป ความรักชาติเป็นเรื่องที่ดี แต่การคลั่งไคล้หลงใหลกับประวัติศาสตร์นับร้อยนับพันปีและอยากเรียกร้องหวนเวลาในอดีตกลับคืนมา ถือเป็นเรื่องน่ากลัวที่อาจทำลายประเทศให้แหลกสลายไปได้ คนไทยพึงใช้สติในการมองปัญหาอย่างลึกซึ้งและเป็นปัจจุบันกาล จักไม่ตกเป็นเครื่องมือสนองตัณหาของนักการเมืองบางกลุ่มในการแย่งชิงตำแหน่งผู้ปกครองบ้านเมืองหรือทำลายความมั่นคงของชาติ

     

    ************************

    7/3/2008

    เครื่องจับเท็จ

    เครื่องจับเท็จ

     

    เขียนโดย  มณีอักษร

     

    เราต้องเคยได้ยินหรือเห็นทางโทรทัศน์กรณีตำรวจให้คนร้ายเข้าเครื่องจับเท็จเพื่อพิสูจน์คำพูด หลายครั้งสามารถจับคนร้ายได้ อันที่จริงแล้วอุปกรณ์นี้มีที่มาน่าสนใจมาก คือ เมื่อปี ค.ศ. 1921 นายจอห์น  ลาร์สัน (John  Larson) มีความเชื่อว่า ปฏิกิริยาผันแปรของร่างกายมนุษย์จักบอกสิ่งผิดปกติอย่างหนึ่งได้ คือ การโกหก การพูดเท็จย่อมปรากฏให้เห็นได้ทางกายภาพที่ ความดันโลหิต จังหวะการเต้นและลมหายใจกระชั้นขึ้นขณะตอบคำถาม เขาจึงประดิษฐ์ เครื่องจับเท็จ (Polygraph Lie Detector) เครื่องแรกของโลก ต่อมานาย ลีโอนาร์ด คีเลอร์ (Leonard  Keeler) นักอาชญวิทยานำเครื่องดังกล่าวไปพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วจดทะเบียนสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1931 แล้วนำออกจำหน่ายในท้องตลาดด้วย

    แม้ศาลจะไม่ยอมรับผลจากเครื่องจับเท็จเป็นหลักฐานเพื่อลงโทษผู้ต้องหา แต่มันช่วยให้ตำรวจมองเห็นความผิดปกติของผู้กระทำผิดง่ายขึ้นและค้นหาหลักฐานอื่นมาประกอบให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดในเวลาต่อไปได้

     

    **************************