Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
7/29/2009 ข้อน่ารู้ของการถวายฎีกาถาม ประชาชนหรือนักการเมืองยื่นถวายฎีกาต่อกษัตริย์ได้หรือไม่ ? ตอบ รัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า หลักถวายฎีกาต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือจารีตประเพณี หากกฎหมายไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้หรือไม่ได้กล่าวถึง ก็ต้องพิจารณาจารีตประเพณีโบราณว่าเคยมีการทำได้หรือไม่ ถ้าไม่มีกฎหมายบอกไว้ และจารีตประเพณีกระทำกันได้ การถวายฎีกาจึงทำได้ ส่วนผู้ยื่นฎีกาต่อกษัตริย์ไทยนั้น ต้องเป็นประชาชนสัญชาติไทย นักการเมืองถือเป็นประชาชนสัญชาติไทยเช่นเดียวกัน ถาม การถวายฎีกามีหลักการขออะไรได้บ้าง ? ตอบ ตามจารีตประเพณีโบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันกษัตริย์ไทยทรงรับฎีกาจากประชาชนสืบทอดกันมาทั้งแบบวาจาหรือลายลักษณ์อักษร มักเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนทุกข์ยากสารพัดเรื่องที่ประชาชนเชื่อว่า กษัตริย์จักช่วยคลี่คลายปัญหาของพวกเขาได้ ความไม่เป็นธรรมของข้าราชการจากคำตัดสินของผู้บริหาร ส่วนการขออภัยโทษก็เป็นเหตุหนึ่งที่กำหนดไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งยอมให้นักโทษยื่นถวายฎีกาขอลดหย่อนผ่อนโทษได้ ทั้งนี้นักโทษนั้นต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ส่วนกรณีความผิดในกฎหมายอื่นจะเป็นการฎีกาตามจารีตประเพณี ทุกฎีกาทั้งตามกฎหมายหรือจารีตประเพณีล้วนขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยเท่านั้น ถาม ฎีกาเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเคยมีมาก่อนหรือไม่ ? ตอบ ประมาณปีพ.ศ. 2549 นักการเมือง นักวิชาการสูงวัย และราชนิกูลสูงอายุบางส่วนยื่นฎีกาให้ปลดอดีตนายกฯคนหนึ่งและแต่งตั้งนายกฯคนใหม่โดยให้กษัตริย์ใช้อำนาจในมาตรา 7 ของ รธน.ปีพ.ศ.2540 ด้วยเหตุไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ต่อมามีพระราชวินิจฉัยว่า ข้อเสนอในฎีกาฉบับนั้นเป็นการทำมั่ว ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่จะปลดนายกฯซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยไม่กระทำตามกติกาในรัฐธรรมนูญ ฎีกานั้นก็ตกไปและคนกลุ่มนั้นไม่กล้าแย้งหรือยันยันความเห็นของตนอีก จึงหันไปใช้วิธีการนอกระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกเขา อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ การฎีกาขอความเป็นธรรมของข้าราชการระดับสูง ก็เคยมีการยื่นมาแล้ว ประชาชนชาวแฟลตดินแดงยื่นฎีกาขอพระเมตตามิให้มีการทุบอาคารและเลือกใช้วิธีอื่นแก้ไขเพื่อลดความเดือดร้อนของชาวบ้าน ก็ทำมาแล้ว ทั้งสามฎีกานี้เป็นการยื่นโดยอาศัยจารีตประเพณีโบราณ เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบหรือหลักการเฉพาะไว้ ประชาชนจึงมีสิทธิยื่นถวายฎีกาเพื่อบอกเล่าความทุกข์เดือดร้อนได้ด้วยหวังความช่วยเหลือจากพระบิดาของปวงชนชาวไทย ถาม หลักกฎหมายเรื่องการยื่นฎีกาเพื่อแสวงหาความเป็นธรรมหรือขออภัยโทษให้นักการเมืองโดยประชาชนทำได้หรือไม่ ? ตอบ เราต้องแยกออกเป็นสองเรื่อง คือ การแสวงหาความเป็นธรรมเป็นการบอกเล่าความทุกข์ยากและอยุติธรรมในแผ่นดินโดยร้องขอความเป็นธรรมด้วยการถวายฎีกาต่อกษัตริย์ ซึ่งกระทำได้ตามหลักจารีตประเพณีโบราณ ส่วนการขออภัยโทษให้นักการเมืองนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าใช้สิทธิ์ตามกฎหมายใด หากนักการเมืองรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลวิธีพิจาราณาความอาญา ในทางตรงกันข้ามการรับโทษจากกฎหมายอื่นซึ่งมิได้บัญญัติเรื่องการยื่นฎีกาได้หรือไม่ ก็ต้องไปใช้หลักจารีตประเพณีโบราณ เนื่องจากประเทศไทยใช้หลักประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นพระประมุขปกครองประเทศทำให้การยื่นถวายฎีกาตามประเพณีโบราณยังรักษาสืบทอดมาต่อเนื่อง ถาม การขัดขวางมิให้ฎีกาไปอยู่ในพระราชวินิจฉัยกระทำได้หรือไม่ ? ตอบ ขั้นตอนการรับฎีกาเป็นระเบียบภายในของสำนักพระราชวัง บุคลากรที่ดูแลขั้นตอนต่างๆต้องมีจิตสำนึกในหน้าที่ของตน ประชาชนควรเชื่อมั่นในการทำงานของพวกเขาว่าจะซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ การปิดเรื่องกลบข่าว คือ ความไม่จงรักภักดี ถาม มีกำหนดเวลาทราบผลของฎีกาหรือไม่ ? ตอบ สิทธิยื่นถวายฎีกาเป็นของคนไทยในฐานะลูกหลานของพระบิดาแห่งปวงชนชาวไทย ส่วนพระราชวินิจฉัยในฎีกาเป็นอำนาจเฉพาะของกษัตริย์ ********************** 7/27/2009 ตีหลายหน้าตีหลายหน้า คือ การตลบตะแลง กลับกลอก หลอกลวง
ความหมาย
สำนวนนี้ใช้เรียกคนที่แสดงต่อหน้าอย่างหนึ่ง พออยู่ลับหลังกลายเป็นอีกคนหนึ่ง เรียกกันว่า คนชอบโกหกหลอกลวงผู้อื่น ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นเขาแสดงตนเป็นผู้ใหญ่น่านับถือ พูดจาเนิบช้า อ่อนหวาน ในที่สาธารณะ สอนให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว แต่เบื้องหลังเป็นคนวิปริตทางเพศกับเด็กหรือเพศเดียวกัน ชอบทุบตีทำร้ายสมาชิกในครอบครัว ทำชั่วเป็นอาจิณลับหลังคนอื่น คนประเภทนี้มีให้เห็นในสังคมมากเพราะชอบโกหกต่อสาธารณชน จึงควรหลีกห่างพวกเขาไว้เพื่อมิให้เป็นเสนียดแก่ตัวเองและห่างพ้นภัยร้ายจากเขา
************************** 7/24/2009 งาช้าง ชวนสยองงาช้าง กับ ความผิดสำเร็จ เขียนโดย ลูกแก้ว
รัฐบาลของผู้นำอภิสิทธิ์ยังไม่เคยไปตรวจเยี่ยมประชาชนในจังหวัดใดตั้งแต่เป็นผู้นำบ้านเมืองเนื่องจากพรรคของเขาไม่ได้เสียงข้างมากในการเป็นแกนนำตามหลักประชาธิปไตยสากล แต่เป็นการยัดเยียดโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลแอบแฝงและคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 เนื่องจากกลุ่มทหารซึ่งเป็นเสาหลักในการปฏิวัติไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศสืบทอดต่อไปได้ด้วยแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจทั้งห้าและสหประชาชาติที่ปฏิเสธการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตเกือบสองปีที่คณะปฏิวัติปกครองบ้านเมืองอยู่ ทำให้ต้องเลือกหุ่นเชิดขึ้นมารับอำนาจของพวกเขาโดยหัวหน้าคณะของเขาเป็นผู้เชิดอยู่เบื้องหลัง ตามหลักประชาธิปไตยสากลพรรคที่ประชาชนเลือกตั้งอันดับหนึ่งควรเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล แต่ผลเลือกตั้งมิได้เป็นไปตามที่คณะปฏิวัติต้องการ จึงต้องใช้มนต์ดำกำจัดคู่แข่งออกไป คนไทยส่วนใหญ่ทราบความเป็นไปในบ้านเมืองอย่างดี จึงมีจิตต่อต้านอิทธิพลแฝงในรัฐบาลชุดนี้ ทำให้บรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลเมื่อลงพื้นที่ในจังหวัดใด จะมีการต่อต้านอย่างหนักและสร้างความอับอายสุดๆแก่พวกเขาเสมอ จึงเลือกจะไม่ลงพื้นที่ จนกระทั่งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นรัฐบาลไว้ จึงเลือกบุรีรัมย์เป็นสถานที่แรกในการลงพื้นที่ฐานะรัฐบาล สาเหตุที่เลือกบุรีรัมย์ประกาศตัวเป็นรัฐบาลไทยนั้น เพราะส.ส.เป็นลูกน้องของอดีตนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์เมื่อปีพ.ศ. 2549 และเป็นผู้กว้างขวางในจังหวัดนั้น โดยเฉพาะเป็นส.ส.พื้นที่นี้อยู่ในสังกัดพรรคที่อดีตนักการเมืองคนนี้ควบคุมอยู่เบื้องหลังเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล จึงมีการจัดนักเลงท้องถิ่นเป็นการ์ดคอยคุ้มกันภัยให้ผู้นำอภิสิทธิ์เต็มท้องที่ แม้แต่ตำรวจยังต้องเดินตามหลังนักเลงจัดจ้างของผู้กว้างขวาง อีกทั้งผู้นำอภิสิทธิ์ยังหวั่นเกรงผู้ต่อต้านอย่างมากจึงจัดกำลังทหารผสมตำรวจอีกห้าพันนายขณะลงพื้นที่และแสดงภาพพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อใช้โปรโมทตัวเอง แต่เรื่องหนึ่งที่แสดงการด้อยวุฒิภาวะของผู้นำอภิสิทธิ์อย่างมากเมื่อไปบุรีรัมย์และเป็นที่โจษขานถึงวันนี้ ค่อนข้างจะเข้าใกล้คุกด้วย คือ การรับมอบงาช้างจากรัฐมนตรีคมนาคมซึ่งอ้างว่า งาช้างเป็นมรดกสืบทอดจากตระกูลของผู้ให้ กฎหมายป้องปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดว่า ข้าราชการประจำหรือนักการเมือง ห้ามรับสิ่งของใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท จักสันนิษฐานว่า มีเจตนาทุจริต จักต้องถูกลงโทษอาญา จำคุกหรือปรับ แล้วแต่ปปช.หรือศาลพิจารณา ด้วยกฎเหล็กข้อนี้ซึ่งมีมานานหลายสิบปีแล้วบรรดานักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีหลายยุคสมัยจึงระมัดระวังการรับสิ่งของจากผู้อื่น ถ้าไม่แน่ใจกับมูลค่าของมัน เขาจะปฏิเสธไม่รับไว้ก่อน หลายครั้งที่ผู้นำบ้านเมืองไม่ยอมรับสิ่งของซึ่งคาดการณ์มูลค่าไม่ได้จากเอกชนใดเมื่อต้องร่วมกิจกรรมกัน ไม่ว่าจะเป็นนายชวน พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมัคร นายสมชาย จักสังเกตว่า พวกเขาล้วนมาจากนักกฎหมายด้วยเกรงบทลงโทษของปปช. ตามหลักกฎหมายที่ใช้บังคับไปทั่วโลกนั้น การจะถือว่าเป็นความผิดต้องถูกดำเนินคดีนั้น จะต้องมีการกระทำผิดสำเร็จก่อนโดยเจตนาด้วย ถ้ายังทำไม่ครบถ้วน จักถือเป็น ความพยายามซึ่งมีบทลงโทษเบากว่า ความหมายของการทำผิดสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับบทบัญญัติความผิด ตัวอย่างเช่น โทษลักทรัพย์ หากของอยู่ในมือโจรหรือโจรถือของไว้ชั่วครู่แล้วทำหล่นพื้น กฎหมายถือว่า ความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้วเมื่อการครอบครองทรัพย์เปลี่ยนมือไปโดยเด็ดขาดคือ ไปอยู่กับโจรแล้ว โจรต้องถูกดำเนินคดีฐานลักทรัพย์ของผู้อื่น ส่วนอัตราโทษหนักเบาจะเป็นอย่างไรอยู่ในดุลพินิจของศาล กรณีการรับสิ่งของมูลค่าเกิน 3,000 บาทจากผู้อื่นในความผิดของปปช.นั้น ต้องใช้วิธีตีความกฎหมายเยี่ยงสากล คือ การรับสิ่งของและมูลค่าของมันเป็นองค์ประกอบสำคัญของฐานความผิดนี้ โดยเฉพาะไม่มีข้อกำหนดเรื่องเจตนาพิเศษ จึงต้องใช้เรื่อง เจตนาทั่วไป เป็นหลักประกอบการพิจารณาความผิดเท่านั้น ผู้รับสิ่งของมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ ? รู้มูลค่าของงาช้างไหม ? วันรับมองงาช้างมีภาพข่าวแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวหลายมุมที่แสดงว่าผู้นำอภิสิทธิ์รับมอบงาช้างจากรัฐมนตรีคนหนึ่ง คำให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ระบุชัดว่า เป็นงาช้างเก่าแก่และของประจำตระกูลของเขาซึ่งอยากมอบให้ผู้นำที่เขาเคารพรักยิ่ง แม้ต่อมาเขาจะออกข่าวแก้ตัวว่า งาช้างเป็นของประชาชนที่ฝากเขาไปมอบให้ผู้นำอภิสิทธิ์ก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้เน้นว่า สิ่งของที่มอบให้ต้องเป็นของผู้ใด ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งของจะเป็นของผู้ใด ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะเปลี่ยนฐานความผิดไป ส่วนผู้รับมอบสิ่งของเป็นนักการเมืองระดับผู้นำประเทศซึ่งอยู่ใต้บังคับของข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตำแหน่ง ภาพการรับสิ่งของบอกชัดว่า ผู้รับมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนเยี่ยงวิญญูชนขณะรับงาช้าง คราวนี้ต้องมาดูกันว่า เขารู้มูลค่าสิ่งของหรือไม่ กรณีเช่นนี้ต้องนำความเป็นวิญญูชนทั่วไปมาเปรียบเทียบกัน ถ้าคนทั่วไปทราบดีว่า งาช้างเป็นสิ่งของมีค่า มีราคาสูง เป็นของสัตว์สงวน ผู้นำประเทศซึ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศและครอบครัวมีฐานะดีหรือสถานภาพทางสังคมดี จักปฏิเสธว่า ไม่ทราบมูลค่าแท้จริงของงาช้าง ย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากเขาจะมีภาวะจิตไม่ปกติหรือสติปัญญาบกพร่องเท่านั้น จึงถือว่า ผู้รับมีเจตนารับสิ่งของมูลค่าต้องห้าม เมื่อผู้รับมีสติครบถ้วนและรู้มูลค่าสิ่งของว่าเกินจำนวนที่กฎหมายปปช.กำหนดไว้ ย่อมแสดงว่า เขาเจตนารับสิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทและเป็นบุคคลในตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดไว้ อีกทั้งไม่มีการระบุว่า ความผิดฐานนี้ต้องมีเจตนาพิเศษพ่วงเข้าไปด้วย เมื่อมีการรับมอบสิ่งของมูลค่าต้องห้ามจริง ทำให้เป็นความผิดสำเร็จครบองค์ประกอบของกฎหมายแล้ว หากมิใช่เวลานี้ประเทศไทยมีการดำเนินคดีแบบสองมาตรฐานและความเอนเอียงของบุคลากรด้านยุติธรรมในไทย รวมทั้งอิทธิพลแอบแฝงที่หนุนรัฐบาลไว้ เชื่อได้ว่า การรับมอบสิ่งของมูลค่าเกิน 3,000 บาทซึ่งเป็นงาช้างสูงค่าคู่นี้ จักต้องปปช.ตรวจสอบอย่างแน่นอนเพราะมีหลักฐานภาพชัด ผู้รับ ผู้ให้ ยอมรับว่า มีการส่งและรับกันจริง แม้ผู้ให้จะอ้างว่า ให้เพราะศรัทธาผู้นำ ส่วนผู้รับแก้ตัวว่า รับของมาเพื่อจะนำไปตีมูลค่าสิ่งของก่อนรับจริง ตอนที่ถ่ายภาพไว้เป็นแค่รับของหลอกตามมารยาทเท่านั้น หากพิจารณาตามข้อกฎหมายและเจตนาของผู้ให้ผู้รับแล้ว การรับงาช้างมูลค่าต้องห้ามนี้ ถือเป็นความผิดสำเร็จครบถ้วน ผู้กระทำความผิดตามข้อบัญญัติจักต้องรับโทษตามกฎหมายปปช.แล้ว ถ้าเหตุการณ์นี้ไปเกิดในยุครัฐบาลเลือกตั้งอย่างท่านทักษิณ ท่านสมัคร ท่านสมชาย เชื่อว่า ปปช.หรือองค์กรยุติธรรมที่เกี่ยวข้องคงลงโทษแบบด่วนทันใจไปแล้ว กรณีของผู้นำอภิสิทธิ์รับงาช้างมูลค่าต้องห้ามจะถูกเมินเฉยจากหน่วยงานดังกล่าวด้วยข้ออ้างเดียว คือ เขาไม่มีเจตนารับสิ่งของ แค่ถือไว้ตามมารยาท ต่อมานำไปตีราคา ถ้าต่ำกว่า 3,000 บาท จึงรับสิ่งของนั้นไว้ อันถือว่า เป็นการรับสิ่งของโดยสมบูรณ์ หากราคาสูงเกินไป ก็จะคืนของ เท่ากับ ไม่มีการรับเกิดขึ้น อีกข้ออ้างคือ เขาได้คืนงาช้างไปแล้ว หมายความว่า ไม่มีหลักฐานใดว่าเขาทำผิดกฎหมายและมีเจตนาสุจริตเนื่องจากตั้งใจ นำงาช้างไปตีมูลค่าก่อน หากไม่เกินราคา จึงยอมรับไว้ในฐานะของขวัญหรือของกำนัล ทำให้ ณ วันนี้เขายังไม่ได้ทำผิดใดเพราะขาดเจตนาและขาดหลักฐาน บัดนี้ งาช้างนั้นมิได้อยู่กับผู้นำอภิสิทธิ์แล้ว จึงไม่ถือว่า เกิดการรับสิ่งของมูลค่าเกิน 3,000 บาท ไม่มีความผิดอย่างใดเพราะยังไม่ได้เกิดการกระทำขึ้น มันจึงกลายเป็นเลี่ยงอักษรเพื่อผ่าทางตันหรือเอาตัวรอดที่กระทำได้เฉพาะกรณีมีผู้มากอิทธิพลหนุนหลังคอยปัดเป่าเท่านั้น มันเป็นการตีความคำว่า “รับสิ่งของ” ให้แตกต่างไปตามสถานภาพของผู้รับ ถ้าเป็นคนทั่วไปหรือนักการเมืองศัตรูก็ใช้ความเป็นวิญญูชนเปรียบเทียบกัน ภาพถ่ายเดียวกันในการรับงาช้างจะถูกถือในทางกฎหมายว่า เป็นการรับสิ่งของอันละเมิดกฎหมายซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าเป็นฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจหนุนหลัง จะให้ผลเพียงว่า มันเป็นเพียงการรับของหลอกตามมารยาทสังคมและรับโดยมีเงื่อนไข แต่ไม่ได้แจ้งเงื่อนไขนั้นต่อผู้ให้ด้วย มิใช่เจตนารับจริง นอกจากมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนด จึงให้ถือว่า เป็นการรับสิ่งของนั้น คนไทยมองเห็นภาพความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายหรือการใช้วิญญูชนเทียบเคียงการกระทำของผู้นำรัฐบาลชุดนี้กับพฤติกรรมของผู้หนุนหลังที่ควบคุมหน่วยงานรัฐได้ชัดขึ้นแล้ว ถ้าคนไทยไม่สำนึกตามความเป็นจริงว่า ประเทศนี้กำลังมีสองมาตรฐานด้านความยุติธรรมโดยรัฐบาลยัดเยียดของพวกหลงใหลระบอบอำมาตยาธิปไตย วันหนึ่งท่านหรือทายาทหรือญาติพี่น้องจะต้องเป็นเหยื่อสังเวยอำนาจของพวกเขาอย่างแน่นอน ผู้ที่จะทำลายระบบสองมาตรฐานและนำความเป็นธรรมมาสู่สังคมไทยได้อย่างสมบูรณ์ คือ คนไทยที่มีดวงตาสว่างไสวและมองให้ลึกซึ้ง มีสติปัญญาครบถ้วน จิตใจเข้มแข็ง เข้าใจหลักประชาธิปไตยแท้จริง อยู่กับปัจจุบันที่คนไทยมิใช่ทาสหรือไพร่ของผู้มีบรรดาศักดิ์และหลงใหลกับเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านไปแล้วยังคิดหยุดหรือย้อนเวลาแห่งอำนาจกลับคืนมา ต้องเตือนตนไว้เสมอว่า ณ วันนี้คนไทยมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคและอำนาจอธิปไตยที่ใช้ปกครองบ้านเมืองเป็นของปวงชนชาวไทย มิใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผู้บริหารบ้านเมืองต้องมาจากประชาชน เป็นตัวแทนประชาชน มิใช่เจ้านายหรือผู้ปกครองที่มาจากกษัตริย์หรือพระญาติวงศ์ดังที่เคยเกิดขึ้นในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นานนับหลายร้อยปีซึ่งคนไทยเคยอ่านประวัติศาสตร์ของชาติกันมาแล้ว ประเทศไทยและคนไทยต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อตามหาความรุ่งเรืองด้วยมือของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ฝักใฝ่ความเป็นทาส การหวนคืนเวลากลับไปเป็นทาสของคนไทยบางกลุ่ม คือ การทำลายประเทศให้ล่มจม คนไทยควรเตือนสติของตนไว้ อย่าหลงใหลคำป้อยอที่ให้พอใจกับสถานภาพทาสและผู้ปกครองที่เขาคัดเลือกมาแล้ว จำไว้ว่า ผู้บริหารประเทศไทยต้องมาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทยเท่านั้น มิใช่จากการแต่งตั้งตามอำเภอใจของกลุ่มบุญหนักศักดิ์ใหญ่
************************** 7/22/2009 ความลับ คือ ความตายความลับ คือ ความตาย
เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวการสอบสวนคดีพยายามสังหารนายสนธิ หัวหน้าม็อบเสื้อเหลืองชื่อกระฉ่อนเมืองซึ่งตำรวจออกหมายจับผู้ต้องสงสัยสองคนที่เป็นทหารและตำรวจ พร้อมกับคำให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสองหนีไปได้เพราะตำรวจบางคนให้ข้อมูลลับเพื่อช่วยเหลือพวกเขา มันบอกได้ชัดว่า ผู้บงการหรืออยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารต้องมีความยิ่งใหญ่ที่สั่งให้ตำรวจทรยศต่อองค์กรและเพื่อนพ้องซึ่งทุ่มเททำงานนี้ได้ คดีสังหารนายสนธิกระทำในเวลาที่ทหารคุมกทม.อยู่ด้วยกองกำลังหลายพันคนกับเมืองหลวงเนื้อที่น้อยนิด ข้อมูลคดีแจ้งว่า ผู้กระทำใช้ปืนในสังกัดทหารและมีความชำนาญใช้อย่างยิ่ง คนทั่วไปหรือมือปืนทำไม่ได้เช่นนี้ นอกจากนั้น ยังกระทำอย่างไม่กลัวเกรงกองกำลังทหารที่ตรวจตราในย่านเกิดเหตุเข้มงวดด้วย สิ่งที่ผิดสังเกต คือ เวลาเกิดเหตุกองกำลังตรวจตรามิได้ทำงานที่ย่านนั้นและกล้องวงจรปิดทุกตัวของกทม.ในย่านนั้นมิได้เปิดไว้ อันผิดวิสัยของทางการ อีกทั้งนายสนธิเป็นที่ทราบกันดีว่า ล่วงรู้ความลับที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการณ์โค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งและเป็นผู้ก่อเหตุให้คณะปฏิวัติใช้เป็นข้ออ้างล้มล้างรัฐบาลของประชาชน เขายังประกาศก้องในสังคมว่า เขาพร้อมจะแฉเบื้องหลังการโค่นรัฐบาลเลือกตั้งเสมอ ถ้าแตะต้องเขา มันอาจเป็นสาเหตุให้ผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารไม่พอใจและเกิดความหวาดระแวงใจกับพฤติกรรมกร่างของนายสนธิ แล้วเกรงว่านายสนธิจะใช้ความลับนี้ข่มขู่หรือบีบคั้นก็ได้ ปกติหมู่โจรเชื่อกันว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร และ ความลับไม่มีในโลก นอกจากมันอยู่กับคนตาย หลายเหตุการณ์ของโลกที่เกี่ยวข้องกับความลับสำคัญ จักเห็นคำสั่งปิดปากผู้เกี่ยวข้องกับการรับรู้เรื่องราวที่เป็นอันตรายต่อผู้เกี่ยวข้องเสมอ บุคคลที่น่าสงสารคือ มือสังหารซึ่งทำงานตามคำสั่งของผู้เป็นนายด้วยความเชื่อใจว่า จะรอดพ้นภัยต่างๆและขจัดปัดเป่าทุกเรื่องให้เขา เมื่อวันหนึ่งเขากลายเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ออกคำสั่งและตำรวจไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ออกคำสั่งสังหารคน เพื่อมิให้ถูกเปิดโปงผู้บงการหรือเพื่อรักษาความลับนี้ไว้ตลอดกาล เจ้านายคนนั้นจำต้องเลือกสองทาง คือ มือสังหารต้องตายแบบไหน ความลับจะไม่มีผู้ใดรู้ตลอดกาล เมื่อผู้รู้ตายไป ความเชื่อนี้ปลูกฝังและพิสูจน์ด้วยกาลเวลามาแล้วว่า มันเป็นความจริงตลอดกาล คนตายพูดไม่ได้ ความลับจะติดไปกับคนตายเท่านั้น หลายเรื่องในโลกที่ยังมีข้อสงสัยจึงไม่อาจคลี่คลายได้ เพราะผู้รู้จริงนำความลับติดตัวไปพร้อมกับความตายของเขา กรณีมือสังหารนายสนธิจึงต้องตายสถานเดียวและความตายต้องส่งผลให้เป็นความลับตลอดกาลด้วย เจ้านายหรือผู้บงการต้องเลือกว่าจะให้มือสังหารตายทั้งเป็นหรือตายจริง ความแตกต่าง คือ การตายทั้งเป็นหมายถึง พามือสังหารหนีรอดพ้นมือของตำรวจให้ได้ แล้วหลบซ่อนอยู่จนกว่าคดีจะหมดอายุความซึ่งไม่ต่ำกว่า 20 ปีสำหรับคดีลอบสังหารคน ระหว่างเวลาหนีนั้นเจ้านายต้องส่งเงินทองให้ใช้สอยมิให้ลำบากเพื่อเขาจะไม่ออกปรากฏตัวต่อสาธารณชนให้ตำรวจพบเห็นเด็ดขาด แล้วยังต้องดูแลจ่ายเงินแก่ครอบครัวของเขาด้วย มันเป็นต้นทุนที่สูงมาก ถ้าวันใดที่เขารู้สึกถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว มือสังหารจักแสดงตนเพื่อชี้ตัวผู้บงการได้ตลอดเวลา ความลับก็แตก การตายทั้งเป็นของมือสังหารจึงเกิดขึ้นด้วยความเมตตาของผู้บงการหรือเจ้านายเพราะมีภาระผูกพันไม่สิ้นสุดทั้งกับมือสังหารและครอบครัว ส่วนมือสังหารก็ต้องหนีกระเซอะกระเซิงหรือไม่มีที่พำนักถาวรตลอดชีวิต ส่วนใหญ่จะส่งไปอยู่ต่างแดนซึ่งมีผลต่อการดำรงชีพของเขาและกลายเป็นแรงกดดันในเวลาข้างหน้าซึ่งแต่ละคนจะอดทนได้ไม่เท่ากัน วันใดความอดทนถึงที่สุด เขาจะเปิดเผยตนและผู้บงการ อีกทางเลือกที่ค่อนข้างโหดร้าย แต่รักษาความลับได้เด็ดขาด คือ มือสังหารต้องตายแบบไม่มีลมหายใจ ส่วนใหญ่เจ้านายหรือผู้บงการที่ยิ่งใหญ่ทุกวงการจะเลือกใช้วิธีนี้เพราะง่ายและเก็บความลับได้ดีที่สุด ไม่มีภาระผูกพันยาวนาน ค่าใช้จ่ายสูงแค่หนเดียว แต่สบายใจยาวนาน ส่วนมือสังหารจะลำบากอย่างยิ่งในการหนีเอาตัวรอดจากสองฝ่ายที่ต้องการเขา คือ ฝ่ายตำรวจซึ่งต้องการนำตัวไปลงโทษตามกฎหมาย กับ ฝ่ายเจ้านายต้องการปิดปากมิให้สาวไปถึงผู้ออกคำสั่งได้ ฝ่ายหนึ่งทำเพื่อรักษาความถูกต้องในสังคม แต่อีกฝ่ายทำเพราะเห็นแก่ตัวและต้องการรักษาสถานภาพทางสังคมไว้ เราต้องไม่ลืมว่า มือสังหารยอมทำงานตามคำสั่งของเจ้านายหรือผู้ออกคำสั่งเพราะเชื่อใจและวางใจว่าจะได้รับการปกป้องชีวิตและชื่อเสียง แสดงว่า ผู้ออกคำสั่งต้องมีบารมีสูง จึงสร้างความเชื่อใจแก่นักฆ่าให้ทำงานแบบอุกอาจ ไม่กลัวกฎหมายหรือกองกำลังใด สำหรับคดีสังหารนายสนธิ มือสังหารเป็นข้าราชการที่ทำงานอยู่ กอปรกับสภาพปลอดกองกำลังปกติในเวลาดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า มีการทำงานเป็นกระบวนการหรือขั้นตอน วิธีใช้อาวุธหรือการสังหารทำด้วยเป้าหมายคือ ความตายของเหยื่อ หลายครั้งในการสืบสวนคดีมักเจอการขัดขวางเนืองๆ เช่น ไม่ยอมให้ตรวจสอบลายนิ้วมือปริศนาในฐานข้อมูลของทหาร ด้วยข้ออ้างว่าไม่เก็บข้อมูลนี้ไว้ ซึ่งไม่เป็นความจริง บางครั้งก็ถ่วงเวลา สุดท้ายคือบีบคั้นหรือบังคับให้ตำรวจบางนายทรยศต่ออุดมการณ์หรือทีมงานด้วยการนำข้อมูลลับไปให้ผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งฆ่าคน ด้วยความไว้วางใจที่มือสังหารมีต่อผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารนายสนธิ จักพิสูจน์ว่า ทฤษฎีรักษาความลับในหมู่โจรยังใช้ได้ผลหรือไม่ เมื่อผู้ออกคำสั่งต้องเลือกจะให้ กลุ่มผู้ก่อการ ตายทั้งเป็น หรือ ตายจริง ไม่ว่าจะทำตั้งแต่ต้นหรือฆ่าทีหลังเพื่อปิดปากมิให้สาวไปถึงพวกเขาได้ตลอดกาล ยังมีความลับดำมืดในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องโด่งดังในอดีตที่คลี่คลายไม่ได้เพราะผู้เกี่ยวข้องในคดีตายตามธรรมชาติหรือลอบฆ่าตาย มือสังหารคดีนายสนธิจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เก็บความลับแบบคนตายหรือไม่ ต้องตามดูพิสูจน์น้ำใจโจรด้วยกันแล้ว แต่มีคำเตือนหนึ่งที่ว่า ผู้ยิ่งใหญ่แท้จริงและยาวนานต้องมีจิตใจเหี้ยมโหด ไม่มีครอบครัว ไร้เพื่อน ไร้คนไว้ใจ มีแค่ตัวเอง รักษาความลับด้านมืดให้ได้ มิฉะนั้น เขาจะต้องไปอยู่ในคุกหรือตายอย่างไร้เกียรติ ตัวอย่างผู้นำที่ความเหี้ยมน้อยลงในบั้นปลายชีวิต จึงมีชะตากรรมอนาถ คือ ประธานาธิบดี ซัตดัม แห่งอิรัค ผู้ออกคำสั่งสังหารคนหรือผู้ต้องการมีอำนาจสูงและยาวนาน จึงต้องเลือกจะให้พลเมืองรักหรือกลัวเขาเป็นหลักเพื่อรักษาอำนาจไว้ ประชาชนมิใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร เพียงแต่จะพูดหรือชี้เป้าไปที่ท่านหรือไม่ ความรักหรือความกลัว จึงเป็นปัจจัยที่จะครองอำนาจได้ยาวนานแบบเป็นยกย่องชื่นชมหรือรังเกียจเดียดฉันท์ แม้ตายก็ยังประณามหยามเหยียดทั้งในคำพูดและในหัวใจของปวงชน สิ่งที่เขาคนนั้นซึ่งออกคำสั่งฆ่าคนพึงระลึกเสมอว่า วันนี้สั่งฆ่าคน วันหน้าท่านก็ต้องตายไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ความตายชนะท่านตลอดกาล วันใดที่ท่านเอาชนะความตายได้ จึงเป็นผู้ชนะถาวรและเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง อำนาจไม่มีวันยั่งยืนเหมือนความตายที่มนุษย์เลี่ยงไม่ได้เลย ท่าน....ผู้ออกคำสั่งให้คนอื่นตาย หมดลมหายใจได้หรือไม่ ?
***************************** 7/19/2009 เรื่องไม่ธรรมดาในการตบตีกันของผัวเมียถาม การทำร้ายคู่สมรส จำเป็นต้องมีเลือดออก จึงรับโทษอาญาหรือ ? ตอบ ภาษากฎหมายเรียกการทุบตีไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์หรือใช้มือต่อผัวหรือเมียว่า การทำร้ายคู่สมรส นั่นหมายความว่า ผัวตีเมีย เมียตีผัว เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้เด็ดขาด บางคนมีความเชื่อผิดพลาดว่า ถ้าตีทำร้ายโดยไม่มีเลือดออกหรือแค่ให้ช้ำใน ห้อเลือดเขียว ไม่ผิดกฎหมายนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายลงโทษผู้ทำร้ายคนอื่นให้เกิดบาดแผลในหลายระดับหรือไม่มีบาดแผล แต่บาดเจ็บ ก็ต้องรับโทษจำคุกหนักเบาตามอาการบาดเจ็บ ถาม อัตราโทษสำหรับการทำร้ายคู่สมรสเท่าไร ? ตอบ กฎหมายไม่มีความผิดจำเพาะว่า ทำร้ายคู่สมรสต้องรับโทษเท่าไร จึงใช้อัตราโทษในกฎหมายอาญาคดีทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นตามอาการบาดเจ็บที่ไม่ปรากฏแผลเลือดออกไปถึงแผลสาหัส เช่น เสียโฉม สูญเสียอวัยวะ เป็นต้น โดยมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 1 เดือน และไม่มีการยกเว้นหรือลดโทษกรณีผู้กระทำเป็นคู่สมรสด้วย ถาม กฎหมายใหม่ที่ต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวช่วยคดีทำร้ายคู่สมรสอย่างไร ? ตอบ กฎหมายนั้นต้องการแก้ไขต้นเหตุให้เกิดความรุนแรง ถ้าผัวหรือเมียชอบใช้กำลังทำร้ายกันเป็นอาจิณหรือหนักเกินกว่าเหตุแม้จะเป็นครั้งแรก แต่มีแนวโน้มจะก่อเหตุบ่อยครั้งหรืออาจลามไปถึงฆ่าตายในภายหน้า โดยบังคับรักษาด้วยข้อแลกเปลี่ยนว่า จะไม่ต้องรับโทษจำคุก ถ้ายอมเข้าบำบัดทางจิตใจกับจิตแพทย์เพื่อควบคุมการใช้กำลังของเขาหรือเธอ นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้คู่สมรสซึ่งไม่ต้องการถูกทำร้ายอีกสามารถใช้คำตัดสินของศาลเป็นเหตุหย่าได้ง่ายขึ้นเพื่อยุติชีวิตสมรส ถาม คู่สมรสตามกฎหมายถือเป็นคนๆเดียวกัน ยังต้องรับชดใช้หนี้สินร่วมกัน ทำไมการทำร้ายกัน จึงไม่ได้รับยกเว้นโทษหรือลดโทษ ? ตอบ สถานภาพและความรับผิดชอบของคู่สมรสนั้นต้องพิจารณาตามกฎหมายแต่ละประเภท ดังนี้ กฎหมายแพ่งฯเน้นความรับผิดชอบทางทรัพย์สิน จึงลงโทษด้วยการชดใช้ด้วยเงินหรือการกระทำชดเชย ส่วนกฎหมายอาญาเน้นลงโทษที่ตัวบุคคลผู้กระทำความผิด โดยไม่มีการแบ่งแยกตามสถานภาพ บางมาตราที่ต้องการยกเว้นให้คู่สมรสกระทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษจักกำหนดไว้เฉพาะ มาตราใดไม่มีข้อยกเว้น ก็ต้องลงโทษตามข้อนั้นอย่างเคร่งครัด ความผิดฐานทำร้ายร่างกายบุคคลมิได้มีข้อยกเว้นโทษจำคุก ถ้าคู่สมรสกระทำต่อกัน จึงต้องลงโทษเป็นรายบุคคลโดยไม่สนใจว่าเป็นผัวเมียกันหรือไม่ สถานภาพของบุคคลมิใช่ข้อยกเว้นการลงโทษตามกฎหมายอาญา ************************ 7/15/2009 ขุนพลที่ดีขุนพลที่ดี
ขงเบ้งใช้เวลาและประสบการณ์ชีวิตกับการทำงานเพื่อสร้างแผ่นดินแก่พระเจ้าเล่าปี่แยกแยะขุนพลที่ดีและมีประโยชน์ต่อกองทัพอย่างใหญ่หลวง หากกองทัพใดมีขุนพลประเภทนี้มากเท่าใด ย่อมสร้างกองทัพให้เข้มแข็งและประสบชัยชนะในสงครามทุกครั้ง โดยแบ่งขุนพลที่ดีไว้ 9 ชนิด ดังต่อไปนี้ 1 ขุนพลแห่งการุณยธรรม คือ ผู้รู้จักโน้มน้าวใจทหารด้วยคุณธรรม ปรับปรุงกองทัพด้วยระเบียบแบบแผน รู้แจ้งเมื่อทหารอดอยากและหนาวเหน็บ เห็นใจเมื่อทหารเหนื่อยยาก 2 ขุนพลแห่งธรรมะ คือ ผู้ตั้งใจปฏิบัติงาน ไม่ละเลยต่อหน้าที่ ไม่เห็นแก่ลาภยศสักการะ ยอมเสียสละเพื่อเกียรติศักดิ์ ไม่ยอมอยู่รอดด้วยการถูกเหยียดหยาม 3 ขุนพลแห่งจริยธรรม คือ ผู้มียศศักดิ์สูงแต่ไม่หยิ่งยโส แม้ชนะศึกต่อเนื่องก็ไม่โอ้อวดในความดีความชอบ แม้ตนเปี่ยมด้วยคุณธรรมหรือคุณวุฒิก็ยังยกย่องผู้มีความสามารถ จิตใจแข็งแกร่งทนต่อความ 4 ขุนพลแห่งสติปัญญา คือ ผู้สันทัดในการใช้กลยุทธ์อันลึกซึ้งและยืดหยุ่นพลิกแพลงได้ตามกาลเทศะที่เปลี่ยนไป แปรเปลี่ยนภัยอันตรายให้เป็นความปลอดภัย เปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะ 5 ขุนพลแห่งความสัตย์ คือ ผู้รู้จักบำเหน็จรางวัลแก่ทหารที่กล้ารุกไล่ข้าศึกอย่างทันกาล ใช้อาญาหนักต่อทหารที่ถอยหนีโดยไม่แบ่งตระกูลสูงต่ำ 6 ขุนพลแห่งทหารราบ คือ ผู้ปฏิบัติการรวดเร็วราวม้าศึก ห้าวหาญเป็นเยี่ยม สันทัดในการต่อสู้ด้วยอาวุธนานาชนิด เป็นกำลังรักษาเขตแดนที่แข็งแกร่ง 7 ขุนพลแห่งทหารม้า คือ ผู้ไม่กลัวภยันตราย วางศรบนม้าศึกดุจบิน ยามรุกอยู่หน้า ยามถอยอยู่หลังคอยคุ้มกันกองทัพ 8 ขุนพลแห่งความห้าวหาญ คือ ผู้มีความเหิมหาญชื่อก้องในสามทัพ กล้าดูหมิ่นข้าศึกที่เข้มแข็ง ยามทำศึกใหญ่ก็กล้าหาญ ยามทำศึกย่อยก็มิประมาท 9 ยอดขุนพล คือ ผู้รู้จักนอบน้อมถ่อมตนและรับฟังความเห็นด้วยความยินดีเมื่ออยู่กับผู้รู้ ใจคอกว้างขวาง จิตใจเด็ดเดี่ยว กล้าหาญและแพรวพราวไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายของกลยุทธ์ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ความหมาย
ขงเบ้งต้องการบอกให้ผู้ศึกษากับเขาทราบว่า ต้องการขุนพลชนิดใดในกองทัพของเขา แต่ละชนิดล้วนสร้างความเข้มแข็งแก่กองทัพและให้ประสบชัยชนะในสนามรบ คุณสมบัติที่สำคัญของขุนพลที่ดีหรือสามารถปรับใช้กับหัวหน้าหน่วยงานหรือหัวหน้าแผนกในบริษัทห้างร้าน คือ มีปัญญา มีความสัตย์ซื่อ มีเมตตาธรรม มีความกล้าหาญ ความเข้มงวดต่อกฎระเบียบ รู้จักกลยุทธ์ในงานของตนอย่างลึกซึ้ง อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีความสามารถที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตน หากสังเกตคำสอนของขงเบ้งจักพบว่า เขากำหนดให้ยอดขุนพลซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดของขุนพล ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความเห็นของผู้มีความสามารถ มิให้ยึดอัตตา แต่ต้องมีจิตใจกว้างขวาง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ กลยุทธ์หรือความรู้ในงานของตนต้องมีอย่างลึกซึ้งและเพียบพร้อมจนสามารถนำไปใช้ให้ประสบความสำเร็จด้วยการพลิกแพลงหรือยืดหยุ่นตามสถานการณ์หรือปัญหาเบื้องหน้า หากกองทัพหรือองค์กรใดมียอดขุนพลเพียงคนเดียวก็ทำให้กองทัพเข้มแข็งและห้าวหาญในการนำชัยชนะมาสู่ประเทศหรือองค์กรได้เพราะเขาคือ ผู้นำที่ยอดเยี่ยมทั้งสติปัญญาและภาวะผู้นำสูง
****************************** 7/10/2009 ผู้นำไทย แก่อายุ แต่นิสัยเด็กๆสุดๆผู้นำไทย อายุเป็นผู้ใหญ่ แต่นิสัยเด็กๆ
เขียนโดย ลูกแก้ว
ภาพข่าวกิจกรรมของผู้นำไทยคนล่าสุดซึ่งน่าสะเทือนใจยิ่งสำหรับคนไทย คือ นิสัยใจคอคับแคบ ของผู้นำที่แสดงต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งรอยื่นหนังสือแก่นายกฯไทยซึ่งก็มีสถานภาพเป็นผู้แทนคนหนึ่งในสภาผู้แทนฯ ท่านอภิสิทธิ์เดินผ่านพวกเขาที่ยืนรออยู่ในแถวไปโดยไม่มองสักนิด ทั้งที่รู้แน่ว่าพวกเขายืนเข้าแถวอยู่ มันแสดงภาวะอารมณ์เด็กน้อยที่พบศัตรูคู่แข่งในที่สาธารณะ มิใช่ผู้นำประเทศซึ่งสมควรต้องให้เกียรติทุกคนเท่าเทียมกัน แม้แต่ส.ส.ในสภาฯ ท่านกลับทำเมินไม่มองกลุ่มส.ส. แล้วเดินขึ้นทำเนียบไปอย่างไม่แยแส เพียงเพราะพวกเขามาจากพรรคคู่แข่ง มันบอกชัดว่า ท่านไม่มีความเป็นผู้นำที่ดีและให้เกียรติต่อผู้อื่น อันน่าจะเป็นนิสัยแท้จริงและขาดมารยาททางสังคมที่ดี เมื่อเป็นผู้นำประเทศซึ่งต้องเป็นแบบอย่างแก่ประชาชน มารยาทหรือสมบัติผู้ดีซึ่งเน้นให้เกียรติต่อผู้อื่นก่อน จึงได้รับเกียรติจากผู้อื่นได้ จึงไม่แปลกที่การติดต่อกับประชาชนของท่านทำได้ยากกว่าผู้นำในอดีต เนื่องจากการไม่เคยให้เกียรติผู้อื่นจากหัวใจแท้จริง แต่หลายภาพทางสื่อมิได้มาจากนิสัยแท้จริงของท่าน จึงมีภาพหลุดเรื่องมารยาททางสังคมออกมาให้คนไทยเห็นเป็นระยะ ยิ่งนานวัน ยิ่งเห็นบ่อยขึ้น นี่มิใช่ครั้งเดียวที่ผู้นำไทยคนนี้แสดงมารยาทไม่ดีหรือแล้งน้ำใจต่อผู้เป็นคู่แข่งทางการเมืองในสาธารณสถาน ข่าวหลุดออกมาว่า งานเลี้ยงที่ท่านไปร่วมสังสรรค์ด้วยไม่ว่าในฐานะประธานหรือแขกผู้มีเกียรติ หากพบเจออดีตผู้นำประเทศซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกัน ท่านไม่เคยแม้แต่ชำเลืองมองหรือเข้าไปทักทายในฐานะผู้อ่อนวัยกว่าตามมารยาทที่ดีของคนไทยเลย สิ่งที่แสดงออกต่อหน้าคนอื่น คือ การเมินเฉยและหลีกเลี่ยงจะทักทายกัน เมื่ออดีตผู้นำคนนี้ก็เคยใช้วาจาดูแคลนอดีตนายกฯร่วมพรรคกันในงานหาเสียงแห่งหนึ่ง ว่าเป็นได้แค่นายกฯภูธร คนละชั้นกับท่านซึ่งตอนนั้นเป็นส.ส.และรมต.ในรัฐบาลด้วยเพราะท่านเรียนจบเมืองนอก แต่ผู้นำในเวลานั้นเรียนจบมหาวิทยาลัยในเมืองไทยและเป็นคนต่างจังหวัด ทำให้เกิดการหมางเมินระหว่างกันสักพักใหญ่ ในที่สุดมารดาซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานสอนหนังสือต้องเข้าไปพูดจาขอโทษอดีตผู้นำฯท่านนั้นเป็นการส่วนตัวแทนลูกชายเพื่อรักษาอาชีพนักการเมืองของลูกชาย เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วในสังคมไทยและพยายามทำให้ทุกคนลืมเรื่องนั้น หากไม่ใช่อดีตผู้นำฯท่านนั้นมีจิตใจกว้างขวาง รู้จักให้อภัย วันนี้จะไม่มีนายกฯอภิสิทธิ์ อย่างแน่นอน เมื่อเทียบกันแล้ว ท่านอภิสิทธิ์ยังขาดภาวะผู้นำที่สำคัญ คือ ใจกว้างขวาง รู้จักให้อภัย เข้าใจมารยาทในเกมเลือกตั้ง ดังเช่น นักมวยที่ชกกันบนเวที เมื่อลงมาและเสร็จสิ้นการชกแล้ว นักมวยทั้งสองฝ่ายก็เป็นเพื่อนกัน ดื่มกินด้วยกันได้ มิใช่ตั้งตนเป็นศัตรูกันตลอดกาลนานเยี่ยงเด็กน้อยที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ ขาดมารยาททางสังคมที่ดีซึ่งแน่นอนว่าบิดามารดาต้องสั่งสอนสิ่งดีๆ แต่คนรับฟังอาจไม่ยอมนำไปใช้ในชีวิตประจำวันพราะหลงตนมากก็ได้ ภาพที่เคยเห็นชินตาและน่าประทับใจซึ่งเหล่าอดีตนายกฯไทยทั้งหลายประพฤติปฏิบัติกันมานาน ล่าสุดยังมีให้เห็น คือ อดีตนายกฯสมัครซึ่งพบเจอท่านอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในห้องอาหารของสภาผู้แทนฯซึ่งพรรคฝ่ายค้านด่าแหลกรัฐบาลของท่านสมัคร เมื่อเจอกันในมื้อเที่ยงท่านสมัครยิ้มทักทายและชวนกันไปเลือกอาหาร และยังไต่ถามสารทุกข์ของบิดามารดาผู้นำฝ่ายค้านอย่างมีอัธยาศัยที่ดีพร้อมเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม มันเป็นการแสดงมารยาททางสังคมที่ดีของผู้นำต่อส.ส.ในสภาฯ ต่อคนไทย นี่เป็นความใจกว้าง มีมารยาท น้ำใจที่ดี อย่าลืมว่า วันนั้นพรรคฝ่ายค้านด่าแหลก ใส่ร้ายป้ายสี รัฐบาลท่านสมัครอยู่ แต่คนไทยยังเห็นภาพอัธยาศัยไมตรีของนักการเมืองคนหนึ่งมีต่อนักการเมืองรุ่นใหม่ซึ่งกำลังทำงานตามหน้าที่ของเขา แม้จะพูดจาเท็จใส่ร้ายท่านก็ตาม ณ วันนี้ ท่านอภิสิทธิ์เป็นผู้นำประเทศกลับแสดงอาการหมางเมิน ไม่แยแส ไม่ให้เกียรติแก่ผู้อื่น ขาดมารยาทอันดีที่นักการเมืองควรปฏิบัติต่อกัน เพียงแค่อีกฝ่ายมาจากพรรคฝ่ายค้านหนามยอกอกของท่านเท่านั้น มันจึงน่าสมเพชที่ประเทศไทยต้องมีผู้นำหน้าแก่ นิสัยเด็กๆ มาปกครองดูแลชีวิตคนไทยยามยากลำบาก คนไทยต้องฝากชีวิตไว้ในมือของเด็กหน้าแก่อีกนานไหม ?
**************************** 7/9/2009 ภาษาไทย คือ กำแพงบ้านและแสนยานุภาพของประเทศภาษา คือ กำแพงและแสนยานุภาพ เขียนโดย แก้วมณี
“รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” คำสอนของผู้ใหญ่เตือนให้ทุกคนควรเรียนรู้สรรพวิชาไว้ประดับสมอง สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง ยิ่งรู้มาก ยิ่งมีประโยชน์ เรามักเรียกคนรอบรู้หลากหลายว่า นักปราชญ์หรือพหูสูตร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยจะเรียนรู้ภาษาต่างชาติได้เพื่อเข้าใจและสื่อสารกับเพื่อนร่วมโลก ภาษาเป็นรากฐานของชนชาติที่มีพัฒนาการสืบทอดและปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ประเทศใดมีภาษาเป็นของตนเอง ถือเป็นชนชาติที่เจริญด้วยอารยธรรมสูงจึงมีพัฒนาการด้านภาษาขึ้นใช้ในกลุ่มชนของตน ภาษาจึงเป็นความภาคภูมิใจของชนชาตินั้น น้อยประเทศที่มีภาษาประจำชาติของตน ส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปยุโรปและทวีปตะวันออกกลาง พวกเขามีพัฒนาการด้านภาษาที่ยาวนานและต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศแถบเอเชียหรือแอฟริกานั้นมักไม่มีภาษาเขียน แต่มีภาษาพูดเป็นการเฉพาะถิ่น อาทิเช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย แอฟริกาใต้ และอื่นๆ หลายประเทศมีภาษาพูดเฉพาะถิ่น แต่ขาดภาษาเขียน เมื่อถูกชาติตะวันตกเข้ายึดครองเป็นอาณานิคม จึงยัดเยียดภาษาของผู้ครอบครองเข้าไปเป็นภาษาเขียน ทำให้ประเทศเหล่านั้นมีภาษาเขียนของตะวันตกที่ออกเสียงเป็นภาษาถิ่น ดังนั้น จึงสังเกตได้ว่า ภาษาอังกฤษเข้าสอดแทรกในภาษาเขียนของหลายประเทศ แม้จะมีการออกเสียงตามภาษาพูดและสำเนียงท้องถิ่น มันบอกได้ทันทีว่า ประเทศใดเคยมีประวัติศาสตร์ขมขื่นในการเป็นทาสอาณานิคมของอังกฤษ อีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ ประเทศในอาณานิคมของชาติตะวันตกจะถูกบังคับให้ลดทอนคุณค่าของภาษาถิ่นเป็นชั้นสอง แล้วยกให้ภาษาอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเจ้าของอาณานิคมเป็นภาษาราชการของประเทศนั้น ความเป็นเจ้าอาณานิคมของประเทศอังกฤษทำให้ภาษากลายเป็นอาวุธในการแผ่อำนาจครองโลกไปด้วย รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้รับสืบทอดการใช้ภาษาเป็นพลังควบคุมประเทศบริวารอย่างมีประสิทธิภาพสูง ภาษาจึงไม่ใช่เพียงความภูมิใจของชนชาติเท่านั้น ยังสามารถใช้แผ่ขยายอำนาจไปครอบงำประเทศต่างๆได้ด้วย การปลูกฝังความเชื่อแก่ประเทศอื่นว่า ภาษาอังกฤษช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญนั้นกระทำกันต่อเนื่องโดยผู้รับความเชื่อมิได้ระแวงใจเลยว่า ภาษากำลังครอบงำตัวตนของชนชาติบ้านเกิดให้ดูต้อยต่ำ ทั้งที่ภาษาบ้านเกิดกับภาษาต่างชาตินั้นมีพัฒนาการตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน จึงควรมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ภาษาชาติตะวันตกอย่างอังกฤษกำลังทำลายความภูมิใจในชาติกำเนิดดั้งเดิมของประเทศที่มีภาษาเป็นของตนเอง บางชาติตะวันตกเน้นยัดเยียดให้ประเทศด้อยพัฒนาเปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการในการพูดและเขียน โดยเน้นว่าจะช่วยให้ประเทศชาติเจริญเติบโตได้ดี ส่วนภาษาท้องถิ่นเป็นภาษารองที่ไม่สนับสนุนให้ติดต่อกับทางการ มันเป็นการฝังความคิดในการเชิดชูชาติตะวันตกอยู่เหนือความเป็นประเทศของตนเอง มิต่างจากการยอมตนเป็นทาสชาติตะวันตกโดยไม่ต้องออกแรงรบทำสงครามแย่งชิงผืนดินและประชากร อำนาจของภาษากลืนกินประเทศให้เป็นทาสและอยู่ในคำสั่งของเจ้าของภาษานั้นด้วยความยินยอมจากผู้ใช้ภาษา ประเทศมหาอำนาจของโลกที่มีความเข้มแข็งทางภาษาและมีวิวัฒนาการด้านภาษาของตนเองมาช้านาน คือ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ เยอรมัน พิสูจน์ด้วยประวัติศาสตร์แล้วว่า ภาษามิใช่กำแพงขัดขวางความเจริญของประเทศ แต่ใช้ปกป้องศัตรูต่างชาติมิให้รุกรานหรือทำลายวัฒนธรรมประจำชาติได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ การเรียนรู้ภาษาอื่นถือเป็นภาษาที่สองซึ่งประเทศเหล่านั้นสนับสนุนให้ศึกษาและใช้เป็นสะพานนำความเจริญสู่ประเทศได้อย่างดี ขณะที่สหรัฐอเมริกาไม่มีพัฒนาการด้านภาษาเป็นของตนเอง จึงยืมใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาราชการแล้วแผ่ขยายบังคับประเทศต่างๆให้ต้องรู้ภาษานี้เพื่อใช้ติดต่อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาด้วยหวังกลบเกลื่อนการขาดวัฒนธรรมด้านภาษาของตนเอง สหรัฐฯใช้ภาษาอังกฤษเป็นการแสดงแสนยานุภาพของประเทศมหาอำนาจอย่างหนึ่งนอกเหนือจากอาวุธยุทโธปกรณ์ เราสังเกตได้ว่าประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านภาษาจะมีประวัติศาสตร์และความภูมิใจเป็นของตนเองสูง แต่สหรัฐอเมริกาไม่มีภาษาเป็นของตนเอง แค่เป็นสำเนียงอังกฤษที่แตกต่างจากประเทศแม่เท่านั้น ประเทศที่มีภาษาของตนเองซึ่งเข้มแข็งจักไม่ยอมเป็นทาสการแผ่ขยายอำนาจของชาติตะวันตกผ่านภาษา พวกเขาถือว่า ภาษาตะวันตก เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์และใช้แลกเปลี่ยนความรู้กัน จีนกับรัสเซีย ญี่ปุ่นกับเกาหลี ไทยกับชาติตะวันออกกลาง ล้วนมีวิวัฒนาการด้านภาษาเป็นของตนเองและมีความเข้มแข็งทางภาษาอย่างมากทั้งการเขียนและพูด สหรัฐฯหรือชาติตะวันตกอื่นๆพยายามผลักดันให้ประเทศเหล่านี้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการเพื่อครอบงำประชากรได้ง่าย ประเทศเหล่านั้นยังมีความเจริญต่อเนื่อง แม้จะไม่ยอมทำตามแรงกดดันของสหรัฐฯ ด้วยจำนวนประชากรที่สูงมากจึงถือเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ของชาติตะวันตกทำให้แรงกดดันที่สร้างไว้ย้อนกลับไปหาผู้สร้างแรงเหล่านั้นต้องปรับเปลี่ยนให้ผลิตภัณฑ์สามารถใช้ภาษาของลูกค้าที่มีความเข้มแข็งด้านภาษาถิ่นด้วย พวกเขายังไม่ละทิ้งความเชื่อว่า ภาษาอังกฤษจะเป็นพลังอำนาจครองโลกได้โดยไม่ต้องทำสงครามและใช้ครอบงำความคิด ความเชื่อ ของประชากรได้ง่ายขึ้น ประเทศใดจะเป็นเหยื่อที่ยอมทำลายประวัติชนชาติและภาษาของตนเองตามแรงกดดันของชาติเจ้าของภาษาอังกฤษ ? ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติซึ่งพัฒนาต่อเนื่องยาวนานไม่แตกต่างจากภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือ รัสเซีย มันจึงเป็นประวัติศาสตร์และความภูมิใจของคนไทย คำพูดของชาวตะวันตกในหนังสือพิมพ์ฟังแล้วเสียดแทงใจของคนไทยอย่างมาก เขากล่าวว่า การค้าออนไลน์ในประเทศไทยทำได้ยากหรือเติบโตช้า สาเหตุมาจากการใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ อันแตกต่างจากมาเลเซียหรือสิงคโปร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการและบังคับพลเมืองให้พูดเขียนด้วยภาษาอังกฤษ มันบ่งบอกทัศนวิสัยของคนต่างชาติที่มองคนไทยโดยถือว่าภาษาไทยเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญของประเทศ เขาเสนอว่า ถ้าคนไทยอยากเจริญทางการค้า ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ มิใช่ภาษาไทย ถ้าสังเกตประวัติศาสตร์ของชาติที่ใช้ภาษาตะวันตกเป็นภาษาราชการ จักพบว่า ประเทศเหล่านั้นล้วนเคยตกเป็นอาณานิคมหรือทาส จึงขาดเอกลักษณ์หรือพัฒนาการภาษาของตนเอง ตัวอย่างการปรับเปลี่ยนหรือทำลายความเป็นทาสของประเทศล่าสุดในแผนที่โลก คือ ฮ่องกง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อังกฤษบังคับเช่าประเทศนี้จากจีนมา 99 ปี แล้วใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ เมื่อส่งคืนแก่ประเทศจีน ได้มีการแก้ไขปรับเปลี่ยนให้ใช้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาราชการ แล้วลดทอนความสำคัญของภาษาอังกฤษลงด้วยหวังจะให้คนฮ่องกงภูมิใจและยอมรับชาติกำเนิดดั้งเดิมว่าเป็นคนจีนที่มีภาษาประจำชาติ แต่ยังสนับสนุนให้ชาวฮ่องกงเรียนรู้ภาษาอังกฤษต่อไป ถ้าคนไทยไม่รักภาษาไทย แล้วเชิดชูภาษาชาติอื่นให้เป็นภาษาราชการ ย่อมเป็นการผลักดันให้คนไทยกลายเป็นทาสชาติตะวันตกโดยความยินยอมพร้อมใจอันไม่แตกต่างจากชาติอาณานิคมในอดีต ต่อไปประวัติศาสตร์ชาติไทยจะถูกลืมเลือน แล้วทดแทนด้วยการจดจำประวัติความเป็นมาของชาติตะวันตกซึ่งเป็นเจ้าของภาษาที่ใช้งานอยู่ การเรียนรู้ภาษาอื่น นอกจากภาษาไทย เป็นเรื่องที่ดี แต่ควรเน้นใช้พลังภาษาไทยให้เป็นกำแพงปกป้องอธิปไตยของประเทศ และใช้ภาษาอื่นเป็นสะพานเชื่อมโยงสัมพันธภาพและความรู้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศ ตราบใดที่ภาษาไทยเป็นภาษาแม่หรือภาษาราชการในประเทศไทยอย่างเข้มแข็ง ในที่สุดชาวตะวันตกก็ต้องยอมปรับเปลี่ยนและหันมาเรียนรู้รากเหง้าของคนไทยเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มากกว่าคิดครอบงำหรือทำลายล้างวัฒนธรรมไทยให้สิ้นสูญแล้วเหลือไว้เพียงวัฒนธรรมตะวันตกบนแผ่นดินไทยเท่านั้น ประเทศจีนและประเทศรัสเซียแสดงให้เห็นการอยู่ร่วมกันของภาษาประจำชาติเป็นหลักและภาษาอังกฤษเป็นลำดับรองก็สร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่บ้านเมืองได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่คนไทยต้องอยู่ภายใต้การครอบงำของภาษาอังกฤษ คนไทยพูดภาษาไทยได้คล่องกว่าภาษาอังกฤษมิใช่เรื่องน่าละอายใจอย่างที่ชาติตะวันตกพยายามสร้างความเชื่อนั้นให้คนไทย ควรจดจำไว้ว่า คนไทยพูดภาษาไทยไม่ได้ ไม่ชัด จะเรียกตนเองว่า คนไทยได้อย่างไร เมื่อภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชนชาติไทยและเป็นแสนยานุภาพเดียวของคนไทยซึ่งเป็นที่เกรงขามของชาวตะวันตกเมื่อต้องมาสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนไทย ความเข้มแข็งด้านภาษาไทย คือ กำแพงป้องกันมิให้เป็นทาสหรือเรียกกันว่า ป้อมปราการด่านสุดท้ายของคนไทยซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของชาติตะวันตกที่อยากครอบงำคนไทยและประเทศไทย ********************************** 7/5/2009 มรดก เรื่องน่ารู้ถาม ทรัพย์มรดก คือ อะไร ? ตอบ กฎหมายกำหนดว่า ทรัพย์มรดกของคนตาย หมายถึง ทรัพย์สินและหนี้สิน ที่มีอยู่ ณ เวลาที่ตาย หลายคนยังเข้าใจผิดว่า มรดกมีเฉพาะทรัพย์สินอันได้แก่ เงินสด อสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ หุ้น สิทธิเรียกร้องต่างๆ เท่านั้น หากผู้ตายมีหนี้สิน ทายาทก็ต้องรับหนี้สินไปด้วย ถาม กฎหมายกำหนดวิธีแบ่งมรดกไว้หรือไม่ ? ตอบ พินัยกรรมเป็นความต้องการสุดท้ายของคนตาย หากทำไว้ ก็ต้องเป็นไปตามที่เขียนไว้ ถ้าไม่ได้ทำ ก็ต้องจัดแบ่งตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หลักการ คือ หากผู้ตายสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ต้องแบ่งแยกสินสมรสออกจากกันก่อน เพราะมรดกจัดแบ่งจากสินส่วนตัวเท่านั้น เมื่อได้สินส่วนตัวแล้วจึงถือเป็นมรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาทผู้ตายได้ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ถาม แบ่งมรดกกันอย่างไร ? ตอบ ถ้าผู้ตายมีคู่สมรส ก็ต้องแบ่งทรัพย์สินซึ่งมี ณ เวลาตายเพื่อให้เป็นสินส่วนตัวก่อน ตัวอย่างเช่น ทรัพย์สิน ณ เวลาตาย จำนวน 100 บาท จึงต้องแบ่งครึ่งเพื่อให้คู่สมรสได้ 50 บาทไปก่อน ส่วน 50 บาทที่เหลือจะเป็นมรดกของผู้ตายแบ่งแก่ทายาทซึ่งกรณีตัวอย่างสมมติให้มีคู่สมรส บุตร 1 คน บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ พี่น้องผู้ตาย แต่พี่น้องผู้ตายนั้นไม่ถือเป็นทายทในมรดกนี้เพราะกฎหมายกำหนดว่า ถ้าผู้ตายมีบุตร บิดามารดา ทายาทคนอื่นจะถูกตัดออกไปและไม่มีส่วนในมรดกเลย ดังนั้น ทายาทที่มีสิทธิ์ในมรดกตัวอย่างนี้แค่ 4 คนเท่านั้น กฎหมายกำหนดให้ทายาททุกคนได้คนละหนึ่งส่วนใน 50 บาท สิ่งที่ต้องระลึกถึงเสมอคือ ทายาทต้องรับแบ่งหนี้สินไปด้วยเสมอเพราะหนี้สินเป็นมรดกด้วย หากใครรับที่ดินติดจำนอง ก็ต้องเป็นหนี้จำนองของผู้ตายด้วยเพียงแต่ชดใช้เงินได้ไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่ตนรับมรดก ถาม ทายาทที่เป็นเด็กจะได้รับมรดกหรือไม่ ? ตอบ สิทธิ์รับมรดกยังคงเป็นของบุตรผู้เยาว์เสมอ เพียงแต่การดูแลทรัพย์มรดกนั้นบิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่จักทำหน้าที่นั้นจนกว่าเด็กบรรลุนิติภาวะ เมื่อถึงวันที่เด็กมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เขาจะมีอำนาจดูแลจัดการทรัพย์มรดกนั้นด้วยตัวเองได้ ถาม ถ้าเป็นลูกคนเดียวของบิดามารดา มารดาตายแล้ว แต่บิดายังมีชีวิตอยู่ จะขอรับทรัพย์สินของบิดาได้หรือไม่ ? ตอบ ทรัพย์มรดกจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ตายเท่านั้น ถ้าบิดายังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สินของเขาไม่ถือเป็นมรดกที่ลูกรับสืบทอดไป ณ เวลาที่ขอหรือที่เรียกกันว่า ขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้า บิดามีอำนาจจำหน่ายหรือจัดการทรัพย์สินของเขาได้อย่างอิสระ ลูกไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวด้วย ส่วนบิดาจะยกทรัพย์สินให้เป็นมรดกของลูกหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามความต้องการสุดท้ายหรือพินัยกรรมหรือถ้าไม่ทำพินัยกรรมไว้ ก็จะต้องจัดแบ่งตามหลักกฎหมายเท่านั้น คือ ลูก เป็นทายาทมรดกของเขา ถาม เงื่อนไขใดที่ลูกจะไม่ได้รับมรดกของบิดามารดา ? ตอบ ความเชื่อคลาดเคลื่อนกันไปว่า ลูกต้องเป็นทายาทสืบมรดกของบิดามารดาที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อันที่จริงแล้ว กฎหมายต้องการส่งเสริมลูกกตัญญู อันเป็นศีลธรรมที่ดีของสังคมไทย จึงกำหนดตัดลูกที่สังหารหรือจงใจมีส่วนให้บิดามารดาเจ้าของมรดกต้องตายออกจากกองมรดก ดังนั้น ถ้าลูกฆ่าบิดามารดา จะไม่มีสิทธิ์รับทรัพย์มรดกเลย เมื่อไม่มีลูก ก็ต้องเลื่อนทายาทลำดับอื่นขึ้นมารับแทนในฐานะไม่มีทายาทลำดับต้น ตัวอย่างเช่น คนตายมีบุตร พี่น้องคนตาย แต่บุตรฆ่าเจ้ามรดก ทายาทรับมรดกจึงกลายเป็นพี่น้องคนตาย เป็นต้น ถาม ถ้าไม่มีทายาท มรดกจะเป็นอย่างไร ? ตอบ กรณีผู้ตายไม่มีทายาทตามกฎหมาย เช่น บุตร สามีภรรยา บิดามารดา พี่น้อง เป็นต้น กฎหมายกำหนดให้ทรัพย์มรดกตกแก่แผ่นดิน ต้องไม่ลืมว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิ์ในการทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินอันเป็นมรดกแก่บุคคลใดที่มิใช่ทายาทตามกฎหมายก็ได้ จึงเป็นทางแก้ให้เจ้ามรดกจัดการทรัพย์สินเป็นอย่างอื่นนอกเหนือกฎหมายได้ ถาม พินัยกรรมมีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร ? ตอบ พินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายในการจัดการทรัพย์สินที่อาจทำแตกต่างจากกฎหมายก็ได้ อาทิเช่น อาจยกทรัพย์สินบางชิ้นแก่ผู้มิใช่ทายาท จัดแบ่งสัดส่วนทรัพย์สินตามใจชอบแก่เหล่าทายาทซึ่งอาจได้รับไม่เท่ากัน ตัดทายาทบางคนมิให้มีส่วนรับมรดกในหรือนอกพินัยกรรม เป็นต้น รูปแบบและขั้นตอนการทำพินัยกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ทำต้องเอาใจใส่และทำให้รัดกุมเพื่อป้องกันการโต้แย้งระหว่างทายาทด้วยกันหรือมิให้มีการทำลายฉบับจริงเพื่อผลประโยชน์เพิ่มขึ้นของตน จึงควรศึกษาการทำพินัยกรรมให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน ถ้าไม่มีการทำพินัยกรรม กฎหมายบังคับให้ต้องแบ่งมรดกตามกฎหมายมรดกเท่านั้น ถาม การแบ่งมรดกโดยกฎหมายทำอย่างไร ? ตอบ กฎหมายกำหนดลำดับทายาทไว้ 6 ข้อ คือ 1 ผู้สืบสันดาน คือ บุตร หลาน เหลน ลื้อ 2 บิดามารดา 3 พี่น้องร่วมบิดามารดา 4 พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน 5 ปู่ย่า ตายาย 6 ลุง ป้า น้า อา เมื่อมีทายาทลำดับใดแล้ว ทายาทอื่นก็จะถูกตัดสิทธิ์รับมรดกทันที ยกเว้น บิดามารดาผู้ตายถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็จะไม่ถูกตัดสิทธิ์ด้วย เมื่อได้จำนวนทายาทแล้วก็จะแบ่งมรดกโดยได้คนละ 1 ส่วนเท่านั้น ถาม คำว่า “คู่สมรส” มีลักษณะอย่างไร ? ตอบ คู่สมรสที่จะเป็นทายาทในกองมรดกนั้น ต้องสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายไทยหรือกฎหมายสัญชาตินั้นๆ หากเป็นของไทยก็ต้องจดทะเบียนสมรส กรณีคู่สมรสต่างชาติก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติที่พวกเขาเลือกใช้ เช่น ชายไทยสมรสกับหญิงอเมริกัน ถ้าจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย ก็ถือเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายไทยและหากเกิดคดีมรดกของภรรยาอเมริกัน เขาก็ยังเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดิมเพราะเป็นไปตามกฎหมายไทยที่ทั้งสองเลือกทำการสมรสไว้ เป็นต้น การอยู่ร่วมเตียงร่วมบ้านกัน ยังไม่ถือว่าเป็นคู่สมรสตามกฎหมายมรดก จึงไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย อีกทั้งไม่สามารถใช้สิทธิ์ขอแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งก่อนแบ่งมรดกด้วย มันเป็นข้อดีของการสมรสตามกฎหมาย **************************** 7/1/2009 ใต้เงาบาป 5.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 5.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
ชนิตว์เดินนำเพื่อนสนิทเข้าไปในตึกพิตรพิบูลอันเป็นตึกใหญ่ในย่านรามอินทรา อีกทั้งยังเป็นที่รวมของบริษัทในเครือทั้งหมดของสรพศ พิตรพิบูล นักข่าวสาวเล่าความเป็นมาของกลุ่มนักลงทุนเจ้าของตึกใหญ่นี้ให้มันตรินีฟังขณะอยู่ในลิฟต์ หญิงสาวร่างเล็กยืนฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกในชั้นที่ 27 ทั้งสองจึงเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องทำงานซึ่งมีป้ายชื่อปรานต์ อัครชัย ติดอยู่ เลขาหน้าห้องยิ้มทักทายคนทั้งสอง “ มีอะไรให้ช่วยคะ ? “ “ ฉันนัดพบกับคุณปรานต์แล้วค่ะ “ ชนิตว์บอกเสียงเรียบ มันตรินีขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางกระซิบกับเพื่อนว่า “ ไม่เห็นบอกเลยว่านัดไว้ก่อน “ “ พบกับผู้บริหารต้องนัดก่อนเสมอ มันเป็นมารยาทจ๊ะ “ มันตรินีรู้สึกไม่พอใจที่เพื่อนไม่บอกกล่าวเรื่องนี้กับหล่อนก่อนเลย จึงสะกิดนักข่าวสาวพร้อมส่งซองสีน้ำตาลให้ “ ฝากให้เขาด้วยนะ ฉันจะไปนั่งรอที่ส่วนรับรองแขกหน้าลิฟต์ของชั้นนี้แหละ “ ชนิตว์อ้าปากค้าง เมื่อเพื่อนสาวร่างเล็กหมุนกายนำลิ่วไปยังชุดรับรองแขกตามที่พูดไว้ โดยไม่รอฟังคำทัดทานของหล่อนเลย “ ท่านเชิญให้คุณเข้าพบได้ค่ะ “ เลขาสาวกล่าวหลังจากวางสายโทรศัพท์แล้ว
เจ้าของห้องทำงานเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียวยาว คมเข้ม ร่างสูง ผิวคล้ำ ได้ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นชนิตว์นักข่าวสาวเดินเข้ามาในห้องของเขา รอยยิ้มของเขาทำให้หัวใจของชนิตว์เต้นรัวทันใด “ ยินดีต้อนรับ นักข่าวคนใหม่ “ ปรานต์กล่าวทักทาย พลางผายมือไปยังโซฟายาว ชนิตว์ยิ้มเขิน ขณะทรุดนั่งลงบนโซฟาอันอ่อนนุ่ม “ ฉันมาเพื่อขอบคุณที่ช่วยพูดจนกระทั่งฉันได้งานประจำ “ “ มันเป็นน้ำใจของเพื่อนต่างหากครับ “ นักข่าวสาวอมยิ้ม ปรานต์เอ่ยขึ้นว่า “ เลขาบอกว่าคุณมากันสองคนนี่ครับ “ “ ตรีขอนั่งรอข้างนอก แล้วฝากของให้คุณด้วยค่ะ “ ปรานต์รับซองสีน้ำตาลมาแกะออก จึงเห็นแผ่นดิสต์สีดำวางสงบอยู่ในนั้น “ อะไรคะ ? “ “ เธอสัญญาจะคืนแผ่นสำเนาให้ผม “ เขาหยิบออกมาให้อีกฝ่ายดู ท่าทางเคร่งขรึม ชนิตว์มีสีหน้าเจื่อนเล็กน้อย “ ฉันขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะคะ “ “ เราต่างทำหน้าที่กันไป โชคดีที่ยังยุติเรื่องอย่างสันติได้ “ ปรานต์วางแผ่นดิสต์ไว้บนโต๊ะรับแขก พลางกล่าวชวนอีกฝ่ายว่า “ ผมขอเลี้ยงอาหารกลางวันสักมื้อนะครับ “ “ ฉันต้องถามตรีก่อนค่ะ “
“ เราไปถามเธอเลยสิ “ ปรานต์กล่าว แล้วผุดลุกขึ้นก่อน พลางกระเซ้าว่า “ หากจะให้เธอไปด้วย คุณคงต้องเหนื่อยแรงที่จะพูดกล่อมล่ะครับ “ “ ทำไมคะ ? “ “ คุณตรีท่าทางจะไม่ชอบผมเท่าไร “ เขาตอบติดตลก ชนิตว์ได้แต่ยิ้ม นั่นสินะ มันตรินีมีท่าทางมึนตึงกับชายหนุ่มคนนี้ทุกครั้งที่พบกัน บางทีอาจเป็นเพราะปรานต์เชิญหญิงสาวทั้งสองด้วยวิธีแบบนั้น เพื่อนของหล่อนจึงไม่พอใจก็ได้ เมื่อเปิดประตูออกมา ทั้งสองต้องรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินพนักงานสาวคนหนึ่งพูดกับเลขาสาวของปรานต์ว่า “ ไปดูเขาเล่นเกมแฮกเกอร์กันไหม ดวง “ “ เกมแฮกเกอร์ ? “ พนักงานสาวผู้นั้นเอ่ยว่า “ ทีมงานที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยของข้อมูลกำลังทดสอบระบบอยู่โดยจำลองเหตุการณ์ขึ้นมา มีพนักงานคนหนึ่งบอกว่าคนทดสอบเป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว มีฝีมือเก่งทีเดียว ขนาดทำให้หัวหน้าทีมต้องนั่งควบคุมระบบด้วยตัวเอง คร่ำเครียดเชียวล่ะ “ ดวงฤดีเลขาสาวของปรานต์ชักสนใจ แต่ยังมีอาการลังเล “ ขืนไปตอนนี้ เจ้านายไม่พบฉัน โดนไล่ออกแน่” “ ฉันไปก่อนล่ะ “ พนักงานสาวคนเดิมโบกมืออำลา เมื่อหันไปเห็นปรานต์กับชนิตว์ยืนมองอยู่ “ คุณปรานต์ ! “ ดวงฤดีสะดุ้งเฮือกที่เห็นเจ้านายหนุ่มนัยน์ตาเข้มยืนมองอยู่ ปรานต์มีสีหน้าเคร่ง น้ำเสียงแข็งยามถามว่า “ ผมได้ยินว่ามีการทดสอบระบบหรือ ? “ “ ใช่ค่ะ “ ชนิตว์มองปราดไปยังชุดรับรองแขกอันเป็นที่นัดหมายของหล่อนกับมันตรินี ไม่มีแม้แต่เงาของเพื่อนสาวเลย “ ฉันสงสัยว่าผู้หญิงที่ทำการทดสอบ จะเป็นมันตรินีเพื่อนของฉันจัง “ หล่อนกระซิบบอกชายหนุ่ม “ เราไปดูกันก็ได้ “ เขากล่าวเสียงเย็น พลางหันไปทางเลขาสาว “ คุณอยากไปดูก็ได้นะ คุณดวง “ เลขาสาวมีสีหน้าดีขึ้น แล้วเดินตามคนทั้งสองไปยังห้องเก็บข้อมูลซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 30 ของตึกพิตรพิบูล
เมื่อปรานต์ ชนิตว์ และดวงฤดีเดินเข้าไปในห้องเก็บข้อมูลจึงได้เห็นภาพพนักงานกลุ่มใหญ่กำลังมุงดูคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งอยู่ โดยมีหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งยืนอธิบายให้ทุกคนเข้าใจกับภาพที่เกิดบนจอมอนิเตอร์ขณะนั้น ระยะห่างออกไปเล็กน้อยหัวหน้าทีมงานซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นวัยไล่เลี่ยกับปรานต์กำลังนั่งคีย์ข้อมูลบางอย่างด้วยใบหน้าคร่ำเคร่ง ส่วนตรงกลางห้องมีหญิงสาวร่างเล็ก ใบหน้ากลมในชุดเสื้อผ้า สีสุภาพกำลังขยับแว่นตาไปมา ปากพึมพำบางอย่าง มือเล็กเรียวของหล่อนกำลังกดแป้นคีย์ดังรัวอย่างชำนาญ ท่าทางไม่คร่ำเคร่งนัก “ การทดสอบเป็นอย่างไรบ้าง เคน “ ปรานต์ถามขึ้นเมื่อมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าทีมงาน เคนส่ายหัวไปมา แล้วตอบเป็นภาษาอังกฤษว่า “ เธอกำลังผ่านประตูสุดท้ายแล้ว ผมพยายามขวางไว้ แต่ดูเหมือนไม่เป็นผลเท่าไรนัก “ “ ผู้หญิงคนนั้นเก่งขนาดนั้นเชียว “ ดวงตาคมเข้มของปรานต์จับจ้องอยู่นี่เจ้าของร่างเล็กซึ่งกำลังนั่งอมยิ้ม เมื่อจอภาพแสดงผลว่าทำงานสำเร็จแล้ว ชนิตว์เดินเข้าไปหาเพื่อนสาวทันที ขณะที่เคนเอ่ยว่า “ ผมต้องขอกลับไปแก้ไขบางส่วนของโปรแกรมก่อน คุณจะว่ายังไง “ “ ผมต้องการสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ! “ คำตอบของนายจ้างทำให้หนุ่มญี่ปุ่นยิ้มออกได้ เคนหันไปทางมันตรินีซึ่งเดินเข้ามาใกล้คนทั้งสอง “ ผมยอมแพ้คุณจริงๆ ตรี “ “ สัญญาของเราล่ะคะ ? “ มันตรินีทวงสัญญาทันทีด้วยภาษาญี่ปุ่นที่คล่องแคล่ว เคนหัวเราะในลำคอ ดวงตาหรี่เล็ก “ ผมจะเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นสำหรับมื้อเย็น ! “ “ ในที่สุดฉันก็ทำให้คุณยอมควักเงินเลี้ยงข้าวได้เป็นครั้งที่สอง “ มันตรินีบอกยิ้มๆ พลางหันไปแปลคำสนทนาให้กับชนิตว์ซึ่งยืนฟังด้วยท่าทางงุนงง ปรานต์ยืนฟังคำแปลจากปากของเคนด้วยความรู้สึกฉงนเช่นกัน พลางถามหนุ่มญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษว่า “ คุณรู้จักเธอมาก่อนรึ ! “ “ สนิทกันมาก “ เคนตอบเสียงจริงจัง “ ผมเป็นเพื่อนสนิทกับชินอดีตคนรักของเธอ “ “ อดีตคนรัก ! “ ปรานต์รู้สึกสนใจขึ้นมาทันใด มันตรินีบอกกับเคนว่า “ โปรแกรมของคุณยังมีข้อบกพร่องอยู่ เราจะคุยตอนกินข้าวดีไหมคะ เคน “ “ ผมอยากได้ไอเดียของคุณอยู่แล้ว “ เคนกล่าวยอมรับจากใจจริง แล้วชวนหญิงสาวไปดูอุปกรณ์ที่เขานำมาจากญี่ปุ่น “ สงสัยพวกเขาคงไม่สนใจเราเสียแล้ว “ ปรานต์กล่าวล้อในที พลางเอ่ยชวนชนิตว์ไปทานข้าวด้วยกัน โดยไม่ลืมบอกกับมันตรินีก่อน แต่หล่อนไม่ได้สนใจทั้งสองเพราะมัวเพลินสนทนากับเคนเพื่อนเก่าสมัยที่เรียนในญี่ปุ่นซึ่งไม่มีโอกาสได้พบกันมานาน
ตอนค่ำหลังรับประทานอาหารญี่ปุ่นกับเคนเพื่อนเก่าแล้ว มันตรินีจึงเดินออกจากลิฟต์เพื่อกลับบ้าน อันที่จริงเคนพูดอาสาจะไปส่งหญิงสาว แต่หล่อนปฏิเสธด้วยความเกรงใจ ดังนั้นมันตรินีจึงกลับบ้านเพียงลำพัง โดยคิดจะใช้บริการแท็กซี่ของโรงแรมใหญ่นั้นเอง ขณะที่กำลังเดินคิดเพลินๆเสียงชายหนุ่มคนหนึ่งเรียกหญิงสาวไว้ก่อนที่หล่อนจะก้าวพ้นประตูโรงแรมนั้นทำให้เท้าทั้งสองชะงักไว้ทันใด “ คุณนั่นเอง ! “ มันตรินีหันไปมองชายหนุ่มใบหน้าคมเข้ม ผมตัดสั้นสีดำ ปรานต์ยิ้มเล็กน้อย “ คุณมาทานข้าวกับเคนที่นี่หรือ ? “ “ ใช่ค่ะ เขาพักที่นี่ด้วย “ “ ผมมางานเลี้ยงแต่งงานของเพื่อนที่นี่ ไม่นึกว่าจะพบกับคุณเลยนะ “ หญิงสาวอดนึกชื่นชมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มเบื้องหน้าไม่ได้ พระเอกละครทีวีบางคนยังมีรูปโฉมไม่งาม มีเสน่ห์เท่ากับปรานต์ อัครชัย ผู้นี้เลย “ เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นเสมอค่ะ “ หล่อนตอบเสียงเรียบ พลางกล่าวต่อไปว่า “ ฉันไม่อยากกลับบ้านดึก ต้องขอตัวกลับก่อน “ “ มีคนมารับหรือเปล่าครับ ? “ “ ฉันกลับเองได้ “ หล่อนตอบเสียงเข้ม แววตาขัดเคือง “ ผมไปส่งที่บ้านแล้วกัน “ “ ฉันยังยืนยันจะกลับเองค่ะ “ ปรานต์คว้าแขนของมันตรินีซึ่งทำท่าจะก้าวเดินจากไปทันที พร้อมกล่าวเชิงบังคับในทีว่า “ การปฏิเสธน้ำใจคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล เป็นการสร้างศัตรูนะ คุณไม่ควรดื้อกับผมสำหรับเรื่องเล็กแบบนี้ “ “ บังคับฉันรึ ! “ หล่อนพูดเอาเรื่อง “ เชื้อเชิญต่างหาก ! “ เขาตอบ พลางลากหญิงสาวไปที่ลิฟต์ โดยหล่อนพยายามขืนตัวไว้สักพัก เมื่อเห็นสายตาของคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างจ้องมองทั้งสอง ทำให้หญิงสาวจำใจยอมตามชายหนุ่มไปโดยดี ขณะที่ปรานต์ไม่มีท่าทางผิดปกติใดๆสักนิด
รถยนต์คันงามของปรานต์ อัครชัยแล่นออกจากโรงแรมใหญ่ได้สักพัก เขาเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งเคียงข้าง หล่อนนั่งยืดตัวตรง ดวงตามองไปข้างหน้าริมฝีปากเม้มสนิท เขารับรู้ทันทีว่ามันตรินีกำลังไม่พอใจการกระทำของเขาเมื่อครู่นี้เป็นอย่างมาก “ นั่งยืดคอแบบนี้ ไม่เมื่อยบ้างรึ คุณตรี “ ปรานต์กล่าวทำลายความเงียบขึ้นก่อน เมื่อรถของเขาจอดติดไฟแดงอยู่ มันตรินีนั่งนิ่ง โดยตั้งใจจะไม่ยอมพูดกับอีกฝ่าย ชายหนุ่มส่ายหน้าด้วยความระอานิดๆ “ ไม่พอใจที่ผมไปส่งหรือไง “ หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบอยู่ ปรานต์ชักหงุดหงิดบ้าง จึงขับรถไปจอดไว้ข้างทาง พลางหันมาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ มีอะไรก็พูดมาสิ คุณตรี “ “ ฉันไม่ชอบให้ใครบังคับ ! “ หญิงสาวเอ่ยเป็นประโยคแรก โดยไม่ยอมสบตากับชายหนุ่ม “ ผมเพียงแต่บอกให้คุณรู้ว่า ไม่ควรดื้อกับผมโดยไร้เหตุผลต่างหาก “ “ คุณก็ยังไม่สำนึกสินะ “ “ สำนึกรึ ? “ ปรานต์ทวนคำด้วยความฉงน พลางถอนใจหนัก “ ผมรู้เพียงว่าคุณชอบทำตัวดื้อกับผมทุกเรื่อง เพียงเพราะผมทำงานกับลุงพศ นั่นหมายความว่าคุณไม่รู้จักแยกแยะ “ “ ฉันไม่อยากคุยด้วยแล้ว” หล่อนบอกเสียงขุ่น เมื่อได้ยินชื่อของคนๆนั้น ปรานต์มองระอา “ ก็ได้ กลับบ้านของคุณทันที “ เสียงเพจเจอร์ดังขึ้น มันตรินีหยิบเครื่องออกมาอ่านข้อความ คิ้วโค้งบางขมวดแน่น สีหน้าไม่ดีนัก “ ช่วยขับไปที่ชุมชนเกล็ดแก้วที ! “ หล่อนกล่าวเสียงอ่อนลง “ คุณขอร้องผมรึ ! “ “ ใช่ค่ะ “ มันตรินีพูดยอมรับ แววตาอ้อนวอน “ ฉันต้องไปถึงให้เร็วที่สุด มีคนรอคอยฉันอยู่ “ ปรานต์มองเจ้าของใบหน้ากลมซึ่งสวมแว่นตากรอบทองอย่างชั่งใจ เขาพยักหน้า แล้วขับรถคันงามฝ่าความมืดไปยังจุดหมายของหญิงสาวด้วยความเร็วเต็มที่ โชคดีที่ช่วงเวลานั้นไม่มีรถมากนัก
************** โปรดติดตามตอนต่อไป *************** สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ใต้เงาบาป 5.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 5.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
เย็นวันหนึ่งอันเป็นเวลาเลิกเรียนของโรงเรียนธีระวิทยา เด็กนักเรียนในระดับชั้นต่างๆพากันทยอยเดินออกไปเป็นอันมาก มันตรินีหอบแฟ้มไว้ในอ้อมแขนกำลังก้าวพ้นประตูโรงเรียน พลันสายตาเหลือบไปเห็นนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งยืนรุมล้อมเด็กหนุ่มคนหนึ่งไว้ที่บริเวณริมรั้วด้านใน หล่อนตัดสินใจเดินเข้าไปยังคนกลุ่มนั้นทันที “ นายเป็นคนแจ้งจับลูกค้าของเราใช่ไหม ไอ้ศัลย์ “ นักเรียนรุ่นพี่ร่างใหญ่กระชากเสียงถาม แววตาดุดัน เด็กหนุ่มร่างสูงไล่เลี่ยกับอีกฝ่าย ผิวคล้ำ สีหน้าวิตก ยามตอบว่า “ ผมไม่ได้พูดนะ พวกนายเข้าใจผิดแล้ว “ “ มีนายคนเดียวที่เห็นมันซื้อยากับพวกเรา ! “ เพื่อนอีกคนพูดเสียงดัง “ พวกนายไม่เชื่อก็ช่วยไม่ได้ ! “ นักเรียนชายซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มเงื้อหมัดจะต่อยศัลย์ พลันต้องชะงักมือไว้เมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “ พวกเธอกำลังทำอะไรกัน ? “ มันตรินีตะโกนถาม ท่าทางหวาดระแวง “ อาจารย์ตรี ! “ หัวหน้ากลุ่มมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ศัลย์ได้โอกาสที่ทุกคนตะลึงอยู่ จึงรีบเดินมาอยู่ด้านหลังของอาจารย์สาวร่างเล็ก “ เรากำลังคุยกันเท่านั้นครับ “ หัวหน้ากลุ่มตอบอย่างนอบน้อม ขณะส่งสายตาปรามคู่กรณีไว้ ศัลย์หลบสายตาคู่นั้นของอีกฝ่าย ขณะที่มันตรินีกวาดตามองนักเรียนทั้งห้าคนอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มว่า “ แค่คุยกันก็ดีแล้ว ฉันคิดว่าจะทะเลาะกันเสียอีก “ “ พวกผมจะมีเรื่องกับนักเรียนห้องคิงได้อย่างไรกันครับ “ หนึ่งในกลุ่มตอบด้วยท่าทียียวน “ กลับบ้านได้แล้ว ! “ มันตรินีกล่าวตัดบททันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังพูดหาเรื่อง “ ครับ “ หัวหน้ากลุ่มตอบรับแล้วชักชวนเพื่อนๆไปโดยเร็ว ศัลย์ถอนใจโล่งอกทันใด พลันชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาคมกริบของมันตรินีที่มองอยู่ “ เธอมีเรื่องอะไรกับเขา ศัลย์ “ ศัลย์ตอบอ้อมแอ้มว่า “ เราคุยกันเท่านั้น เพราะมีเรื่องเข้าใจผิดกันครับ “ “ พูดความจริงรึเปล่า ? “ “ ครับ “ คำตอบหนักแน่นของเด็กหนุ่มทำให้หล่อนคิดว่าคงไม่มีวันได้ความจริงมากไปกว่านี้แน่ “ แม้ฉันจะสอนคอมพิวเตอร์ให้เธอ แต่ด้วยความเป็นอาจารย์ หากเธอมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษากับฉันได้เสมอ เข้าใจนะ ศัลย์ “ “ ขอบคุณครับ อาจารย์ “ ศัลย์ตอบด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง มันตรินีอมยิ้ม “ ฉันไม่อยากสูญเสียศิษย์คนโปรดนี่นา “ เด็กหนุ่มกล่าวอำลา แล้ววิ่งออกไปจากโรงเรียนทันที โดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามไปด้วยความห่วงใยกับอนาคตข้างหน้าของศัลย์
เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลายวิ่งไปตามซอยแคบๆจนกระทั่งถึงบ้านไม้หลังเล็กซึ่งตั้งอยู่สุดซอยนั้นเอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็ต้องตกใจกับภาพเบื้องหน้า นายวินผู้เป็นบิดากำลังยื้อแย่งเงินสดกับนางมาลีมารดาซึ่งร่ำร้องไม่หยุดปาก เพียงหวังให้สามีคืนเงินให้เท่านั้น ในที่สุดนายวินใช้มือตบใบหน้าของภรรยาเต็มแรง พลางคว้าเงินสดออกไปจากบ้านนั้นโดยเร็ว “ แม่ครับ ! “ ศัลย์เข้าประคองร่างมารดาที่ทรุดฮวบลงกับพื้น นางมาลีคร่ำครวญทั้งน้ำตาว่า “ เอาเงินของฉันคืนมา ! “ ศัลย์มีสีหน้าตกใจเมื่อเห็นเลือดไหลซึมออกมาที่บริเวณท้องของมารดา จึงรีบเปิดเสื้อเพื่อดูที่มาของเลือด “ แม่ไปทำอะไรมา ? “ ศัลย์ถามขึ้นเมื่อเห็นรอยเย็บแผลเป็นทางยาวที่ด้านขวาของท้อง นางมาลียังคงร่ำไห้อย่างไร้สติ เด็กหนุ่มจับใบหน้าของมารดาให้มองที่เขา แล้วถามย้ำว่า “ ทำไมมีรอยเย็บแผล ? “ “ แม่ขายไตเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ให้พ่อ แต่พอมีเงินเหลือ เขาก็เอาไปเล่นพนันอีกแล้ว “ คำตอบของมารดาทำให้ศัลย์แทบหมดแรง ไม่นึกเลยว่านางมาลีจะเสียสละอวัยวะเพื่อช่วยบิดาของเขามากขนาดนี้ “ แม่ไม่น่าโง่เลย ! “ ศัลย์กอดมารดาไว้แน่น “ แม่ไม่มีวันเปลี่ยนคนติดพนัน ติดเหล้าได้หรอก “ “ พ่อสัญญาแล้ว ! “ ศัลย์กระชากเสียงอย่างลืมตัวว่า “ พ่อสัญญาทุกครั้งที่ต้องการให้แม่หาเงิน มันจบแบบนี้เสมอ แม่ไม่ควรเชื่ออีกเลย “ “ ศัลย์…… “ นางมาลีสะอื้นไห้ในอ้อมแขนของลูกชาย เด็กหนุ่มถอนใจหนัก พลางประคองมารดาให้ลุกขึ้น “ มีเลือดออกจากแผลไปให้ หมอดูสักหน่อยเถอะ “ นางมาลีชะงัก ยามเอ่ยว่า “ เราไม่มีเงินแล้วนะ “ “ ผมยังมีค่าขนมเหลืออยู่ ไม่ต้องห่วงครับ “ เขาบอก แล้วพามารดาออกจากบ้านไปทันที
ช่วงกลางวันในวันต่อมาศัลย์แยกตัวมานั่งใต้ร่มไม้ใหญ่หลังโรงเรียนพร้อมกับขวด พลาสติคบรรจุน้ำดื่ม เขานั่งจิบน้ำดื่มไปเรื่อยๆท่ามกลางลมเย็นที่พัดผ่านผิวกาย เขาสะดุ้งเมื่อเสียงของอาจารย์สาวร่างเล็กดังขึ้น “ น้ำดื่มไม่ช่วยให้เธอหายหิวได้หรอกนะ ศัลย์ “ “ อาจารย์ตรี ! “ ศัลย์ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าต่ำเพื่อหลบสายตาคมกริบของอีกฝ่าย มันตรินีทรุดนั่งลงเคียงข้างเด็กหนุ่ม พลางถอนใจเฮือกใหญ่ “ ฉันเคยบอกให้เธอปรึกษาฉันได้เสมอ เมื่อเธอเกิดเรื่องที่บ้าน เธอกลับเงียบ หากฉันไม่สังเกตเห็นว่าสองวันนี้เธอไม่มีสมาธิในการเรียนคอมพ์เหมือนเมื่อก่อน แล้วสอบถามจากเพื่อนของเธอคงไม่มีวันรู้เรื่องเลยนะ “ “ อุษาบอกหรือครับ ? “ “ ใช่ ทีแรกก็ไม่ยอมเล่า ฉันต้องนั่งกล่อมเสียนาน “ หล่อนบอกเสียงจริงจัง “ อุษาซื้อแฮมเบอร์เกอร์ให้เธอด้วยนะ “ อาจารย์สาวยื่นแฮมเบอร์เกอร์ให้เด็กหนุ่มซึ่งยังมีท่าทางลังเล หล่อนจึงเอ่ยยิ้มๆว่า “ อย่าให้เพื่อนเสียน้ำใจสิ ศัลย์ “ ศัลย์ยอมรับมาโดยดี ขณะที่เด็กหนุ่มนั่งรับประทานอยู่ มันตรินีถามขึ้นว่า “ แม่ของเธอเป็นอย่างไรบ้าง ? “ “ แผลผ่าตัดดีขึ้นมากแล้วครับ “ “ ผู้หญิงแบบแม่ของเธอนี่หายากในสังคมนี้เลยนะ” มันตรินีพูดจากใจ “ ภรรยาที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อสามีอันเป็นที่รัก ฉันไม่กล้าพอแบบนั้นแน่นอน “ ศัลย์นิ่งอึ้งไป ริมฝีปากเม้มแน่น “ ผมคิดว่าแม่แยกแยะไม่ออกต่างหาก “ “ พูดไปก็บาปปากเปล่าๆ ยังไงท่านก็เป็นแม่ของเธอนะ ศัลย์ “ หญิงสาวเห็นอาการทอดถอนใจของเด็กหนุ่ม ก็ยิ่งรู้สึกเวทนาแกมเห็นใจยิ่ง “ ตอนนี้แม่พักฟื้น พ่อก็หายตัวไป ทางบ้านคงมีปัญหาทางการเงินมากสินะ “ “ ผมกำลังอยากลาออกไปหางานทำ แม่จะได้ไม่ลำบากอีกต่อไป “ “ เธอคิดจะทิ้งความฝันของตัวเองรึ ! “ ศัลย์มีสีหน้าลำบากใจ “ เมื่อท้องหิว ความฝันก็ต้องทิ้งไว้ก่อน “ “ การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ต้องวางพื้นฐานอย่างดี มีความตั้งใจมั่น ถ้าเธอปลีกตัวไปตอนนี้ คิดหวนกลับมาอีกก็สายเกินไปแล้วนะ ศัลย์ “ “ ไม่มีใครสมหวังเสมอไปนี่ครับ อาจารย์ “ คำพูดของเด็กหนุ่มที่ผ่านมรสุมชีวิตมามาก ทำให้หญิงสาวนิ่งงันไปเช่นกัน “ ฉันคงเสียดายมากที่เธอจะละทิ้งพรสวรรค์ของตัวเอง โดยไม่พัฒนามันไปจนถึงที่สุด “ มันตรินีบอกจากใจจริง
ศัลย์เป็นนักเรียนซึ่งมีพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างน่าทึ่ง หล่อนเฝ้าจับตามองเขาตั้งแต่อยู่มัธยมต้น เมื่อเขาเลื่อนชั้นขึ้นมาที่มัธยมปลาย หล่อนจึงได้พาเขาไปดูการทำงานเป็นนักทดสอบเกมที่บริษัทซึ่งหล่อนทำงานอยู่ เขาดูตื่นเต้นกับเครื่องมือที่ทันสมัยและเอ่ยปากกับหล่อนว่าอยากศึกษาด้านนี้มาก เมื่อหล่อนเห็นความตั้งใจของเขา จึงพยายามส่งเสริมเต็มที่ โดยสอนพิเศษให้แก่ศัลย์ แล้วส่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันด้านคอมพิวเตอร์ เขาไม่เคยทำให้โรงเรียนผิดหวังเลย ชื่อเสียงของโรงเรียนธีระวิทยาเลื่องลือในวงการศึกษาว่าผลิตนักเรียนทางวิทยาศาสตร์ได้ดี ทำให้ทุกปีมีผู้ปกครองนำลูกหลานมาฝากเรียนเพิ่มขึ้น สิ่งที่เป็นปัญหาต่ออนาคตของศัลย์คือฐานะทางบ้าน ซึ่งไม่อาจส่งเสริมพรสวรรค์ของเขาได้ นอกจากจะมีคนเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้เท่านั้น “ ผมอยากให้แม่พักผ่อน “ มันตรินีเหม่อมองไปยังท้องฟ้าอย่างครุ่นคิด พลางกล่าวว่า “ หากมีคนช่วยเหลือด้านการเงิน เธอจะเรียนต่อไปไหม ศัลย์ “ “ ใครจะยอมช่วยล่ะครับ ? “ “ ฉันนี่แหละ ! “ หล่อนตอบเน้นเสียง แววตามุ่งมั่น “ ถ้าเธอยังไม่ละทิ้งความฝันและมุ่งมั่นจะเดินไปสู่ความหวังที่ตั้งใจไว้ ฉันก็จะสนับสนุนเธอเต็มที่ “ “ อาจารย์ตรี ! “ “ ยอมรับความช่วยเหลือนี้ไหมล่ะ ? “ “ แต่อาจารย์จะลำบากนะครับ “ ศัลย์ยังมีความรู้สึกลังเลใจ มันตรินียิ้มนิดๆ “ ฉันไม่กลัวความลำบาก และฉันก็มีวิธีช่วยเธอกับแม่ได้ โดยไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก “ ศัลย์มองอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจ ขณะที่หญิงสาวกล่าวย้ำว่า “ เชื่อใจฉันสิ ศัลย์ “ “ ผมจะไม่ท้อแท้อีกครับ “ “ ฉันอยากฟังคำพูดนี้มากที่สุด “ มันตรินีบอก พลางตบไหล่เป็นการยืนยันความตั้งใจมั่นก่อนที่หล่อนจะเดินจากไป ได้หันมาถามว่า “ ตอนนี้แม่ของเธอทำงานอะไรอยู่ ? “ “ รับจ้างขนขยะในหมู่บ้านของอาจารย์ไงครับ “ อาจารย์สาวร่างเล็กพยักหน้ารับรู้ แล้วบอกว่า “ ต่อไปฉันจะส่งอาหารกลางวันกับเย็นมาให้เธอเอง แล้วเจอกันที่นี่ล่ะ “ “ ครับ “ เขารับคำ ดวงตามองตามร่างเล็กของอาจารย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมอบความหวังดีแก่เขาตลอดเวลา โดยเฉพาะยามคับขันเช่นนี้เธอก็ยื่นมือมาช่วยเหลือเช่นกัน เขาจะจดจำบุญคุณนี้ไว้ตราบชั่วชีวิตทีเดียว
เช้าวันหนึ่งขณะที่มันตรินีกำลังจัดเตรียมเครื่องคอมพิวเตอรืให้กับเหล่านักเรียนสำหรับชั่วโมงเรียนต่อไป ชนิตว์เพื่อนนักข่าวพาร่างสูง เพรียว เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ มีข่าวดีมาบอกนะ ตรี “ มันตรินีเงยหน้ามองนิดหนึ่ง แล้วเดินตรวจตามเครื่องต่างๆ “ มันต้องดีมากเชียวล่ะ ใบหน้าของเธอบ่งบอกชัดเลย “ นักข่าวสาวใช้มือลูบใบหน้ารูปไข่งดงาม แล้วยิ้มกว้าง “ เจ้านายยอมบรรจุฉันเป็นนักข่าวประจำและยังให้เขียนคอลัมน์ด้วยนะ “ “ ดีใจด้วย “ มันตรินีบอกด้วยความยินดี พลางทรุดนั่งที่เบื้องหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลักของห้องปฏิบัติการนั้น “ ทีแรกฉันนึกแปลกใจว่า ทำไมเจ้านายจึงยอมรับฉัน ทั้งที่ไม่มีการตีพิมพ์ผลงานของฉันเลย “ “ เธอจึงไปสืบหาสินะ “ “ ใช่แล้ว “ ชนิตว์ตอบยิ้มๆ นัยน์ตาพราว “ เธอลองทายสิว่าเพราะอะไร ตรี “ อาจารย์สาวส่ายหน้าทันที “ วันนี้ฉันใช้สมองตอบคำถามของนักเรียนมาหลายชั่วโมงแล้ว ขอผ่านคำถามของเธอเถอะ “ “ ก็ได้จ๊ะ “ มันตรินีเห็นท่าทางแปลกๆของเพื่อนที่นั่งทำตาลอย ชนิตว์เอ่ยว่า “ ผู้ชายที่ชื่อปรานต์เป็นคนพูดฝากฝังฉันให้กับเจ้านาย “ “ ปรานต์รึ ! “ “ คนที่เชิญเราสองคนไปเมื่อหลายวันก่อนไงล่ะ ! “ ชนิตว์พูดขยายความเพื่อเตือนความจำให้อีกฝ่าย “ ทำไมเขาต้องช่วยเธอ ทั้งที่เธอเป็นคนทำให้เขาเดือดร้อน “ ชนิตว์ส่ายหน้า หัวใจพองโต ยามเอ่ยว่า “ เมื่อก่อนฉันคิดตีแผ่การบริหารที่ผิดพลาดของบริษัทนั้น จึงเอาข้อมูลลับนั้นมา ตอนนี้คงต้องพักไว้ก่อน “ “ อุดมการณ์ของเธอเปลี่ยนง่ายจัง “ มันตรินีมีสีหน้าครุ่นคิด “ แค่พักไว้ก่อน เพื่อตอบแทนน้ำใจของเขาในครั้งนี้ ต่อไปจะไม่มีละเว้นอีกแล้ว “ ชนิตว์บอกหนักแน่น ริมฝีปากบางได้รูปของมันตรินีแย้มออกเล็กน้อย ยามเอ่ยว่า “ เมื่อถึงเวลาที่เธอรับรู้เบื้องลึกของเขาจริงๆ เธออาจลืมคำพูดในวันนี้ก็ได้ นิตว์ “ “ เธอรู้อะไรรึ ? “ ชนิตว์สะกิดใจกับคำพูดของเพื่อนสนิท “ สักวันเขาอาจบอกเอง หรือเธอสืบรู้ก็ได้นะ “ มันตรินีบอกทีเล่นทีจริง ชนิตว์ยักไหล่ “ เมื่อถึงเวลาฉันคงรู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่เธอรู้เรื่องของเขารึ ตรี “ “ ฉันแค่พูดสมมติเท่านั้น “ มันตรินีพูดกลบเกลื่อนทันที นักข่าวสาวลอบถอนใจโล่งอก ด้วยไม่นึกอยากรับรู้ความลับที่อาจไม่ดีของปรานต์ อัครชัย ในเวลาเช่นนี้ อนาคตข้างหน้าหล่อนยังอดหวั่นไหวไม่ได้ว่าจะตัดสินใจเช่นไร หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ “ วันนี้ฉันมาชวนเธอไปเป็นเพื่อนเพื่อขอบคุณเขาที่บริษัทนะ “ ชนิตว์เอ่ยจุดประสงค์ของตัวเองทันที มันตรินีนิ่งเงียบไป ชนิตว์พูดอ้อนวอนว่า “ ไปเป็นเพื่อนกันหน่อยนะ ตรี “ “ เธอไม่กล้าไปพบเขาตามลำพังรึ น่าแปลกจัง “ ชนิตว์บอกแก้เขินว่า “ ใครบอกว่าไม่กล้า แค่อยากมีเพื่อนไปด้วยหรอก “ มันตรินีชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ “ ไปก็ได้ ! “ ชนิตว์มีสีหน้าแช่มชื่นฉับพลัน จากนั้นทั้งสองจึงเดินออกไปด้วยกัน *************** โปรดติดตามตอน 5.2 ************** สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย |
|
|