Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
8/27/2007 อาณานิคมสุดท้ายของยุโรปอาณานิคมสุดท้ายของยุโรป
เขียนโดย มณีอักษร
นับร้อยปีมาแล้วที่ประเทศแถบยุโรป เช่น อังกฤษ โปรตุเกส สเปน ฝรั่งเศส เดนมาร์ก และชาติอื่นๆ ได้ชื่อว่าเป็นนักล่าอาณานิคมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แผ่ขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจ ศาสนา และแนวความเชื่อไปยังประเทศต่างๆด้วยการใช้กองทัพทหารที่ทันสมัยบุกรุกแผ่นดินเป้าหมายซึ่งมักจะด้อยพัฒนากว่าตน แล้วนำทรัพยากรในแผ่นดินเหล่านั้นไปส่งเสริมความก้าวหน้าในประเทศของตน แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าของอาณานิคมเหล่านั้นต่างบอบช้ำจากสงครามอย่างหนัก กอปรกับดินแดนอาณานิคมหลายแห่งเรียกร้องความเป็นอิสระ จึงมีการปลดปล่อยหลายดินแดนให้เป็นเอกราชทำให้กำเนิดประเทศใหม่ๆขึ้นมากมายและเป็นสมาชิกของสหประชาชาติด้วย แต่ยังมีดินแดนบางส่วนที่ยังเป็นอาณานิคมของชาติยุโรปอย่างเป็นทางการอยู่จำนวน 5 แห่ง ดังต่อไปนี้ 1. อะซอร์ส (Azores) มีพื้นที่ 868 ตารางไมล์ (2247 ตารางกิโลเมตร) ประชากรจำนวน 242000 คน เมืองหลวงชื่อ พอนทาเดลกาดา (Ponta Delgada) เป็นแคว้นปกครองตนเองของโปรตุเกส 2. หมู่เกาะแชนเนล (Channel Islands) มีพื้นที่ 76 ตารางไมล์ (197 ตารางกิโลเมตร) ประชากรจำนวน 144000 คน เมืองหลวง ชื่อ เซนต์ปีเตอร์ปอร์ต (St. Peter Port ; St. Helier) เป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร(อังกฤษ) 3. หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) มีพื้นที่ 540 ตารางไมล์ (1399 ตารางกิโลเมตร) ประชากรจำนวน 48000 คน เมืองหลวงชื่อ ทอร์สเฮาน์ (Torshavn) เป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก 4. ยิบรอลตาร์ (Gibraltar) มีพื้นที่ 2.3 ตารางไมล์ (6 ตารางกิโลเมตร) ประชากรจำนวน 27000 คน เมืองหลวงชื่อ ยิบรอลตาร์ เป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) 5. เกาะแมน (Man , Isle of) มีพื้นที่ 221 ตารางไมล์ (572 ตารางกิโลเมตร) ประชากรจำนวน 78000 คน เมืองหลวงชื่อ ดักลาส (Douglas) เป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) หากดินแดนเหล่านี้ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระและสร้างประเทศเอกราชขึ้นเองหรือจะหลอมรวมกับประเทศหนึ่งประเทศใด จักถือเป็นการสิ้นสุดยุคนักล่าอาณานิคมอันขมขื่นจากอดีตอย่างสมบูรณ์
********************************* 8/17/2007 คาถาแก้จนคาถาแก้จน เขียนโดย มณีอักษร
พระพุทธเจ้าเผยแผ่คำสอนหัวข้อ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หรือ คาถาแก้จน เพื่อคลายทุกข์แก่ชาวพุทธมานับพันปีแล้ว มีทั้งสิ้น 4 ข้อ คือ 1. ขยันหมั่นเพียร ขวนขวายหาเงินทองสะสมเป็นทรัพย์สินสำหรับตนเองและครอบครัวอย่างไม่ย่อท้อและต่อเนื่อง 2. รู้จักบริหารรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.มีครูอาจารย์ที่ดี คบมิตรสหายที่ดี หลีกเลี่ยงคบหาบุคคลที่เกลือกกลั้วกับอบายมุข 4. ดำเนินชีวิตอย่างยึดหลักทางสายกลาง ไม่ตระหนี่เหนียวเกินไป ไม่ใช้ชีวิตหรูหราเกินฐานะ หากยึดปฏิบัติตามคาถานี้เคร่งครัด จักไม่มีวันจนเป็นอันขาด คำสอนและผลของความประพฤติได้รับการพิสูจน์จนถึงทุกวันนี้ว่า คนรวยรวยด้วยการเก็บออมเป็นหลัก มิใช่ก่อหนี้ อย่าปล่อยให้หมดเรี่ยวแรงทำงาน ก่อนจะคิดถึงการออม เพราะการทำงานและการออมต้องเดินเคียงคู่กันเสมอ จึงสร้างผลประโยชน์ที่ดีแก่ผู้กระทำ โดยเฉพาะจะเห็นผลตอนบั้นปลายชีวิตที่หมดแรง แล้วเก็บเกี่ยวใช้เงินที่ออมไว้ยามหนุ่มสาว
**************************
(ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือ รู้จักใช้ เข้าใจเงิน ของธนาคารไทยพาณิชย์ ครบ 100 ปี) 8/15/2007 ขี่หลัง กับ ข่มเหงไม่มีใครขี่หลังได้ ถ้าหลังของท่านไม่งอ หมายถึง การกดขี่ข่มเหงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการยอมจำนน
บทขยายความ การขี่หลังสัตว์เป็นสัญญาณว่าควบคุมมันได้แล้ว ส่วนคนซึ่งมีสติปัญญาและพละกำลัง ย่อมไม่อาจยอมให้ใครควบคุมได้ง่ายดาย นอกจากยินยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาหรือจำนนต่อผู้มีพละกำลังเหนือกว่าเท่านั้น หากไม่ต้องการถูกข่มเหง ก็ต้องหมั่นฝึกฝนพละกำลังให้เข้มแข็ง เสริมพอกความรู้ให้สูงเด่นกลายเป็นสติปัญญาน่าเกรงขาม สองสิ่งนี้จะช่วยปกป้องให้ชีวิตรอดปลอดภัยและไม่มีคนรังแกได้ การอยู่อย่างสงบของคนเกิดจากลักษณะการดำรงชีพและเกราะคุ้มภัยที่แข็งกล้าทั้งสติปัญญาและพละกำลังแห่งตน พึงระลึกว่าผู้ชนะมักชอบข่มเหงผู้อ่อนแอหรือพ่ายแพ้เสมอ แต่ไม่กล้ากำแหงกับผู้มีกำลังเสมอตน
******************************** สุวรรณภูมิเสียศูนย์กลางสุวรรณภูมิเสียศูนย์กลาง
เขียนโดย แก้วมณี
สนามบินแห่งความภาคภูมิใจที่ใช้เวลากำเนิดนานสี่สิบกว่าปีเพราะปัญหาทางการเมืองและผลประโยชน์ระหว่างประเทศที่ขัดแย้งกันโดยนักการเมืองไทยหลายสมัยตกอยู่ใต้อำนาจเงินของคู่แข่งต่างชาติจึงขัดขวางการถือกำเนิดของมันยาวนาน จนกระทั่งสนามบินหนองงูเห่าได้รับการผลักดันจากรัฐบาลเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นให้เป็นพรรคเดียวบริหารประเทศและมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียหรือของโลกได้ด้วยลักษณะภูมิประเทศและอุปนิสัยด้านบริการของคนไทย ในที่สุดสนามบินแห่งชาติของไทยสร้างเสร็จทันกำหนดที่บอกแก่ทั่วโลก คือ เดือนกันยายน พ.ศ. 2549 และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยเนื้อที่สนามบินกว้างที่สุดในโลก ณ วันนี้ จึงถือว่า สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินแห่งชาติซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรับรองผู้มาเยือนได้มากที่สุด การตกแต่งตระการตาและทันสมัยอย่างมากอันบ่งบอกถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยในศตวรรษนี้ ก่อนการเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 เกิดการปฏิวัติล้มล้างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยคณะทหารกลุ่มหนึ่งด้วยข้ออ้างว่าต้องการบริหารประเทศแบบจริยธรรมและให้ประชาชนใช้ชีวิตแบบพอเพียง มิใช่ฟุ้งเฟ้อ นับแต่เข้าครองเมืองคณะปฏิวัติไม่แสดงความชื่นชมหรือสนับสนุนสนามบินสุวรรณภูมิเลย ทั้งที่มันคือภาพพจน์ความเจริญของประเทศ แต่ทุกคนแสดงเจตนารมณ์ทำลายภาพดีงามของมันต่อเนื่องด้วยการออกข่าวจริงบ้าง เท็จบ้างว่า สนามบินมีความบกพร่องทุกด้าน ลานบิน บริการ และอื่นๆ โดยเน้นทำลายกิจกรรมที่ริเริ่มจากรัฐบาลชุดเดิมเป็นหลักทำให้เกิดความสับสนกับนโยบายหลายอย่างที่ไม่สร้างสรรค์แก่เจ้าหน้าที่บริหารของสนามบิน เพิ่มแรงกดดันแก่คณะทำงานหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งแต่งตั้งจากรัฐบาลเดิมด้วยต้องการกำจัดคนและนำพวกของตนเข้าแทนที่ คณะปฏิวัติส่งนายทหารเข้าควบคุมการทำงานในสนามบินและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายอย่างที่เอื้ออำนวยต่อพวกที่เคยเสียหายจากการย้ายสนามบินดอนเมืองให้ไปทำมาหากินในสนามบินแห่งใหม่ได้ จึงทำให้งานหลายอย่างไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลซึ่งเป็นความตั้งใจแรกเริ่มของรัฐบาลเดิมที่จะไม่ให้มีภาพมาเฟียดอนเมืองอยู่ในสถานที่ใหม่ แต่ทีมบริหารของทหารกลับนำพวกเขาไปใส่ไว้เพื่อรับผลประโยชน์ดังเดิม นอกจากนั้น ยังให้ข่าวเชิงลบแก่สนามบินใหม่ต่อเนื่องด้วยจุดประสงค์ในการแบ่งผลประโยชน์การบินกลับไปยังสนามบินดอนเมืองบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงค่าเสียหายจำนวนมากในการโยกย้ายและการลงทุนในสนามบินใหม่ ทำให้ต้นทุนบริหารสนามบินสูงขึ้นและไม่เป็นไปตามหลักสากลสำหรับสนามบินแห่งชาติในกรณีที่สนามบินหลักมีเนื้อที่มากที่สุดในโลกดังเช่นในไทยซึ่งองค์กรการบินระหว่างประเทศหรือองค์กรสนามบินสากลเคยกล่าวติงเตือนไว้ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องแยกสนามบินแห่งชาติเป็นสองแห่งเพราะสุวรรณภูมิมีความยิ่งใหญ่มากพอแล้ว แต่ขาดการบริหารแบบมืออาชีพเท่านั้น หากคนไทยหวนคิดทบทวนลำดับเหตุการณ์ที่เกิดกับสนามบินสุวรรณภูมินับแต่เกิดการปฏิวัติ จักเห็นว่า คณะบริหารจากฝ่ายทหารที่ควบคุมสนามบินแห่งใหม่มักออกข่าวทางลบอย่างมากและต่อเนื่องโดยมีข้อเสนอให้แยกสนามบินแห่งชาติออกเป็นสองแห่ง โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนการบริหารและรายได้ของสนามบินใหม่ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะทำกำไรได้เมื่อไร แต่พวกเขาแทบไม่อยากให้เปิดใช้สนามบินใหม่ แต่มิอาจทำได้ถนัด จึงต้องทำให้สุวรรณภูมิเล็กลง ดูไร้ค่า แล้วพูดเชียร์ให้เปิดสนามบินดอนเมืองอีกครั้ง ทั้งที่รู้ว่าจะต้องพบการขาดทุนหนักหน่วง โดยไม่คำนึงถึงความเห็นของสายการบินนานาชาติ องค์กรการบินระหว่างประเทศ องค์กรสนามบินสากล สาเหตุหลักในการทำลายภาพพจน์สนามบินสุวรรณภูมิที่คนไทยตระหนักดี คือ มันถือกำเนิดขึ้นมาจากความตั้งใจแน่วแน่ของรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนและสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างและก่อนเปิดใช้บริการอย่างเป็นทางการเกิดจากการทำงานรวดเร็วและเข้าใจความสำคัญของมันเมื่อเปิดใช้งานซึ่งจะนำเงินรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาลและสามารถใช้คืนหนี้สินที่ยืมไปลงทุนสร้างมันได้เร็วขึ้น ขณะที่ทีมบริหารของทหารมุ่งมั่นกำจัดทุกกิจกรรมของรัฐบาลชุดเดิม เมื่อไม่สามารถทำลายโครงสร้างสนามบินได้ ก็หันไปลดระดับความสำคัญของสุวรรณภูมิลงด้วยการสร้างภาพเลวร้ายเกินจริงและไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่ต้องเกิดขึ้นกับสนามบินใหม่ทุกแห่งในโลกในระยะเริ่มต้น แต่กลับเน้นนำปัญหาเหล่านั้นออกเผยแพร่ตามสื่อมวลชนไทยและทั่วโลก แม้แต่ปัญหาห้องน้ำรั่วทีมบริหารยังนำสื่อมวลชนไปชมจุดรั่วซึมด้วยตัวเอง ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการย้ายกลับไปใช้ดอนเมืองเป็นตัวเลขมหาศาลและได้รับทันทีเมื่อมีการย้ายมัน ส่วนประโยชน์ต่อเนื่องจักตามมาทีหลังและไม่มีใครเห็นถนัดตา สิ่งที่คนไทยต้องแบกรับภาระของดอนเมือง คือ ค่าเช่าที่ดิน ค่าปรับปรุงสถานที่ ค่าบริหาร ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เจ้าของสถานที่ดอนเมืองจะได้รับทันทีและต่อเนื่องเป็นตัวเลขสูงที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกัน ต่อมารัฐบาลแต่งตั้งยืนยันให้กลับไปใช้สนามบินดอนเมืองในฐานะสนามบินแห่งชาติได้ ทีมบริหารที่เคยให้ข่าวทางลบต่อสุวรรณภูมิต่างเงียบเสียงลงทันทีเพราะได้สมปรารถนาแล้ว ข่าวผลรายได้ของสนามบินทั้งสองออกมาว่า การเปิดใช้สนามบินดอนเมืองสร้างตัวเลขขาดทุนสูง ส่วนสุวรรณภูมิก็ขาดลูกค้าในประเทศไปอันผิดจากแผนรายได้ที่ตั้งเป้าไว้จึงพบการขาดทุนสูงเช่นกัน จักเห็นได้ว่าการแยกสนามบินแห่งชาติเป็นสองแห่งสร้างความเสียหายสูงมากและบ่งบอกว่าผู้บริหารประเทศขาดทักษะและวิสัยทัศน์กว้างไกลจึงมองไม่เห็นคุณค่าของเพชรเม็ดงามในมือ เปรียบคล้ายไก่ได้พลอย ไม่รู้จักค่าของมัน เห็นเป็นแค่กรวดเท่านั้น ข่าวล่าสุดคือสายการบินต่างชาติประกาศลดเที่ยวบินไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิลงอย่างเป็นทางการและพร้อมเพรียงกันด้วยสาเหตุคือ ประเทศไทยมีนโยบายใช้สนามบินแห่งชาติที่สร้างความสับสนแก่พวกเขา และไม่เป็นไปตามหลักสากลซึ่งได้มีการเตือนหลายครั้งแล้ว แต่ยังเงียบเฉยหรือไม่ยอมปรับปรุงให้เข้ามาตรฐานสากล หลังการปฏิวัติและการให้ข่าวเลวร้ายแก่สนามบินใหม่ ทำให้เที่ยวบินต่างชาติลดลงต่อเนื่อง การท่องเที่ยวตกต่ำ แต่ทางการไม่กล้าแถลงตัวเลขแท้จริง เราจักได้ยินตัวเลขไม่ดีจากนักธุรกิจใหญ่บางคนโอดครวญผ่านสื่อมวลชนบางฉบับเล็ดลอดสายตาสู่คนไทยเพราะมีการควบคุมข่าวสารไว้ ทีมบริหารของทหารมองการใช้เครื่องบินเหมือนการขับรถที่ใช้กฎหมายภายในควบคุมแสนง่าย แต่ต้องไม่ลืมว่าความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้สนามบินมีองค์กรระหว่างประเทศคอยดูแลมาตรฐานและมีอำนาจในการควบคุมด้วย มันชี้ให้เห็นว่าพวกเขามีทัศนวิสัยต่อการบริหารการบินสูงต่ำเพียงใด เป็นมืออาชีพหรือไม่ เคารพกติกาสากลเพียงใด พวกเขาพร้อมจะอยู่ร่วมกับชาวโลกได้มากน้อยเพียงใด การบริหารสนามบินเป็นทางค้าและต้องหากำไร พร้อมกับการรักษาชื่อเสียง เกียรติภูมิของประเทศด้วย มิใช่บริหารมูลนิธิเพื่อการกุศลหรือเพื่อผลทางการเมือง จึงต้องอาศัยทักษะ ไหวพริบ วิสัยทัศน์การค้าที่ต้องเท่าทันและใช้ศักยภาพสินค้าในมือหากำไรเต็มที่เพื่อนำรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด โดยผลประโยชน์ส่วนตัวต้องอยู่ระดับท้ายที่สุด แต่ทีมบริหารจากทหารไม่สามารถมองเห็นคุณค่าแท้จริงของเพชรเม็ดงามสูงค่าอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ คิดเพียงว่าต้องกำจัดทุกสิ่งที่ถือกำเนิดจากรัฐบาลเดิมที่ตนโค่นล้มไปและแสวงหาประโยชน์ที่เคยหายไปจากดอนเมืองกลับคืนมาให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงเกียรติภูมิของชาติ สุวรรณภูมิจึงกลายเป็นเหยื่อที่ต้องเสียศูนย์กลางแห่งเอเชียและของโลกไปด้วยแรงอาฆาตมาดร้ายส่วนบุคคล แล้วกลับสู่การเป็นเพชรในตมอีกครั้งเพื่อรอวันที่ผู้นำคนใหม่จักมีวิสัยทัศน์ลึกล้ำและมองเห็นคุณค่าของมันด้วยจิตใจเปิดกว้างและทำเพื่อชาติ ประชาชน แผ่นดินเกิดของตนอย่างแท้จริง หากคำนึงถึงภูมิประเทศในการสร้างสนามบินแห่งชาติแล้ว เวียดนาม ถือเป็นประเทศที่อยู่ในจุดเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียและของโลก แต่ด้วยศักยภาพทางการเมืองและการค้าที่ไม่ดีในอดีตจึงไม่มีการพัฒนาบ้านเมืองมากนัก ต่อมานโยบายบริหารประเทศล่าสุดผู้นำประกาศชัดแล้วว่าจะสร้างสนามบินแห่งชาติที่มีเนื้อที่มากกว่าของไทยเสร็จในห้าปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า สุวรรณภูมิของไทยจะมีเวลาไม่เกินห้าปีในการสร้างรายได้จากชื่อเสียงและความใหญ่โตเท่านั้น เพราะเมื่อสนามบินแห่งใหม่ของเวียดนามสร้างเสร็จสุวรรณภูมิของไทยจะตกอันดับและสายการบินต่างๆจะหันไปใช้บริการของเขาเพิ่มขึ้นเพราะต้นทุนบริหารของแต่ละสายการบินจะต่ำลง ทั้งนี้เพราะระยะห่างของไทยกับเวียดนามไม่ไกลมากนัก ความกว้างขวางของสนามบินมีมากกว่า และไม่สร้างความสับสนแก่ผู้ใช้บริการด้วย ถ้าเลือกใช้สนามบินของเวียดนามจักคุ้มค่ามากขึ้น กอปรกับคนเวียดนามมีนิสัยชอบพัฒนาตน ขยัน เมื่อรัฐบาลสนับสนุนและทำเพื่อบ้านเมือง ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากความเจริญที่มาจากสนามบินใหม่ คนเวียดนามจึงกระตือรือร้นในการปรับปรุงทักษะ ความสามารถ เพื่อเตรียมรับความเจริญในห้าปีข้างหน้าแล้ว ขณะที่ทีมบริหารสุวรรณภูมิของไทยซึ่งล้วนมาจากทหารที่ไม่เข้าใจมุมมองการบริหารหากำไรจากเพชรเม็ดนี้ กลับมุ่งทำลายล้างด้วยแรงอาฆาตโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง นอกจากนั้นประเทศจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกก็มีโครงการสร้างสนามบินใหม่ที่ใหญ่โตไม่แพ้ของเวียดนามแล้ว เราต้องไม่ลืมว่าเนื้อที่ประเทศไทยมีจำกัด คงไม่มีโอกาสสร้างสนามบินยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอีกแล้ว เหตุไฉนไม่ใช้โอกาสทองนี้เก็บเกี่ยวหารายได้จากสุวรรณภูมิ แทนที่จะมุ่งมั่นลดคุณค่าหรือความสำคัญของมันลงเพียงเพราะผู้ให้กำเนิดสนามบินแห่งนี้เป็นผลสำเร็จคือ รัฐบาลจากการเลือกตั้งและถูกโค่นล้มด้วยคณะปฏิวัติ จึงต้องลบล้างทุกสิ่งที่ผู้แพ้ได้กระทำไว้ มันเป็นแนวคิดที่คับแคบของผู้บริหารประเทศอย่างมาก น่าเสียดายสนามบินแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย สุวรรณภูมิ แผ่นดินทองคำที่ไม่มีคนเห็นคุณค่าของมันทั้งที่ถือกำเนิดเพื่อคนไทยเท่านั้น
****************************** 8/10/2007 อายุความสัญญากู้อายุความสัญญากู้
เขียนโดย ลีลา LAW
คำถามยอดนิยมของเหล่าเจ้าหนี้ คือ จะฟ้องเรียกหนี้ตามสัญญากู้ได้เมื่อไร นานเท่าใด ส่วนลูกหนี้มักอยากทราบว่า จะพ้นจากหนี้สินในเวลาใด นอกเหนือจากการชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ กรณีศึกษาเกี่ยวกับสัญญากู้ซึ่งมีการต่อสู้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้มายาวนานและหลายคดี จุดหมายเดียวกัน คือ ต้องการทราบความชัดเจนทางกฎหมาย คำตอบอยู่ใน คำพิพากษาฎีกาที่ 2660/2545 สัญญากู้ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2523 ตกลงกันเพียงว่า ผู้กู้จะชำระหนี้เมื่อผู้ให้กู้เรียกร้อง โดยมิได้มีข้อตกลงเรื่องการชำระหนี้หรือเวลาไว้ชัดเจน จึงเป็นสัญญามิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ที่แน่นอน ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ทันทีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรค 1 ซึ่งกำหนดว่า ถ้าเวลาอันพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ หรือ จะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ ท่านว่า เจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน และยังถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ โดยเวลาจักเริ่มนับแต่วันถัดไปจากวันทำสัญญากู้ นั่นคือ วันที่ 13 มิถุนายน 2523 ตามวิธีนับของ มาตรา 193/3 วรรค 2 กำหนดว่า ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ หรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำงานกันตามประเพณี และ มาตรา 193/12 กำหนดจุดเริ่มต้นของอายุความ คือ อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ส่วนอายุความเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินมิได้กำหนดเฉพาะไว้ จึงต้องถือตามอายุความทั่วไป คือ มีอายุความคดี 10 ปี หลักการเรียกชำระหนี้ วิธีนับเวลา และอายุความ สำหรับการกู้ยืมเงินนั้น ศาลฎีกาได้ตีความอย่างชัดเจนแล้ว ท่านพึงจำด้วยว่า การกู้ยืมเงินตั้งแต่ 2000 บาทขึ้นไป เจ้าหนี้ต้องมีหลักฐานการกู้ยืมและมีลายมือชื่อผู้กู้อย่างครบถ้วนด้วย จึงมีสิทธิทวงหนี้ผ่านกระบวนศาลยุติธรรมได้ ส่วนลูกหนี้พึงระลึกว่า ยามลำบาก ท่านพึ่งพาเงินกู้ จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำด้วย สังคมสงบได้เมื่อทุกท่านต่างเคารพกฎหมาย
******************* คูหาลงคะแนนคูหาลงคะแนน เขียนโดย ลูกแก้ว
การเลือกตั้งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ โดยเน้นว่าต้องเป็นธรรมแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียงต้องเท่าเทียมกันและลับ ดังนั้น ภาพการลงคะแนนเสียงที่เห็นชินตา คือ การจัดคูหาที่มีการกั้นสามด้านมิให้คนข้างเคียงเห็นหรือรู้ว่าลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายใดซึ่งถือกันว่าเป็นความลับพอควรสำหรับการใช้สิทธิ์เลือกตั้งของคนไทยหลายล้านคน ช่วงหนึ่งเคยปรับเปลี่ยนการตั้งคูหาเลือกตั้งแตกต่างจากของเดิมที่ใช้กันมาหกสิบปีแล้ว คือ ผู้ลงคะแนนเสียงหันหลังให้กับกรรมการเลือกตั้งประจำคูหา โดยยังคงจัดโต๊ะกั้นไม้สามด้านป้องกันการมองจากคนด้านข้าง ขณะที่ของเดิมนั้นโต๊ะกั้นไม้สามด้านและผู้ใช้สิทธิ์จะหันหน้าไปทางกรรมการเลือกตั้งและประตูทางเข้าคูหาซึ่งคนดูแลการเลือกตั้งเลือดใหม่ให้ความเห็นแย้งว่าของเดิมนั้นสร้างปัญหาแก่กรรมการเลือกตั้งที่จะไม่ทราบเลยว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวดังกล่าวโดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น มือถือ เพจเจอร์ เป็นต้น เพื่อทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเกี่ยวกับการรับเงินซื้อเสียงหรือใช้ข่มขู่คนอื่น อีกทั้งยังช่วยดูแลการลอบวางระเบิดจากผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมืองได้ง่ายขึ้น ปลายเดือนกรกฎาคมเป็นเวลาเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีความก้าวหน้าด้านกฎหมายและเทคโนโลยีสูงกว่าประเทศไทยหลายเท่า ภาพข่าวการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของเขาทำให้มองย้อนกลับไปถึงการโต้แย้งเรื่องการตั้งคูหาเลือกตั้งของไทยแบบใหม่ที่อ้างว่าไม่เป็นความลับและไม่เป็นธรรมซึ่งฝ่ายที่คัดค้านใช้เป็นข้ออ้างเพื่อล้มล้างผลเลือกตั้งสภาในไทยเมื่อปีก่อน ประเทศญี่ปุ่นตั้งคูหาเลือกตั้งเป็นแถวโดยมีการกั้นสามด้านเป็นพื้นที่ส่วนตัวมีหลายคอกต่อหนึ่งแถว ผู้ลงคะแนนเสียงหันหลังให้กรรมการเลือกตั้ง อีกทั้งยังอยู่เกินกว่าสายตาของมนุษย์จักพึงมองเห็นว่าเขาลงคะแนนอย่างไร อันเป็นรูปแบบเดียวกับที่คูหาเลือกตั้งไทยนำไปใช้และถูกโต้แย้งว่าไม่เป็นความลับและไม่เป็นธรรม สิ่งที่สังเกตจากการตั้งคูหาแบบนี้ คือ ไม่มีทางเห็นการลงคะแนนได้เพราะมันอยู่ห่างพ้นระยะสายตาของมนุษย์ที่จะมองเห็นข้อความในกระดาษ เมื่อร่างกายคนยืนในพื้นที่คอกแล้ว จะมองไม่เห็นสิ่งที่ทำบนกระดาษเลย นอกจากใช้กล้องที่สามารถดึงภาพเข้าใกล้และต้องใช้มุมสูงมากในการเก็บภาพจากพื้นที่ส่วนตัวซึ่งมีการล้อมสามด้านกั้นไว้ อีกทางหนึ่งที่จะรู้การลงคะแนนได้ คือ การชะโงกหน้าข้ามเครื่องกีดขวางระหว่างกันซึ่งไม่มีคนใดกล้าทำต่อหน้ากรรมการประจำคูหาอย่างแน่นอน คูหาเลือกตั้งของญี่ปุ่นยังห้ามมิให้นักข่าวใช้กล้องดึงภาพการลงคะแนนเสียงของประชาชนออกเผยแพร่อย่างเด็ดขาด จึงไม่เห็นอุปกรณ์ยกกล้องให้สูงเพื่อเก็บภาพว่าใครลงคะแนนเสียงอย่างไร อันแตกต่างจากเมืองไทยที่ยอมให้ใช้เทคโนโลยีทุกประเภทในการดึงภาพในพื้นที่ส่วนตัวออกเผยแพร่ทางทีวีแล้วบอกว่าเป็นการลงคะแนนไม่ลับโดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่พวกเขากระทำด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างไร้จรรยาบรรณของสื่อมวลชน แม้จะมีข้ออ้างว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่จิตสำนึกของคนในวิชาชีพนี้หรือสามัญสำนึกของคนทั่วไปก็น่าจะรู้ขอบเขตอันควรในการเก็บภาพประเภทนี้ได้ไม่ยาก ญี่ปุ่นยืนยันให้เห็นถนัดตาแล้วว่า การตั้งคูหาเลือกตั้งแบบหันหลังให้กรรมการประจำคูหาจักมองเห็นว่าผู้ใช้สิทธิ์ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีโกงคะแนนหรือส่งข่าวในคูหาออกไปข้างนอกซึ่งเป็นการควบคุมให้การเลือกตั้งสุจริตโปร่งใสได้เช่นกัน การตั้งคูหาแบบนี้ยังมีใช้กันในการเลือกตั้งของสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้วด้วย นอกจากนั้นยังสามารถดูแลการวางระเบิดจากผู้ไม่หวังดีที่อาจพกติดตัวเข้าคูหาแล้วติดไว้ในคอกลงคะแนนได้อย่างง่ายดายและไม่อยู่ในสายตาของผู้ใด เมืองไทยจึงไม่ใช่ประเทศแรกของโลกที่ใช้คูหารูปแบบนี้ดังที่หลายคนพยายามสร้างภาพไม่ดีให้แก่การเลือกตั้งครั้งนั้น อันที่จริงแล้วการตั้งคูหาเลือกตั้งมีหลายรูปแบบทั่วโลก บางประเทศในแถบยุโรปก็จัดแบบปิดเต็มที่โดยมีม่านบัง เข้าได้ทีละคน และใช้การกดปุ่มเลือก หรือใช้กาเครื่องหมายบนกระดาษ บ้างก็ใช้เป็นคอกล้อมสามด้านและหันหน้าไปทางกรรมการเลือกตั้ง แต่สามารถชะโงกหน้ามองกระดาษกันได้ง่ายดาย ไม่ว่าจะจัดคูหาเป็นรูปแบบใด ถ้าจะโกงการเลือกตั้งแล้ว ย่อมทำได้ไม่ยาก แค่ชะโงกหน้ามองกัน ใช้เครื่องมือสื่อสารกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ใช้สิทธิ์เป็นหลักใหญ่ ดังที่ปฏิบัติกันในประเทศที่พัฒนาด้านกฎหมายและคนแล้ว พวกเขาจึงเน้นการป้องกันมิให้เกิดการทุจริตในคูหาเลือกตั้งเป็นหลัก เช่น ห้ามการใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ห้ามนักข่าวดึงภาพการลงคะแนนของประชาชนด้วยกล้องประสิทธิภาพสูงเพื่อเผยแพร่อันทำลายการใช้สิทธิ์ส่วนตัวในการลงคะแนนเสียง เน้นให้กรรมการสามารถมองเห็นการใช้สิทธิ์ของประชาชนเพื่อป้องกันการทำทุจริตในคูหา ห้ามนำมือถือเข้าคูหา และอื่นๆ การเลือกรูปแบบการตั้งคูหาของประเทศที่พัฒนาแล้วขึ้นอยู่กับมุมมองและแนวคิดของแต่ละท้องที่หรือประเทศนั้นต่อการเลือกตั้งซึ่งเน้นความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความเป็นส่วนตัว ป้องกันการทุจริตได้ จึงน่าจะมองเห็นชัดขึ้นว่า การโต้แย้งเรื่องการตั้งคูหาเลือกตั้งในไทยซึ่งเปลี่ยนรูปแบบจากหกสิบปีก่อนไปใช้แบบใหม่ซึ่งสภาพบ้านเมืองและความเจริญแตกต่างจากอดีตอย่างลิบลับ ทั้งนี้ไม่ว่าคูหาเลือกตั้งจะเลือกให้มิดชิดหรือโปร่งใสเพียงใด หันหน้าหรือหันหลัง ถ้าจะทำทุจริตก็คงยากที่จะยับยั้งกันได้ จึงต้องอาศัยจิตสำนึกของผู้ใช้สิทธิ์แต่ละคนที่จะเห็นความสำคัญของสิทธิเลือกตั้งที่มีให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ แสดงให้เห็นแล้วว่า จิตสำนึกในการใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างสุจริตสำคัญกว่ารูปแบบการตั้งคูหา เราจึงเห็นภาพคนญี่ปุ่นหรือคนสิงคโปร์เดินเข้าไปกาเครื่องหมายในคูหาเลือกตั้งแล้วหย่อนลงตู้ที่วางไว้ราวกับว่าพวกเขาเดินเข้าธนาคารเพื่อใช้บริการธุรกรรมโดยเข้าไปยืนเขียนความต้องการในมุมที่จัดไว้แล้วนำไปส่งที่เคาน์เตอร์ พวกเขาแค่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการใช้สิทธิ์เท่านั้น ถ้าไม่ใช้เทคโนโลยีล้ำยุคในการดึงภาพการใช้สิทธิ์ของประชาชน คอกสามด้านถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ลึกลับมากพอแล้วไม่ว่าจะหันหลังหรือเผชิญหน้ากับกรรมการเลือกตั้งก็ตาม สิ่งที่ชวนคิดอย่างหนึ่ง คือ การสร้างมุมมืดที่กรรมการในคูหาเลือกตั้งไม่มีทางเห็นว่าผู้ใช้สิทธิ์กำลังทำผิดกฎหมายอยู่ เป็นการใช้กฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ผู้ทุจริตโดยจงใจ เนื่องเพราะเทคโนโลยีทันสมัยอาจถูกนำไปใช้ในคูหาเพื่อข่มขู่ผู้ใช้สิทธิ์ได้ตลอดเวลาในพื้นที่ส่วนตัวที่เล็ดลอดสายตาของผู้ดูแลคูหา การศึกษาของประชาชนที่ไม่เท่ากันและแนวคิดการซื้อเสียงที่ทำกันง่ายอาจทำให้ต้องคิดแล้วว่า รูปแบบการตั้งคูหาเลือกตั้งที่เหมาะสมกับคนไทยแท้จริงแล้วควรเลือกแบบใด หันหลัง โปร่งใส ต่อสาธารณชน หรือ เผชิญหน้า แต่มีมุมมืดที่ไม่มีคนใดเห็นสิ่งผิดกฎหมายในนั้น สิ่งที่ต้องให้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งของไทยคือ ห้ามใช้เทคโนโลยีล้ำยุคในการรุกล้ำสิทธิส่วนตัวในคูหาเลือกตั้งอย่างเคร่งครัดเพราะมันมีประสิทธิภาพไม่จำกัดอันแตกต่างจากสายตามนุษย์ที่ยังจำกัดระยะการมองเห็นกันได้ เราต้องไม่ลืมว่า การตั้งคอกลงคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้งนั้นอยู่บนแนวคิดว่า คนในคูหาไม่สามารถมองเห็นการลงคะแนนภายในระยะสายตาของมนุษย์เท่านั้น จึงปิดกั้นการมองเห็นไว้สามด้าน ยกเว้นด้านบนไว้ แต่มิได้รวมถึงประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องมือที่สามารถมองเห็นโครงกระดูกของเราได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่ ทำให้นักข่าวตั้งเครนยกกล้องให้สูงเพื่อเก็บภาพจากด้านบนโดยมีกฎหมายเปิดช่องไว้ ด้วยสภาวะความปลอดภัยในบ้านเมืองที่ลดลงเพราะปัญหาชายแดนภาคใต้และประสิทธิภาพของข้าราชการด้านความมั่นคงด้อยลง การลอบวางระเบิดเกิดขึ้นง่ายและบ่อยครั้ง แม้แต่พื้นที่ของเมืองหลวง มันจะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิ์ในคูหาเลือกตั้งเมื่อกรรมการไม่อาจเห็นสิ่งที่ผู้ไม่หวังดีพกติดตัวเข้าไปในคอกลงคะแนนซึ่งเป็นจุดลับสายตา แล้วติดตั้งระเบิดไว้อันเสี่ยงอันตรายต่อทุกชีวิตในคูหาเลือกตั้ง ดังนั้น ทุกคนที่รักชีวิต รักครอบครัว ควรพิจารณาทิศทางการตั้งคอกลงคะแนนอีกครั้งโดยคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตควบคู่กับความเป็นส่วนตัว มิใช่ปล่อยให้ทุกชีวิตในคูหาเลือกตั้งเสี่ยงภัยร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วโลกด้วยแนวคิดที่ไม่วิวัฒนาการตามยุคสมัยที่มือถือจุดระเบิดทำลายล้างชีวิตกันได้อย่างง่ายดายแล้ว หากเกิดระเบิดในคูหาเลือกตั้งครั้งเดียว จักไม่มีคนกล้าไปลงคะแนนเสียงเพราะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงตาย มันจะเป็นจุดอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างมาก จึงควรคำนึงถึงวิธีป้องกันอันตรายเป็นอันดับแรก มิใช่การรักษาภาพในอดีตมิให้ลืมเลือนด้วยการหันหน้าเข้าหากรรมการ แต่ผู้ไม่หวังดีกำระเบิดไว้ในมือยืนอยู่ในคอกลงคะแนนอันลับสายตาอย่างยิ่ง คอกลงคะแนนเสียงจึงกลายเป็นจุดอันตรายที่ทางการละเลยด้วยความประมาท สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่มั่นคงอย่างในปัจจุบันนี้กฎหมายแข็งกระด้างและคนบังคับใช้มันขาดความทันโลก มีความประมาทต่อผู้ไม่หวังดี ทั้งที่มองเห็นจุดอ่อนเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่ใช่อาวุธปืน แต่มันเป็นระเบิดที่ทำลายล้างหลายชีวิตในพริบตาเดียว ผู้ดูแลการเลือกตั้งของไทยควรพิจารณาให้รอบคอบและเปิดความคิดให้กว้างขึ้นเพื่อเลือกรูปแบบการตั้งคอกลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งโดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม ความปลอดภัยของประชาชนควรเป็นอันดับแรก ท่ามกลางสภาวะการณ์ไม่ปกติของบ้านเมืองที่ทุกคนต้องยอมรับว่ามันเป็นความจริง รูปแบบการตั้งคอกลงคะแนนเสียงที่จะคัดเลือกโดยข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจึงควรอยู่บนพื้นฐานความเมตตาต่อสรรพชีวิต หน้าที่ปกป้องให้คนไทยปลอดภัยจากภัยก่อการร้าย ภัยระเบิด เมื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เป็นของทางการไทยเท่านั้น เพราะประชาชนถูกบังคับให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยกฎหมาย ไม่ว่าจะปลอดภัยหรือเสี่ยงตาย พวกเขาต้องไปทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงต้องทำหน้าที่ของตนอย่างรอบคอบและจริงจัง ********************************* 8/4/2007 ความผิดลหุโทษความผิดลหุโทษ เขียนโดย ลีลา LAW
ความผิดลหุโทษ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวดหนึ่งซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้โดยไม่มีเจตนา ก็ต้องรับโทษ ซึ่งแตกต่างจากการกระทำผิดอาญาอื่นๆที่ต้องรับโทษเมื่อกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ทั้งนี้เพราะความผิดในหมวดนี้เน้นการป้องกันและระงับข้อพิพาทระหว่างบุคคลมิให้ลุกลามใหญ่โต ไม่ใช้สิทธิของตนในการก่อความรำคาญแก่ผู้อื่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ตัวอย่างลักษณะความผิดลหุโทษที่น่าสนใจ เช่น 1. มาตรา 367 ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท 2. มาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียง หรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท 3. มาตรา 371 ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย หรือโดยไม่มีเหตุสมควร หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง หรือการอื่นใด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท และให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบอาวุธนั้น 4. มาตรา 372 ผู้ใดทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะหรือสาธารณสถานหรือกระทำโดยประการอื่นใดให้เสียความสงบเรียบร้อยในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท 5. มาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 6. มาตรา 378 ผู้ใดเสพย์สุราหรือของเมาอย่างอื่น จนเป็นเหตุให้ตนเมา ประพฤติวุ่นวาย หรือครองสติไม่ได้ขณะอยู่ในถนนสาธารณะ หรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท 7. มาตรา 383 ผู้ใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น และเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ ถ้าผู้นั้นสามารถช่วยได้ แต่ไม่ช่วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 8. มาตรา 384 ผู้ใดแกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 9. มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 10. มาตรา 397 ผู้ใดในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปกติการกระทำผิดอาญาในขั้นพยายามหรือการเป็นผู้สนับสนุน ต้องรับโทษอาญาลดหลั่นกันไปตามลักษณะความผิดที่เกิดขึ้น แต่สำหรับความผิดลหุโทษแล้ว ถือเป็นความผิดอาญา แต่ไม่ต้องรับโทษ เพราะประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดมิให้ต้องรับโทษฐานพยายามทำผิดลหุโทษหรือฐานเป็นผู้สนับสนุน รูปแบบความผิดลหุโทษดังกล่าวข้างต้นนั้น มักเกี่ยวกับการกระทบกระทั่งของบุคคลที่อาจก่อความวุ่นวายในสังคม หรือช่วยส่งเสริมให้คนมีน้ำใจช่วยเหลือกัน หรือป้องปรามมิให้ความผิดอาญาขยายหนักเกินเหตุ สถานการณ์ที่หลายท่านมักพบเห็นบ่อยครั้งและอาจถูกลงโทษได้ เช่น ชาวบ้านทะเลาะตีกัน เมาแล้วอาละวาดทำร้ายคนอื่น ชายตบตีเมียหรือลูกตามข้างถนน นักเลงข่มขู่ชาวบ้านให้กลัวเพื่อรีดไถ ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน เห็นคนอยู่ในอันตรายแล้วไม่ยอมช่วย ทั้งที่ช่วยได้ เป็นต้น หากประชาชนพบความผิดที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายหรือวุ่นวายอันมีลักษณะละเมิดสิทธิของท่าน เพียงแจ้งร้องเรียนกับตำรวจในเขตท้องที่ซึ่งเกิดเหตุความผิด ผู้กระทำผิดจักได้รับการตักเตือนอย่างมีเมตตาหรือลงโทษตามกฎหมายแล้วแต่ดุลพินิจของตำรวจซึ่งล้วนทำเพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้
************************ 8/1/2007 นิทานใต้เตียงนิทานใต้เตียง เขียนโดย แก้วมณี
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วจอมโจรหนิวเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตปล้นฆ่าคนที่ต้องหลบหนีทางการมานานกว่าสิบปี ระหว่างเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่อยู่ห่างไกลเขาแวะพักที่เมืองอิงคบุรี เขาเห็นชาวบ้านมีน้ำใจต่อกัน รักสงบ เคารพกฎระเบียบของเจ้าเมือง บ้านเมืองสะอาดตา เขายืนมองชาวบ้านจำนวนหนึ่งนั่งฟังคำสอนของเจ้าเมืองซึ่งมีฐานะการเงินดี ฉลาด มีเมตตา และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างมาก จอมโจรหนิวนึกอยากเปลี่ยนชีวิตโจรไปเป็นเจ้าเมืองในวินาทีนั้น หลังจากเฝ้าดูวิถีชีวิตของเจ้าเมืองและครอบครัวมาระยะหนึ่งจอมโจรหนิววางแผนครอบครองตำแหน่งเจ้าเมืองโดยเรียกลูกน้องไปรวมตัวกันที่เมืองอิงคบุรีแล้วบุกยึดบ้านและขังสมาชิกครอบครัวเจ้าเมืองไว้ จากนั้นประกาศทั่วเมืองว่าเขาจะเป็นเจ้าเมืองคนใหม่ แล้วเรียกประชุมชาวบ้านที่หน้าบ้าน เขาไม่พอใจสายตาชาวบ้านที่มองด้วยความหวาดกลัวปนระแวง อันผิดจากที่เคยมองอดีตเจ้าเมืองด้วยความศรัทธาสูง เขาแจ้งกฎระเบียบใหม่เพื่อควบคุมชาวบ้าน แล้วต้องการคำรับรองตำแหน่งใหม่และคำยินยอมจากทุกคนว่ายอมรับกฎระเบียบใหม่นี้หรือไม่ โดยให้เวลาสามวันเพื่อกลับมาลงคะแนนที่หน้าบ้านของเขาอีกครั้ง ชาวบ้านคนหนึ่งสงสัยว่าอดีตเจ้าเมืองกับครอบครัวจะเป็นอย่างไรต่อไป จอมโจรหนิวคิดใช้ความห่วงใยของชาวบ้านที่มีต่ออดีตเจ้าเมือง จึงตอบเป็นนัยว่า ชีวิตของอดีตเจ้าเมืองขึ้นอยู่กับการยอมรับตำแหน่งเจ้าเมืองและกฎใหม่ซึ่งชาวบ้านจะเป็นผู้กำหนดในอีกสามวันข้างหน้า นอกจากนั้นจอมโจรยังเรียกศรัทธาด้วยการนำเงินทองและทรัพย์สินของอดีตเจ้าเมืองไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้านเพื่อแสดงว่าเขาเป็นคนชอบแบ่งปันและมีเมตตาต่อทุกคนมากกว่าเจ้าเมืองคนเดิม เขาหวังจะได้การรับรองตำแหน่งใหม่เพื่อสนองความปรารถนาและเป็นความภูมิใจส่วนตน ชาวบ้านบางคนจำได้ว่าเจ้าเมืองคนใหม่คือ จอมโจรหนิว ซึ่งทางการหลายเมืองตามล่าจับด้วยคดีปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์จึงบอกกล่าวให้ทุกคนรับทราบแล้วแอบประชุมลับกัน วันต่อมาลูกน้องจอมโจรซึ่งเฝ้าประตูเมืองสังเกตเห็นชาวบ้านหลายครอบครัวทยอยเดินทางออกนอกเมืองตั้งแต่เช้ายันค่ำมืด จึงแจ้งข่าวแก่จอมโจรหนิว หลังจากให้ลูกน้องเดินสำรวจทุกครัวเรือนมันทำให้จอมโจรหนิวโกรธแค้นมากเมื่อพบบ้านร้างเพิ่มขึ้น เขาประกาศปิดเมืองอิงคบุรีและห้ามชาวบ้านติดต่อสื่อสารกันจนกว่าจะถึงวันออกเสียงลงคะแนนรับรองตำแหน่งและกฎใหม่ของเขา ทุกคนต่างเก็บตัวในบ้านด้วยความหวาดกลัว ในที่สุดจอมโจรหนิวซึ่งเฝ้ารอคะแนนเสียงรับรองตนก็สุขใจเมื่อชาวบ้านยกมือลงคะแนนรับรองตำแหน่งและกฎใหม่ของเขาโดยปราศจากเสียงคัดค้านสักคน จอมโจร เช้าวันต่อมาเจ้าเมืองหนิวกับลูกน้องตั้งใจไปพบปะชาวบ้านตามที่อดีตเจ้าเมืองเคยกระทำมาก่อน แต่พวกเขาพบบ้านเมืองที่เงียบสงัด ปราศจากคน เจ้าเมืองคนใหม่สั่งลูกน้องเดินตรวจทุกครัวเรือน แต่ไม่พบคนเลย อันเนื่องจากชาวบ้านแอบหนีออกจากเมืองตลอดทั้งคืนช่วงที่พวกเขาเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่กัน ต่อมาลูกน้องแจ้งว่าทางการหลายเมืองกำลังล้อมเมืองอิงคบุรีไว้ จอมโจรหนิวรู้ทันทีว่าชาวบ้านต้องให้ข่าวแก่ทางการว่าเขาอยู่ในเมืองนี้แน่ จึงคับแค้นใจมาก ทางการล้อมเมืองได้สามวันกอปรกับลูกน้องจอมโจรตายจากการต่อสู้ตลอดสามวันโดยขาดเสบียงอาหารและน้ำ จอมโจรหนิวจึงถูกทางการจับและลงโทษประหารชีวิตต่อหน้าชาวบ้านเยี่ยงเดียวกับที่เขาเคยฆ่าอดีตเจ้าเมืองผู้บริสุทธิ์อันถือเป็นกรรมสนองกรรม ชาวบ้านทยอยกลับไปใช้ชีวิตสงบในเมืองอิงคบุรีได้อีกครั้ง นิทานเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า คำรับรองหรือคำสรรเสริญที่ได้รับจากการบังคับข่มขู่ไม่มีวันยั่งยืน เพราะมิได้มาจากความจริงใจ วีรบุรุษหรือรัฐบุรุษจึงเป็นแค่ลมปากที่บางคนอยากได้ยิน แต่ไม่ประทับในจิตใจของคนเยี่ยงการทำความดีให้ประจักษ์แก่สายตาแล้วคนพูดสรรเสริญต่อกันไป ความเป็นโจรมิอาจชะล้างหรือลบทิ้งได้ด้วยคำรับรองจากคนอื่นกับตำแหน่งทางสังคมที่ยิ่งใหญ่เยี่ยงเดียวกับที่ไม่อาจเปลี่ยนประวัติหรือภูมิหลังของตนตราบใดที่วิถีชีวิตยังวนเวียนกับการฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มีผู้ใดยอมอยู่กับความกลัวตลอดกาล สักวันต้องหาเส้นทางแห่งอิสระภาพได้ด้วยการต่อสู้หรือหนีหายไป เมื่อโจรอยากเป็นนักปกครอง แต่ชาวบ้านเกรงกลัวความเป็นโจร สุดท้ายอาจไม่มีคนให้ปกครองแล้วจะเรียกตนเองว่าเป็นนักปกครองได้อย่างไร การรับรองคนหรือสิ่งของ นอกจากดูพฤติกรรมหรือเบื้องหลังเจตนารมณ์ของเจ้าของแล้ว ยังต้องคำนึงถึงภูมิหลังด้วยว่าเป็นโจรหรือยอมเคารพกฎ ระเบียบ กฎหมาย ที่ใช้บังคับในบ้านเมืองมากเพียงใด ถ้าเขาทำฝ่าฝืนกฎหมายแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้า แล้วจะหวังให้เขารักและเมตตาต่อผู้อยู่ในปกครองได้อย่างไร เขาต้องตรากฎระเบียบเพื่อรักษาอำนาจและควบคุมผู้อยู่ใต้ปกครองไว้อย่างแน่นหนาให้คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงในการต่อสู้เพื่อชัยชนะตราบใดที่เขายังมีลมหายใจเยี่ยงมนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาสูง เขาต้องการคำรับรองสถานภาพใหม่ ผลงาน และกฎใหม่จากผู้อยู่ในปกครองเพื่อแสดงความชอบธรรมต่อคนอื่นได้ การเปลี่ยนสถานภาพโจร รับของโจร และสร้างภาพสง่างามแก่ผู้ชนะจากการทำลายกฎทางสังคม จึงต้องแสดงภาพของหวานน่าอร่อยเพื่อให้คนต้องการรับประทานมันโดยไม่สนใจว่าไส้จะมีรสชาติขมขื่นเพียงใด เมื่อซื้อมันไว้ในครอบครองเท่ากับยอมรับรสชาติของมันโดยปริยาย ส่วนจะกินได้หรือไม่เขาไม่สนใจอีก คนซื้อก็จ่ายเงินไปแล้ว เขาพอใจกับชัยชนะครั้งนี้ คงต้องหาคำตอบกันอย่างเหมาะสมว่าจะทำตามแบบของชาวเมืองอิงคบุรี หรือเลือกรับรองหรือไม่รับรองสถานภาพใหม่หรือผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทั้งโลกไปเลย
****************************** |
|
|