Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
8/31/2008 ย้อนรอยปัญหาหนักอกของผู้นำปัญหาหนักอกของผู้นำในอดีต
เขียนโดย แก้วมณี
ปีพ.ศ. 2475 คือ พุทธศักราชแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างสงบ ปราศจากการเสียเลือดเนื้อของประชาชน โดยคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง จากนั้นก็มีผู้นำผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศเรื่อยมา ระยะทางยาวนานนั้นย่อมเกิดอาการสะดุดคือ มีการปฏิวัติรัฐประหารสลับกับระบอบประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยมีพัฒนาการของความเข้าใจระบอบการปกครองนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน ผู้นำประเทศแต่ละยุคสมัยมีวิธีบริหารประเทศแตกต่างกันอันส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองมากน้อยไม่เท่ากัน บ้างก็ทำให้ประเทศอยู่ในความหวาดกลัว บ้างก็สอนให้ประชาชนเข้าใจสิทธิเสรีภาพมากขึ้น บ้างก็ทำให้ประชาชนหลงใหลหรือเพ้อฝันเรื่องเสรีภาพเกินจริง จนกลายเป็นการประท้วงใหญ่โตทำลายความสงบสุขของสังคม ยุคสมัยของผู้นำหลายคนยังเป็นที่จดจำของคนไทยเมื่อต้องพบกับปัญหาหนักอกซึ่งใหญ่โตหรือดูเล็กน้อยและสร้างรอยยิ้มขำแก่ประชาชนได้ ยามหวนคิดทบทวนเหตุการณ์เหล่านั้นอีกครั้ง เริ่มต้นจากผู้นำคนแรกที่ไม่เคยมีใครลืมได้กับคำพูดสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา คือ ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว จอมพลสฤษฎิ์ นอกเหนือจากการตัดสินโทษรวดเร็ว ถ้าเกิดเพลิงไหม้ที่บ้านของใคร เจ้าของบ้านต้นเพลิงจักถูกประหารชีวิต ณ ที่เกิดเหตุด้วยการยิงเป้าโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนใดๆ ประชาชนในเวลานั้นอยู่กันด้วยความหวาดระแวง แต่การกำจัดอันธพาล นักเลง มือปืน พวกคอมมิวนิสต์ ด้วยการจับขังคุกไร้กาลเวลาทำให้ชาวบ้านมีความปลอดภัยขึ้น ปัญหาหนักอกที่เกิดขึ้นในยุคของท่าน คือ คดีพิพาทแย่งกรรมสิทธิ์เทวสถานบนเขาพระวิหารซึ่งเกี่ยวพันกับเขตแดนของไทย ท่านต้องใช้วิจารณญาณอย่างมากในการตัดสินใจยอมเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกด้วยการใช้คำพูดโน้มเอียงความเห็นจากทนายไทยคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและมีระดับการศึกษาชั้นเยี่ยมว่าจะชนะคดีแน่นอน แต่ท้ายที่สุดไทยต้องแพ้คดีในศาลโลกและต้องยกเทวสถานบนเขาพระวิหารให้แก่เขมรซึ่งถือเป็นการสูญเสียดินแดนไทยครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ชาติ อันสร้างความเศร้าใจแก่คนไทยอย่างมาก ผู้นำคนต่อมาที่สร้างบาดแผลในใจแก่คนไทยไว้ คือ จอมพลถนอม ซึ่งถือเป็นผู้นำในระบอบเผด็จการที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเวลานั้นรัฐธรรมนูญไม่บังคับว่า ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่วิธีปกครองของท่านคือ การควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จและแบ่งสรรอำนาจหรือประโยชน์แก่พวกพ้องอย่างถ้วนหน้า จึงทำให้ครองอำนาจบริหารประเทศยาวนาน เมื่อประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายอย่างมาก จึงมีการปลุกระดมขับไล่ท่าน และกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดครั้งแรกของไทย พลเอกเปรม ถือเป็นผู้นำที่หลายคนมิเคยลืมคำพูดนิ่มนวล รอยยิ้มอ่อนโยน ที่ใช้ต่อสาธารณชนเสมอ ท่านเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่ได้บังคับว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง ด้วยระยะเวลาปกครองประเทศที่ยาวนานจึงมีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างที่คนยังระลึกถึงเสมอ เช่น หัวหน้าพรรคเก่าแก่ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงสูงสุดและมีสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศได้ แต่ด้วยคำพูดของนายทหารบางคนเสนอให้ยกตำแหน่งนี้ให้ท่านเปรมเพื่อความสงบของบ้านเมือง ทำให้เขาจำต้องสละโอกาสมีค่านั้นไปส่งมอบให้ท่านเปรมในทุกการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น เมื่ออดีตผู้นำท่านหนึ่งกล่าวพาดพิงเหน็บท่านเปรม ก็ถูกทหารกองหนึ่งเจ็บร้อนใจแทนแล้วนำกำลังไปพังประตูรั้วบ้านเพื่อห้ามการพูดของเขาจนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง เหตุการณ์สำคัญและหนักอกของท่านมากที่สุด คือ พบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั้งโลก ไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก ในที่สุดท่านจำต้องตัดสินใจลดค่าเงินบาทซึ่งทำลายธุรกิจไปมากอันเป็นที่ก่นด่าของชาวบ้าน แต่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งในหลายปีต่อมา อีกเหตุการณ์หนึ่งที่หลายคนยังจำได้ดี คือ เนื่องจากท่านเปรมอยู่ในตำแหน่งผู้นำมายาวนานที่สุดในระบอบประชาธิปไตยและนิยมการยุบสภาบ่อยครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ท่านเป็นผู้นำที่อาจเรียกว่า นักการเมืองซึ่งไม่เคยผ่านการเลือกตั้งสักครั้งเดียว เราต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญให้สิทธิ์ไว้ จึงถือเป็นผู้นำที่ชอบด้วยกฎหมายในเวลานั้น ช่วงสุดท้ายมีการเลือกตั้งอีกครั้งเมื่อมีข่าวว่าท่านจะเป็นผู้นำบริหารประเทศอีก ความไม่เห็นด้วยจากกลุ่มสังคมต่างๆเริ่มปรากฏขึ้นเพราะอยากเห็นผู้นำรุ่นใหม่ทำงานบ้าง ในที่สุดเสียงเรียกร้องและแรงต้านจากสังคมรุนแรงขึ้น จึงมีการเสนอตำแหน่งรัฐบุรุษให้ท่านเพื่อก้าวลงจากอำนาจบริหารประเทศอย่างสง่างาม วาระของท่านจึงสิ้นสุดลงด้วยความสงบและสวยงาม ผู้นำอีกท่านที่สร้างเสียงฮือฮากึ่งน่าเห็นใจ โดยเฉพาะเป็นนักการเมืองที่ทำงานด้านนี้มาตลอดชีวิตก่อนก้าวขึ้นสู่ผู้นำประเทศไทย แล้วยังสร้างพื้นฐานประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบให้ชาติไว้ คือ การผลักดันการร่างรัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2540 ฉบับประชาชนให้สำเร็จ เราต้องชื่นชมผลงานชิ้นนี้ของท่านที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน ส่วนใหญ่รัฐธรรมนูญไทยมักมาจากการร่างของคณะปฏิวัติ แล้วนักการเมืองรุ่นต่อมาก็แก้ไขเล็กๆน้อยๆเท่านั้น นั่นคือ ท่านบรรหาร ซึ่งเป็นผู้นำประเทศตามรัฐธรรมนูญที่บังคับให้ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เส้นทางการทำงานของท่านมิได้ราบเรียบนัก เมื่อมรสุมทางการเมืองเรื่องหนึ่งทำให้ท่านต้องเข่าอ่อน น้ำเสียงสั่นเครือ นั่นคือ นักการเมืองร่วมรัฐบาลรวมตัวกันบีบบังคับให้ท่านกล่าวลาออกจากตำแหน่งผู้นำแล้วส่งมอบให้นักการเมืองอีกคนต่อหน้าสาธารณชน หลายคนเรียกกันว่าเพื่อนหักหลังกัน ท่านให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงที่บังคับมิให้สั่นอย่างเต็มที่เมื่อบอกว่า ขอเวลาคิดพิจารณาสักนิด ก่อนให้คำตอบแก่พวกเขา ท่านเดินออกจากวงสัมภาษณ์ด้วยอาการเข่าอ่อนคล้ายหมดแรงเกือบล้มลง นักการเมืองคนหนึ่งเข้าไปช่วยประคองออกจากบริเวณนั้น มันเป็นภาพสะเทือนใจแก่ประชาชนที่เฝ้าชมข่าวนี้เมื่อตระหนักแก่ใจดีว่า ท่านบรรหารถูกเพื่อนหักหลังบีบคั้นอย่างไม่ให้เกียรติ สุดท้ายท่านก็ไม่ยอมส่งมอบตำแหน่งผู้นำให้คนกลุ่มนั้น แต่เลือกยุบสภาให้ทุกคนกลับไปหาเสียงเลือกตั้งใหม่ ท่านชวลิต เป็นผู้นำอีกท่านหนึ่งที่ยังตราตรึงในใจของคนไทย เมื่อยุคของท่านต้องประสบปัญหาหนักอกคล้ายกับยุคของท่านเปรม เมื่อต่างชาติโจมตีค่าเงินบาทเพื่อหวังสร้างกำไรอันส่งผลให้เศรษฐกิจไทยผันผวนอย่างมาก การตัดสินใจต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทด้วยวิธีเทเงินออมของชาติไปรักษาค่าเงินไว้โดยไม่ป้องกันตัวเป็นหลัก จึงคล้ายนักพนันที่วางเงินเดิมพันทั้งหมดบนโต๊ะเพื่อเสี่ยงดวง ขณะที่ประเทศอื่นเลือกป้องกันตัวเองไว้ก่อน ไม่เน้นต่อสู้ ความอ่อนด้อยประสบการณ์ของผู้เกี่ยวข้องทางการเงินการคลังในรัฐบาล แนวคิดแบบทหารที่เน้นการต่อสู้เอาชนะ ความชอบเสี่ยงพนัน จึงกลายเป็นการสร้างกำไรมหาศาลแก่กองทุนต่างชาติ ในที่สุดเงินคงคลังของไทยไม่เหลือเพียงพอตามมาตรฐานโลก ค่าเงินบาทของไทยตกต่ำสุดขีด ท่านจำต้องตัดสินใจเลือกกู้เงินจากสถาบันไอเอ็มเอฟเพื่อทำให้สถานะการเงินของไทยมั่นคงขึ้น แต่ต้องแลกด้วยอิสรภาพทางการเงินและกฎหมายซึ่งต้องอยู่ภายใต้คำชี้นำของสถาบันนั้น คนไทยจึงเป็นลูกหนี้และทาสครั้งแรกของสถาบันไอเอ็มเอฟตั้งแต่นั้นมา ผู้นำที่ยังเป็นที่คิดถึงต่อมาด้วยการบริหารประเทศของเขา คือ ท่านชวน ซึ่งมีบุคลิกเยือกเย็น พูดจานิ่มนวล มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นความหวังของคนไทยจะนำพาฝ่ามรสุมการเป็นลูกหนี้ของไอเอ็มเอฟไปได้ด้วยดี สิ่งที่คนไทยจดจำ แต่พรรคของท่านชวนไม่อยากให้จำไว้ คือ การออกกฎหมายทาสตามคำชี้แนะของสถาบันเจ้าหนี้ ไอเอ็มเอฟ 11 ฉบับ ซึ่งคุ้มครองและให้ประโยชน์แก่คนต่างชาติเทียบเท่าหรือมากกว่าคนไทย เช่น การให้เช่าที่ดินของคนไทยได้ 99 ปี การบังคับให้สถาบันการเงินหรือธนาคารชาติต้องมีที่ปรึกษาหรือกรรมการเป็นคนต่างชาติหรือจากไอเอ็มเอฟเพื่อตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมด เป็นต้น การตั้งหน่วยงานขายทรัพย์สินของบริษัทลงทุนที่ล้มอันสืบเนื่องจากการเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟโดยตั้งกติกากีดกันมิให้คนไทยเข้าประมูลซื้อลูกหนี้หรือทรัพย์สินด้วยการกำหนดเงินทุนบริษัทจำนวนสูงที่คนไทยยากจะมีได้ในเวลานั้น ทำให้บริษัทต่างชาติเข้าประมูลซื้อลูกหนี้แล้วนำมาขายอีกทอดหนึ่งให้แก่คนไทยอันสร้างกำไรมหาศาลแก่บริษัทต่างชาติโดยท่านและคนของพรรคมีส่วนรับทราบความเสียเปรียบของคนไทยจากกติกาของท่าน การแจกที่ดินสปก.ให้แก่เครือญาตินักการเมืองในสังกัดพรรคเดียวกันอย่างมโหฬาร จนกระทั่งฝ่ายค้านในเวลานั้นออกมาแฉว่า เครือญาติเหล่านั้นขาดคุณสมบัติตามกฎหมายในการรับที่ดินสปก.และการแจกที่ดินมีความไม่ปกติเกิดขึ้น โดยแจกให้เครือญาตินักการเมืองร่วมพรรคเป็นหลักใหญ่ ส่วนชาวบ้านที่ยากไร้แท้จริงกลายเป็นเครื่องประดับเท่านั้น ในที่สุดการอภิปรายที่ดินสปก.มีเลศนัยเป็นชนวนให้ท่านชวนจำต้องยุบสภาเพื่อหลีกหนีการลงมติถอดถอนของสภา อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องอมยิ้มในยุคของท่านชวนซึ่งทุกคนทราบว่า ท่านเป็นชายโสด แต่ระหว่างการบริหารประเทศกลับมีข่าวว่า ท่านมีภรรยาที่ไม่ได้สมรสกันและลูกชายหนึ่งคนซึ่งมิได้อยู่ร่วมบ้านกันพยายามตามหาท่านและร่วมออกงานต่างๆกับท่าน แต่มีเหตุให้คลาดแคล้วกันเสมอ ทำให้นักข่าวขวนขวายหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้และมีการนำไปถามในสภา จึงได้รับคำตอบที่ท่านยอมรับว่าปิดข่าวนี้ไว้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว จากนั้นท่านไม่ยอมตอบคำถามเรื่องนี้อีก คนไทยที่อ่านข่าวนี้จึงอมยิ้มกับความสัมพันธ์ค่อนข้างลึกลับของท่านกับสองแม่ลูก และยังจดจำพวกเขาได้เสมอในฐานะครอบครัวของท่านผู้นำชวน ท่านทักษิณ ถือเป็นผู้นำที่สร้างประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ให้คนไทยภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ที่เริ่มใช้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เนื่องจากสมัยท่านชวนยังอยู่ในบทเฉพาะกาลที่มิให้นำมาใช้ทันที ท่านเป็นผู้นำที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีวิสัยทัศน์แบบสากล จุดประสงค์เดียวคือ ประเทศไทยต้องรุ่งเรืองและเป็นที่รู้จัก สรรเสริญ ในเวทีโลก การค้าขายรุ่งเรืองอย่างมาก การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟเพื่อปลดจากการเป็นทาสมาจากความตั้งใจของผู้นำท่านนี้ซึ่งถือว่าเป็นผลงานเด่นที่สุดในวาระแรกของการเป็นผู้นำอันสร้างความปิติแก่คนไทยอย่างยิ่ง การปราบปรามยาเสพติด หวยใต้ดิน กระทำอย่างจริงจังทั้งประเทศเกิดขึ้นครั้งแรกและเห็นผลดีต่อสังคมโดยแยกคนค้ายากับคนเสพยาออกจากกัน ด้วยการรักษาคนเสพยาในฐานะผู้ป่วยซึ่งช่วยลดผู้ต้องหาเกี่ยวกับยาเสพติดลงได้มาก ครอบครัวของพวกเขาโล่งใจขึ้นกับมาตรการของรัฐ ด้วยความคิดริเริ่มใหม่ ความกล้าในการตัดสินใจ ทำให้สนามบินใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกถือกำเนิดขึ้นหลังจากแท้งไว้นานกว่า 30 ปี โครงการพัฒนาการเมืองและสังคมใหม่แปลกตาเกิดขึ้นในยุคของท่านเนื่องจากท่านสามารถรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยให้เป็นพรรคเดี่ยวและทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน แต่ละโครงการล้วนสัมผัสแตะต้องและเป็นประโยชน์แก่คนด้อยโอกาสให้มีเส้นทางทำมาหากินและสร้างรายได้มากขึ้น การจับจ่ายใช้สอยของชาวบ้านดีขึ้นและมีความสุขดีกว่ายุคเป็นทาสไอเอ็มเอฟ ราคาข้าวเปลือกหรือราคายางพาราพุ่งสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อนเพราะท่านใช้ศักยภาพของประเทศเป็นประโยชน์ทางการค้า มิให้ลูกค้าเอาเปรียบฉุดรั้งราคาให้ต่ำมานานหลายสิบปีอีกต่อไป ด้านการต่างประเทศท่านทักษิณมีวิสัยทัศน์ในการผลักดันให้คนต่างชาติรู้จักประเทศไทยในฐานะประเทศทันสมัย มีความรอบรู้ มิใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนตามภาพพจน์เก่าๆ ผู้นำทั่วโลกต่างชื่นชมการทำงาน วิสัยทัศน์ และความฉลาดเฉลียวของท่านอย่างมาก โดยเฉพาะแนวคิดให้ชาติอาเชียนรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือกัน แทนที่จะขอให้ชาติตะวันตกช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ในชาติของตนซึ่งทำให้หลายชาติต้องถูกเอารัดเอาเปรียบแทบหมดตัวดังที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ชนชาตินั้นๆ สิ่งที่ผู้นำท่านนี้ทำไว้ในฐานะผู้บริหารประเทศผลักดันให้โลกรู้จักประเทศไทยในมุมมองใหม่ที่ไม่ใช่เมืองล้าสมัยอีกต่อไป การทำงานมาก หลากหลาย การส่งเสริมให้การศึกษาแก่คนยากจน งานทำลายอบายมุขหรือกำจัดมาเฟียยาเสพติด น้ำมันเถื่อน เจ้าพ่อทั้งหลาย หรือลดการคอรัปชั่นในวงราชการอย่างเฉียบขาด ย่อมสร้างศัตรูทางการเมืองและศัตรูทางธุรกิจที่อาจเสียหายจากโครงการของท่าน อีกทั้งเมื่อไปขัดหูขัดตาของผู้ยิ่งใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งท่านเคยเชื่อฟังนับถืออย่างมาก แต่ระยะหลังท่านเริ่มใช้ความเห็นของตนมากขึ้นเพื่อมุ่งหวังพัฒนาบุคลากรและบ้านเมืองไปสู่จุดสูงสุดโดยเร็ว ทำให้เกิดอารมณ์ขุ่นเคืองใจกันเมื่อรู้สึกว่าท่านผู้นำดื้อแพ่งและพลังทางการเมืองแข็งแกร่ง จึงมีการคบคิดวางแผนกำจัดนักการเมืองคนนี้ให้พ้นจากแวดวงการเมืองทันทีโดยการยัดเยียดสารพัดข้อหาและส่งเสริมการปฏิวัติทำลายรัฐบาลและรัฐธรรมนูญให้เป็นผลสำเร็จ ท่านทักษิณจึงสิ้นสุดวาระผู้นำที่สร้างความแตกต่างและให้โลกรู้จักประเทศไทยในมุมมองใหม่ที่ทันสมัย มิใช่ชาติป่าเถื่อน ไร้อารยะ หลังสิ้นสุดอำนาจปฏิวัติก็มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปีพ.ศ. 2550 ซึ่งคณะปฏิวัติร่างไว้ให้ใช้สอย แต่หลายบทมิได้ส่งเสริมประชาธิปไตยแท้จริง ผู้นำท่านต่อมาซึ่งชนะเลือกตั้งตามกติกาใหม่นี้ คือ ท่านสมัคร ซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปีและถือเป็นความหวังของคนไทยในการกู้ความเสียหายทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดจากการปฏิวัติด้วยประสบการณ์ยาวนานทางการเมืองของท่าน แม้ท่านกับพรรคจะชนะการเลือกตั้งและเข้าบริหารประเทศในฐานะผู้นำแห่งอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญไทย แต่เมล็ดพันธุ์จากคณะปฏิวัติที่เป็นศัตรูกับท่านทักษิณและหวั่นกลัวการแก้แค้นได้ตามล่าล้างท่านกับพรรคซึ่งเคยมีสายสัมพันธ์กับท่านทักษิณมาก่อน เมื่อทำงานไปแค่ 3 เดือนเมล็ดพันธุ์ชั่วร้ายในภาครัฐและภาคพลเรือนบางกลุ่มประกาศขับไล่ท่านด้วยข้อหาทุจริต ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงานสักชิ้น แม้แต่โครงการก็ยังไม่ได้คิดสักเรื่อง โดยเฉพาะภาคพลเรือนบางกลุ่มซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ได้รับการสนับสนุนจากศัตรูผู้อาวุโสที่ยังแค้นใจไม่เลิกและกลัวว่าเพื่อนพ้องของท่านทักษิณจะแก้แค้นเขาและพรรคพวก จึงปลุกปั่นใช้วาจาเท็จใส่ร้ายป้ายสีท่านสมัครและพรรคด้วยสารพัดข้อหา แม้แต่ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงก็ยัดเยียดให้ท่านทุกวัน ด้วยประสบการณ์การเมืองของท่านสมัครจึงไม่ยอมให้ป้ายสีฝ่ายเดียว ท่านใช้กลไกของรัฐตอบโต้ความเท็จเหล่านั้นเต็มที่ แม้แต่สื่อมวลชนหลายแขนงยังมีจิตอคติต่อท่านโดยไม่มองการทำงานและความตั้งใจดีต่อบ้านเมืองของท่านเป็นหลัก กลับร่วมโจมตีขับไล่ท่านและพรรครัฐบาลต่อเนื่อง ท่านถือว่ามิได้ให้ความเป็นธรรมแก่ท่าน การต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการเมืองสำหรับนักการเมืองโดยท่านเป็นผู้นำจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนอำนาจตุลาการขยายอิทธิพลเข้าสู่อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติโดยอาศัยรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติเข้าร่วมวงกำจัดท่านและพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้กลายเป็นปัญหาหนักอกของผู้นำท่านนี้อย่างมากและน่าเหนื่อยใจยิ่งที่ต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีกษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริงไว้ ขณะที่พลเรือนบางกลุ่มจัดชุมนุมโดยมีจุดประสงค์ล้มล้างอำนาจบริหารและเปลี่ยนระบอบการปกครองจากประชาธิปไตยซึ่งมีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขไปสู่ระบอบใหม่ที่พวกเขาจัดสร้างขึ้น แล้วประกาศไปตามสื่อต่างชาติเพื่อให้รับทราบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในไทย คนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบเรื่องนี้เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่พยายามปิดบังเจตนารมณ์นี้ไว้ ปัญหาหนักอกที่สุดในชีวิตของท่านสมัคร คือ จะพานาวาไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้อย่างไร เมื่อศัตรูวัยใกล้ฝั่งที่มีอิทธิพลจ้องกำจัดท่านให้พ้นจากเส้นทางการเมืองและยังผลักดันให้กลุ่มพลเรือนที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับรัฐบาลล้มล้างอำนาจบริหารของท่าน ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อสองร้อยปีก่อนจะเรียกว่า ก่อกบฏ เพราะศัตรูคนนี้มีจุดประสงค์เดียวกับกลุ่มพลเรือนที่ต้องการเปลี่ยนระบอบปกครองใหม่ให้คนไทย ผู้นำกลุ่มพลเรือนกล่าวข้อความหนึ่งซึ่งแสลงใจคนไทยอย่างยิ่ง คือ ระบอบประชาธิปไตยไม่เหมาะสมกับคนไทยเลย พวกเขาจะปกครองคนไทยในระบอบใหม่และศาสนาใหม่ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข แล้วระบอบใหม่จะให้ผู้ใดเป็นประมุขของชาติ โดยเฉพาะผู้นำประเทศต้องมาจากการแต่งตั้งของคนกลุ่มนี้เท่านั้น แต่ละยุคสมัยของผู้นำประเทศนั้นล้วนเกิดปัญหาวิกฤตแตกต่างกันให้ต้องตัดสินใจเพื่อเลือกว่าทางใดเหมาะสมใช้แก้ไขปัญหาของชาติ บางครั้งก็เลือกพลาดอันส่งผลให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างมากแทบล้มละลาย บางครั้งผู้นำผลักดันไปสู่ความรุ่งเรืองขีดสุด แต่บางคนกลับเห็นว่าคนไทยควรหยุดอยู่ที่จุดนี้ ไม่ควรเติบโตต่อไป จึงใช้พลังอำนาจส่วนตัวหยุดยั้งและกำจัดผู้นำที่อาจมีความรู้และคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมออกไปจากเวทีการเมือง ยามการเมืองวิกฤตและถูกแทรกแซงจากอำนาจมืดผู้นำสูงวัยน่าจะเหมาะสมต่อกรหรือรับมือกับศัตรูการเมืองที่มีอาวุโสเท่าเทียมกันแต่ไม่ปลงเวลาของตัวหรือกลัวถูกแก้แค้น ผู้นำล่าสุดถูกระราน บีบคั้นให้ต่อสู้ดิ้นรนรักษาอุดมการณ์ของตนและต้องหนักใจกับปัญหาที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นโดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติว่าจะบอบช้ำแค่ไหน เมื่อยังคิดถึงแค่ประโยชน์ส่วนตัวและหน้าตาทางสังคมของตน คนไทยคงต้องคิดพิจารณาให้ลึกซึ้งและเท่าทันเกมการเมืองครั้งล่าสุดว่า ควรยึดถือกฎหมาย กติกาบ้านเมืองซึ่งรัฐบาลกำลังรักษาไว้ เป็นหลัก หรือ เชื่อถือบทบาทการแสดงของคนแก่คลั่งอำนาจที่จ้องทำลายชาติบ้านเมืองมิให้สงบและต้องการหุ่นเชิดทางการเมืองของตน เมื่อใดต้องเลือกข้าง คนไทยคงรู้แก่ใจว่าควรอยู่กับกฎหมายเพื่อความสงบของบ้านเมืองจึงรักษาประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขได้
********************************* 8/29/2008 ไขคำตอบข้อหา กบฎไขคำตอบข้อหากบฏ
เขียนโดย ลูกแก้ว
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ ล้มล้างอำนาจบริหาร แห่งรัฐธรรมนูญ หรือ ให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต
หลักกฎหมายข้อหากบฏที่หลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน แม้แต่นักรัฐศาสตร์ยังยึดติดกับการปฏิวัติในอดีตที่ต้องเกิดจากกองทหารติดอาวุธหนักเท่านั้น โดยไม่เข้าใจองค์ประกอบของกฎหมายอย่างลึกซึ้งแล้วออกมาพูดเป็นวรรคเป็นเวรทางทีวี ในอดีตการประหารหัวหน้ากบฎนั้นกระทำทันทีด้วยคำสั่งคณะปฏิวัติโดยอาศัยองค์ประกอบจากกฎหมายอาญาและไม่ผ่านการพิจารณาของศาลปกติ มิได้ใช้กฎหมายฉบับนี้โดยตรง แต่บรรดาลิ่วล้อจะใช้กฎหมายมาตรานี้ลงโทษกำลังพลของฝ่ายแพ้เป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนที่คิดก่อกบฏ ครั้งนี้ข้อหากบฏถูกนำไปใช้กับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งออกคำสั่งบุกรุกสถานที่ราชการและสถานีทีวีของรัฐโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนกระทั่งมีการออกหมายจับแกนนำทั้งเก้าจากศาล แต่นักวิชาการบางคนทักท้วงว่า มันไม่ควรจะเป็นข้อหากบฏเพราะมิได้ใช้อาวุธหนักและไม่ถือเป็นการปฏิวัติ หากพิจารณาข้อกฎหมายอาญาข้างต้น จักเห็นว่ากฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใด” ซึ่งหมายความว่า คนหนึ่งหรือหลายคนไม่จำกัดว่าต้องเป็นทหารเท่านั้น พลเรือนย่อมทำความผิดมาตรานี้ได้ คำว่า “ใช้กำลังประทุษร้าย” หมายถึงการทำร้ายบุคคลหรือทำลายล้างทรัพย์สินโดยพละกำลัง โดยอาวุธ ก็ได้ โดยต้องมีเจตนาพิเศษ คือ มีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างรัฐบาลซึ่งใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ แม้ยังทำไม่สำเร็จหรือล้มล้างรัฐบาลไม่ได้ ก็ถือเป็นความผิดฐานก่อกบฏ หากพวกเขาทำกบฏสำเร็จ แม้จะมีความผิดฐานนี้ แต่ผู้ชนะย่อมมีอำนาจออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองได้ ส่วนอีกคำถามหนึ่ง คือ แกนนำทั้งเก้ามิได้บุกเข้าสถานที่ราชการ เหตุไฉนจึงถูกตั้งข้อหากบฎได้ คำตอบ คือ แม้ไม่ได้ลงมือกระทำผิดด้วยมือหรืออยู่ต่างสถานที่ก็ตาม แต่เป็นผู้ออกคำสั่ง วางแผน รับรู้ขั้นตอน ประกาศยอมรับผลงานนั้น จัดเตรียม คัดเลือก คนหรืออาวุธเพื่อไปกระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมสร้างความผิดนั้น กฎหมายอาญาเรียกว่า ตัวการร่วม จักต้องรับโทษตามความผิดนั้นด้วย อันเป็นไปตามข้อกฎหมายอาญา มาตรา 83 บัญญัติว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ถ้าเป็นการยุยง ส่งเสริม จ้างวานให้กลุ่มคนบุกรุกสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามกฎหมาย ก็ยังถือเป็นความผิดฐานผู้ใช้ที่ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการเมื่อผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้นสำเร็จแล้ว ตามที่กฎหมายอาญา มาตรา 84 บัญญัติว่า ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หลักกฎหมายเรื่องตัวการร่วม ผู้ใช้ ล้วนไม่จำเป็นต้องไปลุยสนาม แสดงตัวเป็นผู้นำในระหว่างทำความผิดเลย ดังเช่นคดีข่มขืนในอดีตศาลเคยลงโทษอาญาแก่ผู้หญิงในฐานะตัวการร่วม เมื่อเธอรู้เห็นและช่วยเหลือให้สามีข่มขืนหญิงอื่น ทั้งที่เธอไม่มีทางจะข่มขืนผู้หญิงได้ตามหลักสรีระวิทยา แต่ศาลเห็นว่าเธอเป็นตัวการด้วย จึงลงโทษจำคุกเยี่ยงเดียวกับสามี ความผิดฐานก่อกบฏที่แกนนำถูกกล่าวหานั้น จึงไม่จำเป็นต้องลงมือกระทำด้วยตัวเองเสมอ แค่มีส่วนสำคัญในความผิดฐานนั้นเช่น สั่งการ วางแผน ประกาศความสำเร็จของงาน เมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ถือเป็นตัวการร่วมหรือผู้ใช้ก็ได้ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล การตั้งข้อกล่าวหาของตำรวจมิได้หมายความว่า พวกเขาเป็นผู้กระทำความผิด เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาแล้ว แกนนำพันธมิตรฯกลับแสดงความกลัวอาญาแผ่นดินต่อการกระทำของตนที่เห็นชัดและตระหนักแก่ใจว่า เป็นความผิดอาญา โดยให้ผู้หญิง เด็ก คนชรา ใช้ร่างกายและเสื้อผ้าของผู้อ่อนแอเป็นโล่กำบังตนไว้ ดังเช่นคนขี้ขลาด ไม่สมกับเป็นชายชาติชาตรีที่บิดามารดาสั่งสอนว่า ต้องมีใจกล้าหาญ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ให้เกียรติและปกป้องผู้อ่อนแอ เช่น หญิง เด็ก คนชรา เป็นต้น ภาพการก่อกบฏในอดีตของไทยล้วนมาจากฝ่ายทหารที่มีกำลังอาวุธพร้อมสรรพและเป็นฝ่ายชนะเสมอ แต่พลเรือนก่อกบฏมีมานานแล้ว เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศสกระทำโดยพลเรือนที่มีอาวุธ เช่น ท่อนไม้ ปืนสั้น มีดสั้น ของใช้ในครัวเรือน ปืนลม เป็นต้น แล้วบุกเข้าทำลายคุกบาสเตียน พระราชวังของกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งเปลี่ยนโฉมการปกครองของประเทศไปอย่างเด็ดขาด หรือ กบฏลัทธิเหมาในเนปาลซึ่งเป็นการรวมตัวกันของพลเรือนที่ไม่พอใจระบอบกษัตริย์และต้องการล้มล้าง แต่พ่ายแพ้ต่อความเข้มแข็งของกองทัพรัฐบาล จนกระทั่งกบฏลัทธิเหมาต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการต่อสู้ใหม่โดยเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งของชาติ ในที่สุดพวกเขาได้ชัยชนะและเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรม จากนั้นจึงใช้อำนาจตามกฎหมายล้มล้างระบบกษัตริย์ที่มีอายุนานนับหลายร้อยปีของเนปาลได้สำเร็จตามอุดมการณ์ของตนโดยไม่ต้องใช้อาวุธหรือฆ่าล้างผลาญกันอีก มันจึงเป็นคำตอบได้ว่า การก่อกบฏนั้นมาจากฝ่ายพลเรือนได้ ส่วนอาวุธนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นปืนอานุภาพสูง ปืนใหญ่ ระเบิด เครื่องบิน แต่วัสดุทุกชนิดเมื่อมิได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ของมันและสามารถทำร้ายบุคคลหรือทำลายทรัพย์สินได้ ย่อมถือเป็นอาวุธในการประทุษร้ายทั้งสิ้น เช่น ไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ ธนู หน้าไม้ ก้อนน้ำแข็ง ท่อน้ำ สาก ครก เป็นต้น ศาลเคยตัดสินคดีลงโทษจำคุกจำเลยฐานขว้างก้อนน้ำแข็งใส่ดวงตาของผู้อื่นจนบอดสนิทในงานสงกรานต์ โดยถือว่าก้อนน้ำแข็งที่ใส่ในถุงเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้ ผู้ชุมนุมในกลุ่มพันธมิตรยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะคำพูดยุยุงและการไม่พูดให้กระจ่างของเหล่าแกนนำ รวมทั้งนักวิชาการ พวกเอ็น จี โอ บางส่วนพูดให้สับสน ว่า ทำเนียบรัฐบาลเป็นของคนไทยที่มีสิทธิ์จะเข้าไปทำลายล้างเมื่อใดก็ได้ การบุกเข้าบ้านตัวเองมิใช่ความผิดต่อกฎหมาย อันที่จริงแล้วเสรีภาพในการชุมนุมตามสาธารณสถาน โดยสงบ ปราศจากอาวุธได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ถ้าจะจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายต่างหาก มันหมายความว่า การจำกัดเสรีภาพกระทำได้ แต่ต้องตราขึ้นเป็นกฎหมายที่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและได้รับอนุมัติจากกษัตริย์ตามขั้นตอนแล้วเท่านั้น ทำเนียบรัฐบาลมิใช่สมบัติของคนไทยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐบาลมีหน้าที่ดูแล ปกป้องไว้แทนแผ่นดิน อันทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการใช้สถานที่หรือปกป้องมิให้ผู้ใดบุกรุกเข้าทำลายหรือครอบครองอย่างเด็ดขาด ถ้าพูดในภาษาชาวบ้านคือ ทำเนียบรัฐบาล เป็น บ้านของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญเท่านั้น รัฐบาลจึงมีสิทธิ์ในการออกระเบียบควบคุมการเข้าออกของบุคคลหรือรถยนต์ได้ คนไทยคนใดที่ต้องการใช้สถานที่หรือเข้าไปในนั้นจักต้องปฏิบัติตนตามระเบียบดังกล่าวของเจ้าบ้าน การใช้กำลังบุกรุกเข้าไปในสถานที่ของรัฐบาลจึงไม่ต่างจากการเข้าไปในบ้านของคนอื่นโดยไม่มีสิทธิ์ กลุ่มพันธมิตรฯประกาศต่อสาธารณชนว่าจะยึดทำเนียบรัฐบาลเพื่อล้มล้างอำนาจบริหารและใช้การปกครองใหม่ของตน แล้วก็นำกำลังคนพร้อมอาวุธบุกเข้ายึดสถานที่ดังกล่าว ลองนึกถึงภาพบ้านของประชาชนสักคนหนึ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯไม่ชอบหน้าหรือเดินผ่านแล้วเห็นว่าสวยดี จึงบุกรุกเข้าไปยึดครองแล้วบอกว่า อยากได้คืนให้บุกมาไล่ เจ้าของบ้านอย่างท่านจะเห็นว่าการกระทำนี้คือ การใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐบาลจึงมีอำนาจในการปกป้องทำเนียบหรือบ้านของตนเยี่ยงเดียวกับประชาชนทั่วไป แต่เลือกใช้วิธีทางศาลเป็นหลักซึ่งมีขั้นตอนมากและยาวนานพอควร ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯขัดขืนด้วยข้ออ้างที่ไม่ใช่กฎหมายอีกต่อไปหรือเรียกกันว่า ดื้อแพ่ง ถ้าคนจรหมอนหมิ่นบุกเข้าบ้านของท่านด้วยความฮึกเหิมและชอบบ้าน ท่านจะทนนิ่งเฉยให้ถูกยึดครองได้อย่างไรเมื่อยังมีความเป็นมนุษย์ เชื่อได้ว่า ทุกคนต้องเลือกใช้กฎหมายขับไล่ผู้บุกรุกก่อนดังเช่นที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ นักวิชาการหรือวุฒิสมาชิกที่เคยแสดงตนเป็นแนวร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯพยายามสร้างความสับสนแก่ผู้ชมภาพการใช้กำลังของกลุ่มพันธมิตรฯให้เข้าใจว่า การบุกทำลายสถานีทีวีรัฐและการยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และขอแกมขู่ว่าให้รัฐบาลถอนข้อกล่าวหากบฎหรือหมายจับแกนนำทั้งหมด โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่ให้ความเป็นธรรม แต่พวกเขาไม่ละอายใจต่อผู้ต้องหาคดีต่างๆที่อยู่ในห้องขังซึ่งอยู่ระหว่างการรอดำเนินคดีในศาล บางคนยังอยู่ในระหว่างรวบรวมหลักฐานความผิด แต่กลุ่มพันธมิตรฯมีทั้งภาพและเสียงที่เข้าข่ายความผิดหลายมาตราเห็นคาตา ถ้ารัฐบาลปล่อยให้กระทำกันต่อไป เท่ากับเป็นการเพิกเฉยต่อหน้าที่รักษาความสงบในบ้านเมือง จึงเลือกใช้อำนาจศาลตามขั้นตอนปกติซึ่งใช้เวลานานพอควรอันสร้างความเสียหายแก่สถานที่อย่างมากดังที่เห็นในข่าวทีวีแล้ว พวกเขายังขู่จะถอดถอนรัฐบาลที่จับกลุ่มพันธมิตรฯด้วย มันบ่งบอกว่าพวกเขาไม่วางตัวเป็นกลางและพิจารณาตามข้อเท็จจริง หรือไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาของศาล แต่ยึดเอาพวกพ้องของตนเป็นหลัก อีกทั้งไม่สนใจความสงบในบ้านเมือง แล้วยังเถียงข้างๆคูๆว่า การยึดทำเนียบรัฐบาลโดยใช้กำลังทำลายสิ่งกีดขวางเข้าไป เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า การใช้เสรีภาพต้องไม่ขัดขวางหรือทำลายล้างสิทธิของผู้อื่นด้วย จึงเป็นเรื่องที่กฎหมายคุ้มครอง ข้ออ้างของกลุ่มพันธมิตรฯที่ว่า การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นการใช้เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำได้ จักต้องคิดถึงหลักกฎหมายบ้านเมืองซึ่งจำกัดเสรีภาพบางอย่างของคนไทยไว้ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาที่มีวัตถุประสงค์ควบคุมให้สังคมมีความสงบสุข รัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุมที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ ทำโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ เท่านั้น เมื่อใดที่ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในบ้านเรือน อาคาร ของผู้อื่นหรือของแผ่นดินที่รัฐมีหน้าที่ดูแลและครอบครองอยู่ ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาทันที การใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจักสิ้นสุดลงเมื่อย่างเท้าล้ำเข้าไปในสิทธิ์ของผู้อื่น เราจึงต้องแยกส่วนการกระทำออกจากกันให้เด็ดขาด จึงเข้าใจหลักกฎหมายที่ใช้รักษาความสงบในบ้านเมืองได้ กฎหมายไม่เคยส่งเสริมให้ผู้ใดใช้เสรีภาพพร่ำเพรื่อและรุกล้ำสิทธิ์ของคนอื่น ดังนั้น เมื่อการบุกรุกทำเนียบรัฐบาลเป็นความผิดต่อกฎหมาย ผู้กระทำต้องรับผิดในส่วนนี้ การใช้เสรีภาพประท้วงในที่สาธารณะถือเป็นสิทธิ์พึงกระทำได้ บรรดาแกนนำพันธมิตรฯมิใช่คนไร้การศึกษา มีฐานะการเงินที่ดี ประสบการณ์ชีวิตยาวนาน ย่อมเข้าใจหลักกฎหมายนี้ดี เพียงแต่ต้องการพลังมวลชนปกป้องชีวิตของตัวเองไว้ จึงไม่บอกกล่าวความจริงแก่ผู้ชุมนุมทำให้หลายคนต้องติดบ่วงกรรมรับโทษไปด้วยเมื่อยึดถือผู้นำจิตวิปริตเป็นสรณะ เมื่อมีหมายศาลขับไล่ออกจากสถานที่ราชการ ผู้ใดยังขัดขืนไม่ยอมออก หรือ เดินเข้าไปร่วมสนับสนุนในทำเนียบรัฐบาลที่ได้รับการคุ้มครองจากศาล ถือเป็นความผิดที่ต้องรับโทษทั้งอาญาและแพ่งร่วมกับแกนนำพันธมิตร การที่พวกเขาเรียกคนอยู่นอกรั้วทำเนียบฯเข้าไปด้านใน มิใช่ความหวังดี แต่ประสงค์ร้ายให้ท่านติดบ่วงโทษร่วมกันด้วยหวังว่าคนจำนวนมากจักช่วยสร้างเวลาและโอกาสหนีหรือต่อรองกับศาลให้มีโทษเบาลงหรือเป่าให้หายไป ผู้ชุมนุมจำนวนมากจึงเป็นเครื่องมือต่อรอง มิใช่มิตรรักของแกนนำแต่อย่างใด อันที่จริงตำรวจผ่อนปรนกับผู้ชุมนุมอย่างมากเพราะเห็นว่าเป็นคนหลงผิดจากคำยุยงของแกนนำพันธมิตรฯ โดยละเว้นการจับกุมผู้อยู่ในทำเนียบฯตามอำนาจของหมายศาลและยอมให้กลับบ้านได้โดยไม่เอาความผิดใดๆ ทั้งที่การกระทำของตำรวจเสี่ยงต่อการฟ้องคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีโทษจำคุกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจพยายามผ่อนปรนให้ผู้ชุมนุมอย่างเต็มที่เพื่อมิให้ต้องมีประวัติต้องโทษติดตัว หมดอนาคต ขณะที่ผู้ชุมนุมควรใช้สติคิดตรองให้หนักว่า สมควรอุทิศชีวิตเพื่อแกนนำพันธมิตรฯที่ไม่มีเจตนาดีต่อผู้ชุมนุมเยี่ยงมิตรที่หวังดี แต่ใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐเพื่อเอาตัวรอดจากคดีต่างๆหรือเพื่อให้ได้รับการประกันตัวเป็นอิสระ ขณะที่กองกำลังเถื่อนของพันธมิตรฯต้องถูกขังโดยไม่ให้ประกันตัวทั้งที่ทำตามคำสั่งของพวกเขา มันคือความอยุติธรรมที่แกนนำพันธมิตรฯมีให้แก่คนที่ทุ่มเทชีวิตและอนาคตเพื่อความปรารถนาในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ถ้ารัฐบาลปล่อยให้แกนนำพันธมิตรฯทำตามอำเภอใจต่อไป เราอาจได้เห็นเหตุการณ์เยี่ยงเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยได้ไม่ยากเลย การใช้กฎหมายเข้าจัดการตามขั้นตอน ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ถ้าแกนนำพันธมิตรฯเชื่อมั่นว่า มิใช่กบฏ ศาลจะเป็นผู้ประกาศความบริสุทธิ์ของท่านอย่างแน่นอน ตอนนี้ท่านเหล่านั้นไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรมแล้วหรือ ? การใช้กำลังบุกทำลายรื้อสถานีทีวีรัฐ การบุกรุกยึดทำเนียบรัฐบาล การให้ผู้หญิง เด็ก คนชรา ปกป้องตัวเองจากหมายจับของศาล น่าจะเป็นคำตอบของกลุ่มพันธมิตรฯโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดแล้วว่า กลัวความผิดและไม่อยากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยซึ่งเคยเรียกร้องให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับตนยึดมั่นนักหนา ส่วนพรรคการเมืองฝ่ายค้านควรระมัดระวังการแสดงท่าทีสนับสนุนพฤติกรรมยึดสถานที่ราชการของกลุ่มพันธมิตรอันเป็นความผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะด้วยวาจา การปรากฎตัวในที่ชุมนุมหรือในทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงความเห็นใจ สนับสนุน ให้กำลังใจ แก่ผู้ชุมนุมหรือแกนนำ ก็ตาม เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย แต่ควรดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า ดังเช่น โจรปล้นบ้าน นักการเมืองไม่ควรช่วยให้โจรปล้นบ้านสำเร็จ แต่ควรเกลี้ยกล่อมให้โจรเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือรับโทษตามความผิดโดยสงบ มิฉะนั้น ก็เท่ากับประพฤติตนเป็นโจรร่วมปล้นบ้านด้วย เป็นต้น ถ้าคนมีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย บ้านเมืองไม่มีวันสงบสุขอย่างแน่นอน กลุ่มพันธมิตรฯเป็นพวกมีอภิสิทธิ์ที่ควรได้รับยกเว้นจากกฎหมายหรือ ? นักการเมืองและคนไทยน่าจะตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก ถ้าอยากให้ประเทศไทยมีความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง
**************************** 8/27/2008 เงินที่ถูกลืมของกลุ่มพันธมิตรกรมสรรพากร กับ เงินบริจาคของกลุ่มพันธมิตร
เขียนโดย แก้วมณี
กลุ่มพันธมิตรฯจัดชุมนุมตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 - 2551โดยมีจุดประสงค์ล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเพื่อปฏิรูปการปกครองใหม่ที่เน้นการแต่งตั้งตามความเห็นชอบจากแกนนำพันธมิตรฯซึ่งเคยมีคำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยว่า เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายการชุมนุม เช่น ค่าไฟ ค่าปั่นไฟ ค่าเช่ารถ ค่าเช่าเต็นท์ ค่าอาหาร ค่าป้าย ค่าแรงของกองกำลังเถื่อนติดอาวุธ ค่าน้ำมัน เป็นต้น มีแหล่งที่มาจากที่ใด คำตอบที่ได้ยินจากแกนนำ คือ เงินบริจาคจากผู้ชุมนุม กอปรกับมีภาพข่าวที่แสดงว่าบุคลากรในกลุ่มเดินถือกล่องรับเงินไปขอเรี่ยไรจากผู้ชุมนุม บ้างก็ตั้งกล่องรับเงินไว้ บ้างตั้งแผงขายเสื้อยืด หมวก เข็มกลัด ร่ม ธงสี โดยแจ้งว่าใช้เป็นทุนชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ อันสร้างข้อกังขาขึ้นว่า กลุ่มพันธมิตรฯมีอำนาจในการขอเรี่ยไรเงินหรือรับบริจาคเงินได้อย่างไร อีกทั้งรายได้จากการขายสิ่งของสัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯถือเป็นเงินที่ต้องนำไปเสียภาษีหรือไม่ กรมสรรพากรทำนิ่งเฉยไม่เก็บภาษีจากบรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรที่รับผลประโยชน์และใช้จ่ายจากเงินส่วนนี้อันเป็นการขัดต่อกฎหมายในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ปกติวัดวาอารามนั้นมีสิทธิรับบริจาคเงินจากคนไทยด้วยการตั้งกล่องรับเงินในบริเวณวัดได้เพราะกฎหมายให้สิทธิไว้ แต่ห้ามการนำกล่องออกไปเดินเรี่ยไรนอกวัดและยังถือเป็นการผิดวินัยสงฆ์ด้วย ส่วนเอกชนที่ต้องการขอรับบริจาคเงินหรือสิ่งของจากประชาชนมีระเบียบทางราชการกำหนดไว้ว่า ต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานรัฐก่อน โดยผู้ยื่นคำขอต้องเป็นองค์กรมหาชนหรือบริษัทนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์ชัดเจนด้วย จึงตั้งกล่องรับเงินหรือเดินเรี่ยไรเงินตามสาธารณสถานได้ ส่วนการเสียภาษีนั้นกฎหมายกำหนดชื่อองค์กรรัฐหรือเอกชนว่า องค์กรใดได้รับยกเว้นภาษี เงินบริจาคที่ได้รับไว้ก็ไม่ต้องนำไปยื่นเสียภาษีด้วย เมื่อพิจารณาเงินบริจาคที่กลุ่มพันธมิตรกล่าวอ้างว่า ผู้ชุมนุมอุทิศให้เขาเพื่อสนับสนุนการชุมนุม จึงต้องดูว่า ผู้รับเงินและใช้จ่ายเงิน คือ แกนนำกลุ่มพันธมิตรที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เป็นองค์กรที่กฎหมายยกเว้นภาษีเงินบริจาคหรือไม่ เงินบริจาคหรือที่เรี่ยไรไว้หรือรายได้จากการขายสิ่งของสัญลักษณ์กลุ่มพันธมิตร ถือเป็นเงินรายได้ประเภทที่ 8 ของประมวลรัษฎากรซึ่งต้องนำไปเสียภาษีให้รัฐหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแม่ค้าพ่อค้าเร่หรือตั้งแผงขายของไว้ซึ่งกรมสรรพากรเคยแจ้งเตือนว่า รายได้จากการขายสินค้าถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีให้รัฐ เงินค่าขายสินค้าของกลุ่มพันธมิตรจะแตกต่างจากการขายสินค้าของพ่อค้าแม่ค้าได้อย่างไร อีกกรณีหนึ่งคือ เงินบริจาคที่สำนักสันติอโศกอ้างว่าเป็นเงินอุทิศจากผู้ชุมนุมที่ต้องการช่วยเหลือกลุ่มของเขา เป็นเงินที่ต้องตีความว่า สำนักสันติอโศกมีสิทธิรับเงินบริจาคหรือไม่ถ้ามิใช่วัดวาอารามในพุทธศาสนา โดยเฉพาะตั้งกล่องรับเงินนอกสำนักของเขา พวกเขายื่นคำขอเรี่ยไรหรือขอรับบริจาคจากหน่วยงานรัฐหรือไม่ เนื่องจากเงินบริจาคมีจำนวนมากในกล่องรับเงินแต่ละวัน ถ้าเป็นเงินจำนวนน้อย อาจตีความว่าเป็นเงินบริจาคให้ขอทานซึ่งคนไทยทั่วไปทำได้ คนขอทานก็มีสิทธิรับได้เพราะถือเป็นความเอื้อเฟื้อทางสังคมตามหลักพุทธศาสนา เพียงแต่ห้ามคนขอทานไปนั่งรับเงินตามที่สาธารณะซึ่งทำลายภาพพจน์ของประเทศเท่านั้น แต่ไม่นานนี้จะมีกฎหมายคุ้มครองการขอทานในที่สาธารณะซึ่งจะช่วยให้คนขอทานไม่ต้องหลบหนีตำรวจอีกต่อไป เงินในกล่องรับเงินของสำนักสันติอโศกที่รับไว้นอกสำนักถิ่นฐานของตน ควรถือเป็นเงินรายได้ที่ต้องนำไปเสียภาษีในฐานะคนไทยหรือไม่ จึงต้องใช้หลักกฎหมายพิจารณาให้ชัดเจนเพื่อความเสมอภาคทางสังคม โดยเฉพาะพวกเขานำเงินเหล่านี้ไปส่งเสริมการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองเพื่อล้มล้างอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญและรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญไทยรับรองไว้อันเป็นความผิดฐานก่อกบฎ การขายสินค้าสัญลักษณ์กลุ่มพันธมิตรฯ เงินบริจาคในกล่องรับเงินของกลุ่มพันธมิตรฯหรือสำนักสันติอโศก ล้วนมีที่มาชัดเจนและมีภาพปรากฏในจอทีวีรวมกับคำสัมภาษณ์ของแกนนำกลุ่มฯ พวกเขาใช้วิธีหาเงินเหล่านี้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 โดยไม่เคยแจ้งว่ามีรายได้เท่าใด เงินที่เหลือนำไปใช้หรือเก็บไว้ที่ใด ปัจจุบันนี้ก็ใช้วิธีหาเงินแบบเดียวกันอีก กรมสรรพากรซึ่งตามเรียกเก็บเงินภาษีจากพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าโดยสุจริต แต่ละเว้นการเก็บภาษีจากเงินรายได้ที่สร้างความปั่นป่วนแก่สังคมและกระทบต่อการทำมาหากินของพ่อค้าแม่ค้ามานานหลายปีแล้ว จึงควรคิดทบทวนและเรียกเก็บภาษีจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อเงินรายได้ที่ตนนำไปใช้จ่ายเพื่อการชุมนุมขับไล่รัฐบาลตามประมวลรัษฎากร มิฉะนั้น จะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันมีโทษอาญาด้วย อีกข้อสังเกตหนึ่งซึ่งกรมสรรพากรควรค้นหาและเรียกภาษีให้เป็นธรรมด้วย คือ รายได้ที่อยู่เบื้องหลังของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต้องตามล่าหาเงินเหล่านั้นที่ไปอยู่ในกระเป๋าของพวกเขาและมิได้แถลงเปิดเผยตัวเลขแน่ชัดไว้ มันสร้างความไม่เท่าเทียมกันแก่คนในสังคม ทั้งที่ทุกคนทราบดีว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานฟรี และต้องมีเงินทุนในการจัดชุมนุมทุกครั้ง กรมสรรพากรจึงต้องแสวงหาแหล่งเงินทุนและรายได้ของพวกเขาเพื่อตามเก็บภาษีเข้ารัฐ สร้างความเป็นธรรมให้คนในสังคม ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯเรียกร้องให้นักการเมืองหรือผู้นำประเทศเสียภาษีจากรายได้และทรัพย์สินให้ถูกต้อง แต่กลับละเว้นรายได้ของตัวเองด้วยสารพัดข้ออ้าง ทั้งที่ตามหลักกฎหมายแล้วเงินที่ได้รับไว้เพื่อค่าใช้จ่ายในการชุมนุม เมื่อไม่มีกฎหมายยกเว้นภาษีไว้ ก็ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีแก่รัฐเยี่ยงเดียวกับคนไทยอื่น ถ้าถือตนว่าเป็นบุคคลยกเว้นที่เป็นวีรบุรุษกู้ชาติตามที่ชอบกล่าวอ้าง ก็ต้องมีกฎหมายรองรับให้ไม่ต้องเสียภาษีด้วย คนไทยจึงต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งอย่างมีสติและไม่มองข้ามเงินจำนวนนี้ไป เพียงแค่พวกเขาไม่เอ่ยถึงมันเท่านั้น กรมสรรพากรไม่ควรละเลยเก็บภาษีจากรายได้ของกลุ่มพันธมิตรฯด้วยความหวั่นเกรงว่า อาจถูกพวกเขายุแยงกลุ่มคนมาทำลายสถานที่ของตน แล้วเมินการใช้กฎหมาย อันเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เรียกเงินภาษีจากคนไทย แต่ละเว้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรด้วยความกลัวที่เขาใช้จำนวนคนที่หลงใหลเขาไปทำลายสถานที่ราชการหลายครั้งตามอำเภอใจ จึงกลัวจะเป็นเหยื่อไปด้วย คนไทยทั้งหลายควรเรียกร้องให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรปฏิบัติตามกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีเดียวกันด้วย อย่าปล่อยพวกเขาซึ่งหนีภาษีให้ลอยนวลไปได้
************************* 8/26/2008 กบฎมาแล้วกบฏ คือ ศัตรูต่อชาติ
เขียนโดย ลูกแก้ว
ประเทศไทยมีรัฐประหาร ปฏิวัติ เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทุกครั้งจะกระทำโดยกลุ่มทหารถืออาวุธที่ขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งมิให้บริหารประเทศ แล้วใช้อำนาจเผด็จการปกครองบ้านเมืองและคนไทย อันที่จริงแล้วการกระทำของกลุ่มทหารติดอาวุธถือเป็นการก่อกบฏตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งมีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต ทุกครั้งที่การปฏิวัติประสบความสำเร็จมักจะออกคำสั่งหรือกฎหมายนิรโทษกรรมสิ่งที่ได้กระทำไป เป็นเหตุให้ความผิดฐานกบฏสูญสลายไปด้วย น้อยครั้งที่การปฏิวัติล้มเหลวซึ่งทำให้ผู้นำต้องถูกประหารชีวิตโดยรัฐบาลฝ่ายชนะ มันเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการเมืองไทยที่ไม่มีวันลืมเลือนและไม่อาจรับรองว่า จักไม่เกิดขึ้นอีกในภายหน้า ณ วันที่กลุ่มพันธมิตรฯซึ่งประกาศว่าจะยึดสถานที่ราชการสำคัญของชาติเพื่อข่มขู่ บีบบังคับ ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญไทยซึ่งพวกเขาเป็นคนเชียร์ให้รับรองใช้บังคับในประเทศไทย แต่กลับไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง แม้เขาประกาศว่าจะไม่ทำลายสถานที่ สิ่งของที่เป็นของราชการ แต่การบุกเข้ากระทรวง ทบวง กรม หรือ ทำเนียบรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ เช่น สถานีโทรทัศน์ nbt เป็นต้น ต้องใช้กำลังฝ่าเครื่องกีดขวางและแสดงอำนาจขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างอหังการ ภาพที่ปรากฏทางทีวีซึ่งคนกลุ่มใหญ่คลุมใบหน้าประกาศตนว่า เป็นนักรบศรีวิชัย ถือเป็นกองกำลังติดอาวุธ (ไม้ มีด ดาบ) ของกลุ่มพันธมิตรฯเดินกร่างเข้าไปตรวจตราในอาคารและขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐ จากนั้นพยายามดัดแปลงหรือปรับปรุงอุปกรณ์ของรัฐให้รับคลื่นกระจายเสียงจากสถานีดาวเทียม astv ซึ่งกลุ่มนี้เป็นเจ้าของและได้รับการคุ้มครองจากอำนาจศาลให้ออกอากาศอย่างเป็นอิสระและโจมตีขับไล่รัฐบาลมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนจนถึงชุดของนายสมัครซึ่งมาจากการเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์ เพื่อต้องการแพร่ภาพแพร่เสียงปลุกปั่นจากกลุ่มพันธมิตรด้วยย่ามใจ อีกทั้งยังไม่ทำตามคำพูดที่ประกาศไว้ว่า จะชุมนุมอย่างสันติ ไม่ใช้กำลัง ไม่ทำประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือต่อบุคคล แต่ภาพแสดงว่าพวกเขาบุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจ ทำลายสิ่งกีดขวางเข้าไปในอาคารรัฐ โดยกลุ่มนักรบคลุมหน้าซึ่งมิควรใช้คำเรียกนี้เลย เนื่องจากนักรบจักใช้กับบุคคลที่ต่อสู้ปกป้องชาติหรืออุดมการณ์ของตนอย่างกล้าหาญ มิใช่ปกปิดคลุมหน้า อันเป็นสิ่งที่ผู้ก่อการร้ายนิยมใช้เพื่อหลีกหนีความผิดหรือหลบหน้าประชาชนที่อาจรู้จักตน เนื่องจากรู้ดีว่าสิ่งที่ทำไปคือความผิดต่อกฎหมาย นักรบจักต่อสู้กับศัตรูอย่างกล้าหาญและเปิดเผย มิใช่หลบซ่อนใบหน้าเพื่อหลีกหนีโทษอาญา เมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่ทำคือ ความถูกต้อง ก็ไม่จำต้องปิดบังใบหน้า กองกำลังเถื่อนเหล่านั้นจึงไม่ควรใช้ชื่อ นักรบ น่าจะเลือกใช้คำอื่นเรียกตัวเองให้สมกับพฤติกรรมแท้จริง จักเป็นการให้เกียรติตัวเองมากกว่าหยิบยืมคำที่มีความหมายดีแล้วนำไปย่ำยี เหยียดหยาม ให้มีมลทินแก่นักรบแท้จริง ความผิดฐานเป็นกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 บัญญัติว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ ล้มล้างอำนาจบริหารแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ ให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต การชุมนุมเพื่อเรียกร้องตามความปรารถนาใดของตนเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และต้องกระทำโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากความรุนแรง ไม่พกอาวุธ การบุกรุกหรือปิดล้อมสถานที่ราชการหรือถนนทางหลวงต่างๆอันเป็นทางสาธารณะ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนส่วนรวม อีกทั้งยังมีการใช้กำลัง ใช้อาวุธ ทำลายสิ่งกีดขวางเพื่อเข้าสู่อาคารต่างๆของรัฐ กองกำลังพันธมิตรยังพยายามใช้อุปกรณ์ของรัฐเผยแพร่กิจกรรม คำประกาศ ของฝ่ายตนอีก ถือเป็นพฤติกรรมอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานกบฏ คือ การใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายและมาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ เราจักเห็นภาพข่าวการบุกรุกสถานที่ราชการ การพกอาวุธของกองกำลังเถื่อนกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะคำว่า “อาวุธ” นั้นมิได้หมายความว่า ปืน มีด เท่านั้น แต่สิ่งที่สามารถใช้ทำร้าย ทำลาย บุคคลหรือทรัพย์สิน ถือเป็น สิ่งเทียมอาวุธ ได้ เช่น ไม้เบสบอล ถ้าไม่ใช้ในสนามกีฬา แต่ถือในที่สาธารณะทำนองข่มขู่หรือใช้เพื่อการอื่น เสาธง ถุงใส่ก้อนน้ำแข็ง ท่อนไม้หน้าสาม เป็นต้น หากพิจารณากองกำลังเถื่อนที่บุกยึดสถานีโทรทัศน์จักเห็นพวกเขาถืออาวุธและใช้สิ่งเหล่านั้นข่มขู่ขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน เมื่อมิใช่ทหารหรือตำรวจที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธได้ ย่อมถือว่า เป็นกองกำลังเถื่อนติดอาวุธซึ่งเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองและคนไทย เนื่องจากพวกเขาแสดงเจตนาชัดเจนว่า ต้องการขับไล่รัฐบาลโดยไม่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการใช้กำลังข่มขู่ บีบบังคับ ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนไทยทั้งประเทศ แม้แต่แกนนำกลุ่มพันธมิตรซึ่งเป็นคนออกคำสั่งและวางแผนก่อกบฎเพื่อขับไล่รัฐบาลต่างเป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือทางสังคมหรือธุรกิจ เบื้องหลังของพวกเขาล้วนพบกับความล้มเหลวในชีวิตและวัยแก่ชรา เช่น เป็นบุคคลล้มละลายตามกฎหมาย แต่เป็นประเภทล้มแล้วรวย มิใช่คนล้มละลายทั่วไป ทหารเกษียณ ข้าราชการเกษียณ อาจารย์ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในงานสอน เป็นต้น พวกเขาพยายามเสนอการเมืองระบบใหม่ที่มิใช่ประชาธิปไตย ซึ่งหลายฝ่ายที่ยังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างเด็ดเดี่ยว แต่พวกเขาขาดคุณสมบัติที่เป็นผู้นำประเทศได้ จึงต้องล้มล้างรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยให้ได้ เพื่อก้าวขึ้นสู่ผู้นำประเทศตามอำเภอใจโดยใช้กลุ่มคนขาดสติเป็นเครื่องมือทำลายระบอบประชาธิปไตยแลกกับค่าหัวไม่กี่ร้อยบาท การชุมนุมโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ และไม่ทำละเมิดกฎหมายหรือสิทธิของผู้อื่น ถือเป็นการใช้เสรีภาพในกรอบของรัฐธรรมนูญ เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯแสดงพฤติกรรมล้ำเส้นของเสรีภาพแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป มันเป็นการทำละเมิดกฎหมายบ้านเมืองเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยในชาติ บุคคลใดที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯจะมีอาวุธหรือไม่ก็ตาม เมื่ออยู่ในเหตุการณ์กบฎล้วนถือว่ากระทำผิดร่วมกันฐานก่อกบฎ ต้องรับผิดรับโทษร่วมกัน ครอบครัวใดมีสมาชิกเข้าไปอยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งรับฟังคำสั่งในการทำละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ต้องรับโทษอาญาด้วย หรือผู้ใดล้มป่วยหรือได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมครั้งนี้ จะไม่มีสวัสดิการใดรับผิดชอบการรักษาหรือการตายของพวกเขา ทั้งที่ได้รับเงินค่าหัวไม่กี่ร้อยบาท แต่อาจต้องตาย พิการ หรือบาดเจ็บจากการชุลมุนของพวกเดียวกัน แม้แต่การสลายกลุ่มประท้วงโดยตำรวจซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย ถ้าบาดเจ็บหรือตายรัฐก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเพราะพวกเขาทำละเมิดกฎหมายก่อน ส่วนตำรวจทำงานรักษาความสงบตามกฎหมาย คนไทยผู้รักสงบและกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจควรใช้สติปัญญา ความสงบ มองพิจารณาข้อเท็จจริงรอบด้านด้วยใจเป็นธรรม จักเห็นชัดว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีเจตนารมณ์เพื่อชาติหรือเพื่อสนองตัณหาส่วนตัว ตอนนี้มีการประกาศหาคนรับโทษแทนแกนนำในการบุกรุกเข้าทำเนียบรัฐบาลทั้งที่รู้ว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย พวกแกนนำยังมีจิตใจดำมืดในการหาแพะรับบาปสนองตัณหาของตน พวกเขาช่างใจร้ายต่อคนที่เชิดชูตนอย่างมาก พ่อแม่ของพวกเขายังไม่คิดจะทำร้ายลูก ขณะที่แกนนำกลุ่มนี้กลับทำร้ายลูกของเขาอย่างไม่ละอายใจเลย มันบ่งบอกสันดานดิบของแกนนำอย่างชัดเจน แต่หลายคนมองไม่เห็นด้วยจิตหลงกับคำปลุกปั่นสมอง คำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจของทุกคนว่า เหตุใดกลุ่มพันธมิตรฯจึงต้องแสดงอำนาจให้คนไทยเห็นเป็นระยะและเปลี่ยนเหตุผลไปเรื่อยๆดังที่เห็นในภาพข่าวตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ช่วงปฏิวัติพวกเขาไม่เคยต่อต้านกลุ่มทหารที่ยึดเสรีภาพของคนไทยไป แถมยังรับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลเผด็จการอีกหลายคน คำตอบ คือ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นกลุ่มนี้ก่อหวอดเป็นระยะสอดคล้องกับข่าวลือที่ว่า นายทุนรายใหญ่ไม่พอใจผลงานที่นั่งแช่กินข้าวนอนหลับตามท้องถนนโดยไม่เห็นผลสำเร็จหรือความหวังเลย ทุกครั้งที่ข่าวลือนี้แพร่ออกไป กลุ่มแกนนำจะออกมาประกาศชุมนุมใหญ่ขับไล่และปิดล้อมสถานที่ต่างๆด้วยจำนวนคนทันที ภาพชุมนุมใหญ่จึงออกมาให้เห็นทางทีวีเพื่อให้นายทุนเห็นผลงานและยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ต่อไปเพื่อแลกกับความหวังในการขับไล่รัฐบาล ครั้งล่าสุดก็มีข่าวแว่วออกมาว่านายทุนทนไม่ไหวที่จะต้องจ่ายค่าเลี้ยงพวกประท้วงหรือค่าแรงของกลุ่มแกนนำเดือนละหลายล้านบาท ซึ่งดูจะไม่เห็นความสำเร็จแล้ว พวกเขาจึงแสดงพละกำลังออกข่าวทีวีอีกครั้ง ครั้งนี้มีการใช้อาวุธ พละกำลัง ด้วย อันไม่ถือว่าเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป พฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯถือเป็นความผิดฐานก่อกบฎตามประมวลกฎหมายอาญา และยังรวมถึงกฎหมายความมั่นคงอื่นๆด้วย การบุกรุกสถานที่ราชการโดยใช้อาวุธ การข่มขู่เจ้าหน้าที่ การปิดถนนทางหลวง การปิดกั้นทางเข้าออกของอาคารโดยกองกำลังติดอาวุธ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขับไล่รัฐบาลตามกฎหมาย อันเป็นการกระทำผิดฐานก่อกบฎ เนื่องจากการชุมนุมโดยใช้อาวุธ ข่มขู่คุกคามเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้อื่น มิใช่การใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน บุคคลใดอยู่ร่วมและมีพฤติกรรมเข้าข่ายกบฏ ย่อมต้องเตรียมรับโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต อีกคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ เหตุใดกลุ่มพันธมิตรฯจึงกล้าทำละเมิดกฎหมายและก่อกบฎ คำตอบ คือ พวกเขามั่นใจว่า นายทุนและฝ่ายตุลาการซึ่งเคยช่วยเหลือกลุ่มนี้หลายครั้งแล้ว จักต้องช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นการลงโทษตามกฎหมายอย่างแน่นอน ดังนั้น กลุ่มพันธมิตรฯจึงเลิกใช้เสรีภาพการชุมนุม แต่เน้นการใช้กำลังเป็นหลักเพื่อเสนอภาพให้นายทุนเห็นพลังของตนและยอมจ่ายเงินทองให้กลุ่มพันธมิตรฯต่อไป อีกภาพหนึ่งที่คนไทยสังเกตได้คือ การบุกยึดสถานีโทรทัศน์ แกนนำสำคัญไม่ปรากฏตัวเป็นหัวหน้าสั่งกลุ่มชุมนุมเลย มันเป็นแผนปกป้องแกนนำทั้งห้ามิให้ถูกดำเนินคดี หากมองให้ลึกซึ้งก็ไม่ต่างจากคนขี้ขลาดที่ผลักไสคนอื่นไปรับโทษแทนตัวเอง แล้วสวมรอยอ้างเป็นคนกู้ชาติ ถ้าอ่านประวัติศาสตร์คนกู้ชาติแท้จริง คือ พระนเรศวรกับพระเจ้าตากสิน ล้วนรบเคียงบ่าเคียงไหล่ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายร่วมกับนักรบไทยผู้กล้า จึงถูกขนานนามนับร้อยๆปีว่า นักรบวีรบุรุษของประเทศ ตอนนี้คนไทยผู้รักประเทศอย่างแท้จริง มิใช่แค่ลมปาก ควรใช้สติสัมปชัญญะในการพิจารณาข้อเท็จจริง เจตนารมณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯที่ผันผวน เปลี่ยนแปร ไปเรื่อยและย่ามใจกับสิ่งที่เคยทำมาในอดีต กอปรกับเงินทุนหนุนหลังจากนายทุนซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มธนาคาร กลุ่มหวยใต้ดิน กลุ่มนอกกฎหมาย ซึ่งไม่ชื่นชอบรัฐบาลที่มิใช่พวกเดียวกันจ่ายรวมกันเป็นรายเดือนๆละไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ความสงบเยือกเย็นของรัฐบาลทำให้กลุ่มพันธมิตรฯไม่สามารถหาข้ออ้างเพื่อขยายการชุมนุมไปสู่ความเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของนายทุนได้ จึงต้องชุมนุมไปเรื่อยๆซึ่งนายทุนเริ่มไม่พอใจผลงานที่ไม่คุ้มค่ากับเงินของนายทุน ความรุนแรงจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพื่อแสดงแสนยานุภาพให้นายทุนเห็นว่าเงินคุ้มค่าแล้ว จักได้จ่ายต่อไป ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า การชุมนุมย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่ารถ ค่าจ้างกองกำลังเถื่อน ค่าซื้ออาวุธ ค่าแรงของแกนนำชุมนุม ไม่มีใครทำงานโดยไม่มีสิ่งตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้มีวิกฤตการณ์สำคัญของชาติอย่างแท้จริง มันเป็นเพียงการสนองตัณหาให้สะใจของกลุ่มพันธมิตรเท่านั้น เมื่อประเทศไม่อยู่ในภาวะปกติเพราะกองกำลังเถื่อนของกลุ่มพันธมิตรที่คลุมใบหน้าพยายามเข้ายึดอำนาจบริหารของรัฐบาลซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจสำคัญตามรัฐธรรมนูญอันเป็นความผิดฐานก่อกบฎโดยใช้กำลังอาวุธคุกคามความสงบของบ้านเมือง บัดนี้ กลุ่มพันธมิตรแสดงผลงานให้นายทุนรับทราบพลังซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ถ้านายทุนถอดใจไม่จ่ายเงินต่อไป นอกจากนั้น ถ้าพิจารณาคำเตือนของอดีตผู้นำบ้านเมืองหลายท่านที่บอกว่า ปล่อยให้กลุ่มนี้ประท้วงไปในที่สุดจะหมดกำลังเอง เพราะน้ำเลี้ยงมีวันหมดอย่างแน่นอน ความจริงเรื่องน้ำเลี้ยงของการชุมนุมเริ่มดูมีเหตุผลมากในการสนับสนุนให้กลุ่มนี้ต้องแสดงภาพพละกำลังของกลุ่มพันธมิตรฯออกไป คนไทยต้องร่วมใจกันเลือกข้างความถูกต้องตามกฎหมายในนามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนไทย ส่วนกลุ่มนอกกฎหมายที่ถืออาวุธและคุกความสงบของบ้านเมืองควรถูกกำจัดออกไปจากแผ่นดินไทย โดยเฉพาะแกนนำวัยชรา เกษียณ และ ล้มละลาย ล้วนเป็นคนที่ไม่รักชาติ ใช้เวลาสนองความต้องการส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมอย่างแท้จริง และ ไม่น่าเชื่อถือทางสังคมหรือเศรษฐกิจ ต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย โดยเฉพาะการคุ้มครองสถานีทีวีดาวเทียมซึ่งยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่ศาลคุ้มครองพฤติกรรมของเขาที่ใช้สถานีทีวีส่วนตัวยุยง ปั่นป่วน ให้สังคมไทยวิปริต ขาดความสงบ จึงควรนำเรื่องนี้มาทบทวนพฤติกรรมโดยดุลพินิจของศาลอีกครั้งว่า สมควรปล่อยให้ใช้เสรีภาพทำลายความสงบของบ้านเมืองต่อไปหรือไม่เพราะกลุ่มพันธมิตรฯต้องการแสดงแสนยานุภาพทางพละกำลังและทีวีเพื่อคุมความคิดของประชาชนให้ได้ แต่พวกเขามิได้ยึดครองประเทศอย่างแท้จริง จึงไม่มีอำนาจออกกฎหมายนิรโทษกรรมการกระทำของตนเองดังที่คณะปฏิวัติในอดีตกระทำไว้ พวกเขาจึงต้องรับโทษตามกฎหมายบ้านเมืองโดยไม่มีข้อยกเว้นซึ่งคนไทยต้องยอมรับกติกาทางสังคมนี้และรัฐบาลต้องเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพเพื่อนำความสงบมาสู่บ้านเมืองตามหน้าที่ของคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและการแต่งตั้งจากกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญไทย โดยคนไทยต้องสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วย กลุ่มพันธมิตรจักถูกกำจัดไปจากสังคมไทยอย่างถาวรได้
******************************* 8/25/2008 ตะเกียบ วัฒนธรรมการกินของคนจีนตะเกียบ
เขียนโดย มณีอักษร
เมื่อเราเดินเข้าไปในร้านอาหารจีนหรือรับประทานก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เครื่องมือที่วางบนโต๊ะอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกในการกินอาหาร คือ ตะเกียบ ซึ่งเป็นแท่งไม้สองอัน แล้วใช้คีบอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภทเส้นต่างๆ มันสร้างความทึ่งใจแก่โลกตะวันตกที่ชาวจีนใช้ตะเกียบด้วยมือข้างเดียวอย่างคล่องแคล่วเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกับช้อนส้อมของชาวยุโรป ยุคดึกดำบรรพ์มนุษย์ใช้มือหยิบจับอาหารใส่ปากเป็นหลัก ต่อมายุโรปมีพัฒนาการด้านอุปกรณ์การกินเป็นช้อนและส้อม แต่โลกตะวันออกโดยเฉพาะจีน เริ่มใช้ก้านไม้ไผ่สองอันคีบอาหาร ซึ่งถือเป็นตะเกียบยุคแรก ตามหลักฐานเอกสารของจีนนั้นตะเกียบถือเป็นเครื่องมือในการรับประทานอาหารของชาวจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว และแพร่หลายมากที่สุดในราชวงศ์ฮั่น ความข้องใจต่อมา คือ ทำไมตะเกียบต้องทำมาจากไม้ไผ่ ? อันที่จริงแล้วตะเกียบประกอบด้วยแท่งไม้สองอัน ชาวจีนมักเลือกวัสดุใกล้ถิ่นอาศัยซึ่งเป็นป่าไผ่ คือ ไม้ไผ่ มาทำตะเกียบใช้ในครัวเรือน ส่วนไม้ประเภทอื่นสามารถทำตะเกียบได้เช่นกัน หลายศตวรรษมาแล้วที่ตะเกียบมีวิวัฒนาการรูปแบบหรือขนาดให้เหมาะสมกับอาหารแต่ละท้องถิ่น เช่น ตะเกียบญี่ปุ่นจะมีปลายแหลม ส่วนของจีนจะเป็นแท่งตรง เป็นต้น วัสดุทำตะเกียบเป็นไม้หลากชนิดขึ้น กระดูกสัตว์ รวมทั้งพลาสติค ส่วนตะเกียบงาช้างจะมีราคาสูงมาก ความจริงแล้วการใช้ตะเกียบต้องอาศัยพละกำลัง หากฝึกฝนใช้คล่องแคล่ว ยังหยิบจับสิ่งของอื่นได้นอกเหนือจากอาหาร ไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ เช่น ปากกา ดินสอ กระดาษ และอื่นๆ ลองฝึกใช้ตะเกียบให้คล่องแล้วพกติดตัวไว้ จักทึ่งใจที่สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด ทุกสัญชาติ ไม่ว่าจะมีรูปทรงใดก็ตาม โดยเฉพาะมีความเป็นส่วนตัวสูงเพราะเป็นตะเกียบของเราเอง
*************************************** 8/19/2008 เหตุฟ้องหย่า ข้อ 2ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติว่า “เหตุหย่ามีดังต่อไปนี้ 2. สามีหรือภริยาประพฤติชั่วไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง ก. ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ข. ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ ค. ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
คำอธิบาย เหตุหย่าข้อนี้เกี่ยวข้องกับความประพฤติของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำต่อกันหรือต่อบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่ ถ้าก่อให้เกิดผลร้ายสามข้อนั้น ฝ่ายที่เสียหายย่อมใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ตัวอย่างเช่น การบังคับให้ภรรยาแก้ผ้าวิ่งกลางถนน การด่าทอตำหนิสามีกลางสาธารณสถาน การตบตีทำร้ายร่างกายในห้างสรรพสินค้า กรณีสามีร่วมเพศกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีและเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ภรรยาย่อมอับอายหรือต้องรับการดูถูกจากคนในสังคมหากต้องเป็นคู่สมรสต่อไป ย่อมใช้เป็นเหตุหย่าได้ กรณีสามีหรือภริยาติดการพนันและมีหนี้สินล้นพ้นตัวเกินกว่าอีกฝ่ายจะอดทนต่อไปได้ เป็นต้น
************************ 8/8/2008 จีน เจ้าภาพโอลิมปิคปี ค.ศ.2008จีน : มหาอำนาจแห่งเอเชีย เขียนโดย มณีอักษร
เนื้อที่ ประมาณ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา มีเนื้อที่น่านน้ำ 3 ล้านตารางกิโลเมตร ชายแดนติดกับหลายประเทศ เช่น รัสเซีย เวียดนาม เกาหลี อินเดีย และอื่นๆ ลักษณะการปกครอง แบ่งเป็น 23 มณฑล เขตปกครองตนเอง 5 เขต นครใหญ่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง 4 นคร และเขตบริหารพิเศษ 2 เขต คือ ฮ่องกงและมาเก๊า โดยอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ เมืองหลวง นครปักกิ่ง จำนวนประชากร มากกว่า 1300 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 22 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งหมดของโลก อาชีพส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม ทรัพยากรแร่ธาตุ มีจำนวนมากและหลากหลายเป็นอันดับ 3 ของโลก เช่น น้ำมัน เหมืองถ่านหิน ดีบุก วุลแฟรม สังกะสี ลิเทียม ภาษา ภาษาราชการ คือ จีนกลางหรือแมนดาริน แต่มีภาษานิยมใช้ในสังคมจีนตามชนเผ่าต่างๆ เช่น กวางตุ้ง แต้จิ๋ว แคะ ไหหลำ เป็นต้น อดีตกาล ประวัติศาสตร์จีนมีอายุนานกว่า 2000 ปีซึ่งมีการบันทึกสืบทอดกันมา โดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองจีน คือ ราชวงศ์ชิง และ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน คือ พระเจ้าซวนถัง หรือ ปูยี (ชื่อแมนจู) โดยการสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ด้วยวัย 5 ชันษา อันเกิดจากการบังคับของคณะปฏิวัติของนายพลหยวนซื่อไข่ เมื่อเติบใหญ่พระองค์พยายามหลายครั้งในการทวงราชบัลลังก์คืน จนกลายเป็นหุ่นเชิดให้ญี่ปุ่นและพ่ายแพ้ต่อพวกคอมมิวนิสต์ในที่สุด บั้นปลายชีวิตพระองค์เป็นสามัญชนที่มีครอบครัวใหม่และอยู่ในฐานะพลเมืองประชาชาติจีนซึ่งรัฐบาลจีนคอยดูแลอย่างดี มีอาชีพการงานเยี่ยงคนทั่วไปจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ เกร็ดน่าสนใจของราชวงศ์ชิงช่วงวิบัติ พระเจ้ากวงสู จักรพรรดิองค์ก่อนของจักรพรรดิปูยี ถูกพระนางซูสีไทเฮาซึ่งมีวัยกว่า 70 พรรษาปฏิวัติยึดอำนาจและขังพระองค์ไว้ที่ตำหนักกลางแม่น้ำในเขตพระราชฐาน ด้วยกฎมณเทียรบาลทำให้มิอาจปลดจักรพรรดิชายเพื่อเป็นจักรพรรดิหญิงได้ จึงต้องอาศัยพระนามของพระองค์ในการบริหารประเทศต่อไป ด้วยความตรอมใจที่พระสนมอันเป็นที่รักและบัณฑิตซึ่งช่วยพัฒนาประเทศถูกพระนางซูสีไทเฮาประหารชีวิตหมดสิ้นส่งผลให้ร่างกายของพระองค์อ่อนแอลงและสวรรคตเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ด้วยวัย 40 พรรษา พระนางซูสีไทเฮายึดครองอำนาจจากพระเจ้ากวงสู ที่มิใช่สายเลือดแท้ ด้วยไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งและต้องการบริหารประเทศตามกฎมณเทียรบาล อีกทั้งข้าราชบริพารหันไปฟังคำสั่งของจักรพรรดิหนุ่มและเกรงว่าพระนางจะสูญเสียอำนาจเพราะการปรับปรุงระบบบริหารใหม่ตามแนวคิดของพระเจ้ากวงสู พระนางครองบัลลังก์มังกรหลังม่าน มิใช่จักรพรรดิด้วยข้อห้ามของกฎมณเทียรบาล แต่ใช้อำนาจเยี่ยงจักรพรรดิเป็นเวลานาน 50 ปี พระนางก็สวรรคตเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 เวลาประมาณ ห้าโมงเย็น ด้วยวัย 73 พรรษาจากโรคชรา ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าพระนางซูสีไทเฮากับพระเจ้ากวงสู ซึ่งถูกพระนางกักขังและทรมานกายใจสิ้นพระชนม์ในเดือนและปีเดียวกัน คือ พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 แล้วยังเป็นวันใกล้เคียงกัน คือ วันที่ 14 เป็นของพระเจ้ากวงสู ส่วนวันที่ 15 เป็นของพระนางซูสีไทเฮา แค่ต่างเวลากันเท่านั้น พระเจ้ากวงสูสวรรคตท่ามกลางความสูญเสียพระเกียรติและคนใกล้ชิดจากการกระทำของพระมารดา แต่คนทั้งประเทศให้ความเห็นใจต่อพระประสงค์ต่ออนาคตใหม่ของประเทศที่ไม่สำเร็จนั้น ส่วนพระนางซูสีไทเฮาสวรรคตท่ามกลางเสียงสาปแช่งและความดีใจของประชาชนที่ต้องทนทรมานและสูญเสียจากการกระทำของพระนาง รวมทั้งเป็นการสนองกรรมในอดีตที่จักรพรรดิองค์น้อยหลายพระองค์ต้องเป็นหุ่นเชิดและสวรรคตจากคำสั่งของพระนาง ทำให้พระนางมิอาจมีพระชนม์ชีพยืนยาวนับหมื่นปีตามพระประสงค์ได้ อีกทั้งถูกจารึกในประวัติศาสตร์ที่น่าอดสูใจของราชวงศ์ชิงว่ามีส่วนสำคัญให้ราชวงศ์อันยิ่งใหญ่และยาวนานนี้ล่มสลายลงด้วยการกระทำอย่างเห็นแก่ตัวของพระนางโดยไม่คำนึงถึงกฎมณเทียรบาลและกฎหมายบ้านเมือง ศรัทธาของประชาชนที่สูญสิ้นไป คือ อาวุธร้ายที่ทำลายล้างราชวงศ์ชิงก่อนจะเปลี่ยนไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน ดังสัจธรรมของชีวิตที่ว่า พลังอำนาจมิอาจเอาชนะหรือหยุดยั้งเวลาได้ พระนางเป็นเจ้าของอำนาจเหนือชีวิตนับพันล้านบนแผ่นดินจีน แต่ต้องพ่ายแพ้แก่เวลา แล้วต้องสิ้นพระชนม์กลับคืนสู่ผืนดิน
**************************** 8/2/2008 เข้าง่าย ออกยาก
เข้าง่าย ออกยาก เขียนโดย ลีลา LAW
“คนมีน้ำใจ มักสร้างศัตรูได้ง่าย” เป็นประโยคที่มีความนัยสำคัญ เนื่องเพราะหลายท่านอาจเคยประสบกับตัวเองมาแล้ว เช่น ให้เพื่อนอาศัยในบ้านหรือที่ดินด้วยความสงสาร ต่อมาเกิดความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ จึงขอร้องให้เขาออกไป ทั้งสองต้องโกรธกันเพราะเพื่อนรู้สึกสบายแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า จึงไม่ยอมออกจากบ้านหรือที่ดินนั้น ทำให้บาดหมางกันจนกลายเป็นศัตรูไปเลย เป็นต้น บางท่านต้องปวดหัวกับการที่เพื่อนสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีกด้วยการฟ้องเรียกค่าเสียหายในการต้องย้ายออกจากบ้านของท่าน ทำให้เจ็บใจยิ่งนัก และคงอยากทราบว่านอกจากเสียน้ำใจแล้ว ยังต้องจ่ายเงินให้เพื่อนทรพีคนนั้นอีกไหม มันเป็นคำถามชวนคิดมาก สังคมไทยคนมีน้ำใจแบบนี้ต้องพบปัญหาเช่นนี้บ่อยครั้ง หลายท่านต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมจากศาล จนกระทั่งได้รับคำตอบ ดังกรณีศึกษาของ คำพิพากษาฎีกาที่ 1170/2543 คือ นายรวย มีที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งยังมิได้ใช้ประโยชน์อย่างใดในขณะนั้น ด้วยความมีน้ำใจและเป็นเพื่อนกัน จึงยอมให้ นายจน ซึ่งมีอาชีพปลูกต้นไม้ แต่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองเข้าใช้ที่ดินของเขาในการเพาะชำต้นไม้ โดยไม่เรียกค่าตอบแทน และไม่มีกำหนดเวลาด้วย เพียงตกลงด้วยวาจากันว่า หากนายรวยต้องการใช้ที่ดินเมื่อใด ขอให้แจ้งนายจนทราบล่วงหน้าพอสมควร เวลาล่วงเลยได้ปีเศษนายรวยได้แจ้งขอให้ส่งคืนที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์และให้เพื่อนออกภายใน 2 วัน นายจนไม่พอใจและไม่ยอมออกจากที่ดินโดยดี หนึ่งเดือนหลังจากได้รับแจ้งให้ออกจากที่ดินนั้น เพื่อนคนนี้จึงยอมย้ายออกโดยนายรวยมิได้มีการเร่งรัดด้วยวิธีใดระหว่างหนึ่งเดือนนั้นเลย แต่เขาต้องขุ่นเคืองใจหนัก เมื่อนายจนฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากการต้องย้ายออกจากที่ดินของนายรวย ด้วยอ้างว่า เขาถูกกลั่นแกล้งให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย จึงตัดสินคดีว่า นายรวยยอมให้นายจนเข้าใช้ที่ดินเป็นการชั่วคราวในลักษณะสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งโดยไม่มีกำหนดเวลา ไม่มีค่าตอบแทนอย่างใด เมื่อมีการบอกกล่าวไม่อนุญาตให้ใช้ที่ดินอีกต่อไป โดยให้เวลาย้ายเพียง 2 วัน อันเป็นระยะเวลาค่อนข้างสั้นไป แต่ข้อเท็จจริง คือ ตลอดเวลา 1 เดือนก่อนการย้ายออกจริงของนายจนนั้น มิได้มีการบีบคั้นด้วยวิธีใดจากนายรวยเลย นั่นถือว่าเจ้าของที่ดินได้ให้เวลาล่วงหน้าพอสมควรเพื่อการย้ายออกแล้ว ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยทุจริต ไม่เป็นการผิดสัญญาหรือละเมิดต่อนายจนเลย เมื่อมิได้มีการกลั่นแกล้งให้ย้ายออก แม้มีความเสียหายเกิดแก่นายจนบ้าง นายรวยก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายตามที่เรียกร้องมาในคดีนี้เลย จากกรณีศึกษาข้างต้น แม้คนมีน้ำใจจะถูกรังแกเพียงใด ความยุติธรรมยังมีอยู่ ศาลจึงลงโทษเพื่อนทรพีมิให้ได้เงินค่าเสียหายเนื่องจากจิตใจไม่สุจริตของนายจน ดังคำที่ว่า ภายใต้กฎหมาย ผู้มาศาลด้วยความสุจริตใจ ย่อมได้รับความยุติธรรมเสมอ หวังว่าผู้มีน้ำใจมิควรท้อแท้ในการทำความดีต่อคนรอบข้าง “น้ำใจ” มีคุณค่าเกินจะประเมินเป็นตัวเงินได้ และในปัจจุบันยังต้องการคนมีน้ำใจเพื่อค้ำจุนสังคมไทยให้มั่นคงอีกจำนวนมาก
**************************** |
|
|