Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
8/26/2009 เหตุหย่าข้อ 5 เมื่อคู่สมรสสาบสูญประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติว่า เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้ 5. สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(โปรดติดตามเหตุฟ้องหย่าข้อต่อไป)
หมายเหตุ
หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหายตัวไปไม่ว่าด้วยสาเหตุใดและไม่มีใครรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งของศาลให้ผู้ที่หายตัวไปเป็นคนสาบสูญก่อน หากพ้นสามปีแล้วสามีหรือภริยามีสิทธิยื่นฟ้องหย่าต่อศาลได้ กฎหมายถือว่าสามปีเป็นระยะเวลานานพอสมควรที่คู่สมรสจะรอคอยการติดต่อจากอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ต้องพึงระลึกด้วยว่ากฎหมายอนุญาตให้ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ดุลพินิจจะให้หย่ากันหรือไม่ ยังคงเป็นสิทธิ์ของศาลที่จะพิจารณาด้วยว่าข้อเท็จจริงและหลักฐานพิสูจน์ครบองค์ประกอบควรให้หย่ากันได้
******************************** 8/22/2009 คดีสองมาตรฐานในไทยคดีสองมาตรฐานในไทย เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ว่า ตำรวจใช้ภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพจากนักข่าว เพื่อตามจับคนเสื้อแดงที่ไปล้อมรัฐสภาในวันเลือกนายกฯคนที่ 27 แล้วเกิดความวุ่นวายกับความเสียหายขึ้น วันต่อมาก็มีข่าวจับคนเสื้อแดงในภาพและคนที่เหลือกำลังตามล่าอยู่ โดยจะดำเนินคดีทำให้เสียทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยวคน ชุมนุมกันก่อความวุ่นวาย และอื่นๆ ภาพข่าวนี้สะกิดใจต่อการทำงานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมของไทยในวันนี้เนื่องจากการปิดล้อมรัฐสภาและทำลายทรัพย์สินของรัฐ การพยายามฆ่าส.ส.ด้วยการยิงปืนเข้าไปในรัฐสภา อีกทั้งมีภาพข่าวกระจายไปทั่วโลกและนักข่าวไทยก็ถ่ายภาพดังกล่าวด้วย รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วตำรวจไม่เคยแถลงข่าวความคืบหน้าของคดีหรือจับผู้กระทำความผิดได้ โดยเฉพาะแกนนำที่นำมวลชนให้เข้ายึดสนามบินระหว่างประเทศ ใช้โซ่ล่ามปิดรัฐสภากักขังส.ส.ไว้ มีการทำร้ายร่างกายตำรวจ ความผิดรุนแรงหลายกระทง ภาพการกระทำหรือใบหน้าคนชัดเจน คนเหล่านั้นยังเดินเฉิดฉายในสังคมท้าทายกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมของไทย แต่ตำรวจจับคนเสื้อแดงที่ประท้วงหน้ารัฐสภาได้เพียงหนึ่งวันเท่านั้น อันที่จริงประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจดีมาก แต่เลือกนำมาใช้กับบางกลุ่มเท่านั้น โดยใช้กับคนเสื้อแดง มิใช่กลุ่มก่อการร้าย จักพบได้ชัดเจนว่า ตำรวจซึ่งเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยทำงานสองมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับผู้กระทำผิดมีเส้นสายใหญ่หรือไม่ ถ้าใหญ่ ก็ต้องเมินเฉย หากตัวเล็ก ไม่มีคนเบื้องหลัง ก็เร่งรัดคดีโดยเร็วเพื่อใช้เป็นงานเลื่อนตำแหน่ง เมื่อมองย้อนกลับไปยังข่าวเก่าทางการเมืองซึ่งยังติดตรึงตาคนไทยอย่างมากและส่งผลต่อเนื่องถึงปัจจุบันด้วย คือ คุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง การเป็นลูกจ้างและทำวิชาชีพอิสระขณะดำรงตำแหน่งนี้ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นข้อห้ามในกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ตีความหมาย “ลูกจ้าง” ทำให้นายกฯสมัครต้องออกจากตำแหน่งไป ตุลาการท่านนั้นทำงานพิเศษ คือ สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเอกชนและตอบปัญหากฎหมายทางวิทยุเป็นอาจิณโดยได้รับค่าจ้างทั้งก่อนและหลังจากทำงานในหน้าที่ตัดสินข้อพิพาททางการเมือง อันไม่ต่างจากอดีตนายกฯที่ทำกับข้าวออกทีวีโดยไม่รับเงินหลังจากดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแล้ว ซึ่งตุลาการตีความว่า การทำงานให้ผู้อื่น จักมีค่าตอบแทนหรือไม่ โดยไม่สนใจประเภทหรือลักษณะงานหรือข้อตกลงและข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นลูกจ้าง หากนักการเมืองหรือผู้บริหารใดมีการกระทำดังกล่าวอันเป็นข้อห้าม จักต้องถือว่า ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนั้น ข้อกล่าวอ้างโต้แย้งต่อสาธารณชนว่าเงินสอนหนังสือหรือค่าตอนแทนการออกรายการวิทยุนั้นฟังแปร่งหูมากเนื่องจากอ้างว่าเงินที่ได้รับจากการทำงานดังกล่าวเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงให้แก่ครูผู้ประสาทวิชาโดยเจ้าของมหาวิทยาลัยหรือของรายการเป็นผู้จ่าย จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างและมิใช่ประกอบวิชาชีพอิสระเพราะถือว่าแบ่งปันความรู้กัน จักเห็นข้อวินิจฉัยสองมาตรฐานอย่างชัดเจนว่า คดีนักการเมืองจักตีความหมายการรับเงินจากการทำงานให้ผู้อื่นอยู่ในสถานภาพลูกจ้างทั้งสิ้น ไม่จำกัดชนิดของงานหรือลักษณะงาน เมื่อต้องไปตีความคุณสมบัติต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีข้อห้ามการเป็นลูกจ้างของรัฐหรือเอกชนและห้ามทำวิชาชีพอิสระโดยเพื่อนพ้องตุลาการด้วยกันหรือผู้ถูกกล่าวหาเอง จึงเกิดอาการแปร่งหูหรือพฤติกรรมแปลกแยกในสายตาประชาชนขึ้น โดยการดำเนินคดีพรรคการเมืองหนึ่งมีการโต้แย้งคุณสมบัติบกพร่องของหนึ่งในคณะผู้ตัดสินคดีกลับถูกเมินเฉยและไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาคนนั้นยังคงสอนหนังสือให้มหาวิทยาลัยเอกชนและเป็นผู้ร่วมจัดรายการตอบปัญหาทางวิทยุตั้งแต่ก่อนแต่งตั้งและทำงานต่อไปแม้จะดำรงตำแหน่งตุลาการแล้ว หลังจากตัดสินพิพากษาคดีสำคัญของชาติเสร็จสิ้นเขาจึงออกมาแก้ข้อกล่าวหาว่า รายได้จากการสอนในมหาวิทยาลัยเอกชนถือเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงให้แก่ครูตามขนบธรรมเนียม มิใช่เงินค่าตอบแทนของลูกจ้าง ส่วนค่าตอบแทนจากรายการวิทยุนั้นถือเป็นน้ำใจที่แบ่งปันความรู้ต่อสังคม ขั้นตอนดำเนินคดียุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองกว่าหนึ่งร้อยคนจำนวนสามพรรคที่ใช้เวลาตัดสินคดีเพียงหนึ่งวัน โดยห้ามการนำสืบพยานทั้งหมดและให้แถลงปิดคดีภายในสามวันโดยรวมเสาร์อาทิตย์ไปด้วย ในวันแถลงปิดคดีก็มีคำพิพากษาออกมาหลังจากคนสุดท้ายแถลงปิดคดีไปประมาณสองชั่วโมง การอ่านคำพิพากษาคดียุบพรรคทั้งสามใช้เวลา 45 นาที แล้วยังมีความผิดพลาดในชื่อพรรคหรือชื่อบุคคลที่ถูกลงโทษอันเกิดจากการพิมพ์หรือเขียนพลาดตลอดการอ่านคำพิพากษา เมื่อสังเกตข้อความในคำพิพากษาทั้งสามพรรคการเมืองจะมีข้อความเดียวกัน คือ สาเหตุคดีและการลงโทษสถานเดียวกัน กอปรกับระยะเวลารวบรัดในการตัดสินคดีทำให้สันนิษฐานว่า มีการจัดเตรียมคำพิพากษาไว้ล่วงหน้า เพียงรอกรอกชื่อบุคคลในคดีเท่านั้น แต่เมื่อลงมือทำงานจริง เจ้าหน้าที่เร่งร้อนพิมพ์หรือเขียนเกินไปจึงเกิดความผิดพลาดให้สาธารณชนตั้งข้อสงสัยต่ออาการลุกลนและเร่งร้อนพิพากษาคดีอันผิดวิสัยปกติของงานตุลาการที่ต้องทำงานอย่างรอบคอบเสมอ โดยเฉพาะการไม่เปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่อันผิดวิสัยที่ตุลาการต้องกระทำในการพิจารณาคดีไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหรือจำเลยเป็นผู้ใด การยุบพรรคหรือเพิกถอนสิทธิการเมืองของคนไทยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่อันเปรียบได้กับการประหารชีวิตทางการเมือง การงดสืบพยานประกอบคำให้การของจำเลยหรือคำฟ้องของโจทก์เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในวงการตุลาการไทย เนื่องจากจรรยาบรรณที่สืบทอดกันมาในเหล่าตุลาการที่ต้องตัดสินคดีพิพาทซึ่งมีโทษสูงถึงประหารชีวิตยังเปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่แม้ต้องใช้เวลานานหลายปีเพื่อคลายข้อข้องใจและเป็นที่ยอมรับโทษโดยดุษฎีปราศจากความหเคลือบแคลงใจว่า โทษที่ได้รับนั้นไม่ยุติธรรม แต่คดีใหญ่ระดับชาติและเป็นที่จับตามองของต่างชาติกลับใช้เวลาตัดสินคดีแค่สองชั่วโมงซึ่งถือเป็นการตัดสินคดีแบบรวบรัด การพิมพ์หรือเขียนชื่อบุคคลในคดีผิดพลาดหลายครั้งในเวลาอ่าน 45 นาที ข้อความในคำพิพากษาเหมือนกันทั้งสามฉบับ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การงดสืบพยานฝ่ายจำเลย อันเป็นขั้นตอนที่แสดงให้เห็นถึงระดับความน่าเชื่อถือในคำตัดสินของฝ่ายตุลาการ มันเป็นการทำลายสถิติระดับโลกในการพิจารณาคดีใหญ่ของชาติแบบรวบรัดที่ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงและมีความผิดพลาดในคำพิพากษาเกี่ยวกับบุคคลในคดีอย่างมาก ขณะที่คดีซึ่งเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองที่เป็นพวกเดียวกับผู้มีอิทธิพลยังถูกดองไว้ในสารบบหรือบางคดีปัดทิ้งไปโดยใช้ดุลพินิจของตุลาการและน่ากังขาต่อความเป็นกลางหรือความเป็นธรรมจากการใช้ดุลพินิจของบุคคลที่มิอาจกำจัดกิเลสตัณหาได้ขณะพิจารณาคดี อันหมายถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสนองตัณหาเพื่อช่วยเพื่อนพ้องเดียวกันโดยไม่ละอายต่อสายตาประชาชนหรือชาวโลก การทำงานขององค์อิสระ เช่น ปปช. กกต. ปปง เป็นต้น ล้วนมีพฤติกรรมน่าเคลือบแคลงใจทั้งสิ้น ยามที่มีการร้องเรียนจากสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งไปยังองค์กรอิสระดังกล่าว จะถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาเร็วพิเศษ แล้วจะถูกตั้งข้อหาแบบเดียวกัน คือ ทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อใช้ประโยชน์จากกฎหมายของตน คือ ยุติการทำงานของบุคคลดังกล่าว จากนั้นก็ส่งไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อไปอยู่ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาแผนกคดีการเมือง จักได้รับการตัดสินคดีอย่างรวดเร็ว บางคดีก็ไม่มีการสืบพยาน ส่งคำให้การคำฟ้องครบ ก็นัดตัดสินคดีไปอาทิตย์หรือเดือนถัดไป เพื่อกำจัดนักการเมืองเป้าหมาย ถ้าเป็นคดีของพวกเดียวกันจักใช้ดุลพินิจปัดทิ้งหรือดองเรื่องไว้ให้นานที่สุดหรือตัดสินด้วยเหตุแปร่งหูชอบกล เช่น กกต.ยอมรับว่ามีการแจกตั๋วหนังจริง จึงลงโทษส.ส.คนหนึ่งว่าได้ประโยชน์จากการแจกและคนที่สอบตก แต่ไม่ลงโทษส.ส.อีกคนที่ได้ประโยชน์เดียวกันและมีส่วนรู้เห็นหรือแจกตั๋วด้วยเพราะเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคเก่าแก่และจะส่งผลให้ต้องยุบพรรคด้วย เป็นต้น สำหรับคดีทุจริตหลายหมื่นล้านบาทที่นักการเมืองพรรคเก่าแก่ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของผู้มีอิทธิพลมืดสร้างความเสียหายแก่ชาติและใกล้จะหมดอายุความฟ้องคดีกลับถูกเก็บเงียบ ไม่มีการพิจารณาสืบสวนอย่างใด โดยมุ่งเน้นกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วยกระบวนการจัดตั้งครบวงจรอันเกิดขึ้นจากคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ที่ต้องการครองอำนาจบริหารบ้านเมืองและมีเป้าหมายสุดท้ายที่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบเบ็ดเสร็จและฟื้นฟูระบบราชาธิปไตยขึ้นมาอีกครั้งเพราะผู้ที่ได้อำนาจมากคือ บรรดาอำมาตย์หรือขุนนาง เท่านั้น คดียึดสนามบินระหว่างประเทศสองแห่งในไทย คือ สุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง สร้างความเสียหายแก่ชาตินับแสนล้านบาท มีการกักขังเครื่องบินต่างชาติและของไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ต่างชาติ มิให้เดินทางอย่างเสรีภาพ ยึดหอบังคับการบินเพื่อมิให้ทำงานต่อไป ปิดล้อมและทำลายรัฐสภาด้วยการล่ามโซ่ประตูรั้วและยิงปืนข่มขู่ส.ส.ที่อยู่ในสภาสมัยนายกฯสมชาย การยึดทำเนียบรัฐบาล การทำลายสถานีทีวีรัฐ ล้วนเป็นคดีใหญ่ที่ม็อบโกเต๊กซ์สร้างไว้และมีภาพถ่ายชัดเจน หลายคดีเวลาผ่านมากว่า 5 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้า แม้แต่หมายจับสักฉบับก็ไม่มี กลุ่มแกนนำม็อบที่สร้างความเสียหายต่อชาติยังเดินเฉิดฉายในสังคม ไปพักผ่อนท่องเที่ยวในต่างประเทศอย่างสบายใจ บางคนก็เข้าไปรับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลใหม่ของพรรคเก่าแก่ซึ่งเล่าขานกันว่า เป็นการตอบแทนที่ช่วยโค่นรัฐบาลเก่าลง ขณะที่คดีล้อมรัฐสภาโดยกลุ่มเสื้อแดงซึ่งมีความเสียหายน้อยกว่า ตำรวจออกหมายจับและจับคนร้ายได้ภายในหนึ่งวัน และส่งฟ้องดำเนินคดีทันที บางคนก็ไม่ได้ประกันตัวจากศาล เมื่อเปรียบเทียบกับคดียึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบินหรือคดีกบฎ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทันทีในวงเงินต่ำทั้งที่เป็นคดีใหญ่และสร้างความเสียหายสูง พวกเขายังกลับไปทำความผิดเดิมอีกครั้ง ตำรวจและศาลก็นิ่งเฉย คดีดังกล่าวก็เงียบหายไปกับสายลมเมื่อเทียบกับคดีกลุ่มเสื้อแดงกระทำอย่างเดียวกันที่การดำเนินการเร่งร้อนและรวดเร็วอย่างมาก อันแสดงชัดถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดมีสองมาตรฐานอันขึ้นอยู่กับจำเลยเป็นผู้ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจสูงสุดมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งทำให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน นั่นหมายความว่า ชาวบ้านกับอำมาตย์หรือชนชั้นสูงมีหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากัน อันส่งผลยากลำบากที่พวกอำมาตย์หรือชนชั้นสูงจะมีอภิสิทธิ์เหมือนที่เคยได้รับในระบอบราชาธิปไตยและมีไพร่คอยรับใช้หรือฟังคำสั่งอย่างเดียว การดำเนินดคีสองมาตรฐานตั้งแต่ชั้นตำรวจไปถึงชั้นพิพากษาคดีแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยเสื่อมทรามลงอย่างน่ากลัวเพราะคนไทยขาดที่พึ่งที่แท้จริงเมื่อเกิดกรณีพิพาทและวงการตุลาการที่ควรเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่คนไทย กลับเลือกปฏิบัติเพื่อคนเฉพาะกลุ่มและสร้างความเคลือบแคลงใจว่าเป็นหนึ่งในพวกปฏิวัติล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไปโดยอาศัยกฎหมายและตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นอาวุธข่มขู่ประชาชน อีกเรื่องหนึ่งที่น่าหวั่นใจคือ ผู้อยู่เบื้องหลังบงการเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้กฎหมายสนองตัณหาส่วนตัวและต้องการย้อนเวลาหวนกลับไปอยู่ในระบอบราชาธิปไตย ซึ่งตรงข้ามกับสังคมโลกที่เน้นการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย เราต้องไม่ลืมว่าคนไทยใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยมานานมากกว่า 70 ปี แล้ว เชื่อได้ว่า คนไทยมากกว่า 63 ล้านคน ต้องไม่ยินยอมกลับไปอยู่ในสถานภาพ ไพร่ชั้นต่ำหรือทาส ตามคำเรียกของชนชั้นสูงในอดีตอย่างแน่นอน การต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างคนไทยในระบอบประชาธิปไตยกับผู้ฝักใฝ่กับระบอบราชาธิปไตยหรือที่เลี่ยงไปใช้คำว่า อำมาตยาธิปไตย จักเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ถ้าพวกหลงอดีตไม่ยอมหยุดทำลายล้างคนประชาธิปไตยดังที่รวมหัวกระทำกันอยู่ในวันนี้ คนไทยทั้งหลายไม่ยอมยกสิทธิเสรีภาพที่คณะราษฎร์ในปีพ.ศ.2475 และนักการเมืองหลายยุคสมัยพยายามประคับประคองมาถึงทุกวันนี้ไปให้พวกฝักใฝ่ระบอบราชาธิปไตยอย่างแน่นอน อีกทั้งประเทศมหาอำนาจตะวันตกซึ่งหวังให้ระบอบประชาธิปไตยในไทยแข็งแกร่งต้องขัดขวางกลุ่มที่ฝ่าฝืนกาลเวลาและการพัฒนาบ้านเมืองแน่ การเกิดสองมาตรฐานในบ้านเมืองอันขัดต่อวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาค การดำเนินคดีต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเท่าเทียมกันส่อให้เห็นว่า ผู้มีอิทธิพลมืดหรือมือที่มองไม่เห็นนี้ต้องมีบารมีสูงมาก เป็นที่เคารพนับถือในหน่วยงานรัฐ จึงสามารถบงการบุคลากรที่ทรงเกียรติของตำรวจไปจนถึงตุลาการอย่างครบกระบวนการและไม่มีผู้ใดกล่าวโต้แย้งหรือขัดขืนได้เลยทั้งที่มองเห็นได้ชัดว่า ขัดต่อกฎหมายหรือความรู้สึกของคนไทยอย่างมาก พวกเขายังกล้ากระทำโดยไม่ละอายหรือเกรงกลัวคนไทยหรือสายตาของคนต่างชาติ แต่กลัวบารมีของผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่า ดังนั้น ศัตรูที่น่ากลัวในการทำลายระบอบประชาธิปไตยของคนไทย คือ กลุ่มผู้มีบารมีหรือมือที่มองไม่เห็น ที่บงการตำรวจ ตุลาการ และทหาร ซึ่งถืออาวุธและกฎหมายเป็นเครื่องมือก่อการปฏิวัติรูปแบบใหม่เพื่อหวังยึดสิทธิเสรีภาพและอำนาจของปวงชนชาวไทย ฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เรืองอำนาจอีกครั้ง กลุ่มมือที่มองไม่เห็นจักเป็นผู้ได้รับประโยชน์หรือใช้อำนาจที่ยึดไปจากประชาชน ส่วนคนไทยมากกว่า 63 ล้านคน ต้องกลับไปอยู่ในสถานภาพ ไพร่หรือทาส อีกครั้ง ถ้าคนไทยยังนิ่งเฉยยอมให้การดำเนินคดีหรือการทำงานของผู้อยู่ใต้การบงการจากกลุ่มผู้มีบารมีทำลายล้างกลไกของระบอบประชาธิปไตยต่อไปด้วยการใช้สองมาตรฐานในการดำเนินงาน วันที่คนไทยจักสูญเสียสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลต้องเกิดขึ้นและยากจะเอากลับคืนมาได้ สิ่งที่ต้องทำ คือ การรวมตัวกันต่อต้านด้วยสันติวิธี ใช้สติปัญญา เผยแพร่ความรู้แก่คนไทยทั้งชาติให้รับรู้ภัยอันตรายจากคนกลุ่มนี้อย่างชัดเจน เชื่อมโยงข้อมูลในไทยกับองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบเผด็จการสารพัดรูปแบบ สนับสนุนพรรคการเมืองหรือบุคคลที่ฝักใฝ่ต่อระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งเพื่อเป็นกองกำลังต่อต้านพวกมือที่มองไม่เห็นในทางการเมือง ตอนนี้ไทยยังมีการขัดขวางหรือกีดกันข่าวสารที่แสดงมุมมองต่อไทยอย่างมาก การเผยแพร่ให้คนไทยรู้ว่าคนอื่นมองชาติอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องกระทำและเตือนให้คนไทยตระหนักใจว่า มิได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ ยังมีเพื่อนร่วมระบอบประชาธิปไตยคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ คนไทยมากกว่า 63 ล้านคนเป็นกองกำลังเข้มแข็งที่สุดในการต่อต้านระบอบราชาธิปไตยหรือกลุ่มมือที่มองไม่เห็นได้ อย่าให้การต่อสู้ที่เสี่ยงอันตรายของคณะราษฎร์ในปีพ.ศ. 2475 ที่นำสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันมามอบให้คนไทยต้องเสียใจที่คนไทยวันนี้ยอมแพ้ต่อพวกหลงยุค ณ วันนี้การต่อสู้รักษาสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพละกำลังหรืออาวุธทันสมัยเท่านั้น คนไทยรวมตัวกันใช้หัวใจนักสู้ ความสามารถ ความรู้ หรือ ศักยภาพ ของแต่ละคนเป็นอาวุธต่อสู้กับผู้มีบารมีหลงยุคได้ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารความจริงในไทยเพื่อให้โลกรับทราบสงครามที่คนไทยกำลังรักษาสิทธิเสรีภาพไว้จากพวกมากบารมีที่ต้องการทำลายระบอบเสรีในไทย โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทุกรูปแบบ นอกจากนั้น ผู้นิยมสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยซึ่งอยู่ทุกแห่งในประเทศไทยต้องให้ความรู้ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อหาสมาชิกเข้าร่วมแนวคิดเดียวกันอันเกิดเป็นกำลังพลรักษาระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเยี่ยงเดียวกับในสหรัฐซึ่งมีความแข็งแกร่งและเหนียวแน่นต่อระบอบนี้อย่างมากอันมาจากพื้นฐานความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อระบอบนี้ ไม่มีมนุษย์คนใดที่ยอมให้คนอื่นยึดครองสิทธิเสรีภาพของตนไปอย่างแน่นอนเพราะมันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ เมื่อคนไทยร่วมมือร่วมใจกันปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนไว้ ย่อมเป็นผู้ชนะในศึกป้องกันแชมป์ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน คนไทยต้องตื่นตัวรับรู้ภัยร้ายจากพวกอำมาตย์เก่าแก่ที่ยังฝังตัวอยู่ในสังคมไทยวันนี้และกำลังเข้าบงการชีวิตคนไทยให้สำเร็จในกายหยาบแบบใหม่หรือตัวแทนเชิดเพื่อนำไปสู่ระบอบที่พวกเขารอคอยอยู่ ถ้าคนไทยพ่ายแพ้ จักต้องเป็นไพร่หรือทาสเยี่ยงบรรพชนอีกครั้งเพราะระบอบราชาธิปไตยต้องมี 2 ชนชั้น คือ ผู้ปกครอง และ ไพร่ มิใช่ความเสมอภาค
***************************** 8/19/2009 เคล็ดลับคนเจริญก้าวหน้าเคล็ดลับความเจริญก้าวหน้าของคน
เขียนโดย มณีอักษร
สังคมเป็นที่อยู่ร่วมกันของคนทุกระดับฐานะและความรู้ อีกทั้งย่อมมีความแตกต่างกันในการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของแต่ละคนด้วย บางคนอาจเคยมีคำถามในใจว่า ทำอย่างไรจึงมีชีวิตก้าวหน้าในอาชีพหรือตำแหน่งงานหรือสามารถสร้างฐานะครอบครัวให้ดีขึ้น อันที่จริงแล้วคนโบราณสอนเรื่องนี้ให้ลูกหลานสืบทอดกันมานานเป็นพันปีผ่านทางนิทานชาดกและถือเป็นเคล็ดลับความเจริญก้าวหน้าของคนที่นำไปประยุกต์ใช้ในสังคมทุกยุคสมัยได้ เราเรียกกันว่า ประโยชน์ 6 อย่างที่ทำให้คนเจริญก้าวหน้าและเป็นคนดีของสังคม แต่ละข้อมีความหมายลึกซึ้งแฝงไว้ อีกทั้งประพฤติปฏิบัติไม่ยากเลย ได้แก่ 1. ความไม่เจ็บไข้ หมายถึง การรู้จักรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หากร่างกายอ่อนแอ แม้จะมีเงินหรือความเจริญก้าวหน้าในชีวิตก็ไม่มีทางใช้หรือชื่นชมกับสิ่งนั้นได้ 2. มีศีลธรรมและจรรยาบรรณ หมายถึง คนที่ดำรงตนในศีลและมีจรรยาบรรณในอาชีพหรือตำแหน่งงาน ย่อมเกิดบารมีและเป็นที่เคารพนับถือของคนอื่น 3. เชื่อฟังคำสอนของท่านผู้รู้ คือ การไม่ดื้อรั้น ยามได้รับคำเตือนจากผู้ที่มีประสบการณ์สูง แต่ควรนำคำพูดเหล่านั้นมาไตร่ตรองเพื่อมิให้ทำงานล้มเหลว บางครั้งยังใช้ป้องกันหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วย 4. หมั่นศึกษาเล่าเรียนต่อเนื่อง หมายถึง การแสวงหาความรู้ทั้งที่เกี่ยวกับงานหรือด้านอื่นๆเพื่อสร้างความรอบรู้ขึ้น ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ต้องเอาปริญญามาครองเท่านั้น การอ่านหนังสือหลากหลายทำให้จิตใจและดวงตาเปิดกว้าง จักมองเห็นปัญหาและทางแก้ที่ไม่สร้างความอับจนยามต้องเผชิญกับปัญหาหลากรูปแบบ 5. ประพฤติสุจริต หมายถึง การซื่อสัตย์ต่ออาชีพหรือตำแหน่งงาน อันเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือแก่ตนเองต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ขอให้จำไว้ว่า ความไว้วางใจสร้างด้วยกาลเวลาที่ยาวนาน ส่วนการทำลายความเชื่อใจกันทำได้เพียงชั่วพริบตาเดียว การกู้คืนความเชื่อมั่นยิ่งยาวนานที่สุด 6. ความขยันหมั่นเพียร หมายถึง ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดจิตใจมุ่งมั่นและความเอาใจใส่ในการทำงานของตนอย่างต่อเนื่อง ยามมีอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อที่จะฝ่าฟันทำลายมันเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จซึ่งมีความเจริญก้าวหน้ารออยู่เสมอ หนทางแห่งความก้าวหน้าย่อมมีอุปสรรคเป็นเพื่อนใกล้ชิด หากปฏิบัติตามหกข้อเบื้องต้นย่อมพบความสำเร็จในชีวิตและเป็นคนดีของสังคมได้
****************************************** 8/16/2009 นิยายใหม่ของ "ช่อมณี"
นักล่าแต้มศูนย์
นักล่าแต้มศูนย์ เป็นนิยายเล่มล่าสุดของนักเขียนคุณภาพชื่อ ช่อมณี แนวลึกลับกึ่งแฟนตาซี โดยวัยรุ่นเลือดมังกรกับสาวเลือดไทยซึ่งหลงใหลศิลปะมวยจีนต้องจับมือกันตามล่าปีศาจร้ายพันปีซึ่งหลุดจากสุสานโบราณในจีนและหาของเก่าแก่ที่หายไปซึ่งปีศาจต้องใช้มันเพื่อคืนชีพอีกครั้ง ภัยพิบัติของมนุษย์จักบังเกิดขึ้นหากมันเกิดใหม่ในร่างนักเลงวัยรุ่นประจำสถาบันการศึกษาเอกชนซึ่งมีพ่อแม่ร่ำรวยและมีอำนาจยิ่ง โจวเทียนฟงและวันดาวต้องตามล่า รูปปั้นนิลมังกร สร้อยประคำหยก และโถกระดูกนักบวชจีนโบราณที่ถูกขโมยไป โดยมีชีวิตปู่ของหนุ่มเลือดจีนซึ่งต้องฆ่าตัวตายรับโทษของกฎบรรพชนภายในหกเดือนเมื่อไม่อาจรักษาของโบราณในสุสานได้ จึงต้องอาศัยพลังร้อนแรงของวัยรุ่นทั้งสองนำทางไปสู่ร่างสิงของปีศาจ โจวเทียนฟงกับวันดาวเป็นนักศึกษาหนุ่มสาวที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่หลงใหลอำนาจและใช้ชีวิตกร่าง สร้างความหวาดกลัวแก่เพื่อน พูนพจน์ซึ่งปีศาจร้ายสิงร่างและต้องการครองร่างของเขาตลอดกาลเป็นหัวหน้านักเลงประจำสถาบันและครองสิ่งของเหล่านั้น พวกเขาจึงต้องเข้าร่วมกลุ่มนี้เพื่อหาทางเอาสิ่งของคืนและกำจัดปีศาจร้ายให้ทันเวลาก่อนจะเสียเพื่อนร่วมสถาบันเพื่อสังเวยการคืนชีพของปีศาจ หนุ่มสาวทั้งสองจะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อกลุ่มของพูนพจน์ชื่นชอบการทำร้ายคน ทำลายสิ่งของ และกำหนดแต้มบาปแลกกับอำนาจและความปรารถนาอันสมหวังที่ปีศาจมอบให้ทุกคน ทั้งสองเกลียดสิ่งเหล่านั้น แต่ต้องร่วมกลุ่มเพื่อสืบหาปีศาจร้าย คือ ต้องมีแต้มบาป โจวเทียนฟงกับวันดาวแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยวิธีใด กุญแจปริศนาที่พวกเขามีอยู่จะใช้กำจัดปีศาจที่สิงในร่างคนได้อย่างไร คนกำลังตามล่าผี ผีกำจัดทั้งสองได้หรือไม่ บัดนี้การล่าปีศาจพันปีเริ่มต้นขึ้นแล้ว ตามหาคำตอบกันได้ ที่ ร้านนายอินทร์ ร้านซีเอ็ด ศูนย์หนังสือจุฬา ร้านใกล้บ้าน หรือสั่งซื้อจากเว็บ www.pc-bookclub.com
************************* 8/9/2009 งาช้างกับหลักวิญญูชนหลักวิญญูชน กับ การรับงาช้าง เขียนโดย ลูกแก้ว
ปัญหาผู้นำบ้านเมืองรับงาช้างจากนักการเมือง หน่วยงานปปช.ให้คำตัดสินที่นักกฎหมายหรือชาวบ้านคาใจว่า การคืนของกลางที่อ้างว่ารับไว้ทำให้ไม่มีหลักฐานตามข้อกล่าวหาและผู้รับมิได้มีเจตนารับสิ่งของไว้เป็นของตน แต่ต้องการนำไปตรวจสอบราคาก่อนรับจริง จึงไม่ถือว่า เป็นการรับสิ่งของ ข้อกล่าวหาจึงตกไป สิ่งที่คาใจคนมากว่า หลักกฎหมายนั้นตีความหมายคำว่า “รับสิ่งของ” ไว้อย่างไร การเอาหรือรับสิ่งของเป็นการกระทำของมนุษย์ซึ่งกฎหมายนำไปบัญญัติไว้ให้เป็นความผิดในลักษณะต่างๆเมื่อมีเจตนาทุจริตประกอบเข้าไปด้วย อาทิเช่น การลักทรัพย์ หมายถึง การเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปด้วยเจตนายึดครองเป็นของตนเองโดยไม่มีอำนาจ การยักยอกทรัพย์ คือ การดูแลทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วเปลี่ยนใจอยากยึดเป็นเจ้าของเสียเอง การรับของโจร คือ การมีสิ่งของที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง เป็นต้น ส่วนเจตนานั้นก็มองหาจากพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหรือที่เรียกกันว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ทั้งนี้ เมื่อจะลงโทษผู้กระทำผิดก็ต้องพิสูจน์ว่าครบองค์ประกอบหรือไม่ เมื่อกล่าวหาผู้ใดรับทรัพย์สินที่มิควรรับ ก็ต้องตีความเรื่องการรับสิ่งของให้ชัดเจนก่อนว่า การรับเกิดขึ้นหรือไม่ ? การตีความกฎหมายนั้นยึดหลักตามตัวอักษรหรือหลักวิญญูชนพึงกระทำกัน ขึ้นอยู่กับผู้ตัดสินต้องการใช้หลักใดประกอบวิจารณญาณของเขา ตัวอย่างข้อกล่าวหาน่าสนใจและดูโดดเด่น คือ การตีความคำว่า “การรับงาช้าง” โดยมีข้อมูลทั้งภาพและเสียงต่อสาธารณชนว่า ผู้รับและผู้ให้ได้ยื่นส่งและรับด้วยความยินดี อีกทั้งมีการนำงาช้างใส่รถกลับเข้ากรุงเทพฯในฐานะของขวัญจากเจ้าบ้าน เมื่อบทความหน้าสื่อจี้ว่า มูลค่างาช้างน่าจะสูงเกินกว่านักการเมืองที่มีตำแหน่งบริหารจักพึงรับเป็นสมบัติส่วนตนได้ ผู้เกี่ยวข้องจึงกล่าวแก้ว่า ผู้รับไม่ทราบมูลค่าของงาช้างจึงต้องการนำมาตีราคาก่อนจะรับจริง ถ้าราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จักคืนให้ผู้มอบ ถือว่ามิได้มีเจตนารับสิ่งของไว้ตั้งแต่แรก จึงมิได้กระทำความผิดใด หลังจากทราบมูลค่าแท้จริงของงาช้างแล้ว จึงส่งคืนแก่เจ้าของ ดังนั้น ณ เวลานี้ถือว่า ผู้นำบ้านเมืองในฐานะผู้บริหารและนักการเมืองมิได้รับสิ่งของใดตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายและขาดหลักฐานประกอบความผิด คดีอาญาเกี่ยวกับการเอาสิ่งของนั้น ถ้าของอยู่ในมือด้วยเจตนาจะครอบครอง ถือเป็นความผิดลักทรัพย์สำเร็จซึ่งต้องถูกลงโทษ แม้ภายหลังโจรนำสิ่งของคืนแก่เจ้าของ ก็ใช้อ้างเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ แต่มิอาจลบล้างความผิดลักทรัพย์ได้ การตีความว่า ของอยู่ในมือ คือ การครอบครองทรัพย์สิน มาจากหลักวิญญูชนที่ว่า การเอาของมาอยู่ในมือ แสดงว่า เขามีสติและเจตนาหยิบมัน หากนำหลักนี้ไปใช้กับข้อกล่าวหา “รับงาช้าง” จึงต้องพิจารณาว่า คนธรรมดาหรือที่เรียกในภาษากฎหมายว่า วิญญูชน ถือว่า การยื่นมือไปรับงาช้างของผู้รับนั้น คนทั่วไปกระทำกันด้วยท่าทางนั้นและ เจ้าของมือทั้งสองข้างมีสติรับรู้ครบถ้วนหรือไม่ว่า กำลังรับสิ่งของอยู่ จากนั้นก็ต้องพิจารณาว่า ณ เวลาที่รับงาช้าง วิญญูชนควรรู้ไหมว่า งาช้างควรมีราคาเท่าไร ก่อนหรือขณะรับสิ่งของนั้นผู้รับแจ้งเงื่อนไขการรับงาช้างไว้หรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขทำให้การรับสิ่งของยังไม่สมบูรณ์ ถ้าทุกคำตอบเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า วิญญูชนย่อมรู้และไม่กระทำสิ่งนั้น ผู้รับงาช้างย่อมมิอาจปฏิเสธว่า ไม่รับรู้หรือไม่อาจรู้ได้ นอกจากมีเหตุสุดวิสัยแท้จริงที่ไม่ทราบมูลค่างาช้างในเวลานั้น อาทิเช่น มีสติไม่สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ยาบางอย่าง นอนละเมอ การศึกษาต่ำมากหรือมีกายภาพผิดปกติจึงไม่เคยรับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาตลอดชีวิต ทำให้ไม่รู้จักงาช้างหรือช้างมาก่อน เป็นต้น เมื่อข้อกฎหมายเกี่ยวกับการป้องปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดว่า ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองรับสิ่งของจากบุคคลใดมีมูลค่าเกิน 3,000 บาทไม่ได้ ถือว่ามีเจตนาทุจริตแอบแฝงในการรับสิ่งของนั้น ต้องรับโทษอาญา หากข้อเท็จจริงเรื่องการรับงาช้างด้วยภาพและเสียงว่า มีการยื่นมือรับและนำสิ่งของใส่รถของตนเข้ากรุงเทพฯเป็นการครอบครองสิ่งของตามหลักวิญญูชนหรือไม่ การวินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายมิได้ใช้การตีความตัวอักษรอย่างเดียว แต่มักนำหลักวิญญูชนมาประกอบด้วยเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนและยืนยันให้ผู้ถูกกล่าวยอมรับความผิดว่า สิ่งที่เขากระทำนั้น คนสุจริตไม่กระทำกัน เขาจึงสมควรรับโทษ เมื่อนำข้อกล่าวและข้อมูลเกี่ยวกับการรับงาช้างมาใช้กับหลักวิญญูชน จักพบว่า ผู้ให้หรือเจ้าของงาช้างมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เพราะแจ้งต่อสาธารณชนระหว่างส่งมอบของว่า เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวที่อยากมอบแก่ผู้ใหญ่ที่เขานับถือ ส่วนผู้รับก็มีวุฒิภาวะสูงทั้งตำแหน่งและการศึกษา ย่อมรู้จักงาช้างและมูลค่าของมันได้ไม่ยากเพราะเติบโตในเมืองไทย ไปเรียนเมืองนอกเพียงไม่กี่ปี ย่อมไม่มีข้ออ้างว่า ไม่รู้จักช้างและงาช้าง สถานภาพทางสังคมของผู้รับยืนยันชัดว่า เขาต้องทราบมูลค่าของงาช้างตั้งแต่วินาทีแรกที่รับมันไว้ในฐานะของขวัญจากผู้แทนชาวบ้าน อีกทั้งข้อกล่าวอ้างที่ว่า รับไว้เพื่อตีมูลค่าก่อน ถ้าราคาไม่เกินที่กฎหมายกำหนดจึงรับไว้ หากสูงเกินไป จึงส่งคืนเจ้าของ เป็นการอ้างว่ารับโดยมีเงื่อนไขและแสดงเจตนาแต่แรกแล้วว่า ต้องการรับสิ่งของไว้ แต่ ณ เวลารับมอบงาช้าง ผู้รับมิได้แจ้งเงื่อนไขนี้แก่ผู้มอบ ทั้งนี้สื่อมวลชนต่างยืนยันด้วยภาพและเสียงในงานนั้นว่า ไม่มีการแจ้งข้อความใดอันถือเป็นเงื่อนไขเลย สิ่งที่คาใจของคนธรรมดาซึ่งเห็นภาพการรับมอบงาช้างและข้ออ้างในภายหลังของผู้รับ ทำให้เกิดคำถามว่า หลักวิญญชนถือว่า เขารับงาช้างโดยไม่ทราบมูลค่าแท้จริงของมัน หรือรับโดยมีเงื่อนไข และผิดกฎหมายหรือไม่ อีกคำถามหนึ่ง คือ ถ้าผู้รับมิใช่เขาคนนี้ คำวินิจฉัยจะเหมือนกันหรือไม่ เมื่อหลักวิญญูชนเรื่องการรับสิ่งของ คือ การยื่นมือไปรับโดยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ วุฒิภาวะของผู้รับมีครบถ้วน ไม่ได้มีการบีบบังคับฝืนใจกัน และสิ่งของอยู่ในครอบครองของผู้รับโดยสมบูรณ์ ผู้รับทราบข้อกฎหมายเรื่องมูลค่าสิ่งของที่รับมอบหรือไม่ ถ้าต้องการรับอย่างมีเงื่อนไข ก็ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายรับทราบ หากไม่อยากรับก็ปฏิเสธได้ วิญญูชนกระทำกันอย่างไรและมีขอบเขตแค่ไหน มันจึงเป็นคำตอบที่กฎหมายยอมรับได้และชาวบ้านย่อมมีคำตอบส่วนตัวได้ไม่ยาก แม้คำตัดสินของหน่วยงานนั้นจักดูขัดตา ขัดหู แต่ทุกคนรู้แก่ใจดีว่า เบื้องหลังวิจารณญาณของบุคลากรนั้นอาจมิได้มาจากหัวใจยุติธรรมหรือเคร่งในกฎหมายแท้จริง แต่อำนาจมืดของชายแก่หลงยุคหลงเวลาเข้าครอบงำพวกเขาไว้ ทำให้หลักกฎหมายและหลักวิญญูชนต้องเก็บไว้ใช้กับศัตรูของเขาเท่านั้น
************************* 8/5/2009 คอร์สอบรมใช้ปืนระดับกลาง TAS 2 เดือน ธ.ค.การใช้ปืนอย่างปลอดภัยมิใช่แค่การรู้จักส่วนประกอบของปืนเท่านั้น แต่ต้องรู้อันตรายของมันอย่างชัดเจนซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่อยู่ในคอร์สอบรม TAS 1 หากต้องการรู้จักใช้ปืนในหลากหลายสถานการณ์อย่างปลอดภัย วิธีแก้ปัญหาเมื่อปืนติดขัด การยิงเป้าเคลื่อนที่ การเอาตัวรอดจากสถานการณ์ด้วยปืนอย่างปลอดภัย เป็นความรู้ที่ผู้ฝึกจะได้รับจากคอร์สอบรมใช้ปืนอย่างปลอดภัยขั้นกลาง คือ TAS 2 คอร์สนี้จะทำการอบรมประจำเดือน ส.ค. ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 12-13 ธันวาคม นี้ ค่าฝึกอบรม 4,500 บาท ผู้ที่เคยผ่านการอบรมขั้นพื้นฐานมาแล้วเหมาะในการเพิ่มความรู้ต่อไปด้วยคอร์สนี้ สนใจสอบถามรายละเอียดหรือสมัครอบรมได้ที่
คุณวรรณพงศ์ 081-9502099 คุณณัฐดนัย 081-9114522 คุณกฤษติกา 084-0795144 คุณชูเกียรติ 081-6850025 คุณภัทรา 081-9075002 หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com
******************** ใต้เงาบาป 6.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 6.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
นางนวลพรรณนั่งเซ็นเอกสารอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพังขณะที่นางกิ่งแก้วเดินเข้าไปหา ประธานผู้สูงวัยเงยหน้าขึ้นมองนิ่ง “ มีอะไรหรือ คุณกิ่ง “ นางกิ่งแก้วทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่าง พลางเอ่ยว่า “ โครงการที่คุณแม่เสนอในที่ประชุมเป็นความคิดของยายตรีใช่ไหมคะ ? “ “ ใช่ ! “ “ ตรีเคยนำมาปรึกษากับฉัน และได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่ควรทำ “ อาจารย์ใหญ่ร่างสูงผอมขยับแว่นตากรอบดำด้วยท่าทางหงุดหงิด นางนวลพรรณนั่งฟังอย่างสงบ ผู้เป็นลูกสะใภ้บอกต่อไปว่า “ ฉันไม่นึกว่าเธอจะไปรบกวนคุณแม่มากขนาดนี้ “ “ ตรีทำด้วยวิญญาณของความเป็นครูที่ห่วงใยลูกศิษย์ในปกครอง และมันก็เป็นผลพลอยได้มาถึงผลประโยชน์ระยะยาวของโรงเรียน ฉันจึงเห็นด้วย “ “ แต่…. “ “ การแสดงน้ำใจของเราคือการลงทุนที่ถูกต้อง เธอไม่เชื่อสายตาของฉันหรือ ? “ “ ตรีเสนอโครงการเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ชื่อศัลย์เท่านั้น แต่ทำให้คุณแม่ต้องเดือดร้อน “ “ ฉันทราบเรื่องนั้นดี “ ประธานกรรมการกล่าวเสียงเรียบ “ ศัลย์ได้รับผลดีนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาเป็นเพชรเม็ดงามของเรา “ “ คุณแม่คะ……. “ “ ฉันเข้าใจความหวังดีของเธอ แต่ฉันได้ตัดสินใจดำเนินโครงการนี้ต่อไป หวังว่าเธอจะให้ความร่วมมือกับตรีและสังสิตนะ “ นางนวลพรรณพูดปรามแกมเตือนสติอีกฝ่ายมิให้ทำนอกลู่นอกทางเด็ดขาด ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่จำใจพยักหน้ารับคำด้วยมิอาจขัดใจและเงินทุนจำนวนนั้นก็มิใช่ของโรงเรียนหรือของหล่อนเลย ประตูห้องทำงานเปิดออกหนุ่มใหญ่ร่างสันทัด ผิดขาว เดินเข้ามากับหญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่มีร่างสูง เพรียวสมส่วนในชุดทำงานสีสดใส “ กำลังคุยอะไรกันรึ หน้าตาเครียดเชียว “ นิธิศผู้เป็นสามีของอาจารย์ใหญ่เอ่ยทักคนทั้งสอง นางนวลพรรณส่งยิ้มกว้างให้ลูกชาย “ ธุระนิดหน่อย ลูกมาที่นี่ต้องมีอะไรพิเศษแน่ “ ภัคธีมาผู้เป็นลูกสาวอมยิ้ม “ วันนี้เป็นวันเกิดของคุณแม่ พ่อจะพาคุณยายกับแม่ไปเลี้ยงที่ภัตตาคารจีนค่ะ “ ผู้เป็นมารดาของนิธิศมีสีหน้าแปลกใจ พลางหันไปทางลูกสะใภ้ “ ขอให้มีความสุขนะ คุณกิ่ง “ “ ขอบคุณค่ะ คุณแม่ “ นางกิ่งแก้วยิ้มแก้มแทบปริ แล้วสวมกอดลูกสาวคนสวยด้วยความรักและเอ็นดู “ เราไปกันเถอะครับ “ นิธิศเข้ามาประคองผู้เป็นมารดาด้วยท่าทางนุ่มนวล นางนวลพรรณเอ่ยถามว่า “ ลูกชวนตรีไปด้วยหรือเปล่า ? “ นิธิศทำท่าจะตอบ แต่ภัคธีมากล่าวแทรกขึ้นว่า “ ภัคโทร.บอกแล้วค่ะ ตรีจะไปที่นั่นเอง ได้ยินว่ากำลังทำงานติดพันที่บริษัท “ “ นักทดสอบเกมต้องใช้เวลาและสมาธิมาก จะปลีกตัวมากลางคันไม่ได้ ตรีอาจมาช้าไปบ้าง เราก็รอสักหน่อยได้ครับ “ นิธิศพูดเอาใจมารดา เพราะรู้ดีว่านางนวลพรรณรักและเมตตามันตรินีซึ่งเป็นลูกคนเดียวของนันทาผู้เป็นน้องสาวแท้ๆของเขานั่นเอง นางกิ่งแก้วพูดสนับสนุนความคิดของสามีอีกคน ขณะที่ภัคธีมาได้แต่เก็บซ่อนความไม่พอใจที่ทุกคนต่างเอาใจญาติผู้น้องคนนี้ไว้
หญิงสาวร่างเล็กสะพายกระเป๋าหนังใบเขื่องไว้ที่ไหล่วิ่งฝ่าสายฝนที่กำลังโปรยปรายไปยังภัตตาคารจีนย่านสีลม เส้นผมสีน้ำตาลเข้มเปียกชื้นจากเม็ดฝน ดังนั้นหล่อนจึงหยุดยืนใต้หลังคาของภัตตาคารแห่งนั้น พลางล้วงผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดเส้นผมอย่างรวดเร็ว “ ผมเห็นคุณวิ่งลงจากรถเมล์ ! “ หนุ่มใหญ่ร่างสูงถามขึ้น เมื่อหยุดยืนมองมันตรินี หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองสบนัยน์ตาคมกริบของปรานต์ “ ไม่เห็นแปลกสักนิด ! “ “ ทำไมคุณไม่มากับอาจารย์ใหญ่ล่ะครับ “ “ มีงานทดสอบเกมเร่งด่วนเข้ามา ฉันไม่อยากถ่วงพวกเขาค่ะ “ มันตรินีมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย “ คุณพูดราวกับรู้ว่าฉันมาที่นี่เพื่ออะไร “ “ งานเลี้ยงวันเกิดของอาจารย์กิ่งแก้ว “ “ คงไม่ใช่ความบังเอิญที่คุณมาที่นี่สินะ “ ปรานต์ยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง “ ผมเป็นแขกของคุณภัค “ “ พี่ภัครึ ! “ หญิงสาวเม้มปากนิดหนึ่ง พลางรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ญาติผู้พี่เชื้อเชิญปรานต์ อัครชัย แต่ไม่ยอมเชิญสังสิตซึ่งหล่อนนับถือเป็นพี่ชายและอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน แบบนี้เรียกว่าลำเอียงหรือดูถูกกันนะ หล่อนคิดอย่างขุ่นเคือง “ เราเข้าไปข้างในเถอะ “ ปรานต์กล่าวชวน แล้วผายมือเป็นการให้เกียรติหญิงสาวเดินนำเข้าไปก่อน
ครอบครัวธมนันท์กำลังนั่งคุยอย่างสนุกสนานในห้องส่วนตัวที่จองไว้ ขณะที่ปรานต์กับมันตรินีเดินเข้าไป ภัคธีมาลุกขึ้นมาต้อนรับชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มันตรินีมองด้วยความหมั่นไส้ จึงแยกมากราบนิธิผู้เป็นลุงและนางกิ่งแก้ว แล้วทรุดนั่งเคียงข้างนางนวลพรรณผู้เป็นยาย สักครู่ปรานต์ก็เข้ามาไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสามของตระกูลธมนันท์ด้วยท่าทีนอบน้อม ภัคธีมาดึงให้เขานั่งลงใกล้กับหล่อนทันที “ ขอบใจนะที่สละเวลามากินข้าวกับพวกเรา “ นางกิ่งแก้วกล่าวกับชายหนุ่มซึ่งผู้เป็นลูกสาวกำลังชื่นชมเป็นพิเศษ “ ผมยินดีมากเชียวครับ “ ปรานต์ตอบเสียงนุ่ม นางนวลพรรณมองสำรวจชายหนุ่มอยู่เงียบๆ พลางหันมาทางมันตรินี “ตรีแวะไปเอาของให้ยายหรือยังจ๊ะ ? “ “ เรียบร้อยค่ะ “ “ มอบให้ป้ากิ่งสิ ตรี “ คำพูดของนางนวลพรรณทำให้สะใภ้ใหญ่มีสีหน้าสงสัยแกมอยากรู้ ทันใดนั้นดวงตาของนางกิ่งแก้วเจิดจรัสขึ้น เมื่อมันตรินีเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงออก เข็มกลัดรูปแมลงปีกแข็งสีเขียวสลับแดงวางอยู่ในนั้น “ คุณยายให้เพื่อนช่วยหาของขวัญสำหรับคุณป้าในวันเกิด “ มันตรินีบอกด้วยรอยยิ้ม “ พอดีเที่ยวบินของเขาล่าช้าไปหน่อย คุณยายก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกันค่ะ “ นางกิ่งแก้วมองมารดาของสามีด้วยความซาบซึ้งใจ พลางยกมือไหว้ด้วยท่าทางนุ่มนวล “ ขอบคุณมากค่ะ คุณแม่ “ “ บ้านธมนันท์อยู่อย่างสงบสุข ก็เพราะเธอช่วยดูแลอย่างดี “ นางนวลพรรณตอบเสียงเย็น ริมฝีปากแย้มยิ้ม “ นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยของฉันนะ ขอบใจสำหรับทุกสิ่งที่ทำเพื่อครอบครัว ธมนันท์ คุณกิ่ง “ “ คุณแม่ ! “ นางกิ่งแก้วพยายามกลั้นน้ำตาเต็มที่กับคำพูดนั้น “ สุขสันต์วันเกิดค่ะ คุณป้า “ มันตรินีกล่าวพลางส่งไม้บรรทัดทองคำให้ผู้เป็นป้า “ หวังว่าคงถูกใจคุณป้า อาจารย์ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมค่ะ “ “ ขอบใจมาก ตรี “ นางกิ่งแก้วจูบแก้มนวลของหลานสาว แม้ทั้งสองจะมีความเห็นขัดแย้งกันบ้าง แต่ในจิตใจแล้วนางมีความเมตตาและชื่นชมมันตรินีเสมอ “ ตรีได้รับความเมตตาช่วยอบรมสั่งสอนและดูแลจากคุณป้ามานานเหลือเกิน ของขวัญชิ้นนี้เป็นน้ำใจของตรีที่สมควรมอบให้แล้วค่ะ “ “ เธอเป็นคนดีด้วยตัวเองจ๊ะ ตรี “ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ตอบ แววตาซึ้งใจมันตรินียิ้มเล็กน้อย ขณะที่ภัคธีมาญาติผู้พี่มองของขวัญในมือมารดาด้วยใจริษยาอยู่ลึกๆ ไม้บรรทัดทองคำที่มีลวดลายงดงามมิใช่ของราคาต่ำต้อยเลย นั่นหมายความว่ามันตรินีมีรายได้สูงมากเพียงใด หล่อนพอคาดเดาได้ เนื่องจากมันตรินีเป็นนักทดสอบเกมคอมพิวเตอร์ในระดับต้นของเมืองไทยซึ่งมีน้อยคนมาก อีกทั้ง ยังมีรายได้พิเศษจากการรับบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง “ เริ่มทานอาหารกันเถอะ “ นิธิศเอ่ยชวนทุกคน นางนวลพรรณมองกราดไปยังทุกคนในโต๊ะอาหาร พลางเอ่ยถามว่า “ ทำไมสังสิตยังไม่มาล่ะ ? “ คำถามของผู้อาวุโสแห่งบ้านธมนันท์ทำให้ภัคธีมามีท่าทางอึดอัด พลันมันตรินีพูดขึ้นว่า “ ไม่มีคนเชิญพี่สิตนี่คะ คุณยาย “ “ ลูกไม่ได้เชิญสิตรึ ! “ นิธิศมองตำหนิ ภัคธีมาตอบเสียงสะบัดว่า “ ภัคเห็นว่าเป็นการเลี้ยงภายในของเรา จึงไม่ได้บอกเขาค่ะ “ ทุกคนต่างเงียบไป ปรานต์มองเห็นสีหน้าไม่สบายใจของนิธิศกับกิ่งแก้ว ส่วนมันตรินีนั่งตัวตรง ดวงตาชำเลืองมาทางผู้เป็นยายซึ่งมีใบหน้าเคร่งขรึม “ สังสิตอยู่กับฉันมานาน และเคยบอกพวกเธอแล้วว่าเขาก็เป็นหนึ่งในครอบครัวของเรา แม้จะไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกัน “ นางนวลพรรณบอกเสียงขรึม “ คือว่า…… “ ภัคธีมาทำท่าจะพูดแก้ตัวอีก มันตรินีมองสะใจลึกๆ ขณะที่ผู้เป็นยายเอ่ยขัดว่า “ วันเกิดของคุณกิ่งฉันจะไม่ถือสา หวังว่าจะไม่มีคราวหน้าอีกนะ ภัค “ ผู้เป็นลูกสาวทำท่าจะเถียง แต่นิธิศผู้เป็นบิดาสะกิดปรามไว้ก่อน หล่อนจำใจสงบปากคำทันใด “ ทานข้าวเถอะค่ะ ตรีชักหิวแล้ว “ มันตรินีกล่าวก่อน พลางใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่จานของผู้เป็นยายด้วยท่าทางเอาใจ นางนวลพรรณมีสีหน้าและอารมณ์ดีขึ้นกับการประจบเอาใจของหลานสาวคนเล็ก พลางหันมาบอกกับชายหนุ่มว่า “ คงไม่หมดสนุกเสียก่อนนะ ปรานต์ “ ชายหนุ่มอมยิ้ม ขณะที่ภัคธีมาพยายามชวนคุยและดูแลปรานต์อย่างใกล้ชิด โดยมีสายตาของนิธิศกับนางกิ่งแก้วมองด้วยความชื่นชม มันตรินีลอบมองชายหนุ่มอย่างหมั่นไส้ เขามีรอยยิ้มสดใสตลอดเวลาที่ร่วมโต๊ะอาหาร หลายครั้งที่หญิงสาวหันไปเห็นดวงตาคมเข้มของปรานต์จ้องมองอยู่ก่อน หล่อนรีบเมินไปทางอื่นทันใด ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร มันตรินีใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อหล่นบนโต๊ะ เพราะกำลังมืออ่อนแรงลงกะทันหัน ทุกคนต่างมองด้วยความประหลาดใจ “ ขอโทษค่ะ “ มันตรินียิ้มแห้ง ภัคธีมามองหยัน พลางเอ่ยเสียงเข้มว่า “ ทำให้สกปรกหมดเลย ตรี “ ญาติผู้น้องมีสีหน้าเจื่อนกับคำพูดตำหนินั้น นิธิศกล่าวแก้ให้ว่า “ ไม่เห็นต้องจริงจังอะไรนี่นา ทานต่อเถอะ ตรี “ “ ตรีขอตัวไปล้างหน้าสักหน่อย คงยังเพลียอยู่ “ ผู้เป็นยายเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “ ไม่สบายหรือเปล่า ตรี “ มันตรินีส่ายหน้า แล้วลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำของภัตตาคาร โดยมีสายตาของปรานต์มองอย่างครุ่นคิด
ภายในห้องน้ำซึ่งขณะนั้นมีเพียงมันตรินียืนเพียงคนเดียว หล่อนใช้น้ำลูบใบหน้าและลำ-คอ ดวงตาที่มองเงาในกระจกเต็มไปด้วยความกังวล พลางยกมือทั้งสองขึ้นมองพินิจ “ หมู่นี้มือมักอ่อนแรงบ่อยมาก ไม่รู้เป็นอะไรกันนะ “ หญิงสาวพึมพำ สักพักเมื่อหล่อนแต่งใบหน้าด้วยเครื่องสำอาง ทำให้แลดูสดชื่นขึ้น พลางพูดกับเงาในกระจกว่า “ ฉันต้องรู้ว่ามือของฉันเป็นอะไรในไม่ช้านี้ “ หญิงสาวก้าวออกจากห้องน้ำ พลันชะงักเท้าไว้เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าเรียวยาวกำลังยืนรออยู่คนเดียว “ คุณปรานต์ ! “ ชายหนุ่มถามเสียงจริงจังว่า “ คุณไปหาหมอมาหรือยัง ? “ “ เรื่องอะไรคะ ? “ หล่อนแกล้งถามไป “ มืออ่อนแรงไม่ใช่อาการธรรมดานะ คุณตรี “ น้ำเสียงของเขาเริ่มหงุดหงิดบ้างยามเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางเฉยเมยยิ่ง “ คุณเดาไปเอง…… “ หล่อนตอบยิ้มๆ “ แค่คีบของตก เป็นเรื่องธรรมดามาก คิดมากจัง อีกอย่างนะฉันเป็นอะไร ก็ไม่เกี่ยวกับคุณสักนิด “ คำพูดของหญิงสาวทำให้ใบหน้าคมเข้มของปรานต์รู้สึกชา เขาตอบเน้นเสียงเข้มว่า “ ผมจำเป็นต้องเอาใจใส่คุณ เพราะเป็นหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมา คุณควรให้ความร่วมมือนะ “ “ จำเป็นรึ ! “ หล่อนรู้สึกสะท้อนใจ พลางตอบสะบัดเสียงว่า “ ฉันไม่ร่วมมือ คุณก็ไปสืบหาเองแล้วกัน “ “ คุณตรี ! “ เขากัดฟันแน่น หญิงสาวก้าวเท้าจากไป โดยไม่มองชายหนุ่มอีกเลย ทำไมหล่อนจึงมีท่าทางมึนตึงกับเขาเสมอเมื่อได้พบกันนะ มันตรินี
***************โปรดติดตามตอนต่อไป************** สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย ใต้เงาบาป 6.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 6.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
รถของปรานต์ อัครชัย แล่นมาจอดที่หน้าปากซอยซึ่งอยู่ก่อนถึงหมู่บ้านที่มันตรินีอาศัยอยู่ อันเป็นที่ตั้งของชุมชนเกล็ดแก้ว ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของคนต่างจังหวัดที่รวมตัวกันอย่างไม่ถูกกฎ-หมายและยากจน เด็กหนุ่มร่างผอมสูงยืนอยู่กับเด็กสาวคนหนึ่ง ทั้งสองมีท่าทางกระสับกระส่ายมาก เมื่อมันตรินีเดินไปหาคนทั้งสอง ก็มีชายวัยกลางคนและตำรวจร่างใหญ่ผิวคล้ำยืนล้อมอยู่ ปรานต์คว้าปืนที่อยู่ในช่องเก็บของมาเหน็บซ่อนไว้ที่เอวทันที แล้วเดินไปหาคนทั้งหมด “ กลับบ้านเดี๋ยวนี้ อุษา “ ผู้เป็นบิดากล่าวเสียงเข้ม แล้วเข้ามาฉุดกระชากลูกสาว เด็กสาวขัดขืนเต็มที่ พลางร่ำร้องว่า “ หนูไม่ยอมไปกับจ่ายอด ไม่ไปกับพ่อ “ “ ไอ้ลูกเวร ! “ จ่ายอดกล่าวกับมันตรินีว่า “ คุณไม่ควรยุ่งเรื่องครอบครัวนะ “ “ จ่าเป็นอะไรกับพวกเขาล่ะ ? “ มันตรินีถามขึ้น ดวงตามองพินิจ ตำรวจร่างยักษ์สะอึกไป พลางพูดกระชากเสียงว่า “ ไม่เกี่ยวกับคุณ กลับไปดีกว่า “ “ พ่อของอุษาจะให้ลูกสาวใช้หนี้พนันที่ติดไว้กับจ่ายอดครับ อาจารย์ “ ศัลย์บอกเสียงรัว เด็กทั้งสองยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์สาวร่างเล็กด้วยใจหวาดหวั่น มันตรินีโบกมือห้ามตำรวจร่างใหญ่ซึ่งเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้คนทั้งสาม “ จ่าก็รู้ดีว่าการขายลูกสาวเป็นเรื่องผิดกฎหมายนะ “ บิดาของอุษาเอ่ยขัดขึ้น นัยน์ตาขุ่นขวาง “ นี่เป็นเรื่องของฉันกับลูก ไม่เกี่ยวกับแกนะ “ “ ไปคุยกันที่สถานีตำรวจดีกว่า “ มันตรินีพูดเสนอ จ่ายอดยิ้มหยัน “ ตำรวจยืนอยู่นี่แล้ว ทำไมต้องไปสถานีฯด้วยล่ะ “ มันตรินีอึ้งไป สมองเริ่มสับสน ไม่รู้ว่าควรแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรดี “ อย่าให้อุษาไปกับมันนะครับ อาจารย์ “ ศัลย์บอก จ่ายอดเข้ามากระชากร่างเด็กสาวไปกอดไว้ พลางพูดคำรามในลำคอว่า “ แกไม่มีวันหนีฉันพ้นหรอก อุษา “ “ ปล่อยนะ ! “ เด็กสาวดิ้นรนเต็มที่ด้วยท่าทางรังเกียจ “ ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้ จ่ายอด “ เสียงชายหนุ่มดังขึ้น ทำให้จ่ายอดชะงักเล็กน้อย ปรานต์ปรากฎตัวขึ้น ทำให้หญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง อุษาถือโอกาสที่ทุกคนยืนตะลึงอยู่ จึงรีบสะบัดร่างไปมาเพื่อให้เป็นอิสระ จากนั้นก็วิ่งมาหามันตรินี “ แกเป็นใคร เที่ยวมายุ่งเรื่องของตำรวจ “ จ่ายอดมองเอาเรื่อง ปรานต์ยิ้มเย็น “ หากสารวัตรวิชัยทราบว่าจ่ายอดเที่ยวมาฉุดลูกสาวชาวบ้านกลางถนนแบบนี้ จ่าคงมาทำตัวกร่างแถวนี้ไม่ได้แน่ “ “ แกพูดขู่ตำรวจรึ ! “ จ่ายอดยังไม่เชื่อถือชายแปลกหน้านี้นัก “ จ่าอยากลองดีกับผมก็ได้ “ ปรานต์ยื่นโทรศัพท์มือถือไปเบื้องหน้า “ วันนี้สารวัตรวิชัยอยู่เวรที่สถานี จ่าโทร.ไปถามเขาสิว่า รู้จักนายปรานต์ อัครชัย ไหม ? “ จ่ายอดสะอึกกับแววตาและท่าทางมั่นใจของชายหนุ่ม คำพูดของอีกฝ่ายเป็นความจริงทุกประการ หากเขาคนนั้นไม่ใช่เพื่อนสนิทคงไม่รู้ว่าสารวัตรใหญ่เข้าเวรวันนี้จริงๆ บางทีคงต้องถอยหลบมาก่อนจะดีกว่า ตำรวจร่างยักษ์คิดไตร่ตรอง “ หนี้ระหว่างเรายังไม่หมดนะ “ จ่ายอดหันมาพูดกับบิดาของอุษา ปรานต์เข้ามายืนขวางตำรวจคนนั้นไว้ พลางเอ่ยว่า “ ผมไม่คิดว่าคุณจะมายุ่งกับเด็กสาวคนนี้อีกนะ จ่ายอด “ “ หากหมอนั่นยังยืนยันจะส่งลูกสาวมาใช้หนี้อีก ก็ไม่ใช่ความผิดของฉัน “ จ่ายอดบอกเสียงเข้ม นัยน์ตาดุ “คุณควรรู้ขอบเขตของตัวเองเหมือนกันนะ “ จ่ายอดชำเลืองมองบิดาของอุษา ก่อนจะเดินจากไปอย่างหัวเสีย ทุกคนรู้สึกโล่งใจที่ เหตุการณ์จบลงแบบนั้น “ ขอบคุณมากที่ช่วยคลี่คลายเรื่องนี้ค่ะ “ มันตรินีกล่าวกับชายหนุ่มซึ่งยืนมองอยู่ “ จากใจจริง หรือตามมารยาทล่ะครับ “ เขาถามล้อในที หญิงสาวเผลอค้อนขวับใส่อีกฝ่าย “ พูดดีด้วยไม่ได้เชียว “ ปรานต์ยิ้มกว้าง นัยน์ตาพราวระยับ “ โชคดีที่ผมมีเพื่อนเป็นเจ้านายของหมอนั่นหรอก ม่ายงั้น…….. “ “ กลับบ้าน อุษา “ บิดาของเด็กสาวกระชากเสียงใส่อุษาซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ อุษามองอาจารย์สาว พลางกล่าวอ้อนวอนว่า “ หนูไม่อยากกลับ อาจารย์พาหนูไปด้วยนะคะ “ “ แต่….. “ มันตรินีมีท่าทางลังเล ขณะที่ชายหนุ่มยืนมองอยู่เงียบๆ “ หนูกลับบ้าน ก็ต้องถูกขายให้คนอื่น เพราะเราไม่มีเงินจ่ายหนี้ “ อุษาบอกเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ “ หนูอยากเรียนหนังสือ อยากมีอนาคตที่ดี ไม่ใช่ไปจบชีวิตในซ่อง “ “ ไอ้ลูกเวร ! “ บิดาตบศีรษะของลูกสาวเต็มแรง ใบหน้าแดงก่ำ “ แกดูถูกพ่อรึ ! “ “ หนูพูดความจริง ! “ อุษาตะโกนอย่างเหลืออด เลือดไหลซึมจากมุมปาก มันตรินีกับศัลย์มองตะลึงกับภาพเมื่อครู่นี้ ไม่นึกเลยว่าผู้เป็นบิดาจะทำกับลูกสาวได้เพียงนี้ นี่แหละคือผลพวงจากการพนันที่ฝังอยู่ในสายเลือดของเขา อุษาทรุดเข่าอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว “ ช่วยหนูด้วยค่ะ อาจารย์ “ มันตรินีนิ่งคิดหนัก ลำพังกำลังของหล่อนคงไม่อาจรับภาระเด็กสาวไว้อีกคนแน่ เพราะขณะนี้หล่อนทุ่มเทเงินทุนเพื่อช่วยเหลือศัลย์ไปหมดแล้ว หากจะขอพึ่งนางนวลพรรณผู้เป็นยาย ก็นึกละอายใจที่จะรบกวนเรื่องนี้ หล่อนควรทำอย่างไรดีนะ……… “ ผมจะจ้างเด็กคนนี้ทำงานที่บ้าน “ ปรานต์เอ่ยขึ้น สีหน้าจริงจัง “ หมายความว่า.…….. “ มันตรินีมองอย่างไม่เข้าใจนัก ปรานต์ก้าวมายืนเคียงข้างหญิงสาว พลางกล่าวกับบิดาของอุษาว่า “ ผมจะจ่ายเงินเท่ากับหนี้สินที่คุณมีอยู่ จากนั้นก็หักจากค่าจ้างของอุษาทีหลัง ต่อไปเงินค่าจ้างอุษาจะจัดการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเธอคนเดียว ไม่เกี่ยวกับคุณ แบบนี้ยุติธรรมไหม อีกทั้งเป็นการที่อุษาทดแทนบุญคุณไปด้วย “ มันตรินียิ้มออกทันทีเมื่อเข้าใจความตั้งใจของชายหนุ่มที่แก้ไขต้นตอของปัญหาอย่างแยบคาย “ นี่เป็นโอกาสเดียวนะ “ ปรานต์พูดกล่อมบิดาของอุษาอย่างใจเย็น “ ผมจ่ายเป็นเงินสดทันที “ “ เงินสดรึ ! “ ดวงตาของบิดาเด็กสาวสว่างวาบอย่างมีความหวัง “ ใช่ ! “ “ ตกลงครับ “ บิดาของอุษาตอบรับ ท่าทางอ่อนลง ปรานต์รับรู้ตัวเลข จึงเดินไปหยิบเงินสดจากภายในรถ แล้วส่งให้อีกฝ่ายนับทันที “ ต่อไปห้ามมายุ่งกับเด็กคนนี้อีก เพราะเธอเป็นลูกจ้างของผม หากไม่เชื่อฟังกัน ผมก็มีวิธีจัดการกับคุณเหมือนกับที่เล่นงานจ่ายอดนั่นแหละ “ “ รับรองได้ครับ “ อุษามองสิ้นหวังเมื่อบิดารับเงินสดจากปรานต์ แล้วเดินหายกลับเข้าไปในชุมชนโดยไม่สนใจลูกสาวอีกเลย มันตรินีสะกิดให้ชายหนุ่มเดินห่างออกมา แล้วถามว่า “ คุณจ้างเด็กนั่นไปทำงานอะไร ? “ “ ผมไม่กล้าทำร้ายเด็กของคุณหรอกน่า “ มันตรินีทำหน้าขึงขัง “ ต้องไม่ใช่งานผิดกฎหมายนะ เพราะอุษายังมีอนาคตอีกไกล “ “ ผมไม่มีแต่งานผิดกฎหมายสักหน่อย “ เขาพูดเถียงบ้าง ท่าทางไม่จริงจังนัก หญิงสาวทำท่าจะซักถามอีก ปรานต์ยื่นนามบัตรใบเล็กให้ พลางกล่าวว่า “ อยากรู้ว่าลูกศิษย์ทำงานอะไร ก็ไปดูด้วยตาสิครับ คุณตรี “ มันตรินีรับนามบัตรใบนั้นมาอ่าน น้ำเสียงห้วนขึ้นยามพูดว่า “ ทำไมฉันต้องไปบ้านของคุณด้วย ? “ “ อยากรู้ ก็ต้องไปที่นั่น “ เขาย้ำเสียงจริงจัง พลางกวักมือเรียกอุษา “ ขึ้นรถเถอะ อุษา “ เด็กสาวก้มหน้าเดินตามชายหนุ่มไปโดยดี ขณะที่ศัลย์มองด้วยความไม่สบายใจนัก “ เขาเป็นคนเชื่อถือได้หรือครับ อาจารย์ “ อาจารย์สาวร่างเล็กตอบหนักแน่นว่า “ อุษาอยู่กับคนๆนั้นย่อมดีกว่าพ่อของเธอ ฉันไว้วางใจเขามาก “ “ เมื่ออาจารย์รับรองแบบนี้ ผมก็โล่งใจ “ “ กลับบ้านเถอะ แล้วเจอกันที่โรงเรียนล่ะ “ มันตรินีบอก พลางโบกมืออำลาเด็กหนุ่ม แล้วเดินไปขึ้นรถของปรานต์
หลังอาบน้ำชำระร่างกายจนรู้สึกสดชื่นมากขึ้น มันตรินีเดินมาหยุดยืนที่หน้าห้องของนางนวลพรรณ ธมนันท์ ผู้เป็นยาย แสงสว่างในห้องทำให้หล่อนรู้ว่าเจ้าของห้องยังไม่หลับ จึงได้เคาะประตูเบาๆ “ เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ล็อค “ เมื่อเจ้าของห้องเอ่ยอนุญาต หญิงสาวจึงเปิดประตูเข้าไป นางนวลพรรณกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงนอน พลางขยับแว่นตาเล็กน้อยเมื่อเห็นมันตรินีเดินยิ้มเข้ามาใกล้ “ มีอะไรรึ ตรี “ ผู้เป็นหลานสาวทรุดนั่งบนเตียง รอยยิ้มประจบยามกล่าวว่า “ ตรีมีเรื่องจะปรึกษากับยาย และขอความช่วยเหลือด้วยค่ะ “ “ ขอความช่วยเหลือรึ ! “ มันตรินีพยักหน้ายืนยัน แล้วพูดเสียงจริงจังว่า “ พรุ่งนี้จะมีการประชุมผู้บริหารโรงเรียน ตรีอยากให้ยายช่วยสนับสนุนโครงการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเงินในการศึกษาค่ะ “ นางนวลพรรณปิดหนังสือ แววตาสนใจ พลางบอกว่า “ เล่าให้ละเอียดหน่อยสิ ตรี “ “ ได้ค่ะ “ หล่อนยิ้มกว้าง เมื่อผู้เป็นยายแสดงท่าทางสนใจโครงการของหล่อน ดังนั้นหล่อนจึงถ่ายทอดความคิดให้ผู้เป็นยายทั้งหมด ทั้งสองนั่งสนทนากันเกือบเที่ยงคืน ผู้เป็นหลานสาวจึงกลับออกไป เพื่อให้นางนวลพรรณได้พักผ่อนบ้าง
ตอนใกล้เที่ยง ศัลย์ออกมายืนคอยใต้ร่มไม้ใหญ่หลังโรงเรียนตามที่นัดหมายกับอาจารย์มันตรินี สักพักเขาเห็นหนุ่มใหญ่วัยสามสิบห้าปีซึ่งมีร่างสันทัด ผิวคล้ำ เดินลากขาซ้ายตรงมายังเด็กหนุ่ม พร้อมกับปิ่นโตใหญ่ในมือ “ อาจารย์สังสิต ! “ “ ฉันคงไม่มาช้าไปนะ “ สังสิตกล่าวยิ้มๆ พลางส่งปิ่นโตให้เด็กหนุ่ม ทั้งสองทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ซึ่งตั้งอยู่ใต้ร่มไม้นั้น สังสิตมองศิษย์หนุ่มตักอาหารใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย “ อาจารย์ตรีไม่ว่าง จึงให้ฉันเอาปิ่นโตมาให้ “ ศัลย์มีสีหน้าสลดเล็กน้อย “ ผมทำให้อาจารย์ตรีเดือดร้อนจริงๆ “ “ แค่สั่งทำอาหารเพิ่มเล็กน้อย แล้วแบกมาให้เธอ คุณตรีไม่คิดว่าเป็นการลำบากหรอก “ สังสิตตอบเสียงเนือย “ อย่าคิดมากสิ ศัลย์ “ “ แต่……. “ “ คุณตรีคิดถึงอนาคตของเธอมากที่สุด อย่าทำให้ผิดหวังก็พอแล้ว “ “ ผมจะตั้งใจเรียนครับ “ สังสิตยิ้มนิดๆ พลางล้วงซองสีขาวออกจากกระเป๋า แล้วส่งให้เด็กหนุ่ม “ เงินห้าพันบาทนี้คุณตรีบอกให้เธอใช้ซื้ออาหารเย็นและของใช้ส่วนตัวตลอดเดือนนี้ หากไม่พอใช้ก็บอกได้เลย “ “ ผมไม่กล้ารับหรอกครับ “ “ คุณตรีจะเสียใจ ถ้าเธอไม่ยอมรับนะ “ “ แต่…… “ สังสิตบอกเสียงจริงจังว่า “ เธอจะมีสมาธิในการเรียนที่ดี ต้องไม่กังวลเรื่องฐานะการเงิน คุณตรีจึงช่วยแก้ปัญหาให้ ขอให้เธอร่วมมือด้วย จะดีที่สุดนะ ศัลย์ “ “ ผม…… “ ศัลย์รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งกับความปรารถนาดีของอาจารย์สาวที่เขานับถือ สังสิตตบบ่าของเด็กหนุ่มเป็นการให้กำลังใจ “ ช่วงชีวิตนี้ของเธออาจลำบากอยู่บ้าง แต่ถ้าเธอกับคุณตรีช่วยกันแก้ไข มันจะผ่านพ้นไปได้แน่ เชื่อได้เลย “ “ ครับ ! “ เด็กหนุ่มรับคำ แววตามุ่งมั่นเต็มเปี่ยม “ ตึกเรียน 2 กำลังต้องการแม่บ้านคนใหม่ “ สังสิตบอกเสียงเรียบ “ พรุ่งนี้เธอพาแม่มาสมัครทำงานได้เลย ต่อไปไม่ต้องไปขนขยะอีกแล้ว “ สีหน้าของศัลย์ดีขึ้นทันใด เพราะหน้าที่แม่บ้านของตึกเรียนเพียงดูแลและทำความสะอาดห้องเรียนทั้งหมดในตึกนั้น เทียบกับการขนขยะที่นางมาลีทำอยู่ในปัจจุบัน นับได้ว่าเบามากทีเดียว “ เป็นความคิดของอาจารย์ตรีหรือครับ ? “ สังสิตพยักหน้ายอมรับ ดวงตาเป็นประกายวับ “ เธอนับว่าโชคดีนะที่มีอาจารย์ซึ่งเอาใจใส่ครอบครัวของลูกศิษย์มากขนาดนี้ สงสัยจะหายากในยุคนี้นะ “ ศัลย์ยอมรับด้วยใจจริง “ ผมต้องไปกราบขอบคุณอาจารย์อีกครั้ง “ สังสิตไม่ตอบอย่างใด พลางหยิบปิ่นโตมาถือไว้ “ เตรียมเข้าเรียนได้แล้ว “ ศัลย์มองตามร่างของอาจารย์สังสิตซึ่งรับผิดชอบฝ่ายปกครองด้วยความซาบซึ้งใจกับคำพูดเตือนสติของเขา
ภายในห้องประชุมเล็กของโรงเรียนธีระวิทยากำลังมีบรรยากาศเคร่งเครียดเมื่อนางนวลพรรณ ธมนันท์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารพูดเสนอตั้งโครงการช่วยเหลือทุนการศึกษาและอาหารกลางวันแก่เด็กยากจนกับเด็กซึ่งพ่อแม่ต้องตกงานเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี กรรมการหลายคนไม่เห็นด้วยเพราะเกรงจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย อีกทั้งทำให้กำไรที่เคยได้รับมีอัตราลดลงด้วย นางกิ่งแก้วซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ก็มีความเห็นคัดค้านเช่นเดียวกัน ประธานผู้สูงวัยปล่อยให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ โดยนั่งฟังด้วยใบหน้าสงบเรียบ “ ฉันได้ฟังความเห็นของทุกคน และเข้าใจสถานการณ์ของโรงเรียนดี “ ในที่สุดนางนวลพรรณก็เอ่ยขึ้น เมื่อไม่มีกรรมการคนใดพูดอีกแล้ว “ ทุกคนคงทราบดีว่าเราสร้างโรงเรียนนี้เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนของเรา โดยไม่เห็นแก่เงินทองเป็นหลัก…… “ นางนวลพรรณพูดเสียงเนิบนาบ กรรมการบริหารต่างมองประธานสูงวัยเขม็ง หญิงวัยหกสิบปีกล่าวต่อไปว่า “ เวลานี้เศรษฐกิจตกต่ำผู้ปกครองของเด็กหลายคนต่างตกงาน ซึ่งจะส่งผลให้เด็กอาจถูกนำออกจากโรงเรียนของเรา มันไม่เป็นผลดีต่อพวกเราและตัวเด็กเลย “ “ ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ก็ต้องย้ายออกเป็นเรื่องธรรมดานะครับ “ กรรมการบริหารคนหนึ่งพูดอย่างไม่ใส่ใจ นางนวลพรรณยิ้มเรียบ “ โรงเรียนจะอยู่ได้ต้องมีนักเรียน ดังนั้นเราต้องช่วยแก้ไขปัญหาไม่ให้ลุกลามเกินไป “ “ เราไม่อาจช่วยพวกเขาได้หรอกค่ะ “ นางกิ่งแก้วบอกเสียงขรึม กรรมการสูงวัยคนหนึ่งเอ่ยบ้างว่า “ พวกคุณเคยคิดบ้างไหมว่า โรงเรียนของเรามีชื่อเสียงและค่าเล่าเรียนก็จัดว่าแพงพอควร พ่อแม่ที่มีปัญหาทางการเงินต้องย้ายโรงเรียนให้ลูก ขณะเดียวกันเด็กใหม่ก็ยังไม่กล้ามาเรียนเช่นกัน ทีนี้ปัญหาหนักจะเกิดกับโรงเรียนทันที ดังนั้นเราจึงควรรักษาเด็กที่มีอยู่ไว้กับเราให้นานที่สุด นั่นคือวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง “ “ แต่…….. “ กรรมการอีกคนพยายามท้วงติง ข้อสนับสนุนของผู้บริหารคนดังกล่าว นางนวลพรรณกล่าวขัดขึ้นทันทีว่า “ โครงการที่ฉันเสนออาจเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและลดกำไร แต่มันไม่ขัดกับอุดมการณ์ของโรงเรียนและตัวฉัน “ กรรมการทุกคนนิ่งฟัง สีหน้าไม่สบายใจนัก ขณะที่นางนวลพรรณบอกเสียงจริงจังว่า “ เมื่อทุกคนไม่เห็นด้วย ฉันก็ไม่ฝืนใจ “ นางกิ่งแก้วถอนใจโล่งอกได้ไม่นาน ประธานกรรมการกล่าวต่อไปว่า “ ฉันไม่อยากเห็นภาพพจน์ของโรงเรียนเสียไป ดังนั้นฉันจะตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยประเดิมเงินทุนเริ่มแรกห้าแสนบาท แล้วฉันจะไปขอความร่วมมือจากเพื่อนเพื่อให้เงินกองทุนมีมากขึ้น จะไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของโรงเรียนแม้แต่บาทเดียว “ กรรมการหลายคนมีสีหน้าไม่ดีนัก หลังจากฟังคำพูดของประธานสูงวัยคนนี้ รวมทั้งนางกิ่งแก้วซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่และลูกสะใภ้ของนางนวลพรรณ “ ฉันจะจัดทำเป็นคูปองอาหารกลางวันให้กับเด็กที่ขอทุน รวมทั้งช่วยออกค่าเรียนโดย ร.ร.อาจลดค่าเล่าเรียนให้ โดยพิจารณาเป็นรายบุคคล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากอาจารย์ทุกคน คุณกิ่งมีปัญหาไหม ? “ “ ไม่ค่ะ “ นางกิ่งแก้วตอบเสียงแผ่ว นางนวลพรรณมีสีหน้าพึงใจบ้าง “ กองทุนนี้จะอยู่ในความดูแลของมันตรินีกับสังสิต ฉันหวังว่าอาจารย์ใหญ่คงยอมเป็นที่ปรึกษาให้พวกเขานะ “ “ ได้ค่ะ “ “ เลิกประชุมได้ ! “ ประธานสูงวัยกล่าวเสียงเข้ม พลางลุกเดินออกไปจากห้องประชุมทันใด ทุกคนถอนใจเฮือกใหญ่ ต่างนั่งปรึกษากันอีกพักใหญ่ ขณะที่นางกิ่งแก้วรีบเดินไปยังห้องทำงานของประธานกรรมการบริหารโรงเรียนด้วยความร้อนใจ ******************* โปรดติดตามตอน 6.2 ********************* สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 8/1/2009 มุมไม่น่ามองของหาดป่าตองหาดป่าตองชวนไม่สุข
เขียนโดย แก้วมณี
ช่วงที่มีการประชุมรมต.ต่างประเทศอาเชียนซึ่งจัดขึ้นที่เกาะภูเก็ตพร้อมกับใช้กฎหมายความมั่นคงในสถานที่โดยรอบ อีกทั้งนำกองทหารและตำรวจดูแลความปลอดภัยของงานประชุมด้วยงบประมาณหลายร้อยล้านบาทเพื่อทำให้เกาะแห่งนี้เงียบสงบเหมาะในการประชุมและอวดตนว่าทำงานนี้สำเร็จเสียที หลังจากเคยล้มเหลวน่าอับอายมาแล้วเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ต้องชิงหนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากที่ประชุมก่อนแขกผู้มีเกียรติอื่นจนกระทั่งนายกฯเขมรพูดเปรยปนยิ้มว่า เขาต้องกลับบ้าน แต่ไม่รู้จะกล่าวอำลาเจ้าบ้านไทยที่ไหนเพราะจากไปก่อนแล้ว แม้สถานที่ประชุมจะอยู่แถวกลางเมืองภูเก็ต ส่วนนอกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความกลัวกฎหมายความมั่นคงที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่ทหารคล้ายกฎอัยการศึกไปด้วย แค่เปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดูหรูเท่านั้น จึงทำให้นักเที่ยวไทยและต่างชาติลดน้อยลงอีก ทั้งที่เดือนกรกฎาคมเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของไทยอยู่แล้ว เมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวชายทะเลยอดฮิตของภูเก็ตจึงเห็นแง่มุมในฐานะนักท่องเที่ยวซึ่งน่าอึดอัดใจมาก เชื่อว่านักท่องเที่ยวหลายคนคงรู้สึกเช่นเดียวกัน หาดป่าตอง ถือเป็นหาดที่สวยงามตามธรรมชาติและยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ อันถือเป็นภูมิทัศน์โดดเด่นใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมาก สิ่งที่ดูขัดตาอย่างแรก คือ การรบกวนนักท่องเที่ยวด้วยการเสนอบริการหรือขายสินค้าระหว่างทางเดินริมหาดหรือบริเวณชายหาด อาทิเช่น เล่นร่ม เช่าเก้าอี้ชายหาด เรียกแขกเข้าร้าน เป็นต้น ระหว่างเดินชมวิวทิวทัศน์ชายหาดแสนสวยจะมีคนเข้ามาเกาะแกะ สะกิดแขน พูดชักชวน ให้ซื้อบริการเล่นสนุกกับน้ำทะเลสารพัดแบบ เสนอขายสินค้า ตลอดเส้นทางเดิน สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ ไม่มีเก้าอี้สาธารณะให้ทุกคนนั่งพักผ่อนฟรีเลย ทั้งที่มันควรเป็นการแสดงน้ำใจของคนไทย ทุกตารางนิ้วในเขตป่าตองคิดเป็นเงินตราทั้งสิ้น ขณะที่หาดพัทยาหรือบางแสนยังมีโซนสาธารณะให้นั่งเล่นกันได้สบายๆถ้าไม่อยากเสียเงินค่าเช่าเก้าอี้ อีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ บรรดาร้านขายสินค้าของกิน ของใช้ หรือ ของที่ระลึก แถวชายหาด ล้วนไม่ใช่ของคนไทย ส่วนใหญ่ผู้ขายจะเป็นแขกอินเดียและชาติอื่นที่พูดอังกฤษได้ดี ร้านคนไทยแท้มีน้อยอย่างมาก แต่มีข้อแตกต่างที่น่าจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวมาก คือ การสร้างความรำคาญแก่นักท่องเที่ยว เมื่อเจ้าของร้านหรือลูกน้องฉุดดึงแขนนักท่องเที่ยวเพื่อให้เข้าร้าน พูดจาชักชวนจนน่ารำคาญ สายตาที่มองนักท่องเที่ยวดูกร้าวร้าวมากกว่าเป็นมิตร ขณะที่ร้านคนไทยซึ่งมีน้อยจะมีมารยาทดีมากกว่าของต่างชาติด้วยยังมีความเกรงใจกันบ้าง ไม่ฉุดรั้งนักท่องเที่ยวเกินเหตุ การกระทำเช่นนี้ต่อนักท่องเที่ยวถือเป็นการสร้างความรำคาญและน่ารังเกียจแก่ผู้มาเยือนถิ่นป่าตองอย่างมาก ราคาสินค้าในเกาะภูเก็ตแพงเพราะค่าสินค้าอยู่บนพื้นฐานเงินดอลลาร์ มิใช่เงินบาท ทำให้สินค้าหลายอย่างหรืออาหารการกินเมื่อเทียบกับราคากรุงเทพฯแล้ว พบว่า ราคาที่ภูเก็ตแพงกว่าโดยเทียบกับคุณภาพและขนาดของสินค้าชนิดเดียวกันในกรุงเทพฯ จึงขอให้คนกรุงเทพฯปลื้มใจได้ว่า สินค้าที่กินหรือใช้วันนี้ราคาแพงน้อยกว่าในสถานที่ท่องเที่ยวของไทยอย่างแน่นอน มันเป็นความคาดไม่ถึงของคนไทยที่คิดว่า น่าจะพบสินค้าหรืออาหารเยี่ยมในถิ่นป่าตองใกล้ทะเล แต่ปลา กุ้ง ปู กลับมีตัวเล็กกว่าซื้อในกรุงเทพฯเสียอีก ส่วนกุ้งล็อบสเตอร์ก็แพงเป็นพันบาทขึ้นไปซึ่งคนไทยแทบไม่แตะต้องกัน เวลาไปรับประทานในห้องอาหารชั้นดีของภูเก็ตหรือป่าตอง ขนาดกุ้งหรือปลายังเล็กกว่าในกรุงเทพฯเสียอีก แต่ราคาแพงกว่ามากเมื่อเทียบขนาดเดียวกัน หากคิดในทางที่ดีก็คือ มันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ต้องการดูดเงินของนักเที่ยว เป็นเมืองการค้าขายอย่างเดียว โดยมีสถานที่ ทิวทัศน์เป็นสินค้า จึงไม่แปลกที่จะมีราคาสูงกว่าปกติ นักเที่ยวไทยจึงต้องทำใจไว้ว่า ต้องจ่ายเพิ่มเมื่อไปเที่ยวภูเก็ตหรือหาดป่าตอง บางคนออกปากว่า ค่าใช้จ่ายในภูเก็ตแพงกว่าไปเที่ยวสิงคโปร์หรือฮ่องกงเสียอีก การท่องเที่ยวในไทยถือเป็นความหวังในการประคองประเทศให้รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำเหมือนเช่นที่ประเทศจีนก็ใช้กลยุทธ์นี้เช่นกัน ภูเก็ตมีหาดป่าตองเป็นแม่เหล็กดึงดูด ไม่ควรตั้งใจตีหัวนักเที่ยวครั้งเดียว แล้วล่อหลอกคนอื่นมาเป็นเหยื่ออีก น่าจะอยากให้เขากลับมาเที่ยวต่อเนื่องและช่วยบอกต่อไปถึงความงดงามและค่าครองชีพที่ไม่แพงเกินเหตุ จึงควรเน้นจัดระเบียบการค้าขายริมหาด ขอให้มีมารยาทอันดีงามต่อนักท่องเที่ยวตามแบบฉบับคนไทย ค่าครองชีพไม่ควรสูงเกินไปเมื่อเทียบกับของคนไทยทั่วไปอันส่งผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวว่า คนไทยมีความเป็นธรรมและจริงใจ สินค้าต้องมีคุณภาพและราคาเหมาะสมเป็นธรรมต่อนักท่องเที่ยวอย่างเสมอภาค การดูแลความปลอดภัยต้องดีกว่านี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนกันไว้คือ ภูเก็ตหาแท็กซี่ของแท้ยาก ส่วนใหญ่จะใช้รถส่วนตัวแล้วแขวนป้ายว่า แท็กซี่ นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหลงคิดว่าเป็นของจริง เขาจักถูกหลอกไปทำมิดีมิร้ายหรือโกงเงินเกินเหตุ อันเป็นการทำลายภาพการท่องเที่ยวในภูเก็ตได้ จึงควรควบคุมเรื่องแท็กซี่ให้เข้มงวดเหมือนที่ทำในกรุงเทพฯเพื่อตรวจสอบได้ง่าย คุณภาพอาหารต้องปลอดภัย ราคาเป็นธรรมสมคุณภาพ การท่องเที่ยวในภูเก็ตควรเอาใจใส่แก้ไขปัญหาให้มาก มิฉะนั้น หาดป่าตองอาจต้องพบความเงียบสงัดเหมือนหาดบางแสนในไม่ช้าเพราะความน่ารำคาญที่ร้านค้าหรือคนขายทำต่อนักท่องเที่ยวอย่างไร้ระเบียบและไม่มีความเกรงใจกัน สิ่งสำคัญที่สุด คือ รายได้ท่องเที่ยวจากหาดป่าตองควรเป็นของคนไทย เหตุไฉนจึงมีพ่อค้าแม่ค้าต่างชาติทำมาค้าขายกันแทบทุกร้านริมชายหาดซึ่งถือเป็นทำเลชั้นยอด หน่วยราชการควรเข้าไปตรวจสอบสถานภาพของพวกเขาเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมให้ชาวบ้านได้รับเต็มที่ มิใช่ข้าราชการบางคนรับเงินใต้โต๊ะไว้ปิดบังผลประโยชน์ที่หายไปจากมือคนไทยนี้ หาดป่าตองจะเป็นป่าช้าในวันหน้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำงานจริงจัง รักป่าตอง รักภูเก็ต ทำเพื่อชาวภูเก็ต จงขจัดความน่ารำคาญและเหลือบไรที่เกาะกินหาดป่าตองและภูเก็ตโดยเร็ว มันจะกลับมาเป็นหาดสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทันเวลา การบริหารจัดการ จัดระเบียบ การใช้ประโยชน์หรือทำมาค้าขาย ที่ชายหาดพัทยาและบางแสน ล้วนเคยเกิดปัญหาสร้างความรำคาญ ความเอารัดเอาเปรียบ นักท่องเที่ยวมาแล้ว ต่อมามีการทำงานเข้มแข็ง ขจัดปัดเป่าปัญหาและจัดเข้าระเบียบให้ตรวจสอบได้ง่าย ดูแลใกล้ชิด ทำให้หาดพัทยาและบางแสน กลับมาน่าเที่ยวอีกครั้ง โดยเฉพาะความสะอาดของชายหาดมีการดูแลใกล้ชิดอย่างมาก การบริหารหาดป่าตองที่กำลังเดินรอยตามหาดพัทยาและบางแสนในอดีต ควรนำบทเรียนเก่าของสองหาดมาแก้ไขเพื่อมิให้ต้องเจอปัญหาซ้ำอีก น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากและแก้ไขก่อนเกิดปัญหานั้น จะช่วยชุบชีวิตหาดป่าตองให้เป็นสวรรค์แท้จริงของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ การถูกนักท่องเที่ยวปล่อยร้างเพราะเข็ดขยาด แก้ไขยากกว่าเริ่มต้นแก้ไขวันนี้ ความน่ารำคาญที่อยู่รอบกายนักท่องเที่ยวซึ่งตั้งใจมาใช้เวลาพักผ่อนที่หาดสวรรค์แห่งนี้ กลับเจอคนขายตื๊อขายของตลอดสองข้างทาง แม้แต่เดินเลาะทรายไปตามชายหาดก็ยังมีคนเสนอขายบริการเล่นร่มชูชีพในทะเล ตกกลางคืนเดินชมบรรยากาศร้านค้าก็เจอคนเชียร์แขกเข้ามาฉุดดึงให้เข้าร้านอย่างไม่เกรงใจกันหรือให้เกียรติกัน เชื่อว่า วิญญูชนย่อมอยากพักผ่อนอย่างเป็นสุขในสถานที่ท่องเที่ยว มิใช่รำคาญจนทุกข์ใจเมื่ออยู่ในสถานที่ซึ่งควรให้ความสุข นักท่องเที่ยวหลายคนอยากให้หาดป่าตองของคนไทยสร้างความสุขแก่นักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ มิใช่ให้ตราประทับน่ารังเกียจติดหัวใจของพวกเขากลับบ้าน อันที่จริงคนไทยทุกจังหวัดล้วนมีสิ่งเดียวกัน คือ รอยยิ้ม ความเกรงใจ และให้เกียรติแขกบ้านอย่างเท่าเทียมกัน มันเป็นเสน่ห์ของคนไทย ขณะที่การท่องเที่ยวในหาดป่าตองส่วนใหญ่อยู่ในวิถีการทำงานของชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นอินเดียหรือชาติอื่นๆซึ่งขาดรอยยิ้มและการให้เกียรติแก่แขกบ้านเยี่ยงคนไทย สิ่งที่เห็นในป่าตองวันนี้ จึงมิใช่วัฒนธรรมประจำกายของคนไทยเลย ถ้าหาดป่าตองจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นยอด ก็ควรเป็นสื่อถ่ายทอดจิตใจและมารยาทงดงามของคนไทยไปพร้อมกันด้วย น่าจะเป็นเรื่องที่การท่องเที่ยวของไทยควรเอาใจใส่ให้มากกว่านี้ ลองไปดูสถานที่เที่ยวในเกาหลีก็จะไม่เห็นคนต่างชาติมาขายของที่ระลึกหรือสินค้าหรือบริการแก่นักท่องเที่ยวเลย เขาต้องการให้รายได้ตกแก่ชาวเกาหลีอย่างทั่วถึงและทุกเม็ดเงินด้วย อันแตกต่างจากหาดป่าตองที่รายได้จากการทำมาค้าขายกับนักท่องเที่ยวเป็นของชาวต่างชาติ ส่วนชาวบ้านได้รับแค่เศษเงินเท่านั้น รัฐบาลไทยและชาวภูเก็ตน่าจะรักษาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากกว่านี้ มิใช่นั่งเก็บค่าเช่าเล็กน้อย แล้วปล่อยให้คนต่างชาติเก็บคว้าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากภูมิทัศน์เยี่ยงสวรรค์ของหาดป่าตองไปฝ่ายเดียว ดังคำโบราณที่ว่า ไม่มีเงินไหลมาหาเราง่ายๆ ถ้าไม่รู้จักไขว่คว้ามันไว้ คนภูเก็ตหรือคนป่าตองควรตื่นขึ้นมองค้นหาเม็ดเงินด้วยการลงแรงด้วยตัวเองเหมือนเช่นที่คนต่างชาติข้ามน้ำข้ามทะเลมาเช่าทำเลค้าขายของคนป่าตอง ถ้าไม่ใช่เม็ดงินมหาศาลจากกระเป๋านักท่องเที่ยว พวกเขาคงไม่ยอมลำบากมาทำค้าขายที่นี่แน่ แสดงว่า มันต้องคุ้มค่าที่จะยอมลำบากเช่นนี้ เมื่อเจ้าของที่ดินเป็นคนไทย เหตุไฉนจึงไม่เก็บเม็ดเงินเหล่านั้นไว้เสียเอง แทนที่จะได้ค่าเช่าเล็กน้อยพอกินไปแต่ละเดือน การทำมาค้าขายสร้างฐานะรวยได้ แต่นั่งเฉยเก็บค่าเช่าก็มีชีวิตอยู่ไปวันๆเท่านั้น
**************************** |
|
|