Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
9/25/2008 ลูกจ้าง ข้อห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 มาตรา 207 บัญญัติว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการรัฐธรรมนูญ ต้อง 3. ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือ เป็นลูกจ้างของบุคคลใด 4. ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
หมายเหตุ
มาตรา 207 กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในศาลรัฐธรรมนูญไว้ ถ้าผู้ใดกระทำข้อหนึ่งข้อใด ก็ต้องเลิกประกอบงานต้องห้ามนั้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับเลือก ถ้าผู้นั้นไม่ได้ลาออกหรือเลิกประกอบการวิชาชีพอิสระภายในเวลากำหนด ให้ถือว่า ผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คุณสมบัติที่เพิ่งมีการตีความหมายเป็นบรรทัดฐานคดี คือ คำว่า ลูกจ้าง ให้หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับเงินเนื่องจากการรับทำงานให้นายจ้าง จะมีหรือไม่มีสัญญาหรือเรียกชื่อสัญญาเป็นอย่างอื่นก็ตาม ดังนั้น เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกิจกรรมและรายได้ของตุลาการรัฐธรรมนูญว่า เป็นลูกจ้างหรือไม่ จึงต้องยึดถือความหมายนี้เป็นหลัก ส่วนใหญ่ผู้มีความรู้และประสบการณ์มักชอบเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งถือเป็นอาชีพอิสระอย่างหนึ่งและได้รับเงินค่าสอนเป็นรายชั่วโมงหรือรายเหมาแล้วแต่ตกลงกัน บางท่านยังมีงานเป็นวิทยากรตามรายการวิทยุ โทรทัศน์ หรืองานสัมมนาต่างๆ ก็ต้องมีรายได้ตอบแทนทุกงานเช่นกัน ความหมายของ ลูกจ้าง ตามการตีความของศาลรัฐธรรมนูญย่อมทำให้รายได้จากการเป็นอาจารย์สอนพิเศษหรือวิทยากรในสื่อสารมวลชนหรืองานสัมมนา ถือเป็นเงินค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อการงานที่กระทำให้ตน เข้าตามความหมายที่ว่า ผู้ซึ่งได้รับเงินเนื่องจากการรับทำงานให้นายจ้างอย่างชัดแจ้ง เมื่อยังทำงานให้บุคคลใดหลังจากพ้น 15 วันนับแต่วันได้รับการแต่งตั้ง ย่อมส่งผลต่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวซึ่งต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักจริยธรรมที่ต้องสูงมากกว่าคนธรรมดาโดยถือว่า ผู้นั้นมิได้เคยรับการเลือกหรือความเห็นชอบให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นไปตามคำตัดสินตีความหมายคุณสมบัติความเป็นลูกจ้างของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในศาลรัฐธรรมนูญ สรุปสั้นๆได้ใจความและเข้าใจง่าย คือ ถ้ามีคุณสมบัติต้องห้าม ก็ถือว่า ไม่เคยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนั้นในองค์กรเลย
****************************** 9/19/2008 คู่ปรับพลัดรุ่นความจริงฯ VS ASTV
เขียนโดย แก้วมณี
สื่อมวลชนหลายฉบับหรือหลายสถานีทีวีได้รับผลกระทบจากกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดทำเนียบรัฐบาลหรือทำลายสถานีทีวีรัฐจากการนำเสนอข่าวสารหรือบทความ ถ้าเสนอความจริงโดยไม่บิดเบือน จักถูกกลุ่มพันธมิตรฯต่อต้าน ข่มขู่ และขัดขวางการทำงานเมื่อไปในบริเวณที่ชุมนุมนั้น หากเขียนบทความชื่นชมการกระทำของพวกเขา จักได้รับการต้อนรับอย่างดี กลุ่มพันธมิตรฯมีปฏิกิริยาเช่นนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้ ต้องกระทำอยู่ภายใต้กฎหมายไทย คือ ต้องไม่มีการทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ให้เสื่อมเสียเสรีภาพ สิ่งที่ต้องเอ่ยถึง ณ ที่นี้ คือ เมื่อสื่อมวลชนไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างผู้ทำละเมิดกฎหมาย กับ ตัวบทกฎหมาย ย่อมหมายถึง ต้องกระทำตัวเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสารหรือความจริงที่เกิดขึ้น ณ สถานที่เกิดเหตุ โดยไม่แทรกความเห็นส่วนตัวเมื่อเป็นเพียงข่าวสาร มิใช่บทความของผู้ใดผู้หนึ่ง อันถือเป็นจรรยาบรรณของผู้ทำงานด้านสื่อสารมวลชนที่ได้รับการสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ในสถานศึกษามาแล้ว ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมโทรทัศน์ดาวเทียมเหมือนที่ใช้ในประเทศทางตะวันตก แต่กฎหมายโทรทัศน์ไทยห้ามมิให้ผู้ใดผู้หนึ่งมีสถานีทีวีโดยมิได้รับอนุญาตจัดสรรคลื่นความถี่จากรัฐก่อน อันหมายถึง โทรทัศน์ดาวเทียมในไทยจึงมีไม่ได้และขัดต่อกฎหมาย แต่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมชื่อว่า ASTV ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่าได้รับการสร้างสรรค์เนื้อหาและสนับสนุนทางการเงินหลักจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ โดยผู้ก่อตั้งสถานีเป็นบิดาของเจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวและควบคุมการสร้างสรรค์เนื้อหาของสถานีทีวีดาวเทียมและหนังสือพิมพ์ด้วย เนื่องจากบิดาไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายที่จะทำสัญญาเช่าดาวเทียมหรือเป็นเจ้าของสื่อมวลชนใดเพราะตกเป็นบุคคลล้มละลาย จึงต้องผันตัวไปอยู่เบื้องหลังแล้วใช้ชื่อบุตรชายเป็นเจ้าของสื่อต่างๆ แต่การปฏิบัติงานในองค์กรทั้งสองอยู่ในความควบคุมของผู้เป็นบิดา เขาอ้างเสรีภาพในรัฐธรรมนูญว่า เป็นการเผยแพร่ข่าวสารตามสิทธิของคนไทย เมื่อกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งรัฐมอบหมายอำนาจดูแลสถานีทีวีไทยฟ้องต่อศาลว่าทำผิดกฎหมายสื่อโทรทัศน์ไทยเพราะยังไม่ได้รับการอนุญาตจากรัฐ แต่ศาลให้ความคุ้มครองชั่วคราวว่า เสนอรายการต่างๆด้วยดาวเทียมได้จนกว่าจะมีคำพิพากษา ตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมาสถานีดังกล่าวมิได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนตามจรรยาบรรณที่พึงมีและตามจุดประสงค์ในการก่อตั้งสถานีทีวีดาวเทียม เนื่องจากพวกเขาใช้สถานีทีวีดาวเทียมในการยั่วยุ ปลุกปั่น ใส่ร้ายป้ายสี ใช้คำหยาบคาย กล่าวหาฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และนักการเมือง เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นคนเลวและเป็นต้นเหตุความชั่วร้ายในบ้านเมือง แม้แต่ป้ายสีว่าทั้งสามกลุ่มนั้นคิดล้มล้างสถาบันสูงสุดโดยกลุ่มพันธมิตรฯคือ ฮีโร่ที่มาปกป้องรักษาสถาบันนั้น เรียกร้องให้เข้าร่วมต่อต้านรัฐบาลจากการเลือกตั้งและพยายามยัดเยียดระบอบการปกครองใหม่ที่ตนและพรรคพวกคิดค้นขึ้นด้วยหวังจะนำไปใช้บริหารประเทศโดยอาศัยความหลงพลาดของประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตอ่อนไหว ขาดสติ มีปัญญาส่วนตัวหรือขาดที่พึ่งทางใจ กลุ่มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ลัทธิเหมาหรือสไตล์รัสเซียปะปนกันเข้าไปร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองที่ละม้ายคล้ายแนวคิดของพวกเขา หากสังเกตการชุมนุมจักเห็นว่าในทำเนียบหรือที่ชุมนุมอื่นผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯจะไม่ยอมให้ผู้ร่วมชุมนุมรับทราบข่าวสารภายนอกอย่างเด็ดขาด โดยมีทีมจัดรายการบนเวทีคัดเลือกข่าวหรือบทความที่เขียนชื่นชมหรือสนับสนุนฝ่ายตนมาอ่านให้ทุกคนฟัง เปิดเสียงหรือภาพจากสถานีดาวเทียม ASTV ตลอด 7 วันๆละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น หมายความว่า ผู้ร่วมชุมนุมจะได้ยินเสียงและเห็นภาพเฉพาะที่พวกเขาต้องให้รับรู้ด้านเดียว การดูหรือฟังเรื่องเดียวกัน คำพูดเดียวกัน กรอกหูหรือเห็นซ้ำซากทุกวันๆละ 24 ชั่วโมง เป็นวิธีล้างสมองซึ่งนิยมใช้กันในประเทศคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะช่วงการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองใหม่ๆเช่น ในจีน รัสเซีย เป็นต้น ล้วนต้องเริ่มต้นการล้างสมองพวกที่ไม่เชื่อถือในระบบนี้ก่อน และเป็นวิธีได้ผลอย่างดีในการสร้างพลพรรคของตน แม้แต่ในบางลัทธิความเชื่อที่ส่งผลร้ายต่อสังคม เช่น ลัทธิโอมชินริเคียวในญี่ปุ่นก็ใช้การล้างสมองเพื่อให้เชื่อฟังคำพูดหรือความเห็นของเจ้าลัทธิด้วยบอกซ้ำๆว่า สังคมเลวทราม การล้างทำความสะอาดโลกเป็นหน้าที่ของมวลสาวก จนกระทั่งยอมสละชีวิตของตนเพื่อไปอยู่โลกใหม่หรือยอมฆ่าผู้อื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายหรือละอายต่อบาป พวกเขาคิดเพียงว่าต้องเชื่อฟังเจ้าลัทธิแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือช่วยชำระล้างโลกตามคำพูดของเจ้าลัทธิ บางลัทธิกรอกหูและใส่ความเชื่อว่าโลกจะแตกและสนับสนุนให้วัยรุ่นชายหญิงฆ่าตัวตายด้วยการรมควันด้วยเตาถ่านในรถพร้อมกันในวันเดียวกันเพื่อไปอยู่โลกใหม่ อันสร้างความวุ่นวายและกังวลแก่รัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อเด็กหนุ่มสาวหลายสิบคนเชื่อฟังและฆ่าตัวตายในวันเดียวกัน มันเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อตระหนักใจว่าจิตใจของคนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งอ่อนแอจนมิอาจแยกแยะความผิดหรือความถูกต้องได้ ขณะนี้ผู้ร่วมชุมนุมในกลุ่มพันธมิตรฯกำลังถูกครอบงำด้วยวิธีล้างสมองของพวกคอมมิวนิสต์หรือเจ้าลัทธิต่างๆ ตามหลักวิชาการด้านจิตวิทยานั้นไม่ว่าจะมีภูมิความรู้สูงส่งเพียงใด เมื่อใช้วิธีล้างสมอง ทุกคนจักถูกครอบงำได้เสมอ ต่างกันแค่เวลาในการล้างที่ไม่เท่ากันซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะจิตใจเข้มแข็งหรืออ่อนแอของบุคคลซึ่งมีอยู่ในเวลานั้น สถานีทีวีรัฐได้จัดสรรเวลาให้รายการ ความจริงวันนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์ชัดแจ้งว่า ต้องการชี้แจงความจริง ข้อกล่าวหาที่บิดเบือนจากกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อให้ประชาชนได้รับฟังประกอบการพิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯพูดไว้บนเวทีเพื่อกล่าวหาหรือครอบงำผู้ร่วมชุมนุมและยังถ่ายทอดทางทีวีดาวเทียมภายใต้การคุ้มครองของศาล อันมีลักษณะปลุกปั่น ยั่วยุ ให้สังคมสับสนวุ่นวายด้วยข้อความบิดเบือนมานานเกือบสองปี ผู้จัดรายการต้องการชี้แจงสิ่งที่บิดเบือนหรือสร้างความสับสนใจที่กลุ่มนั้นสร้างขึ้นเพื่อหวังให้คนไทยหลงเชื่อโดยไม่สงสัยใดๆ นอกจากนั้นยังนำเสนอภูมิหลังหรือเจตนารมณ์ของผู้นำกลุ่มดังกล่าวและผู้สนับสนุนการชุมนุมที่มีทั้งนักวิชาการ นักการเมือง สมาชิกสภา สำนักเจ้าลัทธินอกศาสนาพุทธ กลุ่มมิจฉาชีพที่เสียประโยชน์จากการทำงานจริงจังของรัฐบาล ผู้จัดรายการเสนอความเห็นมุมมองทางการเมืองในฐานะคนไทย ข้อกฎหมายและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคลากรในองค์กรอิสระตามกฎหมายซึ่งเป็นสิทธิของคนไทยพึงกระทำได้เพื่อให้คนไทยได้รับฟังข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง และกล่าวย้ำเสมอว่าเป็นมุมมองความเห็นให้ประชาชนรับฟังไว้ประกอบการพิจารณาส่วนตัวก่อนจะตัดสินใจเชื่อคำพูดของกลุ่มพันธมิตรฯ ทุกคนสังเกตได้ว่าสถานีทีวีดาวเทียมของกลุ่มพันธมิตรฯออกอากาศไปทั่วโลกและตลอด 7 วันๆละ 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เนื้อหารายการจะปลุกปั่น ยั่วยุ ให้คนที่ได้ยินได้เห็นเชื่อว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนฯ สมาชิกวุฒิสภาส่วนที่เลือกตั้ง เป็นคนเลวสุดทราม และนำเสนอผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในองค์กรต่างๆหรือวุฒิสภาส่วนการแต่งตั้งเป็นคนดีเลิศและมีบุญญาธิการสูงส่ง เพื่อสร้างความเกลียดชังประเทศบ้านเกิดและคนไทยด้วยกัน ผลักดันระบอบการปกครองแบบใหม่ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นรวมทั้งการเปลี่ยนศาสนาประจำชาติจากศาสนาพุทธไปเป็นนิกายของสำนักสันติอโศกที่มีความเชื่อผิดเพี้ยนและส่งเสริมให้สาวกนุ่งห่มเลียนคล้ายสงฆ์ไทยดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ ขณะที่รายการ “ความจริงวันนี้” มีเวลาออกอากาศวันละประมาณ 40 นาที งดเว้นวันเสาร์ จักเห็นได้ว่า เวลานำเสนอมุมมองความเห็นของผู้จัดรายการเมื่อเทียบกับรายการของสถานีทีวีดาวเทียม ASTV ที่กระจายแพร่ตลอด 7 วันๆละ 24 ชั่วโมง ย่อมเห็นความได้เปรียบเสียเปรียบในการส่งผ่านข้อมูลสู่ประชาชนชัดเจนมาก แต่สื่อมวลชนบางประเภท บางคอลัมน์กลับเขียนเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือปิดบังบางส่วนไว้ แล้วกล่าวหาว่ารายการ “ความจริงวันนี้” เป็นต้นตอความแตกแยกทางสังคมและคนไทย โดยไม่กล่าวถึงต้นกำเนิด พฤติกรรมเริ่มแรก และเจตนารมณ์แท้จริงของสถานีทีวีดาวเทียมแห่งนี้ ระยะเวลานำเสนอ หรือ หัวข้อในรายการ โดยเฉพาะการใช้วาจาหยาบคายที่ถ่ายทอดจากเวทีชุมนุมไปเผยแพร่ในสถานีทีวีดาวเทียมโดยไม่มีการเซ็นเซอร์ อันแตกต่างจากรายการของสถานีรัฐที่ถูกควบคุมเวลา วิธีนำเสนอ หัวข้อ และการใช้วาจาหรือกิริยาท่าทาง กลุ่มผู้นำที่มีหมายจับและกล่าววาจาท้าทายอำนาจรัฐและศาลผ่านทางจอทีวีทุกวัน ย่อมเป็นที่ตระหนักแก่ใจของสื่อมวลชนและผู้เขียนคอลัมน์ว่า เป็นพฤติกรรมผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและยังมีบางข่าวที่ถูกปิดไว้ มิกล่าวพาดพิง คือ การรุมทำร้ายผู้คนที่ผ่านไปมาหรือแวะดูการชุมนุมตามอำเภอใจแล้วกล่าวใส่ร้ายว่า เป็นสายลับของรัฐ การรุมข่มขู่นักข่าวของสื่อฯที่เขียนไม่สนับสนุนผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ หลายสื่อฯจะไม่นำเสนอหัวข้อนี้เลยเพราะเป็นการทำลายภาพพจน์การชุมนุมอย่างมากถ้าข้อเท็จจริงนี้ล่วงรู้ถึงหูของคนไทย อันเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมผิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างจงใจด้วยความหวาดกลัวและทำผิดจรรยาบรรณสื่อมวลชนด้วย การเรียกร้องให้ปิดรายการ “ความจริงวันนี้”ด้วยข้ออ้างว่าสร้างความปั่นป่วนให้สังคมโดยไม่คำนึงถึงเสรีภาพการแสดงความเห็นของคนไทยและกระทำถูกขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งไม่กล้าเสนอความเห็นให้ปิดสถานีดาวเทียมของอีกฝ่ายซึ่งใช้เสรีภาพดังกล่าวเช่นกัน ไม่ว่าจะอ้างคำสั่งของศาลหรือเหตุผลใด ถือได้ว่าเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมแก่รายการนี้อย่างชัดเจน การปล่อยให้สถานีทีวีดาวเทียม ASTV แพร่ภาพปลุกปั่นยุแยงคนไทยให้เกลียดชังและล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งฝ่ายเดียว มันจักเรียกว่า ความเป็นธรรมทางสังคมได้อย่างไร เนื่องจากสื่อมวลชนบางกลุ่มปิดตาข้างหนึ่ง แล้วจ้องทำลายล้างภาพอีกข้างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯและช่วยขายข่าวส่งเสริมสื่อฯของตนสร้างยอดขายโดยไม่คำนึงถึงความสงบทางสังคมและศีลธรรมอันดีของประชาชนเลย สื่อมวลชนที่เรียกร้องหาความเป็นธรรมควรนั่งสงบสติอารมณ์และงดเว้นผลประโยชน์ส่วนตนหรือขององค์กรไว้ เปิดดวงตาทั้งสองให้กว้างเพื่อเลือกระหว่างจรรยาบรรณของสื่อมวลชนหรือเป็นสาวกของกลุ่มพันธมิตรฯ ความเชื่อส่วนบุคคลนั้นรัฐธรรมนูญคุ้มครองให้มีได้ แต่มิใช่สวมเสื้อสื่อมวลชนกลับประพฤติตนเป็นสาวกใช้ตำแหน่งงานหรือหน้าที่เพื่อทำลายสังคมสนองเจ้าลัทธิ ถ้าสื่อมวลชนจะใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญก็ทำได้ แต่ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพควบคุมไว้ การจะเรียกร้องด้วยข้ออ้างความเป็นธรรมทางสังคมเพื่อความสงบเรียบร้อย จักตั้งข้อกล่าวหาว่า รายการความจริงวันนี้เป็นต้นเหตุความแตกแยกทางสังคมและทำให้สังคมปั่นป่วน หรือ ทำให้ผู้ชุมนุมไม่เลิกประท้วง ก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนที่มากพอและน่าเชื่อถือ มิใช่การเขียนนำเสนอบางส่วน ปิดไว้บางส่วน เวลากำเนิดของรายการนี้ช้ากว่าสถานีดาวเทียมเป็นปี ถ้าจะก่อเรื่องร้ายๆดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรฯคงยึดทำเนียบไม่ได้อย่างในวันนี้แน่ ผู้จัดรายการต้องเสียค่าเช่าสถานีเพื่อซื้อเวลาออกอากาศเหมือนผู้เช่าทั่วไป ถ้าไม่จ่ายเงิน ก็ต้องยุติรายการไปตามสัญญาระหว่างผู้เช่ากับสถานีรัฐ หากทำผิดกฎ กติกา หรือความเห็นของกรรมการเซ็นเซอร์ของรัฐ ก็ถูกบอกเลิกสัญญาได้ทุกเวลา แต่สถานีดาวเทียม ASTV ซึ่งออกอากาศปลุกปั่น ยั่วยุแยง ให้สังคมวุ่นวายกลับขอรับเงินบริจาคจากผู้ร่วมชุมนุมเพื่อเป็นค่าเช่าดาวเทียมและเงินเดือนของผู้จัดรายการ มิใช่ยืนอยู่ได้ด้วยความดีเลิศของเนื้อหารายการ แต่อยากสนองตัณหาส่วนตัวโดยหลอกลวงศรัทธาของชาวบ้านไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง อันไม่เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำแต่พอตัว ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เมื่อเกินตัวก็ควรเลิกทิ้งไป ตอนนี้พวกเขากำลังเบียดเบียนชาวบ้านที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่หลงยึดติดในศรัทธาผิดเพี้ยน แล้วฉกฉวยเงินของพวกเขาไปรักษาตัณหากิเลสของตนเอง มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ละอายใจของกลุ่มผู้นำพันธมิตรฯซึ่งอ้างว่าทำเพื่อเปลี่ยนแปลงชาติไปสู่จุดปราศจากกิเลส แต่เรียกเอาเงินบริจาคสารพัดจุดประสงค์ พวกเขาดูไร้ค่ายิ่งกว่าขอทานซึ่งคนเต็มใจบริจาคเพราะเชื่อว่าจะช่วยเหลือให้ชีวิตของเขาหรือเธอมีกินผ่านไปมื้อหนึ่งได้และเป็นการทำบุญทำทานอย่างหนึ่งตามความเชื่อของศาสนาพุทธ แต่เงินที่ให้แก่สถานีดาวเทียม ASTV เพื่อต่อลมหายใจของผู้ก่อตั้งให้ความฝันดำเนินต่อไป เป็นค่าเช่าดาวเทียม เงินเดือนพนักงาน เพื่อปลุกปั่นให้สังคมวุ่นวายต่อไป มันมิใช่เพื่อให้ชีวิตหนึ่งชีวิตใดดีขึ้นหรือสังคมดีขึ้น แต่ทำลายสังคมหนักขึ้น เมื่อธุรกิจนี้ไม่อาจไปได้เพราะขาดเงินทุนก็ควรปล่อยให้ล้มลง เป็นหลักคิดง่ายๆของการทำธุรกิจ มิใช่ยืดเยื้อทำลายเจ้าของเงินให้ต้องลำบากมากขึ้นด้วยอาศัยศรัทธาเพี้ยนของคนอื่นดังเช่นที่กลุ่มพันธมิตรฯกำลังกระทำในเวลานี้ คนไทยต้องตั้งสติ ใช้ปัญญา คิดวิเคราะห์พิจารณาว่า ควรประพฤติตนอย่างไรให้สังคมสงบเรียบร้อยและอยู่ภายใต้กฎหมายได้ ถ้ามีญาติพี่น้องที่อยู่ในที่ชุมนุมและหลงศรัทธาเพี้ยนๆ ก็ต้องให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องแก่เขาเพื่อดึงให้กลับมาใช้ชีวิตปกติในสังคม เพราะความฝันที่กลุ่มพันธมิตรฯสร้างขึ้นนั้นย่อมมีวันสิ้นสุดไม่ช้าก็เร็วนี้เนื่องจากความฝันคือ ความว่างเปล่า ตื่นขึ้นมาก็คือ ความจริง สื่อมวลชนควรยืนหยัดอยู่ข้างเดียวกับกฎหมาย ผู้ใดทำผิดกฎหมาย ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มิใช่เรียกร้องให้สังคมให้ความเป็นธรรม แต่ตนประพฤติละเมิดกฎหมายและท้าทายกฎหมายทุกวันดังที่เห็นกันในวันนี้ สื่อมวลชนต้องใช้สติมากกว่าคนทั่วไปเพราะอยู่ใกล้ชิดกับข่าวสารมากที่สุด ถ้าใช้มันในทางที่ผิด ก็ไม่แตกต่างจากผู้ทำลายสังคมด้วยตัวเอง ก่อนคิดก่อนเขียนต้องคิดถึงจรรยาบรรณและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบในบ้านเมือง มิใช่เขียนทุกอย่างเพื่อสนองรายได้ของตนเท่านั้น สิ่งสุดท้ายที่ต้องกล่าวถึงคือ การคุ้มครองชั่วคราวจากศาลต่อกิจการเอกชนที่ประพฤติโจ่งแจ้งว่าเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาล ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ และใช้วาจาหยาบคาย ให้ร้ายป้ายสี ผู้อื่น เป็นสิ่งที่ฝ่ายตุลาการจักต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาความเสียหายต่อสังคม ต่อคนไทย เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าของคดีในการพิจารณาได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ใดร้องขอก็ได้ หากพฤติกรรมที่ยื่นขอคุ้มครองเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงต่อประชาสังคม การนิ่งเฉยหรือละเว้นการใช้อำนาจในกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง มันกลายเป็นภาพผู้รักษากฎหมายคุ้มครองโจรให้ทำร้ายประชาชนและสังคมต่อเนื่องด้วยจิตอคติต่อบุคคลใดหรือต่อบางกลุ่มบางพวกไปแล้วในวันนี้ ประชาชนจะใช้ที่พึ่งสุดท้ายได้อย่างไรเมื่อผู้ตัดสินคดีคุ้มครองเอกชนให้ทำกิจกรรมได้ แต่อ้างว่าห้ามการทำกิจกรรมนั้นไม่ได้เพราะเป็นเอกชน ทั้งที่กำลังเป็นบ่อเกิดการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขและทำลายศาสนาพุทธเพื่อเชิดชูลัทธิใหม่ในประเทศไทย รัฐบาลต้องการความช่วยเหลือจากฝ่ายตุลาการในการบังคับใช้กฎหมาย การละเว้นหรือวางเฉยถือเป็นการส่งเสริมให้แผนเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศของกลุ่มพันธมิตรฯประสบผลสำเร็จไวขึ้น คำถามคือ ฝ่ายใดจักได้ผลประโยชน์นี้ เชื่อว่า มิใช่ฝ่ายตุลาการแน่ เพราะแผนการของเขาคือ ต้องไม่มีอำนาจทั้งสามตามรัฐธรรมนูญ และศาสนาพุทธต้องถูกกำจัดให้สิ้นซากด้วย สถาบันกษัตริย์จะมีบทบาทสำคัญสูงสุดหรือไม่ น่าจะมีคำตอบในใจของทุกคนแล้วหลังจากได้ยินรายละเอียดของระบอบใหม่ที่พวกเขากรอกหูทุกวัน ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ไม่ละวางจิตอคติ มิจฉาทิฐิ เพื่อมองเห็นศัตรูบ้านเมืองคนเดียวกัน สุดท้ายจะไม่เหลือแม้แต่ฝ่ายเดียว ระบอบใหม่จะมีเพียงคณะพันธมิตรฯปกครองบริหารบ้านเมืองตามอำเภอใจ ศาสนาประจำชาติจะไม่ใช่พุทธศาสนา แต่เป็นนิกายสันติอโศกซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมหาเถระสมาคมปฏิเสธข้ออ้างการปฏิบัติตนของพวกเขาว่า มิใช่พุทธศาสนา ทั้งสามฝ่ายต้องประสานมือปกป้องสถาบันสูงสุดของประเทศไว้ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องไม่ยินยอมให้มีสถาบันเดียวตามระบอบใหม่ คือ กลุ่มพันธมิตรฯ ความสงบในประเทศไทยและคนไทยจึงกลับคืนมาได้อีกครั้ง โปรดลืมตาและก้มมองตัวเองว่า เป็นเวลาที่ควรทำเพื่อบ้านเกิดหรือยัง ? จะเข่นฆ่าทำลายล้างกันเองเพื่อสนองกิเลสของใคร ? มันคุ้มหรือไม่ที่แตกแยกกันแล้วให้มารทำลายบ้านที่ซุกหัวนอนของคนไทย ? ผู้ใดยังหน้ามืดอยู่ในคำสั่งของคนแก่หลงบารมีที่คอยบงการทิศทางผู้ใหญ่บางคนสนองกิเลสตัณหาส่วนตัว ก็ควรรำลึกสัจธรรมว่า สุดท้ายเมื่อคนแก่ลาโลกไปแล้ว จะพึ่งใครได้อีก นอกจากคนหนุ่มรุ่นต่อไป เหตุไฉนไม่ฟังคำพูดของคนรุ่นใหม่ว่า อยากใช้ชีวิตสงบแล้ว ผู้นั้นน่าจะมีอำนาจยาวนานขึ้นและทำตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่าการทำลายล้างคนรุ่นใหม่ เหลือไว้แค่ซากโบราณที่ไม่อาจต่อต้านกับมัจจุราชได้ สุดท้ายก็มีแค่โครงกระดูกฝังกลบดินและลืมเลือนชื่อของเขาไปในที่สุด
******************************** 9/18/2008 กตัญญูสามแบบ
ความกตัญญูมี 3 ลักษณะ คือ กตัญญูด้วยจิตใจ กตัญญูด้วยวาจา และกตัญญูด้วยการให้ตอบแทน
ความหมาย
การรู้จักกตัญญูของคน ถือเป็นคุณสมบัติหนึ่งของคนดีซึ่งสังคมยกย่อง ส่วนการตอบแทนผู้มีพระคุณนั้นมีหลายแบบ ความคิดเทิดทูนในทางที่ดี การใช้วาจางดงามยกย่องให้เกียรติ และการตอบแทนด้วยเงินทอง สิ่งของ ซึ่งกระทำต่อผู้มีพระคุณ ล้วนถือเป็นการแสดงความกตัญญู ดังนั้น ความคิดที่ว่าต้องจ่ายเงินตอบแทนพระคุณหรือทำงานทดแทนคุณ มิใช่วิธีเดียวของการแสดงความกตัญญู แม้ไม่มีเงินทอง สิ่งของ ก็อาจตอบแทนด้วยวาจาไพเราะหรือจิตใจที่ดีงามในการคิดถึงผู้มีพระคุณได้ อีกอย่างหนึ่ง การตอบแทนพระคุณด้วยการทำละเมิดกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีในสังคมอันสร้างความเดือดร้อนแก่คนกลุ่มอื่นเพื่อผลประโยชน์หรือความสุขของผู้มีพระคุณไม่ว่าเขาจะร้องขอหรือไม่ก็ตาม มิใช่การแสดงความกตัญญูตามหลักพุทธศาสนาเพราะเป็นการทำชั่วและบาปซึ่งส่งผลกรรมให้ผู้มีพระคุณและผู้กระทำด้วย จึงเป็นการกระทำที่ผิดหลักธรรมอย่างชัดเจน หากผู้ใดร้องขอให้เขาทำชั่ว ทำผิดกฎหมาย เพื่อตนในการทวงบุญคุณ พึงระลึกไว้ว่า ผู้มีพระคุณนั้นมิได้มีเจตนาที่ดีตั้งแต่ต้นในการช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ ต่อท่าน แต่ทำเพราะต้องการสิ่งตอบแทนชั่วร้ายในภายหลัง การตอบแทนที่ชั่วบาปของผู้ที่อ้างว่าทำเพราะกตัญญูนั้น เป็นการสร้างความไม่เป็นมงคลในชีวิตแก่ผู้มีพระคุณแม้ว่าฝ่ายนั้นจะไม่ได้ร้องขอก็ตาม จึงเป็นการแสดงความกตัญญูที่ดีไม่ได้
************************** 9/15/2008 กลุ่มพันธมิตร VS ผู้แทนราษฎรไทยกลุ่มพันธมิตรฯ VS ผู้แทนราษฎรทั้งประเทศ
เขียนโดย ลูกแก้ว
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยให้ข้อคิดเกี่ยวกับสภาพปั่นป่วนทางสังคมในวันนี้อย่างน่าสนใจว่า มีความตั้งใจจากคนบางกลุ่มให้คนไทยเข้าใจไขว้เขวว่า ต้องแย่งอำนาจบริหารไปจากผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนไทย คือ การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงเกิดภาพประชาชนเปิดศึกแย่งชิงอำนาจกับนักการเมือง แทนที่จะเป็นการแย่งอำนาจระหว่างนักการเมืองด้วยกันอันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่คนไทยกลุ่มนี้ยังเข้าใจผิดในสิทธิของตน จักไม่มีวันที่ประเทศชาติจะหลุดพ้นจากบ่วงมารทั้งเก้าได้ ระบอบประชาธิปไตยมีหลายรูปแบบที่ใช้กันในหลายประเทศซึ่งขึ้นอยู่กับขนบธรรมเนียมหรือประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ โดยมีการเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมอำนาจบริหารประเทศกับประชาชนเข้าด้วยกัน ซึ่งแบ่งเป็นการเลือกตั้งโดยตรงหรือแบบทางอ้อม ดังเช่นที่มีใช้ในสหรัฐอเมริกา จะเป็นการเลือกตั้งผู้นำประเทศโดยตรงจากประชาชน กับ อังกฤษซึ่งเป็นการเลือกผู้แทนจากพรรคการเมืองให้ได้เสียงข้างมาก พรรคนั้นจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศแทนประชาชน แต่ไม่มีประเทศใดยอมให้ประชาชนแต่ละคนเข้าไปเป็นผู้บริหารประเทศโดยตรงด้วยการสลับกันเป็นเลยเพราะเป็นขัดต่อหลักการ ข้อเท็จจริง และเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย ส่วนประเทศไทยนับแต่เปลี่ยนระบอบจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ประชาธิปไตยได้เลือกใช้ระบบตัวแทนประชาชน ด้วยการให้ประชาชนเลือกตัวแทนไปทำหน้าที่เลือกผู้นำบริหารบ้านเมือง มิใช่การเลือกผู้นำโดยตรงดังเช่นในสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งผู้แทนคือ เจตนารมณ์ของคนไทยทั้งประเทศ พรรคการเมืองที่ได้เสียงเลือกตั้งจากประชาชนเป็นเสียงข้างมากจึงมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและกำหนดทิศทางของประเทศได้ บรรดาผู้แทนราษฎรจักต้องนำเจตนารมณ์ ความทุกข์ร้อน ของผู้เลือกตั้งไปใช้บริหารบ้านเมืองและคลายความทุกข์ยากของราษฎรเป็นการตอบแทนทุกคะแนนเสียง การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้น คนไทยที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นผู้เลือกสรรตัวแทนของตนหรือของท้องถิ่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นปากเสียงหรือแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนและช่วยกันบริหารบ้านเมือง เนื่องจากประชาชนของประเทศมีหลายล้านคนจึงมิอาจให้ทุกคนเข้าบริหารประเทศได้ จึงใช้การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญในการให้ประชาชนมีส่วนบริหารบ้านเมืองทางอ้อม นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถปกป้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอันพึงมีพึงได้ของตนซึ่งอาจถูกผู้แทนบางคนหรือกฎหมายบางฉบับลดทอนหรือทำลายสิทธิเสรีภาพดังกล่าวด้วยตัวเองได้เป็นรายกรณี แต่สังเกตข้อความและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทยได้ว่า ไม่มีมาตราใดยอมให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดแย่งอำนาจบริหารประเทศไปจากผู้แทนราษฎรทั้งประเทศเพื่อปกครองบ้านเมืองด้วยตัวเอง หากไม่พอใจผู้แทนคนหนึ่งคนใดหรือพรรคหนึ่งพรรคใด รัฐธรรมนูญยอมให้เข้าชื่อกันและแสดงเหตุผลเพื่อให้สภาสูงหรือรัฐสภาปลดเขาหรือรอการเลือกตั้งใหม่แล้วแสดงเจตนาในการเลือกตั้งเท่านั้น อีกทั้งรัฐธรรมนูญยืนยันว่า ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขด้วย ดังนั้น กลุ่มมวลชนใดแสดงเจตนาเปลี่ยนระบอบการปกครองไปจากประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเรียกชื่อสวยหรูเพียงใด จักกระทำมิได้ และถือเป็นการก่อกบฎล้มล้างระบอบปกครองประเทศตามรัฐธรรมนูญและอาจลามไปถึงการทำลายสถาบันกษัตริย์ที่ต้องอยู่เคียงข้างกับประชาธิปไตยเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรฯสร้างความเข้าใจผิดแก่คนไทยกลุ่มหนึ่งให้หลงใหลว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบใหม่ด้วยให้เชื่อว่า ประชาชนสามารถแย่งอำนาจปกครองบ้านเมืองและทำลายระบอบประชาธิปไตยได้แลกกับชีวิตสุขสบายใหม่หรือมีสิทธิบริหารประเทศด้วยตัวเองได้ภายใต้ร่มเงาระบอบใหม่ที่คนไทยเลือกตั้งน้อยลงและให้สิทธิ์คนกลุ่มหนึ่งแต่งตั้งและให้ชื่อว่าเป็นตัวแทนประชาชนเพื่อกำหนดทิศทางประเทศ เจตนารมณ์ของการเสนอระบอบใหม่และพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว การแต่งตั้งผู้บริหารประเทศและผู้นำองค์กรต่างๆล้วนมิใช่หัวใจหลักของประชาธิปไตยอย่างแน่นอน เพราะมิได้มาจากตัวแทนประชาชนที่เลือกตั้ง อีกทั้งข้ออ้างว่าผู้แทนจากการเลือกตั้งเป็นคนเลวทรามต่ำช้า ส่วนคนแต่งตั้งจักเป็นผู้ทรงคุณธรรมสูงส่ง รักประชาชนเยี่ยงชีวิตของตน ล้วนเป็นคำสวยหรูเท่านั้น หากมองพิจารณาให้ถ่องแท้บุคลากรที่รับการแต่งตั้งในหลายองค์กรมีความประพฤติผิดประเวณี ผิดกฎหมาย ฉ้อโกง ก็มีกันได้ แม้แต่ผู้นำด้านเอกชนยังมีการฉ้อโกงบริษัทของตัวเอง ประเภทตัวเองล้มละลายแต่ลูกหลานรวยล้นฟ้า ก็เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มผู้นำพันธมิตรฯที่นำเสนอระบอบใหม่ซึ่งมาจากการแต่งตั้งเป็นหลักและกล่อมให้เชื่อว่า ผู้มาจากการแต่งตั้งคือ ผู้มีคุณธรรมเท่านั้น อันที่จริงแล้วไม่มีผู้ใดรับประกันว่าคนแต่งตั้งจะทำผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายไม่ได้ ผู้มาจากการเลือกตั้งย่อมมีคนดี คนไม่ดี อยู่ปะปนกัน แต่รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่ประชาชนในการตรวจสอบพวกเขาได้ตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อระบอบใหม่ที่ผู้นำพันธมิตรฯพยายามเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองไปจากประชาธิปไตยไม่อาจรับประกันคนดีมีศีลธรรมจะต้องเป็นผู้นำเท่านั้น หรือ คนที่แต่งตั้งจักเป็นคนดีเหนือฟ้าได้ เหตุไฉนคนไทยจึงหลงใหลกับการเลือกสรรหาคนโดยคณะบุคคลที่มาจากกลุ่มพันธมิตรฯเท่านั้น แทนที่จะเลือกตั้งหาคนด้วยวิจารณญาณของตนเองซึ่งเป็นเสรีภาพติดตัวมาแต่กำเนิดเป็นคนไทยดังที่ปฏิบัติกันมากว่า 60 ปีแล้ว การเลือกหาคนไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี อย่างน้อยก็ทำด้วยมือของตน มิใช่คนอื่นยัดเยียดให้คนไทย อีกอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงคือ ระบอบใหม่ต้องพยายามรักษาอำนาจของผู้ได้รับการแต่งตั้งไว้โดยมิให้มีการตรวจสอบหรือถอดถอนได้ง่าย เพื่อให้คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากของคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง อันแตกต่างจากการเลือกตั้งและถอดถอนผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยที่สามารถทำได้ทั้งในวุฒิสภา รัฐสภา และประชาชนจำนวนที่กำหนดไว้ มันจึงไม่ต่างจากการปกครองแบบเผด็จการที่เห็นกันในหลายประเทศ เช่น เวเนซูเอล่า รัสเซีย บางประเทศในแอฟริกา เป็นต้น เพียงแต่ระบอบใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สวยหรูน่าฝันหวาน แท้จริงก็คือระบอบเผด็จการยุคใหม่ คนไทยยุคนี้ไม่ควรยอมสูญเสียสิทธิเลือกตั้งของตนไปทั้งที่บรรพชนได้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อให้ได้ระบอบประชาธิปไตยมามอบให้คนไทยรุ่นหลังใช้ปกครองบ้านเมืองในวันนี้ หวังว่าสติปัญญาและประวัติศาสตร์ของชาติจะช่วยเตือนสติของคนไทยส่วนใหญ่ให้ลุกขึ้นมาปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขให้คงอยู่ถาวร มิให้สั่นคลอน เพราะความเพ้อฝันของคนบางกลุ่มที่ต้องการสร้างโลกใหม่ในประเทศไทยตามที่นั่งสมาธิฝันเห็นผีสางให้กำลังใจกับสิ่งที่พวกเขากระทำกันอยู่ คนไทยเจ้าของสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหลายและผู้แทนราษฎรจักต้องร่วมแรงและให้กำลังใจกันมิยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯแย่งสิทธิ์เสรีภาพในรัฐธรรมนูญไปจากคนไทยด้วยการแสดงเจตนารมณ์ในทุกรูปแบบตามความสามารถของแต่ละคนเพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายแก่กลุ่มพันธมิตรฯให้อยู่ในกรอบขอบเขตที่ถูกต้อง โดยเฉพาะนักวิชาการควรมีจรรยาบรรณและปราศจากจิตอคติในการให้ความรู้ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญแก่คนกลุ่มนั้นเพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อความเพ้อฝันและร่วมก่อกบฎทำลายล้างชาติ ณ วันนี้รัฐบาลจากการเลือกตั้งของคนไทยทั้งประเทศมีหน้าที่รักษากฎหมายและควบคุมมิให้ผู้ใดทำละเมิดกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎร คนไทย นักวิชาการ ผู้นำสามองค์กรหลักในรัฐธรรมนูญ ต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์มิให้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเหยียบย่ำทำลายล้างให้สิ้นไปจากสังคมไทย ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจโดยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเป็นผู้นำยุติการละเมิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯและนำพวกเขาเข้าสู่ระบบกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการอย่างเท่าเทียมกับคนไทยทั่วไป มิควรปล่อยให้พวกเขาทำละเมิดกฎหมายต่อหน้าต่อตาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้โดยมีปัญญาชนหรือนักวิชาการปัญญาเพี้ยนกลุ่มหนึ่งหลงใหลใฝ่ฝันกับระบอบใหม่ที่จะนำมาใช้กับประเทศไทยในฐานะโลกใหม่ทางอุดมคติ คนไทยส่วนใหญ่ต้องชี้นำให้พวกเขากลับมาสู่ความเป็นจริงทางสังคมที่สัมผัสได้และระบอบใหม่ที่ดีจริงมิควรเกิดจากผีสางบอกกล่าวให้กระทำละเมิดกฎหมายและทำลายล้างถิ่นกำเนิดของตน รัฐบาลก็เปรียบเสมือนประเทศชาติที่มีหลายคนอยู่ร่วมกัน แผ่นดินกว้างใหญ่ ย่อมมีคนหลากหลายอยู่ปะปนกัน หากตรวจสอบพบว่าผู้ใดทำไม่ดี ก็ควรใช้อำนาจในรัฐธรรมนูญลงโทษเขาตามความผิด มิใช่ใช้กฎหมู่ทำร้ายทำลายคนด้วยการเผาบ้านเพื่อกำจัดหนูตัวเดียว คนไทยช่วยกันคิดไตร่ตรองให้ดีว่า ประเทศนี้ควรอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือ จะถูกบังคับให้มอบสิทธิเลือกตั้งไปให้คนกลุ่มหนึ่งใช้แทนตนตามระบอบใหม่ที่เยินยอนักหนาว่าจะได้คนดีเลิศที่สุดในจักรวาลนี้ และตระหนักแก่ใจดีว่า ไม่มีใครรับประกันว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งทั้งหลาย คือ คนดีเลิศที่ควรเป็นตัวแทนของคนไทยและแน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันทำละเมิดกฎหมาย มันเป็นทางที่คนไทยต้องเลือกเพื่อตัวเอง เพื่อประเทศชาติ เพื่อคนไทยรุ่นต่อไป
********************************* 9/14/2008 กรมสรรพากรกับลูกจ้าง วันนี้ลูกจ้าง กับ กรมสรรพากร
เขียนโดย ลูกแก้ว
นักกฎหมายในสังคมไทยได้รับการสั่งสอนและยึดถือกันสืบเนื่องมาว่า ถ้ากฎหมายใดมีคำนิยามเฉพาะไว้ ต้องใช้ความหมายนั้นเป็นหลักเพราะบัญญัติขึ้นตามจุดประสงค์ของการตรากฎหมายนั้น หากไม่มีนิยามเฉพาะก็ให้นำความหมายในกฎหมายใกล้เคียงหรือพจนานุกรมไทยมาวิเคราะห์และปรับใช้ให้เหมาะสมกับกฎหมายแต่ละฉบับ ทั้งนี้ต้องนำข้อเท็จจริงในคดีหรือความเป็นอยู่และความซับซ้อนของสังคมประกอบการพิจารณาความหมายของคำเหล่านั้นด้วย กฎหมายแรงงานบัญญัติคำนิยามของ ลูกจ้าง ไว้ เมื่อมีคดีพิพาทในศาลจึงต้องใช้คำนิยามเฉพาะนี้ ส่วนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เคยมีคำพิพากษาฎีกาให้ความหมายของ ลูกจ้าง ว่า ต้องมีสภาพการจ้าง สวัสดิการ และการรับคำสั่งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่ปรากฏชัดโดยไม่เน้นที่ผลงาน ซึ่งแตกต่างจากการรับจ้างทำของที่ผู้รับจ้างไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้ว่าจ้างและเน้นที่ผลสำเร็จของการงานเป็นหลัก ทำให้สามารถแยกระหว่างลูกจ้างกับผู้รับจ้างได้ชัดเจน จึงถือปฏิบัติกันสืบเนื่องยาวนานและไม่สร้างความสับสนทางคดีและทางสังคมอีกต่อไป นอกจากนั้นการตีความคำว่า ลูกจ้าง ของศาลฎีกานี้ได้กลายเป็นบรรทัดฐานให้กรมสรรพากรนำไปใช้เรียกเก็บภาษีด้วย เนื่องจากประมวลรัษฎากรไม่มีคำนิยามเฉพาะของ ลูกจ้าง ไว้ กรมสรรพากรมีอำนาจและสิทธิเต็มที่ในการเลือกยึดถือคำนิยาม “ลูกจ้าง” จากกฎหมายใดที่เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรหรือเลือกให้ความเป็นธรรมระหว่างกรมสรรพากรกับผู้เสียภาษีก็ได้ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายตุลาการได้ตีความหมาย “ลูกจ้าง” ใหม่ในคดีปลดนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เนื่องจากรัฐธรรมนูญมิได้ให้คำนิยาม “ลูกจ้าง” ไว้ องค์คณะตุลาการอ้างว่ากฎหมายอื่นที่เคยตีความคำนี้หรือมีคำนิยามเฉพาะไว้ เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ จึงต้องกำหนดความหมายขึ้นมาใหม่และให้ใช้บังคับต่อไปในภายหน้าในฐานะกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน พวกท่านเลือกจะนำความหมายในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานปีพ.ศ. 2542 ไปตีความปรับใช้กับคดีความ ลูกจ้างในความหมายของพจนานุกรมฉบับดังกล่าว หมายถึง ผู้รับจ้างทำงาน หรือ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร องค์คณะตีความปรับเข้ากับคดีว่า การรับเงินจากผู้ใดอันเนื่องจากการทำงานให้เขา ถือเป็นลูกจ้างทั้งสิ้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีสัญญาจ้างหรือไม่ วิธีจ่ายเงิน และจักเรียกชื่อข้อตกลงนั้นว่าอย่างไร ทั้งนี้ไม่คำนึงถึงระดับความสัมพันธ์ การบังคับบัญชา นิติสัมพันธ์ พฤติสัมพันธ์ ผลสำเร็จของงาน จักเน้นที่มีการจ่ายหรือรับเงินเนื่องจากการทำงานเป็นหลัก การตีความครอบคลุมทุกกิจกรรมที่จ่ายค่าตอบแทนการทำงานว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างกัน ย่อมส่งผลกระทบต่อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวพันกับการจ้างงาน ซึ่งไม่มีคำนิยามเฉพาะของลูกจ้างหรือนายจ้างไว้อย่างมาก ประมวลรัษฎากรกำหนดประเภทเงินได้ที่ต้องเสียภาษีแก่รัฐไว้หลายอนุมาตรา แต่ละประเภทจะมีการหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน มากน้อยต่างกัน เงินได้จากค่าจ้าง เงินเดือน เป็นประเภทที่ลดค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเพราะรัฐถือว่ามีต้นทุนไม่สูง ส่วนเงินได้ประเภทอื่นจะมีการหักจำนวนแตกต่างกันไปตามชนิดของงานซึ่งมีต้นทุนไม่เหมือนกัน ถ้ามีกรณีพิพาทกันกรมสรรพากรเป็นฝ่ายใช้ดุลพินิจและกฎหมายฉบับนี้คือคัมภีร์ในการเรียกเก็บภาษีที่ให้อำนาจเด็ดขาดในการตัดสินเบื้องต้นแก่กรมสรรพากร โดยเฉพาะการจัดประเภทเงินได้ของผู้เสียภาษี จักสังเกตได้ว่า กรมสรรพากรพยายามตีความให้ไปอยู่ในเงินได้ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง เพราะจะได้รับเงินภาษีสูงสุดและหักค่าใช้จ่ายได้น้อยที่สุด นับตั้งแต่มีการใช้ประมวลรัษฎากรเป็นต้นมากรมสรรพากรจะใช้คำวินิจฉัยเรื่อง นายจ้างลูกจ้าง จากคำพิพากษาฎีกาเป็นหลัก โดยคำนึงถึงลักษณะหรือชนิดของงาน ความสัมพันธ์ การบังคับบัญชา ผลสำเร็จของงาน เพื่อแยกเงินได้ประเภทเงินเดือน เงินค่าจ้าง ออกจากค่าจ้างทำของ ซึ่งให้สิทธิทางภาษีแตกต่างกันเป็นหลัก อันส่งผลต่อเงินภาษีที่รัฐพึงได้รับด้วย เมื่อมีการตีความหมาย “ลูกจ้าง” จากศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเงินซึ่งได้รับเนื่องจากการทำงาน โดยถือว่าผู้รับเงินคือ ลูกจ้าง จึงเกิดคำถามว่า การเป็นอาจารย์พิเศษที่รับสอนตามสถาบันรัฐและเอกชนซึ่งได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน รายครั้ง รายชั่วโมง จากเจ้าของสถาบันซึ่งเป็นข้อตกลงกันว่าจะสอนวิชาต่างๆตามวันเวลาที่ตกลงกัน คำพิพากษาฎีกานั้นถือว่า เป็นการจ้างทำของ เนื่องจากผู้ว่าจ้างไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชาให้เขาสอนอย่างไร ใช้วิธีไหน แค่ต้องการผลสำเร็จของงาน คือ การสอนนักเรียนนักศึกษา เท่านั้น แล้วก็จ่ายเงินตามชั่วโมงการทำงาน หากตีความตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ บรรดาอาจารย์พิเศษต่างๆต้องถือเป็น ลูกจ้าง ของสถาบันดังกล่าวทันที อันส่งผลต่อไปยังกฎหมายอื่นที่บังคับให้นายจ้างต้องทำประกันสังคมแก่ลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ถ้าไม่ทำจักต้องรับโทษอาญาซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนคนรับจ้างทำงานไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้ผู้ว่าจ้างทำประกันสังคม งานพิธีกร งานแสดงหนังหรือละคร ถือเป็นการรับจ้างทำของประเภทหนึ่งซึ่งเคยหักค่าใช้จ่ายได้สูงตามลักษณะงาน เมื่อมีการตีความหมายของ “ลูกจ้าง” ใหม่ ย่อมถูกผลักให้เข้าสู่ประเภทเงินได้ของลูกจ้างที่หักค่าใช้จ่ายได้น้อยกว่าในอดีต เนื่องจากพวกเขามีการรับเงินตอบแทนจากการจ้างให้เป็นพิธีกรหรือนักแสดง อันเข้ากับความหมายที่ว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ก็คือ ลูกจ้าง ซึ่งกรมสรรพากรจักได้รับประโยชน์จากเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น ถ้าเลือกตีความหมายตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดใหม่และเป็นคำตัดสินสูงสุดที่ทุกคนต้องยึดถือเป็นบรรทัดฐาน กรณีที่ประมวลกฎหมายใดมิได้บัญญัติความหมายเฉพาะไว้ อีกด้านหนึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่นายจ้างที่ต้องทำตามกฎหมายอื่นเพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกัน คือ ต้องทำประกันสังคมแก่พิธีกรหรือนักแสดงที่ตนจ่ายค่าตอบแทนเยี่ยงเดียวกับลูกจ้างที่นั่งทำงานในบริษัท อีกหลายธุรกิจที่มีการว่าจ้างบริษัทอื่นให้ทำงานบางอย่างหรือที่เรียกว่า งานเอาท์ซอร์ส เช่น งานในแผนกบัญชี แผนกบุคคล แผนกประชาสัมพันธ์ เป็นต้น สมัยนี้มักแยกงานบางส่วนออกไปให้บริษัทอื่นทำเพื่อควบคุมต้นทุนด้านเงินเดือนหรือสวัสดิการ เมื่อก่อนถูกตีความว่า การกระทำอย่างนี้ถือเป็น การจ้างทำของ แต่การตีความใหม่ในคดีลูกจ้างของศาลรัฐธรรมนูญทำให้การกระทำดังกล่าวกลายเป็นนายจ้างลูกจ้างไปทันที มันจึงสร้างความยุ่งยากใจแก่เจ้าของกิจการในการพัฒนาธุรกิจหรือกระจายงานออกไปอย่างมาก อันเป็นการยับยั้งการพัฒนาธุรกิจในประเทศให้เป็นไปตามหลักสากล แต่การตีความเช่นนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ซ่อนแฝงซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่ามีจุดมุ่งหมายต่อใคร ต่อกลุ่มใด โดยไม่คำนึงว่าจักกระทบต่อความเป็นธรรมทางสังคมโดยรวมมากเพียงใด กรมสรรพากรได้ประโยชน์สูงสุดในการใช้นิยาม “ลูกจ้าง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินและใช้เป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยข้อพิพาทต่อไปได้อย่างถูกกฎหมาย บางคนอาจแย้งว่า น่าจะใช้ข้อเท็จจริงโต้แย้งการเป็นลูกจ้างกับกรมสรรพากรได้ ลองคิดทบทวนข้อเท็จจริงที่สัมผัสได้ คือ นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานของลูกจ้าง ตามคำนิยามนี้ คนที่ทำงานแลกเงิน ถือเป็นผู้ซึ่งตกลงทำงานให้หรือลูกจ้าง ส่วนคนจ่ายเงินแก่คนทำงานหรือออกแรงเพื่อท่าน ก็ถือเป็นนายจ้าง ทั้งสิ้น ท่านจ่ายเงินค่าซ่อมท่อประปา ค่าซ่อมสายไฟ ค่าแท็กซี่ ค่าซ่อมหลังคา ค่าสอนพิเศษ ค่ารักษา ค่าทำฟัน ค่าแรงพริตตี้ในงานแสดงรถยนต์ จักเห็นว่า เขาใช้ความรู้ ความสามารถ และแรงงานทำเพื่อแลกเงินของท่าน ไม่ว่าจะจ่ายครั้งเดียวหรือสองสามครั้งหรือบ่อยๆ ต้องถือว่าเงินที่จ่ายเพื่อแลกแรงงาน เป็นเงินค่าจ้างของลูกจ้างที่กรมสรรพากรต้องเรียกเก็บภาษีเงินเดือนหรือรายได้จากการทำงานให้ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้น้อยที่สุดและเป็นประโยชน์สูงสุดของกรมสรรพากร ท่านคงไม่ต้องฝันว่าหน่วยเก็บภาษีจะละทิ้งประโยชน์จากการตีความหมาย “ลูกจ้าง” ของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคนเสียภาษีย เนื่องจากความเป็นธรรมเกิดขึ้นจากการตีความของศาลสูงสุดของแผ่นดินแล้วตามความเชื่อที่ว่า ศาลทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความเป็นธรรมมาจากคำพิพากษาของศาล หน้าที่ของกรมสรรพากรคือ เก็บเงินภาษีจากประชาชนให้ได้มากที่สุดเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศชาติ มันจึงเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องรักษาผลประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรและแบ่งปันโบนัสประจำปีให้สูงๆแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งทำยอดเงินภาษีเรียกเก็บได้สูงที่สุด มันคือความเป็นธรรมต่อหน้าที่ของเขาและตอบแทนแก่ผู้ทำงานที่สร้างประโยชน์แก่องค์กรมากที่สุด ส่วนผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจากสถานภาพทางกฎหมายในฐานะลูกจ้างตามความหมายใหม่นี้โดยมิอาจโต้แย้งใดๆเพราะมันเป็นคำพิพากษาสูงสุดที่เป็นบรรทัดฐานให้สุจริตชนต้องเชื่อฟัง ขณะที่คำพิพากษาใช้ไม่ได้กับคนที่ไม่นับถือศาลหรือคำสั่งใดๆซึ่งยังอยู่เย้ยหมายศาลตามจอทีวีหรือนั่งหน้าสลอนในทำเนียบรัฐบาลที่บุกรุกผิดกฎหมายชัดเจน แล้วยังฝ่าฝืนกฎห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะเกิน 5 คน ตามคำสั่งกรณีฉุกเฉินอีก ศาลหรือหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายไม่กล้าแตะต้องกลุ่มที่ไม่เคารพกฎหมายเหล่านั้น แต่บังคับใช้กฎกติกาต่างๆกับคนที่เคารพกฎหมายให้ต้องรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เท่าเทียมกัน การร้องขอความยุติธรรมจะไปทำที่องค์กรใดได้อีก เมื่อที่พึ่งสุดท้ายตามความเชื่อของคนไทย ไม่เป็นที่เชื่อถือของกลุ่มบุคคลหนึ่งที่แสดงตนคัดค้านคำสั่งศาลและละเมิดกฎหมายต่อหน้าศาลและคนไทย อำนาจตุลาการคงใช้ได้กับสุจริตชน และใช้ไม่ได้กับผู้ต่อต้านที่เข้มแข็ง มันสร้างความสับสนใจแก่คนไทยมากว่า ถ้าต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนแล้ว ควรเป็นสุจริตชนหรือคนกล้าต่อต้านกฎหมายกันแน่ ตัวอย่างกลุ่มต่อต้านบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ขับไล่รัฐบาลเลือกตั้ง ต้องการเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศใหม่ ขัดหมายศาลที่สั่งไปให้การต่อพนักงานสอบสวน ล้วนเป็นการกระทำขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ไม่ถูกบังคับใช้กฎหมายสักบท ส่วนสุจริตชนและยอมรับคำสั่งศาลต้องถูกขับไล่ บีบคั้น ให้ต้องปล่อยคนกลุ่มนั้นทำละเมิดกฎหมายต่อไปด้วยการตีความให้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ต่อต้านที่เข้มแข็งทางวาจาและพละกำลัง ซึ่งน่าจะสร้างความหวั่นกลัวแก่ตุลาการและหน่วยงานรัฐที่ต้องบังคับใช้กฎหมายดังคำพูดที่ว่า “ความกลัวทำให้เสื่อมอำนาจ เสื่อมเกียรติยศ เสื่อมศักดิ์ศรี” การใช้กฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งจักไม่ได้ผล ถ้าบังคับใช้กับสุจริตชนฝ่ายเดียว แต่ละเว้นผู้ละเมิดกฎหมายไว้เพราะความกลัว กฎหมายจะแสดงผลจัดระเบียบให้สังคมได้ต่อเมื่อทุกคนเคารพกฎหมาย ความเอนเอียงในการบังคับใช้กฎหมายคือ การทำลายระเบียบของสังคมโดยเจตนาของผู้ใช้กฎหมายทั้งฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร สิ่งที่ต้องระลึกเสมอคือ ฝ่ายตุลาการมิอาจรักษากฎหมายได้ฝ่ายเดียวเพราะหน้าที่ของศาลคือ การออกหมายบังคับคดีต่างๆ พิจารณาคดีพิพาท แต่การบังคับใช้หมายต่างๆเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ทำงานร่วมกัน คำสั่งศาลก็ไร้ค่า ไร้ความหมาย ทำให้เป็นที่ดูแคลนของผู้ละเมิดกฎหมายและคนทั่วไป ส่วนฝ่ายบริหารจัดระเบียบสังคมไม่ได้ ถ้าขาดคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลเพื่อทราบทิศทางที่ต้องกระทำให้ถูกต้อง หลายเดือนที่ผ่านมาจักสังเกตได้ว่า หมายจับของศาลดูไร้ความหมายเมื่อคนในหมายปรากฏตัวในทีวีทุกวัน มีการถอนหมายขับไล่ตามกระแสกลุ่มละเมิดและผู้เกี่ยวข้อง ตำรวจทำงานตามหมายไม่ได้เพราะมีการออกหมายสลับกับถอนหมายไปมา ข้อพิจารณาเกี่ยวกับหมายต่างๆไม่ได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของคนที่ถูกกระทบจากการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของคนกลุ่มหนึ่ง จึงมีคำถามว่า คนขับรถ นักเรียน เจ้าของบ้านหรือเจ้าของร้านค้าใกล้เคียงกับกลุ่มประท้วงที่ตั้งบ้านเรือนเพิงพักกึ่งถาวร ซึ่งไม่น่าจะเป็นรูปแบบการประท้วงตามหลักสากลได้ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญจากอำนาจตุลาการบ้าง มันเป็นเรื่องน่าคิดให้ลึกซึ้งว่า เกิดปัญหาใดในอำนาจตุลาการซึ่งน่าจะเป็นที่พึ่งบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนไทยเท่าเทียมกัน แต่กลับคุ้มครองกลุ่มที่ใช้เสรีภาพกว้างขวางจนล่วงล้ำไปถึงเสรีภาพของคนไทยอีกกลุ่ม ทั้งที่ตามหลักการใช้เสรีภาพที่ถูกต้องนั้นจะต้องไม่ใช้เสรีภาพรุกล้ำเข้าไปในเสรีภาพของผู้อื่น การบุกรุกทำเนียบรัฐบาล การปิดถนนตั้งเพิงพัก เป็นตัวอย่างของการรุกล้ำเสรีภาพของผู้อื่นอย่างชัดเจน แต่ขาดการประสานกันระหว่างฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหารในการดำเนินงานตามตัวบทกฎหมายเพื่อบังคับใช้หรือลงโทษผู้ละเมิดกฎหมาย สิ่งที่เห็นชัดวันนี้ คือ อำนาจตุลาการใช้กฎหมายเพื่อบังคับฝ่ายบริหารให้ทำตามคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นหลัก แต่ละเลยผู้ละเมิดกฎหมายในจอทีวีซึ่งบอกเจตนารมณ์จะเปลี่ยนระบอบการปกครอง ตอนนี้จึงมองเห็นความขาดสามัคคีระหว่างอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยทั้งสาม อันเป็นจุดวิกฤตที่จะทำลายสังคมประชาธิปไตยของไทย แล้วปล่อยให้พวกที่คิดล้มล้างระบอบปกครองนี้ทำสำเร็จเหมือนเช่นที่กรุงศรีอยุธยาต้องเสียเมืองแก่พม่าสองครั้งให้ต้องอับอายในประวัติศาสตร์ของชาติ อยากเห็นความสามัคคีของฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ร่วมกันต่อต้านและกำจัดกลุ่มผู้คิดร้ายต่อสังคมไทย มิใช่ตั้งหน้าตั้งตาทำลายกันเองอย่างทุกวันนี้ เชื่อว่า ทั้งสามฝ่ายคงไม่อยากสูญเสียอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยไป ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลและส่งเสริมระบอบปกครองใหม่มุ่งมั่นทำลายล้างอำนาจทั้งสาม ถ้าให้ฝ่ายนั้นชนะ ทั้งสามอำนาจจะต้องสูญสลายไปเพื่อสนองความสำเร็จของระบอบใหม่ ควรใช้สติปัญญาและประสบการณ์ชีวิตคิดพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงระบอบใหม่ที่ไม่มีสามอำนาจนี้ว่า สังคมไทยควรมีเพียงกลุ่มพันธมิตรฯบริหารประเทศทั้งด้านตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติเท่านั้นหรือพวกท่านจะคอยรับคำสั่งเยี่ยงหุ่นเชิดตามที่พวกเขาประกาศอย่างโอหังว่า ทุกสิ่งที่เกิดกับรัฐบาลในวันนี้เป็นไปตามใบสั่งของพวกเขา อย่าปล่อยให้โมหะจริต โทสะ ครอบงำจิตใจต่อไปอีก ภัยร้ายรุกเข้ามาใกล้เก้าอี้ของผู้นำสามอำนาจซึ่งเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยแล้ว ควรเตรียมแผนรับมือหรือกำจัดกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศใหม่โดยอ้างอำนาจของประชาชนซึ่งผิดแผกไปจากหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ประชาชนจะใช้สิทธิของตนผ่านผู้แทนราษฎรในการใช้อำนาจบริหารหรืออำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น มิใช่เข้ามาชิงอำนาจกับผู้แทนราษฎรด้วยตัวเองดังเช่นที่พวกเขาสร้างความเข้าใจผิดแก่คนกลุ่มหนึ่ง
*************************** 9/3/2008 สำนักงานวางทรัพย์เมื่อเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ?
เขียนโดย ลีลา LAW
“เมื่อเป็นหนี้ ก็ต้องชดใช้” ปกติเจ้าหนี้ทุกคนย่อมพอใจมาก ถ้ามีลูกหนี้นำเงินมาใช้หนี้คืนทั้งหมด ด้านลูกหนี้นั้นส่วนใหญ่คงไม่อยากคืนเงินนัก แต่กฎหมายบังคับให้ต้องชดใช้ มิฉะนั้นจะถูกฟ้องคดีเป็นเหตุให้เสียชื่อเสียง จึงจำใจต้องชำระหนี้ บางกรณีลูกหนี้มีใจสุจริต แต่เจ้าหนี้กลับบ่ายเบี่ยงไม่อยากรับชำระหนี้ด้วยสาเหตุซ่อนเร้นบางอย่างไว้ หลายท่านอาจเคยประสบกับตัวเองหรือได้รับคำบอกเล่ามาว่า กู้ยืมเงินด้วยการจำนองที่ดินหรือบ้านหลังงามไว้ ตอนนำเงินไปไถ่ถอน เจ้าหนี้ไม่ยอมรับเงินแล้วพยายามเลี่ยงการพบลูกหนี้ทุกวิถีทาง จนกระทั่งล่วงเลยเวลาตามสัญญาทำให้ท่านต้องสูญเสียทรัพย์สินนั้น บางกรณีผู้ให้เช่ากับบุคคลภายนอกเป็นคดีความในศาลกันอยู่อันสร้างความสับสนว่า ค่าเช่าควรจ่ายแก่ฝ่ายใด ถ้าผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าในเดือนใด ถือเป็นการผิดสัญญาเช่าทันทีเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากสถานที่เช่า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้สร้างความหนักใจแก่ลูกหนี้ตามสัญญาเหล่านั้นมากยิ่ง อันที่จริงกฎหมายได้กำหนดวิธีแก้ไขไว้แล้วเพื่อคลายความทุกข์แก่เหล่าลูกหนี้ผู้สุจริตทั้งหลาย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดให้มีสำนักงานวางทรัพย์ในสังกัดของกรมบังคับคดีเพื่อทำหน้าที่รับชำระหนี้เสมือนเป็นตัวแทนเจ้าหนี้ ยามที่เกิดปัญหาไม่อาจรับชำระหนี้ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม โดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะรับชำระหนี้แทนไว้ตามมาตรา 331 ดังนี้คือ 1. กรณีเจ้าหนี้บอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้ 2. กรณีเจ้าหนี้ไม่สามารถจะรับชำระหนี้ได้ 3. กรณีลูกหนี้ไม่อาจรู้ได้ว่า ใครเป็นเจ้าหนี้แท้จริง โดยมิใช่ความผิดของตน ถ้าเจ้าหนี้มีพฤติกรรมผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ลูกหนี้ผู้สุจริตทั้งหลายอาจเลือกชำระหนี้ด้วยวิธีนี้ก็ได้ โดยต้องทำภายในกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเท่านั้น เมื่อท่านวางเงินตามจำนวนหนี้ทั้งหมดไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์ กฎหมายถือว่าท่านหลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าวแล้วตามวันที่ซึ่งท่านชำระหนี้นั้น หากก่อนเจ้าหนี้มารับเงินจำนวนนั้น ท่านได้ถอนเงินออกไป กฎหมายจักถือว่า มิได้มีการวางทรัพย์ไว้เลย หนี้ยังคงมีอยู่เช่นเดิม สิทธิถอนทรัพย์ของลูกหนี้เป็นอันหมดไปตามกฎหมายมาตรา 334 วรรค 2 กำหนดไว้ เมื่อ 1. ลูกหนี้แสดงเจตนาว่า ยอมสละสิทธิที่จะถอน 2. เจ้าหนี้มารับเอาทรัพย์นั้นไป 3. การวางทรัพย์เป็นไปโดยคำสั่งหรืออนุมัติของศาลและได้บอกกล่าวความนั้นแก่สำนักงานวางทรัพย์ หลังจากวางเงินเพื่อชำระหนี้ไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์แล้ว ลูกหนี้จำต้องแจ้งให้เจ้าหนี้ทราบถึงวิธีการชำระหนี้กรณีนี้โดยพลัน ส่วนค่าธรรมเนียมต่างๆในการวางทรัพย์นั้น กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้รับผิดชอบไปฝ่ายเดียว ยกเว้นกรณีที่ลูกหนี้ได้ถอนทรัพย์ที่วางเท่านั้น นั่นเท่ากับว่า การวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้ของฝ่ายลูกหนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลย หากเจ้าหนี้ไม่ยอมมารับเงินของลูกหนี้ภายใน 10 ปี นับแต่ได้รับคำบอกกล่าวการวางทรัพย์โดยลูกหนี้หรือโดยสำนักงานวางทรัพย์แล้วแต่กรณี ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ในการรับทรัพย์ดังกล่าวระงับสิ้นไป ลูกหนี้สามารถถอนทรัพย์กลับคืนไปได้โดยไม่มีภาระหนี้ต่อกันอีก ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ผู้สุจริตได้วางเงินชำระหนี้ ณ สำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว ย่อมไม่สูญเสียทรัพย์สินของท่านซึ่งเอาเป็นประกันหนี้ไว้ เหล่าเจ้าหนี้ผู้มีจิตทุจริตคิดฮุบที่ดินหรือบ้านหลังงามของท่านไม่อาจได้สมดังใจหมายแน่นอน ส่วนผู้เช่ายังคงอยู่ในสถานที่เช่าได้เช่นเดิม สิ่งที่พึงระวังให้มากที่สุด คือ ระยะเวลาชำระหนี้ในสัญญา ส่วนสถานที่ชำระหนี้ กฎหมายได้ช่วยคลี่คลายปัญหาของลูกหนี้แล้ว ดังคำพูดที่ว่า กฎหมายคุ้มครองผู้สุจริตใจเสมอ
****************************** |
|
|