Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
9/28/2009 ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของชาวบ้านตัวชี้วัดเศรษฐกิจของชาวบ้าน เขียนโดย แก้วมณี
คนกรุงเทพฯถือเป็นผู้เสียภาษีสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยนั่นหมายความว่า เงินงบประมาณที่ได้จากภาษีนั้นมาจากการทำมาหาได้หรือผลสืบเนื่องจากการทำงานของคนกรุงเทพฯ มาตรวัดภาวะเศรษฐกิจที่ทางราชการหรือรัฐบาลบอกกล่าวผ่านสื่อเป็นสารพัดตัวเลขล้วนฟังแล้วมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ว่าเศรษฐกิจดีหรือตกต่ำในความรู้สึกของชาวบ้านทั้งที่ตัวเลขเกิดจากสารพัดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่นักวิชาการเคยเรียนรู้หรือสร้างขึ้น แต่ชาวบ้านมีระดับความรู้ต่างกันจึงไม่อาจเข้าใจตัวเลขเหล่านั้นหรือนำไปใช้ได้เลย สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้ว่า เศรษฐกิจตกต่ำหรือไม่ อาศัยสิ่งแวดล้อมรอบกายที่เคยชินแยกแยะว่า ตอนนี้มันดีหรือไม่ดีต่อชีวิต ต่ออาชีพ รัฐบาลประกาศตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจดีหรือแย่ อัตราเงินออมของชาติเป็นเปอร์เซนต์ต่อประชากร ไม่ว่ารัฐบาลจะตกแต่งตัวเลขให้ดีเพียงใด ชาวบ้านย่อมรู้แก่ใจดีว่า เศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัวของเขาอย่างไร ถ้าการค้าขายฝืดเคืองหนัก เงินมีน้อยลงในกระเป๋า สินค้าที่เคยใช้ประจำแพงขึ้นแบบทางตรงหรือทางอ้อม รถหรือบ้านถูกยึด กิจการปิดตัว รถเปิดท้ายขายของเก่าหรือคนตกงานเพิ่ม เจ้าหนี้ถูกเบี้ยวบ่อยขึ้น รัฐบาลประกาศกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม อัตราการฟ้องคดีเช็คสูงขึ้น ชาวบ้านรู้ได้ทันทีว่า เศรษฐกิจบ้านเมืองแย่แล้ว ตกต่ำแล้ว มันจักส่งผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัวในเวลาอันใกล้นี้หรือบางคนอาจรับผลกระทบรุนแรงไปแล้วก็ได้ ถ้าเวลาผ่านไประยะหนึ่งเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ย่อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านและยังโกหกซึ่งหน้าว่า เศรษฐกิจดี ไม่ตกต่ำ หรือ กำลังฟื้นทั้งที่เวลาผ่านไปมากพอแล้วที่ผู้เก่งกล้าจะมีเวลาแก้ไขปัญหานี้ได้ มาตรวัดเศรษฐกิจตกต่ำหรือไม่ระดับชาวบ้านนั้นอาศัยความรู้สึก ข่าวสาร และสภาพการทำงานของตนหรือคนรอบข้าง ก็ชี้ได้แน่นอนว่า เศรษฐกิจหรือปากท้องของพวกเขากำลังอยู่ในสภาพใด ข้อสังเกตแรก คือ รายได้แท็กซี่จะลดลงเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเนื่องจากคนกรุงเทพฯนิยมเดินทางเป็นส่วนตัวมากกว่าไปอัดอยู่ในรถเมล์เพื่อความคล่องตัว หากรายได้ดี ไม่ตกงาน กิจการค้าขายดี จักเลือกเดินทางด้วยแท็กซี่ก่อนถ้ายังไม่สามารถซื้อรถยนต์ส่วนตัวได้ เราจักสังเกตได้ว่า ช่วงปีพ.ศ.2544 ที่เป็นลูกหนี้ไอเอ็มเอฟและเงินใช้จ่ายของรัฐขาดอย่างหนัก เอกชนล้มละลายมากหรือต้องหยุดดำเนินงานแบบชั่วคราวหรือถาวร ข่าวแท็กซี่ถูกยึดรถจนคนขับบางคนฆ่าตัวตายประชดชีวิตหรือประท้วงให้รัฐบาลช่วยเหลือพวกเขาปรากฏในหน้าสื่อบ่อยครั้งยิ่ง รายได้แท็กซี่ลดน้อยลงจนไม่อาจอาศัยในกรุงเทพฯต่อไปเพราะสู้ค่าครองชีพไม่ได้ องค์กรการกุศลหลายแห่งต้องตั้งโรงทานเพื่อช่วยประคองชีวิตคนที่อาศัยในกรุงเทพฯซึ่งอาจตกงาน ชีวิตสั่นคลอน คนเป็นหนี้สูงด้วยการแจกจ่ายอาหารเช้าบ้าง เที่ยงบ้าง เย็นบ้าง แล้วแต่กำลังของแต่ละองค์กร มันคือแสงสว่างให้พวกเขามีความหวังเล็กน้อย มันเป็นประวัติศาสตร์เลวร้ายทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่คนไทยเห็นกับตามาแล้ว ข่าวที่เน้นย้ำความตกต่ำทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน คือ การปล้นร้านทอง ร้านโชห่วย ปั๊มน้ำมัน ธนาคาร การลักทรัพย์ตามบ้านเรือนซึ่งมีให้เห็นเป็นข่าวทุกวัน มันเป็นมาตรวัดง่ายๆว่า เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างหนัก ซึ่งใช้วัดกันมาหลายสิบปีและเป็นเหตุการณ์ซ้ำซากกัน เนื่องจากถ้าการทำมาค้าขายดีแบบทำอะไรขาย ก็มีคนซื้อง่าย มีงานสารพัดอย่างให้เลือกทำได้ตามระดับความสามารถ คนย่อมหาเงินง่าย ใช้เงินง่าย มีงานทำ ย่อมไม่คิดทำผิดกฎหมายเพื่อแลกเงินแน่นอน มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนทุกรูปแบบเพื่อให้มีชีวิตต่อไป ถ้าขาดเงิน ต้องกินอยู่อาศัย เมื่อหมดหนทางทำงานสุจริต ก็อาจเดินเข้าสู่เส้นทางโจรได้ง่ายขึ้น ร้านทอง ธนาคาร ร้านขายของชำ ปั๊มน้ำมัน บ้านเรือนคนสุจริต จึงเป็นเป้าหมายง่ายและสะดวกที่สุด ความสุขของภาคครัวเรือนประชาชนนั้นไม่ได้มาจากตัวเลขทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาล แต่ต้องการแค่มีเงินใช้สอยไม่ขัดสน มีอย่างพอเพียง มีการงานทำ ชาวบ้านไม่เข้าใจตัวเลขเหล่านั้น แต่มองว่าเศรษฐกิจตกต่ำกระทบต่อชีวิตของพวกเขาจากสถิติอาชญากรรมพื้นฐาน จำนวนคนตกงาน คนถูกยึดบ้านยึดรถ จำนวนกิจการหรือคนล้มละลาย ลูกหลานของเขาต้องออกจากการศึกษาเพราะพ่อแม่ขาดรายได้ รัฐบาลช่วยสร้างงานหรือประคองธุรกิจของเขาหรือไม่ อย่างไร ประชาชนมองประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลว่าเพิ่มหรือลดจำนวนอาชญากรรม คนตกงาน กิจการล่มสลาย พวกเขาหาซื้อของได้ดี ราคาเป็นธรรมหรือไม่ เงินในกระเป๋าของชาวบ้านเพิ่มหรือลด หากรัฐบาลประกาศตัวเลขจีดีพีดีขึ้นสุดโต่ง แต่ชาวบ้านตกงาน รายได้ตกต่ำ ขายสินค้ายากหรือไม่ได้เลย โจรในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นมาก พวกเขาย่อมมองเห็นความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน สติปัญญาต่ำ คำโกหก ของผู้นำและคณะโดยไม่ต้องมีเหตุผลทางวิชาการใดมาสนับสนุนเลย ประชาชนใช้มาตรวัดเบื้องต้น คือ ชีวิตประจำวันของเขาเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหรือเลวลง ใช้ประเมินการทำงานของรัฐบาลได้เร็วทันใจ ดังเช่นเวลาบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลยัดเยียดนาน 9 เดือนซึ่งมีเพียงข่าวกู้ยืมเงินและสร้างหนี้สินให้คนไทยช่วยกันชดใช้กับโครงการในฝันที่ใช้อ้างเพื่อกู้หนี้ ชาวบ้านอยู่ในสภาพข้าวยากหมากแพง รายได้ต่ำ ผลิตผลเกษตรขายยากและราคาต่ำ คนตกงานเพิ่ม กิจการปิดตัวเพิ่ม คนตกงานต้องกลับบ้านเกิดเพื่อลดรายจ่ายในเมืองลง โจรผู้ร้ายทำงานถี่ขึ้นและใกล้บ้านเรือนของคนสุจริตเพิ่มขึ้นกว่ายุครุ่งเรืองซึ่งพวกเขาผ่านมาแล้ว มันชี้ให้เห็นว่าการทำงานหรือนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแท้จริง พวกเขายังคงมีความทุกข์เพิ่มขึ้นตามเวลาทำงานของรัฐบาลและต้องช่วยตัวเองเป็นหลักมากกว่าจะรอความช่วยเหลือของรัฐบาลซึ่งผู้นำไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิตหรือการทำงานนานพอจะรับกับปัญหาหนักมากของประชาชนได้ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยมากน้อยเพียงใด ก็ใช้มาตรวัดง่ายๆที่จับต้องสัมผัสกันได้ ไม่ต้องอาศัยตัวเลขจีดีพีหรืออื่นๆของนักวิชาการเลย สิ่งที่คนไทยต้องการจากรัฐบาล คือ การแก้ปัญหาปากท้องและการทำมาหากินที่สัมผัสได้โดยเร็ว และต้องมิใช่ปล่อยให้พวกเขาตายไปก่อน แล้วจึงบอกว่ารัฐบาลจะช่วยค่าทำศพของคนไทยที่ไม่สามารถอยู่รอดถึงวันที่เศรษฐกิจไทยดำเนินผ่านจุดเลวร้ายไปตามธรรมชาติหรือหลักสัจธรรม ซึ่งแม้รัฐบาลไม่ทำสิ่งใดเลย เมืองไทยและคนไทยก็สามารถเดินผ่านจุดนั้นไปได้อย่างทุลักทุเลและบาดเจ็บล้มตายกันมากโดยอาศัยเพียงสัญชาตญานของมนุษย์เท่านั้น ในทางกลับกันหากรัฐบาลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และฉลาดเฉลียว ย่อมรักษาชีวิตคนไทยไว้ได้มากหรือประคองพวกเขาให้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปได้โดยไม่ต้องสูญเสียแม้แต่คนเดียวก็ได้ ณ วันนี้รัฐบาลยัดเยียดนี้เพียงใช้เหตุวิกฤตเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ตนและพวกพ้องเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งและค่ารอวันหวนกลับมาทวงเก้าอี้ผู้นำอีกครั้ง เมื่อเงินออมของชาติมีเพิ่มขึ้นมากพอจะใช้สอยสบายมือและไม่ต้องห่วงพะวงกับเจ้าหนี้ประจำชาติทั้งหลายดังที่เคยกระทำมาแล้วในปีที่ชาติต้องมีเจ้าหนี้ชื่อ ไอเอ็มเอฟ ซึ่งหลายคนคงไม่ลืมวันที่ต้องฝากท้องให้อิ่มกับโรงทานของมูลนิธิต่างๆ นักบริหารจบปริญญาโทต้องยอมขับรถแท็กซี่เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว เด็กนักเรียนต้องถูกพ่อแม่เอาออกจากโรงเรียนเพราะพ่อแม่ตกงานและไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม หลายครอบครัวต้องไร้บ้าน ไร้รถเพราะถูกเจ้าหนี้ยึด คนงานต้องกลับบ้านเกิดเพราะต้องถนอมเงินออมไว้จึงต้องออกจากเมืองหลวง ทั้งที่บ้านเกิดก็ไม่มีงานให้ทำ แต่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าอยู่ในเมือง เวลานั้นคือวิกฤตของประเทศและประชาชน เมื่อมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลของประชาชนแท้จริงในปีพ.ศ.2544 ความเลวร้ายของประเทศเริ่มมองเห็นแสงสว่างจากการทำงานอย่างทุ่มเทและหนักหน่วงของรัฐบาลเวลานั้น คนไทยจึงเริ่มมีรอยยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งประกาศใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ปลดโซ่ตรวนที่คล้องคอคนไทยไว้จากการเซ็นสัญญากู้หนี้สมัยรัฐบาลปชป.ยุคนายชวนซึ่งบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนไทยและธุรกิจไทยเรื่อยมาจนกระทั่งปีพ.ศ.2549 การปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งเพื่อสนองตัณหาราคะและความแค้นส่วนบุคคลของชายแก่คนหนึ่งทำลายความสุขของคนไทยผ่านมา 3 ปีเต็ม แม้จะพยายามเสนอผู้นำคนใหม่ที่หนุ่ม แต่ไร้ประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ชีวิตไม่เคยเจออุปสรรคใดมาก่อน หัวอ่อนที่ยอมก้มให้กับชายแก่ที่รับประกันความดีความหล่อของเขาไว้ มารับผิดชอบปัญหาเศรษฐกิจหนักหน่วงระดับโลก วิสัยทัศน์ที่แคบเพราะไม่เคยเจออุปสรรคในการทำงานหรือชีวิต ทำให้นโยบายที่คาดว่าจะช่วยคนไทยกลายเป็นซ้ำเติมให้จมดิ่มลงหรือตายจากไปเร็วขึ้น และรักษาไม่ตรงปัญหา วิธีแก้ไขล่าสุด คือ ไม่รับรู้ความจริงในชีวิตของชาวบ้านไปเลย แล้วจ้องแจกจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนผู้มีพระคุณเป็นหลักด้วยการก่อหนี้สินมหาศาลและแจกเงินทองแก่พวกพ้องหนักมือขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรับรู้ความไม่พอใจของคนไทยเพิ่มขึ้นทุกวันจากการดำเนินชีวิตที่ต่ำลงซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จำใจต้องให้เกิดในไม่ช้า เขาและคนแก่รับรู้ดีว่า บางอย่างก็สุดจะประคองให้อยู่ชั่วกาลนาน แต่การปล่อยก็ต้องไม่ใช่จากไปแบบมือเปล่า ดังคำเปรียบเปรยว่า ข้าไม่ได้ เอ็งก็ได้แค่ซากศพเท่านั้น สุดท้ายแล้วเขาก็ยินดีกับตำแหน่งสูงสุดในชีวิตที่เคยฝันมาแสนนานและเกือบไม่ได้เพราะคุณภาพของตัวเองต่ำด้อยในสายตาประชาชน ส่วนคนแก่ก็นั่งยิ้มกับงานล้างแค้นที่สำเร็จและเงินทองที่รับตอบแทนไว้จากการส่งเสริมเขาคนนั้น ส่วนประเทศไทยและคนไทยก็เป็นคนรับผลกรรมที่ทั้งสองก่อไว้สนองตัณหาของคนสองวัยนี้ น่าสงสารแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทย แต่ต้องตกอยู่ในกำมือของคนไร้สติ ไม่กลัวเวรกรรม จึงมุ่งทำลายล้างบ้านเกิดเพียงแค่ต้องการกำจัดศัตรูหัวใจคนเดียวเท่านั้น คนไทยรู้กันทั้งเมือง ชาวโลกก็รู้เช่นเห็นชาติของเขาคนนั้นแล้ว แค่ไม่อยากเอ่ยนามให้เป็นเสนียดหรือมลทินแก่ปากเท่านั้น หากมีการชำระบัญชีบาปในยมโลกเขาและคนแก่คนนั้นน่าจะเจอโทษหนักสุดลิ่มที่นรกขุมอเวจีแน่
******************** 9/26/2009 ครู นักเรียน และการลงโทษถาม ครูตีนักเรียนผิดกฎหมายหรือไม่ ? ตอบ ครูหรืออาจารย์ในสถาบันการศึกษามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมานานว่า ครูมีสิทธิ์ตีนักเรียนเมื่อต้องการลงโทษเด็ก และยังมีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ครูตีนักเรียนได้ในหัวข้อการลงโทษนักเรียน เมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญไทยรับรองสิทธิเสรีภาพในร่างกายของบุคคลไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก อีกทั้งยังมีกฎหมายอาญากำหนดบทลงโทษการทำร้ายร่างกายบุคคลไว้ ส่วนกฎหมายแพ่งให้เรียกค่าเสียหายเมื่อถูกทำละเมิดร่างกายได้ ขณะที่กฎระเบียบของกระทรวงฯยังไม่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายต่างๆทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ครูมีสิทธิ์ตีทำร้ายเด็กได้ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อสั่งสอน ขณะที่ชาวโลกได้เปลี่ยนระบบลงโทษเด็กไปจากการตีให้บาดเจ็บหรือเข็ดหลาบสู่ระบบตัดคะแนนหรือวิธีที่ไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกายของเด็กแล้ว ครูหรืออาจารย์สัญชาติไทยยังติดอยู่กับระบบส่งเสริมการตอบโต้ด้วยความรุนแรงอยู่ ดังนั้น ณ ยุคไซเบอร์นี้ การตีนักเรียนด้วยวัตถุใดหรือด้วยมือให้เด็กบาดเจ็บไม่ว่าจะรุนแรงหรือน้อยเพียงใด ล้วนถือเป็นความผิดกฎหมายอาญาและขัดต่อรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิทางร่างกายมิให้ผู้ใดทำละเมิดได้ ถาม นักเรียนมีสิทธิ์ฟ้องคดีเอาผิดกับครูที่ตีเขาได้หรือไม่ ? ตอบ เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจครูตีเด็กโดยหวายหรือไม้เรียวหรือเข็มขัดหนังหรือท่อนเหล็กหรือจับหัวโขกกระดาน ผู้ปกครองของนักเรียนมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นคดีอาญาได้ ส่วนโทษของครูนั้นขึ้นอยู่กับวิธีทำร้ายว่าทารุณเพียงใด ลักษณะบาดแผล ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้เสียหาย ศาลจะใช้ประกอบกับดุลพินิจลงโทษผู้กระทำความผิด นอกจากนั้น ผู้ปกครองยังมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากครูและโรงเรียนที่เป็นนายจ้างของครู ถาม ทำอย่างไรให้ครูใช้วิธีอื่นลงโทษ นอกจากการตีเด็ก ? ตอบ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อของครูกับนักเรียนให้เข้ากับกฎหมายในปัจจุบันที่คุ้มครองผู้ใหญ่และเด็กอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งการตีเป็นการส่งเสริมให้เด็กนิยมความรุนแรงโดยตรงและเป็นการแสดงอำนาจระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก มิใช่การใช้เหตุผลพูดคุยกัน กฎเรื่องการลงโทษของกระทรวงศึกษาธิการควรยกเลิกการโบยตีด้วยหวายหรือไม้บรรทัดได้แล้วเพราะขัดต่อกฎหมาย ทำให้ครูหลายคนต้องโทษคดีอาญาเพราะความหลงผิดว่ามีสิทธิทำได้ ทั้งที่การตีกระทำต่อร่างกายของเด็กจัดเป็นการทำร้ายร่างกายอันผิดต่อกฎหมายอาญาและมีโทษจำคุกด้วย หากกระทรวงฯต้องการให้การตีเด็กทำได้โดยชอบ ก็ควรแก้ไขกฎหมายให้คุ้มครองครูเพื่อจะไม่ต้องรับโทษอาญาเหมือนที่กฎหมายของหมอคุ้มครองการฉีดยา การผ่าตัด คนไข้ซึ่งกระทำเพื่อการรักษาอาการป่วยเจ็บ มิใช่การทำร้ายร่างกาย ถาม การลงโทษด้วยการตียังมีใช้ในสังคมโลกอยู่หรือไม่ ? ตอบ ประเทศที่ไม่คุ้มครองสิทธิในร่างกายของคนก็ยังมีใช้กันอยู่บ้าง ณ ปัจจุบันนี้กฎหมายสูงสุดของหลายประเทศจะให้ความคุ้มครองสิทธิในร่างกายของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้หลายประเทศที่เจริญทางจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงวิธีลงโทษจากการตีทำร้ายร่างกายเด็กไปสู่วิธีอื่นที่เหมาะสมและช่วยลดความรุนแรงทางสังคมลง อาทิเช่น การตัดคะแนนความประพฤติ การตักเตือนเด็กด้วยวาจาหรือหนังสือ การยืนนอกห้อง การเขียนรายงานหรือคัดลายมือ การรายงานต่อผู้ปกครอง เป็นต้น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ อังกฤษ และชาติยุโรปอื่น ไม่มีการตีเด็กด้วยไม้เรียวหรือท่อนไม้หรือไม้บรรทัดเหล็กกันมานานแล้ว แต่ไทยยังใช้ระบบลงโทษด้วยการตีอยู่ในโรงเรียนของรัฐหรือของเอกชนบางแห่ง มันบ่งบอกชัดว่า โรงเรียนไทยยังไม่พัฒนาตัวเองให้เข้ากับระบบกฎหมายเยี่ยงอารยประเทศอื่น เด็กไทยยังถูกกดขี่ ข่มขู่ และกระทำอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ในโรงเรียนไทยอยู่ สิ่งที่ได้รับหลังจากเด็กถูกทำทารุณหนัก คือ สภาพจิตใจที่แย่และทัศนคติเลวร้ายต่อผู้อื่น อันอาจส่งผลให้เปลี่ยนตัวเองไปสร้างปัญหาให้สังคมภายหลังก็ได้ หากเจอผู้ใหญ่ที่มีอำนาจช่วยปกป้องคนผิดหรือสถาบันแล้วมุ่งทำลายล้างเด็กให้ย่อยยับเพื่อแก้แค้นที่เปิดเผยความเลวร้ายนี้ มันจักกลายเป็นแผลเป็นในหัวใจของเด็กต่อระบบการศึกษาของคนไทยวันนี้ ************************** เวลาคุมขังผู้ต้องหาของตำรวจเวลาคุมขังผู้ต้องหาโดยเจ้าพนักงานตำรวจ เขียนโดย ลีลา LAW
รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ดังนั้น รัฐจึงมีกฎหมายมารองรับการจำกัดเสรีภาพทางร่างกายอย่างมีขอบเขตเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ โดยไม่ลืมจะคุ้มครองและให้ความยุติธรรมแก่ผู้ที่ถูกจำกัดสิทธิดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกท่านน่าจะรับทราบระยะเวลาที่ตำรวจสามารถคุมขังท่านได้ตามระดับของความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อใช้ปกป้องและโต้แย้งได้หากเจ้าหน้าที่มิได้ทำตามหลักกฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้เมื่อเกิดมีการกระทำผิดขึ้น กฎหมายได้กำหนดขอบเขตในการควบคุมผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดไว้เท่ากับความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี โดยมีการแบ่งเวลาในการควบคุมตัวตามอัตราโทษคดีที่ระบุเป็นข้อกล่าวหาไว้ดังนี้ สำหรับความผิดลหุโทษ ซึ่งหมายถึงคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับไม่เกินอัตราข้างต้น เจ้าพนักงานจะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใคร และที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น คดีเสพย์สุราจนเมาครองสติไม่ได้ และประพฤติตัววุ่นวาย ก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านทั่วไปขณะอยู่ในถนนสาธารณะหรือสาธารณสถานใดๆ อันมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท เมื่อตำรวจจับท่านมา ก็สามารถคุมตัวท่านสอบคำให้การจนกว่าท่านจะมีสติพอบอกชื่อและที่อยู่ปัจจุบัน แล้วอาจทำการเปรียบเทียบปรับโทษแก่ท่านตามแต่ดุลพินิจของตำรวจ เป็นต้น สำหรับคดีอาญาอื่นๆนอกจากคดีลหุโทษ จักมีระยะเวลาในการควบคุมตัวที่ยาวนานกว่า อันเนื่องจากเป็นการให้เวลาพอสมควรแก่ตำรวจในการสอบคำให้การจากผู้ถูกจับโดยตรง มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่า 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน นับแต่เวลาที่มาถึงสถานีตำรวจ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น อาจขยายเวลาได้เท่าเหตุจำเป็น แต่รวมกันแล้วต้องมิให้เกิน 3 วัน โดยสรุปคือ ท่านจะถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจได้สูงสุดไม่เกิน 3 วัน หากต้องการคุมตัวนานกว่านี้ ก็ต้องยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาล ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาที่เจ้าพนักงานสอบสวนหรืออัยการต้องชี้แจงเหตุจำเป็นหรืออาจมีการสืบพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ ศาลจักเป็นผู้พิจารณาโดยพิเคราะห์จากคำร้องและหลักฐานของเจ้าพนักงาน ประกอบกับต้องคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน เมื่อศาลเห็นชอบในการคุมขังผู้ถูกกล่าวหาต่อไป กฎหมายได้กำหนดขอบเขตของเวลาไว้อีกเช่นกัน หากพ้นกำหนดเวลาไปแล้ว บุคคลนั้นจักได้รับการปล่อยเป็นอิสระ โดยใช้อัตราโทษคดีที่ถูกกล่าวหาเป็นเกณฑ์กำหนดระยะเวลาคุมขัง ดังนี้ ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกิน 7 วัน ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่ถึง 10 ปี หรือปรับเกินกว่า 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆกันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 48 วัน ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆกันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 84 วัน อัตราเวลาข้างต้นเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ แต่เพื่อคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา กฎหมายได้กำหนดด้วยว่า เมื่อศาลสั่งขังครบ 48 วันแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรืออัยการต้องการคุมขังต่อไปโดยอ้างเหตุจำเป็นใดๆ ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่งตั้งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยานก็ได้ สิ่งสุดท้ายอันพึงระลึกไว้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา คือ รัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิอันชอบธรรมไว้ว่า “ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้” ดังนั้น หากมีการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ท่านสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญข้อนี้ได้เพื่อความเป็นธรรมและความรอบคอบในการตอบคำถามแก่พนักงานสอบสวน อีกทั้งเป็นการป้องกันการทำร้ายเพื่อบีบคั้นผู้ถูกกล่าวหาตามคำเล่าลือของชาวบ้านที่มีมานานในอดีตด้วย ขอเพียงทุกฝ่ายปฏิบัติตามหลักกฎหมาย ย่อมได้รับความยุติธรรมกันถ้วนหน้า ************************** 9/24/2009 คอร์สอบรมใช้ปืนสั้นอย่างปลอดภัย (TAS 1) เดือน พ.ย.ปืนเป็นอาวุธร้ายแรงที่จะเป็นเพื่อนหรือศัตรูของเราก็ได้ การรู้จักปืนสั้นและวิธีใช้อย่างถูกต้อง ปืนจะเป็นเพื่อนและผู้คุ้มครองตนและครอบครัวได้อย่างดี Thai Tactical Shooting Club หรือ ชมรมเทคนิคใช้ปืน เป็นการรวมตัวกันของผู้ชำนาญด้านปืนและเทคนิคการต่อสู้ป้องกันตัวที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่องปืนและวิธีป้องกันตัวแก่คนทั่วไป โดยเปิดคอร์สอบรมระดับต้นหรือ TAS1 (การใช้ปืนสั้นโดยสัญชาตญาณระดับพื้นฐาน) เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านปืนเลย มีการฝึกยิงเป้าหุ่นคน เป้าพลิก เป้าเหล็กชนิดต่างๆ และเทคนิคการป้องกันตัวให้พ้นอันตรายแบบต่างๆ คอร์สนี้สอนวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 28 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 9.00 – 17.00 น. ค่าอบรม 2,500 บาท ผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถหาความรู้เรื่องปืนได้เท่าเทียมกันในคอร์สอบรมนี้ หากไม่มีปืนของตนเองก็สามารถเช่าปืนจากชมรมได้ในราคา 500 บาท ต่อวัน สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครคอร์สอบรมได้ที่
คุณวรรณพงศ์ 081-9502099 คุณณัฐดนัย 081-9114522 คุณชูเกียรติ 081-6850025 คุณภัทรา 0819075002 หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com
************************* 9/23/2009 เหยื่อบริสุทธิ์กับคนในงานยุติธรรมเมื่อระบบยุติธรรมเพี้ยน เขียนโดย ลูกแก้ว
การเกิดเหยื่อบริสุทธิ์ คนร้ายลอยนวล ย่อมต้องมีผู้ทำให้เกิดขึ้น คำตอบอยู่ที่ กระบวนการยุติธรรมผิดเพี้ยนด้วยการทำงานของบุคคลไม่สุจริตที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือใส่ร้ายบุคคลเพื่อกำจัดศัตรูหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือความสะเพร่าหรือด้วยหลากหลายเหตุผลที่ยกขึ้นเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ตนทำไว้ กฎหมายตราขึ้นเพื่อกำหนดขอบเขตการกระทำของคนในสังคม โดยสร้างกระบวนการยุติธรรมขึ้นด้วยหวังใช้ลงโทษผู้กระทำความผิดและเป็นที่ยอมรับของผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย และคนในสังคม ในทางปฏิบัตินั้นต้องยอมรับกันว่าบุคคลย่อมมีกิเลสตัณหาที่ควบคุมได้แตกต่างกัน บางคนใช้กฎหมายหรือตำแหน่งหน้าที่ในงานยุติธรรมเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สินอันส่งผลต่อการเลื่อนระดับชั้นทางสังคม จึงสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนกระทำความผิดหนีลอยนวลไปได้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า งานยุติธรรมในหลายประเทศย่อมมีจุดบกพร่องมากหรือน้อยแล้วแต่ระบบตรวจสอบในประเทศนั้นจะทำงานได้ดีเพียงใด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนกระทำผิดหนีลอยนวลในประเทศอื่นก็ได้ ทั้งนี้จะขอยกตัวอย่างการเกิดเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนร้ายหนีลอยนวลจากกระบวนการยุติธรรมไทยที่ผิดเพี้ยนจากหลักนิติธรรมอันเกิดจากการกระทำของบุคคลเพื่อให้มองเห็นถนัดตาและมีตัวอย่างให้สัมผัสได้ แต่ละขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมสามารถสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้ายได้ หากเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอนรวมตัวกันสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ จักเป็นเรื่องน่ากลัวในสังคมไทยอย่างมาก อีกทั้งคำพูดที่ว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของจำเลยหรือผู้เสียหาย อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป งานยุติธรรมไทยเริ่มต้นที่ ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ในการจับกุมและสอบสวนคนร้าย ผู้ต้องสงสัย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้กล่าวหา ชี้ตัวคนร้าย สำนวนสอบสวนคดีถือเป็นความลับเพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีในศาลและนำส่งอัยการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นสำหรับคดีนั้น ตำรวจถือได้ว่า เป็นคนตั้งคดีหรือยุติคดีไปเลยก็ได้ ตำรวจมีอำนาจให้ความเห็นในคดีขั้นต้นจากหลักฐานว่า เป็นคดีอาญาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ คดีก็ยุติ ถ้าเป็นคดีลหุโทษ ก็จับปรับให้คดีสิ้นสุดได้ เมื่อตำรวจจับปรับแล้ว ผู้เสียหายจะนำคดีไปฟ้องศาลเองไม่ได้เพราะเป็นข้อห้ามของกฎหมายว่าเป็นการทำคดีซ้ำ ตัวอย่างที่ตำรวจช่วยให้คดีแรงกลายเป็นคดีเบาในพริบตาได้ เช่น นักเลงคุมผับต่อยลูกค้าเลือดอาบ แขนหัก ตำรวจสามารถปรับเงินในความผิดลหุโทษว่าส่งเสียงดังและก่อเรื่องวุ่นวายทำให้คดีนั้นยุติไป ลูกค้าเจ็บตัวฟรี นักเลงก็กลับไปคุมผับได้อีก เป็นต้น อันที่จริงอำนาจของตำรวจนั้นถ้าใช้ถูกคน ถูกกฎหมาย ย่อมช่วยให้สังคมสงบสุขได้ ดังตัวอย่างที่ยกให้มองเห็นข้างต้น ถ้าตำรวจจับนักเลงดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บ จักเป็นการเตือนมิให้เขากระทำผิดอีกหรือช่วยให้สังคมปลอดภัยขึ้น คำถามต่อมาคือ ตำรวจลดทอนโทษในคดีเพื่อสิ่งใด ทุกสิ่งเกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลเสมอ คำตอบคือ ส่วนใหญ่มักมาจากเงินพิเศษที่ทำให้ตำรวจใช้กฎหมายเพื่อแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเงิน อีกวิธีที่ช่วยเหลือคนกระทำผิดหรือสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ได้โดยตำรวจจะดึงพยานหลักฐานออกหรือยัดเยียดพยานเท็จเข้าไป อันส่งผลให้คดีที่ฟ้องศาลมีสำนวนอ่อนเนื่องจากข้อสันนิษฐานของกฎหมายกำหนดว่า ถ้าศาลไม่แน่ใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ให้ยกประโยชน์แก่จำเลย จึงต้องยกฟ้องและปล่อยจำเลยไปหรือแสดงย้ำให้ศาลเห็นความผิดของบุคคลเป้าหมายชัดขึ้น มันจึงไม่แปลกที่จะเห็นข่าวเหยื่อบริสุทธิ์ต้องถูกขังคุกโดยไม่มีความผิดหรือคนร้ายเดินลอยนวลอยู่ในสังคมต่อไป ดังเช่นที่เกิดขึ้นในคดีฆาตกรรมเชอรี่ แอนด์ ดังแคน ซึ่งมีตำรวจเป็นคนทำสำนวนเท็จ ยัดเยียดพยานหลักฐานเท็จ ป้ายสีให้อดีตนักโทษประมาณ 5 คนซึ่งมิได้ฆ่าเด็กสาวลูกครึ่งคนนี้ให้ต้องรับโทษที่ตนมิได้ก่อนานเกือบสิบปี จนกระทั่งฆาตกรตัวจริงที่เป็นตำรวจตายไป ขณะที่นายตำรวจคนหนึ่งสะกิดใจกับข่าวนี้และมีโอกาสอ่านสำนวนคดีตัวจริง แล้วพูดคุยกับผู้ใหญ่จนกระทั่งรื้อฟื้นคดีใหม่และปลดปล่อยเหยื่อบริสุทธิ์ทั้งหมด แต่ก็ช้าเกินไปเพราะพวกเขาตายในคุกด้วยความตรอมใจหลายคนแล้ว เมื่อตำรวจรวบรวมหลักฐานและทำสำนวนคดีประกอบความเห็นแล้วก็ส่งไปให้อัยการตรวจสอบอีกครั้ง กฎหมายให้อำนาจอัยการสั่งสอบพยานเพิ่มเติมจนแน่ใจว่าให้ความเห็นได้ จึงมีคำสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อศาล ถ้ามีความเห็นขัดแย้งกับตำรวจก็ต้องส่งให้ผู้ใหญ่ตัดสินขั้นสุดท้าย กรณีที่ตำรวจเห็นไม่ควรฟ้องและอัยการเห็นพ้องด้วย คดีจักยุติทันที อัยการมีหน้าที่ฟ้องคดีแทนรัฐเพื่อกล่าวหาจำเลยด้วยการนำเสนอข้อกฎหมายประกอบด้วยหลักฐานซึ่งตำรวจรวบรวมไว้ในสำนวนคดี ถ้าเขานำเสนอให้ดูไม่น่าเชื่อถือว่า จำเลยกระทำความผิดหรือแสดงหลักฐานไม่ชัดพอ ย่อมส่งผลต่อคำพิพาษาของศาลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจำเลยและไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหาย อีกทางหนึ่ง อัยการสามารถใช้กฎหมายและประสบการณ์กลั่นกรองข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยบริสุทธิ์หรือผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะกฎหมายให้อำนาจตรวจสอบสำนวนคดีของตำรวจและให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระ อัยการจึงมีบทบาทที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนได้ วันใดที่ตำรวจกับอัยการจับมือกันเพื่อสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้าย สังคมไม่มีวันสงบสุขได้อย่างแน่นอน ที่พึ่งสุดท้ายของงานยุติธรรม คือ ศาล ดังคำกล่าวที่ว่า ศาล เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการขอความเป็นธรรมของจำเลยหรือผู้เสียหาย มันเป็นความจริง เนื่องจากศาลจะเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ที่ตำรวจและอัยการนำเสนอในกระบวนการพิจารณา จากนั้นจึงใช้วิจารณญาณเพื่อให้คำพิพากษาบนพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรมเพื่อความสงบสุขของสังคม อีกทั้งศาลยังมี 3 ชั้นสำหรับคดีทั่วไป คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ยกเว้นศาลทางการเมืองหรือศาลที่มีกฎหมายกำหนดเฉพาะให้มีเพียงระดับเดียว ความยุติธรรมที่อยู่ในมือของบุคคลซึ่งเรียกกันว่า ผู้พิพากษา นั้น ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงว่า เขาหรือเธอเป็นมนุษย์ปุถุชนย่อมมีกิเลสตัณหาซึ่งไม่เคยจำกัดว่าจะมีการศึกษาสูงหรือต่ำ ถ้าควบคุมกิเลสตัณหาไม่ได้ ย่อมสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นหรือสังคมได้เสมอกัน ดังเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผู้พิพากษาใกล้เกษียณท่านหนึ่งเซ็นคำสั่งประกันตัวให้เจ้าพ่อค้ายาเสพติดทั้งที่นโยบายของศาลในเวลานั้นจะไม่ยอมให้ประกันตัวแก่บุคคลระดับชั้นนำขององค์กรค้ายาเสพติดระหว่างประเทศเด็ดขาด แต่เขาให้เหตุผลว่า เซ็นชื่อปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ดูว่าเป็นคดียาเสพติดระหว่างประเทศและอยู่ในระดับแกนนำสำคัญ มิได้มีเจตนาพิเศษใดๆ วิญญูชนเมื่อได้ยินเหตุผลนี้ย่อมตระหนักแก่ใจว่า มันมีเหตุผลบางอย่างที่แอบแฝงในการกระทำของเขาซึ่งทำงานตำแหน่งนี้มาตลอดย่อมมีประสบการณ์และความรอบคอบตามลักษณะวิชาชีพนี้ เมื่อพ่อค้ายาเสพติดคนนั้นหนีไปได้ คงเชื่อกันว่าสิ่งตอบแทนน่าจะสูงทีเดียวเพราะโทษของการค้ายาระดับเจ้าพ่อนั้นคือ ประหารชีวิต แม้ติดคุกก็ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษเหมือนคดีอื่น ถ้ามีคดีในต่างประเทศก็อาจถูกส่งตัวไปพิจารณาคดีที่ประเทศนั้นด้วย มันจึงคุ้มค่าที่จะยอมทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อเอาชีวิตรอดในครั้งนี้ หลายคนสงสัยว่า ผู้พิพากษาจะยอมเสียคนในวัยเกษียณหรือ ? อาชีพนี้ก็มีเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการทั่วไป เหตุไฉนจึงยอมรับเงินร้อน ? คำตอบคือ เขายังเป็นคนที่มีกิเลสตัณหา ยิ่งใกล้เกษียณ บางคนอาจมองเห็นปัญหาด้านสถานภาพการเงินที่แม้จะได้สูงกว่าข้าราชการหน่วยอื่น แต่ก็น้อยกว่าเอกชนอย่างมาก เมื่อเกิดความละโมบที่ยากควบคุมได้ มันก็แค่เกษียณก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่มีเงินใช้สอยไปตลอดชีพที่คุ้มค่าความเสียหายของตน กอปรกับมีอายุเกษียณแล้วจะขอใช้เงินช่วงสุดท้ายในชีวิตให้คุ้มค่า อีกทั้งมั่นใจว่า จะไม่มีคดีติดตัวแน่ เพราะพวกเดียวกันมักไม่ทำร้ายกัน สุดท้ายเรื่องจึงจบที่การไล่ออกหรือปลดออกโดยไม่มีการดำเนินคดีฐานรับสินบน สิ่งคาใจคือ ผลประโยชน์นั้นยังเป็นของผู้รับต่อไป อีกทางหนึ่งที่ศาลจะปล่อยคนร้ายหรือสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ขึ้นด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจในการนำเสนอของอัยการและตำรวจย่อมเกิดขึ้นได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ที่อยู่ในสำนวนคดี แล้วจึงมีคำพิพากษา ดังนั้น ถ้าตำรวจกับอัยการร่วมมือกันนำเสนอหลักฐานเท็จที่แลดูน่าเชื่อถือ ก็ส่งผลต่อคำพิพากษาให้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการได้เช่นกันเนื่องจากมันเกิดขึ้นจากดุลพินิจของผู้ตัดสินคดีซึ่งมาจากผู้มีประสบการณ์ชีวิตหรือการทำงานด้วยระยะเวลาต่างกันอันส่งผลต่อการรู้เท่าทันการทำงานของอัยการหรือตำรวจ อีกทั้งบางท่านยึดติดกับความเชื่อว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคู่ความ ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจศาลสั่งสืบพยานเพิ่มเติมหรือซักถามพยานหรือจำเลยด้วยตัวเองได้ กรณีที่ศาลยังมีข้อสงสัยคาใจอยู่ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีเหยื่อบริสุทธิ์ในคุกไทยด้วยคำพิพากษาของศาล กรณีที่น่ากลัวอันเกิดจากการกระทำของผู้พิพากษา คือ การใช้ดุลพินิจตามคำสั่งของผู้ใหญ่โดยปราศจากจิตสำนึกของมนุษยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพเพื่อทำลายบุคคล แม้จะไม่ได้รับเงินสินบน แต่ด้วยความเกรงกลัวบารมีหรือเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งจักมองเห็นพฤติกรรมด้วยเหตุผลนี้ได้ง่ายจากความเห็นในคำพิพากษาของเขาซึ่งขัดต่อหลักวิญญูชนและบิดเบือนหลักกฎหมายอย่างชัดเจนโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเขา ถือเป็นการทำลายสถาบันศาลให้ย่อยยับและขาดความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนอย่างมาก ในที่สุดที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนก็ไม่มีอีกต่อไปเมื่อมีการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องการกระทำผิดเพี้ยนนี้กับประชาชนที่เห็นขัดแย้งกับเขาโดยไม่ยึดหลักประชาธิปไตยที่ความเห็นต่างกันได้ โดยเขาจะใช้กฎหมายดูหมิ่นศาลลงโทษผู้มีความเห็นแย้งกับดุลพินิจของเขา กฎหมายจึงกลายเป็นอาวุธปิดปากของผู้ที่ไม่เห็นพ้องด้วยอันเสริมให้เขาไม่ต้องหวั่นเกรงประชาชนและทำตามอำเภอใจได้ อีกทั้งยังอยู่เหนือกฎหมายเพราะกฎหมายให้เขาเป็นผู้ตัดสินการกระทำของตัวเองได้ ยิ่งเขาใช้มากเท่าไร มันบอกให้สังคมทราบว่า คำวินิจฉัยนั้นต้องมีบางอย่างซ่อนแฝงไว้ การสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้ายให้ลอยนวลเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขั้นตอน ตำรวจ อัยการ และศาล ดังที่หลายเหตุการณ์ที่รับรู้ในสังคมไทยยืนยันความเชื่อนี้ สิ่งที่สังคมไทยได้เห็นในเวลานี้และเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างมาก คือ ตำรวจ อัยการ และศาล ทำงานร่วมกันยัดเยียดตำแหน่งจำเลยและคุกให้บางฝ่ายบางพวกที่ไม่เห็นพ้องกับฝ่ายตนซึ่งมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง อันส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมไทยผิดเพี้ยนและไม่น่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกดังที่ปรากฏในหลายคดีตั้งแต่มีการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ผู้พิพากษาหลายท่านมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการงานปฏิวัติและการลงโทษนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายปฏิวัติ บางคนก็ได้ดิบได้ดีที่ต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้งจนได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญของหน่วยงานรัฐ ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ด้านบริหารและทำงานตัดสินคดีอย่างเดียวมาตลอดชีวิต ทำให้หน่วยงานดังกล่าวปั่นป่วนอย่างหนักเมื่อผู้บริหารไม่รู้วิธีบริหาร แต่ใช้กฎหมายหรือออกข้อบังคับควบคุมการทำงานอย่างเดียว จึงขาดความยืดหยุ่นและสร้างความอึดอัดใจแก่ผู้ร่วมทำงาน บ้างก็แต่งตั้งให้ไปควบคุมและตัดสินนักการเมืองในองค์กรอิสระ ทั้งที่งานการเมืองต้องมีความยืดหยุ่นสูง มิอาจใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียว แต่ต้องนำหลักรัฐศาสตร์ไปใช้สร้างกฎกติกาสำหรับงานการเมืองด้วย ทั้งนี้เพราะนี่เป็นการตอบแทนจากฝ่ายปฏิวัติที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานที่ช่วยกำจัดนักการเมืองเป้าหมายได้ด้วยผลประโยชน์เป็นเงินทองและตำแหน่งต่างๆ แม้กลุ่มปฏิวัติจะสลายตัวไป แต่พวกเขาก็ยังฝังตัวอยู่ในหน่วยงานเหล่านั้นเพื่อจุดประสงค์ทั้งเพื่อส่วนตัวหรือตอบแทนบุญคุณแก่ผู้มอบโอกาสทองนี้ งานวิชาชีพของเขาไม่หอมหวลเท่าผลประโยชน์เบื้องหน้าแน่นอน หนทางแก้ปัญหาความยุติธรรมผิดเพี้ยนนั้น ต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบงานยุติธรรมให้มีการตรวจสอบและสร้างดุลย์อำนาจขึ้นอย่างเข้มงวดโดยไม่มีการยกเว้นหน่วยงานใด การตรวจสอบให้ได้ความจริงนั้นพิสูจน์กันมาหลายร้อยปีแล้วว่า ตำรวจทำผิด ให้ตำรวจสอบสวน ความจริงมักมีแค่ครึ่งเดียว เพราะเพื่อนย่อมไม่อยากทำร้ายเพื่อน ผู้พิพากษาทำผิด ให้ผู้พิพากษาอีกคนสอบสวน ความจริงอาจหายเป็นหมอกควันได้ด้วยเหตุผลที่ได้ยินเสมอว่า เพื่อรักษาชื่อเสียงของสถาบันไว้จึงต้องไม่มีคนทำผิดเกิดขึ้นในหน่วยงานเด็ดขาด สุดท้ายหลายเรื่องก็เงียบหายไป ส่วนเรื่องที่อยู่ในการเฝ้าจับตาของสาธารณชนก็จำใจลงโทษสถานเบาหรือหาแพะมารับบาปแทนเพื่อให้จบเรื่องไว สิ่งที่คนไทยควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็วคือ หน่วยงานตรวจสอบบุคลากรในงานยุติธรรมทั้งระบบ ไม่มีการยกเว้นให้ศาลด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้ไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบพฤติกรรมของผู้พิพากษาได้ แม้จะบอกว่าศาลมีหน่วยงานตรวจสอบกันเองอยู่แล้ว ก็เกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้นเมื่อเน้นรักษาภาพพจน์ของหน่วยงาน คนทำผิดจึงลอยนวลไปใช้เงินสินบนได้อย่างย่ามใจและไม่รู้จักเข็ดหลาบเพราะรุ่นพี่ก็ทำแล้วได้ดี รุ่นน้องจะอยู่เฉยได้อย่างไร มันจึงเป็นจุดอ่อนของสถาบันศาลในเวลานี้ซึ่งคนไทยสามารถเรียกได้ว่า เป็นแดนสนธยาสุดท้ายของแผ่นดินไทย หน่วยงานใหม่นี้ต้องริเริ่มเล็งเป้าหมายได้ มิใช่รอรับการร้องเรียนก่อน อีกทั้งต้องเป็นผู้ค้นหาหลักฐานเพื่อใช้ลงโทษบุคลากรเหล่านั้นได้ สิ่งที่เป็นปัญหาในการร้องเรียนบุคลากรในงานยุติธรรม คือ คำขู่ของคนรับเรื่องว่า ถ้าหลักฐานไม่ใช่ใบเสร็จรับเงิน คนร้องเรียนอาจต้องเจอคุกเสียเอง ทำให้คนไทยขยาดจะร้องเรียกความเป็นธรรมจากหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานใหม่ต้องปรับทัศนคติว่า ทุกคำบอกเล่าคือ เบาะแสการทุจริตและทำผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นหน้าที่ต้องสืบค้นหาพยานหลักฐานและจับผู้กระทำผิดกฎหมายไปลงโทษให้ได้ สุดท้ายที่จะช่วยให้ระบบยุติธรรมไทยพัฒนาไปสู่ความบริสุทธิ์และน่าเชื่อถือ คือ จิตสำนึกของตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งต้องควบคุมกิเลสตัณหาให้อยู่ในขอบเขตอันควร รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพ และกำจัดความเกรงใจผู้ใหญ่ที่มักสอดแทรกอันส่งผลต่อคำวินิจฉัยของผู้ตัดสินให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักกฎหมายหรือหลักนิติธรรม เนื่องจากหน้าที่การงานของพวกเขาล้วนส่งผลกระทบต่อเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคล จึงควรระวังในการทำงานอย่างมาก โดยเฉพาะควรคำนึงว่า ถ้าตนหรือสมาชิกครอบครัวถูกยัดเยียดข้อหาหรือให้จำคุกโดยความผิดเพี้ยนของกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจากขั้นตอนใด จักเสียใจ คับแค้นใจ และผิดหวังเพียงใด รวมทั้งความเสียหายที่เหยื่อบริสุทธิ์ต้องได้รับอย่างกู้คืนไม่ได้ ส่วนคนร้ายที่หนีไปย่อมมีโอกาสสร้างความเลวร้ายต่อสังคมไทยหรืออาจลามไปถึงลูกหลานของตำรวจ อัยการ หรือศาลที่ร่วมมือกันให้อิสรภาพแก่เขาก็ได้ สิ่งที่ประชาชนพึงระวังตนมิให้เข้าไปอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดีในกระบวนการยุติธรรม คือ ต้องเตือนตนไว้เสมอว่า เรากำหนดเส้นทางชีวิตให้ตัวเองได้เมื่อยังมีอิสรภาพ วันใดที่เราทำละเมิดกฎหมายไม่ว่าจะทำจริงหรือถูกยัดเยียดก็ตาม ชีวิตจะไม่ใช่ของเราอีกต่อไป แต่อยู่ในเงื้อมมือของตำรวจ อัยการ และ ศาล ในการกำหนดว่า เราจะมีชีวิตต่อไปหรือไม่ อย่างไร หากโชคดีอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคนดี มีศีลธรรม ย่อมพบความเป็นธรรมได้ ในทางกลับกันการพบเจอคนเลว ชีวิตจะอับเฉาตลอดกาลดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในคดีฆาตกรรมเชอรี่ แอน ดังแคน ซึ่งตำรวจเป็นคนฆ่า คนทำพยานเท็จและดูแลสำนวนคดีส่งอัยการ ประชาชนต้องตั้งสติทุกการกระทำ เรียนรู้กฎหมายเบื้องต้น ระมัดระวังการใช้ชีวิต เลี่ยงไปในสถานที่อโคจรซึ่งอาจนำพาโชคร้ายมาสู่ท่านได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับบางคน เช่น ไปเที่ยวผับแล้วไปเกี้ยวสาวคนเดียวกับตำรวจหรือเหลือบตาไปมองตำรวจกำลังเมาจัด จึงโดนยัดเยียดข้อหาค้ายาเสพติดที่ค้นได้ในรถเพียงหนึ่งห่อเล็กที่บรรจุไว้สามเม็ด ทั้งที่เขามีสถานภาพทางสังคมที่ดีและยืนยันไม่เคยมียาในรถ ตรวจเลือดแล้วไม่พบยา แต่ยาน่าจะโผล่มาตอนตำรวจขอค้นรถ ผู้ตรวจค้นรถและผู้จับ คือ ตำรวจที่แย่งผู้หญิงคนเดียวกัน มันเป็นการยัดเยียดเพราะความหมั่นไส้กันจึงอยากแผลงฤทธิ์อวดสาวและเบ่งกับหนุ่มคู่แข่ง ญาติพี่น้องต้องจ่ายเงินยุติเรื่องนี้หลายหมื่นบาทเพราะไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงหรือค้าความกัน มันเสียเวลาทำมาหากินของคนสุจริตและถือเป็นการทำบุญฟาดเคราะห์ร้ายไป ตำรวจคนนั้นก็ยังเดินลอยนวลต่อไป หากไม่ไปเที่ยวผับและเกี้ยวสาวแปลกหน้า เขาคงไม่ต้องเจอเรื่องร้ายแรงเพียงนี้ ความเป็นจริงคือ ไม่มีใครทราบแน่ว่า ท่านหรือเขาจะต้องเจอคนเลวทรามในกระบวนการยุติธรรมเมื่อไร จึงทำได้เพียงป้องกันตัวเองไว้ อีกตัวอย่างหนึ่งที่บอกเล่าเป็นเรื่องหัวเราะในวงสนทนาและใช้เตือนสติคนว่า พี่น้องทะเลาะกันเรื่องแบ่งที่ดินมรดก 5 ไร่ แล้วต้องไปให้ศาลพิจารณา ปรากฏผลว่า เบื้องหลังการพิจารณาคดีให้จบเรื่องเร็วที่สุดนั้น พี่น้องต้องสูญเสียมรดกที่ดินให้คนอื่นตามสัดส่วนดังนี้ ทนายได้ 1 ไร่ ผู้ตัดสินคดี 3 ไร่ อีกหนึ่งไร่ที่เหลือก็แบ่งกันระหว่างพี่น้อง อันเป็นข้อเจรจาหลังไมค์เพื่อให้คดียุติโดยเร็วเนื่องจากคดียืดเยื้อจนสองฝ่ายทนรับภาระไม่ได้อีกแล้ว แต่กระบวนการทางคดีเมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเจรจาพูดคุยกันหาข้อยุติเอง ทำให้มือที่สามก้าวเข้ามาล้วงหาประโยชน์โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ข่มขู่ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินคดีในศาลมิใช่จะได้รับความเป็นธรรมเสมอไป แต่อาจเป็นการเปิดโอกาสให้คนเลวทำมาหากินจากหยาดเหงื่อของจำเลยและโจทก์ก็ได้ ดังนั้น การเจรจาแบ่งปันโดยยอมรับและสูญเสียกันบ้าง อย่างน้อยสิ่งที่ได้รับหรือเสียไปก็อยู่ในเครือญาติด้วยกัน แทนที่จะให้คนนอกชุบมือเปิบแบ่งเอาที่ดินที่พ่อแม่ทำมาหากินด้วยความยากลำบากไปเพื่อความสุขของลูกหลานตัวเอง สุดท้ายเพราะการไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนผันกันทำให้คนนอกได้เสพสุขจากที่ดินของพ่อแม่ไปง่ายๆ เงินร้อน ไม่เคยอยู่กับผู้รับได้นาน กรรมที่ก่อไว้ แม้ไม่ได้ตอบแทนกับผู้กระทำ แต่ทายาทอาจต้องชดใช้แทนผู้ก่อกรรมก็ได้ เมื่อท่านปล่อยนักค้ายาไป วันหนึ่งลูกหลานของท่านอาจกลายเป็นผู้เสพยาหรือหุ้นส่วนของเขา หากปล่อยฆาตกรไป วันหนึ่งคนที่ถูกฆ่าตายหรือถูกข่มขืนอาจเป็นลูกหลานของตำรวจ อัยการ หรือผู้พิพากษาที่ช่วยให้เขาได้รับอิสรภาพก็ได้ เหยื่อบริสุทธิ์กับคนร้ายหนีลอยนวลจะไม่เกิดขึ้น ถ้าตำรวจ อัยการ และศาล ทำงานด้วยจิตสำนึกที่ดี รักษาจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด และอยู่ในสายตาหรือการตรวจสอบของประชาชนอย่างใกล้ชิด สังคมไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกมากถ้าประชาชนเอาใจใส่และเรียกร้องขอความเป็นธรรมเพื่อตัวเอง มิใช่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามอำเภอใจเพียงเพราะเขาถือกฎหมายและใช้ได้ฝ่ายเดียว ประชาชนต้องรู้และใช้สิทธิ์ตรวจสอบพฤติกรรมและขั้นตอนการทำงานของพวกเขาได้ ถ้าการทำงานเป็นไปตามกฎหมายและถูกต้องด้วยจิตสำนึกที่ดี คำตัดสินย่อมมีความเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ กระบวนการยุติธรรมไทยจึงสามารถกลับมาอยู่ในจุดที่คนไทยและประชาคมโลกให้ความเชื่อถือได้เหมือนเดิม หากปล่อยให้คำตัดสินหรือตีความสำหรับบุคคลหนึ่งนำไปใช้กับอีกคนหนึ่งไม่ได้เพียงเพราะฝ่ายหลังเป็นตุลาการที่ตีความเรื่องนั้นไว้ จึงควรได้รับยกเว้นการพิจารณา เท่ากับไร้ความเป็นธรรม ดังที่เกิดขึ้นในคดีตีความ ลูกจ้าง ระหว่างอดีตนายกฯในงานออกทีวี กับ ตุลาการองค์คณะที่ออกรายการวิทยุโชว์เสียงและสอนหนังสือที่ได้รับค่าแรง แต่คำตีความสำหรับฝ่ายแรกบอกว่า การรับเงินจากการทำงานถือเป็น ลูกจ้างตามความหมายของพจนานุกรม แต่การรับค่าสอนหนังสือและค่าแรงของฝ่ายหลัง จัดเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงมอบให้ครูอาจารย์หรือวิทยากรในรายการ เราจักมองเห็นความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรม ตามหลักวิญญูชนจากเหตุผลที่ไม่พิจารณาการกระทำของตุลาการท่านนั้น แต่ลงโทษอดีตนายกฯอย่างหนักทั้งที่มีพฤติกรรมเดียวกัน ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมไทยผิดเพี้ยน ถ้าเป็นพวกเขา ก็รอดด้วยสารพัดรูปแบบหรือตีความเข้าข้างให้รอดพ้น หากเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ก็เตรียมตัวตายหรือถูกคุมขังหรือทำลายชื่อเสียงอย่างเต็มที่ ประชาชนมีสิทธิ์โดนหางเลขนี้ถ้าแสดงตนว่า ไม่ฝักใฝ่ผู้ใหญ่ของเขาหรือรัฐบาลติดป้ายของข้า ดังนั้น จึงพึงระวังตนใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ทำผิดกฎหมาย เมื่อต้องพบเจอตำรวจ อัยการ ศาล ต้องไม่แสดงตนว่าชื่นชอบฝ่ายใด เพราะไม่รู้ว่าพวกเขาชอบตรงกับเราหรือไม่ มันจะส่งผลต่อคดีความของท่านในทางเลวร้ายจากอคติส่วนตัว ถ้าไปเจอเจ้าหน้าที่รัฐเลวทราม เลี่ยงการเป็นคดีความในชั้นศาล ตำรวจ อัยการ เพราะทุกขั้นตอนต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมากทั้งที่จ่ายให้รัฐหรือให้บุคคลเพื่อให้คดีเดินหน้าหรือยุติเร็ว ผู้ใหญ่บางคนเตือนลูกหลานหรือเพื่อนฝูงว่า ยอมเก็บขี้หมา ดีกว่าเป็นคดีความในศาล เพราะหมดตัวง่ายๆ ทุกสังคมย่อมมีด้านมืดแทรกอยู่เสมอ งานยุติธรรมไทยก็ไม่พ้นความจริงนี้ด้วย
****************************** 9/20/2009 เรื่องวุ่นๆของพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรถาม ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศไทยหรือกัมพูชากันแน่ ? ตอบ ถ้าย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ตอนต้น คงต้องบอกตามหลักประวัติศาสตร์ว่า ผู้ชนะศึกและครอบครองดินแดนของศัตรูก็เป็นเจ้าของแผ่นดินนั้น อันรวมถึงปราสาทเขาพระวิหารด้วย หลายครั้งที่ไทยชนะศึกและครองดินแดนนั้น บางครั้งก็ถูกแย่งชิงกลับไปโดยกษัตริย์เขมรในยุคต่างๆที่มีความเก่งกล้าแตกต่างกัน จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทุกประเทศต้องเคารพคำตัดสินของศาลโลกเมื่อยอมรับการพิจารณาคดีของศาลนี้ จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์และทนายใหญ่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชยอมรับการพิจารณาคดีของศาลโลกที่กษัตริย์เขมรฟ้องเอาคืนปราสาทเขาพระวิหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในยุคสมัยขอมซึ่งถือกันตามหลักประวัติศาสตร์ว่า ขอม คือ ชนชาติเขมรในปัจจุบัน ในที่สุดคำตัดสินของศาลโลกก็ยืนยันว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร แม้ไทยจะทำคำแย้งรักษาสิทธิ์ไว้ แต่หลักกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องใช้สิทธิ์โต้แย้งด้วยหลักฐานใหม่ภายในเวลาที่กำหนด แต่ไทยไม่เคยใช้สิทธิ์โต้แย้งใดๆกับศาลโลกจนล่วงเลยเวลาในกฎหมายไปแล้ว เท่ากับยอมรับโดยปริยายในกรรมสิทธิ์ของปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติก็ต้องเคารพคำตัดสินของศาลโลกเพราะไทยไปยอมรับการพิจารณาของศาลโลกเอง(เนื่องจากมีกฎว่า ถ้าประเทศคู่กรณีใดไม่ยอมรับการพิจารณาคดี ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น) ณ วันนี้ต้องยอมรับกันว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก ถาม พื้นที่ทับซ้อนรอบภูเขาหรือปราสาทกันแน่ที่อ้างกรรมสิทธิ์กันอยู่ ? ตอบ ตามคำตัดสินของศาลโลกนั้นตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสร้างครอบคลุมภูเขาไว้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา จึงถือเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาโดยปริยายที่ขั้นบันไดสุดท้ายของปราสาทใหญ่นี้ ส่วนไทยถือว่าพื้นที่รอบภูเขาลูกนี้ยังเป็นของไทยอยู่ แต่กัมพูชาโต้ว่าพื้นที่ว่าง 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นส่วนประกอบของปราสาทและอยู่ในแผนที่ของฝรั่งเศสที่เคยปกครองเขมรเขียนไว้ว่าเป็นของเขา จึงทำให้เกิดพื้นที่พิพาทกันเพราะไม่ได้อยู่ในคำตัดสินของศาลโลกที่เขียนชัดว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ไม่ได้เอ่ยถึงบริเวณรอบปราสาทหรือองค์ประกอบทางความเชื่อในการสร้างปราสาทแห่งนี้ ปกติทหารไทยก็วางกำลังป้องกันจุดพิพาทโดยมิให้กัมพูชาล่วงล้ำเข้าไปในเขตนั้น จึงเป็นพื้นที่ว่างมาตลอดหลังจากมีคำตัดสินของศาลโลก ต่อมาประมาณปีพ.ศ.2542-2543 ยุคนายชวนเป็นนายกฯมีการเจรจาเปิดพื้นที่นั้นเพื่อทำมาค้าขายร่วมกันระหว่างสองประเทศได้ซึ่งไทยยอมเซ็นสัญญาร่วมกับกัมพูชายอมให้ทั้งสองฝ่ายเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้โดยไม่ขัดขวางกันอีกต่อไป จึงเป็นการเปิดทางกว้างให้กัมพูชาใช้ข้อตกลงนี้นำพลเมืองเขมรเข้าไปตั้งรกรากภูมิลำเนาและทำมาค้าขาย สร้างถาวรสถานอาทิเช่น วัดวาอาราม ที่ทำการของรัฐ และอื่นๆซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ว่า จะไม่มีการสร้างสถานที่ถาวรในพื้นที่ขัดแย้งโดยเด็ดขาด แต่ไทยนิ่งเฉยและไม่เคยโต้แย้งใดๆ ส่วนคนไทยไม่ค่อยกล้าเข้าไปทำมาค้าขายหรือตั้งถิ่นฐานในบริเวณนั้นเพราะหวั่นเกรงอิทธิพลทหารเขมรที่ฝังรากลึกในถิ่นนั้นเพิ่มขึ้นรวดเร็วโดยไม่สนใจข้อตกลงใดๆ ขณะที่ไทยก็รักษาข้อตกลงเคร่งครัดฝ่ายเดียวเพื่อรักษาภาพลักษณ์หรือเพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่รัฐบาลไทยในเวลานั้นได้รับตอบแทน จึงทำให้อิทธิพลของกัมพูชาครอบคลุมพื้นที่นั้นเต็มที่ แม้แต่ทหารไทยไม่กล้าย่างกรายเข้าไปในเขตนั้น จนกระทั่งมีข่าวลือหนาหูว่า กัมพูชาจะอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ซึ่งคนเขมรอยู่อาศัยและมีสถานที่สำคัญตั้งหลักแหล่งอยู่ยาวนานโดยไทยไม่คัดค้านอย่างใดอันแสดงการยอมรับในกรรมสิทธิ์ของเขมรดังที่เคยเกิดขึ้นในคำตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 10-20 ปีแล้ว ถาม พื้นที่ทับซ้อนที่ไทยกับกัมพูชาอ้างสิทธิ์นั้นเป็นของใครกันแน่ ? ตอบ หลักกรรมสิทธิ์และประวัติศาสตร์ไทย รวมทั้งคำตัดสินของศาลโลก พื้นที่นั้นยังถือเป็นของประเทศไทย เมื่อกัมพูชาคัดค้านหรือโต้แย้งสิทธิ์โดยอ้างธรรมเนียมโบราณหรือแผนที่สมัยฝรั่งเศส จึงถือว่า ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ โดยหลักแล้วทั้งสองฝ่ายต้องไม่เข้าไปหาประโยชน์ในดินแดนที่ขัดแย้งกันจนกว่าจะมีข้อยุติแล้วซึ่งไทยยึดถือหลักนี้มาตลอด ความแข็งแกร่งของทหารไทยทำให้กัมพูชาก็ไม่ละเมิดหลักนี้ด้วย ต่อมารัฐบาลยุคนายชวนยอมรับข้อเสนอของกัมพูชาที่เปิดทางให้คนเขมรเข้ามาครองพื้นที่ได้ง่ายและสร้างอิทธิพลแผ่ครอบคลุมจนทหารไทยหรือคนไทยยังไม่กล้าเข้าไปใช้พื้นที่ตามข้อตกลงกัน จึงกลายเป็นว่า คนเขมรเป็นฝ่ายเดียวที่ได้รับประโยชน์เต็มที่ ส่วนคนไทยกำลังรอคอยการเสียพื้นที่นี้ให้กัมพูชาแบบเดียวกับคดีปราสาทเขาพระวิหารในไม่ช้านี้ รัฐบาลที่เปิดช่องทางให้เขมรยึดครองพื้นที่พิพาทเป็นของเขาได้รับผลประโยชน์แลกเปลี่ยนหรือไม่ ผู้กระทำจักเป็นคนให้คำตอบได้ดีที่สุด ถาม ข้อตกลงใหม่ที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยทำไว้กับกัมพูชาแลกกับคำรับรองให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกที่สมบูรณ์เป็นการยกพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาจริงหรือไม่ ? ตอบ ตอนนั้นกัมพูชาต้องการให้ปราสาทเขาพระวิหารได้เป็นมรดกโลก แต่ต้องมีคำรับรองจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยเพราะมันอยู่ประชิดชายแดนมากและพื้นที่ด้านล่างยังพิพาทกันอยู่ ไทยจึงใช้โอกาสนี้เพื่อให้กัมพูชารับรองก่อนว่า พื้นที่ทับซ้อนนั้นเป็นของไทยฝ่ายเดียว แต่ยอมให้เป็นพื้นที่ส่วนประกอบอาณาบริเวณทางวัฒนธรรมของปราสาทแห่งนี้ได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนประเทศ กัมพูชาตอบตกลงเพราะต้องการเงินทุนมหาศาลจากองค์กรมรดกโลกที่จะใช้ปรับปรุงปราสาทใหญ่ นั่นหมายความว่า พื้นที่พิพาทแห่งนี้จะเป็นของไทยชัดเจนขึ้นจากการยอมรับของกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และมีสิทธิ์ขับไล่คนเขมร จัดการพื้นที่เยี่ยงเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ต่อมามีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวทำให้ข้อพิพาทนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิม อีกทั้งกัมพูชาต้องดิ้นรนแก้ปัญหาต่างๆจนกระทั่งปราสาทแห่งนี้เป็นมรดกโลกได้ แล้วยังสามารถปรับเปลี่ยนทางขึ้นปราสาทที่เคยอยู่ในฝั่งไทยให้ไปขึ้นอีกฝั่งที่สร้างใหม่และสะดวกขึ้นด้วยเงินทุนจากฝรั่งเศสและญี่ปุ่นจากสถานภาพมรดกโลกที่จักสร้างผลประโยชน์ตอบแทนสองประเทศได้แน่นอน นั่นหมายความว่า ไทยจะสูญเสียรายได้ท่องเที่ยวอีกมากเมื่อกัมพูชาสามารถปิดประตูที่บันไดทางขึ้นปราสาทฝั่งไทยได้ตลอดเวลาเพราะมีทางขึ้นอื่นให้เลือกแล้ว โอกาสทองที่จะยุติปัญหายืดเยื้อผ่านพ้นไป การทะเลาะเรื่องเก่าก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งเพียงแค่ความแค้นหรือโง่เขลาของศัตรูทางการเมือง ทำให้คนไทยกับคนเขมรต้องอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวงกันต่อไป ถาม ไทยมีโอกาสจะยึดพื้นที่นั้นมาเป็นของไทยโดยสมบูรณ์ได้หรือไม่ ? ตอบ ขณะนี้ไทยยังเป็นเจ้าของพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารตามหลักกฎหมายและหลักประวัติศาสตร์อยู่ ส่วนการอ้างสิทธิ์ใดๆของกัมพูชาก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่จะได้ของง่ายๆอย่างที่เคยทำในอดีตในคดีปราสาทเขาพระวิหารนั้นไม่ได้เพราะเวลานี้กัมพูชามิใช่เมืองขึ้นของฝรั่งเศส การปกครองของกัมพูชาเป็นที่หวาดระแวงของชาติตะวันตก เวทีโลกไทยมีความได้เปรียบสูงกว่า ข้อมูลข่าวสารรอบโลกหาได้ง่ายขึ้นทำให้การโกหกหรือสร้างภาพลวงเกิดขึ้นยาก เรื่องเขตแดนมิได้เกิดขึ้นจากงานสงครามแย่งชิงอีกต่อไป ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาการเจรจาความกันเป็นหลัก ส่วนกำลังทหารเป็นกองหนุนให้อีกฝ่ายยอมรับฟังกันเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ล้วนนำไปสู่ผลสำเร็จของการกำหนดเขตแดนระหว่างกันหรือแก้ไขข้อพิพาทที่ค่อนข้างซับซ้อนได้ง่ายขึ้น การใช้กำลังแย่งชิงพื้นที่สำหรับยุคนี้เป็นเรื่องโง่เขลาที่สุดเพราะทุกประเทศต่างมีมิตรสหายที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและแบ่งผลประโยชน์จากผลของสงคราม การเจรจาระหว่างคู่กรณีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อีกทั้งไทยต้องยอมรับความจริงว่า ปราสาทเขาพระวิหารมิใช่ของประเทศไทยอีกแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก แต่พื้นที่อื่นรอบภูเขาแห่งนี้ต้องเจรจากันด้วยหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง มิใช่อยากได้ก็ยึดหรือใช้กำลังบุกเข้าไปดังที่บางคนพยายามเสนอให้ยึดปราสาทมาเป็นของไทยด้วยกองทัพไทยเพราะผู้นำกัมพูชาเวลานี้เป็นกุ๊ยข้างรั้วเท่านั้น โดยเฉพาะออกมาจากปากของผู้นำกระทรวงต่างประเทศไทย มันส่อแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ต่ำและยึดติดกับภาพลวงตาที่ตัวเองสร้างขึ้นโดยไม่ยึดความจริงที่คนทั้งโลกมองเห็นอยู่ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในสังคมโลก มิใช่รัฐโดดเดี่ยว ************************** 9/14/2009 ภัยใกล้ตัววันนี้คือ ลูกหายภัยใกล้ตัว : ลูกหาย
เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวลูกชายวัย 5 ขวบของเพื่อนน้องสาวหายไปจากครอบครัวเพราะโจรหญิงคนหนึ่งอุ้มพาหายไปจากห้างสรรพสินค้าแค่ห่างสายตานิดเดียวทำให้รู้สึกสะเทือนใจที่ได้ยินอย่างมาก แม้จะเป็นความพลั้งพลาดของพ่อแม่หรือความซนของเด็กก็ตาม ล้วนนำพาความเสียใจ ความหวั่นใจ ให้พ่อแม่ และรวมไปถึงความหวาดกลัวและเดียวดายของเด็กคนนั้นเมื่อต้องอยู่กับหญิงแปลกหน้าที่มิใช่พ่อแม่ จึงอยากเขียนเตือนภัยให้พ่อแม่ระมัดระวังลูกชายหรือลูกหญิงให้มากแม้จะอยู่ในบ้านหรือพาไปเที่ยวข้างนอกก็ตาม บัดนี้ ค่าตัวเด็กทารกถึงเด็กโตมีมูลค่าตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นซึ่งดึงดูดโจรให้ลักพาเด็กถี่ขึ้นเมื่อไปอยู่ในมือของนายหน้าค้าเด็กก็จะมีค่าตัวสูงเป็นหลักแสนบาท ความประมาทของพ่อแม่เป็นปัจจัยหลักที่โจรรอคอยจะลักพาเด็กไปจากการคุ้มครองของครอบครัว ส่วนใหญ่แล้วคดีลักพาเด็กนั้นค่อนข้างตามกลับคืนครอบครัวยากมาก แม้จะมีหมายจับโจรคนนี้แล้วก็ตาม มันจักกลายเป็นแผลเป็นในใจของพ่อแม่ตลอดชีวิต ส่วนเด็กคนนั้นมีชะตากรรมที่ไม่แน่นอนเพราะจะถูกขายไปให้ครอบครัวอื่นที่ต้องการลูกหรือทาสหรือของคนต่างชาติ ความทรงจำของเด็กที่มีต่อครอบครัวเดิมหากยังอยู่ มันย่อมกระตุ้นให้เด็กต่อต้านโจรหรือครอบครัวใหม่ อันส่งผลให้เด็กต้องถูกทรมานหรือต้องตายก็ได้ เด็กทารกถึงเด็กโตเป็นวัยที่อ่อนแอและไม่สามารถปกป้องตัวเอง แม้แต่แยกแยะพ่อแม่กับคนแปลกหน้ายังค่อนข้างยาก จึงไม่แปลกที่โจรจะฉวยเด็กหนีจากพ่อแม่ไปต่อหน้าต่อตาโดยเด็กไม่ร้องไห้หรือไม่โวยวาย พลเมืองดีจึงแยกไม่ออกว่าคนอุ้มเด็กเป็นพ่อแม่แท้ๆหรือโจรกันแน่ ทำให้งานขโมยเด็กเป็นงานง่ายและเงินดีสำหรับมิจฉาชีพ การป้องกันเด็กหายจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำที่สุด สถิติเด็กไทยหายนั้นมีเฉลี่ยวันละ 1 คน ด้วยฝีมือคนในครอบครัวเดียวกันหรือโจร ผู้เป็นพ่อแม่จึงควรตระหนักแก่ใจว่ามิได้มีหน้าที่ดูแลสุขภาพเด็กเท่านั้น แต่รวมถึงความปลอดภัยของเด็กอีกด้วย การเรียนรู้จากความผิดพลาดของพ่อแม่คนอื่นช่วยสร้างบทเรียนใหม่ๆแก่พ่อแม่รุ่นต่อมามิให้ทำพลาดซ้ำอีก ดังเช่น กรณีเด็กหายในรั้วบ้านของพ่อแม่ เมื่อเด็กหญิงวัย 3 ขวบ นั่งเล่นกองทรายบนถนนในรั้วบ้าน แต่เปิดประตูรั้วไว้ด้วยความเคยชินของสมาชิกในบ้านที่จะขับรถเข้าบ้านได้โดยไม่ต้องลงจากรถไปเปิดด้วยตัวเอง แต่มันกลายเป็นเส้นทางสำคัญให้โจรมาลักลูกของพวกเขาไปอย่างง่ายดาย เมื่อรถตู้แล่นมาจอดแล้วชายคนหนึ่งวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กหญิงเข้ารถแล้วขับออกไปต่อหน้าผู้เป็นย่าที่นั่งมองหลานอยู่ไม่ห่างนัก คดีนี้ก็ยังปิดไม่ได้เพราะหาเด็กไม่พบจนเวลาล่วงผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว ลองคิดว่าเด็กหญิงคนนั้นจะถูกขายไปอยู่กับครอบครัวใด มีความสุขหรือทุกข์เพียงใดเมื่อเทียบกับการอยู่กับพ่อแม่แท้ๆซึ่งมีฐานะการเงินที่ดีและให้ความสุขกับเลือดเนื้อแท้ๆของเขา ขณะที่ครอบครัวใหม่กระทำผิดกฎหมายด้วยการซื้อเด็กจากโจรสนองความต้องการส่วนตัวไม่ว่าในฐานะลูกหรือทาสก็ตาม ชีวิตของลูกคือ ความไม่แน่นอน ความกลัวและความโดดเดี่ยว การหายตัวไปของเด็กเกิดขึ้นเพราะความมักง่ายของผู้ใหญ่ ถ้าไม่เปิดรั้วบ้านไว้ ย่อมไม่มีโจรคนใดเสียเวลาปีนบ้านเพื่อเข้าไปอุ้มเด็กตามหลักวิญญูชน การเสียลูกไปครั้งนี้ยังเป็นตราบาปที่ติดตรึงหัวใจของพ่อแม่ไปตลอดชีวิตตราบใดที่ยังหาเด็กไม่พบ กรณีลูกหายเพราะช็อปปิ้งเพลินในห้างสรรพสินค้าเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มาจากความประมาทเลินเล่อและหลงเพลินกับสินค้า ลูกชายวัยห้าขวบเดินไปกับพ่อแม่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อพ่อแม่คุยและเลือกสินค้าอยู่ ลูกซึ่งเดินได้คล่องพอควรจึงป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างพ่อแม่นัก พ่อแม่จึงสนใจสินค้ามากกว่าจูงมือลูกไว้ โจรหญิงเข้าไปหาเด็กแล้วอุ้มลูกของพวกเขาเดินหายไปในฝูงชนแค่ลัดสายตาเดียวที่พวกเขาสนใจสินค้าเท่านั้น มันใช้เวลาไม่กี่วินาทีที่ลูกหายไป พวกเขาตกใจอย่างมากเมื่อหันมาไม่เห็นลูกชายที่ควรยืนหรือนั่งเล่นใกล้ๆ เมื่อไปเปิดกล้องวงจรปิดของห้างฯก็เห็นผู้หญิงใบหน้าชัดอุ้มลูกชายไปโดยเด็กไม่ได้ร้องโวยวายใดๆและอยู่ห่างจากพ่อแม่ไม่กี่คืบ แต่ความที่เด็กไม่ได้อยู่ในสายตาของพ่อแม่และไม่ได้จับมือของพ่อแม่ไว้ จึงเป็นจุดที่โจรเข้าไปหาเด็กอย่างนุ่มนวลแล้วอุ้มหนีจากไป มันเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พ่อแม่ชะล่าใจคิดว่า ลูกโตช่วยตัวเองได้และไม่จำเป็นต้องจูงมือหรืออยู่ในสายตาตลอดเวลาเหมือนตอนเป็นทารก อันที่จริงแล้วเด็กยังไม่อาจแยกแยะคนดีคนชั่วหรือพ่อแม่กับคนแปลกหน้าได้ ทำให้โจรเอาเด็กไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือใดๆจากเด็กอันมาจากความไร้เดียงสาของเด็ก ส่วนพ่อแม่ก็ประมาทที่เชื่อว่าลูกอยู่ใกล้และโจรไม่กล้าพอจะมาใกล้พวกเขา แต่พ่อแม่ไม่อยู่ใกล้เด็กพอที่โจรจะไม่กล้าแตะต้องเด็ก พวกเขาจึงสูญเสียลูกไปตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2552 จนถึงบัดนี้ที่เขียนบทความก็ยังไม่ได้ข่าวของลูกชายวัย 5 ขวบเลย เมื่อสืบข้อมูลของโจรหญิงคนนี้ก็พบว่า เธอมีหมายจับเรื่องลักพาเด็กอยู่ก่อนหลายคดีแล้วเท่ากับมีเหยื่อเด็กหรือหลายครอบครัวที่ทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน ตำรวจก็ยังตามจับโจรหญิงคนนี้ไม่ได้ ยิ่งผ่านไปนานวันนานเดือนก็ยืนยันการสูญเสียเด็กถาวรยิ่งขึ้นดังที่เกิดขึ้นกับหลายครอบครัวมาแล้ว การหวังพึ่งพาให้ตำรวจตามล่าหาเด็กหายไปจากพ่อแม่นั้นต้องยอมรับว่ายาก เพราะคดีเด็กหายจำนวนมากยังไม่คลี่คลาย แม้มีภาพวงจรปิดที่เห็นใบหน้าโจรหญิงชัดดังคดีที่เล่าให้ฟังตอนต้นนั้น ก็ยังไม่มีเบาะแสจับเธอมาได้เลยอันอาจมาจากประสิทธิภาพของตำรวจไทยหรือการแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีมีน้อยหรือการกระจายข่าวเหยื่อให้สายตาคนทั้งประเทศช่วยสอดส่องมองหาร่วมด้วยมีน้อยมากหรือปัจจัยอื่นๆ เราต้องไม่ลืมว่า แผ่นดินไทยกว้างใหญ่ ตำรวจมีงานยุ่งมากและอาจมองว่าคดีเด็กหายเป็นเรื่องเล็กกว่าคดีจับยาเสพติด จึงทำให้การตามล่าหาคนร้ายลักเด็กไม่คืบหน้า สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมไทย คือ สื่อมวลชนให้ความสนใจน้อยกับคดีลักพาลูกของคนอื่นโดยให้น้ำหนักเพียงว่า เป็นเรื่องในครอบครัว ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลโจรลักพาเด็กมีน้อยมาก การตามจับโจรหรือการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของโจรมีน้อยยิ่ง ลองนึกว่า ถ้ามีภาพโจรหญิงคนนี้แพร่หลายในข่าวทีวีหรือทุกช่วงรายการทีวี ตำรวจต้องได้ข้อมูลของเธอแล้วจับเธอง่ายขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ก่อเหตุร้ายซ้ำอีก เด็กชายวัยห้าขวบคนนั้นก็ไม่ถูกลักพาตัวไปเนื่องจากทีวีไทยแพร่ภาพไปทั่วแผ่นดินไทยแล้วในเวลานี้ อีกทั้งการแพร่ข้อมูลทางอินเตอร์เนตจะช่วยเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นได้ แต่สื่อมวลชนไทยไม่เคยช่วยเหลือสังคมในด้านนี้เลย อันแตกต่างจากสื่อในต่างประเทศเมื่อเกิดกรณีลักพาเด็กและมีการขอความช่วยเหลือจากครอบครัวเด็กหรือตำรวจ จะมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทุกเครือข่ายของทีวีจำนวนมากทำให้ตำรวจได้รับข้อมูลมากมายและนำไปสู่การจับโจรหรือช่วยเหลือเด็กได้ทันเวลา ถ้าพ่อแม่ไม่ตระหนักถึงภัยการลักพาเด็กไปขายหรือเพื่อเหตุอื่นใดที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งท่านไม่มีวันรู้ว่ากำลังอยู่ในสายตาของโจรหรือไม่ วิธีเดียวที่จะปกป้องลูกได้ คือ การไม่ปล่อยลูกให้อยู่ตามลำพังหรือห่างสายตาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ชุมชน มิฉะนั้น โศกนาฏกรรมจะไม่มีวันจางไปจากครอบครัวของท่านเลยเพราะตราบาปที่ท่านมีส่วนก่อขึ้นแม้ไม่เจตนา แต่ก็รู้ดีว่าชะตากรรมดีหรือร้ายของลูกในวันนี้หรืออนาคต ท่านมีส่วนก่อขึ้นด้วย ความสุขในครอบครัวจะไม่หวนกลับมาอีกครั้งแน่นอนตราบใดที่ยังไม่พบลูก หลายครอบครัวต้องสูญเสียลูกไปถาวรเพราะหาไม่พบ แม้จะดิ้นรนค้นหาเพียงใดก็ตาม คำถามที่ว่า โจรลักเด็กไปเพื่ออะไร คำตอบง่ายๆ คือ เงินค่าตัวเด็ก เนื่องจากสังคมไทยบางส่วนสร้างแหล่งหาเงินจากเด็กเพราะบางครอบครัวไม่สามารถมีลูกได้เองและมักง่ายเพราะเบื่อหน่ายการขอเด็กกับทางราชการ จึงเกิดความคิดซื้อเด็กราคาถูกในตลาดมืด โจรลักพาเด็กตามที่ลูกค้าต้องการแล้วนำไปขายด้วยค่าตัวตั้งแต่ระดับทารกประมาณหลักพันถึงเด็กโตประมาณหลายหมื่นบาท หากต้องผ่านนายหน้าค้าเด็ก ค่าตัวเด็กจะสูงขึ้นไปอีก เด็กบางคนได้ไปอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี บ้างก็อยู่ในครอบครัวยากจน แต่อยากมีแรงงานเด็กไว้ใช้งาน บ้างก็โชคร้ายเมื่อแม่เล้าในซ่องโสเภณีต้องการเด็กหญิงไปเลี้ยงเพื่อให้โตขึ้นทำงานใช้หนี้ การซื้อเด็กนั้นมิใช่คนไทยกระทำต่อกันเท่านั้น คนซื้อยังมีชาวต่างชาติอีกด้วย มันเรียกได้ว่าชะตากรรมของเด็กนั้นยากคาดเดาว่าจะพบเจอเรื่องดีหรือเลวในชีวิตของพวกเขาซึ่งบางคนเกิดมาในครอบครัวที่ดีมีฐานะการเงินดี แต่ถูกลักพาตัวไปตกระกำลำบากอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเขา การลักพาเด็กหรือลูกของครอบครัวใดก็ตามความรู้สึกที่คนไม่เคยรับรู้ แต่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับตัวเด็กคือ ความกลัวและความโดดเดี่ยวเมื่อไม่เห็นพ่อแม่เป็นเวลานาน มันเป็นแรงกดดันที่กระตุ้นให้เด็กอาจร้องไห้หนักเมื่ออยู่กับโจร สิ่งที่เขาจะได้รับแน่นอนคือ การตีทำร้ายเพื่อให้หยุดร้องไห้และกลัวหรือเชื่อฟังพวกเขา ต่อมาเด็กเรียนรู้ว่าจะเลี่ยงความเจ็บด้วยการนิ่ง จึงช่วยให้โจรทำงานง่ายขึ้น ชีวิตเด็กจะตกในอันตรายยิ่งขึ้นเมื่อมีความกลัว แม้เด็กจะคิดถึงพ่อแม่ แต่บอกชื่อพ่อแม่หรือชื่อนามสกุลของตัวเองยังไม่ได้ ไม่รู้จะไปหาพ่อแม่ได้ที่ไหน สิ่งที่เด็กทำได้ คือ ต้องทำตามคำสั่งของโจรแลกกับการไม่ต้องถูกทำร้ายให้บาดเจ็บตามสัญชาตญาณของมนุษย์ การนิ่งเฉยหรือการไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้ใดของเด็กยิ่งทำลายโอกาสค้นหาของพ่อแม่ขึ้น ดังนั้น หลายครอบครัวจึงไม่เคยพบลูกอีกนับแต่วันที่เด็กถูกลักพาตัวไปและอาจไม่มีวันได้พบกันตลอดกาลก็ได้ กรณีที่น่าสะเทือนใจและเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน คือ คดีลักพาลูกวัย6-7 ขวบของหญิงคนหนึ่ง แม่พยายามตามหาทุกวันทุกคืนเป็นเวลาหลายเดือนด้วยความทุกข์ระทมใจ ต่อมาวันหนึ่งเธอเดินกลับจากกินข้าวเที่ยงเพื่อไปทำงานอีก เสียงเรียกแม่ดังขึ้นเมื่อเธอหันกลับไปมองเจ้าของเสียงเรียกนั้นจึงพบเด็กแขนขาดนั่งขอทานอยู่บนสะพานลอยที่เธอกำลังเดินข้ามไป ใบหน้าของเด็กมอมแมมและแววตาเศร้ายิ่ง เธอร้องไห้โฮและเข้าไปกอดเด็กชายคนนั้นด้วยความรักและคิดถึง เมื่อเด็กพิการคนนั้นคือ ลูกที่หลายไปหลายเดือนของเธอซึ่งตอนนี้ไม่เหมือนเก่าอีกแล้ว ตำรวจซักถามเด็กและตามล่าหาโจรที่ลักพาเขาไป แต่ได้ข้อมูลน้อยทำให้พวกมันลอยนวลต่อไปจนบัดนี้ เรื่องที่เด็กเล่าให้ฟังสร้างความสะเทือนใจยิ่งนัก เมื่อเด็กถูกโจรลักพาไปขายให้กลุ่มขอทาน จากนั้นก็ถูกนำไปให้หมอเถื่อนตัดแขนสองข้างทิ้งเพื่อให้เป็นเด็กพิการแล้วขอทานหาเงินไปให้พวกเขา เด็กที่มาจากครอบครัวคนชั้นกลางในกทม.และมีความสุขจากพ่อแม่อย่างดีต้องกลายสภาพเป็นเด็กพิการที่ตั้งใจให้ไปขอทานหาเงินเลี้ยงมิจฉาชีพเพียงแค่ความประมาทชั่วพริบตาหนึ่งของพ่อแม่ มันนำพาความทุกข์ใจแก่ครอบครัวสุดบรรยายได้ แม้เด็กจะกลับสู่ครอบครัวแท้จริงได้ แต่ความสูญเสียของเขาฝังตรึงในใจและอยู่กับสภาพร่างกายใหม่ที่บกพร่องด้วยฝีมือคนชั่วร้ายกลุ่มหนึ่งที่ยังลอยนวลไปทำร้ายเด็กอื่นได้อีก เวลานี้ขบวนการลักเด็กมีตลาดขายกว้างขวางขึ้นกว่าในอดีต คือ ตลาดครอบครัวที่ต้องการลูก ตลาดขอทาน ตลาดขายอวัยวะ ตลาดเรือประมง (กรณีลักพาวัยรุ่นไปขึ้นเรือประมงมีเพิ่มขึ้น) ตลาดห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือผลิตยา ตลาดโสเภณี อายุเด็กก็ขยายเพิ่มขึ้นจากทารกไปถึงวัยรุ่นกันแล้ว เด็กจึงเป็นกลุ่มที่น่าห่วงใยเพิ่มขึ้นเพราะปกป้องตัวเองได้น้อย ขาดประสบการณ์ชีวิต พ่อแม่และครอบครัวต้องเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ สอนวิธีป้องกันตัวเองให้เด็กรับรู้เพิ่มขึ้น และต้องให้ความเอาใจใส่ลูกใกล้ชิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือที่ชุมชนเพราะมิจฉาชีพเริ่มรุกเข้าใกล้บ้านคนสุจริตเพิ่มขึ้นแล้ว ถ้าไม่ปกป้องบ้านหรือครอบครัวไว้ ผู้เสียใจที่สุดย่อมเป็นท่านและครอบครัวเท่านั้น ตำรวจเป็นผู้มาถึงปลายเหตุและการแก้ไขค่อนข้างยากและอาจเกินกว่าจะเยียวยาก็ได้ ขอให้รักและเอาใจใส่ลูกให้มากขึ้น อย่าประมาทแม้เสี้ยววินาทีเพราะสายตาโจรจ้องมองลูกของท่านอยู่ มิฉะนั้น จะต้องอยู่กับความเสียใจและทุกข์ใจไปตลอดชีวิตของท่านและลูก วิธีป้องกันแสนง่ายและไม่ต้องเสียเงิน คือ เอาใจใส่ลูก จับมือของลูก และ สายตามองลูกเท่านั้น ท่านจะพ้นภัยลักพาเด็กได้
********************************** 9/11/2009 บารากู่ ยาสูบอันตรายและผิดกฎหมายบารากู่ ยาสูบอันตราย
เขียนโดย ลูกแก้ว
ขณะนี้มียาสูบชนิดหนึ่งที่แพร่หลายในกลุ่มนักเที่ยวยามค่ำคืนหรือเยาวชนไทยโดยอ้างว่าไม่ใช่บุหรี่ ไม่ใช่ยาเสพติด โดยสูบกันในผับ บาร์ หรือสถานที่ตกแต่งเรียกความสนใจจากวัยรุ่นหน้าสถาบันศึกษาต่างๆ ข้อความชักชวนและบิดเบือนทำให้เยาวชนไทยหรือนักเที่ยวหลายคนหลงเชื่อสูบยาเหล่านั้นเพราะคิดว่าเป็นของเล่นอย่างหนึ่ง โดยไม่ทราบว่ากำลังสูดดมพิษร้ายเข้าสู่ร่างกายโดยตรงไม่แตกต่างจากการสูบบุหรี่หรือกัญชาเลย บารากู่ เป็นคำเรียกการใช้ยาสูบสไตล์ตะวันออกกลางด้วยอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อการดูดควันจากยาสูบ มันเป็นที่นิยมในดินแดนตะวันออกกลางและมีใช้กันมานานแล้ว โดยประเทศในแถบตะวันออกกลางมิได้ห้ามสูบมัน จึงเป็นทางเลี่ยงของคนชอบสูบบุหรี่ซึ่งเป็นข้อห้ามแตะต้องยาเสพติดหรือสารเสพติดทั้งหลายตามหลักศาสนาของเขา เมื่ออยู่ในประเทศเหล่านี้และอยากสูบบุหรี่จึงเลือกทดแทนด้วยการสูบบารากู่
บารากู่
อุปกรณ์สูบยาที่เรียกกันว่า บารากู่นั้น มีโครงสร้างที่ต้องบรรจุน้ำและยาสูบไว้เป็นลำดับชั้น ควันที่เกิดจากการเผายาสูบและต้มน้ำจะลอยไปตามท่อดูดเข้าสู่ปากเยี่ยงเดียวกับการสูบบุหรี่ รูปร่างของบารากู่นั้นจะมีหลากหลายและดูสวยงามเพราะมีการพัฒนารูปร่างเพื่อดึงดูดให้คนซื้อหรือใช้สอยมันอย่างเพลินตา ส่วนยาสูบนั้นก็มีการพัฒนากลิ่นหลากหลายขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้บารากู่ไม่จำเจนัก เมื่อนำบารากู่มาแพร่หลายในเมืองไทยโดยเน้นเยาวชนไทยจึงมีการปรุงกลิ่นยาสูบให้ดึงดูดความสนใจของวัยรุ่นในสถานบันเทิงต่างๆและกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำผิดกฎหมายยาสูบของไทยซึ่งมีโทษจำคุกด้วย ยาสูบที่ใช้กับบารากู่นั้นมีอันตรายต่อร่างกายไม่น้อยกว่าบุหรี่หรือกัญชาหรือฝิ่นซึ่งเป็นสารเสพติดต้องห้ามในไทย ก่อนอื่นผู้คิดจะใช้บารากู่แทนบุหรี่ด้วยความโก้หรูหรือเหตุผลใดก็ตาม ขอให้ทราบด้วยว่า ยาสูบในบารากู่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ต้องขออนุญาตจำหน่ายหรือนำเข้าก่อน การสูบหรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่ได้รับอนุญาตจากราชการผิดต่อกฎหมายยาสูบของไทยก็ต้องรับโทษจำคุกด้วย การสูบบารากู่นั้นจะส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต รับคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าเลือดโดยตรงคล้ายไอเสียของรถยนต์หรือควันบุหรี่ทำให้ขาดอ็อกซิเจนอย่างเพียงพอต่อร่างกาย อาการที่พบหลังจากสูบยาบารากู่ คือ ปวดศีรษะ คลื่นเหียน ดวงตาพร่าเลือน ความคิดสับสน ประสาทหลอน ร่างกายอ่อนแอลง หัวใจเต้นถี่ เป็นลมหมดสติ หากร่างกายรับปริมาณควันเกินไป จักมีอาการชักกระตุก หัวใจเต้นแผ่วอ่อนแรง หายใจช้าลง สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิต
ยาสูบที่ใช้กับบารากู่
ยาสูบในบารากู่ เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมายของไทยเพราะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนยาสูบตามกฎหมายยาสูบของไทยและมีอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งยังเสพติดได้ไม่ต่างจากบุหรี่ด้วย เมื่อมันมีความตายแอบแฝงอยู่ในบารากู่ ท่านจะทำลายชีวิตหรือฆ่าตัวตายเพราะหลงเชื่อคำลวงของผู้ไม่หวังดี เห็นเป็นสิ่งโก้เก๋ที่อวดโชว์กันแล้วยอมตายด้วยการสูบบารากู่หรือ ? บางคนอาจเถียงว่า ทำไมคนตะวันออกกลางยังไม่ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเหมือนบุหรี่ คำตอบง่ายๆ คือ คนไทยรู้จักบุหรี่ดีแค่ไหน คนตะวันออกกลางก็รู้จักบารากู่และยังใช้เป็นทางออกแก่คนติดบุหรี่ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของชาติยุโรปที่พวกเขาตั้งข้อรังเกียจไว้ จึงเลือกใช้บารากู่ซึ่งมีมาช้านานแล้วในโลกตะวันออกกลางแทนการสูบบุหรี่ของชาวตะวันตก ตอนนี้ทุกคนรู้จักอันตรายของการใช้บารากู่แล้ว ก็ควรทบทวนด้วยสติว่า จะเดินไปสู่ความตายต่อไปหรือไม่ เราควรเลือกเพื่อมีชีวิตนานขึ้นแทนที่จะฆ่าตัวตายด้วยบารากู่ซึ่งมีอุปกรณ์ใช้ยาสูบที่ดูสวยงาม แต่แฝงความตายไว้กับทุกคนที่สูบควันมรณะเข้าสู่ร่างกายโดยตรงเพื่อความสำราญวันนี้ แล้วต้องนอนเจ็บปวดทรมานก่อนตายด้วยอาการถุงลมโป่งพองหรือมะเร็งปอดในวันหน้า อย่าลืมว่าร่างกายแต่ละคนมีความต้านทานต่อพิษร้ายของบารากู่ไม่เท่ากัน อันตรายจึงส่งผลเสียให้เห็นช้าหรือเร็วแตกต่างกัน แต่รับรองได้ว่าความเสียใจต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
***************************** 9/8/2009 สัญชาติไทยไม่ง่ายนักถาม การขอสัญชาติไทยยากหรือไม่ ? ตอบ กฎหมายสัญชาติไทยมีความซับซ้อนและมีการปรับปรุงให้เปิดกว้างขึ้นกว่าในอดีต แต่ยังนับว่าไม่ง่ายนัก นอกจากเกิดในไทยแล้วยังต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ตอนนี้แม้แต่การเป็นนักลงทุนระดับเกินห้าร้อยล้านบาทก็ยังมีสิทธิ์ขอสัญชาติไทยได้และต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วยเช่นกัน ดังนั้น คนไทยจึงควรภูมิใจกับสัญชาติไทย เพราะคนต่างด้าวมากมายหวังอยากได้สัญชาติไทยเพื่ออาศัยหรือทำงานในแผ่นดินร่มเย็น ประชาชนเอื้ออารี และดิ้นรนต่อสู้ทรหดทั้งสมหวังหรือผิดหวังกับการมีสัญชาติไทยเยี่ยงคนไทยทั่วไป จึงควรหวงแหนความเป็นคนไทยสัญชาติไทยให้มากไว้ ถาม ทำไมการขอสัญชาติไทยของเด็กที่เกิดในไทยซึ่งมีพ่อแม่ต่างด้าวยากนัก ? ตอบ กฎหมายสัญชาติของทุกประเทศเน้นความมั่นคงของชาติเป็นหลัก ดังเช่น สหรัฐอเมริกากว่าจะให้สัญชาติอเมริกันแก่ผู้จัดรายการชื่อดังของ Dog Whisperer ต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปีหลังจากให้สิทธิ์พำนักหรือGreen card แก่เขา จึงไม่แปลกที่การให้สัญชาติไทยต้องมีขั้นตอนยุ่งยากและมีกติกาให้ต้องเข้มงวดด้วย ถาม กรณีใดที่เด็กพม่าในข่าวจึงมีสัญชาติไทยได้ ? ตอบ กฎหมายสัญชาติไทยให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิ์ถือสัญชาติไทยได้ แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นอีก เด็กจึงใช้สิทธิ์นี้ได้ กรณีของเด็กพม่าในข่าวมีเรื่องที่ต้องคำนึงด้วย คือ พ่อแม่เป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่ การหลบหนีเข้าเมืองทุกกรณีหรือมีสถานภาพเป็นผู้อพยพส่งผลให้เด็กไม่มีทางได้สัญชาติไทย แต่เด็กยังมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติตามพ่อแม่ การได้รับผ่อนผันให้ทำงานในไทยของคนต่างด้าวหรือการผ่อนผันให้เด็กเรียนในโรงเรียนไทยไม่ถือเป็นเหตุให้เด็กมีสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติด้วยเพราะขัดต่อกฎหมายสัญชาติไทยกรณีพ่อแม่เป็นคนต่างด้าว การให้เรียนหรือการผ่อนผันพ่อแม่ให้ทำงานและอยู่ในไทยได้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมหรือนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น ถาม กรณีใดที่เด็กซึ่งมีพ่อแม่เป็นต่างด้าวจึงได้สัญชาติไทย ? ตอบ พ่อแม่ซึ่งเป็นคนต่างด้าวต้องเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย เช่น แต่งงานกับคนไทย ได้รับวีซ่าแบบนักท่องเที่ยวหรืออยู่ยาวนานได้แล้วคลอดเด็กในไทย เป็นต้น เมื่อเด็กเกิดในไทย จักได้รับสิทธิ์ถือสัญชาติไทยได้ ปกติแล้วกฎหมายสัญชาติของพ่อแม่ให้เด็กถือสัญชาติตามพวกเขาได้และยังได้สิทธิ์ตามหลักดินแดนเกิดของไทยด้วย เมื่อเด็กมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงมีสิทธิ์เลือกว่า จะใช้สัญชาติตามพ่อแม่หรือสัญชาติไทยก็ได้ ขอเน้นว่า กฎหมายสัญชาติไทย บุคคลต้องมีเพียงสัญชาติเดียวเท่านั้น เมื่อเติบโตครบอายุที่กฎหมายกำหนดแล้วเขาหรือเธอต้องเลือกว่าจะใช้สัญชาติใด มิอาจถือสองสัญชาติได้เพราะขัดต่อหลักกฎหมายไทย แม้กฎหมายของประเทศที่เขาอยู่กับพ่อแม่ยอมให้ถือสองสัญชาติได้ก็ตาม ถาม วิธีใดที่เด็กต่างด้าวในข่าวจะได้สัญชาติไทย ? ตอบ พ่อแม่ต้องมีหลักฐานเข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายไทยและหลักฐานว่าเด็กเกิดในไทยจริง อีกกรณีหนึ่งคือ เด็กต้องกลับเข้าพม่าแล้วขอเข้าเมืองอย่างถูกต้องในจำนวนโควต้าประเทศที่รัฐบาลกำหนดให้คนที่มิใช่สัญชาติไทยมีสิทธิ์ขอใบต่างด้าวเพื่อพักอาศัยหรือทำงานในไทยได้ มันคล้ายกับ Green Card ของสหรัฐอเมริกา เมื่อได้ใบต่างด้าวแล้วก็พักอาศัยในไทยตามเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ประมาณ 5 ปี จึงยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยต่อกรมการปกครอง ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนก็จะได้รับอนุมัติเรื่องสัญชาติไทย ส่วนกรณีที่มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นพม่านั้น เด็กที่เกิดในไทยจะได้สัญชาติไทยทันทีเพราะกฎหมายให้ถือสัญชาติตามแม่ โดยไม่สนใจว่าจะมีพ่อตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ไม่รวมแม่บุญธรรม ***************************** 9/3/2009 ใต้เงาบาป 7.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 7.2
เขียนโดย ช่อมณี
สรพศขมวดคิ้วเล็กน้อย ปรานต์พูดขยายความอีกว่า “ อั่งเปาพิเศษนี้ต้องมีชีวิตและมีค่าสำหรับเธอด้วยนะครับ “ “ พูดให้ชัดกว่านี้สิ “ ชายหนุ่มจึงบอกเล่าความคิดของเขาให้ผู้เป็นลุงฟังทั้งหมด สรพศรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องที่ได้ยินมาก “ เธอจัดการได้เลยนะ ปรานต์ “ “ ครับ “ “ เธอช่วยบอกกับสังสิตว่า ฉันเชิญให้มาทานข้าวในวันตรุษจีนด้วย “ ปรานต์มองฉงน สรพศหัวเราะในลำคอ “ ฉันอยากตอบแทนที่เขาช่วยดูแลหลานสาวมาหลายปี “ “ ผมจะบอกเขาให้ครับ “ ปรานต์กล่าวอำลา ในห้องนั้นจึงเหลือเพียงประธานอาวุโสซึ่งนั่งทอดถอนใจ หัวใจอ่อนล้าเหลือเกิน ตอนนี้เขารู้สึกอยากใกล้ชิดลูกสาวเพียงคนเดียวของสารัชซึ่งเป็นลูกชายเจ้าทิฐิของเขา เวลาของเขาในโลกนี้คงเหลือเพียงไม่มากแล้ว จึงอยากให้ครอบครัวกลับมารวมกันอีกครั้ง ไม่รู้ว่าความหวังจะเป็นจริงได้หรือไม่
เวลาเดียวกันนั้นมันตรินีเดินออกจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง สมองครุ่นคิดถึงคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับอาการมืออ่อนแรงอันสืบเนื่องจากหญิงสาวนั่งทำงานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายปี โดยขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม หล่อนตัดสินใจเดินขึ้นรถเมล์เพื่อไปยังห้างสรรพสินค้าทันที
ณ โรงแรม ที อาร์ พาวิลเลี่ยน หนุ่มร่างสันทัด ผอมบาง ผิวขาว ใบหน้าเคร่งขรึม จมูกโด่งเล็กน้อย ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวร่างเล็กในชุดเสื้อแขนยาวสีแดง กระโปรงสั้นเหนือเข่าสีดำรัดรูปทำให้เห็นสัดส่วนที่งดงามเด่นชัด ทั้งสองหยุดยืนที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “ ยินดีต้อนรับค่ะ “ พนักงานต้อนรับกล่าวด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มยืนนิ่ง ขณะที่สาวสวยที่มาด้วยพูดเป็นภาษาไทยแปร่งเล็กน้อยว่า “ เราจองห้องสูทไว้สองห้องค่ะ “ “ ขอทราบชื่อด้วยค่ะ “ “ พลัชกับไอรีน ! “ ชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงเครียด พนักงานต้อนรับกดคีย์คอมพิวเตอร์สักครู่ จึงเอ่ยว่า “ เราจัดห้องไว้ให้แล้ว คุณจะพักกี่วันคะ ? “ “ หนึ่งอาทิตย์ ! “ ไอรีนตอบเสียงเข้ม สักครู่เด็กขนของก็นำคนทั้งสองขึ้นไปยังห้องสูทที่จองไว้ทันที “ ผู้ชายกับผู้หญิงทั้งสวยทั้งหล่อเชียว “ พนักงานสาวพึมพำด้วยความชื่นชมต่อแขกของโรงแรมคู่นี้มาก
ภายในห้องสูทขนาดใหญ่ที่ตบแต่งงดงาม กว้างขวาง ชายหนุ่มใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมคมเข้ม ดวงตาเป็นประกายกร้าว สวมเสื้อคลุมยาวสีเขียว ก้าวออกมาจากห้องน้ำด้วยท่าทางผ่อนคลายหลังจากได้ชำระร่างกายมาพักใหญ่ เขาคว้าแฟ้มมานั่งอ่านบนเตียงใหญ่ที่อ่อนนุ่ม เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้เขามองไปยังหญิงสาวที่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส “ ไอรีน ! “ เขามองนิดหนึ่ง แล้วก้มอ่านแฟ้มในมือต่อไป สาวสวยร่างเล็กบางสวมชุดใหม่ที่แลดูงามสง่าปนเซ็กซี่ โดยเฉพาะคอเสื้อรูปตัวยูที่เว้าลึกจนเห็นร่องอกผิวขาวนวลทรุดนั่งบนเตียง พลางชะโงกมองแฟ้มของชายหนุ่ม “ เราเพิ่งมาถึงเมืองไทย ควรออกไปท่องราตรีสักคืน ไม่ใช่หมกมุ่นกับแฟ้มพวกนี้นะคะ พลัช “ ไอรีนซบใบหน้ากับไหล่กว้างของชายหนุ่ม “ คุณกำลังชวนผมไปเที่ยวสินะ “ “ คุณเห็นด้วยไหมล่ะ ? “ ไอรีนถามเสียงหวาน แววตาอ้อนวอน พลัชพลิกไปยังภาพหญิงสาวเจ้าของใบหน้ากลมซึ่งสวมแว่นตากรอบทองกำลังยืนยิ้มเคียงข้างกับเพื่อนสาวกลุ่มหนึ่ง แววตาสดใสเป็นประกายเจิดจรัส เขามองภาพนั้นอย่างพินิจ “ ผมเหนื่อย คุณไปคนเดียวเถอะ “ หญิงสาวเชื้อสายสิงคโปร์เริ่มมีอารมณ์ไม่ดี เมื่อเห็นภาพสาวใบหน้ากลมในมือของพลัช “ มันตรินี ! “ ไอรีนขบกรามแน่น แววตาขุ่นขวาง “ แม่บอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกับคุณ “ “ หากไม่มีแม่นี่ ตอนเรียนจบฉันต้องได้เหรียญทอง ไม่ใช่เธอหรอก “ หล่อนพูดอย่างเจ็บใจ เขาหัวเราะในลำคอ “ ผมไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้คุณเกลียดเธอมากเพียงนี้หรอก ไอรีน “ คำพูดเท่าทันของชายหนุ่มทำให้ไอรีนหัวเราะกลบเกลื่อน พลางตอบว่า “ ความคิดของผู้หญิงหยั่งลึกยาก บางครั้งเรื่องที่คุณคิดว่าเล็กน้อย อาจใหญ่โตในความรู้สึกของฉันก็ได้ “ “ ผู้หญิงนี่ช่างซับซ้อนเหลือเกินนะ “ เขาพูดพลางอมยิ้ม แววตาครุ่นคิดยามมองภาพของมันตรินี “ คุณเรียนไม่มีวันจบหรอกค่ะ “ หล่อนจูบแก้มสากของเขา แล้วถามว่า “ คุณไม่ไปแน่นะ พลัช “ ชายหนุ่มส่ายหน้า “ ผมจะอ่านแฟ้มพวกนี้สักพัก แล้วจะนอนหลับหน่อย เราบินตรงมาจากอเมริกาเชียวนะ “ “ หมดแรงเร็วจัง ! “ หล่อนกล่าวล้อเป็นนัย “ ผมนับถือคุณนะ ลงจากเครื่องไม่ทันไร ก็ไปเที่ยวได้แล้ว “ “ ฉันไปล่ะ “ ไอรีนกล่าวลาชายหนุ่ม แล้วเดินออกไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง พลัชหันมาสนใจข้อมูลส่วนตัวของมันตรินี ธมนันท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเขาที่มาเมืองไทย แม้จะอ่านแฟ้มนี้หลายรอบแล้วเขายังสะดุดใจกับดวงตาคู่นั้นของหญิงสาวที่ฉายแววสดใส บริสุทธิ์เสมอ อาจเป็นเพราะเขาได้พบผู้หญิงหลากรูปแบบซึ่งต่างก็แฝงความช่ำชองทางสังคมและฉลาดเท่าทัน ไม่ค่อยพบกับผู้หญิงที่แลดูเป็นธรรมชาติเช่นนี้ ทั้งที่เป็นเพียงรูปภาพ เขายังสัมผัสได้ถึงความเป็นตัวตนของมันตรินีในห้วงนึกคิดและหัวใจของเขา “ คุณมีสมองเฉียบขาดมาก อยากรู้นักว่าจะพ้นเงื้อมมือของพลัชคนนี้ได้ไหม “ เขาพึมพำด้วยรอยยิ้มดุ หัวใจมาดหมายมั่นใจเต็มที่
**************โปรดติดตามตอนต่อไป**************
**** ผลงานนิยายเล่มอีกเรื่องที่ขอแนะนำของ ช่อมณี ซึ่งเข้ากับยุคสมัยเศรษฐกิจตกต่ำพอดี คือเรื่อง แปรดาว แนวสะท้อนสังคม เมื่่อครอบครัวล่มสลายอันสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงล้มละลาย เธอเพิ่งเรียนจบและหางานยาก แต่สมาชิกครอบครัวต้องกินต้องใช้ แม่กับพ่อหย่ากันแล้วแยกตัวไป เหลือเพียงพ่อพิการ ป้าแก่ๆ เธอกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยปริยาย ครอบครัวของชายคนรักรังเกียจเดียดฉันท์และเขาต้องประสบภัยร้ายจนไม่อาจรับรู้ความทุกข์ของเธอได้ ชีวิตจะเดินทางไปทิศใด อ่านหาคำตอบได้ด้วยการซื้อหาตามร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าใหญ่หรือร้านใกล้บ้านหรืออ่านรายละเอียดได้ที่คอลัมน์ book list**** ใต้เงาบาป 7.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 7.1
เขียนโดย ช่อมณี
เช้าวันหนึ่งศัลย์เดินเข้ามาหามันตรินีที่ห้องพักอาจารย์ สักพักหญิงสาวร่างเล็ก ใบหน้ากลมสวมแว่นตากรอบทองเดินถือแฟ้มเข้ามาในห้อง “ นั่งสิ ศัลย์ “ เด็กหนุ่มนั่งลง แววตาสงสัย “ อาจารย์เรียกผมหรือครับ ? “ “ ใช่ “ หญิงสาวขยับแว่นตาเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอยิ้ม “ แม่ของเธอทำงานในตำแหน่งแม่บ้านของตึกเรียนสองแล้วหรือยัง ? “ “ ทำแล้วครับ “ “ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ? “ “ เบากว่างานขนขยะมาก “ ศัลย์ตอบด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งยิ่ง “ แม่ฝากขอบคุณอาจารย์มากครับ “ “ ฉันเพียงแนะนำตำแหน่งงานว่างให้เท่านั้น ไม่ต้องคิดมากหรอกจ๊ะ “ มันตรินียื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้เด็กหนุ่ม “ ฉันอยากให้เธอเซ็นชื่อเพื่อขอรับทุนอาหารกลางวันและสิทธิพิเศษในการลดค่าเรียนสำหรับโครงการของท่านประธานโรงเรียน “ “ โครงการอะไรครับ ? “ อาจารย์สาวจึงเล่าที่มาและผลประโยชน์ของโครงการนี้ จากนั้นจึงถามย้ำว่า “ เธอสนใจไหมล่ะ ? “ ศัลย์นิ่งคิด มันตรินีบอกอีกว่า “ เธอจะเป็นนักเรียนในโครงการคนแรกของเราเชียวนะ ถ้าเธอเซ็นชื่อในใบสมัครนี้ “ “ ผมเกรงจะทำให้อาจารย์ถูกนินทาสิครับ “ “ อย่าห่วงเลย เรารับใบสมัครของเธอไว้พิจารณารวมกับคนอื่นที่อาจยื่นเข้ามาอีกในไม่ช้า สบายใจหรือยัง ศัลย์ “ “ ครับ “ ศัลย์ยอมเซ็นชื่อในใบสมัคร “ มีอีกเรื่องที่ฉันอยากขอร้องให้ช่วย “ ศัลย์มองอย่างสงสัย “ อะไรครับ ? “ “ ฉันอยากให้เธอไปเยี่ยมอุษาที่บ้านของคุณปรานต์ แล้วสืบทีว่าอุษาทำงานอะไรในบ้านนั้น “ “ ผมพยายามถามอุษาแล้ว แต่เธอไม่ยอมพูดเลย “ “ ฉันก็ทำแบบเธอนั่นแหละ “ มันตรินีบอกเสียงขุ่น “ แล้วได้คำตอบเดียวกันคือการนิ่ง ดังนั้นจึงต้องให้เธอไปที่นั่นไงล่ะ “ “ ได้ครับ “ ศัลย์รับคำอย่างเต็มใจ จากนั้นก็ลากลับไปเข้าชั้นเรียน สังสิตเดินเข้ามาในห้อง สีหน้าไม่ดีนัก หญิงสาวเอ่ยถามว่า “ พี่สิตคุยกับเด็กที่มีปัญหาหรือยังคะ “ “ คุยแล้ว “ เขาตอบ พลางทรุดนั่งบนเก้าอี้เบื้องหน้าของอีกฝ่าย “ บางคนยังอิดออด ท่าทางจะอายเพื่อนตามค่านิยม หลายคนก็ยอมกรอกใบสมัครอย่างเต็มใจ “ ชายหนุ่มยื่นใบสมัครเหล่านั้นให้มันตรินีซึ่งรับมาดูด้วยสีหน้าพอใจยิ่ง หล่อนกล่าวว่า “ เราได้นักเรียนในโครงการเริ่มแรกสี่คน นับได้ว่าดีพอควรแล้วค่ะ พี่สิต “ “ จะเริ่มแจกคูปองเมื่อไหร่ล่ะ ? “ มันตรินีนิ่งคิดนิดหนึ่ง “ ถ้าพี่สิตเห็นชอบรับเด็กพวกนี้เข้าโครงการ พรุ่งนี้ฉันจะนำเสนอให้อาจารย์ใหญ่พิจารณาอีกครั้ง หากไม่มีปัญหาก็แจ้งกับคุณยาย จากนั้นค่อยแจกคูปอง คิดว่าคงไม่เกินสามวัน “ “ ผมเห็นด้วยอยู่แล้ว “ สังสิตเซ็นชื่อเห็นชอบในใบสมัครของนักเรียนทั้งสี่มันตรินีเซ็นชื่อเช่นกัน “ ฉันเชื่อใจสำหรับการคัดเลือกเด็กของพี่สิต ! “ หญิงสาวมองนาฬิกาข้อมือนิดหนึ่ง พลางเอ่ยว่า “ ฉันมีนัด ต้องรีบไปก่อนนะคะ “ “ ผมขับรถไปส่งให้ไหม ? “ มันตรินีส่ายหน้า ขณะก้มเก็บเอกสารใส่ลิ้นชัก “ ฉันไปเองได้ค่ะ “ “ ระวังตัวหน่อยล่ะเวลาขึ้นรถเมล์ “ เขาบอกด้วยความห่วงใยเหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่าหญิงสาวจะเดินทางโดยรถเมล์ “ ทราบแล้วค่ะ “ หล่อนตอบ พลางโบกมืออำลาชายหนุ่ม แล้วก้าวเท้าออกไปจากห้องพักอาจารย์ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
สรพศเดินเข้าไปในห้องทำงานของประธานบริษัทพิตรพิบูลกรุ๊ปโดยมีไม้เท้าพยุงร่างกายไว้ในมือข้างขวา ปรานต์กับสิดาพรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อประธานผู้สูงวัยทรุดนั่งลงเรียบร้อย จึงกล่าวเสียงเข้มว่า “ ฉันคุยกับเพื่อนพ่อค้านานไปหน่อย จึงมาช้า “ สิดาพรทำท่าจะรายงาน ผู้เป็นบิดากล่าวขัดขึ้นว่า “ เพื่อนในวงการเมืองบอกข่าวที่น่าเจ็บใจสำหรับคนไทยมากนะ “ “ อะไรครับ ? “ “ การโจมตีค่าเงินบาทของไทย พวกผิวขาวอยู่เบื้องหลังของไอ้พ่อมดนั่นน่ะสิ “ สรพศ ตอบด้วยท่าทางฮึดฮัด ทั้งสองนั่งฟังด้วยความสนใจ ประธานบริษัทพูดต่อไปว่า “ มันอยากบีบไทยเพื่อซื้อกิจการในราคาถูก และครอบครองทางเศรษฐกิจโดยผ่านทางไอ เอ็ม เอฟ ซึ่งก็เป็นพวกผิวขาวเหมือนกัน ถือว่าเป็นพวกฉวยโอกาสมาก เลวจริงๆ “ “ คุณพ่อจะโกรธไปทำไมคะ “ สิดาพรบอกอย่างไม่สนใจนัก “ ขนาดรัฐบาลของเรายังไม่ใส่ใจกับแผนการของพวกนั้น มีแต่วางแผนบีบให้เจ้าของกิจการเปิดตัวขายหุ้นให้ต่างชาติ โดยอ้างไอ เอ็ม เอฟ บีบคั้น “ “ นักการเมืองบางคนชอบแก้ปัญหาแบบง่าย โดยขายธุรกิจชั้นนำสังเวยให้พวกต่างชาติ เพื่อหวังผลประโยชน์ใต้โต๊ะจากเงินกู้ของพวกนั้น “ คำพูดของสรพศทำให้ปรานต์ยิ้มเล็กน้อย “ คุณลุงรักชาติไทยมากกว่าบางคนเสียอีก “ “ แม้ฉันไม่ได้เกิดบนแผ่นดินไทย แต่สำนึกในบุญคุณของคนไทยและผืนดินแห่งนี้ที่ช่วยให้ฉันและครอบครัวมีกินมีใช้จนถึงปัจจุบัน เมื่อรู้ว่าเมืองไทยถูกกลั่นแกล้งเพื่อหาประโยชน์แบบทุเรศ ฉันก็อดเจ็บใจด้วยไม่ได้ “ “ พวกพ่อค้าต่างก็รู้ดีว่าเงินกู้ทุกก้อนจะต้องจ่ายเปอร์เซนต์ให้กับนักการเมืองที่เห็นชอบในการกู้เงิน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับทราบเรื่องนี้ รายรับนอกระบบเหล่านี้จะตกไปอยู่ในกระเป๋าของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างเงียบเชียบ พ่อโกรธแค้นไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ “ คำพูดของสิดาพรเป็นความจริงทุกประการ สรพศนั่งถอนใจเฮือกใหญ่ พลางหันไปถามปรานต์ว่า “ ฉันได้ยินว่าธนาคารงดปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจหลายชนิด บริษัทของเธอมีปัญหานี้ด้วยหรือเปล่า ? “ “ โครงการสนามกอล์ฟที่อยุธยามีปัญหานิดหน่อยเรื่องสินเชื่อ ผมกำลังเจรจาอยู่ครับ “ “ มีทางได้เงินไหม ? “ ปรานต์ส่ายหน้า “ ธนาคารระมัดระวังกับการปล่อยเงินให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากเป็นพิเศษ บางทีอาจต้องชะลอการก่อสร้างสนามกอล์ฟไปก่อน “ “ เรื่องเสนอขายที่ดินผืนใหญ่ให้บริษัทอิต้าของไต้หวันล่ะ ? “ ปรานต์ยื่นแฟ้มเอกสารให้ประธานอาวุโส “ อาทิตย์หน้าเขาจะมาดูที่ดินผืนนั้น เท่าที่สอบถามผมคิดว่าเราจะขายแปลงนี้ได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะมีทำเลเหมาะในการสร้างโรงงาน และไม่ไกลจากกรุงเทพฯมาก “ “ ที่ดินที่ราชบุรีหรือคะ ปรานต์ “ ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “ ที่ดิน 20 ไร่ถมดินแล้ว คุณลุงซื้อไว้เมื่อสิบปีก่อน บริษัทตัวแทนของเราที่ไต้หวันบอกข่าวมาให้ พอผมเสนอไป เขาก็สนใจมาลงทุนทันที “ “ ติดตามเรื่องนี้ให้ดีล่ะ ปรานต์ “ สรพศกล่าวกำชับ สีหน้าเคร่ง “ ตัวแทนในไต้หวันส่งบัญชีมาให้หรือยัง ? “ สิดาพรซึ่งดูแลบริษัทตัวแทนการลงทุนในไต้หวันตอบขึ้นว่า “ ส่งแล้วค่ะ ตอนนี้กำลังตรวจสอบอยู่ “ “ ลูกต้องควบคุมให้ดีนะ พวกไต้หวันไว้วางใจนักไม่ได้ “ ผู้เป็นบิดาเตือน “ หลังจากเคลียร์เงินกับโบรกเกอร์ในต่างประเทศแล้ว บริษัทของเราก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก ฉันได้ชี้แจงบัญชีกับลูกค้าทุกคน พวกเขาไม่มีความข้องใจค่ะ “ สรพศมองลูกสาวด้วยสายตาตำหนิ “ พี อาร์ อินเวสเมนต์ จะดำรงอยู่ได้ ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของลูกค้า และการทำงานที่รอบคอบของลูกกับพนักงานทุกคน ต่อไปต้องคิดไตร่ตรองให้มากหน่อย ถ้าเกิดพ่อไม่สามารถช่วยเหลือได้ กิจการในเครือทั้งหมดจะล้มเป็นลูกโซ่ เข้าใจไหม สิดา “ “ ค่ะ พ่อ “ สิดาพรรับคำ พลางซ่อนความไม่พอใจที่บิดากล่าวตำหนิต่อหน้าชายหนุ่มเช่นนี้ “ มีอะไรอีกไหม ? “ ปรานต์เอ่ยขึ้นว่า “ ผมช่วยเคลียร์เรื่องเพื่อนของลุงที่ถูกบังคับซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้วครับ “ สรพศมีสีหน้าพอใจ ขณะที่สิดาพรถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ ใครถูกบังคับซื้อที่ดินค่ะ ? “ “ เลขาเจ้ากระทรวงฯขอร้องแกมบังคับให้เพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของโรงงานซื้อที่ดินซึ่งส.ส.ในสังกัดของเขาซื้อจากชาวบ้านในราคาถูก แต่มาขายพ่อค้าเป็นแสนเป็นล้าน ช่วงนี้ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ พวกเขาจึงมาขอร้องให้ช่วยเหลือ “ สรพศเป็นคนตอบ “ ทำไมต้องไปซื้อล่ะคะ ? “ “ ไม่มีโรงงานไหนปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายได้ร้อยเปอร์เซนต์หรอก ลูก “ สรพศพูดอธิบาย “ กฎหมายพวกนั้นไม่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย จึงทำให้เจ้าของโรงงานจำใจต้องหลบเลี่ยงทางการ เมื่อถูกขู่ว่าจะเล่นงาน พวกเขาก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทำให้ไอ้พวกเหลือบมีสีใช้เป็นเงื่อนไขมารีดไถเสมอ “ สิดาพรนิ่งเงียบไป หล่อนเข้าใจสภาพแบบนี้ดี เพราะบางครั้งก็ต้องใช้ธนบัตรสีต่างๆทำให้งานของหล่อนเดินทางสะดวกขึ้นอันเป็นปัญหาหมักหมมของชาติไทยมานานก่อนหล่อนจะถือกำเนิดบนโลกนี้เสียด้วยซ้ำ “ บางคนไม่ต้องการที่ดิน ผมก็ให้พิบูลแลนด์ของเรารับซื้อไว้แทน ส่วนคนที่อยากได้ที่ดินแต่ขาดเงินสด ผมก็ปล่อยกู้ให้มีหลักฐานชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหากับเราทีหลัง พวกเขาพอใจกับวิธีของเราครับ “ “ ช่วยเหลือได้ก็ดีแล้ว “ สรพศบอกอย่างโล่งใจ “ ยังไงก็เป็นเพื่อนเก่า ลำบากมาด้วยกันนี่นา “ ปรานต์เข้าใจดีว่าสรพศห่วงใยเพื่อนเก่าซึ่งต่างหนีความอดอยากจากเมืองจีนมาหากินที่เมืองไทย จนกระทั่งมีฐานะดี จึงไม่อยากให้สูญเสียสิ่งที่สร้างด้วยความยากลำบาก ดังนั้นเขาจึงทุ่มเทความคิดเพื่อช่วยแก้ปัญหานี้อย่างเต็มที่ “ ผมมีอีกเรื่องที่ต้องเรียนคุณลุงให้รับทราบไว้ครับ “ สรพศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ อะไรรึ ? “ เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้น สรพศเอื้อมไปรับสายสักครู่ จึงยื่นให้ลูกสาว “ สายของลูก สิดา “ สิดาพรพูดอยู่สักพัก จึงวางสาย แล้วกล่าวกับบิดาว่า “ ฉันต้องไปคุยกับลูกค้าก่อนนะคะ พ่อ “ “ ไปเถอะ “ เมื่อสิดาพรเดินออกไปแล้ว สรพศหันมาสนใจชายหนุ่มทันที “ เธอจะบอกเรื่องอะไร ? “ “ เมื่อสองวันก่อนบริษัทยาคุส่งเงินมาลงทุนในสนามกอล์ฟห้าสิบล้านดอลลาร์ ผมจึงแบ่งส่วนหนึ่งไปซื้อที่ดินและปล่อยกู้ให้กับเพื่อนของลุง เพราะเรากำลังขาดเงินสดพอดี “ “ อยากให้ฉันช่วยพูดชี้แจงกับพวกเขาไหม ? “ สรพศถามอย่างห่วงใย เพราะเงินของบริษัทยาคุซึ่งมีที่มาค่อนข้างลึกลับจัดได้ว่าต้องจัดการอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ “ ผมเพียงแจ้งให้คุณลุงรับทราบเท่านั้น “ ปรานต์ตอบอย่างมั่นใจ “ พวกนั้นเพียงต้องการเงินตอบแทนที่บริสุทธิ์ เมื่อผมเคลียร์เรื่องเงินกับธนาคารได้ ก็จะนำเงินกลับเข้าบริษัททันที นี่เป็นเรื่องของเรา ไม่ใช่ของบริษัทยาคุ “ “ รอบคอบหน่อยนะ “ สรพศอดเตือนอีกฝ่ายไม่ได้ “ ฉันไม่อยากมีเรื่องกับพวกยาคุ หรือกับทางการเลย “ “ เราไม่ได้ทำผิดกฎหมายสักหน่อย “ ปรานต์ตอบหนักแน่น “ อีกอย่างทางการกำลังสนใจการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม ยังไม่ลงมาเล่นงานพวกเราหรอกครับ “ “ การเตรียมถอยออกจากวงการทำไปถึงไหนแล้วล่ะ “ “ ตอนนี้เหลือเพียงยาคุเท่านั้นครับ “ สรพศพยักหน้ารับรู้ แววตาพอใจ “ เธอทำได้ดีมาก ปรานต์ “ “ ผมเคลียร์งานส่วนใหญ่ไปเรียบร้อย จึงคิดว่าได้เวลาที่จะดูงานของพ่อเสียที “ “ เธอตัดสินใจแล้วรึ ! “ “ ครับ “ ปรานต์ตอบรับจริงจัง “ ปัญหาในบริษัทของขัมน์หนักพอควร แฝงเร้นด้วยอิทธิพลของบางคน เพราะเขาละเลยเกินไป เมื่อเธอเข้าไปแบบนี้ ต้องมีการต่อต้าน “ “ ผมทราบดีครับ “ “ ระวังตัวล่ะ “ สรพศบอกอย่างห่วงใย “ หากต้องการความช่วยเหลือ ก็บอกฉันได้ทันทีนะ ปรานต์ “ “ ครับ คุณลุง “ สรพศเอ่ยเป็นเชิงขอร้องชายหนุ่มก่อนที่จะเดินออกไปว่า “ ฉันมีอีกเรื่องที่อยากให้เธอช่วยหน่อย “ “ อะไรครับ ? “ “ สิ้นเดือนนี้จะเป็นเทศกาลตรุษจีน…… “ สรพศพูด แววตาลังเลใจ “ ปีนี้ฉันอยากให้หลานมาร่วมทานข้าวด้วย “ ปรานต์ยืนนิ่ง ท่าทางครุ่นคิด สรพศถอนใจเฮือกใหญ่ “ หลานคนนี้เป็นเด็กดื้อและมีทิฐิมาก เธอคงลำบากใจ แต่อยากให้ช่วยจริงๆนะ ปรานต์ “ “ ผมจะพยายามครับ “ สรพศยิ้มนิดๆ ดวงตาฉายแววแห่งความหวังเต็มเปี่ยม “ ต้องพึ่งพาเธอล่ะ ฉันกำลังคิดหาอั่งเปาเพื่อรับหลานเป็นกรณีพิเศษ เธอมีความเห็นไหม? “ “ บางทีอั่งเปาของคุณลุงอาจชักจูงเธอมาได้นะครับ “ ชายหนุ่มนึกบางอย่างได้ ทำให้รู้สึกว่ามีโอกาสมากที่หลานสาวของสรพศ พิตรพิบูลจะยอมมาพบผู้เป็นปู่สักครั้ง
*************** โปรดติดตามตอน 7.2 ************* ** แนะนำนิยายคุณภาพของ "ช่อมณี" ที่กำลังลงให้อ่านในบล็อกมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้มีนิยายเล่มใหม่ล่าสุดวางแผงให้หาซื้ออ่านกันได้แล้ว เรื่อง นักล่าแต้มศูนย์ แนวแฟนตาซี ลึกลับ วัยรุ่นชายหรือหญิงใช้พลังอันร้อนแรงช่วยเหลือเพื่อนให้พ้นภัยจากปีศาจพันปีและเป็นการใช้พลังในทางที่ดี แต่พวกเขาจะทำได้หรือไม่ ต้องหาซื้อจากร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าใหญ่หรือร้านใกล้บ้านได้แล้ว ฝากผลงานนักเขียนคุณภาพท่านนี้ด้วย** 9/1/2009 มารยาททางสังคมของผู้นำประเทศมารยาททางสังคมของผู้นำประเทศ
เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวพิธีศพวุฒิสมาชิกตระกูลเคเนดี้ในข่าวต่างประเทศซึ่งมีอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาหลายคนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิเช่น นายจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช นายคลินตัน นายจิมมี่ คาร์เตอร์ และเพื่อนสนิทมิตรสหารทุกวงการอีกหลายคน สิ่งที่น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นข่าวนี้ คือ ประธานาธิบดีโอบามาและภรรยา เข้าสู่ห้องจัดพิธีและเดินเข้าไปทักทายญาติของท่านเอ็ดเวิร์ด เคเนดี้ซึ่งเป็นเจ้าภาพงานศพก่อน จากนั้นเดินไปยังแถวที่จัดไว้แก่อดีตประธานาธิบดีและภรรยา นักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ แล้วจับมือทักทายหรือพูดคุยกับทุกท่านอย่างให้เกียรติโดยไม่แบ่งแยกว่าอดีตประธานาธิบดีบางคนมาจากต่างพรรคการเมืองกับท่าน ท่านโอบามาเดินเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนในฐานะประธานาธิบดีคนล่าสุดซึ่งเป็นการให้เกียรติสูงสุดต่ออดีตประธานาธิบดีเหล่านั้น มันเป็นมารยาททางสังคมตะวันตกที่ดีเยี่ยมทั้งที่หลายท่านเคยเป็นคู่แข่งทางการเมืองหรือเคยปราศรัยต่อต้านท่านในเวลาเลือกตั้งมาก่อนอย่างเช่น ท่านจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช จากพรรครีพับลีกัน เป็นต้น ท่านโอบามาก็จับมือและยิ้มคุยทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างดี มันทำให้เห็นว่าเมื่อเป็นผู้นำประเทศแล้วก็ยังต้องรักษามารยาททางสังคมที่งดงามให้ผู้อื่นชื่นชมและยกย่อง โดยเฉพาะการไม่เชิดหน้าหรือดูแคลนอดีตประธานาธิบดีของประเทศบ้านเกิด แม้ท่านโอบามาจะเป็นผู้นำคนล่าสุดหรือเคยเป็นคู่แข่งทางการเมืองกับท่านใดก็ตาม มันเป็นภาพงดงามที่ผู้นำชาติตะวันตกยังรักษาไว้อย่างเคร่งครัดและสืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่น เราจึงไม่เคยเห็นประธานาธิบดีคนใดของสหรัฐฯแสดงปฏิกิริยากับอดีตประธานาธิบดีของอีกพรรคหนึ่งในที่สาธารณชนเลย แต่เห็นภาพการให้เกียรติต่ออีกคนอย่างมีมารยาท มันเป็นสิ่งที่ผู้เป็นผู้นำประเทศพึงต้องกระทำอย่างยิ่งต่ออดีตผู้นำประเทศหรือผู้สูงวัยกว่าตน สาธารณชนจึงยกย่อง ชื่นชม ผู้นำของเขาได้อย่างภาคภูมิใจ ภาพข่าวผู้นำบ้านเมืองของไทยที่แสดงต่ออดีตนายกฯหรือนักการเมืองพรรคฝ่ายค้านซึ่งเคยเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองกันมาก่อนหลายสถานการณ์แตกต่างจากการแสดงมารยาททางสังคมของประธานาธิบดีโอบามาในที่สาธารณะอย่างมาก เนื่องจากภาพที่เห็นบ่อยครั้ง คือ การไม่มองหน้าคู่สนทนาอย่างเป็นมิตรหรือเมินหน้าไม่มองเขา การใช้คำถามกึ่งหาเรื่องอย่างไม่ถูกกาลเทศะ การเดินหนีคู่สนทนาเมื่อไม่ได้ยินคำตอบที่ต้องการ การเมินเฉยเดินผ่านนักการเมืองฝ่ายค้านที่เข้าแถวรอยื่นหนังสือตามปกติ การไม่ทักทายหรือมองอดีตนายกฯจากพรรคฝ่ายค้านในงานพิธีหรืองานเลี้ยงต่างๆ การใช้คำพูดกระแนะกระแหนอดีตผู้นำ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรมาจากผู้นำประเทศที่มีความรู้และการศึกษาที่ดีจากประเทศทางตะวันตกซึ่งเน้นมารยาททางสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะมารยาทของนักการเมือง ผู้นำไทยได้รับการศึกษาอย่างดีจากประเทศทางตะวันตกเยี่ยงเดียวกับประธานาธิบดีโอบามา แต่การระมัดระวังการแสดงออกในฐานะนักการเมืองกลับแตกต่างกันราวกับฟ้าและเหว มันแสดงถึงวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้นำไทยมีน้อยกว่าประธานาธิบดีโอบามาทั้งที่อายุต่างกันไม่มากนัก ผู้นำสหรัฐฯมีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่า ภาวะผู้นำแท้จริงมีมากกว่า จึงรู้ว่าการรักษามารยาททางสังคมในที่สาธารณะนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความชื่นชมของประชาชน เขาจึงระมัดระวังมาก ขณะที่ผู้นำไทยมีความเป็นเด็กสูงและรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ภาวะผู้นำซึ่งต้องมีการตัดสินใจ ความสุขุมเยือกเย็น การระงับอารมณ์ มีระดับต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด มารยาททางสังคมระหว่างชาติตะวันตกกับไทยเรื่องการให้เกียรติผู้อาวุโสหรืออดีตผู้นำบ้านเมืองนั้นไม่แตกต่างกัน มารยาทอันพึงมีในผู้ใหญ่นั้นได้รับการอบรมตั้งแต่เด็กจากครอบครัว สถาบันการศึกษา และสังคมที่พวกเขาอยู่ร่วมกันในการใช้ชีวิตหรือทำงาน อาทิเช่น การเมือง เป็นต้น แต่การแสดงออกต่อสาธารณชนนั้นขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละบุคคลว่ารู้จักกาลเทศะหรือไม่ ยิ่งเป็นผู้นำทางสังคม ยิ่งต้องแสดงออกถึงวุฒิภาวะทางจิตสำนึกและมารยาทสูงกว่าคนทั่วไปเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชนรุ่นหลัง ไม่ว่ามารยาททางสังคมหรือการควบคุมอารมณ์นั้น ผู้นำประเทศต้องมีสูงกว่าคนทั่วไป อันเป็นที่ยอมรับของสากลโลก ดังนั้น จึงไม่เคยเห็นประธานาธิบดีคนใดแสดงอาการเมินเฉยหรือไม่ให้เกียรติแก่ผู้อาวุโสหรือสมาชิกพรรคฝ่ายค้านในที่สาธารณะเลย ขณะที่คนไทยเห็นสภาวะอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้หรือการไร้มารยาททางสังคมจากผู้นำไทยบ่อยครั้ง อันแสดงถึงวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเขาคล้ายเด็กน้อยซึ่งต้องอาศัยบิดามารดาควบคุมหรือคอยขอโทษคนรอบข้างเพื่อมิให้ถือสาลูกน้อยของเขา ถ้ามารยาททางสังคมขั้นพื้นฐานที่ได้รับการอบรมจากครอบครัวหรือสถาบันการศึกษาหรือสังคมการเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ผู้นำไทยยังแสดงออกอย่างถูกวิธีไม่ได้ ควบคุมอารมณ์ยามอยู่ในที่สาธารณะไม่ได้ จักถือว่ามีภาวะผู้นำได้อย่างไร ถือเป็นตัวอย่างของชนรุ่นหลังหรือประชาชนได้อย่างไร เขาจะนำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจที่ต้องไปพูดเจรจา ขอร้อง ต่อรอง เพื่อช่วยเหลือประชาชนของตนได้อย่างไร ทั้งที่สภาวะอารมณ์ยังมีความเป็นเด็กสูง ขณะที่การเจรจา การโอภาปราศรัย หรือพบปะประชาชน ในที่สาธารณะหรือโต๊ะเจรจา เพื่อสร้างความสมานฉันท์หรือความสุขของประชากร จำต้องใช้ความอดทนสูง ความอดกลั้นอารมณ์ระดับเยี่ยม เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ การรักษามารยาททางสังคมในระดับประเทศของตนหรือสากล เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะให้คนอื่นยอมพูดจาเป็นมิตรไมตรีกัน ผู้นำไทยพูดจากับคนอื่น แต่ไม่ยอมมองหน้าคู่สนทนา สังคมตะวันตกก็ถือว่าเสียมารยาท เขาจะไม่คบหาหรือพูดคุยกันอีกเพราะถือว่าไม่ให้เกียรติเขา หรือ ผู้นำไทยมีอายุอ่อนวัยกว่า ไม่เข้าไปทักทายอดีตผู้นำหรืออดีตประธานาธิบดีของเขาในงานเลี้ยงหรืองานพิธีต่างๆ เมื่อต้องพบปะผู้นำคนปัจจุบันเขาจะไม่ยอมเจรจางานเมืองใดๆเพราะถือว่าไม่ให้เกียรติอดีตผู้นำประเทศของเขา งานการเมืองไทยผ่านพ้นปัญหาสำคัญระดับชาติตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองมาได้ด้วยมารยาททางสังคมอันอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นหลัก มิฉะนั้น ไทยคงอยู่ในสภาพไม่ต่างจากญี่ปุ่นหลังสงครามโลกในฐานะผู้แพ้สงครามและถูกครอบครองประเทศชั่วเวลาหนึ่งจากฝ่ายผู้ชนะ การแสดงมารยาททางสังคมมิใช่แค่กระทำต่อแขก แต่ต้องทำให้ชนชาติของตนภาคภูมิใจและชื่นชมผู้นำของตนด้วยดังเช่นที่ประธานาธิบดีโอบามากระทำในงานพิธีศพวุฒิสมาชิกเอ็ดเวิร์ด เคเนดี้และเผยแพร่ข่าวทั้งในและนอกประเทศของสหรัฐอเมริกา หวังอย่างยิ่งว่าผู้นำไทยซึ่งนักวิชาการหรือนักธุรกิจหลายฝ่ายมองว่า ขาดวุฒิภาวะผู้นำแท้จริงทางการเมือง จะปรับปรุงเรื่องมารยาททางสังคมต่อหน้าคนไทยและการควบคุมอารมณ์เกลียดหรือโกรธต่อสาธารณชนเพื่อให้คนไทยมีความภาคภูมิใจกับผู้นำคนนี้สักอย่าง ไม่รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างมีปัญหาหนักเพราะขาดประสบการณ์การทำงานหรือการใช้ชีวิตที่สัมผัสกับคนธรรมดาจึงขาดวิสัยทัศน์ในชีวิตของชาวบ้านอย่างแท้จริง การคิดนโยบายจึงมองจากหอคอยงาช้างที่สูงลิบ ไม่เห็นว่าชาวบ้านทำมาหากินหรือใช้ชีวิตกันอย่างไร ลำบากแง่ไหน เมื่อเห็นภาพการแสดงมารยาททางสังคมของผู้นำชาติตะวันตกแล้วอดห่วงภาพพจน์ผู้นำไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้เพราะแต่ละภาพที่ออกเป็นข่าวล้วนเน้นย้ำสภาวะอารมณ์ของความเป็นเด็ก ขณะที่ต้องรับภารกิจดูแลชีวิตคนไทยกว่า 63 ล้านคนที่กำลังขาดเงินทองใช้สอย ตกงาน สูญเสียทรัพย์สินเพราะผ่อนต่อไม่ไหว พ่อค้าค้าขายลำบาก คนไทยกำลังฝากชีวิตไว้ในมือของเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ท่ามกลางศึกสงครามเศรษฐกิจที่มีชีวิตคนไทยเป็นเดิมพัน
****************************** |
|
|