Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
9/20/2009 เรื่องวุ่นๆของพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรถาม ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศไทยหรือกัมพูชากันแน่ ? ตอบ ถ้าย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ตอนต้น คงต้องบอกตามหลักประวัติศาสตร์ว่า ผู้ชนะศึกและครอบครองดินแดนของศัตรูก็เป็นเจ้าของแผ่นดินนั้น อันรวมถึงปราสาทเขาพระวิหารด้วย หลายครั้งที่ไทยชนะศึกและครองดินแดนนั้น บางครั้งก็ถูกแย่งชิงกลับไปโดยกษัตริย์เขมรในยุคต่างๆที่มีความเก่งกล้าแตกต่างกัน จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทุกประเทศต้องเคารพคำตัดสินของศาลโลกเมื่อยอมรับการพิจารณาคดีของศาลนี้ จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์และทนายใหญ่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชยอมรับการพิจารณาคดีของศาลโลกที่กษัตริย์เขมรฟ้องเอาคืนปราสาทเขาพระวิหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในยุคสมัยขอมซึ่งถือกันตามหลักประวัติศาสตร์ว่า ขอม คือ ชนชาติเขมรในปัจจุบัน ในที่สุดคำตัดสินของศาลโลกก็ยืนยันว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร แม้ไทยจะทำคำแย้งรักษาสิทธิ์ไว้ แต่หลักกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องใช้สิทธิ์โต้แย้งด้วยหลักฐานใหม่ภายในเวลาที่กำหนด แต่ไทยไม่เคยใช้สิทธิ์โต้แย้งใดๆกับศาลโลกจนล่วงเลยเวลาในกฎหมายไปแล้ว เท่ากับยอมรับโดยปริยายในกรรมสิทธิ์ของปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติก็ต้องเคารพคำตัดสินของศาลโลกเพราะไทยไปยอมรับการพิจารณาของศาลโลกเอง(เนื่องจากมีกฎว่า ถ้าประเทศคู่กรณีใดไม่ยอมรับการพิจารณาคดี ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น) ณ วันนี้ต้องยอมรับกันว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก ถาม พื้นที่ทับซ้อนรอบภูเขาหรือปราสาทกันแน่ที่อ้างกรรมสิทธิ์กันอยู่ ? ตอบ ตามคำตัดสินของศาลโลกนั้นตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสร้างครอบคลุมภูเขาไว้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา จึงถือเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาโดยปริยายที่ขั้นบันไดสุดท้ายของปราสาทใหญ่นี้ ส่วนไทยถือว่าพื้นที่รอบภูเขาลูกนี้ยังเป็นของไทยอยู่ แต่กัมพูชาโต้ว่าพื้นที่ว่าง 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นส่วนประกอบของปราสาทและอยู่ในแผนที่ของฝรั่งเศสที่เคยปกครองเขมรเขียนไว้ว่าเป็นของเขา จึงทำให้เกิดพื้นที่พิพาทกันเพราะไม่ได้อยู่ในคำตัดสินของศาลโลกที่เขียนชัดว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ไม่ได้เอ่ยถึงบริเวณรอบปราสาทหรือองค์ประกอบทางความเชื่อในการสร้างปราสาทแห่งนี้ ปกติทหารไทยก็วางกำลังป้องกันจุดพิพาทโดยมิให้กัมพูชาล่วงล้ำเข้าไปในเขตนั้น จึงเป็นพื้นที่ว่างมาตลอดหลังจากมีคำตัดสินของศาลโลก ต่อมาประมาณปีพ.ศ.2542-2543 ยุคนายชวนเป็นนายกฯมีการเจรจาเปิดพื้นที่นั้นเพื่อทำมาค้าขายร่วมกันระหว่างสองประเทศได้ซึ่งไทยยอมเซ็นสัญญาร่วมกับกัมพูชายอมให้ทั้งสองฝ่ายเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้โดยไม่ขัดขวางกันอีกต่อไป จึงเป็นการเปิดทางกว้างให้กัมพูชาใช้ข้อตกลงนี้นำพลเมืองเขมรเข้าไปตั้งรกรากภูมิลำเนาและทำมาค้าขาย สร้างถาวรสถานอาทิเช่น วัดวาอาราม ที่ทำการของรัฐ และอื่นๆซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ว่า จะไม่มีการสร้างสถานที่ถาวรในพื้นที่ขัดแย้งโดยเด็ดขาด แต่ไทยนิ่งเฉยและไม่เคยโต้แย้งใดๆ ส่วนคนไทยไม่ค่อยกล้าเข้าไปทำมาค้าขายหรือตั้งถิ่นฐานในบริเวณนั้นเพราะหวั่นเกรงอิทธิพลทหารเขมรที่ฝังรากลึกในถิ่นนั้นเพิ่มขึ้นรวดเร็วโดยไม่สนใจข้อตกลงใดๆ ขณะที่ไทยก็รักษาข้อตกลงเคร่งครัดฝ่ายเดียวเพื่อรักษาภาพลักษณ์หรือเพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่รัฐบาลไทยในเวลานั้นได้รับตอบแทน จึงทำให้อิทธิพลของกัมพูชาครอบคลุมพื้นที่นั้นเต็มที่ แม้แต่ทหารไทยไม่กล้าย่างกรายเข้าไปในเขตนั้น จนกระทั่งมีข่าวลือหนาหูว่า กัมพูชาจะอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ซึ่งคนเขมรอยู่อาศัยและมีสถานที่สำคัญตั้งหลักแหล่งอยู่ยาวนานโดยไทยไม่คัดค้านอย่างใดอันแสดงการยอมรับในกรรมสิทธิ์ของเขมรดังที่เคยเกิดขึ้นในคำตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 10-20 ปีแล้ว ถาม พื้นที่ทับซ้อนที่ไทยกับกัมพูชาอ้างสิทธิ์นั้นเป็นของใครกันแน่ ? ตอบ หลักกรรมสิทธิ์และประวัติศาสตร์ไทย รวมทั้งคำตัดสินของศาลโลก พื้นที่นั้นยังถือเป็นของประเทศไทย เมื่อกัมพูชาคัดค้านหรือโต้แย้งสิทธิ์โดยอ้างธรรมเนียมโบราณหรือแผนที่สมัยฝรั่งเศส จึงถือว่า ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ โดยหลักแล้วทั้งสองฝ่ายต้องไม่เข้าไปหาประโยชน์ในดินแดนที่ขัดแย้งกันจนกว่าจะมีข้อยุติแล้วซึ่งไทยยึดถือหลักนี้มาตลอด ความแข็งแกร่งของทหารไทยทำให้กัมพูชาก็ไม่ละเมิดหลักนี้ด้วย ต่อมารัฐบาลยุคนายชวนยอมรับข้อเสนอของกัมพูชาที่เปิดทางให้คนเขมรเข้ามาครองพื้นที่ได้ง่ายและสร้างอิทธิพลแผ่ครอบคลุมจนทหารไทยหรือคนไทยยังไม่กล้าเข้าไปใช้พื้นที่ตามข้อตกลงกัน จึงกลายเป็นว่า คนเขมรเป็นฝ่ายเดียวที่ได้รับประโยชน์เต็มที่ ส่วนคนไทยกำลังรอคอยการเสียพื้นที่นี้ให้กัมพูชาแบบเดียวกับคดีปราสาทเขาพระวิหารในไม่ช้านี้ รัฐบาลที่เปิดช่องทางให้เขมรยึดครองพื้นที่พิพาทเป็นของเขาได้รับผลประโยชน์แลกเปลี่ยนหรือไม่ ผู้กระทำจักเป็นคนให้คำตอบได้ดีที่สุด ถาม ข้อตกลงใหม่ที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยทำไว้กับกัมพูชาแลกกับคำรับรองให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกที่สมบูรณ์เป็นการยกพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาจริงหรือไม่ ? ตอบ ตอนนั้นกัมพูชาต้องการให้ปราสาทเขาพระวิหารได้เป็นมรดกโลก แต่ต้องมีคำรับรองจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยเพราะมันอยู่ประชิดชายแดนมากและพื้นที่ด้านล่างยังพิพาทกันอยู่ ไทยจึงใช้โอกาสนี้เพื่อให้กัมพูชารับรองก่อนว่า พื้นที่ทับซ้อนนั้นเป็นของไทยฝ่ายเดียว แต่ยอมให้เป็นพื้นที่ส่วนประกอบอาณาบริเวณทางวัฒนธรรมของปราสาทแห่งนี้ได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนประเทศ กัมพูชาตอบตกลงเพราะต้องการเงินทุนมหาศาลจากองค์กรมรดกโลกที่จะใช้ปรับปรุงปราสาทใหญ่ นั่นหมายความว่า พื้นที่พิพาทแห่งนี้จะเป็นของไทยชัดเจนขึ้นจากการยอมรับของกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และมีสิทธิ์ขับไล่คนเขมร จัดการพื้นที่เยี่ยงเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ต่อมามีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวทำให้ข้อพิพาทนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิม อีกทั้งกัมพูชาต้องดิ้นรนแก้ปัญหาต่างๆจนกระทั่งปราสาทแห่งนี้เป็นมรดกโลกได้ แล้วยังสามารถปรับเปลี่ยนทางขึ้นปราสาทที่เคยอยู่ในฝั่งไทยให้ไปขึ้นอีกฝั่งที่สร้างใหม่และสะดวกขึ้นด้วยเงินทุนจากฝรั่งเศสและญี่ปุ่นจากสถานภาพมรดกโลกที่จักสร้างผลประโยชน์ตอบแทนสองประเทศได้แน่นอน นั่นหมายความว่า ไทยจะสูญเสียรายได้ท่องเที่ยวอีกมากเมื่อกัมพูชาสามารถปิดประตูที่บันไดทางขึ้นปราสาทฝั่งไทยได้ตลอดเวลาเพราะมีทางขึ้นอื่นให้เลือกแล้ว โอกาสทองที่จะยุติปัญหายืดเยื้อผ่านพ้นไป การทะเลาะเรื่องเก่าก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งเพียงแค่ความแค้นหรือโง่เขลาของศัตรูทางการเมือง ทำให้คนไทยกับคนเขมรต้องอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวงกันต่อไป ถาม ไทยมีโอกาสจะยึดพื้นที่นั้นมาเป็นของไทยโดยสมบูรณ์ได้หรือไม่ ? ตอบ ขณะนี้ไทยยังเป็นเจ้าของพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารตามหลักกฎหมายและหลักประวัติศาสตร์อยู่ ส่วนการอ้างสิทธิ์ใดๆของกัมพูชาก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่จะได้ของง่ายๆอย่างที่เคยทำในอดีตในคดีปราสาทเขาพระวิหารนั้นไม่ได้เพราะเวลานี้กัมพูชามิใช่เมืองขึ้นของฝรั่งเศส การปกครองของกัมพูชาเป็นที่หวาดระแวงของชาติตะวันตก เวทีโลกไทยมีความได้เปรียบสูงกว่า ข้อมูลข่าวสารรอบโลกหาได้ง่ายขึ้นทำให้การโกหกหรือสร้างภาพลวงเกิดขึ้นยาก เรื่องเขตแดนมิได้เกิดขึ้นจากงานสงครามแย่งชิงอีกต่อไป ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาการเจรจาความกันเป็นหลัก ส่วนกำลังทหารเป็นกองหนุนให้อีกฝ่ายยอมรับฟังกันเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ล้วนนำไปสู่ผลสำเร็จของการกำหนดเขตแดนระหว่างกันหรือแก้ไขข้อพิพาทที่ค่อนข้างซับซ้อนได้ง่ายขึ้น การใช้กำลังแย่งชิงพื้นที่สำหรับยุคนี้เป็นเรื่องโง่เขลาที่สุดเพราะทุกประเทศต่างมีมิตรสหายที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและแบ่งผลประโยชน์จากผลของสงคราม การเจรจาระหว่างคู่กรณีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อีกทั้งไทยต้องยอมรับความจริงว่า ปราสาทเขาพระวิหารมิใช่ของประเทศไทยอีกแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก แต่พื้นที่อื่นรอบภูเขาแห่งนี้ต้องเจรจากันด้วยหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง มิใช่อยากได้ก็ยึดหรือใช้กำลังบุกเข้าไปดังที่บางคนพยายามเสนอให้ยึดปราสาทมาเป็นของไทยด้วยกองทัพไทยเพราะผู้นำกัมพูชาเวลานี้เป็นกุ๊ยข้างรั้วเท่านั้น โดยเฉพาะออกมาจากปากของผู้นำกระทรวงต่างประเทศไทย มันส่อแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ต่ำและยึดติดกับภาพลวงตาที่ตัวเองสร้างขึ้นโดยไม่ยึดความจริงที่คนทั้งโลกมองเห็นอยู่ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในสังคมโลก มิใช่รัฐโดดเดี่ยว ************************** 9/14/2009 ภัยใกล้ตัววันนี้คือ ลูกหายภัยใกล้ตัว : ลูกหาย
เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวลูกชายวัย 5 ขวบของเพื่อนน้องสาวหายไปจากครอบครัวเพราะโจรหญิงคนหนึ่งอุ้มพาหายไปจากห้างสรรพสินค้าแค่ห่างสายตานิดเดียวทำให้รู้สึกสะเทือนใจที่ได้ยินอย่างมาก แม้จะเป็นความพลั้งพลาดของพ่อแม่หรือความซนของเด็กก็ตาม ล้วนนำพาความเสียใจ ความหวั่นใจ ให้พ่อแม่ และรวมไปถึงความหวาดกลัวและเดียวดายของเด็กคนนั้นเมื่อต้องอยู่กับหญิงแปลกหน้าที่มิใช่พ่อแม่ จึงอยากเขียนเตือนภัยให้พ่อแม่ระมัดระวังลูกชายหรือลูกหญิงให้มากแม้จะอยู่ในบ้านหรือพาไปเที่ยวข้างนอกก็ตาม บัดนี้ ค่าตัวเด็กทารกถึงเด็กโตมีมูลค่าตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นซึ่งดึงดูดโจรให้ลักพาเด็กถี่ขึ้นเมื่อไปอยู่ในมือของนายหน้าค้าเด็กก็จะมีค่าตัวสูงเป็นหลักแสนบาท ความประมาทของพ่อแม่เป็นปัจจัยหลักที่โจรรอคอยจะลักพาเด็กไปจากการคุ้มครองของครอบครัว ส่วนใหญ่แล้วคดีลักพาเด็กนั้นค่อนข้างตามกลับคืนครอบครัวยากมาก แม้จะมีหมายจับโจรคนนี้แล้วก็ตาม มันจักกลายเป็นแผลเป็นในใจของพ่อแม่ตลอดชีวิต ส่วนเด็กคนนั้นมีชะตากรรมที่ไม่แน่นอนเพราะจะถูกขายไปให้ครอบครัวอื่นที่ต้องการลูกหรือทาสหรือของคนต่างชาติ ความทรงจำของเด็กที่มีต่อครอบครัวเดิมหากยังอยู่ มันย่อมกระตุ้นให้เด็กต่อต้านโจรหรือครอบครัวใหม่ อันส่งผลให้เด็กต้องถูกทรมานหรือต้องตายก็ได้ เด็กทารกถึงเด็กโตเป็นวัยที่อ่อนแอและไม่สามารถปกป้องตัวเอง แม้แต่แยกแยะพ่อแม่กับคนแปลกหน้ายังค่อนข้างยาก จึงไม่แปลกที่โจรจะฉวยเด็กหนีจากพ่อแม่ไปต่อหน้าต่อตาโดยเด็กไม่ร้องไห้หรือไม่โวยวาย พลเมืองดีจึงแยกไม่ออกว่าคนอุ้มเด็กเป็นพ่อแม่แท้ๆหรือโจรกันแน่ ทำให้งานขโมยเด็กเป็นงานง่ายและเงินดีสำหรับมิจฉาชีพ การป้องกันเด็กหายจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำที่สุด สถิติเด็กไทยหายนั้นมีเฉลี่ยวันละ 1 คน ด้วยฝีมือคนในครอบครัวเดียวกันหรือโจร ผู้เป็นพ่อแม่จึงควรตระหนักแก่ใจว่ามิได้มีหน้าที่ดูแลสุขภาพเด็กเท่านั้น แต่รวมถึงความปลอดภัยของเด็กอีกด้วย การเรียนรู้จากความผิดพลาดของพ่อแม่คนอื่นช่วยสร้างบทเรียนใหม่ๆแก่พ่อแม่รุ่นต่อมามิให้ทำพลาดซ้ำอีก ดังเช่น กรณีเด็กหายในรั้วบ้านของพ่อแม่ เมื่อเด็กหญิงวัย 3 ขวบ นั่งเล่นกองทรายบนถนนในรั้วบ้าน แต่เปิดประตูรั้วไว้ด้วยความเคยชินของสมาชิกในบ้านที่จะขับรถเข้าบ้านได้โดยไม่ต้องลงจากรถไปเปิดด้วยตัวเอง แต่มันกลายเป็นเส้นทางสำคัญให้โจรมาลักลูกของพวกเขาไปอย่างง่ายดาย เมื่อรถตู้แล่นมาจอดแล้วชายคนหนึ่งวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กหญิงเข้ารถแล้วขับออกไปต่อหน้าผู้เป็นย่าที่นั่งมองหลานอยู่ไม่ห่างนัก คดีนี้ก็ยังปิดไม่ได้เพราะหาเด็กไม่พบจนเวลาล่วงผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว ลองคิดว่าเด็กหญิงคนนั้นจะถูกขายไปอยู่กับครอบครัวใด มีความสุขหรือทุกข์เพียงใดเมื่อเทียบกับการอยู่กับพ่อแม่แท้ๆซึ่งมีฐานะการเงินที่ดีและให้ความสุขกับเลือดเนื้อแท้ๆของเขา ขณะที่ครอบครัวใหม่กระทำผิดกฎหมายด้วยการซื้อเด็กจากโจรสนองความต้องการส่วนตัวไม่ว่าในฐานะลูกหรือทาสก็ตาม ชีวิตของลูกคือ ความไม่แน่นอน ความกลัวและความโดดเดี่ยว การหายตัวไปของเด็กเกิดขึ้นเพราะความมักง่ายของผู้ใหญ่ ถ้าไม่เปิดรั้วบ้านไว้ ย่อมไม่มีโจรคนใดเสียเวลาปีนบ้านเพื่อเข้าไปอุ้มเด็กตามหลักวิญญูชน การเสียลูกไปครั้งนี้ยังเป็นตราบาปที่ติดตรึงหัวใจของพ่อแม่ไปตลอดชีวิตตราบใดที่ยังหาเด็กไม่พบ กรณีลูกหายเพราะช็อปปิ้งเพลินในห้างสรรพสินค้าเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มาจากความประมาทเลินเล่อและหลงเพลินกับสินค้า ลูกชายวัยห้าขวบเดินไปกับพ่อแม่ในห้างสรรพสินค้า เมื่อพ่อแม่คุยและเลือกสินค้าอยู่ ลูกซึ่งเดินได้คล่องพอควรจึงป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างพ่อแม่นัก พ่อแม่จึงสนใจสินค้ามากกว่าจูงมือลูกไว้ โจรหญิงเข้าไปหาเด็กแล้วอุ้มลูกของพวกเขาเดินหายไปในฝูงชนแค่ลัดสายตาเดียวที่พวกเขาสนใจสินค้าเท่านั้น มันใช้เวลาไม่กี่วินาทีที่ลูกหายไป พวกเขาตกใจอย่างมากเมื่อหันมาไม่เห็นลูกชายที่ควรยืนหรือนั่งเล่นใกล้ๆ เมื่อไปเปิดกล้องวงจรปิดของห้างฯก็เห็นผู้หญิงใบหน้าชัดอุ้มลูกชายไปโดยเด็กไม่ได้ร้องโวยวายใดๆและอยู่ห่างจากพ่อแม่ไม่กี่คืบ แต่ความที่เด็กไม่ได้อยู่ในสายตาของพ่อแม่และไม่ได้จับมือของพ่อแม่ไว้ จึงเป็นจุดที่โจรเข้าไปหาเด็กอย่างนุ่มนวลแล้วอุ้มหนีจากไป มันเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พ่อแม่ชะล่าใจคิดว่า ลูกโตช่วยตัวเองได้และไม่จำเป็นต้องจูงมือหรืออยู่ในสายตาตลอดเวลาเหมือนตอนเป็นทารก อันที่จริงแล้วเด็กยังไม่อาจแยกแยะคนดีคนชั่วหรือพ่อแม่กับคนแปลกหน้าได้ ทำให้โจรเอาเด็กไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือใดๆจากเด็กอันมาจากความไร้เดียงสาของเด็ก ส่วนพ่อแม่ก็ประมาทที่เชื่อว่าลูกอยู่ใกล้และโจรไม่กล้าพอจะมาใกล้พวกเขา แต่พ่อแม่ไม่อยู่ใกล้เด็กพอที่โจรจะไม่กล้าแตะต้องเด็ก พวกเขาจึงสูญเสียลูกไปตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2552 จนถึงบัดนี้ที่เขียนบทความก็ยังไม่ได้ข่าวของลูกชายวัย 5 ขวบเลย เมื่อสืบข้อมูลของโจรหญิงคนนี้ก็พบว่า เธอมีหมายจับเรื่องลักพาเด็กอยู่ก่อนหลายคดีแล้วเท่ากับมีเหยื่อเด็กหรือหลายครอบครัวที่ทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน ตำรวจก็ยังตามจับโจรหญิงคนนี้ไม่ได้ ยิ่งผ่านไปนานวันนานเดือนก็ยืนยันการสูญเสียเด็กถาวรยิ่งขึ้นดังที่เกิดขึ้นกับหลายครอบครัวมาแล้ว การหวังพึ่งพาให้ตำรวจตามล่าหาเด็กหายไปจากพ่อแม่นั้นต้องยอมรับว่ายาก เพราะคดีเด็กหายจำนวนมากยังไม่คลี่คลาย แม้มีภาพวงจรปิดที่เห็นใบหน้าโจรหญิงชัดดังคดีที่เล่าให้ฟังตอนต้นนั้น ก็ยังไม่มีเบาะแสจับเธอมาได้เลยอันอาจมาจากประสิทธิภาพของตำรวจไทยหรือการแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีมีน้อยหรือการกระจายข่าวเหยื่อให้สายตาคนทั้งประเทศช่วยสอดส่องมองหาร่วมด้วยมีน้อยมากหรือปัจจัยอื่นๆ เราต้องไม่ลืมว่า แผ่นดินไทยกว้างใหญ่ ตำรวจมีงานยุ่งมากและอาจมองว่าคดีเด็กหายเป็นเรื่องเล็กกว่าคดีจับยาเสพติด จึงทำให้การตามล่าหาคนร้ายลักเด็กไม่คืบหน้า สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมไทย คือ สื่อมวลชนให้ความสนใจน้อยกับคดีลักพาลูกของคนอื่นโดยให้น้ำหนักเพียงว่า เป็นเรื่องในครอบครัว ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลโจรลักพาเด็กมีน้อยมาก การตามจับโจรหรือการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของโจรมีน้อยยิ่ง ลองนึกว่า ถ้ามีภาพโจรหญิงคนนี้แพร่หลายในข่าวทีวีหรือทุกช่วงรายการทีวี ตำรวจต้องได้ข้อมูลของเธอแล้วจับเธอง่ายขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ก่อเหตุร้ายซ้ำอีก เด็กชายวัยห้าขวบคนนั้นก็ไม่ถูกลักพาตัวไปเนื่องจากทีวีไทยแพร่ภาพไปทั่วแผ่นดินไทยแล้วในเวลานี้ อีกทั้งการแพร่ข้อมูลทางอินเตอร์เนตจะช่วยเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นได้ แต่สื่อมวลชนไทยไม่เคยช่วยเหลือสังคมในด้านนี้เลย อันแตกต่างจากสื่อในต่างประเทศเมื่อเกิดกรณีลักพาเด็กและมีการขอความช่วยเหลือจากครอบครัวเด็กหรือตำรวจ จะมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทุกเครือข่ายของทีวีจำนวนมากทำให้ตำรวจได้รับข้อมูลมากมายและนำไปสู่การจับโจรหรือช่วยเหลือเด็กได้ทันเวลา ถ้าพ่อแม่ไม่ตระหนักถึงภัยการลักพาเด็กไปขายหรือเพื่อเหตุอื่นใดที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งท่านไม่มีวันรู้ว่ากำลังอยู่ในสายตาของโจรหรือไม่ วิธีเดียวที่จะปกป้องลูกได้ คือ การไม่ปล่อยลูกให้อยู่ตามลำพังหรือห่างสายตาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ชุมชน มิฉะนั้น โศกนาฏกรรมจะไม่มีวันจางไปจากครอบครัวของท่านเลยเพราะตราบาปที่ท่านมีส่วนก่อขึ้นแม้ไม่เจตนา แต่ก็รู้ดีว่าชะตากรรมดีหรือร้ายของลูกในวันนี้หรืออนาคต ท่านมีส่วนก่อขึ้นด้วย ความสุขในครอบครัวจะไม่หวนกลับมาอีกครั้งแน่นอนตราบใดที่ยังไม่พบลูก หลายครอบครัวต้องสูญเสียลูกไปถาวรเพราะหาไม่พบ แม้จะดิ้นรนค้นหาเพียงใดก็ตาม คำถามที่ว่า โจรลักเด็กไปเพื่ออะไร คำตอบง่ายๆ คือ เงินค่าตัวเด็ก เนื่องจากสังคมไทยบางส่วนสร้างแหล่งหาเงินจากเด็กเพราะบางครอบครัวไม่สามารถมีลูกได้เองและมักง่ายเพราะเบื่อหน่ายการขอเด็กกับทางราชการ จึงเกิดความคิดซื้อเด็กราคาถูกในตลาดมืด โจรลักพาเด็กตามที่ลูกค้าต้องการแล้วนำไปขายด้วยค่าตัวตั้งแต่ระดับทารกประมาณหลักพันถึงเด็กโตประมาณหลายหมื่นบาท หากต้องผ่านนายหน้าค้าเด็ก ค่าตัวเด็กจะสูงขึ้นไปอีก เด็กบางคนได้ไปอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี บ้างก็อยู่ในครอบครัวยากจน แต่อยากมีแรงงานเด็กไว้ใช้งาน บ้างก็โชคร้ายเมื่อแม่เล้าในซ่องโสเภณีต้องการเด็กหญิงไปเลี้ยงเพื่อให้โตขึ้นทำงานใช้หนี้ การซื้อเด็กนั้นมิใช่คนไทยกระทำต่อกันเท่านั้น คนซื้อยังมีชาวต่างชาติอีกด้วย มันเรียกได้ว่าชะตากรรมของเด็กนั้นยากคาดเดาว่าจะพบเจอเรื่องดีหรือเลวในชีวิตของพวกเขาซึ่งบางคนเกิดมาในครอบครัวที่ดีมีฐานะการเงินดี แต่ถูกลักพาตัวไปตกระกำลำบากอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเขา การลักพาเด็กหรือลูกของครอบครัวใดก็ตามความรู้สึกที่คนไม่เคยรับรู้ แต่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับตัวเด็กคือ ความกลัวและความโดดเดี่ยวเมื่อไม่เห็นพ่อแม่เป็นเวลานาน มันเป็นแรงกดดันที่กระตุ้นให้เด็กอาจร้องไห้หนักเมื่ออยู่กับโจร สิ่งที่เขาจะได้รับแน่นอนคือ การตีทำร้ายเพื่อให้หยุดร้องไห้และกลัวหรือเชื่อฟังพวกเขา ต่อมาเด็กเรียนรู้ว่าจะเลี่ยงความเจ็บด้วยการนิ่ง จึงช่วยให้โจรทำงานง่ายขึ้น ชีวิตเด็กจะตกในอันตรายยิ่งขึ้นเมื่อมีความกลัว แม้เด็กจะคิดถึงพ่อแม่ แต่บอกชื่อพ่อแม่หรือชื่อนามสกุลของตัวเองยังไม่ได้ ไม่รู้จะไปหาพ่อแม่ได้ที่ไหน สิ่งที่เด็กทำได้ คือ ต้องทำตามคำสั่งของโจรแลกกับการไม่ต้องถูกทำร้ายให้บาดเจ็บตามสัญชาตญาณของมนุษย์ การนิ่งเฉยหรือการไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้ใดของเด็กยิ่งทำลายโอกาสค้นหาของพ่อแม่ขึ้น ดังนั้น หลายครอบครัวจึงไม่เคยพบลูกอีกนับแต่วันที่เด็กถูกลักพาตัวไปและอาจไม่มีวันได้พบกันตลอดกาลก็ได้ กรณีที่น่าสะเทือนใจและเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน คือ คดีลักพาลูกวัย6-7 ขวบของหญิงคนหนึ่ง แม่พยายามตามหาทุกวันทุกคืนเป็นเวลาหลายเดือนด้วยความทุกข์ระทมใจ ต่อมาวันหนึ่งเธอเดินกลับจากกินข้าวเที่ยงเพื่อไปทำงานอีก เสียงเรียกแม่ดังขึ้นเมื่อเธอหันกลับไปมองเจ้าของเสียงเรียกนั้นจึงพบเด็กแขนขาดนั่งขอทานอยู่บนสะพานลอยที่เธอกำลังเดินข้ามไป ใบหน้าของเด็กมอมแมมและแววตาเศร้ายิ่ง เธอร้องไห้โฮและเข้าไปกอดเด็กชายคนนั้นด้วยความรักและคิดถึง เมื่อเด็กพิการคนนั้นคือ ลูกที่หลายไปหลายเดือนของเธอซึ่งตอนนี้ไม่เหมือนเก่าอีกแล้ว ตำรวจซักถามเด็กและตามล่าหาโจรที่ลักพาเขาไป แต่ได้ข้อมูลน้อยทำให้พวกมันลอยนวลต่อไปจนบัดนี้ เรื่องที่เด็กเล่าให้ฟังสร้างความสะเทือนใจยิ่งนัก เมื่อเด็กถูกโจรลักพาไปขายให้กลุ่มขอทาน จากนั้นก็ถูกนำไปให้หมอเถื่อนตัดแขนสองข้างทิ้งเพื่อให้เป็นเด็กพิการแล้วขอทานหาเงินไปให้พวกเขา เด็กที่มาจากครอบครัวคนชั้นกลางในกทม.และมีความสุขจากพ่อแม่อย่างดีต้องกลายสภาพเป็นเด็กพิการที่ตั้งใจให้ไปขอทานหาเงินเลี้ยงมิจฉาชีพเพียงแค่ความประมาทชั่วพริบตาหนึ่งของพ่อแม่ มันนำพาความทุกข์ใจแก่ครอบครัวสุดบรรยายได้ แม้เด็กจะกลับสู่ครอบครัวแท้จริงได้ แต่ความสูญเสียของเขาฝังตรึงในใจและอยู่กับสภาพร่างกายใหม่ที่บกพร่องด้วยฝีมือคนชั่วร้ายกลุ่มหนึ่งที่ยังลอยนวลไปทำร้ายเด็กอื่นได้อีก เวลานี้ขบวนการลักเด็กมีตลาดขายกว้างขวางขึ้นกว่าในอดีต คือ ตลาดครอบครัวที่ต้องการลูก ตลาดขอทาน ตลาดขายอวัยวะ ตลาดเรือประมง (กรณีลักพาวัยรุ่นไปขึ้นเรือประมงมีเพิ่มขึ้น) ตลาดห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือผลิตยา ตลาดโสเภณี อายุเด็กก็ขยายเพิ่มขึ้นจากทารกไปถึงวัยรุ่นกันแล้ว เด็กจึงเป็นกลุ่มที่น่าห่วงใยเพิ่มขึ้นเพราะปกป้องตัวเองได้น้อย ขาดประสบการณ์ชีวิต พ่อแม่และครอบครัวต้องเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ สอนวิธีป้องกันตัวเองให้เด็กรับรู้เพิ่มขึ้น และต้องให้ความเอาใจใส่ลูกใกล้ชิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือที่ชุมชนเพราะมิจฉาชีพเริ่มรุกเข้าใกล้บ้านคนสุจริตเพิ่มขึ้นแล้ว ถ้าไม่ปกป้องบ้านหรือครอบครัวไว้ ผู้เสียใจที่สุดย่อมเป็นท่านและครอบครัวเท่านั้น ตำรวจเป็นผู้มาถึงปลายเหตุและการแก้ไขค่อนข้างยากและอาจเกินกว่าจะเยียวยาก็ได้ ขอให้รักและเอาใจใส่ลูกให้มากขึ้น อย่าประมาทแม้เสี้ยววินาทีเพราะสายตาโจรจ้องมองลูกของท่านอยู่ มิฉะนั้น จะต้องอยู่กับความเสียใจและทุกข์ใจไปตลอดชีวิตของท่านและลูก วิธีป้องกันแสนง่ายและไม่ต้องเสียเงิน คือ เอาใจใส่ลูก จับมือของลูก และ สายตามองลูกเท่านั้น ท่านจะพ้นภัยลักพาเด็กได้
********************************** 9/11/2009 บารากู่ ยาสูบอันตรายและผิดกฎหมายบารากู่ ยาสูบอันตราย
เขียนโดย ลูกแก้ว
ขณะนี้มียาสูบชนิดหนึ่งที่แพร่หลายในกลุ่มนักเที่ยวยามค่ำคืนหรือเยาวชนไทยโดยอ้างว่าไม่ใช่บุหรี่ ไม่ใช่ยาเสพติด โดยสูบกันในผับ บาร์ หรือสถานที่ตกแต่งเรียกความสนใจจากวัยรุ่นหน้าสถาบันศึกษาต่างๆ ข้อความชักชวนและบิดเบือนทำให้เยาวชนไทยหรือนักเที่ยวหลายคนหลงเชื่อสูบยาเหล่านั้นเพราะคิดว่าเป็นของเล่นอย่างหนึ่ง โดยไม่ทราบว่ากำลังสูดดมพิษร้ายเข้าสู่ร่างกายโดยตรงไม่แตกต่างจากการสูบบุหรี่หรือกัญชาเลย บารากู่ เป็นคำเรียกการใช้ยาสูบสไตล์ตะวันออกกลางด้วยอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อการดูดควันจากยาสูบ มันเป็นที่นิยมในดินแดนตะวันออกกลางและมีใช้กันมานานแล้ว โดยประเทศในแถบตะวันออกกลางมิได้ห้ามสูบมัน จึงเป็นทางเลี่ยงของคนชอบสูบบุหรี่ซึ่งเป็นข้อห้ามแตะต้องยาเสพติดหรือสารเสพติดทั้งหลายตามหลักศาสนาของเขา เมื่ออยู่ในประเทศเหล่านี้และอยากสูบบุหรี่จึงเลือกทดแทนด้วยการสูบบารากู่
บารากู่
อุปกรณ์สูบยาที่เรียกกันว่า บารากู่นั้น มีโครงสร้างที่ต้องบรรจุน้ำและยาสูบไว้เป็นลำดับชั้น ควันที่เกิดจากการเผายาสูบและต้มน้ำจะลอยไปตามท่อดูดเข้าสู่ปากเยี่ยงเดียวกับการสูบบุหรี่ รูปร่างของบารากู่นั้นจะมีหลากหลายและดูสวยงามเพราะมีการพัฒนารูปร่างเพื่อดึงดูดให้คนซื้อหรือใช้สอยมันอย่างเพลินตา ส่วนยาสูบนั้นก็มีการพัฒนากลิ่นหลากหลายขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้บารากู่ไม่จำเจนัก เมื่อนำบารากู่มาแพร่หลายในเมืองไทยโดยเน้นเยาวชนไทยจึงมีการปรุงกลิ่นยาสูบให้ดึงดูดความสนใจของวัยรุ่นในสถานบันเทิงต่างๆและกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำผิดกฎหมายยาสูบของไทยซึ่งมีโทษจำคุกด้วย ยาสูบที่ใช้กับบารากู่นั้นมีอันตรายต่อร่างกายไม่น้อยกว่าบุหรี่หรือกัญชาหรือฝิ่นซึ่งเป็นสารเสพติดต้องห้ามในไทย ก่อนอื่นผู้คิดจะใช้บารากู่แทนบุหรี่ด้วยความโก้หรูหรือเหตุผลใดก็ตาม ขอให้ทราบด้วยว่า ยาสูบในบารากู่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ต้องขออนุญาตจำหน่ายหรือนำเข้าก่อน การสูบหรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่ได้รับอนุญาตจากราชการผิดต่อกฎหมายยาสูบของไทยก็ต้องรับโทษจำคุกด้วย การสูบบารากู่นั้นจะส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต รับคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าเลือดโดยตรงคล้ายไอเสียของรถยนต์หรือควันบุหรี่ทำให้ขาดอ็อกซิเจนอย่างเพียงพอต่อร่างกาย อาการที่พบหลังจากสูบยาบารากู่ คือ ปวดศีรษะ คลื่นเหียน ดวงตาพร่าเลือน ความคิดสับสน ประสาทหลอน ร่างกายอ่อนแอลง หัวใจเต้นถี่ เป็นลมหมดสติ หากร่างกายรับปริมาณควันเกินไป จักมีอาการชักกระตุก หัวใจเต้นแผ่วอ่อนแรง หายใจช้าลง สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิต
ยาสูบที่ใช้กับบารากู่
ยาสูบในบารากู่ เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมายของไทยเพราะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนยาสูบตามกฎหมายยาสูบของไทยและมีอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งยังเสพติดได้ไม่ต่างจากบุหรี่ด้วย เมื่อมันมีความตายแอบแฝงอยู่ในบารากู่ ท่านจะทำลายชีวิตหรือฆ่าตัวตายเพราะหลงเชื่อคำลวงของผู้ไม่หวังดี เห็นเป็นสิ่งโก้เก๋ที่อวดโชว์กันแล้วยอมตายด้วยการสูบบารากู่หรือ ? บางคนอาจเถียงว่า ทำไมคนตะวันออกกลางยังไม่ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเหมือนบุหรี่ คำตอบง่ายๆ คือ คนไทยรู้จักบุหรี่ดีแค่ไหน คนตะวันออกกลางก็รู้จักบารากู่และยังใช้เป็นทางออกแก่คนติดบุหรี่ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของชาติยุโรปที่พวกเขาตั้งข้อรังเกียจไว้ จึงเลือกใช้บารากู่ซึ่งมีมาช้านานแล้วในโลกตะวันออกกลางแทนการสูบบุหรี่ของชาวตะวันตก ตอนนี้ทุกคนรู้จักอันตรายของการใช้บารากู่แล้ว ก็ควรทบทวนด้วยสติว่า จะเดินไปสู่ความตายต่อไปหรือไม่ เราควรเลือกเพื่อมีชีวิตนานขึ้นแทนที่จะฆ่าตัวตายด้วยบารากู่ซึ่งมีอุปกรณ์ใช้ยาสูบที่ดูสวยงาม แต่แฝงความตายไว้กับทุกคนที่สูบควันมรณะเข้าสู่ร่างกายโดยตรงเพื่อความสำราญวันนี้ แล้วต้องนอนเจ็บปวดทรมานก่อนตายด้วยอาการถุงลมโป่งพองหรือมะเร็งปอดในวันหน้า อย่าลืมว่าร่างกายแต่ละคนมีความต้านทานต่อพิษร้ายของบารากู่ไม่เท่ากัน อันตรายจึงส่งผลเสียให้เห็นช้าหรือเร็วแตกต่างกัน แต่รับรองได้ว่าความเสียใจต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
***************************** 9/8/2009 สัญชาติไทยไม่ง่ายนักถาม การขอสัญชาติไทยยากหรือไม่ ? ตอบ กฎหมายสัญชาติไทยมีความซับซ้อนและมีการปรับปรุงให้เปิดกว้างขึ้นกว่าในอดีต แต่ยังนับว่าไม่ง่ายนัก นอกจากเกิดในไทยแล้วยังต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ตอนนี้แม้แต่การเป็นนักลงทุนระดับเกินห้าร้อยล้านบาทก็ยังมีสิทธิ์ขอสัญชาติไทยได้และต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วยเช่นกัน ดังนั้น คนไทยจึงควรภูมิใจกับสัญชาติไทย เพราะคนต่างด้าวมากมายหวังอยากได้สัญชาติไทยเพื่ออาศัยหรือทำงานในแผ่นดินร่มเย็น ประชาชนเอื้ออารี และดิ้นรนต่อสู้ทรหดทั้งสมหวังหรือผิดหวังกับการมีสัญชาติไทยเยี่ยงคนไทยทั่วไป จึงควรหวงแหนความเป็นคนไทยสัญชาติไทยให้มากไว้ ถาม ทำไมการขอสัญชาติไทยของเด็กที่เกิดในไทยซึ่งมีพ่อแม่ต่างด้าวยากนัก ? ตอบ กฎหมายสัญชาติของทุกประเทศเน้นความมั่นคงของชาติเป็นหลัก ดังเช่น สหรัฐอเมริกากว่าจะให้สัญชาติอเมริกันแก่ผู้จัดรายการชื่อดังของ Dog Whisperer ต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปีหลังจากให้สิทธิ์พำนักหรือGreen card แก่เขา จึงไม่แปลกที่การให้สัญชาติไทยต้องมีขั้นตอนยุ่งยากและมีกติกาให้ต้องเข้มงวดด้วย ถาม กรณีใดที่เด็กพม่าในข่าวจึงมีสัญชาติไทยได้ ? ตอบ กฎหมายสัญชาติไทยให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิ์ถือสัญชาติไทยได้ แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นอีก เด็กจึงใช้สิทธิ์นี้ได้ กรณีของเด็กพม่าในข่าวมีเรื่องที่ต้องคำนึงด้วย คือ พ่อแม่เป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่ การหลบหนีเข้าเมืองทุกกรณีหรือมีสถานภาพเป็นผู้อพยพส่งผลให้เด็กไม่มีทางได้สัญชาติไทย แต่เด็กยังมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติตามพ่อแม่ การได้รับผ่อนผันให้ทำงานในไทยของคนต่างด้าวหรือการผ่อนผันให้เด็กเรียนในโรงเรียนไทยไม่ถือเป็นเหตุให้เด็กมีสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติด้วยเพราะขัดต่อกฎหมายสัญชาติไทยกรณีพ่อแม่เป็นคนต่างด้าว การให้เรียนหรือการผ่อนผันพ่อแม่ให้ทำงานและอยู่ในไทยได้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมหรือนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น ถาม กรณีใดที่เด็กซึ่งมีพ่อแม่เป็นต่างด้าวจึงได้สัญชาติไทย ? ตอบ พ่อแม่ซึ่งเป็นคนต่างด้าวต้องเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย เช่น แต่งงานกับคนไทย ได้รับวีซ่าแบบนักท่องเที่ยวหรืออยู่ยาวนานได้แล้วคลอดเด็กในไทย เป็นต้น เมื่อเด็กเกิดในไทย จักได้รับสิทธิ์ถือสัญชาติไทยได้ ปกติแล้วกฎหมายสัญชาติของพ่อแม่ให้เด็กถือสัญชาติตามพวกเขาได้และยังได้สิทธิ์ตามหลักดินแดนเกิดของไทยด้วย เมื่อเด็กมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงมีสิทธิ์เลือกว่า จะใช้สัญชาติตามพ่อแม่หรือสัญชาติไทยก็ได้ ขอเน้นว่า กฎหมายสัญชาติไทย บุคคลต้องมีเพียงสัญชาติเดียวเท่านั้น เมื่อเติบโตครบอายุที่กฎหมายกำหนดแล้วเขาหรือเธอต้องเลือกว่าจะใช้สัญชาติใด มิอาจถือสองสัญชาติได้เพราะขัดต่อหลักกฎหมายไทย แม้กฎหมายของประเทศที่เขาอยู่กับพ่อแม่ยอมให้ถือสองสัญชาติได้ก็ตาม ถาม วิธีใดที่เด็กต่างด้าวในข่าวจะได้สัญชาติไทย ? ตอบ พ่อแม่ต้องมีหลักฐานเข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายไทยและหลักฐานว่าเด็กเกิดในไทยจริง อีกกรณีหนึ่งคือ เด็กต้องกลับเข้าพม่าแล้วขอเข้าเมืองอย่างถูกต้องในจำนวนโควต้าประเทศที่รัฐบาลกำหนดให้คนที่มิใช่สัญชาติไทยมีสิทธิ์ขอใบต่างด้าวเพื่อพักอาศัยหรือทำงานในไทยได้ มันคล้ายกับ Green Card ของสหรัฐอเมริกา เมื่อได้ใบต่างด้าวแล้วก็พักอาศัยในไทยตามเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ประมาณ 5 ปี จึงยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยต่อกรมการปกครอง ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนก็จะได้รับอนุมัติเรื่องสัญชาติไทย ส่วนกรณีที่มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นพม่านั้น เด็กที่เกิดในไทยจะได้สัญชาติไทยทันทีเพราะกฎหมายให้ถือสัญชาติตามแม่ โดยไม่สนใจว่าจะมีพ่อตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ไม่รวมแม่บุญธรรม ***************************** 9/3/2009 ใต้เงาบาป 7.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 7.2
เขียนโดย ช่อมณี
สรพศขมวดคิ้วเล็กน้อย ปรานต์พูดขยายความอีกว่า “ อั่งเปาพิเศษนี้ต้องมีชีวิตและมีค่าสำหรับเธอด้วยนะครับ “ “ พูดให้ชัดกว่านี้สิ “ ชายหนุ่มจึงบอกเล่าความคิดของเขาให้ผู้เป็นลุงฟังทั้งหมด สรพศรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องที่ได้ยินมาก “ เธอจัดการได้เลยนะ ปรานต์ “ “ ครับ “ “ เธอช่วยบอกกับสังสิตว่า ฉันเชิญให้มาทานข้าวในวันตรุษจีนด้วย “ ปรานต์มองฉงน สรพศหัวเราะในลำคอ “ ฉันอยากตอบแทนที่เขาช่วยดูแลหลานสาวมาหลายปี “ “ ผมจะบอกเขาให้ครับ “ ปรานต์กล่าวอำลา ในห้องนั้นจึงเหลือเพียงประธานอาวุโสซึ่งนั่งทอดถอนใจ หัวใจอ่อนล้าเหลือเกิน ตอนนี้เขารู้สึกอยากใกล้ชิดลูกสาวเพียงคนเดียวของสารัชซึ่งเป็นลูกชายเจ้าทิฐิของเขา เวลาของเขาในโลกนี้คงเหลือเพียงไม่มากแล้ว จึงอยากให้ครอบครัวกลับมารวมกันอีกครั้ง ไม่รู้ว่าความหวังจะเป็นจริงได้หรือไม่
เวลาเดียวกันนั้นมันตรินีเดินออกจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง สมองครุ่นคิดถึงคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับอาการมืออ่อนแรงอันสืบเนื่องจากหญิงสาวนั่งทำงานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายปี โดยขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม หล่อนตัดสินใจเดินขึ้นรถเมล์เพื่อไปยังห้างสรรพสินค้าทันที
ณ โรงแรม ที อาร์ พาวิลเลี่ยน หนุ่มร่างสันทัด ผอมบาง ผิวขาว ใบหน้าเคร่งขรึม จมูกโด่งเล็กน้อย ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวร่างเล็กในชุดเสื้อแขนยาวสีแดง กระโปรงสั้นเหนือเข่าสีดำรัดรูปทำให้เห็นสัดส่วนที่งดงามเด่นชัด ทั้งสองหยุดยืนที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “ ยินดีต้อนรับค่ะ “ พนักงานต้อนรับกล่าวด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มยืนนิ่ง ขณะที่สาวสวยที่มาด้วยพูดเป็นภาษาไทยแปร่งเล็กน้อยว่า “ เราจองห้องสูทไว้สองห้องค่ะ “ “ ขอทราบชื่อด้วยค่ะ “ “ พลัชกับไอรีน ! “ ชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงเครียด พนักงานต้อนรับกดคีย์คอมพิวเตอร์สักครู่ จึงเอ่ยว่า “ เราจัดห้องไว้ให้แล้ว คุณจะพักกี่วันคะ ? “ “ หนึ่งอาทิตย์ ! “ ไอรีนตอบเสียงเข้ม สักครู่เด็กขนของก็นำคนทั้งสองขึ้นไปยังห้องสูทที่จองไว้ทันที “ ผู้ชายกับผู้หญิงทั้งสวยทั้งหล่อเชียว “ พนักงานสาวพึมพำด้วยความชื่นชมต่อแขกของโรงแรมคู่นี้มาก
ภายในห้องสูทขนาดใหญ่ที่ตบแต่งงดงาม กว้างขวาง ชายหนุ่มใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมคมเข้ม ดวงตาเป็นประกายกร้าว สวมเสื้อคลุมยาวสีเขียว ก้าวออกมาจากห้องน้ำด้วยท่าทางผ่อนคลายหลังจากได้ชำระร่างกายมาพักใหญ่ เขาคว้าแฟ้มมานั่งอ่านบนเตียงใหญ่ที่อ่อนนุ่ม เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้เขามองไปยังหญิงสาวที่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส “ ไอรีน ! “ เขามองนิดหนึ่ง แล้วก้มอ่านแฟ้มในมือต่อไป สาวสวยร่างเล็กบางสวมชุดใหม่ที่แลดูงามสง่าปนเซ็กซี่ โดยเฉพาะคอเสื้อรูปตัวยูที่เว้าลึกจนเห็นร่องอกผิวขาวนวลทรุดนั่งบนเตียง พลางชะโงกมองแฟ้มของชายหนุ่ม “ เราเพิ่งมาถึงเมืองไทย ควรออกไปท่องราตรีสักคืน ไม่ใช่หมกมุ่นกับแฟ้มพวกนี้นะคะ พลัช “ ไอรีนซบใบหน้ากับไหล่กว้างของชายหนุ่ม “ คุณกำลังชวนผมไปเที่ยวสินะ “ “ คุณเห็นด้วยไหมล่ะ ? “ ไอรีนถามเสียงหวาน แววตาอ้อนวอน พลัชพลิกไปยังภาพหญิงสาวเจ้าของใบหน้ากลมซึ่งสวมแว่นตากรอบทองกำลังยืนยิ้มเคียงข้างกับเพื่อนสาวกลุ่มหนึ่ง แววตาสดใสเป็นประกายเจิดจรัส เขามองภาพนั้นอย่างพินิจ “ ผมเหนื่อย คุณไปคนเดียวเถอะ “ หญิงสาวเชื้อสายสิงคโปร์เริ่มมีอารมณ์ไม่ดี เมื่อเห็นภาพสาวใบหน้ากลมในมือของพลัช “ มันตรินี ! “ ไอรีนขบกรามแน่น แววตาขุ่นขวาง “ แม่บอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกับคุณ “ “ หากไม่มีแม่นี่ ตอนเรียนจบฉันต้องได้เหรียญทอง ไม่ใช่เธอหรอก “ หล่อนพูดอย่างเจ็บใจ เขาหัวเราะในลำคอ “ ผมไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้คุณเกลียดเธอมากเพียงนี้หรอก ไอรีน “ คำพูดเท่าทันของชายหนุ่มทำให้ไอรีนหัวเราะกลบเกลื่อน พลางตอบว่า “ ความคิดของผู้หญิงหยั่งลึกยาก บางครั้งเรื่องที่คุณคิดว่าเล็กน้อย อาจใหญ่โตในความรู้สึกของฉันก็ได้ “ “ ผู้หญิงนี่ช่างซับซ้อนเหลือเกินนะ “ เขาพูดพลางอมยิ้ม แววตาครุ่นคิดยามมองภาพของมันตรินี “ คุณเรียนไม่มีวันจบหรอกค่ะ “ หล่อนจูบแก้มสากของเขา แล้วถามว่า “ คุณไม่ไปแน่นะ พลัช “ ชายหนุ่มส่ายหน้า “ ผมจะอ่านแฟ้มพวกนี้สักพัก แล้วจะนอนหลับหน่อย เราบินตรงมาจากอเมริกาเชียวนะ “ “ หมดแรงเร็วจัง ! “ หล่อนกล่าวล้อเป็นนัย “ ผมนับถือคุณนะ ลงจากเครื่องไม่ทันไร ก็ไปเที่ยวได้แล้ว “ “ ฉันไปล่ะ “ ไอรีนกล่าวลาชายหนุ่ม แล้วเดินออกไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง พลัชหันมาสนใจข้อมูลส่วนตัวของมันตรินี ธมนันท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเขาที่มาเมืองไทย แม้จะอ่านแฟ้มนี้หลายรอบแล้วเขายังสะดุดใจกับดวงตาคู่นั้นของหญิงสาวที่ฉายแววสดใส บริสุทธิ์เสมอ อาจเป็นเพราะเขาได้พบผู้หญิงหลากรูปแบบซึ่งต่างก็แฝงความช่ำชองทางสังคมและฉลาดเท่าทัน ไม่ค่อยพบกับผู้หญิงที่แลดูเป็นธรรมชาติเช่นนี้ ทั้งที่เป็นเพียงรูปภาพ เขายังสัมผัสได้ถึงความเป็นตัวตนของมันตรินีในห้วงนึกคิดและหัวใจของเขา “ คุณมีสมองเฉียบขาดมาก อยากรู้นักว่าจะพ้นเงื้อมมือของพลัชคนนี้ได้ไหม “ เขาพึมพำด้วยรอยยิ้มดุ หัวใจมาดหมายมั่นใจเต็มที่
**************โปรดติดตามตอนต่อไป**************
**** ผลงานนิยายเล่มอีกเรื่องที่ขอแนะนำของ ช่อมณี ซึ่งเข้ากับยุคสมัยเศรษฐกิจตกต่ำพอดี คือเรื่อง แปรดาว แนวสะท้อนสังคม เมื่่อครอบครัวล่มสลายอันสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงล้มละลาย เธอเพิ่งเรียนจบและหางานยาก แต่สมาชิกครอบครัวต้องกินต้องใช้ แม่กับพ่อหย่ากันแล้วแยกตัวไป เหลือเพียงพ่อพิการ ป้าแก่ๆ เธอกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยปริยาย ครอบครัวของชายคนรักรังเกียจเดียดฉันท์และเขาต้องประสบภัยร้ายจนไม่อาจรับรู้ความทุกข์ของเธอได้ ชีวิตจะเดินทางไปทิศใด อ่านหาคำตอบได้ด้วยการซื้อหาตามร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าใหญ่หรือร้านใกล้บ้านหรืออ่านรายละเอียดได้ที่คอลัมน์ book list**** ใต้เงาบาป 7.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 7.1
เขียนโดย ช่อมณี
เช้าวันหนึ่งศัลย์เดินเข้ามาหามันตรินีที่ห้องพักอาจารย์ สักพักหญิงสาวร่างเล็ก ใบหน้ากลมสวมแว่นตากรอบทองเดินถือแฟ้มเข้ามาในห้อง “ นั่งสิ ศัลย์ “ เด็กหนุ่มนั่งลง แววตาสงสัย “ อาจารย์เรียกผมหรือครับ ? “ “ ใช่ “ หญิงสาวขยับแว่นตาเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอยิ้ม “ แม่ของเธอทำงานในตำแหน่งแม่บ้านของตึกเรียนสองแล้วหรือยัง ? “ “ ทำแล้วครับ “ “ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ? “ “ เบากว่างานขนขยะมาก “ ศัลย์ตอบด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งยิ่ง “ แม่ฝากขอบคุณอาจารย์มากครับ “ “ ฉันเพียงแนะนำตำแหน่งงานว่างให้เท่านั้น ไม่ต้องคิดมากหรอกจ๊ะ “ มันตรินียื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้เด็กหนุ่ม “ ฉันอยากให้เธอเซ็นชื่อเพื่อขอรับทุนอาหารกลางวันและสิทธิพิเศษในการลดค่าเรียนสำหรับโครงการของท่านประธานโรงเรียน “ “ โครงการอะไรครับ ? “ อาจารย์สาวจึงเล่าที่มาและผลประโยชน์ของโครงการนี้ จากนั้นจึงถามย้ำว่า “ เธอสนใจไหมล่ะ ? “ ศัลย์นิ่งคิด มันตรินีบอกอีกว่า “ เธอจะเป็นนักเรียนในโครงการคนแรกของเราเชียวนะ ถ้าเธอเซ็นชื่อในใบสมัครนี้ “ “ ผมเกรงจะทำให้อาจารย์ถูกนินทาสิครับ “ “ อย่าห่วงเลย เรารับใบสมัครของเธอไว้พิจารณารวมกับคนอื่นที่อาจยื่นเข้ามาอีกในไม่ช้า สบายใจหรือยัง ศัลย์ “ “ ครับ “ ศัลย์ยอมเซ็นชื่อในใบสมัคร “ มีอีกเรื่องที่ฉันอยากขอร้องให้ช่วย “ ศัลย์มองอย่างสงสัย “ อะไรครับ ? “ “ ฉันอยากให้เธอไปเยี่ยมอุษาที่บ้านของคุณปรานต์ แล้วสืบทีว่าอุษาทำงานอะไรในบ้านนั้น “ “ ผมพยายามถามอุษาแล้ว แต่เธอไม่ยอมพูดเลย “ “ ฉันก็ทำแบบเธอนั่นแหละ “ มันตรินีบอกเสียงขุ่น “ แล้วได้คำตอบเดียวกันคือการนิ่ง ดังนั้นจึงต้องให้เธอไปที่นั่นไงล่ะ “ “ ได้ครับ “ ศัลย์รับคำอย่างเต็มใจ จากนั้นก็ลากลับไปเข้าชั้นเรียน สังสิตเดินเข้ามาในห้อง สีหน้าไม่ดีนัก หญิงสาวเอ่ยถามว่า “ พี่สิตคุยกับเด็กที่มีปัญหาหรือยังคะ “ “ คุยแล้ว “ เขาตอบ พลางทรุดนั่งบนเก้าอี้เบื้องหน้าของอีกฝ่าย “ บางคนยังอิดออด ท่าทางจะอายเพื่อนตามค่านิยม หลายคนก็ยอมกรอกใบสมัครอย่างเต็มใจ “ ชายหนุ่มยื่นใบสมัครเหล่านั้นให้มันตรินีซึ่งรับมาดูด้วยสีหน้าพอใจยิ่ง หล่อนกล่าวว่า “ เราได้นักเรียนในโครงการเริ่มแรกสี่คน นับได้ว่าดีพอควรแล้วค่ะ พี่สิต “ “ จะเริ่มแจกคูปองเมื่อไหร่ล่ะ ? “ มันตรินีนิ่งคิดนิดหนึ่ง “ ถ้าพี่สิตเห็นชอบรับเด็กพวกนี้เข้าโครงการ พรุ่งนี้ฉันจะนำเสนอให้อาจารย์ใหญ่พิจารณาอีกครั้ง หากไม่มีปัญหาก็แจ้งกับคุณยาย จากนั้นค่อยแจกคูปอง คิดว่าคงไม่เกินสามวัน “ “ ผมเห็นด้วยอยู่แล้ว “ สังสิตเซ็นชื่อเห็นชอบในใบสมัครของนักเรียนทั้งสี่มันตรินีเซ็นชื่อเช่นกัน “ ฉันเชื่อใจสำหรับการคัดเลือกเด็กของพี่สิต ! “ หญิงสาวมองนาฬิกาข้อมือนิดหนึ่ง พลางเอ่ยว่า “ ฉันมีนัด ต้องรีบไปก่อนนะคะ “ “ ผมขับรถไปส่งให้ไหม ? “ มันตรินีส่ายหน้า ขณะก้มเก็บเอกสารใส่ลิ้นชัก “ ฉันไปเองได้ค่ะ “ “ ระวังตัวหน่อยล่ะเวลาขึ้นรถเมล์ “ เขาบอกด้วยความห่วงใยเหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่าหญิงสาวจะเดินทางโดยรถเมล์ “ ทราบแล้วค่ะ “ หล่อนตอบ พลางโบกมืออำลาชายหนุ่ม แล้วก้าวเท้าออกไปจากห้องพักอาจารย์ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
สรพศเดินเข้าไปในห้องทำงานของประธานบริษัทพิตรพิบูลกรุ๊ปโดยมีไม้เท้าพยุงร่างกายไว้ในมือข้างขวา ปรานต์กับสิดาพรนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อประธานผู้สูงวัยทรุดนั่งลงเรียบร้อย จึงกล่าวเสียงเข้มว่า “ ฉันคุยกับเพื่อนพ่อค้านานไปหน่อย จึงมาช้า “ สิดาพรทำท่าจะรายงาน ผู้เป็นบิดากล่าวขัดขึ้นว่า “ เพื่อนในวงการเมืองบอกข่าวที่น่าเจ็บใจสำหรับคนไทยมากนะ “ “ อะไรครับ ? “ “ การโจมตีค่าเงินบาทของไทย พวกผิวขาวอยู่เบื้องหลังของไอ้พ่อมดนั่นน่ะสิ “ สรพศ ตอบด้วยท่าทางฮึดฮัด ทั้งสองนั่งฟังด้วยความสนใจ ประธานบริษัทพูดต่อไปว่า “ มันอยากบีบไทยเพื่อซื้อกิจการในราคาถูก และครอบครองทางเศรษฐกิจโดยผ่านทางไอ เอ็ม เอฟ ซึ่งก็เป็นพวกผิวขาวเหมือนกัน ถือว่าเป็นพวกฉวยโอกาสมาก เลวจริงๆ “ “ คุณพ่อจะโกรธไปทำไมคะ “ สิดาพรบอกอย่างไม่สนใจนัก “ ขนาดรัฐบาลของเรายังไม่ใส่ใจกับแผนการของพวกนั้น มีแต่วางแผนบีบให้เจ้าของกิจการเปิดตัวขายหุ้นให้ต่างชาติ โดยอ้างไอ เอ็ม เอฟ บีบคั้น “ “ นักการเมืองบางคนชอบแก้ปัญหาแบบง่าย โดยขายธุรกิจชั้นนำสังเวยให้พวกต่างชาติ เพื่อหวังผลประโยชน์ใต้โต๊ะจากเงินกู้ของพวกนั้น “ คำพูดของสรพศทำให้ปรานต์ยิ้มเล็กน้อย “ คุณลุงรักชาติไทยมากกว่าบางคนเสียอีก “ “ แม้ฉันไม่ได้เกิดบนแผ่นดินไทย แต่สำนึกในบุญคุณของคนไทยและผืนดินแห่งนี้ที่ช่วยให้ฉันและครอบครัวมีกินมีใช้จนถึงปัจจุบัน เมื่อรู้ว่าเมืองไทยถูกกลั่นแกล้งเพื่อหาประโยชน์แบบทุเรศ ฉันก็อดเจ็บใจด้วยไม่ได้ “ “ พวกพ่อค้าต่างก็รู้ดีว่าเงินกู้ทุกก้อนจะต้องจ่ายเปอร์เซนต์ให้กับนักการเมืองที่เห็นชอบในการกู้เงิน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับทราบเรื่องนี้ รายรับนอกระบบเหล่านี้จะตกไปอยู่ในกระเป๋าของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างเงียบเชียบ พ่อโกรธแค้นไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ “ คำพูดของสิดาพรเป็นความจริงทุกประการ สรพศนั่งถอนใจเฮือกใหญ่ พลางหันไปถามปรานต์ว่า “ ฉันได้ยินว่าธนาคารงดปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจหลายชนิด บริษัทของเธอมีปัญหานี้ด้วยหรือเปล่า ? “ “ โครงการสนามกอล์ฟที่อยุธยามีปัญหานิดหน่อยเรื่องสินเชื่อ ผมกำลังเจรจาอยู่ครับ “ “ มีทางได้เงินไหม ? “ ปรานต์ส่ายหน้า “ ธนาคารระมัดระวังกับการปล่อยเงินให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากเป็นพิเศษ บางทีอาจต้องชะลอการก่อสร้างสนามกอล์ฟไปก่อน “ “ เรื่องเสนอขายที่ดินผืนใหญ่ให้บริษัทอิต้าของไต้หวันล่ะ ? “ ปรานต์ยื่นแฟ้มเอกสารให้ประธานอาวุโส “ อาทิตย์หน้าเขาจะมาดูที่ดินผืนนั้น เท่าที่สอบถามผมคิดว่าเราจะขายแปลงนี้ได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะมีทำเลเหมาะในการสร้างโรงงาน และไม่ไกลจากกรุงเทพฯมาก “ “ ที่ดินที่ราชบุรีหรือคะ ปรานต์ “ ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “ ที่ดิน 20 ไร่ถมดินแล้ว คุณลุงซื้อไว้เมื่อสิบปีก่อน บริษัทตัวแทนของเราที่ไต้หวันบอกข่าวมาให้ พอผมเสนอไป เขาก็สนใจมาลงทุนทันที “ “ ติดตามเรื่องนี้ให้ดีล่ะ ปรานต์ “ สรพศกล่าวกำชับ สีหน้าเคร่ง “ ตัวแทนในไต้หวันส่งบัญชีมาให้หรือยัง ? “ สิดาพรซึ่งดูแลบริษัทตัวแทนการลงทุนในไต้หวันตอบขึ้นว่า “ ส่งแล้วค่ะ ตอนนี้กำลังตรวจสอบอยู่ “ “ ลูกต้องควบคุมให้ดีนะ พวกไต้หวันไว้วางใจนักไม่ได้ “ ผู้เป็นบิดาเตือน “ หลังจากเคลียร์เงินกับโบรกเกอร์ในต่างประเทศแล้ว บริษัทของเราก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก ฉันได้ชี้แจงบัญชีกับลูกค้าทุกคน พวกเขาไม่มีความข้องใจค่ะ “ สรพศมองลูกสาวด้วยสายตาตำหนิ “ พี อาร์ อินเวสเมนต์ จะดำรงอยู่ได้ ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของลูกค้า และการทำงานที่รอบคอบของลูกกับพนักงานทุกคน ต่อไปต้องคิดไตร่ตรองให้มากหน่อย ถ้าเกิดพ่อไม่สามารถช่วยเหลือได้ กิจการในเครือทั้งหมดจะล้มเป็นลูกโซ่ เข้าใจไหม สิดา “ “ ค่ะ พ่อ “ สิดาพรรับคำ พลางซ่อนความไม่พอใจที่บิดากล่าวตำหนิต่อหน้าชายหนุ่มเช่นนี้ “ มีอะไรอีกไหม ? “ ปรานต์เอ่ยขึ้นว่า “ ผมช่วยเคลียร์เรื่องเพื่อนของลุงที่ถูกบังคับซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้วครับ “ สรพศมีสีหน้าพอใจ ขณะที่สิดาพรถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ ใครถูกบังคับซื้อที่ดินค่ะ ? “ “ เลขาเจ้ากระทรวงฯขอร้องแกมบังคับให้เพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของโรงงานซื้อที่ดินซึ่งส.ส.ในสังกัดของเขาซื้อจากชาวบ้านในราคาถูก แต่มาขายพ่อค้าเป็นแสนเป็นล้าน ช่วงนี้ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ พวกเขาจึงมาขอร้องให้ช่วยเหลือ “ สรพศเป็นคนตอบ “ ทำไมต้องไปซื้อล่ะคะ ? “ “ ไม่มีโรงงานไหนปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายได้ร้อยเปอร์เซนต์หรอก ลูก “ สรพศพูดอธิบาย “ กฎหมายพวกนั้นไม่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย จึงทำให้เจ้าของโรงงานจำใจต้องหลบเลี่ยงทางการ เมื่อถูกขู่ว่าจะเล่นงาน พวกเขาก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทำให้ไอ้พวกเหลือบมีสีใช้เป็นเงื่อนไขมารีดไถเสมอ “ สิดาพรนิ่งเงียบไป หล่อนเข้าใจสภาพแบบนี้ดี เพราะบางครั้งก็ต้องใช้ธนบัตรสีต่างๆทำให้งานของหล่อนเดินทางสะดวกขึ้นอันเป็นปัญหาหมักหมมของชาติไทยมานานก่อนหล่อนจะถือกำเนิดบนโลกนี้เสียด้วยซ้ำ “ บางคนไม่ต้องการที่ดิน ผมก็ให้พิบูลแลนด์ของเรารับซื้อไว้แทน ส่วนคนที่อยากได้ที่ดินแต่ขาดเงินสด ผมก็ปล่อยกู้ให้มีหลักฐานชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหากับเราทีหลัง พวกเขาพอใจกับวิธีของเราครับ “ “ ช่วยเหลือได้ก็ดีแล้ว “ สรพศบอกอย่างโล่งใจ “ ยังไงก็เป็นเพื่อนเก่า ลำบากมาด้วยกันนี่นา “ ปรานต์เข้าใจดีว่าสรพศห่วงใยเพื่อนเก่าซึ่งต่างหนีความอดอยากจากเมืองจีนมาหากินที่เมืองไทย จนกระทั่งมีฐานะดี จึงไม่อยากให้สูญเสียสิ่งที่สร้างด้วยความยากลำบาก ดังนั้นเขาจึงทุ่มเทความคิดเพื่อช่วยแก้ปัญหานี้อย่างเต็มที่ “ ผมมีอีกเรื่องที่ต้องเรียนคุณลุงให้รับทราบไว้ครับ “ สรพศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ อะไรรึ ? “ เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้น สรพศเอื้อมไปรับสายสักครู่ จึงยื่นให้ลูกสาว “ สายของลูก สิดา “ สิดาพรพูดอยู่สักพัก จึงวางสาย แล้วกล่าวกับบิดาว่า “ ฉันต้องไปคุยกับลูกค้าก่อนนะคะ พ่อ “ “ ไปเถอะ “ เมื่อสิดาพรเดินออกไปแล้ว สรพศหันมาสนใจชายหนุ่มทันที “ เธอจะบอกเรื่องอะไร ? “ “ เมื่อสองวันก่อนบริษัทยาคุส่งเงินมาลงทุนในสนามกอล์ฟห้าสิบล้านดอลลาร์ ผมจึงแบ่งส่วนหนึ่งไปซื้อที่ดินและปล่อยกู้ให้กับเพื่อนของลุง เพราะเรากำลังขาดเงินสดพอดี “ “ อยากให้ฉันช่วยพูดชี้แจงกับพวกเขาไหม ? “ สรพศถามอย่างห่วงใย เพราะเงินของบริษัทยาคุซึ่งมีที่มาค่อนข้างลึกลับจัดได้ว่าต้องจัดการอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ “ ผมเพียงแจ้งให้คุณลุงรับทราบเท่านั้น “ ปรานต์ตอบอย่างมั่นใจ “ พวกนั้นเพียงต้องการเงินตอบแทนที่บริสุทธิ์ เมื่อผมเคลียร์เรื่องเงินกับธนาคารได้ ก็จะนำเงินกลับเข้าบริษัททันที นี่เป็นเรื่องของเรา ไม่ใช่ของบริษัทยาคุ “ “ รอบคอบหน่อยนะ “ สรพศอดเตือนอีกฝ่ายไม่ได้ “ ฉันไม่อยากมีเรื่องกับพวกยาคุ หรือกับทางการเลย “ “ เราไม่ได้ทำผิดกฎหมายสักหน่อย “ ปรานต์ตอบหนักแน่น “ อีกอย่างทางการกำลังสนใจการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม ยังไม่ลงมาเล่นงานพวกเราหรอกครับ “ “ การเตรียมถอยออกจากวงการทำไปถึงไหนแล้วล่ะ “ “ ตอนนี้เหลือเพียงยาคุเท่านั้นครับ “ สรพศพยักหน้ารับรู้ แววตาพอใจ “ เธอทำได้ดีมาก ปรานต์ “ “ ผมเคลียร์งานส่วนใหญ่ไปเรียบร้อย จึงคิดว่าได้เวลาที่จะดูงานของพ่อเสียที “ “ เธอตัดสินใจแล้วรึ ! “ “ ครับ “ ปรานต์ตอบรับจริงจัง “ ปัญหาในบริษัทของขัมน์หนักพอควร แฝงเร้นด้วยอิทธิพลของบางคน เพราะเขาละเลยเกินไป เมื่อเธอเข้าไปแบบนี้ ต้องมีการต่อต้าน “ “ ผมทราบดีครับ “ “ ระวังตัวล่ะ “ สรพศบอกอย่างห่วงใย “ หากต้องการความช่วยเหลือ ก็บอกฉันได้ทันทีนะ ปรานต์ “ “ ครับ คุณลุง “ สรพศเอ่ยเป็นเชิงขอร้องชายหนุ่มก่อนที่จะเดินออกไปว่า “ ฉันมีอีกเรื่องที่อยากให้เธอช่วยหน่อย “ “ อะไรครับ ? “ “ สิ้นเดือนนี้จะเป็นเทศกาลตรุษจีน…… “ สรพศพูด แววตาลังเลใจ “ ปีนี้ฉันอยากให้หลานมาร่วมทานข้าวด้วย “ ปรานต์ยืนนิ่ง ท่าทางครุ่นคิด สรพศถอนใจเฮือกใหญ่ “ หลานคนนี้เป็นเด็กดื้อและมีทิฐิมาก เธอคงลำบากใจ แต่อยากให้ช่วยจริงๆนะ ปรานต์ “ “ ผมจะพยายามครับ “ สรพศยิ้มนิดๆ ดวงตาฉายแววแห่งความหวังเต็มเปี่ยม “ ต้องพึ่งพาเธอล่ะ ฉันกำลังคิดหาอั่งเปาเพื่อรับหลานเป็นกรณีพิเศษ เธอมีความเห็นไหม? “ “ บางทีอั่งเปาของคุณลุงอาจชักจูงเธอมาได้นะครับ “ ชายหนุ่มนึกบางอย่างได้ ทำให้รู้สึกว่ามีโอกาสมากที่หลานสาวของสรพศ พิตรพิบูลจะยอมมาพบผู้เป็นปู่สักครั้ง
*************** โปรดติดตามตอน 7.2 ************* ** แนะนำนิยายคุณภาพของ "ช่อมณี" ที่กำลังลงให้อ่านในบล็อกมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้มีนิยายเล่มใหม่ล่าสุดวางแผงให้หาซื้ออ่านกันได้แล้ว เรื่อง นักล่าแต้มศูนย์ แนวแฟนตาซี ลึกลับ วัยรุ่นชายหรือหญิงใช้พลังอันร้อนแรงช่วยเหลือเพื่อนให้พ้นภัยจากปีศาจพันปีและเป็นการใช้พลังในทางที่ดี แต่พวกเขาจะทำได้หรือไม่ ต้องหาซื้อจากร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าใหญ่หรือร้านใกล้บ้านได้แล้ว ฝากผลงานนักเขียนคุณภาพท่านนี้ด้วย** 9/1/2009 มารยาททางสังคมของผู้นำประเทศมารยาททางสังคมของผู้นำประเทศ
เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวพิธีศพวุฒิสมาชิกตระกูลเคเนดี้ในข่าวต่างประเทศซึ่งมีอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาหลายคนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิเช่น นายจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช นายคลินตัน นายจิมมี่ คาร์เตอร์ และเพื่อนสนิทมิตรสหารทุกวงการอีกหลายคน สิ่งที่น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นข่าวนี้ คือ ประธานาธิบดีโอบามาและภรรยา เข้าสู่ห้องจัดพิธีและเดินเข้าไปทักทายญาติของท่านเอ็ดเวิร์ด เคเนดี้ซึ่งเป็นเจ้าภาพงานศพก่อน จากนั้นเดินไปยังแถวที่จัดไว้แก่อดีตประธานาธิบดีและภรรยา นักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ แล้วจับมือทักทายหรือพูดคุยกับทุกท่านอย่างให้เกียรติโดยไม่แบ่งแยกว่าอดีตประธานาธิบดีบางคนมาจากต่างพรรคการเมืองกับท่าน ท่านโอบามาเดินเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนในฐานะประธานาธิบดีคนล่าสุดซึ่งเป็นการให้เกียรติสูงสุดต่ออดีตประธานาธิบดีเหล่านั้น มันเป็นมารยาททางสังคมตะวันตกที่ดีเยี่ยมทั้งที่หลายท่านเคยเป็นคู่แข่งทางการเมืองหรือเคยปราศรัยต่อต้านท่านในเวลาเลือกตั้งมาก่อนอย่างเช่น ท่านจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช จากพรรครีพับลีกัน เป็นต้น ท่านโอบามาก็จับมือและยิ้มคุยทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างดี มันทำให้เห็นว่าเมื่อเป็นผู้นำประเทศแล้วก็ยังต้องรักษามารยาททางสังคมที่งดงามให้ผู้อื่นชื่นชมและยกย่อง โดยเฉพาะการไม่เชิดหน้าหรือดูแคลนอดีตประธานาธิบดีของประเทศบ้านเกิด แม้ท่านโอบามาจะเป็นผู้นำคนล่าสุดหรือเคยเป็นคู่แข่งทางการเมืองกับท่านใดก็ตาม มันเป็นภาพงดงามที่ผู้นำชาติตะวันตกยังรักษาไว้อย่างเคร่งครัดและสืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่น เราจึงไม่เคยเห็นประธานาธิบดีคนใดของสหรัฐฯแสดงปฏิกิริยากับอดีตประธานาธิบดีของอีกพรรคหนึ่งในที่สาธารณชนเลย แต่เห็นภาพการให้เกียรติต่ออีกคนอย่างมีมารยาท มันเป็นสิ่งที่ผู้เป็นผู้นำประเทศพึงต้องกระทำอย่างยิ่งต่ออดีตผู้นำประเทศหรือผู้สูงวัยกว่าตน สาธารณชนจึงยกย่อง ชื่นชม ผู้นำของเขาได้อย่างภาคภูมิใจ ภาพข่าวผู้นำบ้านเมืองของไทยที่แสดงต่ออดีตนายกฯหรือนักการเมืองพรรคฝ่ายค้านซึ่งเคยเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองกันมาก่อนหลายสถานการณ์แตกต่างจากการแสดงมารยาททางสังคมของประธานาธิบดีโอบามาในที่สาธารณะอย่างมาก เนื่องจากภาพที่เห็นบ่อยครั้ง คือ การไม่มองหน้าคู่สนทนาอย่างเป็นมิตรหรือเมินหน้าไม่มองเขา การใช้คำถามกึ่งหาเรื่องอย่างไม่ถูกกาลเทศะ การเดินหนีคู่สนทนาเมื่อไม่ได้ยินคำตอบที่ต้องการ การเมินเฉยเดินผ่านนักการเมืองฝ่ายค้านที่เข้าแถวรอยื่นหนังสือตามปกติ การไม่ทักทายหรือมองอดีตนายกฯจากพรรคฝ่ายค้านในงานพิธีหรืองานเลี้ยงต่างๆ การใช้คำพูดกระแนะกระแหนอดีตผู้นำ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรมาจากผู้นำประเทศที่มีความรู้และการศึกษาที่ดีจากประเทศทางตะวันตกซึ่งเน้นมารยาททางสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะมารยาทของนักการเมือง ผู้นำไทยได้รับการศึกษาอย่างดีจากประเทศทางตะวันตกเยี่ยงเดียวกับประธานาธิบดีโอบามา แต่การระมัดระวังการแสดงออกในฐานะนักการเมืองกลับแตกต่างกันราวกับฟ้าและเหว มันแสดงถึงวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้นำไทยมีน้อยกว่าประธานาธิบดีโอบามาทั้งที่อายุต่างกันไม่มากนัก ผู้นำสหรัฐฯมีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่า ภาวะผู้นำแท้จริงมีมากกว่า จึงรู้ว่าการรักษามารยาททางสังคมในที่สาธารณะนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความชื่นชมของประชาชน เขาจึงระมัดระวังมาก ขณะที่ผู้นำไทยมีความเป็นเด็กสูงและรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ภาวะผู้นำซึ่งต้องมีการตัดสินใจ ความสุขุมเยือกเย็น การระงับอารมณ์ มีระดับต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด มารยาททางสังคมระหว่างชาติตะวันตกกับไทยเรื่องการให้เกียรติผู้อาวุโสหรืออดีตผู้นำบ้านเมืองนั้นไม่แตกต่างกัน มารยาทอันพึงมีในผู้ใหญ่นั้นได้รับการอบรมตั้งแต่เด็กจากครอบครัว สถาบันการศึกษา และสังคมที่พวกเขาอยู่ร่วมกันในการใช้ชีวิตหรือทำงาน อาทิเช่น การเมือง เป็นต้น แต่การแสดงออกต่อสาธารณชนนั้นขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละบุคคลว่ารู้จักกาลเทศะหรือไม่ ยิ่งเป็นผู้นำทางสังคม ยิ่งต้องแสดงออกถึงวุฒิภาวะทางจิตสำนึกและมารยาทสูงกว่าคนทั่วไปเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชนรุ่นหลัง ไม่ว่ามารยาททางสังคมหรือการควบคุมอารมณ์นั้น ผู้นำประเทศต้องมีสูงกว่าคนทั่วไป อันเป็นที่ยอมรับของสากลโลก ดังนั้น จึงไม่เคยเห็นประธานาธิบดีคนใดแสดงอาการเมินเฉยหรือไม่ให้เกียรติแก่ผู้อาวุโสหรือสมาชิกพรรคฝ่ายค้านในที่สาธารณะเลย ขณะที่คนไทยเห็นสภาวะอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้หรือการไร้มารยาททางสังคมจากผู้นำไทยบ่อยครั้ง อันแสดงถึงวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเขาคล้ายเด็กน้อยซึ่งต้องอาศัยบิดามารดาควบคุมหรือคอยขอโทษคนรอบข้างเพื่อมิให้ถือสาลูกน้อยของเขา ถ้ามารยาททางสังคมขั้นพื้นฐานที่ได้รับการอบรมจากครอบครัวหรือสถาบันการศึกษาหรือสังคมการเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ผู้นำไทยยังแสดงออกอย่างถูกวิธีไม่ได้ ควบคุมอารมณ์ยามอยู่ในที่สาธารณะไม่ได้ จักถือว่ามีภาวะผู้นำได้อย่างไร ถือเป็นตัวอย่างของชนรุ่นหลังหรือประชาชนได้อย่างไร เขาจะนำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจที่ต้องไปพูดเจรจา ขอร้อง ต่อรอง เพื่อช่วยเหลือประชาชนของตนได้อย่างไร ทั้งที่สภาวะอารมณ์ยังมีความเป็นเด็กสูง ขณะที่การเจรจา การโอภาปราศรัย หรือพบปะประชาชน ในที่สาธารณะหรือโต๊ะเจรจา เพื่อสร้างความสมานฉันท์หรือความสุขของประชากร จำต้องใช้ความอดทนสูง ความอดกลั้นอารมณ์ระดับเยี่ยม เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ การรักษามารยาททางสังคมในระดับประเทศของตนหรือสากล เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะให้คนอื่นยอมพูดจาเป็นมิตรไมตรีกัน ผู้นำไทยพูดจากับคนอื่น แต่ไม่ยอมมองหน้าคู่สนทนา สังคมตะวันตกก็ถือว่าเสียมารยาท เขาจะไม่คบหาหรือพูดคุยกันอีกเพราะถือว่าไม่ให้เกียรติเขา หรือ ผู้นำไทยมีอายุอ่อนวัยกว่า ไม่เข้าไปทักทายอดีตผู้นำหรืออดีตประธานาธิบดีของเขาในงานเลี้ยงหรืองานพิธีต่างๆ เมื่อต้องพบปะผู้นำคนปัจจุบันเขาจะไม่ยอมเจรจางานเมืองใดๆเพราะถือว่าไม่ให้เกียรติอดีตผู้นำประเทศของเขา งานการเมืองไทยผ่านพ้นปัญหาสำคัญระดับชาติตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองมาได้ด้วยมารยาททางสังคมอันอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นหลัก มิฉะนั้น ไทยคงอยู่ในสภาพไม่ต่างจากญี่ปุ่นหลังสงครามโลกในฐานะผู้แพ้สงครามและถูกครอบครองประเทศชั่วเวลาหนึ่งจากฝ่ายผู้ชนะ การแสดงมารยาททางสังคมมิใช่แค่กระทำต่อแขก แต่ต้องทำให้ชนชาติของตนภาคภูมิใจและชื่นชมผู้นำของตนด้วยดังเช่นที่ประธานาธิบดีโอบามากระทำในงานพิธีศพวุฒิสมาชิกเอ็ดเวิร์ด เคเนดี้และเผยแพร่ข่าวทั้งในและนอกประเทศของสหรัฐอเมริกา หวังอย่างยิ่งว่าผู้นำไทยซึ่งนักวิชาการหรือนักธุรกิจหลายฝ่ายมองว่า ขาดวุฒิภาวะผู้นำแท้จริงทางการเมือง จะปรับปรุงเรื่องมารยาททางสังคมต่อหน้าคนไทยและการควบคุมอารมณ์เกลียดหรือโกรธต่อสาธารณชนเพื่อให้คนไทยมีความภาคภูมิใจกับผู้นำคนนี้สักอย่าง ไม่รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างมีปัญหาหนักเพราะขาดประสบการณ์การทำงานหรือการใช้ชีวิตที่สัมผัสกับคนธรรมดาจึงขาดวิสัยทัศน์ในชีวิตของชาวบ้านอย่างแท้จริง การคิดนโยบายจึงมองจากหอคอยงาช้างที่สูงลิบ ไม่เห็นว่าชาวบ้านทำมาหากินหรือใช้ชีวิตกันอย่างไร ลำบากแง่ไหน เมื่อเห็นภาพการแสดงมารยาททางสังคมของผู้นำชาติตะวันตกแล้วอดห่วงภาพพจน์ผู้นำไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้เพราะแต่ละภาพที่ออกเป็นข่าวล้วนเน้นย้ำสภาวะอารมณ์ของความเป็นเด็ก ขณะที่ต้องรับภารกิจดูแลชีวิตคนไทยกว่า 63 ล้านคนที่กำลังขาดเงินทองใช้สอย ตกงาน สูญเสียทรัพย์สินเพราะผ่อนต่อไม่ไหว พ่อค้าค้าขายลำบาก คนไทยกำลังฝากชีวิตไว้ในมือของเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ท่ามกลางศึกสงครามเศรษฐกิจที่มีชีวิตคนไทยเป็นเดิมพัน
****************************** 8/26/2009 เหตุหย่าข้อ 5 เมื่อคู่สมรสสาบสูญประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติว่า เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้ 5. สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(โปรดติดตามเหตุฟ้องหย่าข้อต่อไป)
หมายเหตุ
หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหายตัวไปไม่ว่าด้วยสาเหตุใดและไม่มีใครรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งของศาลให้ผู้ที่หายตัวไปเป็นคนสาบสูญก่อน หากพ้นสามปีแล้วสามีหรือภริยามีสิทธิยื่นฟ้องหย่าต่อศาลได้ กฎหมายถือว่าสามปีเป็นระยะเวลานานพอสมควรที่คู่สมรสจะรอคอยการติดต่อจากอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ต้องพึงระลึกด้วยว่ากฎหมายอนุญาตให้ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ดุลพินิจจะให้หย่ากันหรือไม่ ยังคงเป็นสิทธิ์ของศาลที่จะพิจารณาด้วยว่าข้อเท็จจริงและหลักฐานพิสูจน์ครบองค์ประกอบควรให้หย่ากันได้
******************************** 8/22/2009 คดีสองมาตรฐานในไทยคดีสองมาตรฐานในไทย เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ว่า ตำรวจใช้ภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพจากนักข่าว เพื่อตามจับคนเสื้อแดงที่ไปล้อมรัฐสภาในวันเลือกนายกฯคนที่ 27 แล้วเกิดความวุ่นวายกับความเสียหายขึ้น วันต่อมาก็มีข่าวจับคนเสื้อแดงในภาพและคนที่เหลือกำลังตามล่าอยู่ โดยจะดำเนินคดีทำให้เสียทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยวคน ชุมนุมกันก่อความวุ่นวาย และอื่นๆ ภาพข่าวนี้สะกิดใจต่อการทำงานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมของไทยในวันนี้เนื่องจากการปิดล้อมรัฐสภาและทำลายทรัพย์สินของรัฐ การพยายามฆ่าส.ส.ด้วยการยิงปืนเข้าไปในรัฐสภา อีกทั้งมีภาพข่าวกระจายไปทั่วโลกและนักข่าวไทยก็ถ่ายภาพดังกล่าวด้วย รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วตำรวจไม่เคยแถลงข่าวความคืบหน้าของคดีหรือจับผู้กระทำความผิดได้ โดยเฉพาะแกนนำที่นำมวลชนให้เข้ายึดสนามบินระหว่างประเทศ ใช้โซ่ล่ามปิดรัฐสภากักขังส.ส.ไว้ มีการทำร้ายร่างกายตำรวจ ความผิดรุนแรงหลายกระทง ภาพการกระทำหรือใบหน้าคนชัดเจน คนเหล่านั้นยังเดินเฉิดฉายในสังคมท้าทายกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมของไทย แต่ตำรวจจับคนเสื้อแดงที่ประท้วงหน้ารัฐสภาได้เพียงหนึ่งวันเท่านั้น อันที่จริงประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจดีมาก แต่เลือกนำมาใช้กับบางกลุ่มเท่านั้น โดยใช้กับคนเสื้อแดง มิใช่กลุ่มก่อการร้าย จักพบได้ชัดเจนว่า ตำรวจซึ่งเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยทำงานสองมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับผู้กระทำผิดมีเส้นสายใหญ่หรือไม่ ถ้าใหญ่ ก็ต้องเมินเฉย หากตัวเล็ก ไม่มีคนเบื้องหลัง ก็เร่งรัดคดีโดยเร็วเพื่อใช้เป็นงานเลื่อนตำแหน่ง เมื่อมองย้อนกลับไปยังข่าวเก่าทางการเมืองซึ่งยังติดตรึงตาคนไทยอย่างมากและส่งผลต่อเนื่องถึงปัจจุบันด้วย คือ คุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง การเป็นลูกจ้างและทำวิชาชีพอิสระขณะดำรงตำแหน่งนี้ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นข้อห้ามในกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ตีความหมาย “ลูกจ้าง” ทำให้นายกฯสมัครต้องออกจากตำแหน่งไป ตุลาการท่านนั้นทำงานพิเศษ คือ สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเอกชนและตอบปัญหากฎหมายทางวิทยุเป็นอาจิณโดยได้รับค่าจ้างทั้งก่อนและหลังจากทำงานในหน้าที่ตัดสินข้อพิพาททางการเมือง อันไม่ต่างจากอดีตนายกฯที่ทำกับข้าวออกทีวีโดยไม่รับเงินหลังจากดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแล้ว ซึ่งตุลาการตีความว่า การทำงานให้ผู้อื่น จักมีค่าตอบแทนหรือไม่ โดยไม่สนใจประเภทหรือลักษณะงานหรือข้อตกลงและข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นลูกจ้าง หากนักการเมืองหรือผู้บริหารใดมีการกระทำดังกล่าวอันเป็นข้อห้าม จักต้องถือว่า ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนั้น ข้อกล่าวอ้างโต้แย้งต่อสาธารณชนว่าเงินสอนหนังสือหรือค่าตอนแทนการออกรายการวิทยุนั้นฟังแปร่งหูมากเนื่องจากอ้างว่าเงินที่ได้รับจากการทำงานดังกล่าวเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงให้แก่ครูผู้ประสาทวิชาโดยเจ้าของมหาวิทยาลัยหรือของรายการเป็นผู้จ่าย จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างและมิใช่ประกอบวิชาชีพอิสระเพราะถือว่าแบ่งปันความรู้กัน จักเห็นข้อวินิจฉัยสองมาตรฐานอย่างชัดเจนว่า คดีนักการเมืองจักตีความหมายการรับเงินจากการทำงานให้ผู้อื่นอยู่ในสถานภาพลูกจ้างทั้งสิ้น ไม่จำกัดชนิดของงานหรือลักษณะงาน เมื่อต้องไปตีความคุณสมบัติต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีข้อห้ามการเป็นลูกจ้างของรัฐหรือเอกชนและห้ามทำวิชาชีพอิสระโดยเพื่อนพ้องตุลาการด้วยกันหรือผู้ถูกกล่าวหาเอง จึงเกิดอาการแปร่งหูหรือพฤติกรรมแปลกแยกในสายตาประชาชนขึ้น โดยการดำเนินคดีพรรคการเมืองหนึ่งมีการโต้แย้งคุณสมบัติบกพร่องของหนึ่งในคณะผู้ตัดสินคดีกลับถูกเมินเฉยและไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาคนนั้นยังคงสอนหนังสือให้มหาวิทยาลัยเอกชนและเป็นผู้ร่วมจัดรายการตอบปัญหาทางวิทยุตั้งแต่ก่อนแต่งตั้งและทำงานต่อไปแม้จะดำรงตำแหน่งตุลาการแล้ว หลังจากตัดสินพิพากษาคดีสำคัญของชาติเสร็จสิ้นเขาจึงออกมาแก้ข้อกล่าวหาว่า รายได้จากการสอนในมหาวิทยาลัยเอกชนถือเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงให้แก่ครูตามขนบธรรมเนียม มิใช่เงินค่าตอบแทนของลูกจ้าง ส่วนค่าตอบแทนจากรายการวิทยุนั้นถือเป็นน้ำใจที่แบ่งปันความรู้ต่อสังคม ขั้นตอนดำเนินคดียุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองกว่าหนึ่งร้อยคนจำนวนสามพรรคที่ใช้เวลาตัดสินคดีเพียงหนึ่งวัน โดยห้ามการนำสืบพยานทั้งหมดและให้แถลงปิดคดีภายในสามวันโดยรวมเสาร์อาทิตย์ไปด้วย ในวันแถลงปิดคดีก็มีคำพิพากษาออกมาหลังจากคนสุดท้ายแถลงปิดคดีไปประมาณสองชั่วโมง การอ่านคำพิพากษาคดียุบพรรคทั้งสามใช้เวลา 45 นาที แล้วยังมีความผิดพลาดในชื่อพรรคหรือชื่อบุคคลที่ถูกลงโทษอันเกิดจากการพิมพ์หรือเขียนพลาดตลอดการอ่านคำพิพากษา เมื่อสังเกตข้อความในคำพิพากษาทั้งสามพรรคการเมืองจะมีข้อความเดียวกัน คือ สาเหตุคดีและการลงโทษสถานเดียวกัน กอปรกับระยะเวลารวบรัดในการตัดสินคดีทำให้สันนิษฐานว่า มีการจัดเตรียมคำพิพากษาไว้ล่วงหน้า เพียงรอกรอกชื่อบุคคลในคดีเท่านั้น แต่เมื่อลงมือทำงานจริง เจ้าหน้าที่เร่งร้อนพิมพ์หรือเขียนเกินไปจึงเกิดความผิดพลาดให้สาธารณชนตั้งข้อสงสัยต่ออาการลุกลนและเร่งร้อนพิพากษาคดีอันผิดวิสัยปกติของงานตุลาการที่ต้องทำงานอย่างรอบคอบเสมอ โดยเฉพาะการไม่เปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่อันผิดวิสัยที่ตุลาการต้องกระทำในการพิจารณาคดีไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหรือจำเลยเป็นผู้ใด การยุบพรรคหรือเพิกถอนสิทธิการเมืองของคนไทยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่อันเปรียบได้กับการประหารชีวิตทางการเมือง การงดสืบพยานประกอบคำให้การของจำเลยหรือคำฟ้องของโจทก์เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในวงการตุลาการไทย เนื่องจากจรรยาบรรณที่สืบทอดกันมาในเหล่าตุลาการที่ต้องตัดสินคดีพิพาทซึ่งมีโทษสูงถึงประหารชีวิตยังเปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่แม้ต้องใช้เวลานานหลายปีเพื่อคลายข้อข้องใจและเป็นที่ยอมรับโทษโดยดุษฎีปราศจากความหเคลือบแคลงใจว่า โทษที่ได้รับนั้นไม่ยุติธรรม แต่คดีใหญ่ระดับชาติและเป็นที่จับตามองของต่างชาติกลับใช้เวลาตัดสินคดีแค่สองชั่วโมงซึ่งถือเป็นการตัดสินคดีแบบรวบรัด การพิมพ์หรือเขียนชื่อบุคคลในคดีผิดพลาดหลายครั้งในเวลาอ่าน 45 นาที ข้อความในคำพิพากษาเหมือนกันทั้งสามฉบับ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การงดสืบพยานฝ่ายจำเลย อันเป็นขั้นตอนที่แสดงให้เห็นถึงระดับความน่าเชื่อถือในคำตัดสินของฝ่ายตุลาการ มันเป็นการทำลายสถิติระดับโลกในการพิจารณาคดีใหญ่ของชาติแบบรวบรัดที่ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงและมีความผิดพลาดในคำพิพากษาเกี่ยวกับบุคคลในคดีอย่างมาก ขณะที่คดีซึ่งเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองที่เป็นพวกเดียวกับผู้มีอิทธิพลยังถูกดองไว้ในสารบบหรือบางคดีปัดทิ้งไปโดยใช้ดุลพินิจของตุลาการและน่ากังขาต่อความเป็นกลางหรือความเป็นธรรมจากการใช้ดุลพินิจของบุคคลที่มิอาจกำจัดกิเลสตัณหาได้ขณะพิจารณาคดี อันหมายถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสนองตัณหาเพื่อช่วยเพื่อนพ้องเดียวกันโดยไม่ละอายต่อสายตาประชาชนหรือชาวโลก การทำงานขององค์อิสระ เช่น ปปช. กกต. ปปง เป็นต้น ล้วนมีพฤติกรรมน่าเคลือบแคลงใจทั้งสิ้น ยามที่มีการร้องเรียนจากสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งไปยังองค์กรอิสระดังกล่าว จะถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาเร็วพิเศษ แล้วจะถูกตั้งข้อหาแบบเดียวกัน คือ ทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อใช้ประโยชน์จากกฎหมายของตน คือ ยุติการทำงานของบุคคลดังกล่าว จากนั้นก็ส่งไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อไปอยู่ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาแผนกคดีการเมือง จักได้รับการตัดสินคดีอย่างรวดเร็ว บางคดีก็ไม่มีการสืบพยาน ส่งคำให้การคำฟ้องครบ ก็นัดตัดสินคดีไปอาทิตย์หรือเดือนถัดไป เพื่อกำจัดนักการเมืองเป้าหมาย ถ้าเป็นคดีของพวกเดียวกันจักใช้ดุลพินิจปัดทิ้งหรือดองเรื่องไว้ให้นานที่สุดหรือตัดสินด้วยเหตุแปร่งหูชอบกล เช่น กกต.ยอมรับว่ามีการแจกตั๋วหนังจริง จึงลงโทษส.ส.คนหนึ่งว่าได้ประโยชน์จากการแจกและคนที่สอบตก แต่ไม่ลงโทษส.ส.อีกคนที่ได้ประโยชน์เดียวกันและมีส่วนรู้เห็นหรือแจกตั๋วด้วยเพราะเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคเก่าแก่และจะส่งผลให้ต้องยุบพรรคด้วย เป็นต้น สำหรับคดีทุจริตหลายหมื่นล้านบาทที่นักการเมืองพรรคเก่าแก่ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของผู้มีอิทธิพลมืดสร้างความเสียหายแก่ชาติและใกล้จะหมดอายุความฟ้องคดีกลับถูกเก็บเงียบ ไม่มีการพิจารณาสืบสวนอย่างใด โดยมุ่งเน้นกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วยกระบวนการจัดตั้งครบวงจรอันเกิดขึ้นจากคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ที่ต้องการครองอำนาจบริหารบ้านเมืองและมีเป้าหมายสุดท้ายที่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบเบ็ดเสร็จและฟื้นฟูระบบราชาธิปไตยขึ้นมาอีกครั้งเพราะผู้ที่ได้อำนาจมากคือ บรรดาอำมาตย์หรือขุนนาง เท่านั้น คดียึดสนามบินระหว่างประเทศสองแห่งในไทย คือ สุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง สร้างความเสียหายแก่ชาตินับแสนล้านบาท มีการกักขังเครื่องบินต่างชาติและของไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ต่างชาติ มิให้เดินทางอย่างเสรีภาพ ยึดหอบังคับการบินเพื่อมิให้ทำงานต่อไป ปิดล้อมและทำลายรัฐสภาด้วยการล่ามโซ่ประตูรั้วและยิงปืนข่มขู่ส.ส.ที่อยู่ในสภาสมัยนายกฯสมชาย การยึดทำเนียบรัฐบาล การทำลายสถานีทีวีรัฐ ล้วนเป็นคดีใหญ่ที่ม็อบโกเต๊กซ์สร้างไว้และมีภาพถ่ายชัดเจน หลายคดีเวลาผ่านมากว่า 5 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้า แม้แต่หมายจับสักฉบับก็ไม่มี กลุ่มแกนนำม็อบที่สร้างความเสียหายต่อชาติยังเดินเฉิดฉายในสังคม ไปพักผ่อนท่องเที่ยวในต่างประเทศอย่างสบายใจ บางคนก็เข้าไปรับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลใหม่ของพรรคเก่าแก่ซึ่งเล่าขานกันว่า เป็นการตอบแทนที่ช่วยโค่นรัฐบาลเก่าลง ขณะที่คดีล้อมรัฐสภาโดยกลุ่มเสื้อแดงซึ่งมีความเสียหายน้อยกว่า ตำรวจออกหมายจับและจับคนร้ายได้ภายในหนึ่งวัน และส่งฟ้องดำเนินคดีทันที บางคนก็ไม่ได้ประกันตัวจากศาล เมื่อเปรียบเทียบกับคดียึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบินหรือคดีกบฎ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทันทีในวงเงินต่ำทั้งที่เป็นคดีใหญ่และสร้างความเสียหายสูง พวกเขายังกลับไปทำความผิดเดิมอีกครั้ง ตำรวจและศาลก็นิ่งเฉย คดีดังกล่าวก็เงียบหายไปกับสายลมเมื่อเทียบกับคดีกลุ่มเสื้อแดงกระทำอย่างเดียวกันที่การดำเนินการเร่งร้อนและรวดเร็วอย่างมาก อันแสดงชัดถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดมีสองมาตรฐานอันขึ้นอยู่กับจำเลยเป็นผู้ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจสูงสุดมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งทำให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน นั่นหมายความว่า ชาวบ้านกับอำมาตย์หรือชนชั้นสูงมีหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากัน อันส่งผลยากลำบากที่พวกอำมาตย์หรือชนชั้นสูงจะมีอภิสิทธิ์เหมือนที่เคยได้รับในระบอบราชาธิปไตยและมีไพร่คอยรับใช้หรือฟังคำสั่งอย่างเดียว การดำเนินดคีสองมาตรฐานตั้งแต่ชั้นตำรวจไปถึงชั้นพิพากษาคดีแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยเสื่อมทรามลงอย่างน่ากลัวเพราะคนไทยขาดที่พึ่งที่แท้จริงเมื่อเกิดกรณีพิพาทและวงการตุลาการที่ควรเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่คนไทย กลับเลือกปฏิบัติเพื่อคนเฉพาะกลุ่มและสร้างความเคลือบแคลงใจว่าเป็นหนึ่งในพวกปฏิวัติล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไปโดยอาศัยกฎหมายและตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นอาวุธข่มขู่ประชาชน อีกเรื่องหนึ่งที่น่าหวั่นใจคือ ผู้อยู่เบื้องหลังบงการเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้กฎหมายสนองตัณหาส่วนตัวและต้องการย้อนเวลาหวนกลับไปอยู่ในระบอบราชาธิปไตย ซึ่งตรงข้ามกับสังคมโลกที่เน้นการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย เราต้องไม่ลืมว่าคนไทยใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยมานานมากกว่า 70 ปี แล้ว เชื่อได้ว่า คนไทยมากกว่า 63 ล้านคน ต้องไม่ยินยอมกลับไปอยู่ในสถานภาพ ไพร่ชั้นต่ำหรือทาส ตามคำเรียกของชนชั้นสูงในอดีตอย่างแน่นอน การต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างคนไทยในระบอบประชาธิปไตยกับผู้ฝักใฝ่กับระบอบราชาธิปไตยหรือที่เลี่ยงไปใช้คำว่า อำมาตยาธิปไตย จักเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ถ้าพวกหลงอดีตไม่ยอมหยุดทำลายล้างคนประชาธิปไตยดังที่รวมหัวกระทำกันอยู่ในวันนี้ คนไทยทั้งหลายไม่ยอมยกสิทธิเสรีภาพที่คณะราษฎร์ในปีพ.ศ.2475 และนักการเมืองหลายยุคสมัยพยายามประคับประคองมาถึงทุกวันนี้ไปให้พวกฝักใฝ่ระบอบราชาธิปไตยอย่างแน่นอน อีกทั้งประเทศมหาอำนาจตะวันตกซึ่งหวังให้ระบอบประชาธิปไตยในไทยแข็งแกร่งต้องขัดขวางกลุ่มที่ฝ่าฝืนกาลเวลาและการพัฒนาบ้านเมืองแน่ การเกิดสองมาตรฐานในบ้านเมืองอันขัดต่อวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาค การดำเนินคดีต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเท่าเทียมกันส่อให้เห็นว่า ผู้มีอิทธิพลมืดหรือมือที่มองไม่เห็นนี้ต้องมีบารมีสูงมาก เป็นที่เคารพนับถือในหน่วยงานรัฐ จึงสามารถบงการบุคลากรที่ทรงเกียรติของตำรวจไปจนถึงตุลาการอย่างครบกระบวนการและไม่มีผู้ใดกล่าวโต้แย้งหรือขัดขืนได้เลยทั้งที่มองเห็นได้ชัดว่า ขัดต่อกฎหมายหรือความรู้สึกของคนไทยอย่างมาก พวกเขายังกล้ากระทำโดยไม่ละอายหรือเกรงกลัวคนไทยหรือสายตาของคนต่างชาติ แต่กลัวบารมีของผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่า ดังนั้น ศัตรูที่น่ากลัวในการทำลายระบอบประชาธิปไตยของคนไทย คือ กลุ่มผู้มีบารมีหรือมือที่มองไม่เห็น ที่บงการตำรวจ ตุลาการ และทหาร ซึ่งถืออาวุธและกฎหมายเป็นเครื่องมือก่อการปฏิวัติรูปแบบใหม่เพื่อหวังยึดสิทธิเสรีภาพและอำนาจของปวงชนชาวไทย ฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เรืองอำนาจอีกครั้ง กลุ่มมือที่มองไม่เห็นจักเป็นผู้ได้รับประโยชน์หรือใช้อำนาจที่ยึดไปจากประชาชน ส่วนคนไทยมากกว่า 63 ล้านคน ต้องกลับไปอยู่ในสถานภาพ ไพร่หรือทาส อีกครั้ง ถ้าคนไทยยังนิ่งเฉยยอมให้การดำเนินคดีหรือการทำงานของผู้อยู่ใต้การบงการจากกลุ่มผู้มีบารมีทำลายล้างกลไกของระบอบประชาธิปไตยต่อไปด้วยการใช้สองมาตรฐานในการดำเนินงาน วันที่คนไทยจักสูญเสียสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลต้องเกิดขึ้นและยากจะเอากลับคืนมาได้ สิ่งที่ต้องทำ คือ การรวมตัวกันต่อต้านด้วยสันติวิธี ใช้สติปัญญา เผยแพร่ความรู้แก่คนไทยทั้งชาติให้รับรู้ภัยอันตรายจากคนกลุ่มนี้อย่างชัดเจน เชื่อมโยงข้อมูลในไทยกับองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบเผด็จการสารพัดรูปแบบ สนับสนุนพรรคการเมืองหรือบุคคลที่ฝักใฝ่ต่อระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งเพื่อเป็นกองกำลังต่อต้านพวกมือที่มองไม่เห็นในทางการเมือง ตอนนี้ไทยยังมีการขัดขวางหรือกีดกันข่าวสารที่แสดงมุมมองต่อไทยอย่างมาก การเผยแพร่ให้คนไทยรู้ว่าคนอื่นมองชาติอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องกระทำและเตือนให้คนไทยตระหนักใจว่า มิได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ ยังมีเพื่อนร่วมระบอบประชาธิปไตยคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ คนไทยมากกว่า 63 ล้านคนเป็นกองกำลังเข้มแข็งที่สุดในการต่อต้านระบอบราชาธิปไตยหรือกลุ่มมือที่มองไม่เห็นได้ อย่าให้การต่อสู้ที่เสี่ยงอันตรายของคณะราษฎร์ในปีพ.ศ. 2475 ที่นำสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันมามอบให้คนไทยต้องเสียใจที่คนไทยวันนี้ยอมแพ้ต่อพวกหลงยุค ณ วันนี้การต่อสู้รักษาสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพละกำลังหรืออาวุธทันสมัยเท่านั้น คนไทยรวมตัวกันใช้หัวใจนักสู้ ความสามารถ ความรู้ หรือ ศักยภาพ ของแต่ละคนเป็นอาวุธต่อสู้กับผู้มีบารมีหลงยุคได้ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารความจริงในไทยเพื่อให้โลกรับทราบสงครามที่คนไทยกำลังรักษาสิทธิเสรีภาพไว้จากพวกมากบารมีที่ต้องการทำลายระบอบเสรีในไทย โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทุกรูปแบบ นอกจากนั้น ผู้นิยมสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยซึ่งอยู่ทุกแห่งในประเทศไทยต้องให้ความรู้ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อหาสมาชิกเข้าร่วมแนวคิดเดียวกันอันเกิดเป็นกำลังพลรักษาระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเยี่ยงเดียวกับในสหรัฐซึ่งมีความแข็งแกร่งและเหนียวแน่นต่อระบอบนี้อย่างมากอันมาจากพื้นฐานความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อระบอบนี้ ไม่มีมนุษย์คนใดที่ยอมให้คนอื่นยึดครองสิทธิเสรีภาพของตนไปอย่างแน่นอนเพราะมันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ เมื่อคนไทยร่วมมือร่วมใจกันปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนไว้ ย่อมเป็นผู้ชนะในศึกป้องกันแชมป์ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน คนไทยต้องตื่นตัวรับรู้ภัยร้ายจากพวกอำมาตย์เก่าแก่ที่ยังฝังตัวอยู่ในสังคมไทยวันนี้และกำลังเข้าบงการชีวิตคนไทยให้สำเร็จในกายหยาบแบบใหม่หรือตัวแทนเชิดเพื่อนำไปสู่ระบอบที่พวกเขารอคอยอยู่ ถ้าคนไทยพ่ายแพ้ จักต้องเป็นไพร่หรือทาสเยี่ยงบรรพชนอีกครั้งเพราะระบอบราชาธิปไตยต้องมี 2 ชนชั้น คือ ผู้ปกครอง และ ไพร่ มิใช่ความเสมอภาค
***************************** 8/19/2009 เคล็ดลับคนเจริญก้าวหน้าเคล็ดลับความเจริญก้าวหน้าของคน
เขียนโดย มณีอักษร
สังคมเป็นที่อยู่ร่วมกันของคนทุกระดับฐานะและความรู้ อีกทั้งย่อมมีความแตกต่างกันในการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของแต่ละคนด้วย บางคนอาจเคยมีคำถามในใจว่า ทำอย่างไรจึงมีชีวิตก้าวหน้าในอาชีพหรือตำแหน่งงานหรือสามารถสร้างฐานะครอบครัวให้ดีขึ้น อันที่จริงแล้วคนโบราณสอนเรื่องนี้ให้ลูกหลานสืบทอดกันมานานเป็นพันปีผ่านทางนิทานชาดกและถือเป็นเคล็ดลับความเจริญก้าวหน้าของคนที่นำไปประยุกต์ใช้ในสังคมทุกยุคสมัยได้ เราเรียกกันว่า ประโยชน์ 6 อย่างที่ทำให้คนเจริญก้าวหน้าและเป็นคนดีของสังคม แต่ละข้อมีความหมายลึกซึ้งแฝงไว้ อีกทั้งประพฤติปฏิบัติไม่ยากเลย ได้แก่ 1. ความไม่เจ็บไข้ หมายถึง การรู้จักรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หากร่างกายอ่อนแอ แม้จะมีเงินหรือความเจริญก้าวหน้าในชีวิตก็ไม่มีทางใช้หรือชื่นชมกับสิ่งนั้นได้ 2. มีศีลธรรมและจรรยาบรรณ หมายถึง คนที่ดำรงตนในศีลและมีจรรยาบรรณในอาชีพหรือตำแหน่งงาน ย่อมเกิดบารมีและเป็นที่เคารพนับถือของคนอื่น 3. เชื่อฟังคำสอนของท่านผู้รู้ คือ การไม่ดื้อรั้น ยามได้รับคำเตือนจากผู้ที่มีประสบการณ์สูง แต่ควรนำคำพูดเหล่านั้นมาไตร่ตรองเพื่อมิให้ทำงานล้มเหลว บางครั้งยังใช้ป้องกันหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วย 4. หมั่นศึกษาเล่าเรียนต่อเนื่อง หมายถึง การแสวงหาความรู้ทั้งที่เกี่ยวกับงานหรือด้านอื่นๆเพื่อสร้างความรอบรู้ขึ้น ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ต้องเอาปริญญามาครองเท่านั้น การอ่านหนังสือหลากหลายทำให้จิตใจและดวงตาเปิดกว้าง จักมองเห็นปัญหาและทางแก้ที่ไม่สร้างความอับจนยามต้องเผชิญกับปัญหาหลากรูปแบบ 5. ประพฤติสุจริต หมายถึง การซื่อสัตย์ต่ออาชีพหรือตำแหน่งงาน อันเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือแก่ตนเองต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ขอให้จำไว้ว่า ความไว้วางใจสร้างด้วยกาลเวลาที่ยาวนาน ส่วนการทำลายความเชื่อใจกันทำได้เพียงชั่วพริบตาเดียว การกู้คืนความเชื่อมั่นยิ่งยาวนานที่สุด 6. ความขยันหมั่นเพียร หมายถึง ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดจิตใจมุ่งมั่นและความเอาใจใส่ในการทำงานของตนอย่างต่อเนื่อง ยามมีอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อที่จะฝ่าฟันทำลายมันเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จซึ่งมีความเจริญก้าวหน้ารออยู่เสมอ หนทางแห่งความก้าวหน้าย่อมมีอุปสรรคเป็นเพื่อนใกล้ชิด หากปฏิบัติตามหกข้อเบื้องต้นย่อมพบความสำเร็จในชีวิตและเป็นคนดีของสังคมได้
****************************************** 8/16/2009 นิยายใหม่ของ "ช่อมณี"
นักล่าแต้มศูนย์
นักล่าแต้มศูนย์ เป็นนิยายเล่มล่าสุดของนักเขียนคุณภาพชื่อ ช่อมณี แนวลึกลับกึ่งแฟนตาซี โดยวัยรุ่นเลือดมังกรกับสาวเลือดไทยซึ่งหลงใหลศิลปะมวยจีนต้องจับมือกันตามล่าปีศาจร้ายพันปีซึ่งหลุดจากสุสานโบราณในจีนและหาของเก่าแก่ที่หายไปซึ่งปีศาจต้องใช้มันเพื่อคืนชีพอีกครั้ง ภัยพิบัติของมนุษย์จักบังเกิดขึ้นหากมันเกิดใหม่ในร่างนักเลงวัยรุ่นประจำสถาบันการศึกษาเอกชนซึ่งมีพ่อแม่ร่ำรวยและมีอำนาจยิ่ง โจวเทียนฟงและวันดาวต้องตามล่า รูปปั้นนิลมังกร สร้อยประคำหยก และโถกระดูกนักบวชจีนโบราณที่ถูกขโมยไป โดยมีชีวิตปู่ของหนุ่มเลือดจีนซึ่งต้องฆ่าตัวตายรับโทษของกฎบรรพชนภายในหกเดือนเมื่อไม่อาจรักษาของโบราณในสุสานได้ จึงต้องอาศัยพลังร้อนแรงของวัยรุ่นทั้งสองนำทางไปสู่ร่างสิงของปีศาจ โจวเทียนฟงกับวันดาวเป็นนักศึกษาหนุ่มสาวที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่หลงใหลอำนาจและใช้ชีวิตกร่าง สร้างความหวาดกลัวแก่เพื่อน พูนพจน์ซึ่งปีศาจร้ายสิงร่างและต้องการครองร่างของเขาตลอดกาลเป็นหัวหน้านักเลงประจำสถาบันและครองสิ่งของเหล่านั้น พวกเขาจึงต้องเข้าร่วมกลุ่มนี้เพื่อหาทางเอาสิ่งของคืนและกำจัดปีศาจร้ายให้ทันเวลาก่อนจะเสียเพื่อนร่วมสถาบันเพื่อสังเวยการคืนชีพของปีศาจ หนุ่มสาวทั้งสองจะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อกลุ่มของพูนพจน์ชื่นชอบการทำร้ายคน ทำลายสิ่งของ และกำหนดแต้มบาปแลกกับอำนาจและความปรารถนาอันสมหวังที่ปีศาจมอบให้ทุกคน ทั้งสองเกลียดสิ่งเหล่านั้น แต่ต้องร่วมกลุ่มเพื่อสืบหาปีศาจร้าย คือ ต้องมีแต้มบาป โจวเทียนฟงกับวันดาวแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยวิธีใด กุญแจปริศนาที่พวกเขามีอยู่จะใช้กำจัดปีศาจที่สิงในร่างคนได้อย่างไร คนกำลังตามล่าผี ผีกำจัดทั้งสองได้หรือไม่ บัดนี้การล่าปีศาจพันปีเริ่มต้นขึ้นแล้ว ตามหาคำตอบกันได้ ที่ ร้านนายอินทร์ ร้านซีเอ็ด ศูนย์หนังสือจุฬา ร้านใกล้บ้าน หรือสั่งซื้อจากเว็บ www.pc-bookclub.com
************************* 8/9/2009 งาช้างกับหลักวิญญูชนหลักวิญญูชน กับ การรับงาช้าง เขียนโดย ลูกแก้ว
ปัญหาผู้นำบ้านเมืองรับงาช้างจากนักการเมือง หน่วยงานปปช.ให้คำตัดสินที่นักกฎหมายหรือชาวบ้านคาใจว่า การคืนของกลางที่อ้างว่ารับไว้ทำให้ไม่มีหลักฐานตามข้อกล่าวหาและผู้รับมิได้มีเจตนารับสิ่งของไว้เป็นของตน แต่ต้องการนำไปตรวจสอบราคาก่อนรับจริง จึงไม่ถือว่า เป็นการรับสิ่งของ ข้อกล่าวหาจึงตกไป สิ่งที่คาใจคนมากว่า หลักกฎหมายนั้นตีความหมายคำว่า “รับสิ่งของ” ไว้อย่างไร การเอาหรือรับสิ่งของเป็นการกระทำของมนุษย์ซึ่งกฎหมายนำไปบัญญัติไว้ให้เป็นความผิดในลักษณะต่างๆเมื่อมีเจตนาทุจริตประกอบเข้าไปด้วย อาทิเช่น การลักทรัพย์ หมายถึง การเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปด้วยเจตนายึดครองเป็นของตนเองโดยไม่มีอำนาจ การยักยอกทรัพย์ คือ การดูแลทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วเปลี่ยนใจอยากยึดเป็นเจ้าของเสียเอง การรับของโจร คือ การมีสิ่งของที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง เป็นต้น ส่วนเจตนานั้นก็มองหาจากพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหรือที่เรียกกันว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ทั้งนี้ เมื่อจะลงโทษผู้กระทำผิดก็ต้องพิสูจน์ว่าครบองค์ประกอบหรือไม่ เมื่อกล่าวหาผู้ใดรับทรัพย์สินที่มิควรรับ ก็ต้องตีความเรื่องการรับสิ่งของให้ชัดเจนก่อนว่า การรับเกิดขึ้นหรือไม่ ? การตีความกฎหมายนั้นยึดหลักตามตัวอักษรหรือหลักวิญญูชนพึงกระทำกัน ขึ้นอยู่กับผู้ตัดสินต้องการใช้หลักใดประกอบวิจารณญาณของเขา ตัวอย่างข้อกล่าวหาน่าสนใจและดูโดดเด่น คือ การตีความคำว่า “การรับงาช้าง” โดยมีข้อมูลทั้งภาพและเสียงต่อสาธารณชนว่า ผู้รับและผู้ให้ได้ยื่นส่งและรับด้วยความยินดี อีกทั้งมีการนำงาช้างใส่รถกลับเข้ากรุงเทพฯในฐานะของขวัญจากเจ้าบ้าน เมื่อบทความหน้าสื่อจี้ว่า มูลค่างาช้างน่าจะสูงเกินกว่านักการเมืองที่มีตำแหน่งบริหารจักพึงรับเป็นสมบัติส่วนตนได้ ผู้เกี่ยวข้องจึงกล่าวแก้ว่า ผู้รับไม่ทราบมูลค่าของงาช้างจึงต้องการนำมาตีราคาก่อนจะรับจริง ถ้าราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จักคืนให้ผู้มอบ ถือว่ามิได้มีเจตนารับสิ่งของไว้ตั้งแต่แรก จึงมิได้กระทำความผิดใด หลังจากทราบมูลค่าแท้จริงของงาช้างแล้ว จึงส่งคืนแก่เจ้าของ ดังนั้น ณ เวลานี้ถือว่า ผู้นำบ้านเมืองในฐานะผู้บริหารและนักการเมืองมิได้รับสิ่งของใดตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายและขาดหลักฐานประกอบความผิด คดีอาญาเกี่ยวกับการเอาสิ่งของนั้น ถ้าของอยู่ในมือด้วยเจตนาจะครอบครอง ถือเป็นความผิดลักทรัพย์สำเร็จซึ่งต้องถูกลงโทษ แม้ภายหลังโจรนำสิ่งของคืนแก่เจ้าของ ก็ใช้อ้างเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ แต่มิอาจลบล้างความผิดลักทรัพย์ได้ การตีความว่า ของอยู่ในมือ คือ การครอบครองทรัพย์สิน มาจากหลักวิญญูชนที่ว่า การเอาของมาอยู่ในมือ แสดงว่า เขามีสติและเจตนาหยิบมัน หากนำหลักนี้ไปใช้กับข้อกล่าวหา “รับงาช้าง” จึงต้องพิจารณาว่า คนธรรมดาหรือที่เรียกในภาษากฎหมายว่า วิญญูชน ถือว่า การยื่นมือไปรับงาช้างของผู้รับนั้น คนทั่วไปกระทำกันด้วยท่าทางนั้นและ เจ้าของมือทั้งสองข้างมีสติรับรู้ครบถ้วนหรือไม่ว่า กำลังรับสิ่งของอยู่ จากนั้นก็ต้องพิจารณาว่า ณ เวลาที่รับงาช้าง วิญญูชนควรรู้ไหมว่า งาช้างควรมีราคาเท่าไร ก่อนหรือขณะรับสิ่งของนั้นผู้รับแจ้งเงื่อนไขการรับงาช้างไว้หรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขทำให้การรับสิ่งของยังไม่สมบูรณ์ ถ้าทุกคำตอบเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า วิญญูชนย่อมรู้และไม่กระทำสิ่งนั้น ผู้รับงาช้างย่อมมิอาจปฏิเสธว่า ไม่รับรู้หรือไม่อาจรู้ได้ นอกจากมีเหตุสุดวิสัยแท้จริงที่ไม่ทราบมูลค่างาช้างในเวลานั้น อาทิเช่น มีสติไม่สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ยาบางอย่าง นอนละเมอ การศึกษาต่ำมากหรือมีกายภาพผิดปกติจึงไม่เคยรับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาตลอดชีวิต ทำให้ไม่รู้จักงาช้างหรือช้างมาก่อน เป็นต้น เมื่อข้อกฎหมายเกี่ยวกับการป้องปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดว่า ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองรับสิ่งของจากบุคคลใดมีมูลค่าเกิน 3,000 บาทไม่ได้ ถือว่ามีเจตนาทุจริตแอบแฝงในการรับสิ่งของนั้น ต้องรับโทษอาญา หากข้อเท็จจริงเรื่องการรับงาช้างด้วยภาพและเสียงว่า มีการยื่นมือรับและนำสิ่งของใส่รถของตนเข้ากรุงเทพฯเป็นการครอบครองสิ่งของตามหลักวิญญูชนหรือไม่ การวินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายมิได้ใช้การตีความตัวอักษรอย่างเดียว แต่มักนำหลักวิญญูชนมาประกอบด้วยเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนและยืนยันให้ผู้ถูกกล่าวยอมรับความผิดว่า สิ่งที่เขากระทำนั้น คนสุจริตไม่กระทำกัน เขาจึงสมควรรับโทษ เมื่อนำข้อกล่าวและข้อมูลเกี่ยวกับการรับงาช้างมาใช้กับหลักวิญญูชน จักพบว่า ผู้ให้หรือเจ้าของงาช้างมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เพราะแจ้งต่อสาธารณชนระหว่างส่งมอบของว่า เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวที่อยากมอบแก่ผู้ใหญ่ที่เขานับถือ ส่วนผู้รับก็มีวุฒิภาวะสูงทั้งตำแหน่งและการศึกษา ย่อมรู้จักงาช้างและมูลค่าของมันได้ไม่ยากเพราะเติบโตในเมืองไทย ไปเรียนเมืองนอกเพียงไม่กี่ปี ย่อมไม่มีข้ออ้างว่า ไม่รู้จักช้างและงาช้าง สถานภาพทางสังคมของผู้รับยืนยันชัดว่า เขาต้องทราบมูลค่าของงาช้างตั้งแต่วินาทีแรกที่รับมันไว้ในฐานะของขวัญจากผู้แทนชาวบ้าน อีกทั้งข้อกล่าวอ้างที่ว่า รับไว้เพื่อตีมูลค่าก่อน ถ้าราคาไม่เกินที่กฎหมายกำหนดจึงรับไว้ หากสูงเกินไป จึงส่งคืนเจ้าของ เป็นการอ้างว่ารับโดยมีเงื่อนไขและแสดงเจตนาแต่แรกแล้วว่า ต้องการรับสิ่งของไว้ แต่ ณ เวลารับมอบงาช้าง ผู้รับมิได้แจ้งเงื่อนไขนี้แก่ผู้มอบ ทั้งนี้สื่อมวลชนต่างยืนยันด้วยภาพและเสียงในงานนั้นว่า ไม่มีการแจ้งข้อความใดอันถือเป็นเงื่อนไขเลย สิ่งที่คาใจของคนธรรมดาซึ่งเห็นภาพการรับมอบงาช้างและข้ออ้างในภายหลังของผู้รับ ทำให้เกิดคำถามว่า หลักวิญญชนถือว่า เขารับงาช้างโดยไม่ทราบมูลค่าแท้จริงของมัน หรือรับโดยมีเงื่อนไข และผิดกฎหมายหรือไม่ อีกคำถามหนึ่ง คือ ถ้าผู้รับมิใช่เขาคนนี้ คำวินิจฉัยจะเหมือนกันหรือไม่ เมื่อหลักวิญญูชนเรื่องการรับสิ่งของ คือ การยื่นมือไปรับโดยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ วุฒิภาวะของผู้รับมีครบถ้วน ไม่ได้มีการบีบบังคับฝืนใจกัน และสิ่งของอยู่ในครอบครองของผู้รับโดยสมบูรณ์ ผู้รับทราบข้อกฎหมายเรื่องมูลค่าสิ่งของที่รับมอบหรือไม่ ถ้าต้องการรับอย่างมีเงื่อนไข ก็ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายรับทราบ หากไม่อยากรับก็ปฏิเสธได้ วิญญูชนกระทำกันอย่างไรและมีขอบเขตแค่ไหน มันจึงเป็นคำตอบที่กฎหมายยอมรับได้และชาวบ้านย่อมมีคำตอบส่วนตัวได้ไม่ยาก แม้คำตัดสินของหน่วยงานนั้นจักดูขัดตา ขัดหู แต่ทุกคนรู้แก่ใจดีว่า เบื้องหลังวิจารณญาณของบุคลากรนั้นอาจมิได้มาจากหัวใจยุติธรรมหรือเคร่งในกฎหมายแท้จริง แต่อำนาจมืดของชายแก่หลงยุคหลงเวลาเข้าครอบงำพวกเขาไว้ ทำให้หลักกฎหมายและหลักวิญญูชนต้องเก็บไว้ใช้กับศัตรูของเขาเท่านั้น
************************* 8/5/2009 คอร์สอบรมใช้ปืนระดับกลาง TAS 2 เดือน ธ.ค.การใช้ปืนอย่างปลอดภัยมิใช่แค่การรู้จักส่วนประกอบของปืนเท่านั้น แต่ต้องรู้อันตรายของมันอย่างชัดเจนซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่อยู่ในคอร์สอบรม TAS 1 หากต้องการรู้จักใช้ปืนในหลากหลายสถานการณ์อย่างปลอดภัย วิธีแก้ปัญหาเมื่อปืนติดขัด การยิงเป้าเคลื่อนที่ การเอาตัวรอดจากสถานการณ์ด้วยปืนอย่างปลอดภัย เป็นความรู้ที่ผู้ฝึกจะได้รับจากคอร์สอบรมใช้ปืนอย่างปลอดภัยขั้นกลาง คือ TAS 2 คอร์สนี้จะทำการอบรมประจำเดือน ส.ค. ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 12-13 ธันวาคม นี้ ค่าฝึกอบรม 4,500 บาท ผู้ที่เคยผ่านการอบรมขั้นพื้นฐานมาแล้วเหมาะในการเพิ่มความรู้ต่อไปด้วยคอร์สนี้ สนใจสอบถามรายละเอียดหรือสมัครอบรมได้ที่
คุณวรรณพงศ์ 081-9502099 คุณณัฐดนัย 081-9114522 คุณกฤษติกา 084-0795144 คุณชูเกียรติ 081-6850025 คุณภัทรา 081-9075002 หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com
******************** ใต้เงาบาป 6.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 6.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
นางนวลพรรณนั่งเซ็นเอกสารอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพังขณะที่นางกิ่งแก้วเดินเข้าไปหา ประธานผู้สูงวัยเงยหน้าขึ้นมองนิ่ง “ มีอะไรหรือ คุณกิ่ง “ นางกิ่งแก้วทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่าง พลางเอ่ยว่า “ โครงการที่คุณแม่เสนอในที่ประชุมเป็นความคิดของยายตรีใช่ไหมคะ ? “ “ ใช่ ! “ “ ตรีเคยนำมาปรึกษากับฉัน และได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่ควรทำ “ อาจารย์ใหญ่ร่างสูงผอมขยับแว่นตากรอบดำด้วยท่าทางหงุดหงิด นางนวลพรรณนั่งฟังอย่างสงบ ผู้เป็นลูกสะใภ้บอกต่อไปว่า “ ฉันไม่นึกว่าเธอจะไปรบกวนคุณแม่มากขนาดนี้ “ “ ตรีทำด้วยวิญญาณของความเป็นครูที่ห่วงใยลูกศิษย์ในปกครอง และมันก็เป็นผลพลอยได้มาถึงผลประโยชน์ระยะยาวของโรงเรียน ฉันจึงเห็นด้วย “ “ แต่…. “ “ การแสดงน้ำใจของเราคือการลงทุนที่ถูกต้อง เธอไม่เชื่อสายตาของฉันหรือ ? “ “ ตรีเสนอโครงการเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ชื่อศัลย์เท่านั้น แต่ทำให้คุณแม่ต้องเดือดร้อน “ “ ฉันทราบเรื่องนั้นดี “ ประธานกรรมการกล่าวเสียงเรียบ “ ศัลย์ได้รับผลดีนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาเป็นเพชรเม็ดงามของเรา “ “ คุณแม่คะ……. “ “ ฉันเข้าใจความหวังดีของเธอ แต่ฉันได้ตัดสินใจดำเนินโครงการนี้ต่อไป หวังว่าเธอจะให้ความร่วมมือกับตรีและสังสิตนะ “ นางนวลพรรณพูดปรามแกมเตือนสติอีกฝ่ายมิให้ทำนอกลู่นอกทางเด็ดขาด ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่จำใจพยักหน้ารับคำด้วยมิอาจขัดใจและเงินทุนจำนวนนั้นก็มิใช่ของโรงเรียนหรือของหล่อนเลย ประตูห้องทำงานเปิดออกหนุ่มใหญ่ร่างสันทัด ผิดขาว เดินเข้ามากับหญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีที่มีร่างสูง เพรียวสมส่วนในชุดทำงานสีสดใส “ กำลังคุยอะไรกันรึ หน้าตาเครียดเชียว “ นิธิศผู้เป็นสามีของอาจารย์ใหญ่เอ่ยทักคนทั้งสอง นางนวลพรรณส่งยิ้มกว้างให้ลูกชาย “ ธุระนิดหน่อย ลูกมาที่นี่ต้องมีอะไรพิเศษแน่ “ ภัคธีมาผู้เป็นลูกสาวอมยิ้ม “ วันนี้เป็นวันเกิดของคุณแม่ พ่อจะพาคุณยายกับแม่ไปเลี้ยงที่ภัตตาคารจีนค่ะ “ ผู้เป็นมารดาของนิธิศมีสีหน้าแปลกใจ พลางหันไปทางลูกสะใภ้ “ ขอให้มีความสุขนะ คุณกิ่ง “ “ ขอบคุณค่ะ คุณแม่ “ นางกิ่งแก้วยิ้มแก้มแทบปริ แล้วสวมกอดลูกสาวคนสวยด้วยความรักและเอ็นดู “ เราไปกันเถอะครับ “ นิธิศเข้ามาประคองผู้เป็นมารดาด้วยท่าทางนุ่มนวล นางนวลพรรณเอ่ยถามว่า “ ลูกชวนตรีไปด้วยหรือเปล่า ? “ นิธิศทำท่าจะตอบ แต่ภัคธีมากล่าวแทรกขึ้นว่า “ ภัคโทร.บอกแล้วค่ะ ตรีจะไปที่นั่นเอง ได้ยินว่ากำลังทำงานติดพันที่บริษัท “ “ นักทดสอบเกมต้องใช้เวลาและสมาธิมาก จะปลีกตัวมากลางคันไม่ได้ ตรีอาจมาช้าไปบ้าง เราก็รอสักหน่อยได้ครับ “ นิธิศพูดเอาใจมารดา เพราะรู้ดีว่านางนวลพรรณรักและเมตตามันตรินีซึ่งเป็นลูกคนเดียวของนันทาผู้เป็นน้องสาวแท้ๆของเขานั่นเอง นางกิ่งแก้วพูดสนับสนุนความคิดของสามีอีกคน ขณะที่ภัคธีมาได้แต่เก็บซ่อนความไม่พอใจที่ทุกคนต่างเอาใจญาติผู้น้องคนนี้ไว้
หญิงสาวร่างเล็กสะพายกระเป๋าหนังใบเขื่องไว้ที่ไหล่วิ่งฝ่าสายฝนที่กำลังโปรยปรายไปยังภัตตาคารจีนย่านสีลม เส้นผมสีน้ำตาลเข้มเปียกชื้นจากเม็ดฝน ดังนั้นหล่อนจึงหยุดยืนใต้หลังคาของภัตตาคารแห่งนั้น พลางล้วงผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดเส้นผมอย่างรวดเร็ว “ ผมเห็นคุณวิ่งลงจากรถเมล์ ! “ หนุ่มใหญ่ร่างสูงถามขึ้น เมื่อหยุดยืนมองมันตรินี หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองสบนัยน์ตาคมกริบของปรานต์ “ ไม่เห็นแปลกสักนิด ! “ “ ทำไมคุณไม่มากับอาจารย์ใหญ่ล่ะครับ “ “ มีงานทดสอบเกมเร่งด่วนเข้ามา ฉันไม่อยากถ่วงพวกเขาค่ะ “ มันตรินีมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย “ คุณพูดราวกับรู้ว่าฉันมาที่นี่เพื่ออะไร “ “ งานเลี้ยงวันเกิดของอาจารย์กิ่งแก้ว “ “ คงไม่ใช่ความบังเอิญที่คุณมาที่นี่สินะ “ ปรานต์ยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง “ ผมเป็นแขกของคุณภัค “ “ พี่ภัครึ ! “ หญิงสาวเม้มปากนิดหนึ่ง พลางรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ญาติผู้พี่เชื้อเชิญปรานต์ อัครชัย แต่ไม่ยอมเชิญสังสิตซึ่งหล่อนนับถือเป็นพี่ชายและอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน แบบนี้เรียกว่าลำเอียงหรือดูถูกกันนะ หล่อนคิดอย่างขุ่นเคือง “ เราเข้าไปข้างในเถอะ “ ปรานต์กล่าวชวน แล้วผายมือเป็นการให้เกียรติหญิงสาวเดินนำเข้าไปก่อน
ครอบครัวธมนันท์กำลังนั่งคุยอย่างสนุกสนานในห้องส่วนตัวที่จองไว้ ขณะที่ปรานต์กับมันตรินีเดินเข้าไป ภัคธีมาลุกขึ้นมาต้อนรับชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มันตรินีมองด้วยความหมั่นไส้ จึงแยกมากราบนิธิผู้เป็นลุงและนางกิ่งแก้ว แล้วทรุดนั่งเคียงข้างนางนวลพรรณผู้เป็นยาย สักครู่ปรานต์ก็เข้ามาไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสามของตระกูลธมนันท์ด้วยท่าทีนอบน้อม ภัคธีมาดึงให้เขานั่งลงใกล้กับหล่อนทันที “ ขอบใจนะที่สละเวลามากินข้าวกับพวกเรา “ นางกิ่งแก้วกล่าวกับชายหนุ่มซึ่งผู้เป็นลูกสาวกำลังชื่นชมเป็นพิเศษ “ ผมยินดีมากเชียวครับ “ ปรานต์ตอบเสียงนุ่ม นางนวลพรรณมองสำรวจชายหนุ่มอยู่เงียบๆ พลางหันมาทางมันตรินี “ตรีแวะไปเอาของให้ยายหรือยังจ๊ะ ? “ “ เรียบร้อยค่ะ “ “ มอบให้ป้ากิ่งสิ ตรี “ คำพูดของนางนวลพรรณทำให้สะใภ้ใหญ่มีสีหน้าสงสัยแกมอยากรู้ ทันใดนั้นดวงตาของนางกิ่งแก้วเจิดจรัสขึ้น เมื่อมันตรินีเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงออก เข็มกลัดรูปแมลงปีกแข็งสีเขียวสลับแดงวางอยู่ในนั้น “ คุณยายให้เพื่อนช่วยหาของขวัญสำหรับคุณป้าในวันเกิด “ มันตรินีบอกด้วยรอยยิ้ม “ พอดีเที่ยวบินของเขาล่าช้าไปหน่อย คุณยายก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกันค่ะ “ นางกิ่งแก้วมองมารดาของสามีด้วยความซาบซึ้งใจ พลางยกมือไหว้ด้วยท่าทางนุ่มนวล “ ขอบคุณมากค่ะ คุณแม่ “ “ บ้านธมนันท์อยู่อย่างสงบสุข ก็เพราะเธอช่วยดูแลอย่างดี “ นางนวลพรรณตอบเสียงเย็น ริมฝีปากแย้มยิ้ม “ นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยของฉันนะ ขอบใจสำหรับทุกสิ่งที่ทำเพื่อครอบครัว ธมนันท์ คุณกิ่ง “ “ คุณแม่ ! “ นางกิ่งแก้วพยายามกลั้นน้ำตาเต็มที่กับคำพูดนั้น “ สุขสันต์วันเกิดค่ะ คุณป้า “ มันตรินีกล่าวพลางส่งไม้บรรทัดทองคำให้ผู้เป็นป้า “ หวังว่าคงถูกใจคุณป้า อาจารย์ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมค่ะ “ “ ขอบใจมาก ตรี “ นางกิ่งแก้วจูบแก้มนวลของหลานสาว แม้ทั้งสองจะมีความเห็นขัดแย้งกันบ้าง แต่ในจิตใจแล้วนางมีความเมตตาและชื่นชมมันตรินีเสมอ “ ตรีได้รับความเมตตาช่วยอบรมสั่งสอนและดูแลจากคุณป้ามานานเหลือเกิน ของขวัญชิ้นนี้เป็นน้ำใจของตรีที่สมควรมอบให้แล้วค่ะ “ “ เธอเป็นคนดีด้วยตัวเองจ๊ะ ตรี “ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ตอบ แววตาซึ้งใจมันตรินียิ้มเล็กน้อย ขณะที่ภัคธีมาญาติผู้พี่มองของขวัญในมือมารดาด้วยใจริษยาอยู่ลึกๆ ไม้บรรทัดทองคำที่มีลวดลายงดงามมิใช่ของราคาต่ำต้อยเลย นั่นหมายความว่ามันตรินีมีรายได้สูงมากเพียงใด หล่อนพอคาดเดาได้ เนื่องจากมันตรินีเป็นนักทดสอบเกมคอมพิวเตอร์ในระดับต้นของเมืองไทยซึ่งมีน้อยคนมาก อีกทั้ง ยังมีรายได้พิเศษจากการรับบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง “ เริ่มทานอาหารกันเถอะ “ นิธิศเอ่ยชวนทุกคน นางนวลพรรณมองกราดไปยังทุกคนในโต๊ะอาหาร พลางเอ่ยถามว่า “ ทำไมสังสิตยังไม่มาล่ะ ? “ คำถามของผู้อาวุโสแห่งบ้านธมนันท์ทำให้ภัคธีมามีท่าทางอึดอัด พลันมันตรินีพูดขึ้นว่า “ ไม่มีคนเชิญพี่สิตนี่คะ คุณยาย “ “ ลูกไม่ได้เชิญสิตรึ ! “ นิธิศมองตำหนิ ภัคธีมาตอบเสียงสะบัดว่า “ ภัคเห็นว่าเป็นการเลี้ยงภายในของเรา จึงไม่ได้บอกเขาค่ะ “ ทุกคนต่างเงียบไป ปรานต์มองเห็นสีหน้าไม่สบายใจของนิธิศกับกิ่งแก้ว ส่วนมันตรินีนั่งตัวตรง ดวงตาชำเลืองมาทางผู้เป็นยายซึ่งมีใบหน้าเคร่งขรึม “ สังสิตอยู่กับฉันมานาน และเคยบอกพวกเธอแล้วว่าเขาก็เป็นหนึ่งในครอบครัวของเรา แม้จะไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกัน “ นางนวลพรรณบอกเสียงขรึม “ คือว่า…… “ ภัคธีมาทำท่าจะพูดแก้ตัวอีก มันตรินีมองสะใจลึกๆ ขณะที่ผู้เป็นยายเอ่ยขัดว่า “ วันเกิดของคุณกิ่งฉันจะไม่ถือสา หวังว่าจะไม่มีคราวหน้าอีกนะ ภัค “ ผู้เป็นลูกสาวทำท่าจะเถียง แต่นิธิศผู้เป็นบิดาสะกิดปรามไว้ก่อน หล่อนจำใจสงบปากคำทันใด “ ทานข้าวเถอะค่ะ ตรีชักหิวแล้ว “ มันตรินีกล่าวก่อน พลางใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่จานของผู้เป็นยายด้วยท่าทางเอาใจ นางนวลพรรณมีสีหน้าและอารมณ์ดีขึ้นกับการประจบเอาใจของหลานสาวคนเล็ก พลางหันมาบอกกับชายหนุ่มว่า “ คงไม่หมดสนุกเสียก่อนนะ ปรานต์ “ ชายหนุ่มอมยิ้ม ขณะที่ภัคธีมาพยายามชวนคุยและดูแลปรานต์อย่างใกล้ชิด โดยมีสายตาของนิธิศกับนางกิ่งแก้วมองด้วยความชื่นชม มันตรินีลอบมองชายหนุ่มอย่างหมั่นไส้ เขามีรอยยิ้มสดใสตลอดเวลาที่ร่วมโต๊ะอาหาร หลายครั้งที่หญิงสาวหันไปเห็นดวงตาคมเข้มของปรานต์จ้องมองอยู่ก่อน หล่อนรีบเมินไปทางอื่นทันใด ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร มันตรินีใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อหล่นบนโต๊ะ เพราะกำลังมืออ่อนแรงลงกะทันหัน ทุกคนต่างมองด้วยความประหลาดใจ “ ขอโทษค่ะ “ มันตรินียิ้มแห้ง ภัคธีมามองหยัน พลางเอ่ยเสียงเข้มว่า “ ทำให้สกปรกหมดเลย ตรี “ ญาติผู้น้องมีสีหน้าเจื่อนกับคำพูดตำหนินั้น นิธิศกล่าวแก้ให้ว่า “ ไม่เห็นต้องจริงจังอะไรนี่นา ทานต่อเถอะ ตรี “ “ ตรีขอตัวไปล้างหน้าสักหน่อย คงยังเพลียอยู่ “ ผู้เป็นยายเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “ ไม่สบายหรือเปล่า ตรี “ มันตรินีส่ายหน้า แล้วลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำของภัตตาคาร โดยมีสายตาของปรานต์มองอย่างครุ่นคิด
ภายในห้องน้ำซึ่งขณะนั้นมีเพียงมันตรินียืนเพียงคนเดียว หล่อนใช้น้ำลูบใบหน้าและลำ-คอ ดวงตาที่มองเงาในกระจกเต็มไปด้วยความกังวล พลางยกมือทั้งสองขึ้นมองพินิจ “ หมู่นี้มือมักอ่อนแรงบ่อยมาก ไม่รู้เป็นอะไรกันนะ “ หญิงสาวพึมพำ สักพักเมื่อหล่อนแต่งใบหน้าด้วยเครื่องสำอาง ทำให้แลดูสดชื่นขึ้น พลางพูดกับเงาในกระจกว่า “ ฉันต้องรู้ว่ามือของฉันเป็นอะไรในไม่ช้านี้ “ หญิงสาวก้าวออกจากห้องน้ำ พลันชะงักเท้าไว้เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าเรียวยาวกำลังยืนรออยู่คนเดียว “ คุณปรานต์ ! “ ชายหนุ่มถามเสียงจริงจังว่า “ คุณไปหาหมอมาหรือยัง ? “ “ เรื่องอะไรคะ ? “ หล่อนแกล้งถามไป “ มืออ่อนแรงไม่ใช่อาการธรรมดานะ คุณตรี “ น้ำเสียงของเขาเริ่มหงุดหงิดบ้างยามเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางเฉยเมยยิ่ง “ คุณเดาไปเอง…… “ หล่อนตอบยิ้มๆ “ แค่คีบของตก เป็นเรื่องธรรมดามาก คิดมากจัง อีกอย่างนะฉันเป็นอะไร ก็ไม่เกี่ยวกับคุณสักนิด “ คำพูดของหญิงสาวทำให้ใบหน้าคมเข้มของปรานต์รู้สึกชา เขาตอบเน้นเสียงเข้มว่า “ ผมจำเป็นต้องเอาใจใส่คุณ เพราะเป็นหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมา คุณควรให้ความร่วมมือนะ “ “ จำเป็นรึ ! “ หล่อนรู้สึกสะท้อนใจ พลางตอบสะบัดเสียงว่า “ ฉันไม่ร่วมมือ คุณก็ไปสืบหาเองแล้วกัน “ “ คุณตรี ! “ เขากัดฟันแน่น หญิงสาวก้าวเท้าจากไป โดยไม่มองชายหนุ่มอีกเลย ทำไมหล่อนจึงมีท่าทางมึนตึงกับเขาเสมอเมื่อได้พบกันนะ มันตรินี
***************โปรดติดตามตอนต่อไป************** สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย ใต้เงาบาป 6.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 6.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
รถของปรานต์ อัครชัย แล่นมาจอดที่หน้าปากซอยซึ่งอยู่ก่อนถึงหมู่บ้านที่มันตรินีอาศัยอยู่ อันเป็นที่ตั้งของชุมชนเกล็ดแก้ว ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของคนต่างจังหวัดที่รวมตัวกันอย่างไม่ถูกกฎ-หมายและยากจน เด็กหนุ่มร่างผอมสูงยืนอยู่กับเด็กสาวคนหนึ่ง ทั้งสองมีท่าทางกระสับกระส่ายมาก เมื่อมันตรินีเดินไปหาคนทั้งสอง ก็มีชายวัยกลางคนและตำรวจร่างใหญ่ผิวคล้ำยืนล้อมอยู่ ปรานต์คว้าปืนที่อยู่ในช่องเก็บของมาเหน็บซ่อนไว้ที่เอวทันที แล้วเดินไปหาคนทั้งหมด “ กลับบ้านเดี๋ยวนี้ อุษา “ ผู้เป็นบิดากล่าวเสียงเข้ม แล้วเข้ามาฉุดกระชากลูกสาว เด็กสาวขัดขืนเต็มที่ พลางร่ำร้องว่า “ หนูไม่ยอมไปกับจ่ายอด ไม่ไปกับพ่อ “ “ ไอ้ลูกเวร ! “ จ่ายอดกล่าวกับมันตรินีว่า “ คุณไม่ควรยุ่งเรื่องครอบครัวนะ “ “ จ่าเป็นอะไรกับพวกเขาล่ะ ? “ มันตรินีถามขึ้น ดวงตามองพินิจ ตำรวจร่างยักษ์สะอึกไป พลางพูดกระชากเสียงว่า “ ไม่เกี่ยวกับคุณ กลับไปดีกว่า “ “ พ่อของอุษาจะให้ลูกสาวใช้หนี้พนันที่ติดไว้กับจ่ายอดครับ อาจารย์ “ ศัลย์บอกเสียงรัว เด็กทั้งสองยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์สาวร่างเล็กด้วยใจหวาดหวั่น มันตรินีโบกมือห้ามตำรวจร่างใหญ่ซึ่งเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้คนทั้งสาม “ จ่าก็รู้ดีว่าการขายลูกสาวเป็นเรื่องผิดกฎหมายนะ “ บิดาของอุษาเอ่ยขัดขึ้น นัยน์ตาขุ่นขวาง “ นี่เป็นเรื่องของฉันกับลูก ไม่เกี่ยวกับแกนะ “ “ ไปคุยกันที่สถานีตำรวจดีกว่า “ มันตรินีพูดเสนอ จ่ายอดยิ้มหยัน “ ตำรวจยืนอยู่นี่แล้ว ทำไมต้องไปสถานีฯด้วยล่ะ “ มันตรินีอึ้งไป สมองเริ่มสับสน ไม่รู้ว่าควรแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรดี “ อย่าให้อุษาไปกับมันนะครับ อาจารย์ “ ศัลย์บอก จ่ายอดเข้ามากระชากร่างเด็กสาวไปกอดไว้ พลางพูดคำรามในลำคอว่า “ แกไม่มีวันหนีฉันพ้นหรอก อุษา “ “ ปล่อยนะ ! “ เด็กสาวดิ้นรนเต็มที่ด้วยท่าทางรังเกียจ “ ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้ จ่ายอด “ เสียงชายหนุ่มดังขึ้น ทำให้จ่ายอดชะงักเล็กน้อย ปรานต์ปรากฎตัวขึ้น ทำให้หญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง อุษาถือโอกาสที่ทุกคนยืนตะลึงอยู่ จึงรีบสะบัดร่างไปมาเพื่อให้เป็นอิสระ จากนั้นก็วิ่งมาหามันตรินี “ แกเป็นใคร เที่ยวมายุ่งเรื่องของตำรวจ “ จ่ายอดมองเอาเรื่อง ปรานต์ยิ้มเย็น “ หากสารวัตรวิชัยทราบว่าจ่ายอดเที่ยวมาฉุดลูกสาวชาวบ้านกลางถนนแบบนี้ จ่าคงมาทำตัวกร่างแถวนี้ไม่ได้แน่ “ “ แกพูดขู่ตำรวจรึ ! “ จ่ายอดยังไม่เชื่อถือชายแปลกหน้านี้นัก “ จ่าอยากลองดีกับผมก็ได้ “ ปรานต์ยื่นโทรศัพท์มือถือไปเบื้องหน้า “ วันนี้สารวัตรวิชัยอยู่เวรที่สถานี จ่าโทร.ไปถามเขาสิว่า รู้จักนายปรานต์ อัครชัย ไหม ? “ จ่ายอดสะอึกกับแววตาและท่าทางมั่นใจของชายหนุ่ม คำพูดของอีกฝ่ายเป็นความจริงทุกประการ หากเขาคนนั้นไม่ใช่เพื่อนสนิทคงไม่รู้ว่าสารวัตรใหญ่เข้าเวรวันนี้จริงๆ บางทีคงต้องถอยหลบมาก่อนจะดีกว่า ตำรวจร่างยักษ์คิดไตร่ตรอง “ หนี้ระหว่างเรายังไม่หมดนะ “ จ่ายอดหันมาพูดกับบิดาของอุษา ปรานต์เข้ามายืนขวางตำรวจคนนั้นไว้ พลางเอ่ยว่า “ ผมไม่คิดว่าคุณจะมายุ่งกับเด็กสาวคนนี้อีกนะ จ่ายอด “ “ หากหมอนั่นยังยืนยันจะส่งลูกสาวมาใช้หนี้อีก ก็ไม่ใช่ความผิดของฉัน “ จ่ายอดบอกเสียงเข้ม นัยน์ตาดุ “คุณควรรู้ขอบเขตของตัวเองเหมือนกันนะ “ จ่ายอดชำเลืองมองบิดาของอุษา ก่อนจะเดินจากไปอย่างหัวเสีย ทุกคนรู้สึกโล่งใจที่ เหตุการณ์จบลงแบบนั้น “ ขอบคุณมากที่ช่วยคลี่คลายเรื่องนี้ค่ะ “ มันตรินีกล่าวกับชายหนุ่มซึ่งยืนมองอยู่ “ จากใจจริง หรือตามมารยาทล่ะครับ “ เขาถามล้อในที หญิงสาวเผลอค้อนขวับใส่อีกฝ่าย “ พูดดีด้วยไม่ได้เชียว “ ปรานต์ยิ้มกว้าง นัยน์ตาพราวระยับ “ โชคดีที่ผมมีเพื่อนเป็นเจ้านายของหมอนั่นหรอก ม่ายงั้น…….. “ “ กลับบ้าน อุษา “ บิดาของเด็กสาวกระชากเสียงใส่อุษาซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ อุษามองอาจารย์สาว พลางกล่าวอ้อนวอนว่า “ หนูไม่อยากกลับ อาจารย์พาหนูไปด้วยนะคะ “ “ แต่….. “ มันตรินีมีท่าทางลังเล ขณะที่ชายหนุ่มยืนมองอยู่เงียบๆ “ หนูกลับบ้าน ก็ต้องถูกขายให้คนอื่น เพราะเราไม่มีเงินจ่ายหนี้ “ อุษาบอกเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ “ หนูอยากเรียนหนังสือ อยากมีอนาคตที่ดี ไม่ใช่ไปจบชีวิตในซ่อง “ “ ไอ้ลูกเวร ! “ บิดาตบศีรษะของลูกสาวเต็มแรง ใบหน้าแดงก่ำ “ แกดูถูกพ่อรึ ! “ “ หนูพูดความจริง ! “ อุษาตะโกนอย่างเหลืออด เลือดไหลซึมจากมุมปาก มันตรินีกับศัลย์มองตะลึงกับภาพเมื่อครู่นี้ ไม่นึกเลยว่าผู้เป็นบิดาจะทำกับลูกสาวได้เพียงนี้ นี่แหละคือผลพวงจากการพนันที่ฝังอยู่ในสายเลือดของเขา อุษาทรุดเข่าอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว “ ช่วยหนูด้วยค่ะ อาจารย์ “ มันตรินีนิ่งคิดหนัก ลำพังกำลังของหล่อนคงไม่อาจรับภาระเด็กสาวไว้อีกคนแน่ เพราะขณะนี้หล่อนทุ่มเทเงินทุนเพื่อช่วยเหลือศัลย์ไปหมดแล้ว หากจะขอพึ่งนางนวลพรรณผู้เป็นยาย ก็นึกละอายใจที่จะรบกวนเรื่องนี้ หล่อนควรทำอย่างไรดีนะ……… “ ผมจะจ้างเด็กคนนี้ทำงานที่บ้าน “ ปรานต์เอ่ยขึ้น สีหน้าจริงจัง “ หมายความว่า.…….. “ มันตรินีมองอย่างไม่เข้าใจนัก ปรานต์ก้าวมายืนเคียงข้างหญิงสาว พลางกล่าวกับบิดาของอุษาว่า “ ผมจะจ่ายเงินเท่ากับหนี้สินที่คุณมีอยู่ จากนั้นก็หักจากค่าจ้างของอุษาทีหลัง ต่อไปเงินค่าจ้างอุษาจะจัดการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเธอคนเดียว ไม่เกี่ยวกับคุณ แบบนี้ยุติธรรมไหม อีกทั้งเป็นการที่อุษาทดแทนบุญคุณไปด้วย “ มันตรินียิ้มออกทันทีเมื่อเข้าใจความตั้งใจของชายหนุ่มที่แก้ไขต้นตอของปัญหาอย่างแยบคาย “ นี่เป็นโอกาสเดียวนะ “ ปรานต์พูดกล่อมบิดาของอุษาอย่างใจเย็น “ ผมจ่ายเป็นเงินสดทันที “ “ เงินสดรึ ! “ ดวงตาของบิดาเด็กสาวสว่างวาบอย่างมีความหวัง “ ใช่ ! “ “ ตกลงครับ “ บิดาของอุษาตอบรับ ท่าทางอ่อนลง ปรานต์รับรู้ตัวเลข จึงเดินไปหยิบเงินสดจากภายในรถ แล้วส่งให้อีกฝ่ายนับทันที “ ต่อไปห้ามมายุ่งกับเด็กคนนี้อีก เพราะเธอเป็นลูกจ้างของผม หากไม่เชื่อฟังกัน ผมก็มีวิธีจัดการกับคุณเหมือนกับที่เล่นงานจ่ายอดนั่นแหละ “ “ รับรองได้ครับ “ อุษามองสิ้นหวังเมื่อบิดารับเงินสดจากปรานต์ แล้วเดินหายกลับเข้าไปในชุมชนโดยไม่สนใจลูกสาวอีกเลย มันตรินีสะกิดให้ชายหนุ่มเดินห่างออกมา แล้วถามว่า “ คุณจ้างเด็กนั่นไปทำงานอะไร ? “ “ ผมไม่กล้าทำร้ายเด็กของคุณหรอกน่า “ มันตรินีทำหน้าขึงขัง “ ต้องไม่ใช่งานผิดกฎหมายนะ เพราะอุษายังมีอนาคตอีกไกล “ “ ผมไม่มีแต่งานผิดกฎหมายสักหน่อย “ เขาพูดเถียงบ้าง ท่าทางไม่จริงจังนัก หญิงสาวทำท่าจะซักถามอีก ปรานต์ยื่นนามบัตรใบเล็กให้ พลางกล่าวว่า “ อยากรู้ว่าลูกศิษย์ทำงานอะไร ก็ไปดูด้วยตาสิครับ คุณตรี “ มันตรินีรับนามบัตรใบนั้นมาอ่าน น้ำเสียงห้วนขึ้นยามพูดว่า “ ทำไมฉันต้องไปบ้านของคุณด้วย ? “ “ อยากรู้ ก็ต้องไปที่นั่น “ เขาย้ำเสียงจริงจัง พลางกวักมือเรียกอุษา “ ขึ้นรถเถอะ อุษา “ เด็กสาวก้มหน้าเดินตามชายหนุ่มไปโดยดี ขณะที่ศัลย์มองด้วยความไม่สบายใจนัก “ เขาเป็นคนเชื่อถือได้หรือครับ อาจารย์ “ อาจารย์สาวร่างเล็กตอบหนักแน่นว่า “ อุษาอยู่กับคนๆนั้นย่อมดีกว่าพ่อของเธอ ฉันไว้วางใจเขามาก “ “ เมื่ออาจารย์รับรองแบบนี้ ผมก็โล่งใจ “ “ กลับบ้านเถอะ แล้วเจอกันที่โรงเรียนล่ะ “ มันตรินีบอก พลางโบกมืออำลาเด็กหนุ่ม แล้วเดินไปขึ้นรถของปรานต์
หลังอาบน้ำชำระร่างกายจนรู้สึกสดชื่นมากขึ้น มันตรินีเดินมาหยุดยืนที่หน้าห้องของนางนวลพรรณ ธมนันท์ ผู้เป็นยาย แสงสว่างในห้องทำให้หล่อนรู้ว่าเจ้าของห้องยังไม่หลับ จึงได้เคาะประตูเบาๆ “ เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ล็อค “ เมื่อเจ้าของห้องเอ่ยอนุญาต หญิงสาวจึงเปิดประตูเข้าไป นางนวลพรรณกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงนอน พลางขยับแว่นตาเล็กน้อยเมื่อเห็นมันตรินีเดินยิ้มเข้ามาใกล้ “ มีอะไรรึ ตรี “ ผู้เป็นหลานสาวทรุดนั่งบนเตียง รอยยิ้มประจบยามกล่าวว่า “ ตรีมีเรื่องจะปรึกษากับยาย และขอความช่วยเหลือด้วยค่ะ “ “ ขอความช่วยเหลือรึ ! “ มันตรินีพยักหน้ายืนยัน แล้วพูดเสียงจริงจังว่า “ พรุ่งนี้จะมีการประชุมผู้บริหารโรงเรียน ตรีอยากให้ยายช่วยสนับสนุนโครงการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเงินในการศึกษาค่ะ “ นางนวลพรรณปิดหนังสือ แววตาสนใจ พลางบอกว่า “ เล่าให้ละเอียดหน่อยสิ ตรี “ “ ได้ค่ะ “ หล่อนยิ้มกว้าง เมื่อผู้เป็นยายแสดงท่าทางสนใจโครงการของหล่อน ดังนั้นหล่อนจึงถ่ายทอดความคิดให้ผู้เป็นยายทั้งหมด ทั้งสองนั่งสนทนากันเกือบเที่ยงคืน ผู้เป็นหลานสาวจึงกลับออกไป เพื่อให้นางนวลพรรณได้พักผ่อนบ้าง
ตอนใกล้เที่ยง ศัลย์ออกมายืนคอยใต้ร่มไม้ใหญ่หลังโรงเรียนตามที่นัดหมายกับอาจารย์มันตรินี สักพักเขาเห็นหนุ่มใหญ่วัยสามสิบห้าปีซึ่งมีร่างสันทัด ผิวคล้ำ เดินลากขาซ้ายตรงมายังเด็กหนุ่ม พร้อมกับปิ่นโตใหญ่ในมือ “ อาจารย์สังสิต ! “ “ ฉันคงไม่มาช้าไปนะ “ สังสิตกล่าวยิ้มๆ พลางส่งปิ่นโตให้เด็กหนุ่ม ทั้งสองทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ซึ่งตั้งอยู่ใต้ร่มไม้นั้น สังสิตมองศิษย์หนุ่มตักอาหารใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย “ อาจารย์ตรีไม่ว่าง จึงให้ฉันเอาปิ่นโตมาให้ “ ศัลย์มีสีหน้าสลดเล็กน้อย “ ผมทำให้อาจารย์ตรีเดือดร้อนจริงๆ “ “ แค่สั่งทำอาหารเพิ่มเล็กน้อย แล้วแบกมาให้เธอ คุณตรีไม่คิดว่าเป็นการลำบากหรอก “ สังสิตตอบเสียงเนือย “ อย่าคิดมากสิ ศัลย์ “ “ แต่……. “ “ คุณตรีคิดถึงอนาคตของเธอมากที่สุด อย่าทำให้ผิดหวังก็พอแล้ว “ “ ผมจะตั้งใจเรียนครับ “ สังสิตยิ้มนิดๆ พลางล้วงซองสีขาวออกจากกระเป๋า แล้วส่งให้เด็กหนุ่ม “ เงินห้าพันบาทนี้คุณตรีบอกให้เธอใช้ซื้ออาหารเย็นและของใช้ส่วนตัวตลอดเดือนนี้ หากไม่พอใช้ก็บอกได้เลย “ “ ผมไม่กล้ารับหรอกครับ “ “ คุณตรีจะเสียใจ ถ้าเธอไม่ยอมรับนะ “ “ แต่…… “ สังสิตบอกเสียงจริงจังว่า “ เธอจะมีสมาธิในการเรียนที่ดี ต้องไม่กังวลเรื่องฐานะการเงิน คุณตรีจึงช่วยแก้ปัญหาให้ ขอให้เธอร่วมมือด้วย จะดีที่สุดนะ ศัลย์ “ “ ผม…… “ ศัลย์รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งกับความปรารถนาดีของอาจารย์สาวที่เขานับถือ สังสิตตบบ่าของเด็กหนุ่มเป็นการให้กำลังใจ “ ช่วงชีวิตนี้ของเธออาจลำบากอยู่บ้าง แต่ถ้าเธอกับคุณตรีช่วยกันแก้ไข มันจะผ่านพ้นไปได้แน่ เชื่อได้เลย “ “ ครับ ! “ เด็กหนุ่มรับคำ แววตามุ่งมั่นเต็มเปี่ยม “ ตึกเรียน 2 กำลังต้องการแม่บ้านคนใหม่ “ สังสิตบอกเสียงเรียบ “ พรุ่งนี้เธอพาแม่มาสมัครทำงานได้เลย ต่อไปไม่ต้องไปขนขยะอีกแล้ว “ สีหน้าของศัลย์ดีขึ้นทันใด เพราะหน้าที่แม่บ้านของตึกเรียนเพียงดูแลและทำความสะอาดห้องเรียนทั้งหมดในตึกนั้น เทียบกับการขนขยะที่นางมาลีทำอยู่ในปัจจุบัน นับได้ว่าเบามากทีเดียว “ เป็นความคิดของอาจารย์ตรีหรือครับ ? “ สังสิตพยักหน้ายอมรับ ดวงตาเป็นประกายวับ “ เธอนับว่าโชคดีนะที่มีอาจารย์ซึ่งเอาใจใส่ครอบครัวของลูกศิษย์มากขนาดนี้ สงสัยจะหายากในยุคนี้นะ “ ศัลย์ยอมรับด้วยใจจริง “ ผมต้องไปกราบขอบคุณอาจารย์อีกครั้ง “ สังสิตไม่ตอบอย่างใด พลางหยิบปิ่นโตมาถือไว้ “ เตรียมเข้าเรียนได้แล้ว “ ศัลย์มองตามร่างของอาจารย์สังสิตซึ่งรับผิดชอบฝ่ายปกครองด้วยความซาบซึ้งใจกับคำพูดเตือนสติของเขา
ภายในห้องประชุมเล็กของโรงเรียนธีระวิทยากำลังมีบรรยากาศเคร่งเครียดเมื่อนางนวลพรรณ ธมนันท์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารพูดเสนอตั้งโครงการช่วยเหลือทุนการศึกษาและอาหารกลางวันแก่เด็กยากจนกับเด็กซึ่งพ่อแม่ต้องตกงานเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี กรรมการหลายคนไม่เห็นด้วยเพราะเกรงจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย อีกทั้งทำให้กำไรที่เคยได้รับมีอัตราลดลงด้วย นางกิ่งแก้วซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ก็มีความเห็นคัดค้านเช่นเดียวกัน ประธานผู้สูงวัยปล่อยให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ โดยนั่งฟังด้วยใบหน้าสงบเรียบ “ ฉันได้ฟังความเห็นของทุกคน และเข้าใจสถานการณ์ของโรงเรียนดี “ ในที่สุดนางนวลพรรณก็เอ่ยขึ้น เมื่อไม่มีกรรมการคนใดพูดอีกแล้ว “ ทุกคนคงทราบดีว่าเราสร้างโรงเรียนนี้เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนของเรา โดยไม่เห็นแก่เงินทองเป็นหลัก…… “ นางนวลพรรณพูดเสียงเนิบนาบ กรรมการบริหารต่างมองประธานสูงวัยเขม็ง หญิงวัยหกสิบปีกล่าวต่อไปว่า “ เวลานี้เศรษฐกิจตกต่ำผู้ปกครองของเด็กหลายคนต่างตกงาน ซึ่งจะส่งผลให้เด็กอาจถูกนำออกจากโรงเรียนของเรา มันไม่เป็นผลดีต่อพวกเราและตัวเด็กเลย “ “ ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ก็ต้องย้ายออกเป็นเรื่องธรรมดานะครับ “ กรรมการบริหารคนหนึ่งพูดอย่างไม่ใส่ใจ นางนวลพรรณยิ้มเรียบ “ โรงเรียนจะอยู่ได้ต้องมีนักเรียน ดังนั้นเราต้องช่วยแก้ไขปัญหาไม่ให้ลุกลามเกินไป “ “ เราไม่อาจช่วยพวกเขาได้หรอกค่ะ “ นางกิ่งแก้วบอกเสียงขรึม กรรมการสูงวัยคนหนึ่งเอ่ยบ้างว่า “ พวกคุณเคยคิดบ้างไหมว่า โรงเรียนของเรามีชื่อเสียงและค่าเล่าเรียนก็จัดว่าแพงพอควร พ่อแม่ที่มีปัญหาทางการเงินต้องย้ายโรงเรียนให้ลูก ขณะเดียวกันเด็กใหม่ก็ยังไม่กล้ามาเรียนเช่นกัน ทีนี้ปัญหาหนักจะเกิดกับโรงเรียนทันที ดังนั้นเราจึงควรรักษาเด็กที่มีอยู่ไว้กับเราให้นานที่สุด นั่นคือวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง “ “ แต่…….. “ กรรมการอีกคนพยายามท้วงติง ข้อสนับสนุนของผู้บริหารคนดังกล่าว นางนวลพรรณกล่าวขัดขึ้นทันทีว่า “ โครงการที่ฉันเสนออาจเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและลดกำไร แต่มันไม่ขัดกับอุดมการณ์ของโรงเรียนและตัวฉัน “ กรรมการทุกคนนิ่งฟัง สีหน้าไม่สบายใจนัก ขณะที่นางนวลพรรณบอกเสียงจริงจังว่า “ เมื่อทุกคนไม่เห็นด้วย ฉันก็ไม่ฝืนใจ “ นางกิ่งแก้วถอนใจโล่งอกได้ไม่นาน ประธานกรรมการกล่าวต่อไปว่า “ ฉันไม่อยากเห็นภาพพจน์ของโรงเรียนเสียไป ดังนั้นฉันจะตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยประเดิมเงินทุนเริ่มแรกห้าแสนบาท แล้วฉันจะไปขอความร่วมมือจากเพื่อนเพื่อให้เงินกองทุนมีมากขึ้น จะไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของโรงเรียนแม้แต่บาทเดียว “ กรรมการหลายคนมีสีหน้าไม่ดีนัก หลังจากฟังคำพูดของประธานสูงวัยคนนี้ รวมทั้งนางกิ่งแก้วซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่และลูกสะใภ้ของนางนวลพรรณ “ ฉันจะจัดทำเป็นคูปองอาหารกลางวันให้กับเด็กที่ขอทุน รวมทั้งช่วยออกค่าเรียนโดย ร.ร.อาจลดค่าเล่าเรียนให้ โดยพิจารณาเป็นรายบุคคล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากอาจารย์ทุกคน คุณกิ่งมีปัญหาไหม ? “ “ ไม่ค่ะ “ นางกิ่งแก้วตอบเสียงแผ่ว นางนวลพรรณมีสีหน้าพึงใจบ้าง “ กองทุนนี้จะอยู่ในความดูแลของมันตรินีกับสังสิต ฉันหวังว่าอาจารย์ใหญ่คงยอมเป็นที่ปรึกษาให้พวกเขานะ “ “ ได้ค่ะ “ “ เลิกประชุมได้ ! “ ประธานสูงวัยกล่าวเสียงเข้ม พลางลุกเดินออกไปจากห้องประชุมทันใด ทุกคนถอนใจเฮือกใหญ่ ต่างนั่งปรึกษากันอีกพักใหญ่ ขณะที่นางกิ่งแก้วรีบเดินไปยังห้องทำงานของประธานกรรมการบริหารโรงเรียนด้วยความร้อนใจ ******************* โปรดติดตามตอน 6.2 ********************* สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 8/1/2009 มุมไม่น่ามองของหาดป่าตองหาดป่าตองชวนไม่สุข
เขียนโดย แก้วมณี
ช่วงที่มีการประชุมรมต.ต่างประเทศอาเชียนซึ่งจัดขึ้นที่เกาะภูเก็ตพร้อมกับใช้กฎหมายความมั่นคงในสถานที่โดยรอบ อีกทั้งนำกองทหารและตำรวจดูแลความปลอดภัยของงานประชุมด้วยงบประมาณหลายร้อยล้านบาทเพื่อทำให้เกาะแห่งนี้เงียบสงบเหมาะในการประชุมและอวดตนว่าทำงานนี้สำเร็จเสียที หลังจากเคยล้มเหลวน่าอับอายมาแล้วเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ต้องชิงหนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากที่ประชุมก่อนแขกผู้มีเกียรติอื่นจนกระทั่งนายกฯเขมรพูดเปรยปนยิ้มว่า เขาต้องกลับบ้าน แต่ไม่รู้จะกล่าวอำลาเจ้าบ้านไทยที่ไหนเพราะจากไปก่อนแล้ว แม้สถานที่ประชุมจะอยู่แถวกลางเมืองภูเก็ต ส่วนนอกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความกลัวกฎหมายความมั่นคงที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่ทหารคล้ายกฎอัยการศึกไปด้วย แค่เปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดูหรูเท่านั้น จึงทำให้นักเที่ยวไทยและต่างชาติลดน้อยลงอีก ทั้งที่เดือนกรกฎาคมเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของไทยอยู่แล้ว เมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวชายทะเลยอดฮิตของภูเก็ตจึงเห็นแง่มุมในฐานะนักท่องเที่ยวซึ่งน่าอึดอัดใจมาก เชื่อว่านักท่องเที่ยวหลายคนคงรู้สึกเช่นเดียวกัน หาดป่าตอง ถือเป็นหาดที่สวยงามตามธรรมชาติและยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ อันถือเป็นภูมิทัศน์โดดเด่นใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมาก สิ่งที่ดูขัดตาอย่างแรก คือ การรบกวนนักท่องเที่ยวด้วยการเสนอบริการหรือขายสินค้าระหว่างทางเดินริมหาดหรือบริเวณชายหาด อาทิเช่น เล่นร่ม เช่าเก้าอี้ชายหาด เรียกแขกเข้าร้าน เป็นต้น ระหว่างเดินชมวิวทิวทัศน์ชายหาดแสนสวยจะมีคนเข้ามาเกาะแกะ สะกิดแขน พูดชักชวน ให้ซื้อบริการเล่นสนุกกับน้ำทะเลสารพัดแบบ เสนอขายสินค้า ตลอดเส้นทางเดิน สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ ไม่มีเก้าอี้สาธารณะให้ทุกคนนั่งพักผ่อนฟรีเลย ทั้งที่มันควรเป็นการแสดงน้ำใจของคนไทย ทุกตารางนิ้วในเขตป่าตองคิดเป็นเงินตราทั้งสิ้น ขณะที่หาดพัทยาหรือบางแสนยังมีโซนสาธารณะให้นั่งเล่นกันได้สบายๆถ้าไม่อยากเสียเงินค่าเช่าเก้าอี้ อีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ บรรดาร้านขายสินค้าของกิน ของใช้ หรือ ของที่ระลึก แถวชายหาด ล้วนไม่ใช่ของคนไทย ส่วนใหญ่ผู้ขายจะเป็นแขกอินเดียและชาติอื่นที่พูดอังกฤษได้ดี ร้านคนไทยแท้มีน้อยอย่างมาก แต่มีข้อแตกต่างที่น่าจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวมาก คือ การสร้างความรำคาญแก่นักท่องเที่ยว เมื่อเจ้าของร้านหรือลูกน้องฉุดดึงแขนนักท่องเที่ยวเพื่อให้เข้าร้าน พูดจาชักชวนจนน่ารำคาญ สายตาที่มองนักท่องเที่ยวดูกร้าวร้าวมากกว่าเป็นมิตร ขณะที่ร้านคนไทยซึ่งมีน้อยจะมีมารยาทดีมากกว่าของต่างชาติด้วยยังมีความเกรงใจกันบ้าง ไม่ฉุดรั้งนักท่องเที่ยวเกินเหตุ การกระทำเช่นนี้ต่อนักท่องเที่ยวถือเป็นการสร้างความรำคาญและน่ารังเกียจแก่ผู้มาเยือนถิ่นป่าตองอย่างมาก ราคาสินค้าในเกาะภูเก็ตแพงเพราะค่าสินค้าอยู่บนพื้นฐานเงินดอลลาร์ มิใช่เงินบาท ทำให้สินค้าหลายอย่างหรืออาหารการกินเมื่อเทียบกับราคากรุงเทพฯแล้ว พบว่า ราคาที่ภูเก็ตแพงกว่าโดยเทียบกับคุณภาพและขนาดของสินค้าชนิดเดียวกันในกรุงเทพฯ จึงขอให้คนกรุงเทพฯปลื้มใจได้ว่า สินค้าที่กินหรือใช้วันนี้ราคาแพงน้อยกว่าในสถานที่ท่องเที่ยวของไทยอย่างแน่นอน มันเป็นความคาดไม่ถึงของคนไทยที่คิดว่า น่าจะพบสินค้าหรืออาหารเยี่ยมในถิ่นป่าตองใกล้ทะเล แต่ปลา กุ้ง ปู กลับมีตัวเล็กกว่าซื้อในกรุงเทพฯเสียอีก ส่วนกุ้งล็อบสเตอร์ก็แพงเป็นพันบาทขึ้นไปซึ่งคนไทยแทบไม่แตะต้องกัน เวลาไปรับประทานในห้องอาหารชั้นดีของภูเก็ตหรือป่าตอง ขนาดกุ้งหรือปลายังเล็กกว่าในกรุงเทพฯเสียอีก แต่ราคาแพงกว่ามากเมื่อเทียบขนาดเดียวกัน หากคิดในทางที่ดีก็คือ มันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ต้องการดูดเงินของนักเที่ยว เป็นเมืองการค้าขายอย่างเดียว โดยมีสถานที่ ทิวทัศน์เป็นสินค้า จึงไม่แปลกที่จะมีราคาสูงกว่าปกติ นักเที่ยวไทยจึงต้องทำใจไว้ว่า ต้องจ่ายเพิ่มเมื่อไปเที่ยวภูเก็ตหรือหาดป่าตอง บางคนออกปากว่า ค่าใช้จ่ายในภูเก็ตแพงกว่าไปเที่ยวสิงคโปร์หรือฮ่องกงเสียอีก การท่องเที่ยวในไทยถือเป็นความหวังในการประคองประเทศให้รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำเหมือนเช่นที่ประเทศจีนก็ใช้กลยุทธ์นี้เช่นกัน ภูเก็ตมีหาดป่าตองเป็นแม่เหล็กดึงดูด ไม่ควรตั้งใจตีหัวนักเที่ยวครั้งเดียว แล้วล่อหลอกคนอื่นมาเป็นเหยื่ออีก น่าจะอยากให้เขากลับมาเที่ยวต่อเนื่องและช่วยบอกต่อไปถึงความงดงามและค่าครองชีพที่ไม่แพงเกินเหตุ จึงควรเน้นจัดระเบียบการค้าขายริมหาด ขอให้มีมารยาทอันดีงามต่อนักท่องเที่ยวตามแบบฉบับคนไทย ค่าครองชีพไม่ควรสูงเกินไปเมื่อเทียบกับของคนไทยทั่วไปอันส่งผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวว่า คนไทยมีความเป็นธรรมและจริงใจ สินค้าต้องมีคุณภาพและราคาเหมาะสมเป็นธรรมต่อนักท่องเที่ยวอย่างเสมอภาค การดูแลความปลอดภัยต้องดีกว่านี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนกันไว้คือ ภูเก็ตหาแท็กซี่ของแท้ยาก ส่วนใหญ่จะใช้รถส่วนตัวแล้วแขวนป้ายว่า แท็กซี่ นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหลงคิดว่าเป็นของจริง เขาจักถูกหลอกไปทำมิดีมิร้ายหรือโกงเงินเกินเหตุ อันเป็นการทำลายภาพการท่องเที่ยวในภูเก็ตได้ จึงควรควบคุมเรื่องแท็กซี่ให้เข้มงวดเหมือนที่ทำในกรุงเทพฯเพื่อตรวจสอบได้ง่าย คุณภาพอาหารต้องปลอดภัย ราคาเป็นธรรมสมคุณภาพ การท่องเที่ยวในภูเก็ตควรเอาใจใส่แก้ไขปัญหาให้มาก มิฉะนั้น หาดป่าตองอาจต้องพบความเงียบสงัดเหมือนหาดบางแสนในไม่ช้าเพราะความน่ารำคาญที่ร้านค้าหรือคนขายทำต่อนักท่องเที่ยวอย่างไร้ระเบียบและไม่มีความเกรงใจกัน สิ่งสำคัญที่สุด คือ รายได้ท่องเที่ยวจากหาดป่าตองควรเป็นของคนไทย เหตุไฉนจึงมีพ่อค้าแม่ค้าต่างชาติทำมาค้าขายกันแทบทุกร้านริมชายหาดซึ่งถือเป็นทำเลชั้นยอด หน่วยราชการควรเข้าไปตรวจสอบสถานภาพของพวกเขาเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมให้ชาวบ้านได้รับเต็มที่ มิใช่ข้าราชการบางคนรับเงินใต้โต๊ะไว้ปิดบังผลประโยชน์ที่หายไปจากมือคนไทยนี้ หาดป่าตองจะเป็นป่าช้าในวันหน้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำงานจริงจัง รักป่าตอง รักภูเก็ต ทำเพื่อชาวภูเก็ต จงขจัดความน่ารำคาญและเหลือบไรที่เกาะกินหาดป่าตองและภูเก็ตโดยเร็ว มันจะกลับมาเป็นหาดสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทันเวลา การบริหารจัดการ จัดระเบียบ การใช้ประโยชน์หรือทำมาค้าขาย ที่ชายหาดพัทยาและบางแสน ล้วนเคยเกิดปัญหาสร้างความรำคาญ ความเอารัดเอาเปรียบ นักท่องเที่ยวมาแล้ว ต่อมามีการทำงานเข้มแข็ง ขจัดปัดเป่าปัญหาและจัดเข้าระเบียบให้ตรวจสอบได้ง่าย ดูแลใกล้ชิด ทำให้หาดพัทยาและบางแสน กลับมาน่าเที่ยวอีกครั้ง โดยเฉพาะความสะอาดของชายหาดมีการดูแลใกล้ชิดอย่างมาก การบริหารหาดป่าตองที่กำลังเดินรอยตามหาดพัทยาและบางแสนในอดีต ควรนำบทเรียนเก่าของสองหาดมาแก้ไขเพื่อมิให้ต้องเจอปัญหาซ้ำอีก น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากและแก้ไขก่อนเกิดปัญหานั้น จะช่วยชุบชีวิตหาดป่าตองให้เป็นสวรรค์แท้จริงของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ การถูกนักท่องเที่ยวปล่อยร้างเพราะเข็ดขยาด แก้ไขยากกว่าเริ่มต้นแก้ไขวันนี้ ความน่ารำคาญที่อยู่รอบกายนักท่องเที่ยวซึ่งตั้งใจมาใช้เวลาพักผ่อนที่หาดสวรรค์แห่งนี้ กลับเจอคนขายตื๊อขายของตลอดสองข้างทาง แม้แต่เดินเลาะทรายไปตามชายหาดก็ยังมีคนเสนอขายบริการเล่นร่มชูชีพในทะเล ตกกลางคืนเดินชมบรรยากาศร้านค้าก็เจอคนเชียร์แขกเข้ามาฉุดดึงให้เข้าร้านอย่างไม่เกรงใจกันหรือให้เกียรติกัน เชื่อว่า วิญญูชนย่อมอยากพักผ่อนอย่างเป็นสุขในสถานที่ท่องเที่ยว มิใช่รำคาญจนทุกข์ใจเมื่ออยู่ในสถานที่ซึ่งควรให้ความสุข นักท่องเที่ยวหลายคนอยากให้หาดป่าตองของคนไทยสร้างความสุขแก่นักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ มิใช่ให้ตราประทับน่ารังเกียจติดหัวใจของพวกเขากลับบ้าน อันที่จริงคนไทยทุกจังหวัดล้วนมีสิ่งเดียวกัน คือ รอยยิ้ม ความเกรงใจ และให้เกียรติแขกบ้านอย่างเท่าเทียมกัน มันเป็นเสน่ห์ของคนไทย ขณะที่การท่องเที่ยวในหาดป่าตองส่วนใหญ่อยู่ในวิถีการทำงานของชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นอินเดียหรือชาติอื่นๆซึ่งขาดรอยยิ้มและการให้เกียรติแก่แขกบ้านเยี่ยงคนไทย สิ่งที่เห็นในป่าตองวันนี้ จึงมิใช่วัฒนธรรมประจำกายของคนไทยเลย ถ้าหาดป่าตองจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นยอด ก็ควรเป็นสื่อถ่ายทอดจิตใจและมารยาทงดงามของคนไทยไปพร้อมกันด้วย น่าจะเป็นเรื่องที่การท่องเที่ยวของไทยควรเอาใจใส่ให้มากกว่านี้ ลองไปดูสถานที่เที่ยวในเกาหลีก็จะไม่เห็นคนต่างชาติมาขายของที่ระลึกหรือสินค้าหรือบริการแก่นักท่องเที่ยวเลย เขาต้องการให้รายได้ตกแก่ชาวเกาหลีอย่างทั่วถึงและทุกเม็ดเงินด้วย อันแตกต่างจากหาดป่าตองที่รายได้จากการทำมาค้าขายกับนักท่องเที่ยวเป็นของชาวต่างชาติ ส่วนชาวบ้านได้รับแค่เศษเงินเท่านั้น รัฐบาลไทยและชาวภูเก็ตน่าจะรักษาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากกว่านี้ มิใช่นั่งเก็บค่าเช่าเล็กน้อย แล้วปล่อยให้คนต่างชาติเก็บคว้าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากภูมิทัศน์เยี่ยงสวรรค์ของหาดป่าตองไปฝ่ายเดียว ดังคำโบราณที่ว่า ไม่มีเงินไหลมาหาเราง่ายๆ ถ้าไม่รู้จักไขว่คว้ามันไว้ คนภูเก็ตหรือคนป่าตองควรตื่นขึ้นมองค้นหาเม็ดเงินด้วยการลงแรงด้วยตัวเองเหมือนเช่นที่คนต่างชาติข้ามน้ำข้ามทะเลมาเช่าทำเลค้าขายของคนป่าตอง ถ้าไม่ใช่เม็ดงินมหาศาลจากกระเป๋านักท่องเที่ยว พวกเขาคงไม่ยอมลำบากมาทำค้าขายที่นี่แน่ แสดงว่า มันต้องคุ้มค่าที่จะยอมลำบากเช่นนี้ เมื่อเจ้าของที่ดินเป็นคนไทย เหตุไฉนจึงไม่เก็บเม็ดเงินเหล่านั้นไว้เสียเอง แทนที่จะได้ค่าเช่าเล็กน้อยพอกินไปแต่ละเดือน การทำมาค้าขายสร้างฐานะรวยได้ แต่นั่งเฉยเก็บค่าเช่าก็มีชีวิตอยู่ไปวันๆเท่านั้น
**************************** 7/29/2009 ข้อน่ารู้ของการถวายฎีกาถาม ประชาชนหรือนักการเมืองยื่นถวายฎีกาต่อกษัตริย์ได้หรือไม่ ? ตอบ รัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า หลักถวายฎีกาต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือจารีตประเพณี หากกฎหมายไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้หรือไม่ได้กล่าวถึง ก็ต้องพิจารณาจารีตประเพณีโบราณว่าเคยมีการทำได้หรือไม่ ถ้าไม่มีกฎหมายบอกไว้ และจารีตประเพณีกระทำกันได้ การถวายฎีกาจึงทำได้ ส่วนผู้ยื่นฎีกาต่อกษัตริย์ไทยนั้น ต้องเป็นประชาชนสัญชาติไทย นักการเมืองถือเป็นประชาชนสัญชาติไทยเช่นเดียวกัน ถาม การถวายฎีกามีหลักการขออะไรได้บ้าง ? ตอบ ตามจารีตประเพณีโบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันกษัตริย์ไทยทรงรับฎีกาจากประชาชนสืบทอดกันมาทั้งแบบวาจาหรือลายลักษณ์อักษร มักเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนทุกข์ยากสารพัดเรื่องที่ประชาชนเชื่อว่า กษัตริย์จักช่วยคลี่คลายปัญหาของพวกเขาได้ ความไม่เป็นธรรมของข้าราชการจากคำตัดสินของผู้บริหาร ส่วนการขออภัยโทษก็เป็นเหตุหนึ่งที่กำหนดไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งยอมให้นักโทษยื่นถวายฎีกาขอลดหย่อนผ่อนโทษได้ ทั้งนี้นักโทษนั้นต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ส่วนกรณีความผิดในกฎหมายอื่นจะเป็นการฎีกาตามจารีตประเพณี ทุกฎีกาทั้งตามกฎหมายหรือจารีตประเพณีล้วนขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยเท่านั้น ถาม ฎีกาเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเคยมีมาก่อนหรือไม่ ? ตอบ ประมาณปีพ.ศ. 2549 นักการเมือง นักวิชาการสูงวัย และราชนิกูลสูงอายุบางส่วนยื่นฎีกาให้ปลดอดีตนายกฯคนหนึ่งและแต่งตั้งนายกฯคนใหม่โดยให้กษัตริย์ใช้อำนาจในมาตรา 7 ของ รธน.ปีพ.ศ.2540 ด้วยเหตุไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ต่อมามีพระราชวินิจฉัยว่า ข้อเสนอในฎีกาฉบับนั้นเป็นการทำมั่ว ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่จะปลดนายกฯซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยไม่กระทำตามกติกาในรัฐธรรมนูญ ฎีกานั้นก็ตกไปและคนกลุ่มนั้นไม่กล้าแย้งหรือยันยันความเห็นของตนอีก จึงหันไปใช้วิธีการนอกระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกเขา อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ การฎีกาขอความเป็นธรรมของข้าราชการระดับสูง ก็เคยมีการยื่นมาแล้ว ประชาชนชาวแฟลตดินแดงยื่นฎีกาขอพระเมตตามิให้มีการทุบอาคารและเลือกใช้วิธีอื่นแก้ไขเพื่อลดความเดือดร้อนของชาวบ้าน ก็ทำมาแล้ว ทั้งสามฎีกานี้เป็นการยื่นโดยอาศัยจารีตประเพณีโบราณ เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบหรือหลักการเฉพาะไว้ ประชาชนจึงมีสิทธิยื่นถวายฎีกาเพื่อบอกเล่าความทุกข์เดือดร้อนได้ด้วยหวังความช่วยเหลือจากพระบิดาของปวงชนชาวไทย ถาม หลักกฎหมายเรื่องการยื่นฎีกาเพื่อแสวงหาความเป็นธรรมหรือขออภัยโทษให้นักการเมืองโดยประชาชนทำได้หรือไม่ ? ตอบ เราต้องแยกออกเป็นสองเรื่อง คือ การแสวงหาความเป็นธรรมเป็นการบอกเล่าความทุกข์ยากและอยุติธรรมในแผ่นดินโดยร้องขอความเป็นธรรมด้วยการถวายฎีกาต่อกษัตริย์ ซึ่งกระทำได้ตามหลักจารีตประเพณีโบราณ ส่วนการขออภัยโทษให้นักการเมืองนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าใช้สิทธิ์ตามกฎหมายใด หากนักการเมืองรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลวิธีพิจาราณาความอาญา ในทางตรงกันข้ามการรับโทษจากกฎหมายอื่นซึ่งมิได้บัญญัติเรื่องการยื่นฎีกาได้หรือไม่ ก็ต้องไปใช้หลักจารีตประเพณีโบราณ เนื่องจากประเทศไทยใช้หลักประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นพระประมุขปกครองประเทศทำให้การยื่นถวายฎีกาตามประเพณีโบราณยังรักษาสืบทอดมาต่อเนื่อง ถาม การขัดขวางมิให้ฎีกาไปอยู่ในพระราชวินิจฉัยกระทำได้หรือไม่ ? ตอบ ขั้นตอนการรับฎีกาเป็นระเบียบภายในของสำนักพระราชวัง บุคลากรที่ดูแลขั้นตอนต่างๆต้องมีจิตสำนึกในหน้าที่ของตน ประชาชนควรเชื่อมั่นในการทำงานของพวกเขาว่าจะซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ การปิดเรื่องกลบข่าว คือ ความไม่จงรักภักดี ถาม มีกำหนดเวลาทราบผลของฎีกาหรือไม่ ? ตอบ สิทธิยื่นถวายฎีกาเป็นของคนไทยในฐานะลูกหลานของพระบิดาแห่งปวงชนชาวไทย ส่วนพระราชวินิจฉัยในฎีกาเป็นอำนาจเฉพาะของกษัตริย์ ********************** 7/27/2009 ตีหลายหน้าตีหลายหน้า คือ การตลบตะแลง กลับกลอก หลอกลวง
ความหมาย
สำนวนนี้ใช้เรียกคนที่แสดงต่อหน้าอย่างหนึ่ง พออยู่ลับหลังกลายเป็นอีกคนหนึ่ง เรียกกันว่า คนชอบโกหกหลอกลวงผู้อื่น ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นเขาแสดงตนเป็นผู้ใหญ่น่านับถือ พูดจาเนิบช้า อ่อนหวาน ในที่สาธารณะ สอนให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว แต่เบื้องหลังเป็นคนวิปริตทางเพศกับเด็กหรือเพศเดียวกัน ชอบทุบตีทำร้ายสมาชิกในครอบครัว ทำชั่วเป็นอาจิณลับหลังคนอื่น คนประเภทนี้มีให้เห็นในสังคมมากเพราะชอบโกหกต่อสาธารณชน จึงควรหลีกห่างพวกเขาไว้เพื่อมิให้เป็นเสนียดแก่ตัวเองและห่างพ้นภัยร้ายจากเขา
************************** 7/24/2009 งาช้าง ชวนสยองงาช้าง กับ ความผิดสำเร็จ เขียนโดย ลูกแก้ว
รัฐบาลของผู้นำอภิสิทธิ์ยังไม่เคยไปตรวจเยี่ยมประชาชนในจังหวัดใดตั้งแต่เป็นผู้นำบ้านเมืองเนื่องจากพรรคของเขาไม่ได้เสียงข้างมากในการเป็นแกนนำตามหลักประชาธิปไตยสากล แต่เป็นการยัดเยียดโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลแอบแฝงและคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 เนื่องจากกลุ่มทหารซึ่งเป็นเสาหลักในการปฏิวัติไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศสืบทอดต่อไปได้ด้วยแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจทั้งห้าและสหประชาชาติที่ปฏิเสธการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตเกือบสองปีที่คณะปฏิวัติปกครองบ้านเมืองอยู่ ทำให้ต้องเลือกหุ่นเชิดขึ้นมารับอำนาจของพวกเขาโดยหัวหน้าคณะของเขาเป็นผู้เชิดอยู่เบื้องหลัง ตามหลักประชาธิปไตยสากลพรรคที่ประชาชนเลือกตั้งอันดับหนึ่งควรเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล แต่ผลเลือกตั้งมิได้เป็นไปตามที่คณะปฏิวัติต้องการ จึงต้องใช้มนต์ดำกำจัดคู่แข่งออกไป คนไทยส่วนใหญ่ทราบความเป็นไปในบ้านเมืองอย่างดี จึงมีจิตต่อต้านอิทธิพลแฝงในรัฐบาลชุดนี้ ทำให้บรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลเมื่อลงพื้นที่ในจังหวัดใด จะมีการต่อต้านอย่างหนักและสร้างความอับอายสุดๆแก่พวกเขาเสมอ จึงเลือกจะไม่ลงพื้นที่ จนกระทั่งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นรัฐบาลไว้ จึงเลือกบุรีรัมย์เป็นสถานที่แรกในการลงพื้นที่ฐานะรัฐบาล สาเหตุที่เลือกบุรีรัมย์ประกาศตัวเป็นรัฐบาลไทยนั้น เพราะส.ส.เป็นลูกน้องของอดีตนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์เมื่อปีพ.ศ. 2549 และเป็นผู้กว้างขวางในจังหวัดนั้น โดยเฉพาะเป็นส.ส.พื้นที่นี้อยู่ในสังกัดพรรคที่อดีตนักการเมืองคนนี้ควบคุมอยู่เบื้องหลังเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล จึงมีการจัดนักเลงท้องถิ่นเป็นการ์ดคอยคุ้มกันภัยให้ผู้นำอภิสิทธิ์เต็มท้องที่ แม้แต่ตำรวจยังต้องเดินตามหลังนักเลงจัดจ้างของผู้กว้างขวาง อีกทั้งผู้นำอภิสิทธิ์ยังหวั่นเกรงผู้ต่อต้านอย่างมากจึงจัดกำลังทหารผสมตำรวจอีกห้าพันนายขณะลงพื้นที่และแสดงภาพพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อใช้โปรโมทตัวเอง แต่เรื่องหนึ่งที่แสดงการด้อยวุฒิภาวะของผู้นำอภิสิทธิ์อย่างมากเมื่อไปบุรีรัมย์และเป็นที่โจษขานถึงวันนี้ ค่อนข้างจะเข้าใกล้คุกด้วย คือ การรับมอบงาช้างจากรัฐมนตรีคมนาคมซึ่งอ้างว่า งาช้างเป็นมรดกสืบทอดจากตระกูลของผู้ให้ กฎหมายป้องปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดว่า ข้าราชการประจำหรือนักการเมือง ห้ามรับสิ่งของใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท จักสันนิษฐานว่า มีเจตนาทุจริต จักต้องถูกลงโทษอาญา จำคุกหรือปรับ แล้วแต่ปปช.หรือศาลพิจารณา ด้วยกฎเหล็กข้อนี้ซึ่งมีมานานหลายสิบปีแล้วบรรดานักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีหลายยุคสมัยจึงระมัดระวังการรับสิ่งของจากผู้อื่น ถ้าไม่แน่ใจกับมูลค่าของมัน เขาจะปฏิเสธไม่รับไว้ก่อน หลายครั้งที่ผู้นำบ้านเมืองไม่ยอมรับสิ่งของซึ่งคาดการณ์มูลค่าไม่ได้จากเอกชนใดเมื่อต้องร่วมกิจกรรมกัน ไม่ว่าจะเป็นนายชวน พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมัคร นายสมชาย จักสังเกตว่า พวกเขาล้วนมาจากนักกฎหมายด้วยเกรงบทลงโทษของปปช. ตามหลักกฎหมายที่ใช้บังคับไปทั่วโลกนั้น การจะถือว่าเป็นความผิดต้องถูกดำเนินคดีนั้น จะต้องมีการกระทำผิดสำเร็จก่อนโดยเจตนาด้วย ถ้ายังทำไม่ครบถ้วน จักถือเป็น ความพยายามซึ่งมีบทลงโทษเบากว่า ความหมายของการทำผิดสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับบทบัญญัติความผิด ตัวอย่างเช่น โทษลักทรัพย์ หากของอยู่ในมือโจรหรือโจรถือของไว้ชั่วครู่แล้วทำหล่นพื้น กฎหมายถือว่า ความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้วเมื่อการครอบครองทรัพย์เปลี่ยนมือไปโดยเด็ดขาดคือ ไปอยู่กับโจรแล้ว โจรต้องถูกดำเนินคดีฐานลักทรัพย์ของผู้อื่น ส่วนอัตราโทษหนักเบาจะเป็นอย่างไรอยู่ในดุลพินิจของศาล กรณีการรับสิ่งของมูลค่าเกิน 3,000 บาทจากผู้อื่นในความผิดของปปช.นั้น ต้องใช้วิธีตีความกฎหมายเยี่ยงสากล คือ การรับสิ่งของและมูลค่าของมันเป็นองค์ประกอบสำคัญของฐานความผิดนี้ โดยเฉพาะไม่มีข้อกำหนดเรื่องเจตนาพิเศษ จึงต้องใช้เรื่อง เจตนาทั่วไป เป็นหลักประกอบการพิจารณาความผิดเท่านั้น ผู้รับสิ่งของมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ ? รู้มูลค่าของงาช้างไหม ? วันรับมองงาช้างมีภาพข่าวแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวหลายมุมที่แสดงว่าผู้นำอภิสิทธิ์รับมอบงาช้างจากรัฐมนตรีคนหนึ่ง คำให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ระบุชัดว่า เป็นงาช้างเก่าแก่และของประจำตระกูลของเขาซึ่งอยากมอบให้ผู้นำที่เขาเคารพรักยิ่ง แม้ต่อมาเขาจะออกข่าวแก้ตัวว่า งาช้างเป็นของประชาชนที่ฝากเขาไปมอบให้ผู้นำอภิสิทธิ์ก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้เน้นว่า สิ่งของที่มอบให้ต้องเป็นของผู้ใด ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งของจะเป็นของผู้ใด ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะเปลี่ยนฐานความผิดไป ส่วนผู้รับมอบสิ่งของเป็นนักการเมืองระดับผู้นำประเทศซึ่งอยู่ใต้บังคับของข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตำแหน่ง ภาพการรับสิ่งของบอกชัดว่า ผู้รับมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนเยี่ยงวิญญูชนขณะรับงาช้าง คราวนี้ต้องมาดูกันว่า เขารู้มูลค่าสิ่งของหรือไม่ กรณีเช่นนี้ต้องนำความเป็นวิญญูชนทั่วไปมาเปรียบเทียบกัน ถ้าคนทั่วไปทราบดีว่า งาช้างเป็นสิ่งของมีค่า มีราคาสูง เป็นของสัตว์สงวน ผู้นำประเทศซึ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศและครอบครัวมีฐานะดีหรือสถานภาพทางสังคมดี จักปฏิเสธว่า ไม่ทราบมูลค่าแท้จริงของงาช้าง ย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากเขาจะมีภาวะจิตไม่ปกติหรือสติปัญญาบกพร่องเท่านั้น จึงถือว่า ผู้รับมีเจตนารับสิ่งของมูลค่าต้องห้าม เมื่อผู้รับมีสติครบถ้วนและรู้มูลค่าสิ่งของว่าเกินจำนวนที่กฎหมายปปช.กำหนดไว้ ย่อมแสดงว่า เขาเจตนารับสิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทและเป็นบุคคลในตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดไว้ อีกทั้งไม่มีการระบุว่า ความผิดฐานนี้ต้องมีเจตนาพิเศษพ่วงเข้าไปด้วย เมื่อมีการรับมอบสิ่งของมูลค่าต้องห้ามจริง ทำให้เป็นความผิดสำเร็จครบองค์ประกอบของกฎหมายแล้ว หากมิใช่เวลานี้ประเทศไทยมีการดำเนินคดีแบบสองมาตรฐานและความเอนเอียงของบุคลากรด้านยุติธรรมในไทย รวมทั้งอิทธิพลแอบแฝงที่หนุนรัฐบาลไว้ เชื่อได้ว่า การรับมอบสิ่งของมูลค่าเกิน 3,000 บาทซึ่งเป็นงาช้างสูงค่าคู่นี้ จักต้องปปช.ตรวจสอบอย่างแน่นอนเพราะมีหลักฐานภาพชัด ผู้รับ ผู้ให้ ยอมรับว่า มีการส่งและรับกันจริง แม้ผู้ให้จะอ้างว่า ให้เพราะศรัทธาผู้นำ ส่วนผู้รับแก้ตัวว่า รับของมาเพื่อจะนำไปตีมูลค่าสิ่งของก่อนรับจริง ตอนที่ถ่ายภาพไว้เป็นแค่รับของหลอกตามมารยาทเท่านั้น หากพิจารณาตามข้อกฎหมายและเจตนาของผู้ให้ผู้รับแล้ว การรับงาช้างมูลค่าต้องห้ามนี้ ถือเป็นความผิดสำเร็จครบถ้วน ผู้กระทำความผิดตามข้อบัญญัติจักต้องรับโทษตามกฎหมายปปช.แล้ว ถ้าเหตุการณ์นี้ไปเกิดในยุครัฐบาลเลือกตั้งอย่างท่านทักษิณ ท่านสมัคร ท่านสมชาย เชื่อว่า ปปช.หรือองค์กรยุติธรรมที่เกี่ยวข้องคงลงโทษแบบด่วนทันใจไปแล้ว กรณีของผู้นำอภิสิทธิ์รับงาช้างมูลค่าต้องห้ามจะถูกเมินเฉยจากหน่วยงานดังกล่าวด้วยข้ออ้างเดียว คือ เขาไม่มีเจตนารับสิ่งของ แค่ถือไว้ตามมารยาท ต่อมานำไปตีราคา ถ้าต่ำกว่า 3,000 บาท จึงรับสิ่งของนั้นไว้ อันถือว่า เป็นการรับสิ่งของโดยสมบูรณ์ หากราคาสูงเกินไป ก็จะคืนของ เท่ากับ ไม่มีการรับเกิดขึ้น อีกข้ออ้างคือ เขาได้คืนงาช้างไปแล้ว หมายความว่า ไม่มีหลักฐานใดว่าเขาทำผิดกฎหมายและมีเจตนาสุจริตเนื่องจากตั้งใจ นำงาช้างไปตีมูลค่าก่อน หากไม่เกินราคา จึงยอมรับไว้ในฐานะของขวัญหรือของกำนัล ทำให้ ณ วันนี้เขายังไม่ได้ทำผิดใดเพราะขาดเจตนาและขาดหลักฐาน บัดนี้ งาช้างนั้นมิได้อยู่กับผู้นำอภิสิทธิ์แล้ว จึงไม่ถือว่า เกิดการรับสิ่งของมูลค่าเกิน 3,000 บาท ไม่มีความผิดอย่างใดเพราะยังไม่ได้เกิดการกระทำขึ้น มันจึงกลายเป็นเลี่ยงอักษรเพื่อผ่าทางตันหรือเอาตัวรอดที่กระทำได้เฉพาะกรณีมีผู้มากอิทธิพลหนุนหลังคอยปัดเป่าเท่านั้น มันเป็นการตีความคำว่า “รับสิ่งของ” ให้แตกต่างไปตามสถานภาพของผู้รับ ถ้าเป็นคนทั่วไปหรือนักการเมืองศัตรูก็ใช้ความเป็นวิญญูชนเปรียบเทียบกัน ภาพถ่ายเดียวกันในการรับงาช้างจะถูกถือในทางกฎหมายว่า เป็นการรับสิ่งของอันละเมิดกฎหมายซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าเป็นฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจหนุนหลัง จะให้ผลเพียงว่า มันเป็นเพียงการรับของหลอกตามมารยาทสังคมและรับโดยมีเงื่อนไข แต่ไม่ได้แจ้งเงื่อนไขนั้นต่อผู้ให้ด้วย มิใช่เจตนารับจริง นอกจากมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนด จึงให้ถือว่า เป็นการรับสิ่งของนั้น คนไทยมองเห็นภาพความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายหรือการใช้วิญญูชนเทียบเคียงการกระทำของผู้นำรัฐบาลชุดนี้กับพฤติกรรมของผู้หนุนหลังที่ควบคุมหน่วยงานรัฐได้ชัดขึ้นแล้ว ถ้าคนไทยไม่สำนึกตามความเป็นจริงว่า ประเทศนี้กำลังมีสองมาตรฐานด้านความยุติธรรมโดยรัฐบาลยัดเยียดของพวกหลงใหลระบอบอำมาตยาธิปไตย วันหนึ่งท่านหรือทายาทหรือญาติพี่น้องจะต้องเป็นเหยื่อสังเวยอำนาจของพวกเขาอย่างแน่นอน ผู้ที่จะทำลายระบบสองมาตรฐานและนำความเป็นธรรมมาสู่สังคมไทยได้อย่างสมบูรณ์ คือ คนไทยที่มีดวงตาสว่างไสวและมองให้ลึกซึ้ง มีสติปัญญาครบถ้วน จิตใจเข้มแข็ง เข้าใจหลักประชาธิปไตยแท้จริง อยู่กับปัจจุบันที่คนไทยมิใช่ทาสหรือไพร่ของผู้มีบรรดาศักดิ์และหลงใหลกับเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านไปแล้วยังคิดหยุดหรือย้อนเวลาแห่งอำนาจกลับคืนมา ต้องเตือนตนไว้เสมอว่า ณ วันนี้คนไทยมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคและอำนาจอธิปไตยที่ใช้ปกครองบ้านเมืองเป็นของปวงชนชาวไทย มิใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผู้บริหารบ้านเมืองต้องมาจากประชาชน เป็นตัวแทนประชาชน มิใช่เจ้านายหรือผู้ปกครองที่มาจากกษัตริย์หรือพระญาติวงศ์ดังที่เคยเกิดขึ้นในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นานนับหลายร้อยปีซึ่งคนไทยเคยอ่านประวัติศาสตร์ของชาติกันมาแล้ว ประเทศไทยและคนไทยต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อตามหาความรุ่งเรืองด้วยมือของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ฝักใฝ่ความเป็นทาส การหวนคืนเวลากลับไปเป็นทาสของคนไทยบางกลุ่ม คือ การทำลายประเทศให้ล่มจม คนไทยควรเตือนสติของตนไว้ อย่าหลงใหลคำป้อยอที่ให้พอใจกับสถานภาพทาสและผู้ปกครองที่เขาคัดเลือกมาแล้ว จำไว้ว่า ผู้บริหารประเทศไทยต้องมาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทยเท่านั้น มิใช่จากการแต่งตั้งตามอำเภอใจของกลุ่มบุญหนักศักดิ์ใหญ่
************************** 7/22/2009 ความลับ คือ ความตายความลับ คือ ความตาย
เขียนโดย แก้วมณี
ข่าวการสอบสวนคดีพยายามสังหารนายสนธิ หัวหน้าม็อบเสื้อเหลืองชื่อกระฉ่อนเมืองซึ่งตำรวจออกหมายจับผู้ต้องสงสัยสองคนที่เป็นทหารและตำรวจ พร้อมกับคำให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสองหนีไปได้เพราะตำรวจบางคนให้ข้อมูลลับเพื่อช่วยเหลือพวกเขา มันบอกได้ชัดว่า ผู้บงการหรืออยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารต้องมีความยิ่งใหญ่ที่สั่งให้ตำรวจทรยศต่อองค์กรและเพื่อนพ้องซึ่งทุ่มเททำงานนี้ได้ คดีสังหารนายสนธิกระทำในเวลาที่ทหารคุมกทม.อยู่ด้วยกองกำลังหลายพันคนกับเมืองหลวงเนื้อที่น้อยนิด ข้อมูลคดีแจ้งว่า ผู้กระทำใช้ปืนในสังกัดทหารและมีความชำนาญใช้อย่างยิ่ง คนทั่วไปหรือมือปืนทำไม่ได้เช่นนี้ นอกจากนั้น ยังกระทำอย่างไม่กลัวเกรงกองกำลังทหารที่ตรวจตราในย่านเกิดเหตุเข้มงวดด้วย สิ่งที่ผิดสังเกต คือ เวลาเกิดเหตุกองกำลังตรวจตรามิได้ทำงานที่ย่านนั้นและกล้องวงจรปิดทุกตัวของกทม.ในย่านนั้นมิได้เปิดไว้ อันผิดวิสัยของทางการ อีกทั้งนายสนธิเป็นที่ทราบกันดีว่า ล่วงรู้ความลับที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการณ์โค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งและเป็นผู้ก่อเหตุให้คณะปฏิวัติใช้เป็นข้ออ้างล้มล้างรัฐบาลของประชาชน เขายังประกาศก้องในสังคมว่า เขาพร้อมจะแฉเบื้องหลังการโค่นรัฐบาลเลือกตั้งเสมอ ถ้าแตะต้องเขา มันอาจเป็นสาเหตุให้ผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารไม่พอใจและเกิดความหวาดระแวงใจกับพฤติกรรมกร่างของนายสนธิ แล้วเกรงว่านายสนธิจะใช้ความลับนี้ข่มขู่หรือบีบคั้นก็ได้ ปกติหมู่โจรเชื่อกันว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร และ ความลับไม่มีในโลก นอกจากมันอยู่กับคนตาย หลายเหตุการณ์ของโลกที่เกี่ยวข้องกับความลับสำคัญ จักเห็นคำสั่งปิดปากผู้เกี่ยวข้องกับการรับรู้เรื่องราวที่เป็นอันตรายต่อผู้เกี่ยวข้องเสมอ บุคคลที่น่าสงสารคือ มือสังหารซึ่งทำงานตามคำสั่งของผู้เป็นนายด้วยความเชื่อใจว่า จะรอดพ้นภัยต่างๆและขจัดปัดเป่าทุกเรื่องให้เขา เมื่อวันหนึ่งเขากลายเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ออกคำสั่งและตำรวจไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ออกคำสั่งสังหารคน เพื่อมิให้ถูกเปิดโปงผู้บงการหรือเพื่อรักษาความลับนี้ไว้ตลอดกาล เจ้านายคนนั้นจำต้องเลือกสองทาง คือ มือสังหารต้องตายแบบไหน ความลับจะไม่มีผู้ใดรู้ตลอดกาล เมื่อผู้รู้ตายไป ความเชื่อนี้ปลูกฝังและพิสูจน์ด้วยกาลเวลามาแล้วว่า มันเป็นความจริงตลอดกาล คนตายพูดไม่ได้ ความลับจะติดไปกับคนตายเท่านั้น หลายเรื่องในโลกที่ยังมีข้อสงสัยจึงไม่อาจคลี่คลายได้ เพราะผู้รู้จริงนำความลับติดตัวไปพร้อมกับความตายของเขา กรณีมือสังหารนายสนธิจึงต้องตายสถานเดียวและความตายต้องส่งผลให้เป็นความลับตลอดกาลด้วย เจ้านายหรือผู้บงการต้องเลือกว่าจะให้มือสังหารตายทั้งเป็นหรือตายจริง ความแตกต่าง คือ การตายทั้งเป็นหมายถึง พามือสังหารหนีรอดพ้นมือของตำรวจให้ได้ แล้วหลบซ่อนอยู่จนกว่าคดีจะหมดอายุความซึ่งไม่ต่ำกว่า 20 ปีสำหรับคดีลอบสังหารคน ระหว่างเวลาหนีนั้นเจ้านายต้องส่งเงินทองให้ใช้สอยมิให้ลำบากเพื่อเขาจะไม่ออกปรากฏตัวต่อสาธารณชนให้ตำรวจพบเห็นเด็ดขาด แล้วยังต้องดูแลจ่ายเงินแก่ครอบครัวของเขาด้วย มันเป็นต้นทุนที่สูงมาก ถ้าวันใดที่เขารู้สึกถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว มือสังหารจักแสดงตนเพื่อชี้ตัวผู้บงการได้ตลอดเวลา ความลับก็แตก การตายทั้งเป็นของมือสังหารจึงเกิดขึ้นด้วยความเมตตาของผู้บงการหรือเจ้านายเพราะมีภาระผูกพันไม่สิ้นสุดทั้งกับมือสังหารและครอบครัว ส่วนมือสังหารก็ต้องหนีกระเซอะกระเซิงหรือไม่มีที่พำนักถาวรตลอดชีวิต ส่วนใหญ่จะส่งไปอยู่ต่างแดนซึ่งมีผลต่อการดำรงชีพของเขาและกลายเป็นแรงกดดันในเวลาข้างหน้าซึ่งแต่ละคนจะอดทนได้ไม่เท่ากัน วันใดความอดทนถึงที่สุด เขาจะเปิดเผยตนและผู้บงการ อีกทางเลือกที่ค่อนข้างโหดร้าย แต่รักษาความลับได้เด็ดขาด คือ มือสังหารต้องตายแบบไม่มีลมหายใจ ส่วนใหญ่เจ้านายหรือผู้บงการที่ยิ่งใหญ่ทุกวงการจะเลือกใช้วิธีนี้เพราะง่ายและเก็บความลับได้ดีที่สุด ไม่มีภาระผูกพันยาวนาน ค่าใช้จ่ายสูงแค่หนเดียว แต่สบายใจยาวนาน ส่วนมือสังหารจะลำบากอย่างยิ่งในการหนีเอาตัวรอดจากสองฝ่ายที่ต้องการเขา คือ ฝ่ายตำรวจซึ่งต้องการนำตัวไปลงโทษตามกฎหมาย กับ ฝ่ายเจ้านายต้องการปิดปากมิให้สาวไปถึงผู้ออกคำสั่งได้ ฝ่ายหนึ่งทำเพื่อรักษาความถูกต้องในสังคม แต่อีกฝ่ายทำเพราะเห็นแก่ตัวและต้องการรักษาสถานภาพทางสังคมไว้ เราต้องไม่ลืมว่า มือสังหารยอมทำงานตามคำสั่งของเจ้านายหรือผู้ออกคำสั่งเพราะเชื่อใจและวางใจว่าจะได้รับการปกป้องชีวิตและชื่อเสียง แสดงว่า ผู้ออกคำสั่งต้องมีบารมีสูง จึงสร้างความเชื่อใจแก่นักฆ่าให้ทำงานแบบอุกอาจ ไม่กลัวกฎหมายหรือกองกำลังใด สำหรับคดีสังหารนายสนธิ มือสังหารเป็นข้าราชการที่ทำงานอยู่ กอปรกับสภาพปลอดกองกำลังปกติในเวลาดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า มีการทำงานเป็นกระบวนการหรือขั้นตอน วิธีใช้อาวุธหรือการสังหารทำด้วยเป้าหมายคือ ความตายของเหยื่อ หลายครั้งในการสืบสวนคดีมักเจอการขัดขวางเนืองๆ เช่น ไม่ยอมให้ตรวจสอบลายนิ้วมือปริศนาในฐานข้อมูลของทหาร ด้วยข้ออ้างว่าไม่เก็บข้อมูลนี้ไว้ ซึ่งไม่เป็นความจริง บางครั้งก็ถ่วงเวลา สุดท้ายคือบีบคั้นหรือบังคับให้ตำรวจบางนายทรยศต่ออุดมการณ์หรือทีมงานด้วยการนำข้อมูลลับไปให้ผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งฆ่าคน ด้วยความไว้วางใจที่มือสังหารมีต่อผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารนายสนธิ จักพิสูจน์ว่า ทฤษฎีรักษาความลับในหมู่โจรยังใช้ได้ผลหรือไม่ เมื่อผู้ออกคำสั่งต้องเลือกจะให้ กลุ่มผู้ก่อการ ตายทั้งเป็น หรือ ตายจริง ไม่ว่าจะทำตั้งแต่ต้นหรือฆ่าทีหลังเพื่อปิดปากมิให้สาวไปถึงพวกเขาได้ตลอดกาล ยังมีความลับดำมืดในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องโด่งดังในอดีตที่คลี่คลายไม่ได้เพราะผู้เกี่ยวข้องในคดีตายตามธรรมชาติหรือลอบฆ่าตาย มือสังหารคดีนายสนธิจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เก็บความลับแบบคนตายหรือไม่ ต้องตามดูพิสูจน์น้ำใจโจรด้วยกันแล้ว แต่มีคำเตือนหนึ่งที่ว่า ผู้ยิ่งใหญ่แท้จริงและยาวนานต้องมีจิตใจเหี้ยมโหด ไม่มีครอบครัว ไร้เพื่อน ไร้คนไว้ใจ มีแค่ตัวเอง รักษาความลับด้านมืดให้ได้ มิฉะนั้น เขาจะต้องไปอยู่ในคุกหรือตายอย่างไร้เกียรติ ตัวอย่างผู้นำที่ความเหี้ยมน้อยลงในบั้นปลายชีวิต จึงมีชะตากรรมอนาถ คือ ประธานาธิบดี ซัตดัม แห่งอิรัค ผู้ออกคำสั่งสังหารคนหรือผู้ต้องการมีอำนาจสูงและยาวนาน จึงต้องเลือกจะให้พลเมืองรักหรือกลัวเขาเป็นหลักเพื่อรักษาอำนาจไว้ ประชาชนมิใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร เพียงแต่จะพูดหรือชี้เป้าไปที่ท่านหรือไม่ ความรักหรือความกลัว จึงเป็นปัจจัยที่จะครองอำนาจได้ยาวนานแบบเป็นยกย่องชื่นชมหรือรังเกียจเดียดฉันท์ แม้ตายก็ยังประณามหยามเหยียดทั้งในคำพูดและในหัวใจของปวงชน สิ่งที่เขาคนนั้นซึ่งออกคำสั่งฆ่าคนพึงระลึกเสมอว่า วันนี้สั่งฆ่าคน วันหน้าท่านก็ต้องตายไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ความตายชนะท่านตลอดกาล วันใดที่ท่านเอาชนะความตายได้ จึงเป็นผู้ชนะถาวรและเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง อำนาจไม่มีวันยั่งยืนเหมือนความตายที่มนุษย์เลี่ยงไม่ได้เลย ท่าน....ผู้ออกคำสั่งให้คนอื่นตาย หมดลมหายใจได้หรือไม่ ?
***************************** |
|
|