Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
11/28/2009 พยายามฆ่าทางอากาศมีหรือไม่ ?ถาม ความผิดฐานฆ่า กับ พยายามฆ่า ต่างกันอย่างไร ? ตอบ ความผิดฐานฆ่า คือ การลงมือกระทำเพื่อให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายสำเร็จแล้วหรือตายแน่ เช่น ใช้มีดแทงตาย ปืนยิงตาย ปาระเบิดให้คนตาย เป็นต้น ส่วนพยายามฆ่า คือ ลงมือกระทำด้วยเจตนาให้คนตาย แต่การกระทำนั้นไม่อาจทำให้เขาตายได้หรือเรียกกันว่า ยังไม่ตาย เช่น มีดแทงถูกท้อง แต่ไม่ตาย ปืนยิง แต่ไม่ตายเพราะปืนขัดลำกล้องหรือยิงพลาดเป้า ปาระเบิด แต่ระเบิดไม่ทำงาน เป็นต้น ถาม ความตายทางกฎหมายคืออะไร ? ตอบ กฎหมายตีความหมายของคำว่า ตาย หมายถึง การไม่มีลมหายใจแล้ว ส่วนทางการแพทย์นั้นความตายหมายถึง เกิดภาวะสมองตาย แม้ใช้เครื่องมือช่วยพยุงลมหายใจก็ตาม ความเห็นของแพทย์มองว่า ผู้ที่เกิดภาวะสมองตายก็คือ คนตาย นั่นเอง ทั้งนี้เพราะทางกายภาพเมื่อสมองตาย ภาวะการหายใจจะล้มเหลวโดยธรรมชาติในเวลาไม่ช้า จึงสามารถตีความคำว่า คนตาย ได้ตั้งแต่มีภาวะสมองตายเกิดขึ้น หากเกิดคดีความที่ต้องใช้ความหมายของคนตาย ก็ต้องยึดถือความเห็นของศาลฎีกาที่ใช้เป็นบรรทัดฐานมานานแล้วว่า คนตาย คือ คนไม่มีลมหายใจแล้ว ถาม ข้อกล่าวหาของตำรวจที่ว่า พยายามฆ่าทางอากาศ บัญญัติไว้ในกฎหมายใดของไทย ? ตอบ กฎหมายอาญาไทยมีเฉพาะความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธหรือเครื่องมือเทียมอาวุธเท่านั้น ไม่มีการบัญญัติฐานความผิดพยายามฆ่าทางอากาศไว้ จึงลงโทษผู้ใดด้วยข้อกล่าวหานี้ไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง การพยายามฆ่าต้องมีการลงมือกระทำการฆ่าเสียก่อน แต่กระทำไม่สำเร็จ เช่น ใช้มือบีบคอไว้ แต่ดิ้นหนีหลุดไป เป็นต้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเป็นเพียงการพูดคุยสนุกปากของบางคน คำพูดมิใช่อาวุธที่จะฆ่าคนได้ในโลกแห่งความเป็นจริง การพยายามฆ่าคนทางอากาศด้วยคำพูดจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย คำพูดที่ใช้เป็นความผิดได้ก็แค่พูดจาข่มขู่คนอื่นให้กลัวซึ่งอาจเป็นความผิดลหุโทษซึ่งยังต้องดูองค์ประกอบอื่นว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ถ้าเข้าครบทุกองค์ประกอบ ตำรวจคงจับปรับเงินหรือขังคุกไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอหมายศาลเพื่อจับคนที่ใช้คำพูดเพื่อพยายามฆ่าทางอากาศอย่างแน่นอน ************************ 11/26/2009 อยากมี อยากได้ ไม่อยากเลี้ยงอยากมี อยากได้ ไม่อยากเลี้ยง
เขียนโดย ลูกแก้ว
สภาพครอบครัวไทยจากครอบครัวใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยวทำให้การแตกแยกของสามีภรรยาเกิดขึ้นง่ายเพราะขาดคำแนะนำจากผู้ใหญ่ ความยับยั้งชั่งใจมีน้อยลง มีกรณีศึกษาที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวซึ่งแพร่หลายในสังคมไทย คือ คนอยากมีเมีย มีลูก แต่ไม่อยากเลี้ยงหรือรับผิดชอบใดๆ มักเกิดกับผู้ชายที่มีความเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบ หากภรรยาเป็นแม่บ้านอ่อนแอแล้วพบสามีประเภทนี้ต้องพบความลำบากใจยิ่งเมื่อภาระทุกอย่างตกอยู่ที่เธอ ส่วนสามีก็เริงร่าหาความสุขฝ่ายเดียว การแต่งงานคือความรับผิดชอบในชีวิตของคู่สมรส เมื่อมีลูกเป็นสายโซ่คล้องหัวใจและเป็นตัวแทนของคู่สมรส บิดามารดาก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตและอนาคตของเด็กชายหรือเด็กหญิงร่วมกัน มันกำหนดไว้ในกฎหมายไทยด้วย ดังนั้น ก่อนชายหรือหญิงจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต้องยอมรับหน้าที่ในกฎหมายที่พึงมีต่อกันด้วย ถ้าคิดว่ารับผิดชอบไม่ได้หรือไม่อยากรับภารกิจนั้น ก็ต้องยับยั้งชั่งใจและไม่ทำลายชีวิตของอีกคนให้เป็นบาปกรรมติดตัว กฎหมายแพ่งและพาณิชย์หมวดครอบครัว กำหนดว่า สามีภรรยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ความหมายคือ เมื่อชายหญิงแต่งงานกันตามกฎหมาย หมายถึง จดทะเบียนสมรสกับเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องมีหน้าที่คือ ดูแลเลี้ยงดูเอาใจใส่คู่สมรสให้มีความสุขตามอัตภาพ มันช่วยส่งเสริมให้คู่สมรสมีความรับผิดชอบและสร้างความแข็งแกร่งให้สถาบันครอบครัวไทยชัดเจน แต่สภาพสังคมไทยวันนี้ชายจำพวกหนึ่งมีความเห็นแก่ตัวอย่างไม่ละอายใจเมื่ออยากมีเมีย มีลูก เพื่ออวดสังคมหรือความหลงตน แต่ไม่ต้องการรับผิดชอบต่อเธอหรือลูก ถ้าเรียกภาษาชาวบ้านคือ ทอดทิ้ง จึงกลายเป็นภาระหนักของภรรยาที่ต้องพาชีวิตตนเองและลูกให้อยู่รอดเมื่อเจอสามีประเภทนี้ กฎหมายกำหนดหน้าที่รับผิดชอบให้สามีภรรยาแล้ว เมื่อไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องให้สามีปฏิบัติหน้าที่ในกฎหมาย การตีความคำว่า อุปการะเลี้ยงดู ต้องขึ้นอยู่ข้อเท็จจริงและประเพณีปฏิบัติต่อกัน ตัวอย่างเช่น ชายให้เมียรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านแล้วเบิกจากเขาทีหลังทั้งที่เมียไม่ได้ทำงานและเขาไม่เคยให้เงินไว้ใช้จ่าย ทำให้เธอส่งใบเรียกเก็บเงินให้เขาเพื่อขอเงินไปจ่ายทีหลัง กลับโดนเขาด่าตำหนิว่าทำให้อับอายเพราะคนอื่นคิดว่าเขาไม่มีเงินจ่าย การทะเลาะจึงมีขึ้นทุกเดือนด้วยเรื่องนี้ อีกปัญหาหนึ่ง คือ ชายให้เงินแก่เมียสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้านที่น้อยกว่าความเป็นจริง แล้วบอกว่าถ้าจ่ายเกินต้องไปหาใช้เองหรือขอจากเขาก็ต้องจ่ายเงินคืนทุกบาททุกสตางค์ หรือ ถ้าใช้เงินของเขาก็ต้องนำเงินมาคืนเขาเร็วที่สุด มิฉะนั้น จะคิดดอกเบี้ย ปัญหาเหล่านี้จะเข้มข้นขึ้นเมื่อภรรยาเป็นแม่บ้านที่ไม่มีงานอื่นทำเลย หากสังเกตให้ดีจะเป็นความตั้งใจของสามีที่บีบคั้นภรรยาให้อยู่อัตคัตและสะใจที่ควบคุมเธอได้ สิ่งที่พวกเธอจะได้รับต่อไป คือ ความไม่ซื่อสัตย์ของสามีด้วยข้ออ้างว่าเบื่อหน่ายชีวิตครอบครัวที่ภรรยาไม่ช่วยทำมาหากินด้วยหรืออ้างว่าทัศนะในการใช้ชีวิตแตกต่างกัน แรงบีบคั้นจะเพิ่มขึ้นถึงการทำร้ายร่างกายเมื่อภรรยาดื้อดึงไม่ยอมตกลงหย่าตามคำสั่งของเขา ส่วนภรรยามีหลายสาเหตุที่ไม่อยากหย่า เช่น เกรงจะดำรงชีพไม่ได้เพราะขาดความมั่นใจในตัวเองหลังจากเลิกร้างการทำงานมานาน กลัวสถานภาพหญิงม่าย ต้องการแก้แค้นที่อีกฝ่ายมีชู้ ข้อเสนอไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินตามกฎหมายเมื่อหย่ากัน และอื่นๆ นอกจากบีบคั้นภรรยาโดยอาศัยเงินทองที่เขามีมากกว่าแล้ว ภรรยาประเภทนี้ยังต้องทนต่อคำพูดตำหนิติเตียนสารพัดอันเป็นการลดทอนคุณค่าของภรรยาจนบางครั้งนำไปสู่โศกนาฏกรรมฆ่าตัวตายของหญิงเพราะรู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าต่อสามีและต่อโลกใบนี้แล้ว สารพัดวิธีบีบคั้นได้ลามไปถึงลูกของคู่สมรสด้วยโดยชายทิ้งให้เป็นภาระของภรรยา ด้วยข้ออ้างว่างานเลี้ยงลูกเป็นของภรรยา ส่วนสามีต้องทำงาน เมื่อเหนื่อยก็ต้องพักผ่อน ค่าใช้จ่ายที่ภรรยาเบิกเพื่อเลี้ยงลูกจะถูกบ่นว่า สิ้นเปลือง ถ้ามีญาติตนหรือภรรยาให้เงินมาจะชอบใจมากว่าเขาไม่ต้องจ่ายแล้ว และอยากได้ของคนอื่นมาใช้ในครอบครัวแทนที่จะหาซื้อเองอันเป็นความเห็นแก่ตัวของชายที่แสดงชัดขึ้นเมื่อแต่งงานกันแล้ว กฎหมายกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตรว่า บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร ถ้าบิดามารดาไม่ทำตามหน้าที่นั้น ผู้เสียหายหรือบุตรมีสิทธิ์ฟ้องบังคับให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบได้ทุกเวลา ตัวอย่างเช่น บิดาไปอยู่กับเมียน้อยโดยไม่ยอมส่งเงินค่าเรียนหนังสือให้บุตร มารดาของบุตรย่อมใช้สิทธิแทนบุตรเรียกร้องให้บิดาจ่ายเงินค่าเรียนนั้น ถ้าไม่มีหรือไม่จ่ายก็บังคับยึดทรัพย์ได้ เป็นต้น อันที่จริงกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้คู่สมรส บิดามารดา แล้ว เพื่อส่งเสริมและเตือนย้ำให้มีความรับผิดชอบตามสถานภาพ แต่กฎหมายอย่างเดียวมิอาจแก้ไขปัญหาครอบครัวที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวได้ จำต้องเพิ่มจิตสำนึกและคุณธรรมแก่เขาตั้งแต่เด็กเพื่อให้รู้จักความรับผิดชอบต่อครอบครัวในวันหน้า ดังนั้น ถ้าอยากให้เด็กรู้จักความกตัญญู บิดามารดาต้องกระทำตนเป็นตัวอย่างแรกให้ลูกเลียนแบบและนำสิ่งที่ดีติดตัวไป ไม่ว่าชีวิตครอบครัวจะเริ่มต้นด้วยความรัก ความใคร่ ความอยากเลียนแบบคนอื่น ก็ควรสำนึกในสถานภาพใหม่และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นด้วย เขาหรือเธอจึงต้องปรับตัวให้พร้อมกับสถานภาพและหน้าที่ใหม่ เวลาจะพิสูจน์เนื้อแท้ว่าคู่สมรสหรือบิดามารดามีความรับผิดชอบกับหน้าที่ตามกฎหมายหรือศีลธรรมมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเสมอ ดังคำกล่าวที่ผู้ใหญ่สอนลูกหลานว่า การแต่งงานเหมือนกับการเลือกซื้อลอตเตอรี่ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าเขาหรือเธอจะเป็นคนดี คนเก่ง คนรวย ดังภาพที่เห็นก่อนแต่งงานกันและจะเป็นเช่นนั้นตลอดกาล จึงควรเตรียมตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเสมอและไม่ควรตั้งความหวังให้สูงเกินไปเพราะถ้าพบความผิดหวัง อาจทำลายพลังใจของตนลง ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นและมักเป็นต้นเหตุให้เกิดการข่มเหงในครอบครัวขึ้น คือ การไม่ควบคุมสัญชาตญาณเถื่อน อันหมายถึง การข่มเหงคนอ่อนแอ จึงมักได้ยินข่าวว่า สามีทุบตีทำร้ายหรือฆ่าภรรยาซึ่งสังคมถือว่าเพศหญิงเป็นเพศอ่อนแอ น้อยข่าวที่ภรรยาจะเป็นคนข่มเหง อันเนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อแต่งงานแล้วมักไม่ทำงานอีก และใช้ชีวิตแม่บ้านอย่างเดียว จึงกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกข่มเหงหรือควบคุมง่ายด้วยความกลัวลำบากและขาดความมั่นใจตัวเองเพราะไม่ได้ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับผู้คนในสังคมน้อยลง เมื่อพบกับสามีที่เห็นแก่ตัวและขาดความรับผิดชอบจึงเป็นที่ระบายอารมณ์หรือแสดงความกร่างของเขาโดยปริยาย ชายประเภทนี้มักชอบกดขี่ทำลายตัวตนของภรรยาให้ต่ำลงเพื่อชดเชยปมด้อยในใจของเขา ตัวอย่างเช่น คนทำงานไม่เก่ง ขี้เกียจ ไปทำงานสายบ่อย โดนตำหนิติเตียนปัญหาจากที่ทำงานก็มักจะนำคำพูดของเจ้านายนั้นไปใช้กับภรรยาที่บ้านว่าเป็นคนแบบนั้นเพื่อชดเชยปมด้อยของตนโดยให้ภรรยาดูเป็นคนสุดแย่ มิใช่เขา คนไม่ยอมจ่ายเงินให้ภรรยาใช้ดูแลบ้านเพราะต้องการนำมันไปใช้เพื่อความสุขส่วนตัว เป็นต้น สิ่งที่เขากดขี่ข่มเหงนั้นล้วนมุ่งลดคุณค่าชีวิตของผู้หญิงให้ต่ำกว่าเขาและช่วยยกให้เขาดูยิ่งใหญ่ในบ้าน ทั้งที่เขาอ่อนด้อยในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งนี้ พฤติกรรมข่มเหงผู้อ่อนแอในบ้านมิได้มาจากฝีมือของผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็ทำกับผู้ชายได้ เพียงแต่มีน้อยกว่า การข่มเหงเพื่อแสดงความกร่างยังลามไปถึงเด็กในบ้านซึ่งเป็นลูกของคู่สมรสอีกด้วยเพราะเด็กเป็นคนอ่อนแอที่สุดในครอบครัวเสมอ หากสมาชิกครอบครัวรู้จักให้เกียรติกัน มีน้ำใจต่อกัน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ สามีละทิ้งภรรยา บิดามารดาละทิ้งบุตร ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ การเตรียมตัวมิให้กลายเป็นเหยื่อในบ้าน คือ ชายหรือหญิงต้องไม่เป็นคนอ่อนแอด้วยการทำตนให้มีอนาคต หญิงที่คิดว่าแต่งงานแล้วจะเป็นแม่บ้านอย่างเดียว ไม่ทำงานอีกต่อไป สำหรับโลกยุคใหม่ชายหญิงมีสถานภาพทางสังคมเสมอภาคและภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมิอาจโยนภาระนี้ให้ฝ่ายใดฝ่ายเดียวรับผิดชอบ แม้แต่แนวคิดเดิมที่เน้นให้หญิงรับภาระดูแลบ้านเลี้ยงลูกฝ่ายเดียวยังเปลี่ยนไปด้วยการให้สามีภรรยาต้องช่วยกันทำงานบ้าน ดูแลลูก ร่วมกัน ดังนั้น ก่อนแต่งงานหญิงทำงานหาเงินเลี้ยงตนเองได้ แม้แต่งงานแล้วก็ไม่ควรละทิ้งงานอย่างเด็ดขาด มันจะเป็นจุดอ่อนที่สามีใช้ควบคุมหรือข่มเหงคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้หรือหาเงินเองไม่ได้ หากสังเกตครอบครัวที่สามีภรรยาทำงานหาเงินได้ มักไม่พบเจอเรื่องการข่มเหงกันด้วยเหตุเงินทอง เพราะมิใช่จุดอ่อน แต่จะเป็นปัญหาหนักของภรรยาที่เป็นแม่บ้านอย่างเดียว เมื่อถูกขู่ว่าจะหย่า ถ้าไม่ยอมให้ข่มเหงต่อไป เธอจำต้องทนทรมานแบกรับไว้คนเดียวแล้วยังลามไปถึงความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของลูกจากสามีหรือบิดาที่ไร้ความรับผิดชอบและจิตสำนึกของพ่อที่ไม่ใช่ผู้ประเสริฐด้วย ความทุกข์ของมารดาอาจระบายใส่ลูกอันทำลายสภาพจิตใจบริสุทธิ์ของเด็กได้ มารดาจึงควรเน้นแก้ปัญหาการข่มเหงโดยยืนหยัดด้วยความสามารถของตน มิใช่การพึ่งพาคนอื่น การตอบโต้ชายหรือหญิงที่อยากมี อยากได้ แต่ไร้ความรับผิดชอบ คือ อย่าทำตนเป็นคนอ่อนแอหรือมีจุดอ่อนให้น้อยที่สุด ชีวิตของท่านจึงมีความสุขได้ตามอัตภาพ แม่ลูกจะมีชีวิตสงบสุขได้ แม้จะมีสามีหรือบิดาที่ไร้คุณภาพก็ตาม
****************************** 11/21/2009 ยิงปืนขึ้นฟ้า เจตนาฆ่าคนยิงปืนขึ้นฟ้า อันตรายต่อชีวิต เขียนโดย แก้วมณี
วันหนึ่งได้ชมรายการตีสิบนำเสนอเรื่อง ผลพวงจากการยิงปืนขึ้นฟ้า อันเป็นด้านมืดที่หลายคนไม่เคยได้ยินหรือพบเห็นมาก่อน ทั้งที่ความเสียหายจากการยิงปืนขึ้นฟ้ามีมานานแล้ว แต่สื่อมวลชนไม่ค่อยให้ความสนใจนัก การยิงปืนขึ้นฟ้าครั้งนั้นเกือบคร่าชีวิตเด็กหญิงวัยสองขวบเนื่องจากกระสุนปืนตกทะลุต้นไม้แล้วพุ่งลงเจาะกะโหลกของเด็กน้อยที่ยืนใต้ต้นไม้ แทนที่จะตกลงดินตามปกติ แต่มันเจาะเข้ากะโหลกเด็ก หมอต้องรักษาชีวิตเด็กไว้ด้วยการผ่ากระสุนออกไปและจำต้องคว้านเนื้อสมองบางส่วนที่เสียหายออก เด็กหญิงต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายเพราะขาดสมองบางส่วนควบคุมให้ใกล้เคียงปกติที่สุด ร่องรอยบาดแผลยังปรากฏที่ศีรษะของเธอจนกระทั่งบัดนี้ อีกอย่างที่ฟังแล้วละเหี่ยใจกับงานสืบสวนหาที่มาของกระสุนปริศนาซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจ คือ ตำรวจรู้ชนิดกระสุนว่าเป็น .38 สเปเชียล ยิงทำมุม 45 องศา แต่ไม่เพียรพยายามจะหาทิศทางของกระสุนอย่างแท้จริงเพื่อจับคนยิงมาลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่น ต่อไปจะได้ไม่มีคนกล้ายิงปืนขึ้นฟ้ากันอีก เวลาผ่านมาสองปีแล้วคนยิงปืนยังเป็นปริศนาอยู่ อันที่จริงการค้นหาวิถีกระสุนระยะไกลโดยอาศัยหลักนิติวิทยาศาสตร์ในวันนี้ของไทยสามารถทำได้ง่ายขึ้นแล้วด้วยสารพัดเครื่องมือและหลักคำนวณต่างๆ หากต้องการค้นหาทิศทางของปืนและตามหาคนยิงกระสุนปริศนานัดนั้นทำได้แน่ การไม่เพียรพยายามจะหาคนยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วเกิดอันตรายต่อบุคคลมาลงโทษทำให้หลายคนไม่เคยทราบว่ากระสุนทำร้ายหรือฆ่าคนหรือไม่ การยิงปืนขึ้นฟ้าจึงยังทำอยู่ในงานรื่นเริงของต่างจังหวัดหรือในเมือง ส่วนคนที่ได้รับความเสียหายก็ยังเกิดสม่ำเสมอและเงียบหายไปเพราะตำรวจแจ้งว่าหาตัวคนร้ายไม่ได้ ทำให้ผู้เสียหายระอาใจจะแจ้งความเอาผิดอีก ทั้งที่ทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง หรือชีวิตคน ต้องสูญเสียเพราะกระสุนปริศนาเหล่านั้นเป็นประจำ บางคนนอนบนเตียงในบ้าน กระสุนปริศนาก็ทะลุหลังคามาเจาะร่างกายให้บาดเจ็บสาหัสหรือตาย บางคนยืนเล่นฟุตบอล จู่ๆก็ล้มลงเพราะกระสุนเจาะทะลุหัว บาดแผลบอกชัดว่ากระสุนมาจากมุมสูงอันหมายถึง บางคนยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วกระสุนมาตกลงที่จุดซึ่งพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ ความเข้าใจผิดของคนชอบยิงปืนขึ้นฟ้าที่สืบทอดกันมา คือ กระสุนยิงขึ้นฟ้าก็จะหายสูญไป อันที่จริงแล้วทุกอย่างอยู่ในขอบเขตของหลักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น หลักแรงโน้มถ่วงของโลกต้องดึงทุกอย่างให้ลงต่ำเสมอ มันเป็นสัจธรรมที่คนยิงปืนขึ้นฟ้าลืมเลือนหรือไม่อยากเชื่อถือด้วยมั่นใจผิดๆในอานุภาพของปืน หลักดังกล่าวพิสูจน์ได้ง่ายคือ เราโยนลูกบอลขึ้นฟ้า มันต้องตกลงพื้นเสมอ ใครเคยเห็นลูกบอลลอยเหนือพื้นหรือหายไปในท้องฟ้า คำตอบคือ ลูกบอลตกพื้นทุกครั้งที่โยนมัน การยิงปืนขึ้นฟ้าก็เช่นเดียวกัน กระสุนต้องลงล่างเสมอ แต่จะไปโดนสิ่งใดหรือคนใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลักฟิสิกส์กำหนดทิศทางการยิงไว้ว่า ถ้ายิงตรงขึ้นฟ้าทำมุม 90 องศา กระสุนจะตกลง ณ จุดเดิมที่ยิงหรือใกล้เคียงกัน ดังนั้น ถ้าคนยิงกระสุนในมุม 90 องศาแล้วยืน ณ จุดเดิม กระสุนจะตกลงเจาะทะลุศีรษะและร่างกายอย่างแน่นอน หากไม่ต้องการรับกระสุนนัดนั้นก็ต้องยิงทำมุม 45 องศา มันจะเพิ่มความแรงให้กระสุนแล้วยังเพิ่มระยะยิงให้ไกลขึ้นด้วย กระสุนนัดนั้นจะตกห่างจากจุดที่เรายืนอยู่ไกลมาก ทั้งนี้ไม่พ้นความสามารถในการพิสูจน์หาต้นทางการยิงด้วยหลักคำนวณได้ หากจะตั้งใจหาสถานที่แรกเริ่มของกระสุนย่อมทำได้ด้วยการรู้ชนิดและประสิทธิภาพของกระสุน ชนิดของปืน บาดแผลของผู้เสียหาย สภาพแวดล้อม นำข้อมูลเหล่านี้ไปคำนวณด้วยหลักฟิสิกส์จะมองเห็นพื้นที่ของการยิง เมื่อลากเส้นในแผนที่จะมองเห็นขอบเขตที่แคบลงในการหาเจ้าของปืน ตำรวจสามารถจับคนยิงกระสุนปริศนาได้ทันที วิธีการเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการพิสูจน์หากระสุนปริศนาที่ยิงจากที่อื่นไปโดนคนตายในจุดห่างไกลออกไปสำหรับคดีของต่างประเทศมาแล้ว แต่ไทยไม่ได้นำหลักวิชานี้มาใช้เลย ทำให้คนยิงปืนขึ้นฟ้าลอยนวลไปและสร้างความเข้าใจผิดว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าไม่สร้างความเสียหายแก่ใครมาถึงทุกวันนี้ การยิงปืนออกไปต้องมีจุดตกของกระสุนทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดลอยคว้างกลางอากาศได้ตามหลักแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อยิงปืนขึ้นฟ้าตามองศาต่างๆ กระสุนจะตกตามหลักนั้น ณ จุดที่กระสุนตกถ้าเป็นผืนดิน แม่น้ำลำคลอง ย่อมไม่สร้างความเสียหายใดๆ กรณีที่กระสุนตกลงเจาะทะลุหลังคาบ้านไปฆ่าคน ฆ่าสัตว์เลี้ยง มันจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น บางคนเถียงว่ายิงปืนโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ใครเสียหายหรือตาย ควรลงโทษแค่ประมาท คำพิพากษาของศาลมีสืบเนื่องกันมาว่า คนยิงปืนย่อมรู้ผลของการยิงกระสุนหรืออันตรายจากการยิงปืน จึงถือเป็นเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนอาจก่ออันตรายแก่ผู้อื่นหรือสร้างความเสียหายต่อทรัพย์ได้ มิอาจถือเป็นการกระทำโดยประมาทซึ่งหมายถึงเริ่มต้นการยิงโดยไม่รู้จักอันตรายของกระสุนมาก่อน การยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วกระสุนไปฆ่าคนจึงถือว่าเจตนาฆ่าคน หลายคนที่ได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สินหรืออันตรายถึงชีวิตจากผลของกระสุนที่ยิงขึ้นฟ้าเพราะความคะนองหรือสนุกรื่นเริง ต่างต้องเศร้าโศกกับความสูญเสียหรือทนทุกข์ทรมานกับการเอาชีวิตรอดจากบาดแผลกระสุนนั้น ขณะที่เจ้าของปืนสนุกรื่นเริงเพียงชั่วคืนและไม่รับรู้หรือไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเขา ถือเป็นความไม่เป็นธรรมทางสังคม หลายคนก็มีความเข้าใจผิดอยู่ว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าไม่สร้างความเสียหายแก่ใคร กระสุนที่ยิงขึ้นฟ้า มันหายสูญไป มิได้หวนกลับมาดังมุมเบอแรง เขาจึงไม่รับรู้ความทุกข์ทรมานของผู้บาดเจ็บหรือความสูญเสียของเครือญาติเหยื่อกระสุน ขอแนะนำให้คนชอบยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อความสนุกสนานหรืออวดตนได้ลิ้มรสความเจ็บปวดและสูญเสียด้วยตัวเองโดยชูปืนเหนือศีรษะทำมุม 90 องศาแล้วยิงกระสุน เจ้าของปืนต้องยืนอยู่ ณ จุดเดิม อึดใจต่อมาความเร็วของกระสุนจากหลักแรงโน้มถ่วงจะดึงมันลงต่ำมายังจุดที่ยิงปืนซึ่งเจ้าของปืนยืนรออยู่ จักพิสูจน์หลักแรงโน้มถ่วงเกี่ยวกับการยิงปืนได้ชัดว่า กระสุนของท่านจะดิ่งลงมาทะลุสิ่งกีดขวางสู่พื้น สิ่งกีดขวางกระสุนเวลานั้นคือ ร่างเจ้าของปืน เฉกเช่นเดียวกับเหยื่อกระสุนคนอื่น คราวนี้จะได้ลิ้มรสชาติความเจ็บปวด ห้วงเวลาทุกข์ทรมาน ของเหยื่อเหล่านั้น ถ้าท่านรอดชีวิตไปได้ ก็ต้องงดใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าอย่างแน่นอน การยิงปืนอีกแบบหนึ่งที่ห่างไกลตาของคนเมืองอย่างมาก เนื่องจากคนไทยมักเห็นชีวิตสัตว์ต่ำค่ากว่ามนุษย์ จึงไม่สนใจกับการยิงชนิดนี้ การยิงในป่าเพื่อความสนุกสนานหรือการยิงเข้ารกเข้าพงเพื่อลองปืน กระสุนทุกนัดที่ยิงในป่าอาจโดนต้นไม้ สัตว์ป่าเล็กหรือใหญ่ก็ได้ บางครั้งการยิงได้พรากชีวิตแม่ลูกออกจากกันเพียงสนองความสนุกของคนใช้ปืนเท่านั้น พวกเขามักคิดปลอบใจว่า กระสุนเข้าป่าไปคงไปโดนต้นไม้ ไม่ซวยไปโดนสัตว์ ป่ามีสัตว์เดินเพ่นพ่านทั้งเล็กและใหญ่ การยิงปืนขึ้นฟ้าในป่ากระสุนอาจถูกนกที่กำลังบินหากินอยู่ก็ได้ แทนที่จะสงสารชีวิตสัตว์ที่ดับดิ้นกลับรื่นรมย์ที่คร่ามันได้ด้วยความบังเอิญ นี่เป็นความคิดของคนใช้ปืนยิงเล่นในป่า บางครั้งก็ยิงเข้ารกเข้าพงแล้วไปโดนเด็กที่นั่งถ่ายอุจจาระตายคาที่ ทำให้เขาต้องกลายเป็นฆาตกรไปในพริบตา การมีปืนและรู้จักใช้อย่างปลอดภัยเพื่อปกป้องชีวิตและครอบครัวเป็นเรื่องที่ดี แต่ใช้เพื่อความสนุกสนานรื่นรมย์แล้วสร้างอันตรายแก่ชีวิตคนอื่นหรือสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของชาวบ้าน ถือเป็นเรื่องที่น่าประณามอย่างยิ่ง ถ้าตำรวจไม่จับเจ้าของกระสุนปริศนาจากการยิงขึ้นฟ้าเพื่อลงโทษให้ประจักษ์แก่ชาวบ้าน จักไม่สามารถหยุดยั้งความคิดผิดพลาดของคนยิงปืนขึ้นฟ้าได้เลย มันกลายเป็นการส่งเสริมคนกลุ่มนั้นโดยปริยาย ชาวบ้านจะเดือดร้อนต่อเนื่องไม่สิ้นสุด เมื่อหลักนิติวิทยาศาสตร์ไทยพัฒนาเยี่ยงชาติตะวันตกแล้วจึงควรนำมาใช้หาเจ้าของปืนใจคะนองเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ช่วยลดคนตาย คนบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย ลง ขอเตือนคนนิยมยิงปืนขึ้นฟ้าว่า กระสุนต้องตกลงสู่พื้นเสมอ แต่มันจะทำร้าย ทำลาย ชีวิตใครนั้น ไม่อาจบอกล่วงหน้าได้ แต่สมุดบาปในนรกบันทึกชื่อท่านไว้ว่า ฆ่าคนโดยเจตนาแล้ว ถ้าตำรวจจับคนยิงปืนขึ้นฟ้าได้ก็ต้องรับโทษฐานฆ่าคนโดยเจตนาซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ถ้าอยากยิงปืนก็ควรไปที่สนามยิงปืนที่มีระบบความปลอดภัยสูงแล้วยิงให้พอใจ อย่ายิงในที่สาธารณะอย่างเห็นแก่ตัว วันหนึ่งบาปกรรมตามสนองท่านหรือสมาชิกในครอบครัวอย่างเดียวกับที่ทำกับคนอื่น มันจะเป็นความสูญเสียและเสียใจอย่างสุดประมาณ เมื่อกระสุนปริศนาลอยจากฟ้าลงมาปลิดชีพของท่านหรือสมาชิกครอบครัวด้วยความคะนองของผู้อื่น *********************************** 11/18/2009 เหตุหย่าข้อ 6 ไม่เลี้ยงดูคู่สมรสจนเดือดร้อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติเรื่องเหตุหย่า ข้อ 6. สามีหรือภริยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(โปรดติดตามข้อต่อไป)
หมายเหตุ
กฎหมายกำหนดหน้าที่ของสามีภริยาจดทะเบียนสมรสไว้ว่าต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน หากฝ่ายใดไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย อีกฝ่ายย่อมฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูหรือใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ส่วนกรณีทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมายถึงทำตัวเป็นศัตรูหรือไม่เป็นมิตร โดยต้องมีความร้ายแรงอย่างมากและสร้างความเดือดร้อนเกินควรด้วย หากต้องอยู่ร่วมครอบครัวกันต่อไป ตัวอย่างเช่น ติดพนันและชอบขโมยสิ่งของในบ้านไปขายจนเกลี้ยง ขายลูกใช้หนี้เป็นขอทานหรือโสเภณี การถูกจับในคดีทางเพศที่น่าอับอายต่อสาธารณชน แอบอ้างหรือทำปลอมบัตรเครดิตของอีกฝ่ายเพื่อสร้างหนี้สินจนแทบล้มละลาย ทำร้ายร่างกายคู่สมรสเป็นอาจิณ เป็นต้น ฝ่ายที่จะฟ้องหย่าได้ต้องมิใช่ผู้ก่อเหตุและต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าไม่สมควรอยู่เป็นสามีภริยากันต่อไป มันจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลและพยานหลักฐานของผู้ฟ้องหย่าด้วย
************************************** 11/14/2009 ภาพลักษณ์ กับ ด้านมืดภาพลักษณ์ กับ ด้านมืด
เขียนโดย ลูกแก้ว
ข้อมูลและข่าวสารสำหรับโลกไซเบอร์ในไทยวันนี้รวดเร็วและกว้างขวางอย่างมาก บางบ้านไม่มีโทรทัศน์ดาวเทียม ก็สามารถดูผ่านระบบอินเตอร์เนตหรือโหลดไฟล์เพื่อดูย้อนหลังได้ ทำให้หลายข่าวไม่เคยจางไปจากความทรงจำของคนไทย ดังเช่น ข่าวหนึ่งที่เปิดเผยในรายการทีวีดาวเทียมหรือทอล์คโชว์เกี่ยวกับประชาธิปไตย อันสร้างความสงสัยแก่คนไทยว่า ใครคือ ชายปริศนาที่ทวงเงินซึ่งเคยฝากไว้กับคนตายจากทายาทซึ่งกำลังร้องไห้เศร้าโศกกับการสูญเสียบุพการีพร้อมกันสองคนกลางงานศพ บัดนี้ ชายปริศนาเปิดเผยตนให้สาธารณชนรับทราบโดยคำบอกเล่าจากญาติคนตาย คำใบ้เกี่ยวกับชายปริศนาในรายการทำให้หลายคนหูตาสว่างที่ได้เห็นธาตุแท้ของชายคนนั้นภายใต้หน้ากากหรือภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อลวงสายตาประชาชนมานานหลายสิบปีสำหรับนักการเมืองคนนี้ อีกทั้งช่วยให้คนไทยตระหนักว่า การได้ยิน ได้เห็น เรื่องของบุคคลหรือสถานการณ์ใด อย่าเชื่อฝังใจว่า มันเป็นความจริงหรือ ตัวตนของเขา เรื่องคาใจของคนไทยที่เล่าสืบทอดกันว่า นักการเมืองคนหนึ่งในพรรคเก่าแก่ไปทวงเงินฝากและดอกเบี้ยกลางงานศพเพื่อนดร.คนหนึ่งกับทายาทผู้ตาย ด้วยข้ออ้างว่าเคยฝากเงินหลายล้านบาทให้พ่อแม่ของทายาทมรดกครอบครองแทนโดยไม่ระบุว่าฝากเพราะอะไร ทั้งที่เมืองไทยมีสถาบันการเงินมากมาย แต่พ่อแม่เกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินตายทั้งคู่ จึงเกรงว่าทายาทจะเบี้ยวไม่ยอมจ่ายคืนเพราะไม่รู้จริงๆหรืออาจโกงเงินของเขาเนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของเงินจำนวนนั้น อีกทั้งที่มาของเงินอาจทำลายภาพลักษณ์นักการเมืองซื่อสัตย์สุดชีวิตซึ่งไม่อาจตอบคำถามของสังคมได้ถ้ามีการฟ้องคดีกัน เมื่อเขาได้รับเชิญไปร่วมงานศพฐานะเป็นเพื่อนคนใต้ด้วยกันมานาน พอจุดธูปเทียนคารวะผู้ตายแล้วก็เดินเข้าไปแสดงความเสียใจกับทายาทพร้อมกับพูดทวงเงินที่ฝากไว้ต่อหน้าญาติพี่น้องผู้ตาย อันทำลายความรู้สึกดีๆซึ่งเคยมีให้เขามาช้านานหมดสิ้น ทายาทของผู้ตายไม่ทราบเรื่องและตกใจมาก จึงขอผัดผ่อนเรื่องไปก่อนอันสร้างความหวาดระแวงใจแก่นักการเมืองอย่างมาก ต่อมาก็มีการเคลียร์เรื่องด้วยการคืนเงินหลายล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยแก่นักการเมืองคนนั้นด้วยเกรงในความปลอดภัยของชีวิต การทวงถามครั้งนั้นอาจมีการข่มขู่แทรกด้วยหรือไม่ คงมีแต่คนในเหตุการณ์ที่ตอบได้ชัดเจน ตามหลักกฎหมายถ้านักการเมืองไม่อาจแสดงกรรมสิทธิ์ในเงินที่อ้างเป็นของตน กฎหมายสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เงินในบัญชีผู้ตายตกเป็นมรดกแก่ทายาทของเขา นั่นหมายความว่า ทายาทจะได้รับเงินทั้งหมดไปฝ่ายเดียว แต่ความเสียใจและผิดหวังต่อเพื่อนของครอบครัวยังประทับในใจจนกระทั่งวันนี้ การทวงเงินกลางงานศพของเพื่อน เป็นมารยาทไม่ดีซึ่งคนในสังคมน่าจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง แต่นักการเมืองเก่าแก่คนนี้กระทำด้วยความหวั่นเกรงเงินสูญหายไปพร้อมกับความตายของเพื่อน ซึ่งกฎหมายกำหนดชัดว่า เงินของผู้ตายจะเป็นมรดกแก่ทายาท ขณะที่เขาเป็นนักกฎหมายด้วยไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของเงินและมีไม่ได้ด้วย ความกลัวจะสูญเงินทำให้เขาทำลายภาพลักษณ์ที่ดีในความรู้สึกของสมาชิกครอบครัวนั้น คำเฉลยเกี่ยวกับชายปริศนาทวงเงินหลายล้านบาทกลางงานศพ คือ นักการเมืองที่สร้างภาพลักษณ์เป็นคนสุจริต ชีวิตสมถะ ยึดหลักประชาธิปไตยเต็มที่ และมีคำพูดติดปากเสมอว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เขาสร้างภาพเหล่านี้มาช้านานและเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงสุดด้วยภาพลักษณ์นั้น คนไทยเชื่อถือกับการแสดงออกของเขา คำเฉลยเกี่ยวกับชายปริศนาจากคำบอกเล่าของญาติผู้ตายทำให้มองเห็นด้านมืดว่า แท้จริงแล้วเขาก็เป็นมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหาเยี่ยงคนทั่วไป รู้จักปกปิดด้านมืดด้วยกลวิธีสารพัดแบบ ดังเช่นกรณีนี้นักการเมืองสุจริตย่อมไม่ควรมีทรัพย์สินสูงเกินควรแก่ฐานานุรูป โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยทำมาค้าขาย ไร้กิจการ ครอบครัวไม่มีสมบัติตกทอดหลายชั่วคน หรือรับราชการมาก่อน ควรมีมูลค่าทรัพย์สินเท่าใดก็สามารถเปรียบเทียบกับคนทำงานแบบเดียวกันได้ นักการเมืองที่มาจากครอบครัวยากจนและทำงานการเมืองตลอดชีวิตด้วยเงินเดือนนักการเมือง อีกทั้งตำแหน่งสุดท้ายยังเป็นอดีตผู้นำบ้านเมืองด้วย จึงคาดเดากันได้ว่า ควรมีมูลค่าทรัพย์สินแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินเดือนตามตำแหน่งที่เคยทำงานผ่านมา ดังนั้น การผ่องถ่ายโบนัสนอกรายได้ปกติ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้แนบเนียนที่สุดเพื่อรักษาภาพลักษณ์หรือปกปิดตัวตนแท้จริงไว้ วิธียอดนิยมของนักการเมืองที่กระทำสืบทอดกันมา สุดแต่ว่าใครจะทำได้เนียนกว่ากัน คือ การนำผลประโยชน์ทั้งเงินทองและทรัพย์สินอื่นไปฝากกับบุคคลที่ไว้วางใจได้ อาทิเช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน เป็นต้น เมื่อพ้นจากตำแหน่งพวกเขาจะคืนให้หรือมีการทยอยให้เจ้าของอย่างมีศิลปะ วิธีถ่ายเทผลประโยชน์ไปอยู่กับบุคคลที่ไว้วางใจหรือใกล้ชิดนักการเมืองนั้น คนไทยสังเกตได้ง่ายจากภูมิหลังของครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัวว่า ถ้าครอบครัวนักการเมืองจนขนาดให้วัดเลี้ยงชีพหรือเป็นเด็กวัด พอเป็นนักการเมืองกลับมีบ้านเรือนใหญ่โต พี่น้องเลื่อนฐานะเป็นเศรษฐีอย่างเร็ว ลูกหลานเรียนเมืองนอกสบายๆทั้งที่เขาไม่ได้ทำงานอื่นซึ่งสามารถสร้างรายได้มหาศาลในเวลาไม่นานได้ มันเป็นข้อสันนิษฐานว่า เขาต้องมีผลประโยชน์พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนหรือเบี้ยประชุมของนักการเมือง อีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ นักการเมืองทำตัวเป็นคนสมถะ ไม่ค่อยมีข่าวคาว ก็ต้องมองภูมิหลังครอบครัวว่า ถ้ามาจากคนจนต้องให้วัดเลี้ยงลูก ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่เคยมีกิจการเป็นของตนเองหรือทำงานจริงจัง แสดงตนเป็นคนสมถะ ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง รับเงินเดือนนักการเมืองมาตลอดชีวิต แต่สมาชิกครอบครัวซึ่งมาจากพ่อแม่เดียวกันที่ยากจนมีบ้านใหญ่โตระดับเศรษฐีในกทม.และต่างจังหวัดทั้งที่บางคนทำงานสอนหนังสือหรือเป็นข้าราชการอย่างเดียว การคิดเทียบรายได้ของคนประเภทเดียวกันจักมองเห็นข้อไม่ปกติได้ชัดเจน การมีชีวิตสมถะอย่างที่เห็นนั้นอาจมีเรื่องซ่อนแฝงไว้ด้วยการถ่ายเทผลประโยชน์ไปอยู่กับสมาชิกครอบครัวเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของเขาไว้ใช้แสวงหาอำนาจบางอย่าง อันที่จริงจำนวนเงินที่นักการเมืองคนนี้ได้รับคืนจากทายาทผู้ตาย เขาจะถือเป็นนักการเมืองที่ร่ำรวยคนหนึ่ง แต่ชอบเสียงชมเชยของคนไทยว่า เป็นคนสุจริต รักชีวิตสมถะ ทั้งที่พูดได้ว่า เขาเป็นนักการเมืองที่ซ่อนด้านมืดแนบเนียนที่สุดแห่งยุคนี้ซึ่งหลอกลวงคนไทยให้หลงเชื่อได้ แล้วยังพูดประณามหยามเหยียดนักการเมืองอื่นในที่สาธารณะบ่อยว่า ไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน ความแตกต่างมีเพียง นักการเมืองบางคนถูกจับได้เพราะทำไม่แนบเนียนอย่างเขา คำถามคาใจ คือ ที่มาของเงินจำนวนนั้นเหมาะสมกับภูมิหลังความสมถะที่เสพย์เงินเดือนนักการเมืองมาตลอดชีพหรือไม่ เขาคนนั้นมีคำตอบอยู่แล้ว เหตุการณ์ในงานศพครั้งนั้นเชื่อว่า สมาชิกครอบครัวผู้ตายมองเห็นธาตุแท้ของชายคนนี้ซึ่งอ้างตนเป็นเพื่อนสนิทของผู้ตายมาช้านานจึงเป็นที่ไว้วางใจอย่างมากในการฝากเงินพิเศษที่ได้รับจากงานการเมือง มันแสดงความสนิทสนมระหว่างเขากับคนตายได้ชัด ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่า เงินจำนวนนี้มาจากที่ไหน ได้มาอย่างไร เป็นของใคร และทำเพื่ออะไร เพียงแต่ความตายเกิดขึ้นกะทันหันและยังไม่มีการโอนกลับคืนเจ้าของเงินตัวจริง ทำให้นักการเมืองคนนั้นกลัวสูญเงินอย่างมาก จึงทวงเงินกลางงานศพอย่างไร้มารยาทและเห็นแก่ตัว เพราะเขาไม่มีหลักฐานทางกฎหมายยืนยันสิทธิได้ จึงต้องข่มขู่และแสดงตนต่อทายาทเจ้ามรดกให้เร็วที่สุด โชคดีที่ลูกของผู้ตายยังมีจิตใจบริสุทธิ์ แม้ตามกฎหมายจะถือว่าเป็นเงินของพวกเขา ก็ยอมคืนให้นักการเมืองคนนั้นเพื่อยุติเรื่องโดยเร็ว ภาพลักษณ์ที่นักการเมืองสร้างขึ้นให้คนในสังคมเห็นประจักษ์ตา อาจไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเขา คนไทยวันนี้จึงต้องฉลาดคิดว่า ถ้าเชื่อความเป็นเขา เชื่อนโยบายการเมืองของเขา แล้วเผื่อใจด้วยว่า เขายังเป็นมนุษย์มีกิเลส ตัณหา สุดแต่ใครจะควบคุมได้มากกว่ากัน ถ้าควบคุมไว้มิดชิดหรือใฝ่ดีจักไม่แสดงออกต่อสาธารณชนหรือใช้ศักยภาพไปทำลายล้างผู้อื่น คนไทยควรทราบว่า มีสิทธิเลือกตั้งนักการเมืองไปบริหารประเทศโดยพรรคเป็นผู้คัดเลือกเบื้องต้น จึงควรมองนโยบายของพรรคที่ทำเพื่อประชาชนหรือผลงานที่พรรคทำให้สังคมไทย อันเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ มิใช่เชื่อภาพลักษณ์ของบุคคลซึ่งสร้างหรือหลอกลวงกันได้ง่ายมาก ดังเช่น คนใช้ชีวิตสมถะ ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง มิได้หมายความว่าเขาละกิเลสตัณหาได้ แค่ซ่อนมันไว้แนบเนียนกว่าคนอื่นเท่านั้น จึงควรมองให้ลึกซึ้งถึงแก่นเนื้อแท้ โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานด้านครอบครัว คำบอกเล่าของเพื่อนพ้องที่เคยใกล้ชิดหรือสัมผัสเขามาก่อน และความเป็นวิญญูชนพึงมี พึงได้ เมื่ออยู่ในสถานภาพเดียวกัน
**************************** 11/12/2009 คุมตน คุมบัตร ห่างไกลหนี้คุมตน คุมบัตร ห่างไกลหนี้ เขียนโดย มณีอักษร
โลกยุคใหม่การใช้จ่ายเพื่อซื้อหาสิ่งของตามตลาด ห้างสรรพสินค้า และชำระค่าบริการต่างๆ มิจำเป็นต้องจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น การใช้เงินพัฒนารูปแบบหลากหลายขึ้น เช่น บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต บัตรเครดิต และอีกสารพัดชื่อ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสะดวกใช้จ่ายและลดการพกพาเงินสด สิ่งที่สถาบันการเงินจะได้รับตอบแทนเมื่อลูกค้าเลือกใช้บริการชำระเงิน คือ ค่าธรรมเนียม ซึ่งลูกค้าและร้านค้าต้องจ่ายแก่สถาบันการเงิน ในทางกลับกันความสะดวกสบายที่สถาบันหยิบยื่นนวัตกรรมทางการเงินให้ลูกค้าก็นำพาความเดือดร้อนมาให้ด้วย ถ้าไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในการใช้สารพัดบัตรเหล่านั้น เจตนารมณ์ของสถาบันการเงินที่กระตุ้นให้ลูกค้าหันไปใช้บัตรชนิดต่างๆแทนการชำระด้วยเงินสดต้องอาศัยความอยากใช้จ่ายเงินและข้อเสนอต่างๆที่หนุนให้ลูกค้าใช้บัตร หากไม่รู้เท่าทันและควบคุมตนไว้ จักต้องกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นคนล้มละลายทางกฎหมายในท้ายที่สุด นวัตกรรมทางการเงินเกี่ยวกับความสะดวกใช้เงิน เช่น บัตรเดบิตนั้นเป็นการจ่ายเงินที่มีอยู่ในบัญชีออมทรัพย์และจ่ายได้ไม่เกินจำนวนเงินในบัญชี บัตรเครดิตก็เป็นการทดรองจ่ายเงินล่วงหน้าโดยสถาบันการเงิน ลูกค้าจะนำเงินสดมาชำระหนี้ภายหลัง เป็นต้น วันนี้บัตรที่สร้างปัญหาแก่สังคมไทยมากที่สุด คือ บัตรเครดิต เนื่องจากใช้ชำระเงินที่เกินวงเงินที่ตั้งไว้กับสถาบันการเงินก็ได้ โดยยอมจ่ายดอกเบี้ยและสารพัดค่าธรรมเนียมกรณีพ้นเวลาชำระ แถมด้วยคุณสมบัติคล้ายบัตรเอทีเอ็มคือ การเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า ได้ มันกระตุ้นให้คนที่มีจิตอ่อนและไม่ประมาณตนรูดใช้บัตรอย่างไม่ยั้งและเป็นหนี้สินพอกพูนมหาศาล ท้ายที่สุดก็ถูกระงับบัตรหรือเป็นคนล้มละลายหมดอนาคตในสังคม การใช้บัตรเคดิตในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความสะดวกสบายเป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่ต้องควบคุมตนเองและจิตใจให้ใช้บัตรเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์นั้นอย่างเดียว จึงเลี่ยงพ้นการก่อหนี้สินได้ เรามาเรียนรู้วิธีใช้บัตรเครดิตโดยไม่ก่อหนี้สินที่ทำได้ง่ายๆ ถ้ายึดมั่นทำต่อเนื่อง จักมีความสุขยาวนาน ไร้หนี้สิน ดังนี้ 1 อย่าชำระเงินตามยอดขั้นต่ำ เนื่องจากยอดเงินที่ไม่ชำระจะกลายเป็นหนี้สินสะสมหรือเงินกู้ของเดือนที่ค้างชำระบวกดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารชาติกำหนดให้สถาบันการเงินเรียกเก็บจากลูกค้าได้ คือ อัตรา 20 เปอร์เซนต์ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำยังไม่ถึง 3 เปอร์เซนต์ สถาบันฯจะได้กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งก็มาจากยอดเงินค้างชำระและดอกเบี้ยเงินฝากนี่เอง คนใช้บัตรควรกำหนดเงินใช้จ่ายไว้และไม่ใช้เกินกว่าศักยภาพการหาเงินของตน สิ่งที่ควรท่องจำไว้ คือ ชำระเงินในบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกงวด หากทำไม่ได้ เท่ากับสร้างยอดหนี้แบบดอกเบี้ยทบต้นจนกระทั่งหนี้ท่วมทับชีวิตให้อับเฉาด้วยเวลาไม่นานนัก ตัวอย่างเช่น ค้างชำระหนี้เดือนนี้ 100 บาท ก็ถูกบวกดอกเบี้ยเข้าไปเป็น 120 บาทเพื่อทบในเดือนถัดไป หากยังไม่ชำระอีกเงิน120 บาทจะบวกยอดหนี้ใหม่ 100 บาท เป็น 220 บาทที่จะถูกคิดดอกเบี้ยอีก 20 เปอร์เซนต์ทบไปเรื่อยๆจนกว่าจะจ่ายเต็มจำนวนหนี้ เป็นต้น 2 อย่ามีบัตรเครดิตหลายใบ เพราะเมื่อมีบัตรมาก ก็กระตุ้นให้ใช้เงินไม่ยั้ง บัตรแต่ละใบจะมีวงเงินจำกัดไว้ อย่างน้อยก็ช่วยควบคุมมิให้ใช้เงินมากนัก เนื่องจากวงเงินถูกกำหนดโดยอัตรารายได้ของเจ้าของบัตรที่สถาบันฯคาดว่าจะชำระเงินคืนได้ ถ้ารวมวงเงินในบัตรแต่ละใบแล้ว อาจมีจำนวนเงินที่เกินความสามารถหารายได้ของตนก็ได้ เช่น บัตร เอ ให้วงเงิน 200,000 บาท บัตร บี มีวงเงิน 100,000 บาท เท่ากับเจ้าของบัตรมีวงเงินใช้จ่ายแต่ละเดือน คือ 300,000 บาท ทั้งที่มีรายได้แค่เดือนละ 20,000 บาทเท่านั้น เป็นต้น จึงไม่ควรมีบัตรเครดิตหลายใบเกินไป มันช่วยเลี่ยงการใช้เงินเกินตัวได้ 3 อย่าชำระเงินเรียกเก็บหนี้ในบัตรเกินกำหนดเวลา เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่ชำระเงินเกินวันที่กำหนดในบัตรจะถูกคิดค่าธรรมเนียมสารพัดชื่อ เช่น ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ประมาณ 500 บาทต่อครั้ง ลองคิดให้ดีว่าท่านเสียเปรียบแค่ไหนเมื่อธนาคารใช้โทรศัพท์เตือนให้ชำระเงินที่เกินเวลาไปหนึ่งอาทิตย์ แต่คิดค่าใช้จ่ายตามหนี้ 500 บาททั้งที่เสียค่าโทรศัพท์แค่ 3 บาทเท่านั้น เป็นต้น อีกทั้งเมื่อเกินกำหนดเวลาชำระหนี้ ยอดเงินที่เรียกเก็บจะกลายเป็นเงินต้นที่ต้องคิดดอกเบี้ยผิดนัด 20 เปอร์เซนต์ บวกค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ บวกค่าธรรมเนียมในชื่อต่างๆ บางครั้งยอดหนี้เงินแค่ 5,000 บาท พอชำระหนี้เกินกำหนดไปหนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนไม่ว่าเพราะลืมหรือเหตุใดก็ตาม ท่านอาจต้องจ่ายเงิน 10,000 บาทเพื่อกลบหนี้บัตรใบนี้ก็ได้ 4 อย่าเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า สถาบันการเงินต้องการเสริมประสิทธิภาพให้บัตรเครดิตทำงานใกล้เคียงกับบัตรเอทีเอ็มด้วยเพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น มันมีความแตกต่างอย่างมาก คือ การใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินสดเป็นการถอนเงินออมของตัวเองจึงไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่การเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิตนั้น จะมีการคิดค่าธรรมเนียมถอนเงินสดซึ่งเหมือนกับเงินปากถุงกรณีขายฝากทรัพย์สิน เช่น ท่านใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจำนวน 100 บาท ธนาคารจะหักค่าธรรมเนียมถอนเงินไว้ 20 บาทซึ่งแต่ละธนาคารอาจมีอัตราคิดไม่เท่ากัน ท่านจะรับเงินจริงแค่ 80 บาท แต่ใบเรียกเก็บหนี้จะถือว่าท่านเป็นหนี้เงินกู้ 100 บาท แล้วคิดดอกเบี้ยด้วยอัตรา 15-20 เปอร์เซนต์จากยอดเงิน 100 บาท การใช้บัตรเครดิตเพื่ออำนวยความสะดวกแทนการจ่ายเงินสดด้วยเงื่อนไขที่ดีเพียงใด ก็ควรเตือนใจเสมอว่า จงใช้บัตรตามวัตถุประสงค์นั้น มิควรใช้เพื่อการกู้ยืมเงินผ่านบัตรเครดิต ควบคุมตนให้มีวินัยการใช้บัตรอย่างเคร่งครัด สถาบันการเงินหารายได้จากการใช้บัตรเครดิตสร้างกำไรไปจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นจึงต้องออกโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้บัตรเครดิตเป็นระยะ คนฉลาดต้องเรียนรู้เท่าทันด้านมืดของบัตรเครดิตด้วย วันใดที่ใช้บัตรเครดิตอย่างขาดสติ มันจะกลายสภาพเป็นอสูรร้ายที่ปลิดชีพเจ้าของบัตรได้ จึงต้องรู้จักคุมตน คุมบัตร รับรองห่างไกลหนี้สิน ชีวิตเบิกบานกับนวัตกรรมนี้ได้ บัตรเครดิตมีไว้เพิ่มความสะดวกใช้จ่าย มิใช่เพิ่มหนทางกู้หนี้ยืมสิน อย่าใช้ผิดวัตถุประสงค์เด็ดขาดถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อของบัตรเครดิตและสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญที่ต้องจดจำด้วยว่าการพัฒนาเงินสดไปสู่บัตรเครดิตนั้น ด้านข้อมูลผู้ทำธุรกรรมการเงินที่ไม่มีวินัยและสร้างหนี้สินล้นพ้นตัวกลายเป็นหนี้เสียในสถาบันการเงินก็มีการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลหรือประวัติลูกค้าไม่ดีนี้ไว้เพื่อใช้เตือนภัยแก่สถาบันการเงินอื่นๆให้เพิ่มความระวังหรือระงับการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่มีหนี้สินเกินกว่าความสามารถหารายได้ของตนที่เรียกกันว่า สถาบันข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หากลูกหนี้คนใดมีชื่อหรือประวัติบันทึกในทางไม่ดีไว้ จะส่งผลต่อการทำธุรกรรมในอนาคตอย่างมาก วันนี้การรักษาอันดับเครดิตของตนจึงเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของคนไทยด้วย อย่าลืมว่าสักวันท่านอาจต้องซื้อผ่อนบ้านหรือรถยนต์ที่มีมูลค่าสูง เครดิตของท่านจะมีส่วนช่วยให้มีบ้านหรือรถได้ด้วยสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่ายขึ้น หากประเมินตนเองแล้วว่าไม่อาจรักษาวินัยการเงินหรือใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกใช้จ่ายเท่านั้น ก็ควรงดมีบัตรเครดิตและใช้เงินสดอย่างเดียว จักช่วยมิให้ก่อหนี้สินทำร้ายตนและครอบครัวได้
******************************
11/11/2009 บัญชารัก นิยายเล่มล่าสุดบัญชารัก
นิยายแนวรักโรแมนติคระหว่างราชาหนุ่มกับเจ้าหญิงเชลย บทประพันธ์ของ “ช่อมณี” กล่าวถึงความรักลึกซึ้งที่ชายมีต่อหญิงอันเป็นที่รักหลายรูปแบบ หนึ่งชายมีรักหลงใหลและอยากครอบครองนางซึ่งมีใจภักดิ์ต่ออีกบุรุษหนึ่ง แม้นางตายไปแล้วก็ยังปลุกชีพเพื่ออยู่ร่วมชาติกันให้ได้ อีกชายหนึ่งเป็นความรักที่รอคอย มุ่งมั่นพิชิตหัวใจของหญิงอันเป็นที่รักด้วยหัวใจของเขา แม้ราชาหนุ่มกับเจ้าหญิงเชลยพบกันด้วยความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กัน เจ้าหญิงเชลยต้องไปอยู่เป็นตัวประกันของราชาหนุ่มพร้อมกับความลับยิ่งใหญ่ที่มีชีวิตของเธอเป็นเดิมพัน เธอต้องทำตามคำบัญชาของเขา แต่เรื่องของหัวใจไม่มีใครสามารถบัญชาได้แม้แต่เขาหรือเธอ สุดท้ายคำบัญชาแห่งรักจะชี้นำทั้งสองไปทิศทางใด ราชาหนุ่มกับเจ้าหญิงเชลยจะสุขสมหวังหรือทุกข์มหันต์ ต้องตามหาคำตอบในนิยายเล่ม “บัญชารัก” ผลงานล่าสุดของ “ช่อมณี” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมาร์ทบุ๊ค ในเครือสนุกอ่าน หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ ร้านซีเอ็ด ศูนย์หนังสือจุฬา เว็บสำนักพิมพ์สนุกอ่าน และร้านหนังสือใกล้บ้าน
*************************** 11/8/2009 สูตรลับของเศรษฐีสูตรลับของเศรษฐี
เขียนโดย มณีอักษร
หนังสือชีวประวัติของเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจักสอดแทรกแนวคิดและประสบการณ์ให้ผู้อ่านนำไปใช้ได้ แต่มันมิใช่สูตรสำเร็จที่จะเกิดผลเดียวกันเสมอไป ผู้ใช้ต้องรู้จักประยุกต์บทเรียนเข้ากับการดำเนินชีวิต สถานภาพทางสังคม ระดับความรู้ และสิ่งแวดล้อม จึงสร้างผลลัพธ์ที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงกับเจ้าของบทเรียนนั้นได้ หากเคยเรียนวิชาคณิตศาสตร์มาก่อน จักรู้ว่ามันมีหลายสูตรให้ใช้แก้ปัญหาตัวเลขเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องเดียวกันได้ขึ้นอยู่ที่ว่านักเรียนเลือกใช้สูตรเข้ากับปัญหา อุปนิสัย และถูกเวลา ก็จะพบคำตอบเหมือนกัน ชีวิตเศรษฐีหลายท่านก็มิได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่ต้องเริ่มต้นแสวงหาเส้นทางของตัวเอง บ้างก็เริ่มต้นด้วยหนี้สินติดตัวจากการกระทำของบุพการีหรือตนเองอันเรียกกันว่า ชีวิตติดลบ หลายชีวิตกว่าจะเป็นเศรษฐีในวันนี้ได้สร้างสูตรลับพื้นฐานให้ทุกคนที่อยากเป็นเศรษฐียึดถือปฏิบัติกันสรุปได้ ดังนี้ สูตร 1 ควรเชี่ยวชาญและรู้จริงในงานที่ทำ ตั้งใจทำงานที่ชอบหรือรู้ลึกซึ้งจริง อย่าจับปลาหลายมือในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เรียนเป็นหมอรักษาคนได้ดี มีเกียรติยกย่องในสังคม รายได้ก็สูงและดีกว่าอาชีพอื่นอยู่แล้วเรียกว่า มีทั้งกล่องและเงินพร้อมสรรพ จะรวยเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความขยันใช้ความรู้แลกรายได้เท่านั้น หมอบางคนอยากรวยและดังเร็วจึงสนใจเป็นเซียนพระ แต่ไม่มองให้ลึกซึ้งว่า เซียนพระคือ คนดูพระเก่งและบอกให้ผู้ซื้อเชื่อถือได้ว่า พระองค์นี้จริงหรือปลอมอย่างไร มูลค่าควรเป็นเท่าไร เขาเก่งในเส้นทางของเขาและกว่าจะมีรายได้จากการให้เช่าพระก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส บางคนศึกษาจริงจังมาตั้งแต่เด็กและเป็นเซียนพระที่คนเชื่อถือด้วยวัยเลข 4 ไปแล้ว ส่วนเซียนพระตัวปลอมก็ไม่สามารถอยู่ด้วยการหลอกลวงได้ตลอดไป หมอหรือเซียนพระก็มีสิทธิ์รวยได้เมื่อทำงานที่ชำนาญของตน สูตร 2 รู้จักเก็บออม มาตรวัดความร่ำรวยที่จับต้องได้ คือ ตัวเลขทรัพย์สินและเงินฝาก จักเห็นว่า ทรัพย์สินและเงินฝากเกิดจากแนวคิดการเก็บออมในรูปต่างๆ เช่น ซื้อที่ดิน ทองคำ เครื่องประดับมูลค่าสูง ฝากเงินในธนาคาร เป็นต้น เศรษฐีส่วนใหญ่ล้วนเริ่มต้นด้วยวินัยการออมเป็นหลัก บางสถานการณ์เงินออมที่สะสมไว้ยังช่วยให้เขาฝ่าฟันวิกฤตสาหัสในชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิดหรือช่วยคลี่คลายปัญหาให้เบาบางได้ยามคับขัน เศรษฐีมักสอนลูกหลานและคนอยากรวยว่า ต้องมีวินัยการออมเงิน สูตร 3 รายได้ต้องมีเข้าต่อเนื่อง แม้จะรู้จักออมเงิน แต่หารายได้เข้าไปเติมเงินเพิ่มพูนเงินออมหรือช่วยปรับปรุงการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นไม่ได้ การเป็นเศรษฐีก็ยังอยู่ห่างไกลยิ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่า ชีวิตการทำงานของมนุษย์มีช่วงสั้นๆ เรี่ยวแรงทำงานอย่างสูงสุดไม่เกินอายุเฉลี่ย 60 ปี ช่วงเวลาทองของชีวิตในการทำมาหารายได้ปรับเปลี่ยนฐานะการเงินของมนุษย์จึงอยู่ประมาณอายุระหว่าง 22 – 60 ปี ต้องไม่ลืมว่าแต่ละคนอาจพบอุปสรรคระหว่างเส้นทางแตกต่างกัน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ติดโรคร้าย มีความพิการกะทันหัน และอื่นๆ ส่งผลให้เวลาทำงานสั้นลงอีก เงินออมและรายได้เข้าต่อเนื่องจึงมีส่วนสัมพันธ์กันเสมอในช่วงชีวิตการทำงานของมนุษย์ หากไม่มีรายได้เข้าต่อเนื่อง ในที่สุดเงินออมต้องร่อยหรอและหมดสิ้นลง ความร่ำรวยหรือเป็นเศรษฐีเกิดขึ้นได้ด้วยการบริหารเงินออมและรายได้ให้ส่งเสริมกัน สูตร 4 รู้จักให้เงินทำงานเพื่อเราได้ เมื่อมีเงินออมมากพอแล้ว ต้องรู้จักแบ่งไปลงทุนเพื่อสร้างผลประโยชน์งอกเงยขึ้น นอกเหนือจากการใช้แรงงานหรือปัญญาหารายได้แล้ว เช่น การซื้อทองคำ ซื้อที่ดิน ซื้อหุ้น ฝากประจำในสถาบันการเงิน และอื่นๆ ทั้งนี้การลงทุนต่างๆต้องกระทำอย่างระมัดระวังเพราะเป็นการนำเงินออมไปหาประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกทอดหนึ่งเพื่อสะสมความมั่งคั่งต่อยอดไปอีก การลงทุนทุกประเภทเจ้าของเงินออมควรศึกษาลักษณะการลงทุนและอุปสรรคปัญหาของมันให้ถ่องแท้ มิฉะนั้น จะกลายเป็นการทำลายเงินออมของตัวเองด้วยความประมาท สูตร 5 รู้จักใช้โอกาสที่เข้ามาหาให้เป็นประโยชน์สูงสุดด้วยวิสัยทัศน์ก้าวหน้าหรือมองเห็นอนาคตได้ หมายถึง การหยิบฉวยโอกาสที่แวะเยี่ยมเยียนเราในการหาประโยชน์เต็มที่ ไม่ปล่อยปละละเลยมัน ดังคำที่ว่า โอกาสดีมาเยือนแค่ครั้งเดียว ถ้าปล่อยลอยหายไป ถือเป็นผู้โง่เขลายิ่ง ทั้งนี้สิ่งที่ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนคือ การเตรียมตนให้พร้อมใช้โอกาสนั้นทุกเวลา ตัวอย่างของการฉวยโอกาสดีไม่ได้เพราะจำใจ เช่น เขาประกาศรับโปรแกรมเมอร์ที่ได้ใบรับรองของวินโดว์ทุกหมวดความรู้และสร้างเว็บไซด์ได้ด้วยอัตราเงินเดือนสูงมากเพื่อปรับปรุงหน่วยงาน แต่เรารู้แค่โปรแกรมออราเคิล และไม่เคยเพิ่มเติมความรู้โปรแกรมอื่นหรือการสร้างเว็บไซด์มาก่อน ทั้งที่ตกงานอยู่และสนใจตำแหน่งงานนี้มาก ก็ฉวยโอกาสนี้ไม่ได้ ลองนึกดูว่าท่านรู้ทั้งออราเคิล วินโดว์ และสร้างเว็บไซด์ได้ จักเป็นตัวเลือกเด่นที่สุดและงานนี้ต้องเป็นของท่านแน่ มันชี้ให้เห็นว่า แม้โอกาสลอยมาอยู่เบื้องหน้า แต่หยิบฉวยไม่ได้เพราะคุณสมบัติไม่พร้อมของตัวเอง ดังนั้น การเตรียมตัวและรู้จักฉวยโอกาสดีเบื้องหน้าไว้ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งเนื่องจากไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าโอกาสดีจะมาหาเวลาใด หากไม่รู้จักใช้โอกาสหาประโยชน์แก่ตนสูงสุด เมื่อผ่านพ้นไปแล้วก็อาจไม่หวนกลับมาให้เห็นอีกเลย จึงต้องฉวยโอกาสทุกครั้งที่พบเห็น ทั้งนี้ต้องยืนอยู่บนคุณธรรมทางสังคมด้วย เพราะคนฉวยโอกาสอย่างไร้คุณธรรม เราเรียกว่า คนเอาเปรียบที่สังคมรังเกียจ เราจึงต้องรู้จักแยกการฉวยโอกาสสองแบบนี้ให้ชัดเจนด้วย สูตรลับทั้งห้าในการก้าวสู่ความเป็นเศรษฐีนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่ การรู้จักใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพราะมันนำมาซึ่งรายได้และเงินออมที่เป็นสัญลักษณ์บอกสถานภาพเศรษฐีทางสังคม หากใครสามารถใช้สูตรลับทั้งห้าได้ครบถ้วน เชื่อกันว่า สถานภาพการเงินต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนเนื่องจากชีวประวัติของหลายเศรษฐีล้วนใช้สูตรเหล่านี้เป็นพื้นฐานหลักอันพิสูจน์แล้วว่า สูตรนี้ใช้แก้ไขได้หลายสถานการณ์และสร้างเศรษฐีมาหลายคนแล้ว ท่านอาจเป็นเศรษฐีคนต่อไปก็ได้ถ้ารู้จักใช้สูตรลับทั้งห้านี้อย่างมีวินัยด้วย
***************************** 11/4/2009 พักโทษ พ้นโทษ และ การเมืองถาม ความแตกต่างระหว่าง พ้นโทษ กับ พักโทษ ? ตอบ คำว่า พ้นโทษ คือ การได้รับอิสรภาพจากการจำคุกตามคำพิพากษาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ส่วนคำว่า พักโทษ หมายถึง นักโทษยังมีจำนวนวันรับโทษจำคุกอยู่ แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่นอกเรือนจำโดยมีเงื่อนไขและตามระยะเวลาจำคุกที่เหลืออยู่ นักโทษที่จะได้รับการพักโทษจากเรือนจำนั้นต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด เช่น เหลือโทษจำคุก1ใน3ของโทษจริง เป็นนักโทษชั้นดีและประพฤติดี เป็นต้น เขายังเป็นนักโทษอยู่ มิใช่คนอิสระ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมประพฤติอย่างเคร่งครัด ถ้าละเมิดข้อใดข้อหนึ่งจะถูกจับกลับเข้าเรือนจำและขังตามโทษที่เหลืออยู่อีกครั้ง จุดประสงค์ของการพักโทษ คือ ให้โอกาสนักโทษปรับตัวเข้ากับสังคมนอกเรือนจำก่อนจะได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง ถาม เมื่อนักโทษพ้นโทษแล้ว จะกลับมาเล่นการเมืองอีกได้หรือไม่ ? ตอบ ตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญแล้ว นักโทษที่รับโทษจำคุกจริงในเรือนจำจะหมดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งในระยะเวลาประมาณ 5 ปี แม้จะผ่านพ้น 5 ปีแล้วได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. ก็จะไม่มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลได้ ทำให้อดีตนักการเมืองคนหนึ่งซึ่งผ่านการจำคุกและอยู่ในระหว่างพักโทษประกาศตนไม่เล่นการเมืองอีกเพราะเขาเล่นไม่ได้ตามหลักกฎหมาย ถาม เงื่อนไขคุมประพฤติ คือ อะไร ? ตอบ เจ้าหน้าที่เรือนจำจะกำหนดเงื่อนไขให้นักโทษปฏิบัติเมื่ออยู่นอกเรือนจำเป็นข้อๆ แล้วแต่จะเห็นสมควร เช่น การรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน กำหนดการย้ายสถานที่อยู่ ข้อห้ามเข้าบางสถานที่ การปฏิบัติตนว่าสำนึกผิดต่อสาธารณชน ห้ามพูดคุยเรื่องใด เจ้าหน้าที่จะเยี่ยมดูสภาพของนักโทษในเคหสถานทุกเวลา ห้ามดื่มสุรายาเสพย์ติด และอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่นักโทษซึ่งได้รับการสัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนด้วยคำถามว่า สำนึกผิดในสิ่งที่กระทำไปหรือไม่ เขาจะต้องใช้คำตอบเดียวกัน คือ เขาสำนึกผิดแล้ว เนื่องจากถ้าเขาตอบว่า เฉยๆหรือความหมายเดียวกันหรือไม่ตอบ จักถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขคุมประพฤติทันทีและต้องกลับเข้าคุก ทั้งที่ในอดีตนักโทษคนนี้เคยหลบหนีคำพิพากษาจำคุกของศาลนานหลายปี บางคนจำหน้าของเขาได้จึงแจ้งตำรวจให้ไปจับแล้วส่งเข้าเรือนจำจนถึงวันพักโทษของเขา ดังนั้น เขาจะมีจิตสำนึกจริงหรือไม่ มิอาจตรวจสอบได้ชัด แต่ต้องตอบเพื่อมิให้ขัดต่อเงื่อนไข
******************************** 11/1/2009 ใต้เงาบาป 9เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 9
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
ปรานต์ อัครชัยกำลังนั่งรับประทานอาหารค่ำกับสังสิตเพื่อนเก่าในห้องส่วนตัวของภัตตาคารญี่ปุ่น ทั้งสองมีท่าทางผ่อนคลายมากเมื่ออยู่กันตามลำพัง “ คุณตรีบอกนายไหมว่า ไปหาหมอมาหรือยัง “ คำถามของปรานต์ไม่ได้ทำให้เพื่อนเก่ามีสีหน้าเปลี่ยนไปเลย สังสิตตอบว่า “ เธอไม่ชอบพูดเรื่องตัวเองกับใคร นั่นเป็นนิสัยของเธอ “ “ นายไม่รู้เรอะ ? “ “ เมื่อคุณแจ้งให้ผมทราบเรื่องนั้น……. “ สังสิตจิบน้ำชาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ ผมจึงติดตามเสาะหาเอง “ ปรานต์รับสำเนาเอกสารฉบับหนึ่งจากอีกฝ่าย “ อะไรรึ ? “ “ เอกสารการตรวจอาการของคุณตรี ! “ “ ฉันอ่านไม่รู้เรื่องหรอก นายบอกมาสิ “ สังสิตยิ้มเล็กน้อย “ มืออ่อนแรงเกิดจากเธอใช้มันทำงานกับแป้นพิมพ์นานเกินไป เส้นประสาทจึงอ่อนล้าและแสดงอาการออกมาเช่นนั้น “ “ มีทางรักษาไหม ? “ ปรานต์ถามเสียงรัว ใจนึกเป็นห่วงเต็มที “ หมอให้เธอออกกำลังกายมากขึ้น จึงช่วยฟื้นฟูได้ “ สังสิตถอนใจเฮือกใหญ่ ยามบอกว่า “ สิ่งที่เธอทำไม่ค่อยได้คือ ลดการใช้มือบนแป้นพิมพ์น่ะสิ “ “ เด็กดื้อ ! “ สังสิตส่ายศีรษะไปมา “ ผมเข้าใจดีว่า เธอได้พยายามลดการใช้มือ แต่อาชีพของเธอบังคับให้ทำเช่นนั้น “ “ คุณตรีไม่นึกถึงสุขภาพของตัวเองต่างหาก “ “ ผมว่าเธอรักตัวเองมากเหมือนกันนะ “ สังสิตตั้งข้อสังเกต เมื่อเล่าเหตุการณ์ที่หญิงสาวตื่นเช้ามาออกกำลังกายทุกวัน หลังได้รับคำแนะนำจากแพทย์ประจำตัว “ มันน้อยเกินไปนะ “ ปรานต์ชักหงุดหงิดบ้าง “ นายเตือนเธอบ้างสิ “ “ หากผมพูดมากไป เธออาจจับได้ว่าผมติดตามอยู่ คงโกรธ ไม่ยอมพูดกับผม “ “ แบบนี้ก็แย่น่ะสิ “ สังสิตมองอีกฝ่ายอย่างพินิจ พลางกล่าวเอาใจว่า “ ผมจะหาวิธีพูดไม่ให้เธอรู้ตัวก็ได้ครับ “ ปรานต์พยักหน้าเห็นด้วย แล้วยื่นเช็คสองฉบับให้ “ คุณลุงกับผมช่วยเงินสมทบกับโครงการที่คุณตรีกับนายดูแลอยู่ “ “ ฉบับละสามแสนบาท ! “ สังสิตมองตัวเลขในเช็คด้วยความดีใจ ปรานต์กล่าวย้ำว่า “ อย่าบอกชื่อของเราล่ะ เดี๋ยวคุณตรีไม่ยอมรับเงิน “ “ ผมเข้าใจครับ “ ทั้งสองนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ เสียงโทรศัพท์มือถือของปรานต์จึงดังขึ้น เมื่อเขาได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเครียดขรึมขึ้นทันใด “ ผมจะรีบไปทันที ! “ ปรานต์บอกแล้วเก็บโทรศัพท์โดยเร็ว “ มีเรื่องไม่ดีหรือครับ ? “ ปรานต์พยักหน้ารับ “ โชคไม่ดีที่มีคุณตรีเข้าไปเกี่ยวด้วยน่ะสิ “ “ เรื่องอะไรครับ ? “ สังสิตถามเสียงรัว “ แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลังนะ “ ปรานต์ทำท่าจะเดินออกไป สังสิตกล่าวขึ้นว่า “ ผมจะไปด้วย ! “ “ ฉันยังไม่อยากให้คุณตรีรู้เรื่องนายกับฉัน “ ปรานต์กล่าวเสียงเด็ดเดี่ยว “ อย่าห่วงเลย ฉันจัดการเรื่องนี้ได้ “ “ ครับ “ สังสิตจำใจรับคำ ทั้งที่ใจเป็นห่วงมันตรินี อย่างไรก็ตามเมื่อปรานต์มีท่าทีมั่นใจในการช่วยเหลือหญิงสาว เขาจึงโล่งใจได้บ้าง “ นายจะนั่งกินต่อไปก็ได้ ฉันเลี้ยงเอง “ ปรานต์บอกก่อนจะก้าวเดินไปจากห้องพิเศษแห่งนั้น
ชายร่างสูง ผมสีดำตัดสั้นเกรียนก้าวเข้าไปในโกดังแห่งหนึ่งด้วยท่าทางมาดมั่น เขากวาดสายตามองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์หกคนที่ยืนรายล้อมหญิงสาวทั้งสองไว้อย่างระแวดระวัง หัวหน้าชายฉกรรจ์เดินเข้ามาคุยกับปรานต์สักพัก จึงนำมันตรินีมาหาเจ้าของร่างสูง จากนั้นก็กลับไปรวมกลุ่มเช่นเดิม “ คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ? “ เขาถามขึ้น เมื่อเห็นมันตรินียังอยู่ในชุดกีฬาสีแดงสลับขาว แสดงว่าหล่อนอาจกำลังเล่นกีฬาสักอย่างก่อนจะมาอยู่ที่นี่ มันตรินีมีสีหน้ากังวล “ ฉันเพิ่งเล่นสควอชเสร็จ นิตว์ก็โทร.ให้มาที่นี่ เมื่อฉันมาเธอก็ถูกจับตัวไว้แล้ว พวกนั้นค้นข้าวของในกระเป๋าของฉัน จึงเห็นนามบัตรของคุณแล้วบังคับให้ติดต่อกับคุณค่ะ “ “ คุณโชคดีที่เขายังเห็นแก่ผมบ้าง จึงเรียกผมมาพบก่อน “ ปรานต์บอกเสียงหนัก “ ม่ายงั้นแม้แต่ศพของพวกคุณก็หาไม่เจอแน่ “ “ คุณต้องช่วยนิตว์นะคะ “ ปรานต์มองคาดคั้น “ คุณรู้ไหมว่าทำไมเพื่อนของคุณจึงถูกจับตัวแบบนี้ “ หญิงสาวพยักหน้ารับโดยดี พลางย้ำเสียงว่า “ ฉันอยากได้เพื่อนกลับมาทั้งที่มีชีวิต ไม่ใช่ศพนะคะ “ “ มันขึ้นอยู่กับความร่วมมือของเธ อ “ ปรานต์ตอบ สีหน้าไม่สบายใจนัก มันตรินีทำท่าจะเอ่ยบางอย่าง แต่ชายหนุ่มกล่าวขึ้นก่อนว่า “ คุณออกไปคอยข้างนอกก่อน ผมจะเจรจากับพวกเขาเอง “ “ เราควรแจ้งตำรวจไหมคะ ? “ หล่อนลดเสียงถาม “ เชื่อใจผมเถอะ “ เขาบอกเสียงหนักแน่น “ หากให้ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องจะยาว “ มันตรินียอมรับความเห็นของเขา แต่ยังอิดออดไม่ยอมเดิน เขาจึงกล่าวพร้อมกับด้วยรอยยิ้มที่มุมปากว่า “ พวกนอกกฎหมายด้วยกันพูดง่ายกว่าเยอะ คุณตรี “ หญิงสาวสะอึกเล็กน้อยกับคำพูดของอีกฝ่าย ซึ่งหล่อนมักเรียกปรานต์เป็นพวกนอกกฎหมายเสมอ แต่วันนี้หล่อนต้องยอมรับความช่วยเหลือตามแบบฉบับของเขาทั้งที่ไม่เคยชอบวิธีการพวกนี้เลย “ ออกไปได้แล้ว คุณตรี “ เขาบอกย้ำเสียง พลางผลักร่างหญิงสาวเบาๆ เมื่อมันตรินีเดินออกไปนอกโกดังแห่งนั้น ปรานต์ก้าวเท้าเข้าไปเจรจากับกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นทันที
มันตรินีเดินไปมาด้วยอาการกระวนกระวายอยู่หน้าโกดังที่ใช้กักขังชนิตว์เพื่อนนักข่าวของหล่อน เสียงประตูเหล็กเปิดออกหล่อนเห็นปรานต์กับชนิตว์เดินออกมาอย่างปลอดภัย แต่ดูเหมือนทั้งสองกำลังโต้เถียงกัน หญิงสาวก้าวเท้าไปหาคนทั้งสองด้วยความดีใจยิ่ง “ ฉันต้องเสียเวลา เสียเงิน กว่าจะได้ฟิล์มนั้นมา……. “ ชนิตว์พูดอย่างหงุดหงิด น้ำเสียงขุ่นเคือง “ แต่คุณแย่งจากฉันไปให้พวกเขาอย่างง่ายๆ เท่ากับสนับสนุนการทำผิดกฎหมายของเขานะ “ ปรานต์ชะงักฝีเท้า แล้วหันขวับมาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ พวกนั้นยอมรับฟิล์มคืนไปโดยไม่เอาชีวิตของคุณไปด้วย นับว่าปรานีแล้วนะ คุณนักข่าว “ “ แต่…… “ น้ำเสียงของปรานต์แข็งกร้าวยามเอ่ยว่า “ ถ้าย้อนเวลาได้คุณจะเลือกเอาฟิล์มหรือชีวิตตัวเองล่ะ ลองคิดดูสิ “ ชนิตว์ยืนนิ่ง ลำคอตีบตัน ใจหวาดหวั่นกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ อันที่จริงคำพูดของชายหนุ่มก็น่าคิด หล่อนยังนึกเสียดายฟิล์มที่แอบถ่ายภาพการค้าของเถื่อนในท่าเรืออันเป็นความลับมานาน หากได้ตีพิมพ์หล่อนจะมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างแน่นอน “ ฉันก็ไม่ได้เกิดเสียที ! “ ชนิตว์บ่นพึม “ คุณน่าจะเขียนเรื่องอื่น ม่ายงั้นยังไม่ทันเกิดในวงน้ำหมึก คุณก็ลาโลกนี้ไปแล้ว คนเราไม่มีโชคดีบ่อยครั้งหรอกนะ คุณนักข่าว “ เขากล่าวเตือน แล้วเดินไปที่รถของเขาอย่างหัวเสีย มันตรินีเข้ามาปลอบใจเพื่อนสนิทว่า “ เธอยังมีชีวิต ก็มีโอกาสในอนาคตนะ นิตว์ “ “ ฉันไม่มีข้อมูลจะเขียนอีกแล้ว “ “ ค่อยๆคิดก็ได้ “ ชนิตว์หันขวับมามองเพื่อนร่างเล็กอย่างเอาเรื่อง “ เธอรู้จักกับคุณปรานต์มาก่อนรึ ตรี “ มันตรินีอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ ชนิตว์เอ่ยตัดพ้อว่า “ ทำไมต้องปิดบังกันด้วย ไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนรึไง “ “ เธอไม่ได้ถามนี่นา “ ชนิตว์ถอนใจยาว พลางกระซิบว่า “ อย่าเล่าเรื่องที่ฉันบอกกับเธอให้เขารู้นะ จริงสิ แล้วเธอเอาชัชไปไว้ไหนล่ะ ตรี “ “ เธอคิดว่า…… “ มันตรินีอ้าปากค้างกับความเข้าใจผิดของเพื่อน ชนิตว์มองชายหนุ่มซึ่งยืนรออยู่ที่รถของเขาด้วยความเสียดาย “ ผู้ชายที่สมบูรณ์ตามแบบฉบับในฝันของสาวๆหายากจริง เมื่อฉันได้พบก็มีเจ้าของเสียแล้ว น่าเสียดายจัง “ “ เธอเข้าใจผิดแล้ว นิตว์ “ ชนิตว์มีสีหน้าสงสัย ขณะก้าวตามเพื่อนร่างเล็กไปหาปรานต์ “ ฉันรู้จักเขาส่วนหนึ่งเพราะคุณปรานต์เป็นเพื่อนสนิทกับพี่ภัคญาติผู้พี่ของฉัน “ มันตรินีตอบเสียงชัด แล้วย้ำอีกว่า “ เขาจึงไม่ใช่แฟนของฉัน ! “ “ ฉันยังมีหวังอีกรึ ! “ “ ตราบใดที่เขายังไม่มีเจ้าของ เธอก็มีหวังเสมอแหละ นิตว์ “ ชนิตว์หรี่ตามองเพื่อนด้วยความฉงน “ ไม่กลัวฉันอาจชนะพี่สาวของเธอหรือ ตรี “ “ หัวใจของคนเปลี่ยนได้เสมอ จึงไม่มีอะไรแน่นอน “ มันตรินีบอกเสียงจริงจัง “ พูดราวกับว่าเธอจะไม่รู้สึกอะไร หากมีคนมาแย่งชัชไป “ มันตรินียิ้มเย็น “ บางทีอาจเป็นเพราะฉันอ่านหนังสือธรรมะมากล่ะมัง จึงไม่ยึดติดกับเรื่องหัวใจของคน แต่ฉันก็จะไม่แย่งคนรักของใครเช่นกัน “ “ มั่นคงดีจัง “ ชนิตว์พูดพลางกลั้วเสียงหัวเราะ มันตรินีบอกเสียงเบาลงว่า “ ฉันก็หวังว่าจะมั่นคงตลอดไป ! “ ปรานต์เดินเข้ามาหาหญิงสาวร่างเล็ก เมื่อชนิตว์ผลุบเข้าไปนั่งที่เบาะหลังแล้ว “ คุณเป็นหนี้ผมแล้วนะ “ “ ฉันไม่ลืมหรอกค่ะ “ มันตรินีตอบเสียงห้วนเล็กน้อย “ แต่สังหรณ์ใจจังว่าคุณจะทวงหนี้แบบที่ฉันไม่ชอบนัก “ “ รับรองว่าไม่ให้คุณทำผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมแน่นอนครับ คุณตรี “ เขากล่าวอย่างมั่นใจ ก่อนจะเข้าไปนั่งประจำที่คนขับด้วยอารมณ์ดีขึ้น
ภายในห้องพักของโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งบนถนนรัชดาภิเษก ชายหนุ่มผิวขาว ใบหน้าหล่อคมกำลังนั่งจิบเหล้าในแก้วอย่างใจเย็น ประตูห้องเปิดออกโดยมีหญิงสาวร่างบอบบางในชุดเสื้อแขนยาว คอปิด กระโปรงสั้นเหนือเข่าเผยให้เห็นช่วงขาที่เรียวยาว ผิวเนียน ก้าวเท้าเข้ามาด้วยท่าทางเชื่อมั่น ริมฝีปากแย้มยิ้มเมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองอยู่ “ คุณคือกัญญาสินะ “ เขาถามขึ้นก่อน มือหมุนแก้วเหล้าไปมา หญิงสาวใบหน้างามพยักหน้ารับ พลางตอบเสียงหวานว่า “ ใช่ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ ? “ “ เริ่มงานของคุณได้แล้ว ! “ กัญญาหุบยิ้มเกือบทันที เจ้าของใบหน้าหล่อคมมองนัยน์ตากร้าว น้ำเสียงเข้มยามกล่าวว่า “ ถอดเสื้อผ้า แล้วไปนอนบนเตียง “ “ ฉันไม่ชอบลูกค้าที่ไร้มารยาทเช่นนี้ “ หญิงสาวทำท่าจะเดินออกไป เขากระชากร่างบอบบางไว้ แล้วเหวี่ยงลงไปบนเตียงนอน พลางพูดคำรามในลำคอว่า “ ผู้หญิงแบบคุณมีสิทธิ์เลือกลูกค้าด้วยรึ กัญญา “ “ หยาบคาย ! “ ชายหนุ่มยังกดร่างของกัญญาไว้แน่น แล้วก้มกระซิบข้างหูว่า “ คุณไม่รู้จักผม แต่คู่ขาประจำของคุณต้องจดจำไว้นานทีเดียว “ “ บ้าที่สุด ! “ หญิงสาวเริ่มดิ้นรนเมื่อเขาระดมจูบอย่างบ้าคลั่ง สักครู่ชายหนุ่มเงื้อฝ่ามือตบใบหน้าของกัญญาเต็มแรง “ ผมต้องการบริการจากคุณให้สมกับเงินที่จ่ายไป ได้ยินชัดไหม ? “ เลือดไหลซึมจากริมฝีปากสีสดของกัญญา ดวงตาของเขาพราวระยับเมื่ออีกฝ่ายหยุดดิ้นรน ชายหนุ่มจับใบหน้าของหล่อนให้มองมาที่ตัวเขา “ ผมชื่อพลัช ธนวัตร ! “ กัญญานอนนิ่งน้ำตาซึมและปล่อยให้ชายหนุ่มผู้เป็นลูกค้าปลดปล่อยอารมณ์ใคร่กับเรือนร่างของหล่อนด้วยความรุนแรงตามความปรารถนาของเขา ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งหัวใจและร่างกายเหลือประมาณ
เวลาเดียวกันนั้นปรานต์ อัครชัย กำลังขับรถไปส่งมันตรินีที่บ้านธมนันท์ หลังจากแวะส่งชนิตว์นักข่าวสาวซึ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาหมาดๆที่แมนชั่นของหล่อน ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง ปรานต์เริ่มหมดความอดทน จึงพูดทำลายความเงียบก่อน “ คุณนั่งสมาธิหรือไง ไม่ได้ยินเสียงพูดสักคำ “ “ ไม่มีอะไรจะพูดต่างหาก “ มันตรินีตอบเสียงสะบัดนิดๆ ปรานต์อมยิ้ม สีหน้าจริงจังยามเอ่ยเตือนว่า “ เพื่อนของคุณชอบทำงานเสี่ยงๆ คุณควรเลี่ยงบ้าง อย่าคบให้สนิทนัก เดี๋ยวจะเดือดร้อน “ “ นิสัยนิตว์ชอบความยุติธรรม จิตใจดี ชอบผาดโผนบ้าง “ หล่อนพูดพลางถอนใจเล็กน้อย “ เพื่อนแบบนี้หาไม่ง่ายในยุคนี้ และเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเกี่ยวพันกับงานของเธอ ฉันไม่อยากเลิกคบกับนิตว์ด้วยเรื่องนี้ มันไม่ยุติธรรมเลย “ “ ผมเข้าใจ แต่……” มันตรินีกล่าวขัดขึ้นว่า “ เรื่องของฉันกับนิตว์เป็นเรื่องส่วนตัว คุณไม่ควรก้าวก่ายนะคะ “ “ ก็ได้ “ เขายอมรับโดยดี เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายหนุ่มนำรถจอดเข้าข้างทางก่อน แล้วเปิดช่องเก็บของด้านหน้ารถ พลางหยิบโทรศัพท์มาฟังด้วยสีหน้าเครียด “ คุณรออยู่ที่นั่นนะ ผมจะไปหาโดยเร็วที่สุด “ ปรานต์บอกเสียงเข้ม แล้วปิดโทรศัพท์ทันที “ เพื่อนของผมมีปัญหาหนัก คงต้องไปส่งคุณทีหลัง “ “ ฉันกลับบ้านเองได้ค่ะ “ มันตรินีบอกอย่างเกรงใจ “ ผมไม่ยอมปล่อยคุณกลับบ้านคนเดียวแน่ “ เขายืนกรานหนักแน่น สีหน้าเครียดขรึมของปรานต์ทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าไม่ควรตอแยเขามากนัก จึงนั่งสงบเงียบไปตลอดทาง ชายหนุ่มปรายตามองผู้ที่นั่งเคียงข้างนิดหนึ่ง ก่อนจะเร่งความเร็วเพื่อไปยังจุดหมาย
*********โปรดติดตามตอนต่อไป********** สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 10/31/2009 คอร์สบอรมใช้ปืนสั้นอย่างปลอดภัยTAS 1 เดือนพ.ย.การฝึกอบรมยิงปืนระดับต้น TAS1 (การยิงปืนโดยสัญชาตญาณระดับพื้นฐาน) สอนวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 52 เวลา 9.00 - 17.00 น. ราคา 2,500 บาทต่อคน จะมีปืนหรือไม่มีปืนก็ได้ (เช่าปืนจากชมรมได้ 500 บาทต่อวัน) สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครคอร์สอบรมหรือต้องการให้สอนเฉพาะกลุ่มได้ที่
คุณวรรณพงศ์ 081-9502099 คุณณัฐดนัย 081-9114522 คุณกฤษติกา 084-0795144 คุณชูเกียรติ 081-6850025 คุณภัทรา 081-9075002 หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com
***************** 10/30/2009 งาช้าง ไม้แหย่แย้เลี่ยมทอง ถึง แหวนทองคำถาม การให้จะถือว่ามีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายเมื่อไร ? ตอบ หลักกฎหมายที่ยึดถือกันทั้งในโลกตะวันตกและประเทศไทยนั้นแบ่งเป็นการให้อสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายแตกต่างกัน ดังนี้ กรณีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน เรือ เป็นต้น การให้จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่รัฐจึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ส่วนสังหาริมทรัพย์อันได้แก่ สิ่งของที่เคลื่อนที่ได้และไม่ติดตรึงถาวร เช่น แก้วแหวนเงินทอง กล่องไม้สักฝังเพชร งาช้าง กรอบพระเลี่ยมทอง เป็นต้น หากมีการหยิบยื่นและผู้รับได้รับสิ่งของนั้นแล้ว ถือว่าการให้สมบูรณ์ สิ่งของนั้นมีการเปลี่ยนเจ้าของตามกฎหมายทันที ถาม หลักการให้อยู่ในกฎหมายฉบับใด ใช้บังคับกับทุกคน ทุกหน่วยงานหรือไม่ ตอบ ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติเฉพาะกำหนดลักษณะการให้ที่แตกต่างจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้บังคับในเวลานี้ ก็ต้องยึดกฎหมายแพ่งฯเป็นหลัก หากมีการพิจารณาเรื่องการให้สิ่งของแก่บุคคล ข้าราชการ ก็ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ตัดสินไว้ตามกฎหมายแพ่งฯ ถาม ข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมืองรับงาช้างหรือแหวนทองคำในวันหยุดราชการจะใช้เป็นข้ออ้างว่ามิได้รับสิ่งของในขณะดำรงตำแหน่งนั้นแต่รับการให้ในฐานะบุคคลธรรมดาได้หรือไม่ ? ตอบ กฎหมายกำหนดชัดว่า ข้าราชการจะพ้นสถานภาพต้องตายหรือลาออกหรือเป็นบุคคลต้องห้าม แม้จะเป็นวันหยุดราชการ เขาก็ยังเป็นข้าราชการอยู่ การรับสิ่งของที่เป็นข้อห้ามตามกฎหมายในวันหยุดราชการ จึงใช้อ้างเพื่อยกเว้นความผิดมิได้ ถาม ข้ออ้างว่า ไม่รู้มูลค่าสิ่งของขณะรับการให้นั้น ใช้มาตรฐานใดตัดสินการรับรู้ ? ตอบ การรับรู้ของบุคคลนั้นต้องใช้หลักวิญญูชนเป็นพื้นฐานเพื่อดูว่า ผู้ถูกกล่าวหารับรู้เรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น เขาเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกและมีถิ่นฐานอยู่ในกทม. พูดอ่านไทยคล่อง มีเพื่อนฝูงเป็นคนไทยมาก เมื่อเป็นข้าราชการแล้วรับแหวนทองคำหนัก 1 สลึง หรือ งาช้างขนาดใหญ่มูลค่าในท้องตลาด 3 แสนบาท โดยมีการถ่ายภาพต่อหน้าสื่อมวลชนและแพร่ภาพไปทั่วโลก เมื่อมีการร้องเรียนว่าข้าราชการการเมืองคนนี้รับสิ่งของมูลค่าเกินสามพันบาทอันผิดต่อกฎหมายปรามการทุจริต เขาอ้างว่าตอนรับไม่ทราบมูลค่าสิ่งของ หลักพิจารณาการรับรู้มูลค่าเป็นปัจจัยสำคัญของข้อกล่าวหานี้ จึงต้องใช้หลักวิญญูชนมาช่วยตรวจสอบว่า บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติเดียวกับเขารู้หรือไม่ว่าสิ่งของเหล่านั้นมีมูลค่าเท่าใดในเวลาที่รับมอบการให้นั้น ถ้าคนอื่นทราบแน่ เขาก็ย่อมรับรู้มูลค่าของมันในเวลากระทำผิดด้วยตามหลักวิญญูชน จึงมิอาจใช้ข้ออ้างว่าเขาเพียงคนเดียวในเมืองไทยที่ไม่รู้มูลค่าของสิ่งของนั้น เคยมีคำพิพากษาฎีกาเรื่องการรับรู้กฎหมาย เมื่อจำเลยอ้างว่าอยู่ในป่าบนดอย จึงไม่รู้ว่าการกระทำของเขาเป็นความผิดต่อกฎหมายไทย ศาลฎีกาตัดสินว่า คนไทยจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไทยมิได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดบังคับว่า คนไทยต้องรู้กฎหมายไทย แม้ข้อเท็จจริงบางคนอาจไม่รู้กฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ก็ตาม กฎหมายตีเหมาว่า บุคคลในแผ่นดินไทยต้องรู้ข้อความในกฎหมายทุกฉบับที่ใช้บังคับในประเทศไทย ถาม การให้และรับงาช้างหรือแหวนทองคำของนักการเมืองคนหนึ่งถือว่าเป็นการให้และรับตามหลักกฎหมายหรือไม่ ? ตอบ เวลานี้หลักการให้สำหรับนักกฎหมายไทยยังต้องยึดถือคำวินิจฉัยของศาลฎีกาอยู่ คือ การให้สังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีการส่งมอบในฐานะผู้ให้และรับไว้ในฐานะผู้รับ เมื่อต้องพิจารณาว่านักการเมืองรับสิ่งของเกินมูลค่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จึงต้องตีความก่อนว่า เขารับสิ่งของไว้หรือไม่ ถ้ามีการรับมอบสิ่งของจากผู้ให้โดยชัดเจน เช่น มีภาพ มีพยานบุคคล มองเห็นหรือแสดงว่าเขาคือผู้รับสิ่งของ ต่อไปก็ต้องดูว่า ขณะรับมอบสิ่งของเขารู้มูลค่าของมันหรือไม่ ถ้าการให้และการรับรู้มูลค่าครบสมบูรณ์จึงเท่ากับเขามีเจตนารับสิ่งของที่มีมูลค่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้ ส่วนข้อยกเว้นความรับผิดใด ก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเหล่านั้นทีหลัง หากเป็นกรณีที่ผู้รับมีอาการจิตเภทหรือปัญญาอ่อนตอนที่รับของ จักถือว่า ไม่มีการรับสิ่งของมาแต่ต้น เพราะผู้รับไม่มีสติเพียงพอขณะรับของ อีกกรณีคือ ผู้รับมีไอคิวต่ำ รับรู้ช้า จักยังถือว่าการรับสิ่งของสมบูรณ์อยู่ เพราะเขามีเจตนารับสิ่งของมูลค่าเท่าใด แค่รู้ช้ากว่าคนอื่น ถาม การตีความเรื่อง การให้ ทำแตกต่างจากคำพิพากษาศาลหรือหลักกฎหมายได้หรือไม่ ? ตอบ ปกติการตีความในกฎหมายนั้น เป็นเอกสิทธิ์ขององค์คณะในหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจชี้ขาดได้ กรณีที่เคยมีพฤติกรรมนี้ในศาลมาก่อนและกฎหมายของตนไม่มีบัญญัติเฉพาะไว้ จักนำกฎหมายใกล้เคียงกันมาใช้วินิจฉัย ถ้าไม่เคยมีพฤติกรรมเทียบเคียงกันได้หรือไม่มีกฎหมายใดบัญญัติมาก่อน องค์คณะนั้นจะใช้วิจารณญาณส่วนตนและหลักกฎหมายเท่าที่มีอยู่วินิจฉัยตีความได้ นี่เป็นพื้นฐานของนักกฎหมายทั่วโลกใช้กันอยู่ ทั้งนี้องค์คณะของหน่วยงานต่างๆนั้นมีอำนาจตีความให้แตกต่างจากคำพิพากษาของศาลก็ได้ แต่ไม่มีอำนาจตีความขยายกฎหมายของตนอันถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบและทำลายหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาข้อพิพาท
************************** 10/28/2009 เสื่อมสลาย คือ สัจธรรมเสื่อมสลาย คือ สัจธรรม
เขียนโดย แก้วมณี
สารคดีชุด เปิดกรุโบราณในประเทศจีน ตอน เปิดสุสานจักรพรรดิติ้ง แห่งราชวงศ์หมิง ทำให้มองเห็นสัจธรรมสำหรับผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า สุดท้ายเถ้ากระดูกก็ไม่มีให้เห็นอีก การคืนชีพกลับมาเสพสุขดังที่หวังหรือเชื่อถือแต่โบราณนั้นล้วนมิใช่ความจริง สิ่งที่ชนรุ่นหลังได้รับรู้หรือเห็นกับสายตาคือ ประวัติ ผลงานในช่วงชีวิตของคนตาย วัตถุต่างๆที่ใส่อยู่ในโลงหรือสุสานเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ในอดีต ณ เวลาปัจจุบันนั้นเขาไม่มีตัวตนอีกต่อไป แม้จะยิ่งใหญ่เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ที่มีอำนาจเหนือชีวิตชาวจีนมาก่อนก็ตาม สัจธรรมที่ว่า ความตายเป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน ทุกคนหนีไม่พ้นความตายไม่ว่าจะมีระดับชนชั้นสูงหรือต่ำล้วนเหลือพื้นที่แค่โลงศพ สิ่งที่จะให้คนอื่นจดจำไว้ คือ ความดีหรือชั่วที่ตนสร้างไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ราชวงศ์หมิงถือเป็นราชวงศ์ของจีนที่ครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ยาวนานที่สุด และเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามและใช้สืบทอดกันมาถึงราชวงศ์ชิง ปัจจุบันนี้บางส่วนของราชวังแห่งนี้ก็เป็นที่ทำงานของรัฐบาลจีนด้วย พื้นที่ไม่ห่างจากพระราชวังต้องห้ามเป็นเทือกเขาของสุสานราชวงศ์ จักรพรรดิติ้งครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาเมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา จึงต้องให้ข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เมื่อพระองค์เติบใหญ่พร้อมจะบริหารแผ่นดินด้วยพระองค์เอง ข้าหลวงกลุ่มนั้นไม่ยินยอมมอบอำนาจคืนแก่พระองค์ แต่ต้องการเชิดพระองค์เป็นหุ่นและทำตามคำสั่งของพวกเขาเท่านั้น จึงสร้างความขัดเคืองใจแก่พระองค์อย่างมาก ความฝันที่พระองค์จะเป็นจอมทัพทำศึกร่วมกับกองทหารของพระองค์สลายลง ด้วยพระชันษาเกือบ 30 ปี พระองค์เบื่อหน่ายการแย่งชิงอำนาจกับกลุ่มข้าหลวงและตระหนักใจดีว่า มิอาจต้านทานจิตทะเยอทะยานของพวกเขาที่อยากให้พระองค์เป็นหุ่นเชิด พระองค์เลือกจะแสดงท่าทีต่อต้านด้วยการวางเฉยและเก็บตัวเงียบหาความสุขสำราญในพระราชฐานชั้นใน การติดต่อระหว่างจักรพรรดิกับกลุ่มข้าหลวงใหญ่จะผ่านขันทีหลวงเท่านั้น เมื่อมีการส่งหนังสือเพื่อขอความเห็นชอบจากจักรพรรดิตามขั้นตอนปกติ หากพระองค์เห็นชอบก็จะลงพระนามแล้วให้ขันทีไปส่งมอบหนังสือแก่ข้าหลวงเท่านั้น งานราชประเพณีทุกอย่างที่จักรพรรดิต้องเกี่ยวข้องด้วย พระองค์จักปฏิเสธทั้งหมด รัชสมัยของพระองค์จึงมีน้อยครั้งมากที่เหล่าข้าหลวงหรือประชาชนจะเห็นงานปฏิบัติของพระองค์หรือข่าวคราวจากพระองค์ กลุ่มข้าหลวงใหญ่จึงบริหารบ้านเมืองอย่างติดขัดเป็นระยะ แม้ไม่พอใจที่มิอาจพบหรือเจรจากับพระองค์ได้ แต่จำต้องยอมรับเพราะพระองค์กระทำตามอำนาจของจักรพรรดิและไม่อยากรับรู้พฤติกรรมของพวกเขาอีก ณ เวลาส่วนพระองค์ของจักรพรรดิติ้งในเขตพระราชฐานชั้นในนั้นเล่าลือกันว่า พระองค์รอคอยเวลาตายอย่างเดียวซึ่งถือเป็นเวลาแห่งอิสรภาพแท้จริง พระองค์เริ่มก่อสร้างสุสานของพระองค์ขึ้นในเทือกเขาสุสานราชวงศ์หมิงเช่นเดียวกับจักรพรรดิองค์ก่อนๆ แนวคิดของพระองค์คือ จำลองพระราชวังต้องห้ามไว้ในสุสานเยี่ยงเดียววังบนโลก เตรียมสถานที่เก็บพระศพของพระองค์ ของพระมเหสีทั้งสอง จัดวางข้าวของเครื่องใช้สำหรับจักรพรรดิและจักรพรรดินีที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ อันมีทั้งถ้วยชามกระเบื้อง ผ้าไหม ผ้าแพรลวดลายงดงามและถักทอด้วยฝีมือเลิศยิ่ง แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี วันที่นักประวัติศาสตร์จีนเปิดสุสานของจักรพรรดิติ้งก็ได้เห็นความยั่งยืนของวัตถุที่พระองค์จัดวางไว้ตามความเชื่อที่จะกลับมาฟื้นคืนชีพและเสวยสุขพร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ของจักรพรรดิจีนผู้ยิ่งใหญ่ตามฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ แต่เมื่อเดินเข้าไปยังห้องบรรจุหีบพระศพของจักรพรรดิและพระมเหสีทั้งสอง พวกเขาเห็นข้าวของอันมีค่าสำหรับจักรพรรดิและพระมเหสี เช่น ผ้าไหมคลุมพระศพ ชุดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้และฮองเฮาที่ถักทอลวดลวยงามยิ่ง มงกุฎของจักรพรรดิและพระมเหสีซึ่งทอจากด้ายทองคำและอัญมณีมีค่าหลากสีซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นอย่างงดงามชนิดที่ช่างปัจจุบันยังมิอาจเทียบฝีมือกันได้ แต่สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เห็นหีบพระศพที่สมบูรณ์และงามสง่าเยี่ยงจักรพรรดิ กลับพบเพียงหีบไม้ชั้นดีขนาดใหญ่สามใบที่แตกสลาย ผุพัง ไปตามกาลเวลา ภายในมีเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่ชื่นชอบและใช้เป็นประจำจัดไว้รอบพระศพยังคงวางอยู่ ณ จุดเดิม แต่พระศพได้สูญสลายไปสิ้นแล้วเหลือเพียงเศษผ้าไหมอันเป็นฉลองพระองค์ที่สวมกับศพเหลือทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังเท่านั้น เถ้ากระดูกก็ไม่มีให้พบเห็นเลย ความยิ่งใหญ่ของสุสานแห่งนี้ คือ ข้าวของเครื่องใช้ของจักรพรรดิติ้งที่ยังคงความงดงามและยิ่งใหญ่ พระราชวังต้องห้ามจำลองที่สร้างเป็นสุสาน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของจักรพรรดิติ้งก็เกิดศึกชิงอำนาจระหว่างพระโอรสสองพระองค์ซึ่งเกิดต่างพระมารดา แม้พระองค์จะทำพระพินัยกรรมกำหนดให้พระโอรสที่เกิดจากพระสนมคนโปรดสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เหล่าขุนนางไม่ยอมทำตามพระบัญชานั้นโดยสนับสนุนพระโอรสอีกองค์ขึ้นครองอำนาจแทน จึงเกิดศึกชิงอำนาจขึ้นในราชสำนัก ต่อมาอีกไม่กี่ปีราชวงศ์หมิงก็สิ้นสลายเพราะกองทัพประชาชนบุกเข้าปล้นและยึดวังล้มล้างราชวงศ์หมิงก่อนที่กองทัพของชิงจะเข้าทำลายพวกเขาได้และก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้น อันถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์หมิงอย่างแท้จริง ภาพความโอ่อ่าสง่างามของสุสานจักรพรรดิติ้ง ข้าวของเครื่องใช้สูงค่าและมากมาย ยังคงอยู่ให้ชนรุ่นหลังเห็นและชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิยุคโบราณ ส่วนพระศพสูญสลายไปสิ้น มันบอกยืนยันชัดและเตือนใจชนรุ่นหลังได้ว่า แม้จะอยู่ในชนชั้นสูงหรือต่ำ เมื่อต้องลาลับจากโลกนี้ไปสู่แดนความตาย ร่างกายต้องย่อยสลายและผุพังไปตามกฎธรรมชาติเสมอ ไม่มีผู้ใดหนีพ้นหลักธรรมนี้ได้ สิ่งที่ชนรุ่นหลังจดจำเกี่ยวกับราชวงศ์หมิง คือ การก่อตั้งอาณาจักรและสืบทอดยาวนานอย่างยิ่งใหญ่ ความเสื่อมโทรมของงานบริหารในรัชสมัยแต่ละพระองค์อันเป็นเหตุให้ราชวงศ์ต้องสูญสลายและเปลี่ยนราชวงศ์ไปในท้ายที่สุดล้วนเกิดขึ้นจากจักรพรรดิและข้าราชบริพารที่เห็นแก่ตัว มัวเมาในกิเลสตัณหา แย่งชิงอำนาจกัน บีบคั้นประชาชนเพื่อความสุขส่วนตัว คนรักชาติ รักแผ่นดิน บริหารบ้านเมืองน้อยกว่าคนชั่ว จักรพรรดิละเลยประชาชน ไร้จิตสำนึกต่อหน้าที่ของจักรพรรดิซึ่งต้องเสียสละเพื่อปวงชนและความผาสุกของบ้านเมืองเป็นหลัก ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงนั้นแม้จะมีจักรพรรดิมากพระองค์ที่สุด แต่มีน้อยมากที่จะเป็นที่กล่าวขานในทางชื่นชมสำหรับประชาชนในเวลานั้นหรือนักประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ดังนั้น การเปิดสุสานจักรพรรดิติ้งแห่งราชวงศ์หมิงช่วยยืนยันหลักธรรมที่ว่า ความตาย คือ ความว่างเปล่าและเป็นสิ่งที่แน่นอนอย่างเดียวของมนุษย์ สิ่งที่เหลือไว้ในปฐพีนี้ คือ ผลของการทำดีหรือทำชั่วที่เขาหรือเธอกระทำไว้เมื่อยังมีชีวิตว่า จะเป็นที่กล่าวขานในทางดีหรือร้ายให้ผู้คนคิดถึงชื่นชมหรือประณามหยามเหยียด ประชาชนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินหรือในพระราชวังของจักรพรรดิ แม้ไม่อาจพูดได้ถนัดปาก แต่ความเกลียดที่ประชาชนแสดงออกให้โลกเห็น แม้จะแตะต้องคนที่พวกเขาเกลียดไม่ได้ จนกลายเป็นที่กล่าวขานมาถึงยุคปัจจุบัน คือ ตำนานการทำปาท่องโก๋ซึ่งประชาชนได้รับการกดขี่ข่มเหงจากข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่และจักรพรรดิที่อ่อนแอ พวกเขาต้องการประณามและแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงปั้นแป้งสองชิ้นแล้วนำมาติดกัน จากนั้นไปทอดในน้ำมันเดือด แล้วนำมากินอย่างเอร็ดอร่อยเพื่อความสะใจของประชาชน ปาท่องโก๋คือตัวแทนข้าหลวงชั่ว น้ำมันเดือดคือความแค้นใจของประชาชน มันเป็นการตอบโต้ของประชาชน จักรพรรดิที่อ่อนแอไม่ดูแลแผ่นดินให้สงบสุขหรือเป็นทรราชย์จักถูกประณามสืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานในหมู่ประชาชนอย่างไม่มีวันลืมเลือนได้ แม้จะไม่เหลือเถ้าถ่านแต่คำกล่าวขานในทางไม่ดีจะยังคงได้ยินอยู่ถึงชนรุ่นหลัง สังขารไม่เที่ยงแท้ ผลกรรมไม่ว่าดีหรือชั่วที่กระทำบนโลกสืบทอดยาวนานไม่สูญสลายแตกต่างจากเลือดเนื้อของคน สุดท้ายก็เหลือแค่พื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กที่ร่างเหยียดยาวได้เท่านั้น มันเป็นสัจธรรมโดยแท้
**************************** 10/24/2009 ความแข็ง กับ ความอ่อนความแข็ง และ ความอ่อน
ขุนพลที่สันทัดในการนำทัพ ย่อมมีพร้อมทั้งความแข็งที่มิอาจหักล้างลงได้และความอ่อนที่ไม่ยอมสยบหัว ดังนั้น จึงสามารถชนะความแข็งด้วยความอ่อน ชนะข้าศึกที่เข้มแข็งด้วยกำลังที่อ่อนกว่า ถ้าแม้นมีความอ่อนอย่างเดียว พลังรบแห่งกองทัพย่อมถูกบั่นทอนได้โดยง่าย ถ้ามีความแข็งอย่างเดียว พลังรบแห่งกองทัพจะถูกตีสูญสิ้นไปในที่สุด พึงพร้อมด้วยความแข็งและความอ่อน แข็งอ่อนประสานกัน จึงต้องด้วยหลักแห่งขุนพล
ความหมาย
หลักคิดเรื่องความอ่อน ความแข็ง นี้ขงเบ้งต้องการให้รู้จักคิดวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีสติและยึดธาตุแท้ของเหตุการณ์ให้ได้ แม้จะกำลังอยู่ในสถานการณ์คับขันเพียงใดก็ตาม อันเป็นหัวใจสำคัญของ การประสานความแข็งกับความอ่อนเข้าด้วยกันโดยอาศัยความสุขุมเยือกเย็นและสมองอันแจ่มใสหนักแน่นของผู้นำ ดังนั้น ผู้นำจึงต้องฝึกฝนบังคับตนให้มีความเยือกเย็นและรอบรู้เมื่อต้องอยู่ในสภาวะคับขันและอันตรายอย่างยิ่ง เพื่อนำพากองทัพหรือองค์กรไปสู่ความปลอดภัยหรือชัยชนะ *************************** 10/22/2009 เตือนภัยหวัดใหญ่2009ยังอยู่ในไทยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 2/2552 เริ่มตั้งแต่ 15-25 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมสิริกิตต์ ตอนนี้ก็ใกล้เวลาสิ้นสุดงานแล้ว ฝากเตือนมิให้ชะล่าใจกับเชื้อไข้หวัด 2009 ที่ยังระบาดในเมืองไทย และองค์การอนามัยโลกประกาศเตือนการระบาดใหญ่อีกครั้งของเชื้อตัวนี้ที่เชื่อว่าจะหนักและแผ่ขยายกว้างขึ้นด้วยลักษณะภูมิอากาศเย็น ชื้น ของแต่ละทวีป ขณะที่รัฐบาลไทยยกเลิกประกาศตัวเลขคนติดเชื้อ คนตาย ในไทยไปแล้วเพราะเกรงทำลายภาพลักษณ์งานประชุมเอเชียนที่หัวหิน อันอาจส่งผลให้คนไทยชะล่าใจว่าไม่มีโรคนี้ในเมืองไทยแล้ว อันที่จริงไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังระบาดอยู่ในทุกท้องที่ของไทย เพียงแต่รัฐไม่ประกาศตัวเลขเท่านั้น เชื้อนี้จะเป็นอันตรายสูงสุดกับเด็ก คนแก่ เพราะจะตายภายใน 3 วัน ถ้าไม่ได้รับยารักษาทันเวลา เชื้อจะทำลายปอดเป็นหลัก ส่วนการเก็บยาของรัฐไม่ได้มีมากตามที่แจ้งไว้เพราะขาดเงินซื้อยา ถ้ามีการระบาดหนัก ทุกชาติจะเก็บยาไว้ใช้กับพลเมืองของตนซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฝรั่งเป็นคนผลิตยารักษาโรคนี้ ย่อมใช้เพื่อฝรั่งด้วยกัน ไม่มีทางเผื่อแผ่มาถึงชาติเอเชียแน่ ส่วนคนไทยก็มีการแบ่งระดับชั้นไว้ในการรับยา ชนชั้นสูงมีบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย ข้าราชการ นักการเมืองและคนรวยมีสิทธิ์รับยาก่อน ชาวบ้านเป็นตัวเลือกสุดท้าย หากไม่ต้องการเป็นตัวเลือกสุดท้ายต้องป้องกันมิให้ติดเชื้อนี้ก่อนด้วยวิธีราคาถูกมาก คือ ล้างมือบ่อยด้วยสบู่หรือเจล กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง เลี่ยงอยู่ในที่ชุมชนหนาแน่น เลือกอยู่สถานที่โปร่ง อากาศถ่ายเทดี หากเป็นไข้สูง อาการคล้ายหวัด ถ้าเป็นเด็กหรือคนแก่ ควรพบแพทย์โดยเร็วเพื่อคัดกรองว่าเป็นหวัดธรรมดาหรือหวัดใหญ่2009 ถ้าไม่อยากให้เด็กหรือคนแก่ตาย ก็ควรเลี่ยงพาพวกเขาไปห้างสรรพสินค้า หรือที่ชุมชมหนาแน่น ช่วงนี้อากาศในไทยปรวนแปรมาก การติดเชื้อย่อมง่ายมาก ถ้ารักพวกเขาก็ไม่ควรพาไปอยู่ในที่เสี่ยงตาย อีกสถานที่หนึ่งที่พึงเลี่ยงอย่างมาก คือ หัวหิน เพราะมีการเข้ามาของสื่อต่างชาติและเจ้าหน้าที่ต่างชาติซึ่งอาจมีเชื้อหวัดใหญ่2009ในเขตประเทศของเขาอยู่ในร่างกาย แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อรวมกับเชื้อในพื้นที่หัวหิน เท่ากับสะสมเชื้อเพิ่มสูงพิเศษ ถ้าร่างกายของใครอ่อนแอเล็กน้อย ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อง่ายขึ้น ถ้าไม่อยากตายหรือติดเชื้อหรือไม่อยากเป็นตัวเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ก็ควรเลี่ยงจากหัวหิน **************************** 10/20/2009 จัดการหนี้อย่างมีสติจัดการหนี้อย่างมีสติ
เขียนโดย ลูกแก้ว
เบื้องหลังของหนี้เงินมาจากสภาพเครดิตของผู้กู้ว่าดีมากหรือน้อย จักส่งผลต่อจำนวนเงินกู้ยืมด้วย เจ้าหนี้ใช้ประวัติธุรกรรมการเงิน รายได้ และลักษณะอาชีพของผู้กู้ในการประเมินให้สินเชื่อเป็นหลัก การกู้หนี้ได้จึงถือว่า ผู้กู้มีเครดิตดี อีกด้านหนึ่งคือ การจ่ายคืนหนี้ได้ตามเวลาในสัญญายังสร้างเครดิตที่ดีแก่ลูกหนี้ด้วย เมื่อต้องมีการกู้ยืมครั้งต่อไป ประวัติการใช้หนี้ที่อยู่ในเครดิตบูโรช่วยให้เจ้าหนี้คนใหม่ยินยอมให้กู้ยืมง่ายขึ้น เราจักเห็นว่า เงินกู้มีด้านดีและด้านมืดที่ส่งผลต่อลูกหนี้ได้ ดังนั้น ลูกหนี้จึงต้องมีสติในการกู้หรือการใช้คืนหนี้ ถ้าไม่อยากถูกบันทึกประวัติเสียในเครดิตบูโรอันส่งผลต่อการทำธุรกรรมในอนาคต การกู้หนี้ยืมเงินจากเจ้าหนี้บุคคลธรรมดาหรือสถาบันการเงิน ผู้กู้หรือลูกหนี้ล้วนมีเหตุผลประกอบการกู้ทั้งที่น่าเชื่อถือหรือไร้สาระก็ได้ บางคนต้องการกู้เงินไปปรับปรุงกิจการ บ้างไปซื้อรถหรือเครื่องประดับราคาแพง บ้างนำเงินกู้ไปเที่ยวเตร่หาความสุข ปัจจุบันนี้มีแหล่งเงินกู้ที่หาง่ายขึ้น นอกเหนือจากการใช้สัญญากู้ เช่น การกดบัตรเครดิตเบิกเงินสดล่วงหน้า มันจะกลายเป็นเงินกู้ทันที การขอสินเชื่อบัญชีเดินสะพัด และอื่นๆ ส่วนใหญ่ตอนได้เงินกู้มามักคิดว่าเดี๋ยวก็หาไปคืนได้ บ้างก็คิดว่ากู้ประเดี๋ยวจะคืน เมื่อถึงเวลาอันควรที่ต้องคืนเงิน หลายคนอาจเกิดปัญหาคืนเงินไม่ทันเวลา จึงกลายเป็นหนี้พอกสะสมทบทวีขึ้นจนกลายสภาพเป็นคนแบกหนี้หลังแอ่น บางคนก็ตั้งใจกู้ยืมเงินเพื่อโกงเจ้าหนี้แล้วเชิดเงินหนีหายไป เจ้าหนี้จึงมีหลายวิธีในการตามทวงหนี้หรือลดความเสียหายของตนลง อาทิเช่น จ้างคนทวงหนี้แบบโหด ดำเนินคดีทางกฎหมาย ขู่เพิ่มดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมสารพัดชื่อ และอื่นๆ หนี้ที่สร้างปัญหาในสังคมมากที่สุดเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ คือ หนี้บัตรเครดิต เนื่องจากเป็นการก่อหนี้ที่ง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก แต่ละคนอาจมีบัตรหลายใบทำให้มีวงเงินเบิกได้มากเมื่อเทียบกับศักยภาพแท้จริงของผู้ใช้บัตร หลายคนจึงก่อหนี้โดยขาดสติ เมื่อรู้ตัวก็เป็นหนี้เกินความสามารถจะใช้คืนแล้ว อีกทั้งสถาบันการเงินพยายามกระตุ้นให้ใช้บัตรเพื่อรับค่าธรรมเนียมจากร้านค้าที่ถูกรูดบัตรซึ่งเป็นรายได้ของสถาบันฯ ลูกหนี้บัตรเครดิตจึงเกิดขึ้นง่าย แม้จะมีข้อเสนอให้จ่ายคืนเงินแก่สถาบันฯด้วยเวลากว่า 45 วัน แต่เจ้าของบัตรที่รูดเพลินจักไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ทันเวลา จนกลายเป็นหนี้สะสมทุกเดือนพร้อมกับดอกเบี้ย 20 % ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเต็มเพดานที่ธนาคารชาติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดกับลูกหนี้บัตรเครดิตได้ สิ่งที่ผู้ใช้บัตรมักลืมดูในใบแจ้งหนี้ คือ อัตราดอกเบี้ย 20 % กรณีผิดนัดชำระหนี้ซึ่งจะพอกทวีขึ้นทุกรอบเรียกชำระ ตัวอย่างเช่น รอบนี้ค้างไว้ 100 บาท จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยนี้เข้าไปทันทีที่พ้นเวลาชำระหนี้ว่าหนี้ค้างอยู่ 120 บาท รอบถัดไปมีการใช้บัตรมูลค่า 100 บาท แล้วไม่จ่ายตามเวลาอีก จะเท่ากับ 100 + 120 + อัตราดอกเบี้ย 20 % จะกลายเป็นหนี้ในรอบถัดไปเรื่อยๆ เมื่อทบกับยอดใช้จ่ายใหม่ ผู้ใช้บัตรจึงแบกหนี้ที่มีดอกเบี้ยซ้อนทบทวีจนสุดท้ายก็กลายเป็นหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมทวงหนี้ที่คิดทุกเดือนในจดหมายทวงหนี้จนกว่าจะได้รับชำระครบถ้วน ลูกหนี้อีกประเภท คือ ลูกหนี้สินเชื่อต่างๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน สินเชื่อบัญชีเดินสะพัด และสารพัดชื่อต่างๆ ถือเป็นสัญญากู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และอยู่ในความควบคุมของธนาคารชาติซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ในเวลานี้ประมาณ 5 – 8 เปอร์เซนต์ อันเป็นไปตามกลไกตลาดที่เจ้าหนี้กำลังแย่งลูกหนี้ให้มาใช้สินเชื่อของตนเพราะดอกเบี้ยเป็นรายได้หลักของสถาบันการเงินในเวลานี้ การคิดดอกเบี้ยผิดนัดก็มีอัตรา 7% อีกอย่างหนึ่งคือ การให้สินเชื่อของสถาบันการเงินจะมีขั้นตอนตรวจสอบลูกหนี้ละเอียดและมีระบบป้องกันความเสียหายไว้ จึงสามารถให้อัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพงได้เพราะความเสี่ยงต่ำ อันแตกต่างจากหนี้บัตรเครดิตที่เลือกลูกค้าไม่ได้ นอกจากนั้นสัญญาสินเชื่อต่างๆมักมีการนำทรัพย์สินของลูกหนี้หรือบุคคลเพื่อค้ำประกันหนี้สินไว้ ทำให้เจ้าหนี้ลดความเสียหายหรือความเสี่ยงลงอย่างมาก ถ้าลูกหนี้ไม่สามารถใช้คืนหนี้ได้ตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ก็ไปเรียกเงินจากผู้ค้ำประกันหรือเอาทรัพย์สินไปขายทอดตลาด เมื่อความเสี่ยงต่ำ การคิดอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สูงเท่าอัตราที่คิดกับลูกหนี้บัตรเครดิตอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก่อหนี้ยืมเงินแบบไหน ลูกหนี้ควรใช้สติคิดพิจารณาข้อดีข้อเสียและศักยภาพของตนก่อนว่า ควรเป็นหนี้หรือไม่ ความสามารถใช้คืนเงิน แหล่งเงินกู้ นักธุรกิจรุ่นใหม่บางคนมักง่ายหรือไม่ต้องการไปยื่นขอสินเชื่อเพื่อกิจการ จึงกดเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตมาเป็นเงินหมุนเวียนหรือเพื่อลงทุน หวังว่าจะนำรายได้หรือกำไรจากกิจการไปจ่ายคืนทีหลัง แต่การคาดการณ์อาจผิดพลาดด้วยหลายสาเหตุ ทำให้ต้องแบกอัตราดอกเบี้ย 20 % ต่อไปจนพอกพูนหนี้นับแสนบาทด้วยเวลาไม่กี่เดือน ทั้งที่ค้าขายได้แค่เดือนละไม่กี่พันบาทหรือใช้เงินประเภทนี้เพื่อซื้อของสนองตัณหาหรือเที่ยวเตร่ แต่มีเงินเดือนแค่เดือนละไม่ถึงสองหมื่นบาท ยิ่งไม่ยอมจ่ายหรือจ่ายแบบจำนวนขั้นต่ำก็จะพอกพูนหนี้เงินต้นที่บวกอัตราดอกเบี้ยสูงนี้ไปทุกเดือน ในที่สุดก็ถูกระงับการใช้บัตร สิ่งที่ลูกหนี้ต้องเจอคือ มิใช่แค่อัตราดอกเบี้ยที่สูงมากเท่านั้น เมื่อคิดตัวเลขหนี้สินทั้งหมดจะเห็นตัวเลขค่าธรรมเนียมติดตามหนี้เดือนละ 300 – 500 บาท(แล้วแต่อัตราของสถาบันการเงิน) และชื่อค่าธรรมเนียมแปลกๆที่บวกเพิ่มเข้าไปทุกเดือน ดังนั้น หนี้สินจากบัตรเครดิตซึ่งควรจะบวกแค่อัตราดอกเบี้ยก็ต้องเจอค่าธรรมเนียมสารพัดชื่ออีก ทำให้ตัวเลขหนี้สูงขึ้น หนี้ใช้จ่ายโดยบัตรเครดิตล้วนๆก็มีอัตราดอกเบี้ยทบต้นซ่อนอยู่ ทำให้มองไม่เห็นหนี้แท้จริงของลูกหนี้ สรุปคือ หนี้แท้จริงของลูกหนี้อาจไม่สูง แต่หนี้อุปกรณ์ปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นตัวเลขจริง ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ลูกหนี้ได้เซ็นชื่อยอมรับค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแล้วในสัญญาครั้งแรกที่ขอมีบัตรกับสถาบันการเงิน จึงเป็นสิทธิ์ของเจ้าหนี้โดยชอบ เจ้าหนี้มีรายได้จากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่างๆซึ่งลูกหนี้ต้องจ่ายเมื่อใช้บริการ เงินเหล่านั้นก็เป็นเงินเดือนที่จ้างพนักงานบริการลูกค้าในแผนกต่างๆ รวมทั้งค่าติดตามทวงหนี้ด้วย เมื่อเกิดสถานการณ์หนี้สินพอกพูนเกินความสามารถของลูกหนี้จากการประเมินของเจ้าหนี้ สิ่งที่ต้องพบ คือ จดหมายทวงหนี้ การส่งคนไปแจ้งเตือน และขู่ว่าจะฟ้องคดีที่ศาลถ้าไม่จ่ายคืนเงินภายใน 7-30 วัน อันสร้างความตื่นตระหนกใจแก่ลูกหนี้อย่างมาก บางคนลนลานยิ่งเมื่อตัวเลขหนี้สินเป็นหลักแสนหรือหลักล้านบาท จึงตระหนักใจว่าไม่มีทางใช้หนี้ภายในเวลานั้นได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทวงหนี้และระยะเวลาชำระคืนสั้น ควรตั้งสติให้มั่นคงก่อน ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไขเสมอ ขอเพียงมีสติจะมองเห็นมันได้ ก่อนอื่นควรทราบว่า เจ้าหนี้ต้องการเงินคืนเท่านั้น ขอเพียงเห็นว่าลูกหนี้ไม่คิดหนีหนี้ แค่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สุจริตใจที่จะคืนเงิน ความตายของลูกหนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเจ้าหนี้เลย แหล่งรายได้ของลูกหนี้น่าเชื่อถือ การเจรจาทยอยผ่อนคืนหนี้จะเกิดขึ้นง่าย ดังนั้น ลูกหนี้ต้องตั้งสติในการลดตัวเลขหนี้ลงให้เต็มความสามารถก่อน ด้วยการนำตัวเลขหนี้เปรียบเทียบกับหลักทรัพย์ต่างๆที่ถือครองอยู่ว่า จะเหลือตัวเลขหนี้เท่าไร การขายหลักทรัพย์ออกไปด้วยตัวเองย่อมได้ราคาสูงกว่าปล่อยให้เจ้าหนี้ยึดไปตีราคาหรือประมูลขายเพื่อชำระหนี้เองเพราะจะได้ราคาซื้อขายที่ต่ำมากและมักไม่พอชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้ยังเป็นหนี้ต่อไป หนี้บัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20 % ถ้าไม่มีหลักทรัพย์เพื่อลดทอนหนี้ได้ ก็ควรหาแหล่งเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าไปปิดหนี้บัตรฯก่อน เช่น กู้ยืมจากพ่อแม่ญาติพี่น้อง เปลี่ยนหนี้บัตรฯไปเป็นหนี้ตามสัญญากู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เป็นต้น ทั้งนี้การเปลี่ยนรูปแบบการกู้ยังต้องอาศัยคุณสมบัติส่วนตัวของลูกหนี้ว่าน่าเชื่อถือในแหล่งรายได้ที่จะชำระคืนหรือไม่ เช่น ยังทำงานอยู่ ระดับเงินเดือนพอคืนเงินหรือไม่ ลักษณะวิชาชีพ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าลูกหนี้ตกงานหรือกิจการล้มหรือมีประวัติชอบเบี้ยวหนี้ มีคดีความทางการเงินเยอะ การปรับเปลี่ยนไปอยู่ในระบบสัญญากู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า คงทำยากขึ้น ดังนั้น การรักษาเครดิตธุรกรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ การปรับโครงสร้างหนี้เดิมไปเป็นสัญญากู้ใหม่เป็นเรื่องฮิตที่สถาบันการเงินจะใช้กับลูกหนี้ซึ่งยังมีหวังในการได้เงินกู้คืน โดยให้ทยอยคืนเป็นรายเดือนในอัตราแน่นอน ทั้งนี้ ลูกหนี้ต้องเจรจาหาตัวเลขหนี้ที่เหมาะสมและเป็นธรรมด้วย คือ เจ้าหนี้ควรลดทอนหรือหักดอกเบี้ยทบต้นที่แทรกในตัวเลขหนี้ทั้งหมดออกไปเพื่อให้เหลือเงินต้นจริงและอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จ่ายได้จริง เจ้าหนี้ยอมลดตัวเลขกำไรลง ส่วนค่าติดตามหนี้ก็ต้องเป็นจำนวนที่เป็นธรรมด้วย ก่อนการเจรจานั้นลูกหนี้ต้องเตรียมข้อมูลส่วนของตน อาทิ แหล่งรายได้จริง ศักยภาพของลูกหนี้ หลักทรัพย์หรือคนที่จะค้ำประกันหนี้ใหม่เพื่อให้เจ้าหนี้เชื่อถือว่า ต้องได้เงินคืนแน่ การแสดงความสุจริตใจว่าต้องการใช้หนี้ ความอดทนต่อการพูดข่มขู่หรือคำพูดไม่สบายหูจากฝ่ายเจ้าหนี้ เป็นต้น การเจรจาจึงเริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยดีได้ เมื่อได้รับจดหมายทวงหนี้ซึ่งแสดงว่าศักยภาพการจ่ายคืนหนี้เริ่มมีปัญหาจนกระทั่งเจ้าหนี้ไม่วางใจอีกต่อไป ลูกหนี้ไม่ควรหลบหนีหนี้เพราะจะทำลายเครดิตบูโรของตนอันส่งผลต่อการกู้ยืมในอนาคต เช่น การกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ ขอสินเชื่อ เป็นต้น บางคนอาจเถียงว่า หนี 10 ปีก็ไม่ต้องใช้หนี้แล้ว แต่เวลา 10 ปีนั้นอาจสร้างอนาคตดีๆได้อีกมาก แต่ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนตัวจากเจ้าหนี้อย่างไร้ความสุขหรือไร้อนาคต ดังนั้น จึงควรคลายปัญหาทีละเปลาะด้วยสติก่อน การเจรจาต่อรองหนี้สินนั้นสามารถทำได้ทั้งก่อนหรือหลังขึ้นศาลก็ได้ ถ้าก่อนขึ้นศาลเจ้าหนี้ไม่ยอมลดหย่อนผ่อนปรน ก็รอให้ฟ้องศาลก่อนเพื่อศาลจะจัดทีมเจรจาประนอมหนี้ขึ้นโดยมีผู้พิพากษาหรือเจ้าหน้าที่ศาลเป็นตัวกลางพูดคุยเพื่อหาข้อยุติให้สองฝ่ายพอใจและเป็นธรรม ลูกหนี้สามารถยื่นข้อเสนอที่จะคืนเงินตามศักยภาพของตนก็ได้ มันจึงไม่ใช่ทางตันเมื่อเจ้าหนี้ไม่ยอมคุยด้วย ส่วนใหญ่เจ้าหนี้ต้องการเงินคืนหรือทำการค้าขายก็อยากได้กำไรไม่ว่ามากหรือน้อย ถ้าลูกหนี้แสดงความสุจริตใจตีแผ่ศักยภาพแท้จริงในการคืนเงินให้เจ้าหนี้รับทราบว่าผ่อนคืนได้เท่าไร เจ้าหนี้มักยอมรับฟังและรับข้อเสนอนั้นเพราะเขาแค่ลดกำไรลงหรือลดความเสียหายลง แต่หนี้ไม่สูญทั้งหมด ก่อนการก่อหนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะทุกคนจะมีเครดิตทางการเงินเท่าเทียมกันหมด วันใดที่เริ่มกู้เงินจะถูกบันทึกการจ่ายคืนเงิน การค้างชำระ เครดิตของบุคคลนั้นจะเป็นเส้นกราฟที่อาจสูงหรือต่ำได้จากวินัยการเงิน ถ้ามันลดต่ำกว่าเส้นมาตรฐานเมื่อไร จะกลายเป็นเส้นแดงอันพึงระวังของเจ้าหนี้และเครดิตของลูกหนี้มีปัญหาแน่ การใช้เงินจากสินเชื่อต่างๆควรใช้เพื่อเหตุผลตามที่ขอกู้เท่านั้น การใช้เงินผิดประเภทสร้างปัญหาหนักแก่ลูกหนี้เสมอ เช่น กู้เงินเพื่อปรับปรุงกิจการ แต่เอาไปซื้อรถหรู ซื้อบ้านใหม่ เมื่อกิจการขาดเงินก็ไม่มีปัญญาจ่ายเงินคืนหนี้ เป็นต้น คนใช้บัตรเครดิตควรรักษาวินัยทางการเงิน ด้วยการเลือกชำระเงินเต็มวงเงินทุกรอบบิล ขอให้เตือนตนเสมอว่า การชำระขั้นต่ำเท่ากับสร้างหนี้สินและถูกคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเมื่อเทียบกับการใช้สินเชื่อทั่วไป ผู้ใช้บัตรต้องไม่กดเงินสดเบิกล่วงหน้าจากบัตรเครดิตเด็ดขาดเพราะมันคือการกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ย 20 % ควรเข้มงวดต่อการใช้เงินเยี่ยงมีเงินสดติดตัว และบัตรเครดิตเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง คือ มีรายได้แค่ไหน หลังหักเงินออมทุกเดือนแล้ว จึงเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้ การไม่มีเงินออมในชีวิตเลย คนไม่มีอนาคตจึงกระทำกัน เงินออมจะมีประโยชน์ยามประสบปัญหาทางการเงินหรือปัญหาสุขภาพให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น การก่อหนี้ยืมเงินไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ควรอยู่ในขอบเขตที่ผู้กู้สามารถรับผิดชอบได้ ระวังการใช้ชีวิตหรือใช้เงินให้เหมาะสมและจำเป็นเท่านั้น ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการทำงาน เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ การหนีมิใช่ยุติปัญหา แต่เป็นการต่ออายุของปัญหาให้ยาวขึ้น การแก้ปัญหาต้องทำด้วยสติ ศักยภาพในหารายได้คือสิ่งที่เจ้าหนี้ให้ความสำคัญอันดับต้นและช่วยให้การเจรจาประนอมหนี้ทำง่ายขึ้น หนทางสุดท้ายที่ลูกหนี้จะต้องพบเมื่อไม่จ่ายคืนหนี้ คือ การเป็นบุคคลล้มละลายหรือเรียกสั้นๆว่าตายทางแพ่ง อันส่งผลให้ทำธุรกรรมทุกชนิดไม่ได้ ถ้ามีทรัพย์สินหรือรายได้งอกเงยก็ถูกยึดไปใช้หนี้ทั้งหมด มันไม่ใช่ทางปิดของลูกหนี้ซึ่งมีหนี้สินตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไปเพราะกฎหมายให้เวลา 3 ปี สำหรับคนล้มละลายสุจริตหรือ 10 ปีสำหรับคนล้มละลายทุจริตหรือไม่ให้ความร่วมมือกับศาลหรือเจ้าหนี้ มีสิทธิ์ขอให้พ้นจากการล้มละลายได้ซึ่งจะช่วยล้างหนี้ทั้งหมด ประวัติการล้มละลายนี้จะส่งผลร้ายต่อบุคคลนั้นตลอดชีวิตเพราะจะมีบันทึกการล้มละลายไว้เตือนเจ้าหนี้ทางการเงินเสมอ บางอาชีพมีกฎห้ามลูกจ้างที่เคยเป็นบุคคลล้มละลายมาก่อนทำงานนั้น ข้อจำกัดมีมากและต้องพบกับความหวาดระแวงจากผู้อื่นที่ทราบว่าเคยล้มละลายมาก่อนทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการทำกิจกรรมร่วมกัน ยิ่งบางคนตั้งใจล้มละลาย แต่สมาชิกครอบครัวรวยขึ้นผิดตา จะเป็นที่รังเกียจของคนในสังคมอย่างมากเพราะมันเป็นพฤติกรรมการโกงเจ้าหนี้โดยอาศัยข้อกฎหมายถ่ายโอนเงินทองไปให้ครอบครัว แล้วตนยอมล้มละลายเพียงคนเดียวและรอคอยเวลา 3 ปี ผลลัพธ์คุ้มค่าคือ หนี้สินทั้งหมดเป็นพับ ไม่ต้องรับผิดชอบอีกต่อไป เจ้าหนี้รับเคราะห์ฝ่ายเดียว เงินทองของเจ้าหนี้ก็ให้ครอบครัวใช้สอยและจ่ายให้ตนหาความสุขไปด้วย แต่ต้องแน่ใจแล้วว่าไม่ต้องการทำมาหารายได้อีกในอนาคตเพราะจะขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง แม้กฎหมายจะให้กลับมาเป็นคนปกติได้ก็ตาม ประวัตินี้จะติดตัวไปจนสิ้นลมหายใจ วิธีนี้เรียกกันว่า ล้มแล้วรวย ส่วนลูกหนี้ที่มีหนี้ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทควรยึดการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เป็นหลักเพื่อรักษาเครดิตทางการเงินไว้เพื่อการทำงานหรือประกอบกิจการในวันหน้าย่อมเป็นหนทางดีที่สุด ขอให้ตระหนักว่า คนมีหนี้วันนี้มิได้หมายความว่าจะไม่มีอนาคตที่ดี จึงไม่ควรทำลายชีวิตวันนี้อย่างขาดสติ แต่ต้องคลายปัญหาทีละเปลาะ ย่อมพบหนทางที่ดีขึ้นแน่นอน
******************************** 10/16/2009 ประธานองคมนตรี กับ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินถาม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คือ อะไร ? ตอบ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เป็นคำเรียกบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำงานหรือใช้อำนาจในพระนามของกษัตริย์ กรณีกษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สวรรคต หรือ ไม่สามารถปฏิบัติพระกรณียกิจของกษัตริย์ได้ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีอำนาจและทำหน้าที่เยี่ยงเดียวกับกษัตริย์จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ตามกฎหมายหรือกฎมณเทียรบาลอันแล้วแต่รัฐธรรมนูญจักกำหนดไว้
ถาม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กับ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่างกันอย่างไร ? ตอบ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นคำเรียกในรัฐธรรมนูญไทย กรณีที่มีเงื่อนไขว่า กษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สวรรคต หรือ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของกษัตริย์ได้โดยรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง หากรัฐสภายังไม่แต่งตั้ง ประธานองคมนตรีจะดำรงตำแหน่งนี้ไปจนกว่ารัฐสภาแต่งตั้ง ส่วนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะมีเมื่อกษัตริย์ไม่อาจปฏิบัติกรณียกิจชั่วเวลาหนึ่ง จึงทรงแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลปฏิบัติงานตามที่มีพระราชประสงค์โดยมีกำหนดเวลาแน่นอน
ถาม เมืองไทยเคยมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือไม่ ?” ตอบ ยุครัตนโกสินทร์เคยมีหลายครั้งแล้ว เช่น รัชกาลที่ 5 ครองราชย์เมื่อทรงพระเยาว์จึงมีการตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและตอนที่ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศก็ทรงแต่งตั้งพระราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัชกาลที่ 8 ก็ทรงพระเยาว์ตอนเป็นกษัตริย์ก็มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฯ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงผนวชก็ทรงแต่งตั้งพระราชินีให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ถาม รัฐธรรมนูญไทยมีตำแหน่งนี้หรือไม่ ? ตอบ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กรณีที่รัฐสภายังไม่เห็นชอบแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการหรือกษัตริย์องค์ใหม่ ดังนั้น ตำแหน่งประธานองคมนตรีจึงมีความสำคัญเมื่อเกิดเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เขาจึงควรมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ยึดมั่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นพระประมุข และความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง
ถาม เหตุไฉนบางกลุ่มจึงเพ่งเล็งคุณสมบัติหรือพฤติกรรมของประธานองคมนตรีเป็นพิเศษ ? ตอบ ถ้าประธานองคมนตรีไม่ดำรงตนอยู่ในพฤติกรรมอันเหมาะควร จักส่งผลร้ายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือพระเกียรติของกษัตริย์อย่างมาก เช่น การแผ่อิทธิพลหรือบารมีควบคุมหรือสามารถสั่งสมาชิกรัฐสภา รัฐบาล ฝ่ายทหาร ฝ่ายตุลาการ และอื่นๆได้ เมื่อเกิดเงื่อนไขให้ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา เขาอาจใช้อิทธิบารมีผ่านหน่วยงานเหล่านั้นมิให้คัดเลือกหรือแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือกษัตริย์องค์ใหม่ ทำให้เขาดำรงตำแหน่งนั้นตามรัฐธรรมนูญทันทีเพราะกำหนดว่า ถ้ายังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งนั้นจากรัฐสภา ประธานองคมนตรีจะทำหน้าที่นั้นไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและสามารถใช้พระราชอำนาจเยี่ยงเดียวกับกษัตริย์ ถ้าเขาใช้อิทธิบารมียับยั้งกระบวนการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือกษัตริย์องค์ใหม่ได้ ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปนานเท่าใดก็ได้และเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะมิได้กำหนดเวลาให้ต้องแต่งตั้งไว้ แม้ประเทศจะว่างเว้นพระประมุข แต่ยังมีผู้ใช้อำนาจของกษัตริย์อยู่ งานต่างๆที่ต้องมีการลงพระนามโดยกษัตริย์ก็จะเป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ถาม หน้าที่ของประธานองคมนตรีคืออะไร ? ตอบ คณะองคมนตรีมีหน้าที่ชัดเจนว่า เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประธานองคมนตรีจึงเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์ คุณสมบัติสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งในคณะองคมนตรี คือ การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยเด็ดขาด การใช้ตำแหน่งนี้เพื่อหาประโยชน์ทางธุรกิจ แม้มิได้เป็นข้อห้าม แต่เป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง
**************************** 10/10/2009 เรื่องไม่เข้าใจกันของคนไข้กับหมอถาม คนไข้ฟ้องแพทย์กรณีรักษาโรคไม่หายขาดตามที่รับปากไว้ได้หรือไม่ ? ตอบ การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาก็ต้องมีการทำผิดสัญญาเกิดขึ้น เช่น แพทย์รับปากว่า รักษาโรคมะเร็งหายได้ ถ้าไม่หาย ก็ฟ้องผิดสัญญา ทั้งนี้คนไข้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แพทย์ให้สัญญาไว้ชัดเจนและเป็นที่รับรู้กันหรือไม่ซึ่งอาจต้องอาศัยสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือและรับรู้ด้วยตาหรือหูของเขาเอง มิใช่การบอกเล่าสืบต่อกันมา หากเป็นการฟ้องว่าแพทย์รักษาหรือการดูแลไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้โรคของคนไข้ไม่หายหรือมีอาการหนักขึ้น ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ถ้าแพทย์พิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติต่อคนไข้ตามมาตรฐานของการรักษาทั่วไปแล้ว แต่โรคนั้นต้องมีความเป็นไปอย่างนั้นหรือเลือกใช้วิธีรักษาตามที่ควรจะเป็นแล้ว ก็เป็นข้อต่อสู้ที่ศาลรับฟังได้ว่าแพทย์มิได้จงใจไม่รักษาคนไข้หรือรักษาต่ำกว่ามาตรฐาน ถาม คดีคนไข้ฟ้องแพทย์เพราะไม่พอใจการรักษาของแพทย์นั้นทำได้หรือไม่ ? ตอบ มาตรฐานการรักษาของแพทย์มีกำหนดไว้ในกฎหมายและระเบียบต่างๆที่ควบคุมการทำงานของแพทย์ไว้เข้มงวดมาก อีกทั้งการต่อสู้คดีในศาลก็ยังใช้วินิจฉัยของแพทย์อื่นมาเปรียบเทียบกับคดีอีกด้วย ความไม่พอใจการรักษาของคนไข้ไม่ใช่สาเหตุที่จะฟ้องแพทย์ต่อศาลได้ ถ้าแพทย์ได้ปฏิบัติและรักษาคนไข้เป็นไปตามมาตรฐานและเต็มความสามารถ ความรู้ ของแพทย์คนนั้นแล้ว ถาม ปัญหาใดจึงมีคดีคนไข้ฟ้องแพทย์เกี่ยวกับการรักษาบ่อยครั้ง ? ตอบ การติดต่อสื่อสารกับคนไข้หรือญาติไม่ชัดเจนเพียงพอ การคาดหวังของคนไข้สูงเกินไป ทำให้การเกิดความเข้าใจผิดเมื่อมีผลข้างเคียงจากการรักษาเกิดขึ้น รวมทั้งไม่ได้เอาใจใส่กับกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองการทำงานของแพทย์ บางครั้งก็เปิดโอกาสให้คนไม่ดีนำไปใช้หากินด้วยการฟ้องแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ต้องคำนึงถึงชื่อเสียงเป็นสำคัญแลกกับค่ารักษาราคาแพง จึงเป็นจุดอ่อนให้คนไม่ดีพยายามฟ้องแพทย์เป็นอาจิณ ถาม ทำอย่างไรให้คดีฟ้องแพทย์ลดน้อยลงหรือหมดไป ? ตอบ ก่อนอื่นต้องปรับทัศนคติของคนไข้ว่า แพทย์ต้องการให้คนไข้หายจากโรคและทำงานเต็มความสามารถเสมอ แต่บางโรคต้องใช้เวลารักษาหรือไม่อาจรักษาหายขาดได้ ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงแม้จะไม่เกิดกับทุกคน แต่มิได้หมายความว่าจะเกิดกับคนไข้คนนั้นไม่ได้ กล้าซักถามแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีรักษา ตั้งใจรับฟังความเสี่ยงใดต่อวิธีรักษาของแพทย์ ยอมรับด้วยว่าการผ่าตัดทุกอวัยวะไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งสิ้น ด้านแพทย์ต้องพูดคุยและให้ข้อมูลละเอียดในวิธีรักษาหรือยาที่จะใช้กับคนไข้ รวมทั้งแจ้งความเสี่ยงในการรักษาให้คนไข้และญาติทราบทุกครั้ง โดยเฉพาะการให้ข้อมูลกับคนที่มีอำนาจแท้จริงตามกฎหมายเมื่อต้องมีการให้ความยินยอมเพื่อใช้วิธีรักษาบางอย่าง เช่น การผ่าตัด เป็นต้น คนไข้มีสติก็ต้องให้คนไข้ยินยอมเองต่อหน้าบุคคลที่กฎหมายยอมรับ ถ้าคนไข้ไร้สติก็ต้องดูว่าเขาหรือเธอแต่งงานหรือไม่ ถ้าแต่งงานแล้ว ก็ต้องให้คู่สมรสยินยอม มิใช่ให้พี่น้องมาเซ็นชื่อยินยอมแทนคู่สมรส ถ้าเป็นโสดและมีพ่อแม่ ก็ต้องให้พ่อแม่ให้คำยินยอม ถ้าไม่มีพ่อแม่ก็ให้พี่น้องร่วมสายเลือดให้คำยินยอม เป็นต้น หลักกฎหมายเหล่านี้ต้องให้ความเอาใจใส่เพราะส่งผลต่อการฟ้องคดีในศาลที่อาจทำให้แพทย์เดือดร้อนทั้งที่ทำงานด้วยความสุจริตใจ แต่ไม่เป็นที่พอใจของญาติจึงอยากลงโทษแพทย์หรือสถานพยาบาลหรือไม่อยากจ่ายค่ารักษาเอง ถาม แพทย์ควรปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ต้องมีคดีกับคนไข้ ? ตอบ แพทย์ควรมีการพูดคุยหรือให้ข้อมูลอย่างละเอียดด้วยภาษาเข้าใจง่าย และพร้อมตอบทุกคำถามของคนไข้ มีมารยาทและให้เกียรติคนไข้และญาติ ก่อนใช้วิธีรักษาที่มีความเสี่ยงต้องอธิบายให้คนไข้และญาติทราบโดยละเอียดหรือถ้าจำเป็นต้องให้เซ็นคำยินยอมรับความเสี่ยงก็ต้องชี้แจงให้คนไข้เข้าใจถ่องแท้ โดยเฉพาะคำถามปิดท้ายที่ควรติดปากไว้เสมอว่า คุณมีคำถามอีกไหม ? คุณเข้าใจความเสี่ยงเหล่านั้นแล้วใช่ไหม ? นอกจากนั้น เวลาพูดชี้แจงความเสี่ยงหรือข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของวิธีรักษาหรือยา ควรมีบุคลากรทางการแพทย์อีกคนอยู่ร่วมเป็นพยานหรือบันทึกเทปการสนทนาว่า แพทย์ได้พูดคุยข้อมูลสำคัญนี้ให้คนไข้หรือญาติรับทราบแล้วก่อนการรักษาหรือการผ่าตัด มันเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายของแพทย์กรณีคนไข้หรือญาติปฏิเสธว่า แพทย์ไม่เคยบอกสิ่งเหล่านั้นมาก่อน เราต้องไม่ลืมว่า คำพูดก็เสมือนลมปากที่ไร้รูปลักษณ์ จึงต้องเก็บสะสมมันให้เป็นรูปร่างให้ศาลมองเห็นหรือได้ยินชัด จึงยืนยันคำพูดของแพทย์ได้ ******************** 10/7/2009 ใต้เงาบาป 8.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 8.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
ในห้องประชุมใหญ่ของโรงแรมที อาร์ พาวิลเลี่ยนการเจรจาระหว่างนิธิศเจ้าของโรงแรมใหญ่แห่งนี้กับพลัช ผู้จัดการบริษัทลงทุนของสิงคโปร์เพิ่งยุติลง ภัคธีมานั่งฟังการสนทนามาตลอดมีสีหน้าไม่ดีนักกับผลเจรจาที่ยังไม่น่าพอใจ “ ผมต้องขอเวลาศึกษาตัวเลขที่คุณเสนอมาก่อน “ นิธิศกล่าวสรุปด้วยท่าทางเยือกเย็น พลัชยิ้มเล็กน้อย “ ไม่มีปัญหา ผมหวังว่าเราคงทำธุรกิจร่วมกันได้ “ บุคคลทั้งสองสัมผัสมือกัน ชายหนุ่มจึงค้อมศีรษะให้กับภัคธีมาเป็นเชิงอำลา แล้วเดินออกไปจากห้องนั้น หญิงสาวยิ้มเขินกับแววตาคมกริบของพลัชซึ่งจัดได้ว่ามีหน้าตาหล่อจัดมากคนหนึ่งเท่าที่หล่อนเคยพบมาในสังคม “ เขาเป็นชาวสิงคโปร์ที่พูดไทยชัดมากนะคะ พ่อ “ นิธิศพยักหน้าเห็นด้วย “ เท่าที่พ่อรู้ คุณพลัชมีพ่อเป็นคนไทย ส่วนแม่เป็นสาวสิงคโปร์ แต่ทั้งคู่ตายไปแล้ว เขาจึงอยู่ในอุปการะของแม่บุญธรรมที่เป็นคนไทยเช่นกัน “ “ มิน่าล่ะ เขาจึงพูดไทยได้ชัดขนาดนี้ “ “ เขายังเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่รู้จักใช้โอกาสช่วงชิงความได้เปรียบอีกด้วย “ นิธิศยื่นเอกสารของพลัชให้ลูกสาว “ พลัชรู้ว่าโรงแรมกำลังขาดเงินสดหมุนเวียน จำเป็นต้องหาผุ้ร่วมทุนใหม่เพื่อทดแทนกับคนเก่าที่ถอนตัวกะทันหัน เขากดราคาซื้อหุ้นจนต่ำและเสนอขอซื้อหุ้นเพิ่มในสัดส่วนที่อาจกระทบต่อการบริหารของพ่อได้ “ “ แต่เขาจ่ายเป็นเงินสดนะคะ พ่อ “ นิธิศมองลูกสาวด้วยแววตาตำหนิ “ มีไม่กี่คนหรอกที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน การทำงานกับพลัชต้องคิดให้รอบคอบก่อน จำไว้ล่ะ ภัค “ “ ค่ะ “ ภัคธีมายิ้มเจื่อนกับคำเตือนของบิดา
ขณะเดียวกันภายในห้องสูทของพลัช ชายหนุ่มกำลังนั่งอ่านเอกสารที่ไอรีนจัดเตรียมไว้ หญิงสาวยืนมองภาพทิวทัศน์ของกรุงเทพฯผ่านหน้าต่างห้องอย่างอารมณ์ดี “ คุณคิดว่าเขาจะยอมขายหุ้นให้เราไหมคะ พลัช “ “ คุณนิธิศไม่มีทางเลือกมากนัก “ พลัชตอบ ตามองเอกสารแน่วแน่ “ นอกจากยอมไปขอความช่วยเหลือจากเขาคนนั้น “ ไอรีนทรุดนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับชายหนุ่ม “ ข้อมูลของเราบอกว่า ทั้งสองไม่เคยยุ่งเกี่ยวทางธุรกิจกันเลยนี่นา “ “ คุณลืมไปเรื่องหนึ่ง ไอรีน “ หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น ขณะที่ชายหนุ่มพูดเฉลยขึ้นว่า “ แม่ของนิธิศมีหุ้นอยู่ในบริษัทของสรพศ พิตรพิบูลกับของขัมน์ อัครชัย และไม่เคยใช้สิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเลย หลายปีมานี้คุณนวลพรรณให้เจ้าของบริษัทเหล่านั้นใช้สิทธิ์แทนเธอ โดยรับแต่เงินปันผลอย่างเดียว “ “ ผู้หญิงคนนั้นไว้วางใจขนาดนั้นเชียว “ พลัชเอ่ยอีกว่า “ แม่ไม่เคยเล่าที่มาของความไว้วางใจนี้เลย ผมจึงเดาว่าคุณนวลพรรณกับพวกนั้นต้องมีความสัมพันธ์แนบแน่นมากเป็นพิเศษ “ “ แน่นอนอยู่แล้ว เพราะครอบครัวของนวลพรรณเป็นหนึ่งในเป้าหมายของแม่ด้วย “ ไอรีนตอบ พลางนึกถึงมารดาบุญธรรมซึ่งเลี้ยงดูหล่อนมาอย่างดี และเป็นเจ้าของแผนการแก้แค้นเหล่าบุคคลที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้กับนางพัชนีผู้มีพระคุณต่อชีวิตของหล่อนและ พลัช “ ได้เวลาไปพบกับคุณวิชิตแล้วค่ะ พลัช “ ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ขณะที่ไอรีนโทรศัพท์สั่งให้เจ้าหน้าที่โรงแรมฯเรียกแท็กซี่ไว้สำหรับคนทั้งสอง
หลังจากที่พลัชกับไอรีนเจรจาธุรกิจกับวิชิตซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของเจ้าพ่อวงการค้าของเถื่อนและยาเสพติดในแถบภาคตะวันออก หญิงสาวแยกตัวไปเที่ยวยามราตรี ส่วนพลัชกลับเข้าโรงแรมที อาร์ พาวิลเลี่ยน เพื่อพักผ่อนส่วนตัว สายตาของเขาสะดุดอยู่ที่เจ้าของร่างเล็กบางในชุดวอร์มสีแดงสลับขาวพร้อมกระเป๋าถือใบใหญ่ซึ่งเดินตรงไปที่ลิฟต์ เขาจำได้ดีว่าหล่อนคือ มันตรินี ธมนันท์ เท้าทั้งสองรีบก้าวตามไปทันที แต่ประตูลิฟต์ปิดเสียก่อน เขาจึงยืนมองตัวเลขหน้าลิฟต์เพื่อดูว่าหญิงสาวขึ้นไปที่ชั้นใด
หลังจากสืบทราบว่ามันตรินีกำลังใช้ห้องเล่นสควอชเพียงคนเดียว ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้นสีขาว พร้อมไม้ตีสควอชในมือ เขายืนมองเจ้าของร่างเล็กที่กำลังหวดลูกสควอชอย่างเต็มแรงด้วยแววตาพินิจ เม็ดเหงื่อผุดเต็มใบหน้ากลมงามได้รูป ดวงตาคมใส จมูกโด่ง และริมฝีปากบางเฉียบของหล่อนเป็นที่สะดุดตาของเขายิ่ง เสียงเคาะประตูดัง ทำให้มันตรินีพักการเล่นชั่วครู่ พลางหันมองชายหนุ่มผู้เข้ามาใหม่ด้วยแววตาประหลาดใจ “ ฉันเช่าห้องนี้แล้วค่ะ “ “ ผมชื่อพลัช ! “ ชายหนุ่มกล่าวแนะนำก่อน พร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร มันตรินียืนนิ่ง ดวงตาส่อแววไม่พอใจเล็กน้อย ขณะที่พลัชไม่สนใจนัก แล้วเอ่ยว่า “ ผมเห็นคุณเล่นคนเดียว ส่วนตัวผมก็ไม่ชอบเล่นตามลำพัง คุณคงไม่รังเกียจหากผมจะร่วมเล่นด้วยนะครับ “ คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวอึ้งไปกับความใจกล้าของชายหนุ่มเบื้องหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเข้ามาตีสนิทกับหล่อนอย่างรวดเร็วนับแต่กลับมาอยู่เมืองไทย “ วิธีจู่โจมจีบสาวของคุณใช้ไม่ได้ผลหรอกค่ะ “ หล่อนกล่าวตอบเสียงแข็ง แล้วเปิดประตูเป็นการเชิญชายหนุ่มออกไป “ ฉันอยากเล่นคนเดียว ! “ “ ผมต้องการเล่นกีฬา ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดระแวงหรอก “ สีหน้าและแววตาจริงจังของเขาทำให้มันตรินีนิ่งเงียบไป หล่อนยืนกรานว่า “คุณทำให้ฉันเสียเวลามากแล้ว เชิญออกไปเถอะค่ะ “ “ ผมก็ยุติธรรมพอจะหารค่าเวลาคนละครึ่งนะครับ “ “ ตื้อจัง ! “ หล่อนถอนใจหนัก เริ่มรำคาญบ้างแล้ว พลางถามไปว่า “ คุณเป็นแขกของโรงแรมหรือเปล่าคะ ? “ “ ผมพักที่นี่ ! “ “ ฉันเป็นญาติกับเจ้าของโรงแรมนี้….. “ หล่อนบอกเสียงจริงจัง “ เพื่อเห็นแก่ลูกค้าของท่าน เราจะเล่นสควอชร่วมกันสักเกมหนึ่ง “ “ ดีครับ “ เขายิ้มพอใจ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มตีสควอชอย่างสนุกสนานกับกีฬาโดยไม่มีการพูดคุยมากนัก จนกระทั่งสิ้นสุดเกมด้วยชัยชนะของพลัชชายหนุ่มแปลกหน้า มันตรินีกับพลัชนั่งพิงผนังห้องด้วยอาการเหนื่อยหอบ พลางดื่มน้ำและเช็ดเหงื่อบนใบหน้าด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กที่ติดตัวมา “ เรียกเหงื่อเสียบ้าง ทำให้ความรู้สึกดีขึ้นมากนะครับ “ หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วย “ คลายเครียดด้วยค่ะ “ “ คุณชอบเล่นสควอชหรือครับ ? “ เขาเริ่มชวนคุยระหว่างนั่งพักเหนื่อย “ ไม่หรอกค่ะ “ ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจ มันตรินีหัวเราะในลำคอ แววตาสดใส “ ฉันนึกไม่ออกว่าควรเล่นกีฬาประเภทไหนเพื่อออกกำลังกายส่วนตัว จึงเลือกสควอชเพราะคุ้นเคยกับมันตอนเรียนที่ญี่ปุ่นค่ะ “ “ ผมชอบเล่นเพราะได้เหงื่อ ไม่ต้องตากแดด แถมยังใช้คุยธุรกิจกับลูกค้าได้ด้วย “ “ คุณเป็นนักธุรกิจหรือคะ ? “ เขาค้อมศีรษะรับ “ ผมมีบริษัทในสิงคโปร์ ! “ “ ฉันคิดว่าคุณเป็นคนไทยนะเนี่ย พูดชัดมากค่ะ “ หล่อนกล่าวชมจากใจ “ แม่บุญธรรมของผมเป็นคนไทย ท่านบังคับให้พูดไทยกับท่านตั้งแต่เด็ก “ เขาเล่าเสียงเรียบ แววตาขื่นขมเล็กน้อยยามนึกถึงวันเวลาในอดีต มันตรินีไม่สนใจความเป็นมาของชายหนุ่มอีก เมื่อมองนาฬิกาข้อมือซึ่งบอกเวลาหนึ่งทุ่มหล่อนผุดลุกขึ้นทันที “ ฉันต้องกลับบ้านเสียที ! “ “ รังเกียจไหม หากผมขอเลี้ยงอาหารสักมื้อ “ หญิงสาวส่งยิ้มเป็นมิตร “ ไม่ดีกว่า เพราะฉันต้องกลับไปทานกับครอบครัวอยู่แล้ว “ พลัชยอมรับคำปฏิเสธของอีกฝ่ายโดยดี พลางถามอีกว่า “ ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย “ “ ผ่านมาก็ผ่านไป ไยต้องรู้จักกัน ไม่นานคุณก็ลืมฉันแล้วค่ะ “ หล่อนตอบเลี่ยงอย่างชาญฉลาด แล้วบอกทิ้งท้ายอีกว่า “ วันนี้ฉันจ่ายค่าเวลาเอง เพื่อตอบแทนที่คุณเล่นสควอชเป็นเพื่อนฉันด้วยความสะใจจริงๆค่ะ คุณพลัช “ ชั่วแว่บเดียวดวงตาสีเข้มของพลัชที่มองเจ้าของร่างเล็กซึ่งก้าวออกไปจากห้องนั้นเปล่งประกายอ่อนโยน ต่อมาประกายกร้าวพลันมาแทนที่ในแววตาของเขา “ วันนี้คุณไปจากผมได้ สักวันผมจะสยบหัวใจของคุณ ! “ เขาให้สัญญาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ขณะที่หัวใจเสี้ยวหนึ่งของพลัชเริ่มสั่นคลอนกับไมตรีจริงใจของมันตรินีซึ่งมอบให้เพื่อนแปลกหน้าเช่นเขา *****************โปรดติดตามตอนต่อไป*************** ใต้เงาบาป 8.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 8.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
สังสิตตื่นแต่เช้าเหมือนเช่นปกติ แต่วันนี้เขารู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเห็นเจ้าของร่างเล็กบาง ในชุดวอร์มสีแดงสด กำลังวิ่งเหยาะๆในสนามหญ้าเพียงลำพัง เขาเดินลากขาซ้ายไปหาหญิงสาวทันที มันตรินีวิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างรู้ใจ “ อยากถามสินะว่า ทำไมมาวิ่งแต่เช้ามืดแบบนี้ “ สังสิตยิ้มเล็กน้อย “ คุณจะตอบไหมล่ะ ? “ “ ฉันเพิ่งไปเช็คสุขภาพมา……. “ หล่อนทรุดนั่งบนก้อนหินใหญ่ ท่าทางเหนื่อย “ หมอเตือนให้ออกกำลังกายบ้าง ฉันจึงตัดใจลุกขึ้นจากที่นอน แล้วมาที่นี่ไงล่ะ “ ดวงตาของสังสิตยังคงสงบนิ่ง ขณะที่หญิงสาวเอื้อมหยิบดรัมเบลคู่หนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ออกกำลังกาย “ นี่เป็นการทำให้แขนแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ “ “ ผมคิดว่าคุณจะเพาะกล้ามเหมือนผู้หญิงยุคใหม่เสียอีก “ เขากล่าวล้อ มันตรินีหัวเราะเสียงใส พลางบอกว่า “ วันนี้ฉันไม่มีชั่วโมงสอน จึงไม่ไปโรงเรียน พี่สิตช่วยแจกคูปองอาหารให้นักเรียนทุนทีนะ “ “ คุณจะอยู่บ้านรึ ? “ “ เปล่า แต่จะไปที่บริษัทเพื่อทดสอบเกมที่เพิ่งส่งมาให้ฉันค่ะ “ “ หมู่นี้รู้สึกว่ามีงานทดสอบเข้ามามากจัง “ เขาตั้งข้อสังเกต “ คนมีฝีมือนี่นา ! “ หล่อนตอบทีเล่นทีจริง แล้วลุกขึ้นยืน สังสิตกล่าวว่า “ เมื่อกี้นี้คุณชัชโทร.มาบอกว่าเขาอยากให้คุณไปเป็นเพื่อนกับเขาด้วยตอนสมัครงานวันนี้ “ เมื่อพูดถึงชัชเพื่อนชายคนล่าสุด หญิงสาวมีรอยยิ้มเล็กน้อย “ เดี๋ยวฉันจะให้เขาไปรับที่บริษัทเองค่ะ ยังไงงานของฉันต้องมาก่อน “ มันตรินียังกล่าวล้อชายหนุ่มด้วยว่า “ พี่สิตชอบทำหน้าเคร่งแบบนี้ สาวสวยที่ไหนจะกล้ามาตอแยด้วย ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเป็นรอยยิ้มมีเสน่ห์มากๆจะเอาชนะใจพี่ภัคได้ไงคะ “ หญิงสาวกล่าวจบก็เดินจากไป สังสิตส่ายศีรษะไปมา แววตาหม่นเศร้า “ เมื่อก่อนกับวันนี้แตกต่างกันไปแล้ว ผมรู้จักเงาในหัวใจของตัวเองดีขึ้น คุณตรี “
ช่วงบ่ายชัชขับรถมารับมันตรินีที่บริษัทซึ่งหล่อนทำงานอยู่ แล้วพาไปยังตึกพิตรพิบูล ทีแรกหล่อนอิดออดไม่ยอมไปด้วย แต่ด้วยคำขอร้องของเพื่อนหนุ่มทำให้จำใจต้องไปกับเขา ขณะที่ชัชเข้าไปสอบสัมภาษณ์ในห้องผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทพี อาร์ อินเวสเมนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในตึกนั้น หล่อนขอนั่งรออยู่ที่ชุดรับแขกด้านนอกโดยอ่านหนังสือที่พกติดตัวมาด้วย หญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็นเจ้าของดวงตาคมเข้มซึ่งเพิ่งเดินออกจากลิฟต์ เขามองหญิงสาวนิดหนึ่ง พอดีเลขาสาวของผู้จัดการฝ่ายบุคคลเดินถือแฟ้มมาที่ลิฟต์ เขาจึงเรียกไว้โดยเร็ว “ ผู้หญิงคนนั้นมาสมัครงานรึ ? “ เลขาสาวมองไปที่หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ที่ชุดรับแขก “ ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันเห็นว่ามากับผู้ชายซึ่งกำลังคุยกับผู้จัดการฝ่ายอยู่ค่ะ “ ปรานต์กวาดตามองผู้สมัครหลายคนซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องด้วยท่าทางครุ่นคิด “ เขาชื่อชัชใช่ไหม ? “ เลขาสาวทำท่านึกทบทวน พลางเอ่ยว่า “ ใช่ค่ะ รู้สึกว่าถูกปลดออกมาจากไฟแนนซ์ที่ปิดไปนั่นแหละ “ “ คุณสะอาดเลือกคนไว้หรือยัง ? “ “ ยังค่ะ “ “ คุณช่วยบอกให้คุณสะอาดไปพบผมที่ห้องประชุมเล็กด้วย “ เขากล่าวเสียงเข้ม แล้วยังย้ำอีกว่า “ เดี๋ยวนี้ด้วยนะ ! “ “ ค่ะ “ เลขาสาวรับคำด้วยความงุนงง จากนั้นจึงเดินกลับไปที่ห้องของเจ้านายโดยเร็ว มันตรินีเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ จึงเห็นร่างสูงสง่าของปรานต์ อัครชัยที่เดินตรงไปยังห้องหนึ่ง แม้จะไม่เห็นใบหน้าของเขาเพราะเดินหันหลังให้ หล่อนยังจำชายหนุ่มได้อย่างแม่นยำ “ ทำไมนะ มาตึกนี้ทีไรต้องเห็นเขาทุกทีเลย “ หล่อนพึมพำด้วยอารมณ์ขุ่นมัวโดยไร้สาเหตุ
สักพักชัชเดินหน้าง้ำเข้ามาหามันตรินีเพื่อนหญิง อารมณ์หงุดหงิด หญิงสาวยิ้มเอาใจ พลางลุกเดินไปยังลิฟต์ด้วยกัน “ คุยกันเดี๋ยวเดียว เขาก็ขอตัวออกไป แล้วไล่ผมกลับก่อน บอกให้รอจดหมาย “ ชัชบอกเสียงห้วน พลางใช้มือกระแทกปุ่มลิฟต์ หญิงสาวกล่าวปลอบใจว่า “ ทุกคนที่สมัครงาน ก็ต้องรอรับจดหมายเรียกทั้งนั้น คุณไม่น่าเครียดเลย เสียสุขภาพจิตหมด “ “ ผมตกงานมาสองเดือน และสมัครงานเป็นสิบบริษัทแล้วนะ “ “ ช่วงนี้ทุกบริษัทต่างก็ย่ำแย่ การรับคนเพิ่มเท่ากับเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ดังนั้นจึงต้องเฟ้นหาเป็นพิเศษ “ “ เมื่อก่อนผมคิดว่าเรียนคอมพิวเตอร์ แล้วจะไม่ตกงาน แต่ในที่สุดผมก็คิดผิด “ “ คณะของคุณยังดีกว่าพวกอักษรศาสตร์น่า “ หล่อนพูดเอาใจเต็มที่ เมื่อเห็นท่าทางหดหู่ของเขา “ เงินสะสมของผมกำลังหมด “ ชัชพูดด้วยสีหน้าหนักใจ “ เดือนหน้าถ้าไม่มีเงินจ่ายค่างวด ค่าเช่า ข้าวของคงถูกยึด ผมต้องนอนข้างถนนแน่คราวนี้ “ “ อย่าคิดในทางร้ายนักสิ “ หล่อนพูดจริงจัง “ ถ้าจำเป็นมากขนาดนั้น ฉันยินดีให้ยืมเงินก็ได้ “ “ จริงหรือ ? “ ชัชมีสีหน้าดีขึ้น เพราะเป็นคำพูดที่เขาเฝ้ารอคอยจากหญิงสาว เขารู้ดีว่ามันตรินีมีเงินสะสมมากทีเดียว เฉพาะรายได้จากงานทดสอบเกมที่บริษัทญี่ปุ่นจ่ายเป็นรายเดือนให้ เขาเคยคำนวณได้ว่าเป็นหลักหมื่น หล่อนทำงานมาเกือบสองปีแล้ว นั่นหมายความว่าเป็นเงินแสนในธนาคารแน่นอน หากเขาสามารถทำให้มันตรินีนำเงินออกมาช่วยผ่อนรถ ผ่อนบ้านได้ เขาก็แทบไม่ต้องห่วงเลย รถยนต์ของเขาจะเป็นสิ่งแรกที่หมดพันธะด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วแน่ “ ขอบคุณมากนะ คุณตรี “ “ คุณกำลังมีความทุกข์ ฉันเป็นเพื่อนก็ยินดีช่วยค่ะ “ หล่อนกล่าวจากใจจริง ประตูลิฟต์เปิดออก ขณะที่ทั้งสองกำลังก้าวเข้าไปในนั้น ผู้จัดการฝ่ายบุคคลวิ่งกระหืดกระหอบมาเรียกคนทั้งสองไว้ทันท่วงที “ พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าคุณชัชนำหลักฐานเพิ่มเติมและมารายงานตัวที่นี่นะครับ “ หญิงสาวมองอย่างงุนงง ขณะที่ชัชมีท่าทางดีใจเต็มที่ “ ผมไม่ต้องรอจดหมายเรียกหรือครับ ? “ “ เราตกลงรับคุณ ! “ ผู้จัดการย้ำเสียง แล้วขอตัวกลับไปทำงาน ทั้งสองเดินเข้าไปในลิฟต์ด้วยความสุขสมใจ โดยมีสายตาคมกริบของปรานต์มองตามไป แววตาครุ่นคิดแกมหนักใจลึกๆ “ หมอนี่มีท่าทางหลุกหลิก ไม่น่าไว้ใจเลย “ เขาพึมพำเมื่อเห็นลักษณะของชัชซึ่งเป็นเพื่อนชายของมันตรินีผู้หญิงที่เขามีหน้าที่ดูแลอยู่
มันตรินีบอกกับชัชเพื่อนชายให้รอที่รถของเขาสักครู่ โดยจะกลับไปเอาของที่ลืมไว้ อันที่จริงหล่อนตั้งใจจะไปหาคำตอบที่ข้องใจต่างหาก หลังจากสอบถามพนักงานแล้วหล่อนจึงเดินตรงไปยังโต๊ะเลขาของปรานต์ อัครชัย “ ฉันขอพบคุณปรานต์ค่ะ “ ดวงฤดีเลขาสาวมองพินิจ “ นัดไว้หรือเปล่าคะ ? “ “ ไม่ได้นัดไว้ “ มันตรินีตอบ “ คุณช่วยแจ้งเขาว่ามันตรินีขอพบด้วยนะคะ “ “ คอยสักครู่ค่ะ “ เลขาสาวจึงโทร.บอกเจ้าของห้องทำงานทันที หลังจากวางสายได้กล่าวว่า “ เชิญคุณเข้าไปได้ค่ะ “ มันตรินีกล่าวขอบคุณ แล้วผลักประตูเข้าไปโดยเร็ว ดวงฤดีมองด้วยความสนใจ เพราะเจ้านายหนุ่มหล่อสั่งไว้แต่แรกจะไม่พบแขกคนใด เนื่องจากตั้งใจสะสางงานที่ค้างไว้ แต่เมื่อเขารู้ว่ามันตรินีขอพบ ก็สั่งอนุญาตทันที นับว่าเป็นการผิดปกติของปรานต์
ปรานต์นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้ทำงานขณะที่หญิงสาวร่างเล็กบางก้าวเท้าเข้ามาในห้องของเขา “ ผมคิดว่าคุณกลับไปแล้วนะ คุณตรี “ มันตรินีทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างหน้าโต๊ะของเขาโดยไม่รอคำเชิญ “ ฉันมีเวลาไม่มากนะคะ “ ปรานต์พยักหน้ารับรู้ “ มีอะไรล่ะครับ ? “ “ คุณใช้อิทธิพลรับชัชเข้าทำงานใช่ไหมคะ ? “ “ ผมนะรึ ? “ เขาพูดทวนคำ สีหน้าปกติ “ เข้าใจผิดล่ะมัง “ “ ฉันเห็นผู้จัดการคนนั้นเดินออกจากห้องที่คุณเพิ่งเข้าไป แล้วเขาก็บอกรับชัชอย่างรวดเร็วผิดปกติ “ หล่อนมองคาดคั้น “ ฉันต้องการความจริงค่ะ “ ปรานต์ยิ้มเย็น “ เพื่อนของคุณมีคุณสมบัติครบถ้วน บริษัทรับเขาไว้ ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่นา “ หญิงสาวทำท่าจะเถียง ชายหนุ่มกล่าวขัดขึ้นว่า “ ในเวลานี้เพื่อนของคุณได้งานทำก็เป็นการดีแล้ว ทำไมคุณจะต้องสนใจด้วยว่าเขาได้เพราะอะไร “ “ ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ “ “ คุณสำคัญตัวเองมากไปมั้ง “ เขาบอกยิ้มๆ ดวงตาเป็นประกาย มันตรินีรู้สึกใบหน้าชา “ ฉันไม่ชอบมาก ถ้าคุณรับชัชเข้าทำงานเพราะเห็นแก่ฉัน “ “ ไม่เกี่ยวกับคุณ ! “ เขายืนยัน เพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย หญิงสาวมองปรานต์อย่างค้นหา ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย “ ฉันหมดคำถามแล้ว “ มันตรินีลุกขึ้น ทำท่าจะก้าวออกไป ชายหนุ่มถามขึ้นว่า “ บริษัทนี้รับเพื่อนของคุณไว้ ยังถือว่าคุณเป็นหนี้บุญคุณไหม คุณตรี “ “ เมื่อกี่นี้คุณบอกเองว่า เขาได้งานด้วยตัวเอง “ “ ใช่ “ เขาตอบ แววตาครุ่นคิด “ ผมนึกอยากให้คุณติดหนี้ผมจัง คุณตรี “ มันตรินีนิ่งอึ้ง แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป ชายหนุ่มมองตามเจ้าของร่างเล็กด้วยความหนักใจ แววตาหม่นหมอง ทำไมหนอ หล่อนจึงมีท่าทางเย็นชา เมื่อไรกำแพงน้ำแข็งระหว่างเขากับผู้หญิงคนนั้นจะละลายเสียที เขาจะได้ไม่เจ็บปวดทุกครั้งที่พบกัน *************** โปรดติตตามตอน 8.2 ************* |
|
|