Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
11/8/2009 สูตรลับของเศรษฐีสูตรลับของเศรษฐี
เขียนโดย มณีอักษร
หนังสือชีวประวัติของเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจักสอดแทรกแนวคิดและประสบการณ์ให้ผู้อ่านนำไปใช้ได้ แต่มันมิใช่สูตรสำเร็จที่จะเกิดผลเดียวกันเสมอไป ผู้ใช้ต้องรู้จักประยุกต์บทเรียนเข้ากับการดำเนินชีวิต สถานภาพทางสังคม ระดับความรู้ และสิ่งแวดล้อม จึงสร้างผลลัพธ์ที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงกับเจ้าของบทเรียนนั้นได้ หากเคยเรียนวิชาคณิตศาสตร์มาก่อน จักรู้ว่ามันมีหลายสูตรให้ใช้แก้ปัญหาตัวเลขเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องเดียวกันได้ขึ้นอยู่ที่ว่านักเรียนเลือกใช้สูตรเข้ากับปัญหา อุปนิสัย และถูกเวลา ก็จะพบคำตอบเหมือนกัน ชีวิตเศรษฐีหลายท่านก็มิได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่ต้องเริ่มต้นแสวงหาเส้นทางของตัวเอง บ้างก็เริ่มต้นด้วยหนี้สินติดตัวจากการกระทำของบุพการีหรือตนเองอันเรียกกันว่า ชีวิตติดลบ หลายชีวิตกว่าจะเป็นเศรษฐีในวันนี้ได้สร้างสูตรลับพื้นฐานให้ทุกคนที่อยากเป็นเศรษฐียึดถือปฏิบัติกันสรุปได้ ดังนี้ สูตร 1 ควรเชี่ยวชาญและรู้จริงในงานที่ทำ ตั้งใจทำงานที่ชอบหรือรู้ลึกซึ้งจริง อย่าจับปลาหลายมือในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เรียนเป็นหมอรักษาคนได้ดี มีเกียรติยกย่องในสังคม รายได้ก็สูงและดีกว่าอาชีพอื่นอยู่แล้วเรียกว่า มีทั้งกล่องและเงินพร้อมสรรพ จะรวยเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความขยันใช้ความรู้แลกรายได้เท่านั้น หมอบางคนอยากรวยและดังเร็วจึงสนใจเป็นเซียนพระ แต่ไม่มองให้ลึกซึ้งว่า เซียนพระคือ คนดูพระเก่งและบอกให้ผู้ซื้อเชื่อถือได้ว่า พระองค์นี้จริงหรือปลอมอย่างไร มูลค่าควรเป็นเท่าไร เขาเก่งในเส้นทางของเขาและกว่าจะมีรายได้จากการให้เช่าพระก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส บางคนศึกษาจริงจังมาตั้งแต่เด็กและเป็นเซียนพระที่คนเชื่อถือด้วยวัยเลข 4 ไปแล้ว ส่วนเซียนพระตัวปลอมก็ไม่สามารถอยู่ด้วยการหลอกลวงได้ตลอดไป หมอหรือเซียนพระก็มีสิทธิ์รวยได้เมื่อทำงานที่ชำนาญของตน สูตร 2 รู้จักเก็บออม มาตรวัดความร่ำรวยที่จับต้องได้ คือ ตัวเลขทรัพย์สินและเงินฝาก จักเห็นว่า ทรัพย์สินและเงินฝากเกิดจากแนวคิดการเก็บออมในรูปต่างๆ เช่น ซื้อที่ดิน ทองคำ เครื่องประดับมูลค่าสูง ฝากเงินในธนาคาร เป็นต้น เศรษฐีส่วนใหญ่ล้วนเริ่มต้นด้วยวินัยการออมเป็นหลัก บางสถานการณ์เงินออมที่สะสมไว้ยังช่วยให้เขาฝ่าฟันวิกฤตสาหัสในชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิดหรือช่วยคลี่คลายปัญหาให้เบาบางได้ยามคับขัน เศรษฐีมักสอนลูกหลานและคนอยากรวยว่า ต้องมีวินัยการออมเงิน สูตร 3 รายได้ต้องมีเข้าต่อเนื่อง แม้จะรู้จักออมเงิน แต่หารายได้เข้าไปเติมเงินเพิ่มพูนเงินออมหรือช่วยปรับปรุงการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นไม่ได้ การเป็นเศรษฐีก็ยังอยู่ห่างไกลยิ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่า ชีวิตการทำงานของมนุษย์มีช่วงสั้นๆ เรี่ยวแรงทำงานอย่างสูงสุดไม่เกินอายุเฉลี่ย 60 ปี ช่วงเวลาทองของชีวิตในการทำมาหารายได้ปรับเปลี่ยนฐานะการเงินของมนุษย์จึงอยู่ประมาณอายุระหว่าง 22 – 60 ปี ต้องไม่ลืมว่าแต่ละคนอาจพบอุปสรรคระหว่างเส้นทางแตกต่างกัน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ติดโรคร้าย มีความพิการกะทันหัน และอื่นๆ ส่งผลให้เวลาทำงานสั้นลงอีก เงินออมและรายได้เข้าต่อเนื่องจึงมีส่วนสัมพันธ์กันเสมอในช่วงชีวิตการทำงานของมนุษย์ หากไม่มีรายได้เข้าต่อเนื่อง ในที่สุดเงินออมต้องร่อยหรอและหมดสิ้นลง ความร่ำรวยหรือเป็นเศรษฐีเกิดขึ้นได้ด้วยการบริหารเงินออมและรายได้ให้ส่งเสริมกัน สูตร 4 รู้จักให้เงินทำงานเพื่อเราได้ เมื่อมีเงินออมมากพอแล้ว ต้องรู้จักแบ่งไปลงทุนเพื่อสร้างผลประโยชน์งอกเงยขึ้น นอกเหนือจากการใช้แรงงานหรือปัญญาหารายได้แล้ว เช่น การซื้อทองคำ ซื้อที่ดิน ซื้อหุ้น ฝากประจำในสถาบันการเงิน และอื่นๆ ทั้งนี้การลงทุนต่างๆต้องกระทำอย่างระมัดระวังเพราะเป็นการนำเงินออมไปหาประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกทอดหนึ่งเพื่อสะสมความมั่งคั่งต่อยอดไปอีก การลงทุนทุกประเภทเจ้าของเงินออมควรศึกษาลักษณะการลงทุนและอุปสรรคปัญหาของมันให้ถ่องแท้ มิฉะนั้น จะกลายเป็นการทำลายเงินออมของตัวเองด้วยความประมาท สูตร 5 รู้จักใช้โอกาสที่เข้ามาหาให้เป็นประโยชน์สูงสุดด้วยวิสัยทัศน์ก้าวหน้าหรือมองเห็นอนาคตได้ หมายถึง การหยิบฉวยโอกาสที่แวะเยี่ยมเยียนเราในการหาประโยชน์เต็มที่ ไม่ปล่อยปละละเลยมัน ดังคำที่ว่า โอกาสดีมาเยือนแค่ครั้งเดียว ถ้าปล่อยลอยหายไป ถือเป็นผู้โง่เขลายิ่ง ทั้งนี้สิ่งที่ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนคือ การเตรียมตนให้พร้อมใช้โอกาสนั้นทุกเวลา ตัวอย่างของการฉวยโอกาสดีไม่ได้เพราะจำใจ เช่น เขาประกาศรับโปรแกรมเมอร์ที่ได้ใบรับรองของวินโดว์ทุกหมวดความรู้และสร้างเว็บไซด์ได้ด้วยอัตราเงินเดือนสูงมากเพื่อปรับปรุงหน่วยงาน แต่เรารู้แค่โปรแกรมออราเคิล และไม่เคยเพิ่มเติมความรู้โปรแกรมอื่นหรือการสร้างเว็บไซด์มาก่อน ทั้งที่ตกงานอยู่และสนใจตำแหน่งงานนี้มาก ก็ฉวยโอกาสนี้ไม่ได้ ลองนึกดูว่าท่านรู้ทั้งออราเคิล วินโดว์ และสร้างเว็บไซด์ได้ จักเป็นตัวเลือกเด่นที่สุดและงานนี้ต้องเป็นของท่านแน่ มันชี้ให้เห็นว่า แม้โอกาสลอยมาอยู่เบื้องหน้า แต่หยิบฉวยไม่ได้เพราะคุณสมบัติไม่พร้อมของตัวเอง ดังนั้น การเตรียมตัวและรู้จักฉวยโอกาสดีเบื้องหน้าไว้ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งเนื่องจากไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าโอกาสดีจะมาหาเวลาใด หากไม่รู้จักใช้โอกาสหาประโยชน์แก่ตนสูงสุด เมื่อผ่านพ้นไปแล้วก็อาจไม่หวนกลับมาให้เห็นอีกเลย จึงต้องฉวยโอกาสทุกครั้งที่พบเห็น ทั้งนี้ต้องยืนอยู่บนคุณธรรมทางสังคมด้วย เพราะคนฉวยโอกาสอย่างไร้คุณธรรม เราเรียกว่า คนเอาเปรียบที่สังคมรังเกียจ เราจึงต้องรู้จักแยกการฉวยโอกาสสองแบบนี้ให้ชัดเจนด้วย สูตรลับทั้งห้าในการก้าวสู่ความเป็นเศรษฐีนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่ การรู้จักใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพราะมันนำมาซึ่งรายได้และเงินออมที่เป็นสัญลักษณ์บอกสถานภาพเศรษฐีทางสังคม หากใครสามารถใช้สูตรลับทั้งห้าได้ครบถ้วน เชื่อกันว่า สถานภาพการเงินต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนเนื่องจากชีวประวัติของหลายเศรษฐีล้วนใช้สูตรเหล่านี้เป็นพื้นฐานหลักอันพิสูจน์แล้วว่า สูตรนี้ใช้แก้ไขได้หลายสถานการณ์และสร้างเศรษฐีมาหลายคนแล้ว ท่านอาจเป็นเศรษฐีคนต่อไปก็ได้ถ้ารู้จักใช้สูตรลับทั้งห้านี้อย่างมีวินัยด้วย
***************************** 11/4/2009 พักโทษ พ้นโทษ และ การเมืองถาม ความแตกต่างระหว่าง พ้นโทษ กับ พักโทษ ? ตอบ คำว่า พ้นโทษ คือ การได้รับอิสรภาพจากการจำคุกตามคำพิพากษาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ส่วนคำว่า พักโทษ หมายถึง นักโทษยังมีจำนวนวันรับโทษจำคุกอยู่ แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่นอกเรือนจำโดยมีเงื่อนไขและตามระยะเวลาจำคุกที่เหลืออยู่ นักโทษที่จะได้รับการพักโทษจากเรือนจำนั้นต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด เช่น เหลือโทษจำคุก1ใน3ของโทษจริง เป็นนักโทษชั้นดีและประพฤติดี เป็นต้น เขายังเป็นนักโทษอยู่ มิใช่คนอิสระ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมประพฤติอย่างเคร่งครัด ถ้าละเมิดข้อใดข้อหนึ่งจะถูกจับกลับเข้าเรือนจำและขังตามโทษที่เหลืออยู่อีกครั้ง จุดประสงค์ของการพักโทษ คือ ให้โอกาสนักโทษปรับตัวเข้ากับสังคมนอกเรือนจำก่อนจะได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง ถาม เมื่อนักโทษพ้นโทษแล้ว จะกลับมาเล่นการเมืองอีกได้หรือไม่ ? ตอบ ตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญแล้ว นักโทษที่รับโทษจำคุกจริงในเรือนจำจะหมดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งในระยะเวลาประมาณ 5 ปี แม้จะผ่านพ้น 5 ปีแล้วได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. ก็จะไม่มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลได้ ทำให้อดีตนักการเมืองคนหนึ่งซึ่งผ่านการจำคุกและอยู่ในระหว่างพักโทษประกาศตนไม่เล่นการเมืองอีกเพราะเขาเล่นไม่ได้ตามหลักกฎหมาย ถาม เงื่อนไขคุมประพฤติ คือ อะไร ? ตอบ เจ้าหน้าที่เรือนจำจะกำหนดเงื่อนไขให้นักโทษปฏิบัติเมื่ออยู่นอกเรือนจำเป็นข้อๆ แล้วแต่จะเห็นสมควร เช่น การรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน กำหนดการย้ายสถานที่อยู่ ข้อห้ามเข้าบางสถานที่ การปฏิบัติตนว่าสำนึกผิดต่อสาธารณชน ห้ามพูดคุยเรื่องใด เจ้าหน้าที่จะเยี่ยมดูสภาพของนักโทษในเคหสถานทุกเวลา ห้ามดื่มสุรายาเสพย์ติด และอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่นักโทษซึ่งได้รับการสัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนด้วยคำถามว่า สำนึกผิดในสิ่งที่กระทำไปหรือไม่ เขาจะต้องใช้คำตอบเดียวกัน คือ เขาสำนึกผิดแล้ว เนื่องจากถ้าเขาตอบว่า เฉยๆหรือความหมายเดียวกันหรือไม่ตอบ จักถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขคุมประพฤติทันทีและต้องกลับเข้าคุก ทั้งที่ในอดีตนักโทษคนนี้เคยหลบหนีคำพิพากษาจำคุกของศาลนานหลายปี บางคนจำหน้าของเขาได้จึงแจ้งตำรวจให้ไปจับแล้วส่งเข้าเรือนจำจนถึงวันพักโทษของเขา ดังนั้น เขาจะมีจิตสำนึกจริงหรือไม่ มิอาจตรวจสอบได้ชัด แต่ต้องตอบเพื่อมิให้ขัดต่อเงื่อนไข
******************************** 11/1/2009 ใต้เงาบาป 9เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 9
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
ปรานต์ อัครชัยกำลังนั่งรับประทานอาหารค่ำกับสังสิตเพื่อนเก่าในห้องส่วนตัวของภัตตาคารญี่ปุ่น ทั้งสองมีท่าทางผ่อนคลายมากเมื่ออยู่กันตามลำพัง “ คุณตรีบอกนายไหมว่า ไปหาหมอมาหรือยัง “ คำถามของปรานต์ไม่ได้ทำให้เพื่อนเก่ามีสีหน้าเปลี่ยนไปเลย สังสิตตอบว่า “ เธอไม่ชอบพูดเรื่องตัวเองกับใคร นั่นเป็นนิสัยของเธอ “ “ นายไม่รู้เรอะ ? “ “ เมื่อคุณแจ้งให้ผมทราบเรื่องนั้น……. “ สังสิตจิบน้ำชาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ ผมจึงติดตามเสาะหาเอง “ ปรานต์รับสำเนาเอกสารฉบับหนึ่งจากอีกฝ่าย “ อะไรรึ ? “ “ เอกสารการตรวจอาการของคุณตรี ! “ “ ฉันอ่านไม่รู้เรื่องหรอก นายบอกมาสิ “ สังสิตยิ้มเล็กน้อย “ มืออ่อนแรงเกิดจากเธอใช้มันทำงานกับแป้นพิมพ์นานเกินไป เส้นประสาทจึงอ่อนล้าและแสดงอาการออกมาเช่นนั้น “ “ มีทางรักษาไหม ? “ ปรานต์ถามเสียงรัว ใจนึกเป็นห่วงเต็มที “ หมอให้เธอออกกำลังกายมากขึ้น จึงช่วยฟื้นฟูได้ “ สังสิตถอนใจเฮือกใหญ่ ยามบอกว่า “ สิ่งที่เธอทำไม่ค่อยได้คือ ลดการใช้มือบนแป้นพิมพ์น่ะสิ “ “ เด็กดื้อ ! “ สังสิตส่ายศีรษะไปมา “ ผมเข้าใจดีว่า เธอได้พยายามลดการใช้มือ แต่อาชีพของเธอบังคับให้ทำเช่นนั้น “ “ คุณตรีไม่นึกถึงสุขภาพของตัวเองต่างหาก “ “ ผมว่าเธอรักตัวเองมากเหมือนกันนะ “ สังสิตตั้งข้อสังเกต เมื่อเล่าเหตุการณ์ที่หญิงสาวตื่นเช้ามาออกกำลังกายทุกวัน หลังได้รับคำแนะนำจากแพทย์ประจำตัว “ มันน้อยเกินไปนะ “ ปรานต์ชักหงุดหงิดบ้าง “ นายเตือนเธอบ้างสิ “ “ หากผมพูดมากไป เธออาจจับได้ว่าผมติดตามอยู่ คงโกรธ ไม่ยอมพูดกับผม “ “ แบบนี้ก็แย่น่ะสิ “ สังสิตมองอีกฝ่ายอย่างพินิจ พลางกล่าวเอาใจว่า “ ผมจะหาวิธีพูดไม่ให้เธอรู้ตัวก็ได้ครับ “ ปรานต์พยักหน้าเห็นด้วย แล้วยื่นเช็คสองฉบับให้ “ คุณลุงกับผมช่วยเงินสมทบกับโครงการที่คุณตรีกับนายดูแลอยู่ “ “ ฉบับละสามแสนบาท ! “ สังสิตมองตัวเลขในเช็คด้วยความดีใจ ปรานต์กล่าวย้ำว่า “ อย่าบอกชื่อของเราล่ะ เดี๋ยวคุณตรีไม่ยอมรับเงิน “ “ ผมเข้าใจครับ “ ทั้งสองนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ เสียงโทรศัพท์มือถือของปรานต์จึงดังขึ้น เมื่อเขาได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเครียดขรึมขึ้นทันใด “ ผมจะรีบไปทันที ! “ ปรานต์บอกแล้วเก็บโทรศัพท์โดยเร็ว “ มีเรื่องไม่ดีหรือครับ ? “ ปรานต์พยักหน้ารับ “ โชคไม่ดีที่มีคุณตรีเข้าไปเกี่ยวด้วยน่ะสิ “ “ เรื่องอะไรครับ ? “ สังสิตถามเสียงรัว “ แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลังนะ “ ปรานต์ทำท่าจะเดินออกไป สังสิตกล่าวขึ้นว่า “ ผมจะไปด้วย ! “ “ ฉันยังไม่อยากให้คุณตรีรู้เรื่องนายกับฉัน “ ปรานต์กล่าวเสียงเด็ดเดี่ยว “ อย่าห่วงเลย ฉันจัดการเรื่องนี้ได้ “ “ ครับ “ สังสิตจำใจรับคำ ทั้งที่ใจเป็นห่วงมันตรินี อย่างไรก็ตามเมื่อปรานต์มีท่าทีมั่นใจในการช่วยเหลือหญิงสาว เขาจึงโล่งใจได้บ้าง “ นายจะนั่งกินต่อไปก็ได้ ฉันเลี้ยงเอง “ ปรานต์บอกก่อนจะก้าวเดินไปจากห้องพิเศษแห่งนั้น
ชายร่างสูง ผมสีดำตัดสั้นเกรียนก้าวเข้าไปในโกดังแห่งหนึ่งด้วยท่าทางมาดมั่น เขากวาดสายตามองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์หกคนที่ยืนรายล้อมหญิงสาวทั้งสองไว้อย่างระแวดระวัง หัวหน้าชายฉกรรจ์เดินเข้ามาคุยกับปรานต์สักพัก จึงนำมันตรินีมาหาเจ้าของร่างสูง จากนั้นก็กลับไปรวมกลุ่มเช่นเดิม “ คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ? “ เขาถามขึ้น เมื่อเห็นมันตรินียังอยู่ในชุดกีฬาสีแดงสลับขาว แสดงว่าหล่อนอาจกำลังเล่นกีฬาสักอย่างก่อนจะมาอยู่ที่นี่ มันตรินีมีสีหน้ากังวล “ ฉันเพิ่งเล่นสควอชเสร็จ นิตว์ก็โทร.ให้มาที่นี่ เมื่อฉันมาเธอก็ถูกจับตัวไว้แล้ว พวกนั้นค้นข้าวของในกระเป๋าของฉัน จึงเห็นนามบัตรของคุณแล้วบังคับให้ติดต่อกับคุณค่ะ “ “ คุณโชคดีที่เขายังเห็นแก่ผมบ้าง จึงเรียกผมมาพบก่อน “ ปรานต์บอกเสียงหนัก “ ม่ายงั้นแม้แต่ศพของพวกคุณก็หาไม่เจอแน่ “ “ คุณต้องช่วยนิตว์นะคะ “ ปรานต์มองคาดคั้น “ คุณรู้ไหมว่าทำไมเพื่อนของคุณจึงถูกจับตัวแบบนี้ “ หญิงสาวพยักหน้ารับโดยดี พลางย้ำเสียงว่า “ ฉันอยากได้เพื่อนกลับมาทั้งที่มีชีวิต ไม่ใช่ศพนะคะ “ “ มันขึ้นอยู่กับความร่วมมือของเธ อ “ ปรานต์ตอบ สีหน้าไม่สบายใจนัก มันตรินีทำท่าจะเอ่ยบางอย่าง แต่ชายหนุ่มกล่าวขึ้นก่อนว่า “ คุณออกไปคอยข้างนอกก่อน ผมจะเจรจากับพวกเขาเอง “ “ เราควรแจ้งตำรวจไหมคะ ? “ หล่อนลดเสียงถาม “ เชื่อใจผมเถอะ “ เขาบอกเสียงหนักแน่น “ หากให้ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องจะยาว “ มันตรินียอมรับความเห็นของเขา แต่ยังอิดออดไม่ยอมเดิน เขาจึงกล่าวพร้อมกับด้วยรอยยิ้มที่มุมปากว่า “ พวกนอกกฎหมายด้วยกันพูดง่ายกว่าเยอะ คุณตรี “ หญิงสาวสะอึกเล็กน้อยกับคำพูดของอีกฝ่าย ซึ่งหล่อนมักเรียกปรานต์เป็นพวกนอกกฎหมายเสมอ แต่วันนี้หล่อนต้องยอมรับความช่วยเหลือตามแบบฉบับของเขาทั้งที่ไม่เคยชอบวิธีการพวกนี้เลย “ ออกไปได้แล้ว คุณตรี “ เขาบอกย้ำเสียง พลางผลักร่างหญิงสาวเบาๆ เมื่อมันตรินีเดินออกไปนอกโกดังแห่งนั้น ปรานต์ก้าวเท้าเข้าไปเจรจากับกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นทันที
มันตรินีเดินไปมาด้วยอาการกระวนกระวายอยู่หน้าโกดังที่ใช้กักขังชนิตว์เพื่อนนักข่าวของหล่อน เสียงประตูเหล็กเปิดออกหล่อนเห็นปรานต์กับชนิตว์เดินออกมาอย่างปลอดภัย แต่ดูเหมือนทั้งสองกำลังโต้เถียงกัน หญิงสาวก้าวเท้าไปหาคนทั้งสองด้วยความดีใจยิ่ง “ ฉันต้องเสียเวลา เสียเงิน กว่าจะได้ฟิล์มนั้นมา……. “ ชนิตว์พูดอย่างหงุดหงิด น้ำเสียงขุ่นเคือง “ แต่คุณแย่งจากฉันไปให้พวกเขาอย่างง่ายๆ เท่ากับสนับสนุนการทำผิดกฎหมายของเขานะ “ ปรานต์ชะงักฝีเท้า แล้วหันขวับมาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ พวกนั้นยอมรับฟิล์มคืนไปโดยไม่เอาชีวิตของคุณไปด้วย นับว่าปรานีแล้วนะ คุณนักข่าว “ “ แต่…… “ น้ำเสียงของปรานต์แข็งกร้าวยามเอ่ยว่า “ ถ้าย้อนเวลาได้คุณจะเลือกเอาฟิล์มหรือชีวิตตัวเองล่ะ ลองคิดดูสิ “ ชนิตว์ยืนนิ่ง ลำคอตีบตัน ใจหวาดหวั่นกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ อันที่จริงคำพูดของชายหนุ่มก็น่าคิด หล่อนยังนึกเสียดายฟิล์มที่แอบถ่ายภาพการค้าของเถื่อนในท่าเรืออันเป็นความลับมานาน หากได้ตีพิมพ์หล่อนจะมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างแน่นอน “ ฉันก็ไม่ได้เกิดเสียที ! “ ชนิตว์บ่นพึม “ คุณน่าจะเขียนเรื่องอื่น ม่ายงั้นยังไม่ทันเกิดในวงน้ำหมึก คุณก็ลาโลกนี้ไปแล้ว คนเราไม่มีโชคดีบ่อยครั้งหรอกนะ คุณนักข่าว “ เขากล่าวเตือน แล้วเดินไปที่รถของเขาอย่างหัวเสีย มันตรินีเข้ามาปลอบใจเพื่อนสนิทว่า “ เธอยังมีชีวิต ก็มีโอกาสในอนาคตนะ นิตว์ “ “ ฉันไม่มีข้อมูลจะเขียนอีกแล้ว “ “ ค่อยๆคิดก็ได้ “ ชนิตว์หันขวับมามองเพื่อนร่างเล็กอย่างเอาเรื่อง “ เธอรู้จักกับคุณปรานต์มาก่อนรึ ตรี “ มันตรินีอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ ชนิตว์เอ่ยตัดพ้อว่า “ ทำไมต้องปิดบังกันด้วย ไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนรึไง “ “ เธอไม่ได้ถามนี่นา “ ชนิตว์ถอนใจยาว พลางกระซิบว่า “ อย่าเล่าเรื่องที่ฉันบอกกับเธอให้เขารู้นะ จริงสิ แล้วเธอเอาชัชไปไว้ไหนล่ะ ตรี “ “ เธอคิดว่า…… “ มันตรินีอ้าปากค้างกับความเข้าใจผิดของเพื่อน ชนิตว์มองชายหนุ่มซึ่งยืนรออยู่ที่รถของเขาด้วยความเสียดาย “ ผู้ชายที่สมบูรณ์ตามแบบฉบับในฝันของสาวๆหายากจริง เมื่อฉันได้พบก็มีเจ้าของเสียแล้ว น่าเสียดายจัง “ “ เธอเข้าใจผิดแล้ว นิตว์ “ ชนิตว์มีสีหน้าสงสัย ขณะก้าวตามเพื่อนร่างเล็กไปหาปรานต์ “ ฉันรู้จักเขาส่วนหนึ่งเพราะคุณปรานต์เป็นเพื่อนสนิทกับพี่ภัคญาติผู้พี่ของฉัน “ มันตรินีตอบเสียงชัด แล้วย้ำอีกว่า “ เขาจึงไม่ใช่แฟนของฉัน ! “ “ ฉันยังมีหวังอีกรึ ! “ “ ตราบใดที่เขายังไม่มีเจ้าของ เธอก็มีหวังเสมอแหละ นิตว์ “ ชนิตว์หรี่ตามองเพื่อนด้วยความฉงน “ ไม่กลัวฉันอาจชนะพี่สาวของเธอหรือ ตรี “ “ หัวใจของคนเปลี่ยนได้เสมอ จึงไม่มีอะไรแน่นอน “ มันตรินีบอกเสียงจริงจัง “ พูดราวกับว่าเธอจะไม่รู้สึกอะไร หากมีคนมาแย่งชัชไป “ มันตรินียิ้มเย็น “ บางทีอาจเป็นเพราะฉันอ่านหนังสือธรรมะมากล่ะมัง จึงไม่ยึดติดกับเรื่องหัวใจของคน แต่ฉันก็จะไม่แย่งคนรักของใครเช่นกัน “ “ มั่นคงดีจัง “ ชนิตว์พูดพลางกลั้วเสียงหัวเราะ มันตรินีบอกเสียงเบาลงว่า “ ฉันก็หวังว่าจะมั่นคงตลอดไป ! “ ปรานต์เดินเข้ามาหาหญิงสาวร่างเล็ก เมื่อชนิตว์ผลุบเข้าไปนั่งที่เบาะหลังแล้ว “ คุณเป็นหนี้ผมแล้วนะ “ “ ฉันไม่ลืมหรอกค่ะ “ มันตรินีตอบเสียงห้วนเล็กน้อย “ แต่สังหรณ์ใจจังว่าคุณจะทวงหนี้แบบที่ฉันไม่ชอบนัก “ “ รับรองว่าไม่ให้คุณทำผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมแน่นอนครับ คุณตรี “ เขากล่าวอย่างมั่นใจ ก่อนจะเข้าไปนั่งประจำที่คนขับด้วยอารมณ์ดีขึ้น
ภายในห้องพักของโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งบนถนนรัชดาภิเษก ชายหนุ่มผิวขาว ใบหน้าหล่อคมกำลังนั่งจิบเหล้าในแก้วอย่างใจเย็น ประตูห้องเปิดออกโดยมีหญิงสาวร่างบอบบางในชุดเสื้อแขนยาว คอปิด กระโปรงสั้นเหนือเข่าเผยให้เห็นช่วงขาที่เรียวยาว ผิวเนียน ก้าวเท้าเข้ามาด้วยท่าทางเชื่อมั่น ริมฝีปากแย้มยิ้มเมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองอยู่ “ คุณคือกัญญาสินะ “ เขาถามขึ้นก่อน มือหมุนแก้วเหล้าไปมา หญิงสาวใบหน้างามพยักหน้ารับ พลางตอบเสียงหวานว่า “ ใช่ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ ? “ “ เริ่มงานของคุณได้แล้ว ! “ กัญญาหุบยิ้มเกือบทันที เจ้าของใบหน้าหล่อคมมองนัยน์ตากร้าว น้ำเสียงเข้มยามกล่าวว่า “ ถอดเสื้อผ้า แล้วไปนอนบนเตียง “ “ ฉันไม่ชอบลูกค้าที่ไร้มารยาทเช่นนี้ “ หญิงสาวทำท่าจะเดินออกไป เขากระชากร่างบอบบางไว้ แล้วเหวี่ยงลงไปบนเตียงนอน พลางพูดคำรามในลำคอว่า “ ผู้หญิงแบบคุณมีสิทธิ์เลือกลูกค้าด้วยรึ กัญญา “ “ หยาบคาย ! “ ชายหนุ่มยังกดร่างของกัญญาไว้แน่น แล้วก้มกระซิบข้างหูว่า “ คุณไม่รู้จักผม แต่คู่ขาประจำของคุณต้องจดจำไว้นานทีเดียว “ “ บ้าที่สุด ! “ หญิงสาวเริ่มดิ้นรนเมื่อเขาระดมจูบอย่างบ้าคลั่ง สักครู่ชายหนุ่มเงื้อฝ่ามือตบใบหน้าของกัญญาเต็มแรง “ ผมต้องการบริการจากคุณให้สมกับเงินที่จ่ายไป ได้ยินชัดไหม ? “ เลือดไหลซึมจากริมฝีปากสีสดของกัญญา ดวงตาของเขาพราวระยับเมื่ออีกฝ่ายหยุดดิ้นรน ชายหนุ่มจับใบหน้าของหล่อนให้มองมาที่ตัวเขา “ ผมชื่อพลัช ธนวัตร ! “ กัญญานอนนิ่งน้ำตาซึมและปล่อยให้ชายหนุ่มผู้เป็นลูกค้าปลดปล่อยอารมณ์ใคร่กับเรือนร่างของหล่อนด้วยความรุนแรงตามความปรารถนาของเขา ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งหัวใจและร่างกายเหลือประมาณ
เวลาเดียวกันนั้นปรานต์ อัครชัย กำลังขับรถไปส่งมันตรินีที่บ้านธมนันท์ หลังจากแวะส่งชนิตว์นักข่าวสาวซึ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาหมาดๆที่แมนชั่นของหล่อน ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง ปรานต์เริ่มหมดความอดทน จึงพูดทำลายความเงียบก่อน “ คุณนั่งสมาธิหรือไง ไม่ได้ยินเสียงพูดสักคำ “ “ ไม่มีอะไรจะพูดต่างหาก “ มันตรินีตอบเสียงสะบัดนิดๆ ปรานต์อมยิ้ม สีหน้าจริงจังยามเอ่ยเตือนว่า “ เพื่อนของคุณชอบทำงานเสี่ยงๆ คุณควรเลี่ยงบ้าง อย่าคบให้สนิทนัก เดี๋ยวจะเดือดร้อน “ “ นิสัยนิตว์ชอบความยุติธรรม จิตใจดี ชอบผาดโผนบ้าง “ หล่อนพูดพลางถอนใจเล็กน้อย “ เพื่อนแบบนี้หาไม่ง่ายในยุคนี้ และเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเกี่ยวพันกับงานของเธอ ฉันไม่อยากเลิกคบกับนิตว์ด้วยเรื่องนี้ มันไม่ยุติธรรมเลย “ “ ผมเข้าใจ แต่……” มันตรินีกล่าวขัดขึ้นว่า “ เรื่องของฉันกับนิตว์เป็นเรื่องส่วนตัว คุณไม่ควรก้าวก่ายนะคะ “ “ ก็ได้ “ เขายอมรับโดยดี เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายหนุ่มนำรถจอดเข้าข้างทางก่อน แล้วเปิดช่องเก็บของด้านหน้ารถ พลางหยิบโทรศัพท์มาฟังด้วยสีหน้าเครียด “ คุณรออยู่ที่นั่นนะ ผมจะไปหาโดยเร็วที่สุด “ ปรานต์บอกเสียงเข้ม แล้วปิดโทรศัพท์ทันที “ เพื่อนของผมมีปัญหาหนัก คงต้องไปส่งคุณทีหลัง “ “ ฉันกลับบ้านเองได้ค่ะ “ มันตรินีบอกอย่างเกรงใจ “ ผมไม่ยอมปล่อยคุณกลับบ้านคนเดียวแน่ “ เขายืนกรานหนักแน่น สีหน้าเครียดขรึมของปรานต์ทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าไม่ควรตอแยเขามากนัก จึงนั่งสงบเงียบไปตลอดทาง ชายหนุ่มปรายตามองผู้ที่นั่งเคียงข้างนิดหนึ่ง ก่อนจะเร่งความเร็วเพื่อไปยังจุดหมาย
*********โปรดติดตามตอนต่อไป********** สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย 10/31/2009 คอร์สบอรมใช้ปืนสั้นอย่างปลอดภัยTAS 1 เดือนพ.ย.การฝึกอบรมยิงปืนระดับต้น TAS1 (การยิงปืนโดยสัญชาตญาณระดับพื้นฐาน) สอนวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 52 เวลา 9.00 - 17.00 น. ราคา 2,500 บาทต่อคน จะมีปืนหรือไม่มีปืนก็ได้ (เช่าปืนจากชมรมได้ 500 บาทต่อวัน) สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครคอร์สอบรมหรือต้องการให้สอนเฉพาะกลุ่มได้ที่
คุณวรรณพงศ์ 081-9502099 คุณณัฐดนัย 081-9114522 คุณกฤษติกา 084-0795144 คุณชูเกียรติ 081-6850025 คุณภัทรา 081-9075002 หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com
***************** 10/30/2009 งาช้าง ไม้แหย่แย้เลี่ยมทอง ถึง แหวนทองคำถาม การให้จะถือว่ามีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายเมื่อไร ? ตอบ หลักกฎหมายที่ยึดถือกันทั้งในโลกตะวันตกและประเทศไทยนั้นแบ่งเป็นการให้อสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายแตกต่างกัน ดังนี้ กรณีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน เรือ เป็นต้น การให้จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่รัฐจึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ส่วนสังหาริมทรัพย์อันได้แก่ สิ่งของที่เคลื่อนที่ได้และไม่ติดตรึงถาวร เช่น แก้วแหวนเงินทอง กล่องไม้สักฝังเพชร งาช้าง กรอบพระเลี่ยมทอง เป็นต้น หากมีการหยิบยื่นและผู้รับได้รับสิ่งของนั้นแล้ว ถือว่าการให้สมบูรณ์ สิ่งของนั้นมีการเปลี่ยนเจ้าของตามกฎหมายทันที ถาม หลักการให้อยู่ในกฎหมายฉบับใด ใช้บังคับกับทุกคน ทุกหน่วยงานหรือไม่ ตอบ ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติเฉพาะกำหนดลักษณะการให้ที่แตกต่างจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้บังคับในเวลานี้ ก็ต้องยึดกฎหมายแพ่งฯเป็นหลัก หากมีการพิจารณาเรื่องการให้สิ่งของแก่บุคคล ข้าราชการ ก็ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ตัดสินไว้ตามกฎหมายแพ่งฯ ถาม ข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมืองรับงาช้างหรือแหวนทองคำในวันหยุดราชการจะใช้เป็นข้ออ้างว่ามิได้รับสิ่งของในขณะดำรงตำแหน่งนั้นแต่รับการให้ในฐานะบุคคลธรรมดาได้หรือไม่ ? ตอบ กฎหมายกำหนดชัดว่า ข้าราชการจะพ้นสถานภาพต้องตายหรือลาออกหรือเป็นบุคคลต้องห้าม แม้จะเป็นวันหยุดราชการ เขาก็ยังเป็นข้าราชการอยู่ การรับสิ่งของที่เป็นข้อห้ามตามกฎหมายในวันหยุดราชการ จึงใช้อ้างเพื่อยกเว้นความผิดมิได้ ถาม ข้ออ้างว่า ไม่รู้มูลค่าสิ่งของขณะรับการให้นั้น ใช้มาตรฐานใดตัดสินการรับรู้ ? ตอบ การรับรู้ของบุคคลนั้นต้องใช้หลักวิญญูชนเป็นพื้นฐานเพื่อดูว่า ผู้ถูกกล่าวหารับรู้เรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น เขาเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกและมีถิ่นฐานอยู่ในกทม. พูดอ่านไทยคล่อง มีเพื่อนฝูงเป็นคนไทยมาก เมื่อเป็นข้าราชการแล้วรับแหวนทองคำหนัก 1 สลึง หรือ งาช้างขนาดใหญ่มูลค่าในท้องตลาด 3 แสนบาท โดยมีการถ่ายภาพต่อหน้าสื่อมวลชนและแพร่ภาพไปทั่วโลก เมื่อมีการร้องเรียนว่าข้าราชการการเมืองคนนี้รับสิ่งของมูลค่าเกินสามพันบาทอันผิดต่อกฎหมายปรามการทุจริต เขาอ้างว่าตอนรับไม่ทราบมูลค่าสิ่งของ หลักพิจารณาการรับรู้มูลค่าเป็นปัจจัยสำคัญของข้อกล่าวหานี้ จึงต้องใช้หลักวิญญูชนมาช่วยตรวจสอบว่า บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติเดียวกับเขารู้หรือไม่ว่าสิ่งของเหล่านั้นมีมูลค่าเท่าใดในเวลาที่รับมอบการให้นั้น ถ้าคนอื่นทราบแน่ เขาก็ย่อมรับรู้มูลค่าของมันในเวลากระทำผิดด้วยตามหลักวิญญูชน จึงมิอาจใช้ข้ออ้างว่าเขาเพียงคนเดียวในเมืองไทยที่ไม่รู้มูลค่าของสิ่งของนั้น เคยมีคำพิพากษาฎีกาเรื่องการรับรู้กฎหมาย เมื่อจำเลยอ้างว่าอยู่ในป่าบนดอย จึงไม่รู้ว่าการกระทำของเขาเป็นความผิดต่อกฎหมายไทย ศาลฎีกาตัดสินว่า คนไทยจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไทยมิได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดบังคับว่า คนไทยต้องรู้กฎหมายไทย แม้ข้อเท็จจริงบางคนอาจไม่รู้กฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ก็ตาม กฎหมายตีเหมาว่า บุคคลในแผ่นดินไทยต้องรู้ข้อความในกฎหมายทุกฉบับที่ใช้บังคับในประเทศไทย ถาม การให้และรับงาช้างหรือแหวนทองคำของนักการเมืองคนหนึ่งถือว่าเป็นการให้และรับตามหลักกฎหมายหรือไม่ ? ตอบ เวลานี้หลักการให้สำหรับนักกฎหมายไทยยังต้องยึดถือคำวินิจฉัยของศาลฎีกาอยู่ คือ การให้สังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีการส่งมอบในฐานะผู้ให้และรับไว้ในฐานะผู้รับ เมื่อต้องพิจารณาว่านักการเมืองรับสิ่งของเกินมูลค่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จึงต้องตีความก่อนว่า เขารับสิ่งของไว้หรือไม่ ถ้ามีการรับมอบสิ่งของจากผู้ให้โดยชัดเจน เช่น มีภาพ มีพยานบุคคล มองเห็นหรือแสดงว่าเขาคือผู้รับสิ่งของ ต่อไปก็ต้องดูว่า ขณะรับมอบสิ่งของเขารู้มูลค่าของมันหรือไม่ ถ้าการให้และการรับรู้มูลค่าครบสมบูรณ์จึงเท่ากับเขามีเจตนารับสิ่งของที่มีมูลค่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้ ส่วนข้อยกเว้นความรับผิดใด ก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเหล่านั้นทีหลัง หากเป็นกรณีที่ผู้รับมีอาการจิตเภทหรือปัญญาอ่อนตอนที่รับของ จักถือว่า ไม่มีการรับสิ่งของมาแต่ต้น เพราะผู้รับไม่มีสติเพียงพอขณะรับของ อีกกรณีคือ ผู้รับมีไอคิวต่ำ รับรู้ช้า จักยังถือว่าการรับสิ่งของสมบูรณ์อยู่ เพราะเขามีเจตนารับสิ่งของมูลค่าเท่าใด แค่รู้ช้ากว่าคนอื่น ถาม การตีความเรื่อง การให้ ทำแตกต่างจากคำพิพากษาศาลหรือหลักกฎหมายได้หรือไม่ ? ตอบ ปกติการตีความในกฎหมายนั้น เป็นเอกสิทธิ์ขององค์คณะในหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจชี้ขาดได้ กรณีที่เคยมีพฤติกรรมนี้ในศาลมาก่อนและกฎหมายของตนไม่มีบัญญัติเฉพาะไว้ จักนำกฎหมายใกล้เคียงกันมาใช้วินิจฉัย ถ้าไม่เคยมีพฤติกรรมเทียบเคียงกันได้หรือไม่มีกฎหมายใดบัญญัติมาก่อน องค์คณะนั้นจะใช้วิจารณญาณส่วนตนและหลักกฎหมายเท่าที่มีอยู่วินิจฉัยตีความได้ นี่เป็นพื้นฐานของนักกฎหมายทั่วโลกใช้กันอยู่ ทั้งนี้องค์คณะของหน่วยงานต่างๆนั้นมีอำนาจตีความให้แตกต่างจากคำพิพากษาของศาลก็ได้ แต่ไม่มีอำนาจตีความขยายกฎหมายของตนอันถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบและทำลายหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาข้อพิพาท
************************** 10/28/2009 เสื่อมสลาย คือ สัจธรรมเสื่อมสลาย คือ สัจธรรม
เขียนโดย แก้วมณี
สารคดีชุด เปิดกรุโบราณในประเทศจีน ตอน เปิดสุสานจักรพรรดิติ้ง แห่งราชวงศ์หมิง ทำให้มองเห็นสัจธรรมสำหรับผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า สุดท้ายเถ้ากระดูกก็ไม่มีให้เห็นอีก การคืนชีพกลับมาเสพสุขดังที่หวังหรือเชื่อถือแต่โบราณนั้นล้วนมิใช่ความจริง สิ่งที่ชนรุ่นหลังได้รับรู้หรือเห็นกับสายตาคือ ประวัติ ผลงานในช่วงชีวิตของคนตาย วัตถุต่างๆที่ใส่อยู่ในโลงหรือสุสานเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ในอดีต ณ เวลาปัจจุบันนั้นเขาไม่มีตัวตนอีกต่อไป แม้จะยิ่งใหญ่เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ที่มีอำนาจเหนือชีวิตชาวจีนมาก่อนก็ตาม สัจธรรมที่ว่า ความตายเป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน ทุกคนหนีไม่พ้นความตายไม่ว่าจะมีระดับชนชั้นสูงหรือต่ำล้วนเหลือพื้นที่แค่โลงศพ สิ่งที่จะให้คนอื่นจดจำไว้ คือ ความดีหรือชั่วที่ตนสร้างไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ราชวงศ์หมิงถือเป็นราชวงศ์ของจีนที่ครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ยาวนานที่สุด และเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามและใช้สืบทอดกันมาถึงราชวงศ์ชิง ปัจจุบันนี้บางส่วนของราชวังแห่งนี้ก็เป็นที่ทำงานของรัฐบาลจีนด้วย พื้นที่ไม่ห่างจากพระราชวังต้องห้ามเป็นเทือกเขาของสุสานราชวงศ์ จักรพรรดิติ้งครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาเมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา จึงต้องให้ข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เมื่อพระองค์เติบใหญ่พร้อมจะบริหารแผ่นดินด้วยพระองค์เอง ข้าหลวงกลุ่มนั้นไม่ยินยอมมอบอำนาจคืนแก่พระองค์ แต่ต้องการเชิดพระองค์เป็นหุ่นและทำตามคำสั่งของพวกเขาเท่านั้น จึงสร้างความขัดเคืองใจแก่พระองค์อย่างมาก ความฝันที่พระองค์จะเป็นจอมทัพทำศึกร่วมกับกองทหารของพระองค์สลายลง ด้วยพระชันษาเกือบ 30 ปี พระองค์เบื่อหน่ายการแย่งชิงอำนาจกับกลุ่มข้าหลวงและตระหนักใจดีว่า มิอาจต้านทานจิตทะเยอทะยานของพวกเขาที่อยากให้พระองค์เป็นหุ่นเชิด พระองค์เลือกจะแสดงท่าทีต่อต้านด้วยการวางเฉยและเก็บตัวเงียบหาความสุขสำราญในพระราชฐานชั้นใน การติดต่อระหว่างจักรพรรดิกับกลุ่มข้าหลวงใหญ่จะผ่านขันทีหลวงเท่านั้น เมื่อมีการส่งหนังสือเพื่อขอความเห็นชอบจากจักรพรรดิตามขั้นตอนปกติ หากพระองค์เห็นชอบก็จะลงพระนามแล้วให้ขันทีไปส่งมอบหนังสือแก่ข้าหลวงเท่านั้น งานราชประเพณีทุกอย่างที่จักรพรรดิต้องเกี่ยวข้องด้วย พระองค์จักปฏิเสธทั้งหมด รัชสมัยของพระองค์จึงมีน้อยครั้งมากที่เหล่าข้าหลวงหรือประชาชนจะเห็นงานปฏิบัติของพระองค์หรือข่าวคราวจากพระองค์ กลุ่มข้าหลวงใหญ่จึงบริหารบ้านเมืองอย่างติดขัดเป็นระยะ แม้ไม่พอใจที่มิอาจพบหรือเจรจากับพระองค์ได้ แต่จำต้องยอมรับเพราะพระองค์กระทำตามอำนาจของจักรพรรดิและไม่อยากรับรู้พฤติกรรมของพวกเขาอีก ณ เวลาส่วนพระองค์ของจักรพรรดิติ้งในเขตพระราชฐานชั้นในนั้นเล่าลือกันว่า พระองค์รอคอยเวลาตายอย่างเดียวซึ่งถือเป็นเวลาแห่งอิสรภาพแท้จริง พระองค์เริ่มก่อสร้างสุสานของพระองค์ขึ้นในเทือกเขาสุสานราชวงศ์หมิงเช่นเดียวกับจักรพรรดิองค์ก่อนๆ แนวคิดของพระองค์คือ จำลองพระราชวังต้องห้ามไว้ในสุสานเยี่ยงเดียววังบนโลก เตรียมสถานที่เก็บพระศพของพระองค์ ของพระมเหสีทั้งสอง จัดวางข้าวของเครื่องใช้สำหรับจักรพรรดิและจักรพรรดินีที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ อันมีทั้งถ้วยชามกระเบื้อง ผ้าไหม ผ้าแพรลวดลายงดงามและถักทอด้วยฝีมือเลิศยิ่ง แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี วันที่นักประวัติศาสตร์จีนเปิดสุสานของจักรพรรดิติ้งก็ได้เห็นความยั่งยืนของวัตถุที่พระองค์จัดวางไว้ตามความเชื่อที่จะกลับมาฟื้นคืนชีพและเสวยสุขพร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ของจักรพรรดิจีนผู้ยิ่งใหญ่ตามฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ แต่เมื่อเดินเข้าไปยังห้องบรรจุหีบพระศพของจักรพรรดิและพระมเหสีทั้งสอง พวกเขาเห็นข้าวของอันมีค่าสำหรับจักรพรรดิและพระมเหสี เช่น ผ้าไหมคลุมพระศพ ชุดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้และฮองเฮาที่ถักทอลวดลวยงามยิ่ง มงกุฎของจักรพรรดิและพระมเหสีซึ่งทอจากด้ายทองคำและอัญมณีมีค่าหลากสีซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นอย่างงดงามชนิดที่ช่างปัจจุบันยังมิอาจเทียบฝีมือกันได้ แต่สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เห็นหีบพระศพที่สมบูรณ์และงามสง่าเยี่ยงจักรพรรดิ กลับพบเพียงหีบไม้ชั้นดีขนาดใหญ่สามใบที่แตกสลาย ผุพัง ไปตามกาลเวลา ภายในมีเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่ชื่นชอบและใช้เป็นประจำจัดไว้รอบพระศพยังคงวางอยู่ ณ จุดเดิม แต่พระศพได้สูญสลายไปสิ้นแล้วเหลือเพียงเศษผ้าไหมอันเป็นฉลองพระองค์ที่สวมกับศพเหลือทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังเท่านั้น เถ้ากระดูกก็ไม่มีให้พบเห็นเลย ความยิ่งใหญ่ของสุสานแห่งนี้ คือ ข้าวของเครื่องใช้ของจักรพรรดิติ้งที่ยังคงความงดงามและยิ่งใหญ่ พระราชวังต้องห้ามจำลองที่สร้างเป็นสุสาน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของจักรพรรดิติ้งก็เกิดศึกชิงอำนาจระหว่างพระโอรสสองพระองค์ซึ่งเกิดต่างพระมารดา แม้พระองค์จะทำพระพินัยกรรมกำหนดให้พระโอรสที่เกิดจากพระสนมคนโปรดสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เหล่าขุนนางไม่ยอมทำตามพระบัญชานั้นโดยสนับสนุนพระโอรสอีกองค์ขึ้นครองอำนาจแทน จึงเกิดศึกชิงอำนาจขึ้นในราชสำนัก ต่อมาอีกไม่กี่ปีราชวงศ์หมิงก็สิ้นสลายเพราะกองทัพประชาชนบุกเข้าปล้นและยึดวังล้มล้างราชวงศ์หมิงก่อนที่กองทัพของชิงจะเข้าทำลายพวกเขาได้และก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้น อันถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์หมิงอย่างแท้จริง ภาพความโอ่อ่าสง่างามของสุสานจักรพรรดิติ้ง ข้าวของเครื่องใช้สูงค่าและมากมาย ยังคงอยู่ให้ชนรุ่นหลังเห็นและชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิยุคโบราณ ส่วนพระศพสูญสลายไปสิ้น มันบอกยืนยันชัดและเตือนใจชนรุ่นหลังได้ว่า แม้จะอยู่ในชนชั้นสูงหรือต่ำ เมื่อต้องลาลับจากโลกนี้ไปสู่แดนความตาย ร่างกายต้องย่อยสลายและผุพังไปตามกฎธรรมชาติเสมอ ไม่มีผู้ใดหนีพ้นหลักธรรมนี้ได้ สิ่งที่ชนรุ่นหลังจดจำเกี่ยวกับราชวงศ์หมิง คือ การก่อตั้งอาณาจักรและสืบทอดยาวนานอย่างยิ่งใหญ่ ความเสื่อมโทรมของงานบริหารในรัชสมัยแต่ละพระองค์อันเป็นเหตุให้ราชวงศ์ต้องสูญสลายและเปลี่ยนราชวงศ์ไปในท้ายที่สุดล้วนเกิดขึ้นจากจักรพรรดิและข้าราชบริพารที่เห็นแก่ตัว มัวเมาในกิเลสตัณหา แย่งชิงอำนาจกัน บีบคั้นประชาชนเพื่อความสุขส่วนตัว คนรักชาติ รักแผ่นดิน บริหารบ้านเมืองน้อยกว่าคนชั่ว จักรพรรดิละเลยประชาชน ไร้จิตสำนึกต่อหน้าที่ของจักรพรรดิซึ่งต้องเสียสละเพื่อปวงชนและความผาสุกของบ้านเมืองเป็นหลัก ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงนั้นแม้จะมีจักรพรรดิมากพระองค์ที่สุด แต่มีน้อยมากที่จะเป็นที่กล่าวขานในทางชื่นชมสำหรับประชาชนในเวลานั้นหรือนักประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ดังนั้น การเปิดสุสานจักรพรรดิติ้งแห่งราชวงศ์หมิงช่วยยืนยันหลักธรรมที่ว่า ความตาย คือ ความว่างเปล่าและเป็นสิ่งที่แน่นอนอย่างเดียวของมนุษย์ สิ่งที่เหลือไว้ในปฐพีนี้ คือ ผลของการทำดีหรือทำชั่วที่เขาหรือเธอกระทำไว้เมื่อยังมีชีวิตว่า จะเป็นที่กล่าวขานในทางดีหรือร้ายให้ผู้คนคิดถึงชื่นชมหรือประณามหยามเหยียด ประชาชนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินหรือในพระราชวังของจักรพรรดิ แม้ไม่อาจพูดได้ถนัดปาก แต่ความเกลียดที่ประชาชนแสดงออกให้โลกเห็น แม้จะแตะต้องคนที่พวกเขาเกลียดไม่ได้ จนกลายเป็นที่กล่าวขานมาถึงยุคปัจจุบัน คือ ตำนานการทำปาท่องโก๋ซึ่งประชาชนได้รับการกดขี่ข่มเหงจากข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่และจักรพรรดิที่อ่อนแอ พวกเขาต้องการประณามและแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงปั้นแป้งสองชิ้นแล้วนำมาติดกัน จากนั้นไปทอดในน้ำมันเดือด แล้วนำมากินอย่างเอร็ดอร่อยเพื่อความสะใจของประชาชน ปาท่องโก๋คือตัวแทนข้าหลวงชั่ว น้ำมันเดือดคือความแค้นใจของประชาชน มันเป็นการตอบโต้ของประชาชน จักรพรรดิที่อ่อนแอไม่ดูแลแผ่นดินให้สงบสุขหรือเป็นทรราชย์จักถูกประณามสืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานในหมู่ประชาชนอย่างไม่มีวันลืมเลือนได้ แม้จะไม่เหลือเถ้าถ่านแต่คำกล่าวขานในทางไม่ดีจะยังคงได้ยินอยู่ถึงชนรุ่นหลัง สังขารไม่เที่ยงแท้ ผลกรรมไม่ว่าดีหรือชั่วที่กระทำบนโลกสืบทอดยาวนานไม่สูญสลายแตกต่างจากเลือดเนื้อของคน สุดท้ายก็เหลือแค่พื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กที่ร่างเหยียดยาวได้เท่านั้น มันเป็นสัจธรรมโดยแท้
**************************** 10/24/2009 ความแข็ง กับ ความอ่อนความแข็ง และ ความอ่อน
ขุนพลที่สันทัดในการนำทัพ ย่อมมีพร้อมทั้งความแข็งที่มิอาจหักล้างลงได้และความอ่อนที่ไม่ยอมสยบหัว ดังนั้น จึงสามารถชนะความแข็งด้วยความอ่อน ชนะข้าศึกที่เข้มแข็งด้วยกำลังที่อ่อนกว่า ถ้าแม้นมีความอ่อนอย่างเดียว พลังรบแห่งกองทัพย่อมถูกบั่นทอนได้โดยง่าย ถ้ามีความแข็งอย่างเดียว พลังรบแห่งกองทัพจะถูกตีสูญสิ้นไปในที่สุด พึงพร้อมด้วยความแข็งและความอ่อน แข็งอ่อนประสานกัน จึงต้องด้วยหลักแห่งขุนพล
ความหมาย
หลักคิดเรื่องความอ่อน ความแข็ง นี้ขงเบ้งต้องการให้รู้จักคิดวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีสติและยึดธาตุแท้ของเหตุการณ์ให้ได้ แม้จะกำลังอยู่ในสถานการณ์คับขันเพียงใดก็ตาม อันเป็นหัวใจสำคัญของ การประสานความแข็งกับความอ่อนเข้าด้วยกันโดยอาศัยความสุขุมเยือกเย็นและสมองอันแจ่มใสหนักแน่นของผู้นำ ดังนั้น ผู้นำจึงต้องฝึกฝนบังคับตนให้มีความเยือกเย็นและรอบรู้เมื่อต้องอยู่ในสภาวะคับขันและอันตรายอย่างยิ่ง เพื่อนำพากองทัพหรือองค์กรไปสู่ความปลอดภัยหรือชัยชนะ *************************** 10/22/2009 เตือนภัยหวัดใหญ่2009ยังอยู่ในไทยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 2/2552 เริ่มตั้งแต่ 15-25 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมสิริกิตต์ ตอนนี้ก็ใกล้เวลาสิ้นสุดงานแล้ว ฝากเตือนมิให้ชะล่าใจกับเชื้อไข้หวัด 2009 ที่ยังระบาดในเมืองไทย และองค์การอนามัยโลกประกาศเตือนการระบาดใหญ่อีกครั้งของเชื้อตัวนี้ที่เชื่อว่าจะหนักและแผ่ขยายกว้างขึ้นด้วยลักษณะภูมิอากาศเย็น ชื้น ของแต่ละทวีป ขณะที่รัฐบาลไทยยกเลิกประกาศตัวเลขคนติดเชื้อ คนตาย ในไทยไปแล้วเพราะเกรงทำลายภาพลักษณ์งานประชุมเอเชียนที่หัวหิน อันอาจส่งผลให้คนไทยชะล่าใจว่าไม่มีโรคนี้ในเมืองไทยแล้ว อันที่จริงไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังระบาดอยู่ในทุกท้องที่ของไทย เพียงแต่รัฐไม่ประกาศตัวเลขเท่านั้น เชื้อนี้จะเป็นอันตรายสูงสุดกับเด็ก คนแก่ เพราะจะตายภายใน 3 วัน ถ้าไม่ได้รับยารักษาทันเวลา เชื้อจะทำลายปอดเป็นหลัก ส่วนการเก็บยาของรัฐไม่ได้มีมากตามที่แจ้งไว้เพราะขาดเงินซื้อยา ถ้ามีการระบาดหนัก ทุกชาติจะเก็บยาไว้ใช้กับพลเมืองของตนซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฝรั่งเป็นคนผลิตยารักษาโรคนี้ ย่อมใช้เพื่อฝรั่งด้วยกัน ไม่มีทางเผื่อแผ่มาถึงชาติเอเชียแน่ ส่วนคนไทยก็มีการแบ่งระดับชั้นไว้ในการรับยา ชนชั้นสูงมีบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย ข้าราชการ นักการเมืองและคนรวยมีสิทธิ์รับยาก่อน ชาวบ้านเป็นตัวเลือกสุดท้าย หากไม่ต้องการเป็นตัวเลือกสุดท้ายต้องป้องกันมิให้ติดเชื้อนี้ก่อนด้วยวิธีราคาถูกมาก คือ ล้างมือบ่อยด้วยสบู่หรือเจล กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง เลี่ยงอยู่ในที่ชุมชนหนาแน่น เลือกอยู่สถานที่โปร่ง อากาศถ่ายเทดี หากเป็นไข้สูง อาการคล้ายหวัด ถ้าเป็นเด็กหรือคนแก่ ควรพบแพทย์โดยเร็วเพื่อคัดกรองว่าเป็นหวัดธรรมดาหรือหวัดใหญ่2009 ถ้าไม่อยากให้เด็กหรือคนแก่ตาย ก็ควรเลี่ยงพาพวกเขาไปห้างสรรพสินค้า หรือที่ชุมชมหนาแน่น ช่วงนี้อากาศในไทยปรวนแปรมาก การติดเชื้อย่อมง่ายมาก ถ้ารักพวกเขาก็ไม่ควรพาไปอยู่ในที่เสี่ยงตาย อีกสถานที่หนึ่งที่พึงเลี่ยงอย่างมาก คือ หัวหิน เพราะมีการเข้ามาของสื่อต่างชาติและเจ้าหน้าที่ต่างชาติซึ่งอาจมีเชื้อหวัดใหญ่2009ในเขตประเทศของเขาอยู่ในร่างกาย แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อรวมกับเชื้อในพื้นที่หัวหิน เท่ากับสะสมเชื้อเพิ่มสูงพิเศษ ถ้าร่างกายของใครอ่อนแอเล็กน้อย ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อง่ายขึ้น ถ้าไม่อยากตายหรือติดเชื้อหรือไม่อยากเป็นตัวเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ก็ควรเลี่ยงจากหัวหิน **************************** 10/20/2009 จัดการหนี้อย่างมีสติจัดการหนี้อย่างมีสติ
เขียนโดย ลูกแก้ว
เบื้องหลังของหนี้เงินมาจากสภาพเครดิตของผู้กู้ว่าดีมากหรือน้อย จักส่งผลต่อจำนวนเงินกู้ยืมด้วย เจ้าหนี้ใช้ประวัติธุรกรรมการเงิน รายได้ และลักษณะอาชีพของผู้กู้ในการประเมินให้สินเชื่อเป็นหลัก การกู้หนี้ได้จึงถือว่า ผู้กู้มีเครดิตดี อีกด้านหนึ่งคือ การจ่ายคืนหนี้ได้ตามเวลาในสัญญายังสร้างเครดิตที่ดีแก่ลูกหนี้ด้วย เมื่อต้องมีการกู้ยืมครั้งต่อไป ประวัติการใช้หนี้ที่อยู่ในเครดิตบูโรช่วยให้เจ้าหนี้คนใหม่ยินยอมให้กู้ยืมง่ายขึ้น เราจักเห็นว่า เงินกู้มีด้านดีและด้านมืดที่ส่งผลต่อลูกหนี้ได้ ดังนั้น ลูกหนี้จึงต้องมีสติในการกู้หรือการใช้คืนหนี้ ถ้าไม่อยากถูกบันทึกประวัติเสียในเครดิตบูโรอันส่งผลต่อการทำธุรกรรมในอนาคต การกู้หนี้ยืมเงินจากเจ้าหนี้บุคคลธรรมดาหรือสถาบันการเงิน ผู้กู้หรือลูกหนี้ล้วนมีเหตุผลประกอบการกู้ทั้งที่น่าเชื่อถือหรือไร้สาระก็ได้ บางคนต้องการกู้เงินไปปรับปรุงกิจการ บ้างไปซื้อรถหรือเครื่องประดับราคาแพง บ้างนำเงินกู้ไปเที่ยวเตร่หาความสุข ปัจจุบันนี้มีแหล่งเงินกู้ที่หาง่ายขึ้น นอกเหนือจากการใช้สัญญากู้ เช่น การกดบัตรเครดิตเบิกเงินสดล่วงหน้า มันจะกลายเป็นเงินกู้ทันที การขอสินเชื่อบัญชีเดินสะพัด และอื่นๆ ส่วนใหญ่ตอนได้เงินกู้มามักคิดว่าเดี๋ยวก็หาไปคืนได้ บ้างก็คิดว่ากู้ประเดี๋ยวจะคืน เมื่อถึงเวลาอันควรที่ต้องคืนเงิน หลายคนอาจเกิดปัญหาคืนเงินไม่ทันเวลา จึงกลายเป็นหนี้พอกสะสมทบทวีขึ้นจนกลายสภาพเป็นคนแบกหนี้หลังแอ่น บางคนก็ตั้งใจกู้ยืมเงินเพื่อโกงเจ้าหนี้แล้วเชิดเงินหนีหายไป เจ้าหนี้จึงมีหลายวิธีในการตามทวงหนี้หรือลดความเสียหายของตนลง อาทิเช่น จ้างคนทวงหนี้แบบโหด ดำเนินคดีทางกฎหมาย ขู่เพิ่มดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมสารพัดชื่อ และอื่นๆ หนี้ที่สร้างปัญหาในสังคมมากที่สุดเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ คือ หนี้บัตรเครดิต เนื่องจากเป็นการก่อหนี้ที่ง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก แต่ละคนอาจมีบัตรหลายใบทำให้มีวงเงินเบิกได้มากเมื่อเทียบกับศักยภาพแท้จริงของผู้ใช้บัตร หลายคนจึงก่อหนี้โดยขาดสติ เมื่อรู้ตัวก็เป็นหนี้เกินความสามารถจะใช้คืนแล้ว อีกทั้งสถาบันการเงินพยายามกระตุ้นให้ใช้บัตรเพื่อรับค่าธรรมเนียมจากร้านค้าที่ถูกรูดบัตรซึ่งเป็นรายได้ของสถาบันฯ ลูกหนี้บัตรเครดิตจึงเกิดขึ้นง่าย แม้จะมีข้อเสนอให้จ่ายคืนเงินแก่สถาบันฯด้วยเวลากว่า 45 วัน แต่เจ้าของบัตรที่รูดเพลินจักไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ทันเวลา จนกลายเป็นหนี้สะสมทุกเดือนพร้อมกับดอกเบี้ย 20 % ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเต็มเพดานที่ธนาคารชาติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดกับลูกหนี้บัตรเครดิตได้ สิ่งที่ผู้ใช้บัตรมักลืมดูในใบแจ้งหนี้ คือ อัตราดอกเบี้ย 20 % กรณีผิดนัดชำระหนี้ซึ่งจะพอกทวีขึ้นทุกรอบเรียกชำระ ตัวอย่างเช่น รอบนี้ค้างไว้ 100 บาท จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยนี้เข้าไปทันทีที่พ้นเวลาชำระหนี้ว่าหนี้ค้างอยู่ 120 บาท รอบถัดไปมีการใช้บัตรมูลค่า 100 บาท แล้วไม่จ่ายตามเวลาอีก จะเท่ากับ 100 + 120 + อัตราดอกเบี้ย 20 % จะกลายเป็นหนี้ในรอบถัดไปเรื่อยๆ เมื่อทบกับยอดใช้จ่ายใหม่ ผู้ใช้บัตรจึงแบกหนี้ที่มีดอกเบี้ยซ้อนทบทวีจนสุดท้ายก็กลายเป็นหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมทวงหนี้ที่คิดทุกเดือนในจดหมายทวงหนี้จนกว่าจะได้รับชำระครบถ้วน ลูกหนี้อีกประเภท คือ ลูกหนี้สินเชื่อต่างๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน สินเชื่อบัญชีเดินสะพัด และสารพัดชื่อต่างๆ ถือเป็นสัญญากู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และอยู่ในความควบคุมของธนาคารชาติซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ในเวลานี้ประมาณ 5 – 8 เปอร์เซนต์ อันเป็นไปตามกลไกตลาดที่เจ้าหนี้กำลังแย่งลูกหนี้ให้มาใช้สินเชื่อของตนเพราะดอกเบี้ยเป็นรายได้หลักของสถาบันการเงินในเวลานี้ การคิดดอกเบี้ยผิดนัดก็มีอัตรา 7% อีกอย่างหนึ่งคือ การให้สินเชื่อของสถาบันการเงินจะมีขั้นตอนตรวจสอบลูกหนี้ละเอียดและมีระบบป้องกันความเสียหายไว้ จึงสามารถให้อัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพงได้เพราะความเสี่ยงต่ำ อันแตกต่างจากหนี้บัตรเครดิตที่เลือกลูกค้าไม่ได้ นอกจากนั้นสัญญาสินเชื่อต่างๆมักมีการนำทรัพย์สินของลูกหนี้หรือบุคคลเพื่อค้ำประกันหนี้สินไว้ ทำให้เจ้าหนี้ลดความเสียหายหรือความเสี่ยงลงอย่างมาก ถ้าลูกหนี้ไม่สามารถใช้คืนหนี้ได้ตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ก็ไปเรียกเงินจากผู้ค้ำประกันหรือเอาทรัพย์สินไปขายทอดตลาด เมื่อความเสี่ยงต่ำ การคิดอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สูงเท่าอัตราที่คิดกับลูกหนี้บัตรเครดิตอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก่อหนี้ยืมเงินแบบไหน ลูกหนี้ควรใช้สติคิดพิจารณาข้อดีข้อเสียและศักยภาพของตนก่อนว่า ควรเป็นหนี้หรือไม่ ความสามารถใช้คืนเงิน แหล่งเงินกู้ นักธุรกิจรุ่นใหม่บางคนมักง่ายหรือไม่ต้องการไปยื่นขอสินเชื่อเพื่อกิจการ จึงกดเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตมาเป็นเงินหมุนเวียนหรือเพื่อลงทุน หวังว่าจะนำรายได้หรือกำไรจากกิจการไปจ่ายคืนทีหลัง แต่การคาดการณ์อาจผิดพลาดด้วยหลายสาเหตุ ทำให้ต้องแบกอัตราดอกเบี้ย 20 % ต่อไปจนพอกพูนหนี้นับแสนบาทด้วยเวลาไม่กี่เดือน ทั้งที่ค้าขายได้แค่เดือนละไม่กี่พันบาทหรือใช้เงินประเภทนี้เพื่อซื้อของสนองตัณหาหรือเที่ยวเตร่ แต่มีเงินเดือนแค่เดือนละไม่ถึงสองหมื่นบาท ยิ่งไม่ยอมจ่ายหรือจ่ายแบบจำนวนขั้นต่ำก็จะพอกพูนหนี้เงินต้นที่บวกอัตราดอกเบี้ยสูงนี้ไปทุกเดือน ในที่สุดก็ถูกระงับการใช้บัตร สิ่งที่ลูกหนี้ต้องเจอคือ มิใช่แค่อัตราดอกเบี้ยที่สูงมากเท่านั้น เมื่อคิดตัวเลขหนี้สินทั้งหมดจะเห็นตัวเลขค่าธรรมเนียมติดตามหนี้เดือนละ 300 – 500 บาท(แล้วแต่อัตราของสถาบันการเงิน) และชื่อค่าธรรมเนียมแปลกๆที่บวกเพิ่มเข้าไปทุกเดือน ดังนั้น หนี้สินจากบัตรเครดิตซึ่งควรจะบวกแค่อัตราดอกเบี้ยก็ต้องเจอค่าธรรมเนียมสารพัดชื่ออีก ทำให้ตัวเลขหนี้สูงขึ้น หนี้ใช้จ่ายโดยบัตรเครดิตล้วนๆก็มีอัตราดอกเบี้ยทบต้นซ่อนอยู่ ทำให้มองไม่เห็นหนี้แท้จริงของลูกหนี้ สรุปคือ หนี้แท้จริงของลูกหนี้อาจไม่สูง แต่หนี้อุปกรณ์ปกคลุมจนมองแทบไม่เห็นตัวเลขจริง ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ลูกหนี้ได้เซ็นชื่อยอมรับค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแล้วในสัญญาครั้งแรกที่ขอมีบัตรกับสถาบันการเงิน จึงเป็นสิทธิ์ของเจ้าหนี้โดยชอบ เจ้าหนี้มีรายได้จากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่างๆซึ่งลูกหนี้ต้องจ่ายเมื่อใช้บริการ เงินเหล่านั้นก็เป็นเงินเดือนที่จ้างพนักงานบริการลูกค้าในแผนกต่างๆ รวมทั้งค่าติดตามทวงหนี้ด้วย เมื่อเกิดสถานการณ์หนี้สินพอกพูนเกินความสามารถของลูกหนี้จากการประเมินของเจ้าหนี้ สิ่งที่ต้องพบ คือ จดหมายทวงหนี้ การส่งคนไปแจ้งเตือน และขู่ว่าจะฟ้องคดีที่ศาลถ้าไม่จ่ายคืนเงินภายใน 7-30 วัน อันสร้างความตื่นตระหนกใจแก่ลูกหนี้อย่างมาก บางคนลนลานยิ่งเมื่อตัวเลขหนี้สินเป็นหลักแสนหรือหลักล้านบาท จึงตระหนักใจว่าไม่มีทางใช้หนี้ภายในเวลานั้นได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทวงหนี้และระยะเวลาชำระคืนสั้น ควรตั้งสติให้มั่นคงก่อน ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไขเสมอ ขอเพียงมีสติจะมองเห็นมันได้ ก่อนอื่นควรทราบว่า เจ้าหนี้ต้องการเงินคืนเท่านั้น ขอเพียงเห็นว่าลูกหนี้ไม่คิดหนีหนี้ แค่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สุจริตใจที่จะคืนเงิน ความตายของลูกหนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเจ้าหนี้เลย แหล่งรายได้ของลูกหนี้น่าเชื่อถือ การเจรจาทยอยผ่อนคืนหนี้จะเกิดขึ้นง่าย ดังนั้น ลูกหนี้ต้องตั้งสติในการลดตัวเลขหนี้ลงให้เต็มความสามารถก่อน ด้วยการนำตัวเลขหนี้เปรียบเทียบกับหลักทรัพย์ต่างๆที่ถือครองอยู่ว่า จะเหลือตัวเลขหนี้เท่าไร การขายหลักทรัพย์ออกไปด้วยตัวเองย่อมได้ราคาสูงกว่าปล่อยให้เจ้าหนี้ยึดไปตีราคาหรือประมูลขายเพื่อชำระหนี้เองเพราะจะได้ราคาซื้อขายที่ต่ำมากและมักไม่พอชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้ยังเป็นหนี้ต่อไป หนี้บัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20 % ถ้าไม่มีหลักทรัพย์เพื่อลดทอนหนี้ได้ ก็ควรหาแหล่งเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าไปปิดหนี้บัตรฯก่อน เช่น กู้ยืมจากพ่อแม่ญาติพี่น้อง เปลี่ยนหนี้บัตรฯไปเป็นหนี้ตามสัญญากู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เป็นต้น ทั้งนี้การเปลี่ยนรูปแบบการกู้ยังต้องอาศัยคุณสมบัติส่วนตัวของลูกหนี้ว่าน่าเชื่อถือในแหล่งรายได้ที่จะชำระคืนหรือไม่ เช่น ยังทำงานอยู่ ระดับเงินเดือนพอคืนเงินหรือไม่ ลักษณะวิชาชีพ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าลูกหนี้ตกงานหรือกิจการล้มหรือมีประวัติชอบเบี้ยวหนี้ มีคดีความทางการเงินเยอะ การปรับเปลี่ยนไปอยู่ในระบบสัญญากู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า คงทำยากขึ้น ดังนั้น การรักษาเครดิตธุรกรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ การปรับโครงสร้างหนี้เดิมไปเป็นสัญญากู้ใหม่เป็นเรื่องฮิตที่สถาบันการเงินจะใช้กับลูกหนี้ซึ่งยังมีหวังในการได้เงินกู้คืน โดยให้ทยอยคืนเป็นรายเดือนในอัตราแน่นอน ทั้งนี้ ลูกหนี้ต้องเจรจาหาตัวเลขหนี้ที่เหมาะสมและเป็นธรรมด้วย คือ เจ้าหนี้ควรลดทอนหรือหักดอกเบี้ยทบต้นที่แทรกในตัวเลขหนี้ทั้งหมดออกไปเพื่อให้เหลือเงินต้นจริงและอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จ่ายได้จริง เจ้าหนี้ยอมลดตัวเลขกำไรลง ส่วนค่าติดตามหนี้ก็ต้องเป็นจำนวนที่เป็นธรรมด้วย ก่อนการเจรจานั้นลูกหนี้ต้องเตรียมข้อมูลส่วนของตน อาทิ แหล่งรายได้จริง ศักยภาพของลูกหนี้ หลักทรัพย์หรือคนที่จะค้ำประกันหนี้ใหม่เพื่อให้เจ้าหนี้เชื่อถือว่า ต้องได้เงินคืนแน่ การแสดงความสุจริตใจว่าต้องการใช้หนี้ ความอดทนต่อการพูดข่มขู่หรือคำพูดไม่สบายหูจากฝ่ายเจ้าหนี้ เป็นต้น การเจรจาจึงเริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยดีได้ เมื่อได้รับจดหมายทวงหนี้ซึ่งแสดงว่าศักยภาพการจ่ายคืนหนี้เริ่มมีปัญหาจนกระทั่งเจ้าหนี้ไม่วางใจอีกต่อไป ลูกหนี้ไม่ควรหลบหนีหนี้เพราะจะทำลายเครดิตบูโรของตนอันส่งผลต่อการกู้ยืมในอนาคต เช่น การกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ ขอสินเชื่อ เป็นต้น บางคนอาจเถียงว่า หนี 10 ปีก็ไม่ต้องใช้หนี้แล้ว แต่เวลา 10 ปีนั้นอาจสร้างอนาคตดีๆได้อีกมาก แต่ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนตัวจากเจ้าหนี้อย่างไร้ความสุขหรือไร้อนาคต ดังนั้น จึงควรคลายปัญหาทีละเปลาะด้วยสติก่อน การเจรจาต่อรองหนี้สินนั้นสามารถทำได้ทั้งก่อนหรือหลังขึ้นศาลก็ได้ ถ้าก่อนขึ้นศาลเจ้าหนี้ไม่ยอมลดหย่อนผ่อนปรน ก็รอให้ฟ้องศาลก่อนเพื่อศาลจะจัดทีมเจรจาประนอมหนี้ขึ้นโดยมีผู้พิพากษาหรือเจ้าหน้าที่ศาลเป็นตัวกลางพูดคุยเพื่อหาข้อยุติให้สองฝ่ายพอใจและเป็นธรรม ลูกหนี้สามารถยื่นข้อเสนอที่จะคืนเงินตามศักยภาพของตนก็ได้ มันจึงไม่ใช่ทางตันเมื่อเจ้าหนี้ไม่ยอมคุยด้วย ส่วนใหญ่เจ้าหนี้ต้องการเงินคืนหรือทำการค้าขายก็อยากได้กำไรไม่ว่ามากหรือน้อย ถ้าลูกหนี้แสดงความสุจริตใจตีแผ่ศักยภาพแท้จริงในการคืนเงินให้เจ้าหนี้รับทราบว่าผ่อนคืนได้เท่าไร เจ้าหนี้มักยอมรับฟังและรับข้อเสนอนั้นเพราะเขาแค่ลดกำไรลงหรือลดความเสียหายลง แต่หนี้ไม่สูญทั้งหมด ก่อนการก่อหนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะทุกคนจะมีเครดิตทางการเงินเท่าเทียมกันหมด วันใดที่เริ่มกู้เงินจะถูกบันทึกการจ่ายคืนเงิน การค้างชำระ เครดิตของบุคคลนั้นจะเป็นเส้นกราฟที่อาจสูงหรือต่ำได้จากวินัยการเงิน ถ้ามันลดต่ำกว่าเส้นมาตรฐานเมื่อไร จะกลายเป็นเส้นแดงอันพึงระวังของเจ้าหนี้และเครดิตของลูกหนี้มีปัญหาแน่ การใช้เงินจากสินเชื่อต่างๆควรใช้เพื่อเหตุผลตามที่ขอกู้เท่านั้น การใช้เงินผิดประเภทสร้างปัญหาหนักแก่ลูกหนี้เสมอ เช่น กู้เงินเพื่อปรับปรุงกิจการ แต่เอาไปซื้อรถหรู ซื้อบ้านใหม่ เมื่อกิจการขาดเงินก็ไม่มีปัญญาจ่ายเงินคืนหนี้ เป็นต้น คนใช้บัตรเครดิตควรรักษาวินัยทางการเงิน ด้วยการเลือกชำระเงินเต็มวงเงินทุกรอบบิล ขอให้เตือนตนเสมอว่า การชำระขั้นต่ำเท่ากับสร้างหนี้สินและถูกคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเมื่อเทียบกับการใช้สินเชื่อทั่วไป ผู้ใช้บัตรต้องไม่กดเงินสดเบิกล่วงหน้าจากบัตรเครดิตเด็ดขาดเพราะมันคือการกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ย 20 % ควรเข้มงวดต่อการใช้เงินเยี่ยงมีเงินสดติดตัว และบัตรเครดิตเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง คือ มีรายได้แค่ไหน หลังหักเงินออมทุกเดือนแล้ว จึงเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้ การไม่มีเงินออมในชีวิตเลย คนไม่มีอนาคตจึงกระทำกัน เงินออมจะมีประโยชน์ยามประสบปัญหาทางการเงินหรือปัญหาสุขภาพให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น การก่อหนี้ยืมเงินไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ควรอยู่ในขอบเขตที่ผู้กู้สามารถรับผิดชอบได้ ระวังการใช้ชีวิตหรือใช้เงินให้เหมาะสมและจำเป็นเท่านั้น ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการทำงาน เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ การหนีมิใช่ยุติปัญหา แต่เป็นการต่ออายุของปัญหาให้ยาวขึ้น การแก้ปัญหาต้องทำด้วยสติ ศักยภาพในหารายได้คือสิ่งที่เจ้าหนี้ให้ความสำคัญอันดับต้นและช่วยให้การเจรจาประนอมหนี้ทำง่ายขึ้น หนทางสุดท้ายที่ลูกหนี้จะต้องพบเมื่อไม่จ่ายคืนหนี้ คือ การเป็นบุคคลล้มละลายหรือเรียกสั้นๆว่าตายทางแพ่ง อันส่งผลให้ทำธุรกรรมทุกชนิดไม่ได้ ถ้ามีทรัพย์สินหรือรายได้งอกเงยก็ถูกยึดไปใช้หนี้ทั้งหมด มันไม่ใช่ทางปิดของลูกหนี้ซึ่งมีหนี้สินตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไปเพราะกฎหมายให้เวลา 3 ปี สำหรับคนล้มละลายสุจริตหรือ 10 ปีสำหรับคนล้มละลายทุจริตหรือไม่ให้ความร่วมมือกับศาลหรือเจ้าหนี้ มีสิทธิ์ขอให้พ้นจากการล้มละลายได้ซึ่งจะช่วยล้างหนี้ทั้งหมด ประวัติการล้มละลายนี้จะส่งผลร้ายต่อบุคคลนั้นตลอดชีวิตเพราะจะมีบันทึกการล้มละลายไว้เตือนเจ้าหนี้ทางการเงินเสมอ บางอาชีพมีกฎห้ามลูกจ้างที่เคยเป็นบุคคลล้มละลายมาก่อนทำงานนั้น ข้อจำกัดมีมากและต้องพบกับความหวาดระแวงจากผู้อื่นที่ทราบว่าเคยล้มละลายมาก่อนทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการทำกิจกรรมร่วมกัน ยิ่งบางคนตั้งใจล้มละลาย แต่สมาชิกครอบครัวรวยขึ้นผิดตา จะเป็นที่รังเกียจของคนในสังคมอย่างมากเพราะมันเป็นพฤติกรรมการโกงเจ้าหนี้โดยอาศัยข้อกฎหมายถ่ายโอนเงินทองไปให้ครอบครัว แล้วตนยอมล้มละลายเพียงคนเดียวและรอคอยเวลา 3 ปี ผลลัพธ์คุ้มค่าคือ หนี้สินทั้งหมดเป็นพับ ไม่ต้องรับผิดชอบอีกต่อไป เจ้าหนี้รับเคราะห์ฝ่ายเดียว เงินทองของเจ้าหนี้ก็ให้ครอบครัวใช้สอยและจ่ายให้ตนหาความสุขไปด้วย แต่ต้องแน่ใจแล้วว่าไม่ต้องการทำมาหารายได้อีกในอนาคตเพราะจะขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง แม้กฎหมายจะให้กลับมาเป็นคนปกติได้ก็ตาม ประวัตินี้จะติดตัวไปจนสิ้นลมหายใจ วิธีนี้เรียกกันว่า ล้มแล้วรวย ส่วนลูกหนี้ที่มีหนี้ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทควรยึดการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เป็นหลักเพื่อรักษาเครดิตทางการเงินไว้เพื่อการทำงานหรือประกอบกิจการในวันหน้าย่อมเป็นหนทางดีที่สุด ขอให้ตระหนักว่า คนมีหนี้วันนี้มิได้หมายความว่าจะไม่มีอนาคตที่ดี จึงไม่ควรทำลายชีวิตวันนี้อย่างขาดสติ แต่ต้องคลายปัญหาทีละเปลาะ ย่อมพบหนทางที่ดีขึ้นแน่นอน
******************************** 10/16/2009 ประธานองคมนตรี กับ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินถาม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คือ อะไร ? ตอบ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เป็นคำเรียกบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำงานหรือใช้อำนาจในพระนามของกษัตริย์ กรณีกษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สวรรคต หรือ ไม่สามารถปฏิบัติพระกรณียกิจของกษัตริย์ได้ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีอำนาจและทำหน้าที่เยี่ยงเดียวกับกษัตริย์จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ตามกฎหมายหรือกฎมณเทียรบาลอันแล้วแต่รัฐธรรมนูญจักกำหนดไว้
ถาม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กับ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่างกันอย่างไร ? ตอบ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นคำเรียกในรัฐธรรมนูญไทย กรณีที่มีเงื่อนไขว่า กษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สวรรคต หรือ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของกษัตริย์ได้โดยรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง หากรัฐสภายังไม่แต่งตั้ง ประธานองคมนตรีจะดำรงตำแหน่งนี้ไปจนกว่ารัฐสภาแต่งตั้ง ส่วนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะมีเมื่อกษัตริย์ไม่อาจปฏิบัติกรณียกิจชั่วเวลาหนึ่ง จึงทรงแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลปฏิบัติงานตามที่มีพระราชประสงค์โดยมีกำหนดเวลาแน่นอน
ถาม เมืองไทยเคยมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือไม่ ?” ตอบ ยุครัตนโกสินทร์เคยมีหลายครั้งแล้ว เช่น รัชกาลที่ 5 ครองราชย์เมื่อทรงพระเยาว์จึงมีการตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและตอนที่ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศก็ทรงแต่งตั้งพระราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัชกาลที่ 8 ก็ทรงพระเยาว์ตอนเป็นกษัตริย์ก็มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฯ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงผนวชก็ทรงแต่งตั้งพระราชินีให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ถาม รัฐธรรมนูญไทยมีตำแหน่งนี้หรือไม่ ? ตอบ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กรณีที่รัฐสภายังไม่เห็นชอบแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการหรือกษัตริย์องค์ใหม่ ดังนั้น ตำแหน่งประธานองคมนตรีจึงมีความสำคัญเมื่อเกิดเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เขาจึงควรมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ยึดมั่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นพระประมุข และความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง
ถาม เหตุไฉนบางกลุ่มจึงเพ่งเล็งคุณสมบัติหรือพฤติกรรมของประธานองคมนตรีเป็นพิเศษ ? ตอบ ถ้าประธานองคมนตรีไม่ดำรงตนอยู่ในพฤติกรรมอันเหมาะควร จักส่งผลร้ายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือพระเกียรติของกษัตริย์อย่างมาก เช่น การแผ่อิทธิพลหรือบารมีควบคุมหรือสามารถสั่งสมาชิกรัฐสภา รัฐบาล ฝ่ายทหาร ฝ่ายตุลาการ และอื่นๆได้ เมื่อเกิดเงื่อนไขให้ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา เขาอาจใช้อิทธิบารมีผ่านหน่วยงานเหล่านั้นมิให้คัดเลือกหรือแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือกษัตริย์องค์ใหม่ ทำให้เขาดำรงตำแหน่งนั้นตามรัฐธรรมนูญทันทีเพราะกำหนดว่า ถ้ายังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งนั้นจากรัฐสภา ประธานองคมนตรีจะทำหน้าที่นั้นไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและสามารถใช้พระราชอำนาจเยี่ยงเดียวกับกษัตริย์ ถ้าเขาใช้อิทธิบารมียับยั้งกระบวนการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหรือกษัตริย์องค์ใหม่ได้ ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปนานเท่าใดก็ได้และเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะมิได้กำหนดเวลาให้ต้องแต่งตั้งไว้ แม้ประเทศจะว่างเว้นพระประมุข แต่ยังมีผู้ใช้อำนาจของกษัตริย์อยู่ งานต่างๆที่ต้องมีการลงพระนามโดยกษัตริย์ก็จะเป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ถาม หน้าที่ของประธานองคมนตรีคืออะไร ? ตอบ คณะองคมนตรีมีหน้าที่ชัดเจนว่า เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประธานองคมนตรีจึงเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์ คุณสมบัติสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งในคณะองคมนตรี คือ การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยเด็ดขาด การใช้ตำแหน่งนี้เพื่อหาประโยชน์ทางธุรกิจ แม้มิได้เป็นข้อห้าม แต่เป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง
**************************** 10/10/2009 เรื่องไม่เข้าใจกันของคนไข้กับหมอถาม คนไข้ฟ้องแพทย์กรณีรักษาโรคไม่หายขาดตามที่รับปากไว้ได้หรือไม่ ? ตอบ การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาก็ต้องมีการทำผิดสัญญาเกิดขึ้น เช่น แพทย์รับปากว่า รักษาโรคมะเร็งหายได้ ถ้าไม่หาย ก็ฟ้องผิดสัญญา ทั้งนี้คนไข้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แพทย์ให้สัญญาไว้ชัดเจนและเป็นที่รับรู้กันหรือไม่ซึ่งอาจต้องอาศัยสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือและรับรู้ด้วยตาหรือหูของเขาเอง มิใช่การบอกเล่าสืบต่อกันมา หากเป็นการฟ้องว่าแพทย์รักษาหรือการดูแลไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้โรคของคนไข้ไม่หายหรือมีอาการหนักขึ้น ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ถ้าแพทย์พิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติต่อคนไข้ตามมาตรฐานของการรักษาทั่วไปแล้ว แต่โรคนั้นต้องมีความเป็นไปอย่างนั้นหรือเลือกใช้วิธีรักษาตามที่ควรจะเป็นแล้ว ก็เป็นข้อต่อสู้ที่ศาลรับฟังได้ว่าแพทย์มิได้จงใจไม่รักษาคนไข้หรือรักษาต่ำกว่ามาตรฐาน ถาม คดีคนไข้ฟ้องแพทย์เพราะไม่พอใจการรักษาของแพทย์นั้นทำได้หรือไม่ ? ตอบ มาตรฐานการรักษาของแพทย์มีกำหนดไว้ในกฎหมายและระเบียบต่างๆที่ควบคุมการทำงานของแพทย์ไว้เข้มงวดมาก อีกทั้งการต่อสู้คดีในศาลก็ยังใช้วินิจฉัยของแพทย์อื่นมาเปรียบเทียบกับคดีอีกด้วย ความไม่พอใจการรักษาของคนไข้ไม่ใช่สาเหตุที่จะฟ้องแพทย์ต่อศาลได้ ถ้าแพทย์ได้ปฏิบัติและรักษาคนไข้เป็นไปตามมาตรฐานและเต็มความสามารถ ความรู้ ของแพทย์คนนั้นแล้ว ถาม ปัญหาใดจึงมีคดีคนไข้ฟ้องแพทย์เกี่ยวกับการรักษาบ่อยครั้ง ? ตอบ การติดต่อสื่อสารกับคนไข้หรือญาติไม่ชัดเจนเพียงพอ การคาดหวังของคนไข้สูงเกินไป ทำให้การเกิดความเข้าใจผิดเมื่อมีผลข้างเคียงจากการรักษาเกิดขึ้น รวมทั้งไม่ได้เอาใจใส่กับกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองการทำงานของแพทย์ บางครั้งก็เปิดโอกาสให้คนไม่ดีนำไปใช้หากินด้วยการฟ้องแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ต้องคำนึงถึงชื่อเสียงเป็นสำคัญแลกกับค่ารักษาราคาแพง จึงเป็นจุดอ่อนให้คนไม่ดีพยายามฟ้องแพทย์เป็นอาจิณ ถาม ทำอย่างไรให้คดีฟ้องแพทย์ลดน้อยลงหรือหมดไป ? ตอบ ก่อนอื่นต้องปรับทัศนคติของคนไข้ว่า แพทย์ต้องการให้คนไข้หายจากโรคและทำงานเต็มความสามารถเสมอ แต่บางโรคต้องใช้เวลารักษาหรือไม่อาจรักษาหายขาดได้ ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงแม้จะไม่เกิดกับทุกคน แต่มิได้หมายความว่าจะเกิดกับคนไข้คนนั้นไม่ได้ กล้าซักถามแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีรักษา ตั้งใจรับฟังความเสี่ยงใดต่อวิธีรักษาของแพทย์ ยอมรับด้วยว่าการผ่าตัดทุกอวัยวะไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งสิ้น ด้านแพทย์ต้องพูดคุยและให้ข้อมูลละเอียดในวิธีรักษาหรือยาที่จะใช้กับคนไข้ รวมทั้งแจ้งความเสี่ยงในการรักษาให้คนไข้และญาติทราบทุกครั้ง โดยเฉพาะการให้ข้อมูลกับคนที่มีอำนาจแท้จริงตามกฎหมายเมื่อต้องมีการให้ความยินยอมเพื่อใช้วิธีรักษาบางอย่าง เช่น การผ่าตัด เป็นต้น คนไข้มีสติก็ต้องให้คนไข้ยินยอมเองต่อหน้าบุคคลที่กฎหมายยอมรับ ถ้าคนไข้ไร้สติก็ต้องดูว่าเขาหรือเธอแต่งงานหรือไม่ ถ้าแต่งงานแล้ว ก็ต้องให้คู่สมรสยินยอม มิใช่ให้พี่น้องมาเซ็นชื่อยินยอมแทนคู่สมรส ถ้าเป็นโสดและมีพ่อแม่ ก็ต้องให้พ่อแม่ให้คำยินยอม ถ้าไม่มีพ่อแม่ก็ให้พี่น้องร่วมสายเลือดให้คำยินยอม เป็นต้น หลักกฎหมายเหล่านี้ต้องให้ความเอาใจใส่เพราะส่งผลต่อการฟ้องคดีในศาลที่อาจทำให้แพทย์เดือดร้อนทั้งที่ทำงานด้วยความสุจริตใจ แต่ไม่เป็นที่พอใจของญาติจึงอยากลงโทษแพทย์หรือสถานพยาบาลหรือไม่อยากจ่ายค่ารักษาเอง ถาม แพทย์ควรปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ต้องมีคดีกับคนไข้ ? ตอบ แพทย์ควรมีการพูดคุยหรือให้ข้อมูลอย่างละเอียดด้วยภาษาเข้าใจง่าย และพร้อมตอบทุกคำถามของคนไข้ มีมารยาทและให้เกียรติคนไข้และญาติ ก่อนใช้วิธีรักษาที่มีความเสี่ยงต้องอธิบายให้คนไข้และญาติทราบโดยละเอียดหรือถ้าจำเป็นต้องให้เซ็นคำยินยอมรับความเสี่ยงก็ต้องชี้แจงให้คนไข้เข้าใจถ่องแท้ โดยเฉพาะคำถามปิดท้ายที่ควรติดปากไว้เสมอว่า คุณมีคำถามอีกไหม ? คุณเข้าใจความเสี่ยงเหล่านั้นแล้วใช่ไหม ? นอกจากนั้น เวลาพูดชี้แจงความเสี่ยงหรือข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของวิธีรักษาหรือยา ควรมีบุคลากรทางการแพทย์อีกคนอยู่ร่วมเป็นพยานหรือบันทึกเทปการสนทนาว่า แพทย์ได้พูดคุยข้อมูลสำคัญนี้ให้คนไข้หรือญาติรับทราบแล้วก่อนการรักษาหรือการผ่าตัด มันเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายของแพทย์กรณีคนไข้หรือญาติปฏิเสธว่า แพทย์ไม่เคยบอกสิ่งเหล่านั้นมาก่อน เราต้องไม่ลืมว่า คำพูดก็เสมือนลมปากที่ไร้รูปลักษณ์ จึงต้องเก็บสะสมมันให้เป็นรูปร่างให้ศาลมองเห็นหรือได้ยินชัด จึงยืนยันคำพูดของแพทย์ได้ ******************** 10/7/2009 ใต้เงาบาป 8.2เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 8.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
ในห้องประชุมใหญ่ของโรงแรมที อาร์ พาวิลเลี่ยนการเจรจาระหว่างนิธิศเจ้าของโรงแรมใหญ่แห่งนี้กับพลัช ผู้จัดการบริษัทลงทุนของสิงคโปร์เพิ่งยุติลง ภัคธีมานั่งฟังการสนทนามาตลอดมีสีหน้าไม่ดีนักกับผลเจรจาที่ยังไม่น่าพอใจ “ ผมต้องขอเวลาศึกษาตัวเลขที่คุณเสนอมาก่อน “ นิธิศกล่าวสรุปด้วยท่าทางเยือกเย็น พลัชยิ้มเล็กน้อย “ ไม่มีปัญหา ผมหวังว่าเราคงทำธุรกิจร่วมกันได้ “ บุคคลทั้งสองสัมผัสมือกัน ชายหนุ่มจึงค้อมศีรษะให้กับภัคธีมาเป็นเชิงอำลา แล้วเดินออกไปจากห้องนั้น หญิงสาวยิ้มเขินกับแววตาคมกริบของพลัชซึ่งจัดได้ว่ามีหน้าตาหล่อจัดมากคนหนึ่งเท่าที่หล่อนเคยพบมาในสังคม “ เขาเป็นชาวสิงคโปร์ที่พูดไทยชัดมากนะคะ พ่อ “ นิธิศพยักหน้าเห็นด้วย “ เท่าที่พ่อรู้ คุณพลัชมีพ่อเป็นคนไทย ส่วนแม่เป็นสาวสิงคโปร์ แต่ทั้งคู่ตายไปแล้ว เขาจึงอยู่ในอุปการะของแม่บุญธรรมที่เป็นคนไทยเช่นกัน “ “ มิน่าล่ะ เขาจึงพูดไทยได้ชัดขนาดนี้ “ “ เขายังเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่รู้จักใช้โอกาสช่วงชิงความได้เปรียบอีกด้วย “ นิธิศยื่นเอกสารของพลัชให้ลูกสาว “ พลัชรู้ว่าโรงแรมกำลังขาดเงินสดหมุนเวียน จำเป็นต้องหาผุ้ร่วมทุนใหม่เพื่อทดแทนกับคนเก่าที่ถอนตัวกะทันหัน เขากดราคาซื้อหุ้นจนต่ำและเสนอขอซื้อหุ้นเพิ่มในสัดส่วนที่อาจกระทบต่อการบริหารของพ่อได้ “ “ แต่เขาจ่ายเป็นเงินสดนะคะ พ่อ “ นิธิศมองลูกสาวด้วยแววตาตำหนิ “ มีไม่กี่คนหรอกที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน การทำงานกับพลัชต้องคิดให้รอบคอบก่อน จำไว้ล่ะ ภัค “ “ ค่ะ “ ภัคธีมายิ้มเจื่อนกับคำเตือนของบิดา
ขณะเดียวกันภายในห้องสูทของพลัช ชายหนุ่มกำลังนั่งอ่านเอกสารที่ไอรีนจัดเตรียมไว้ หญิงสาวยืนมองภาพทิวทัศน์ของกรุงเทพฯผ่านหน้าต่างห้องอย่างอารมณ์ดี “ คุณคิดว่าเขาจะยอมขายหุ้นให้เราไหมคะ พลัช “ “ คุณนิธิศไม่มีทางเลือกมากนัก “ พลัชตอบ ตามองเอกสารแน่วแน่ “ นอกจากยอมไปขอความช่วยเหลือจากเขาคนนั้น “ ไอรีนทรุดนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับชายหนุ่ม “ ข้อมูลของเราบอกว่า ทั้งสองไม่เคยยุ่งเกี่ยวทางธุรกิจกันเลยนี่นา “ “ คุณลืมไปเรื่องหนึ่ง ไอรีน “ หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น ขณะที่ชายหนุ่มพูดเฉลยขึ้นว่า “ แม่ของนิธิศมีหุ้นอยู่ในบริษัทของสรพศ พิตรพิบูลกับของขัมน์ อัครชัย และไม่เคยใช้สิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเลย หลายปีมานี้คุณนวลพรรณให้เจ้าของบริษัทเหล่านั้นใช้สิทธิ์แทนเธอ โดยรับแต่เงินปันผลอย่างเดียว “ “ ผู้หญิงคนนั้นไว้วางใจขนาดนั้นเชียว “ พลัชเอ่ยอีกว่า “ แม่ไม่เคยเล่าที่มาของความไว้วางใจนี้เลย ผมจึงเดาว่าคุณนวลพรรณกับพวกนั้นต้องมีความสัมพันธ์แนบแน่นมากเป็นพิเศษ “ “ แน่นอนอยู่แล้ว เพราะครอบครัวของนวลพรรณเป็นหนึ่งในเป้าหมายของแม่ด้วย “ ไอรีนตอบ พลางนึกถึงมารดาบุญธรรมซึ่งเลี้ยงดูหล่อนมาอย่างดี และเป็นเจ้าของแผนการแก้แค้นเหล่าบุคคลที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้กับนางพัชนีผู้มีพระคุณต่อชีวิตของหล่อนและ พลัช “ ได้เวลาไปพบกับคุณวิชิตแล้วค่ะ พลัช “ ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ขณะที่ไอรีนโทรศัพท์สั่งให้เจ้าหน้าที่โรงแรมฯเรียกแท็กซี่ไว้สำหรับคนทั้งสอง
หลังจากที่พลัชกับไอรีนเจรจาธุรกิจกับวิชิตซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของเจ้าพ่อวงการค้าของเถื่อนและยาเสพติดในแถบภาคตะวันออก หญิงสาวแยกตัวไปเที่ยวยามราตรี ส่วนพลัชกลับเข้าโรงแรมที อาร์ พาวิลเลี่ยน เพื่อพักผ่อนส่วนตัว สายตาของเขาสะดุดอยู่ที่เจ้าของร่างเล็กบางในชุดวอร์มสีแดงสลับขาวพร้อมกระเป๋าถือใบใหญ่ซึ่งเดินตรงไปที่ลิฟต์ เขาจำได้ดีว่าหล่อนคือ มันตรินี ธมนันท์ เท้าทั้งสองรีบก้าวตามไปทันที แต่ประตูลิฟต์ปิดเสียก่อน เขาจึงยืนมองตัวเลขหน้าลิฟต์เพื่อดูว่าหญิงสาวขึ้นไปที่ชั้นใด
หลังจากสืบทราบว่ามันตรินีกำลังใช้ห้องเล่นสควอชเพียงคนเดียว ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้นสีขาว พร้อมไม้ตีสควอชในมือ เขายืนมองเจ้าของร่างเล็กที่กำลังหวดลูกสควอชอย่างเต็มแรงด้วยแววตาพินิจ เม็ดเหงื่อผุดเต็มใบหน้ากลมงามได้รูป ดวงตาคมใส จมูกโด่ง และริมฝีปากบางเฉียบของหล่อนเป็นที่สะดุดตาของเขายิ่ง เสียงเคาะประตูดัง ทำให้มันตรินีพักการเล่นชั่วครู่ พลางหันมองชายหนุ่มผู้เข้ามาใหม่ด้วยแววตาประหลาดใจ “ ฉันเช่าห้องนี้แล้วค่ะ “ “ ผมชื่อพลัช ! “ ชายหนุ่มกล่าวแนะนำก่อน พร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร มันตรินียืนนิ่ง ดวงตาส่อแววไม่พอใจเล็กน้อย ขณะที่พลัชไม่สนใจนัก แล้วเอ่ยว่า “ ผมเห็นคุณเล่นคนเดียว ส่วนตัวผมก็ไม่ชอบเล่นตามลำพัง คุณคงไม่รังเกียจหากผมจะร่วมเล่นด้วยนะครับ “ คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวอึ้งไปกับความใจกล้าของชายหนุ่มเบื้องหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเข้ามาตีสนิทกับหล่อนอย่างรวดเร็วนับแต่กลับมาอยู่เมืองไทย “ วิธีจู่โจมจีบสาวของคุณใช้ไม่ได้ผลหรอกค่ะ “ หล่อนกล่าวตอบเสียงแข็ง แล้วเปิดประตูเป็นการเชิญชายหนุ่มออกไป “ ฉันอยากเล่นคนเดียว ! “ “ ผมต้องการเล่นกีฬา ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดระแวงหรอก “ สีหน้าและแววตาจริงจังของเขาทำให้มันตรินีนิ่งเงียบไป หล่อนยืนกรานว่า “คุณทำให้ฉันเสียเวลามากแล้ว เชิญออกไปเถอะค่ะ “ “ ผมก็ยุติธรรมพอจะหารค่าเวลาคนละครึ่งนะครับ “ “ ตื้อจัง ! “ หล่อนถอนใจหนัก เริ่มรำคาญบ้างแล้ว พลางถามไปว่า “ คุณเป็นแขกของโรงแรมหรือเปล่าคะ ? “ “ ผมพักที่นี่ ! “ “ ฉันเป็นญาติกับเจ้าของโรงแรมนี้….. “ หล่อนบอกเสียงจริงจัง “ เพื่อเห็นแก่ลูกค้าของท่าน เราจะเล่นสควอชร่วมกันสักเกมหนึ่ง “ “ ดีครับ “ เขายิ้มพอใจ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มตีสควอชอย่างสนุกสนานกับกีฬาโดยไม่มีการพูดคุยมากนัก จนกระทั่งสิ้นสุดเกมด้วยชัยชนะของพลัชชายหนุ่มแปลกหน้า มันตรินีกับพลัชนั่งพิงผนังห้องด้วยอาการเหนื่อยหอบ พลางดื่มน้ำและเช็ดเหงื่อบนใบหน้าด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กที่ติดตัวมา “ เรียกเหงื่อเสียบ้าง ทำให้ความรู้สึกดีขึ้นมากนะครับ “ หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วย “ คลายเครียดด้วยค่ะ “ “ คุณชอบเล่นสควอชหรือครับ ? “ เขาเริ่มชวนคุยระหว่างนั่งพักเหนื่อย “ ไม่หรอกค่ะ “ ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจ มันตรินีหัวเราะในลำคอ แววตาสดใส “ ฉันนึกไม่ออกว่าควรเล่นกีฬาประเภทไหนเพื่อออกกำลังกายส่วนตัว จึงเลือกสควอชเพราะคุ้นเคยกับมันตอนเรียนที่ญี่ปุ่นค่ะ “ “ ผมชอบเล่นเพราะได้เหงื่อ ไม่ต้องตากแดด แถมยังใช้คุยธุรกิจกับลูกค้าได้ด้วย “ “ คุณเป็นนักธุรกิจหรือคะ ? “ เขาค้อมศีรษะรับ “ ผมมีบริษัทในสิงคโปร์ ! “ “ ฉันคิดว่าคุณเป็นคนไทยนะเนี่ย พูดชัดมากค่ะ “ หล่อนกล่าวชมจากใจ “ แม่บุญธรรมของผมเป็นคนไทย ท่านบังคับให้พูดไทยกับท่านตั้งแต่เด็ก “ เขาเล่าเสียงเรียบ แววตาขื่นขมเล็กน้อยยามนึกถึงวันเวลาในอดีต มันตรินีไม่สนใจความเป็นมาของชายหนุ่มอีก เมื่อมองนาฬิกาข้อมือซึ่งบอกเวลาหนึ่งทุ่มหล่อนผุดลุกขึ้นทันที “ ฉันต้องกลับบ้านเสียที ! “ “ รังเกียจไหม หากผมขอเลี้ยงอาหารสักมื้อ “ หญิงสาวส่งยิ้มเป็นมิตร “ ไม่ดีกว่า เพราะฉันต้องกลับไปทานกับครอบครัวอยู่แล้ว “ พลัชยอมรับคำปฏิเสธของอีกฝ่ายโดยดี พลางถามอีกว่า “ ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย “ “ ผ่านมาก็ผ่านไป ไยต้องรู้จักกัน ไม่นานคุณก็ลืมฉันแล้วค่ะ “ หล่อนตอบเลี่ยงอย่างชาญฉลาด แล้วบอกทิ้งท้ายอีกว่า “ วันนี้ฉันจ่ายค่าเวลาเอง เพื่อตอบแทนที่คุณเล่นสควอชเป็นเพื่อนฉันด้วยความสะใจจริงๆค่ะ คุณพลัช “ ชั่วแว่บเดียวดวงตาสีเข้มของพลัชที่มองเจ้าของร่างเล็กซึ่งก้าวออกไปจากห้องนั้นเปล่งประกายอ่อนโยน ต่อมาประกายกร้าวพลันมาแทนที่ในแววตาของเขา “ วันนี้คุณไปจากผมได้ สักวันผมจะสยบหัวใจของคุณ ! “ เขาให้สัญญาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ขณะที่หัวใจเสี้ยวหนึ่งของพลัชเริ่มสั่นคลอนกับไมตรีจริงใจของมันตรินีซึ่งมอบให้เพื่อนแปลกหน้าเช่นเขา *****************โปรดติดตามตอนต่อไป*************** ใต้เงาบาป 8.1เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 8.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
สังสิตตื่นแต่เช้าเหมือนเช่นปกติ แต่วันนี้เขารู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเห็นเจ้าของร่างเล็กบาง ในชุดวอร์มสีแดงสด กำลังวิ่งเหยาะๆในสนามหญ้าเพียงลำพัง เขาเดินลากขาซ้ายไปหาหญิงสาวทันที มันตรินีวิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างรู้ใจ “ อยากถามสินะว่า ทำไมมาวิ่งแต่เช้ามืดแบบนี้ “ สังสิตยิ้มเล็กน้อย “ คุณจะตอบไหมล่ะ ? “ “ ฉันเพิ่งไปเช็คสุขภาพมา……. “ หล่อนทรุดนั่งบนก้อนหินใหญ่ ท่าทางเหนื่อย “ หมอเตือนให้ออกกำลังกายบ้าง ฉันจึงตัดใจลุกขึ้นจากที่นอน แล้วมาที่นี่ไงล่ะ “ ดวงตาของสังสิตยังคงสงบนิ่ง ขณะที่หญิงสาวเอื้อมหยิบดรัมเบลคู่หนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ออกกำลังกาย “ นี่เป็นการทำให้แขนแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ “ “ ผมคิดว่าคุณจะเพาะกล้ามเหมือนผู้หญิงยุคใหม่เสียอีก “ เขากล่าวล้อ มันตรินีหัวเราะเสียงใส พลางบอกว่า “ วันนี้ฉันไม่มีชั่วโมงสอน จึงไม่ไปโรงเรียน พี่สิตช่วยแจกคูปองอาหารให้นักเรียนทุนทีนะ “ “ คุณจะอยู่บ้านรึ ? “ “ เปล่า แต่จะไปที่บริษัทเพื่อทดสอบเกมที่เพิ่งส่งมาให้ฉันค่ะ “ “ หมู่นี้รู้สึกว่ามีงานทดสอบเข้ามามากจัง “ เขาตั้งข้อสังเกต “ คนมีฝีมือนี่นา ! “ หล่อนตอบทีเล่นทีจริง แล้วลุกขึ้นยืน สังสิตกล่าวว่า “ เมื่อกี้นี้คุณชัชโทร.มาบอกว่าเขาอยากให้คุณไปเป็นเพื่อนกับเขาด้วยตอนสมัครงานวันนี้ “ เมื่อพูดถึงชัชเพื่อนชายคนล่าสุด หญิงสาวมีรอยยิ้มเล็กน้อย “ เดี๋ยวฉันจะให้เขาไปรับที่บริษัทเองค่ะ ยังไงงานของฉันต้องมาก่อน “ มันตรินียังกล่าวล้อชายหนุ่มด้วยว่า “ พี่สิตชอบทำหน้าเคร่งแบบนี้ สาวสวยที่ไหนจะกล้ามาตอแยด้วย ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเป็นรอยยิ้มมีเสน่ห์มากๆจะเอาชนะใจพี่ภัคได้ไงคะ “ หญิงสาวกล่าวจบก็เดินจากไป สังสิตส่ายศีรษะไปมา แววตาหม่นเศร้า “ เมื่อก่อนกับวันนี้แตกต่างกันไปแล้ว ผมรู้จักเงาในหัวใจของตัวเองดีขึ้น คุณตรี “
ช่วงบ่ายชัชขับรถมารับมันตรินีที่บริษัทซึ่งหล่อนทำงานอยู่ แล้วพาไปยังตึกพิตรพิบูล ทีแรกหล่อนอิดออดไม่ยอมไปด้วย แต่ด้วยคำขอร้องของเพื่อนหนุ่มทำให้จำใจต้องไปกับเขา ขณะที่ชัชเข้าไปสอบสัมภาษณ์ในห้องผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทพี อาร์ อินเวสเมนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในตึกนั้น หล่อนขอนั่งรออยู่ที่ชุดรับแขกด้านนอกโดยอ่านหนังสือที่พกติดตัวมาด้วย หญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็นเจ้าของดวงตาคมเข้มซึ่งเพิ่งเดินออกจากลิฟต์ เขามองหญิงสาวนิดหนึ่ง พอดีเลขาสาวของผู้จัดการฝ่ายบุคคลเดินถือแฟ้มมาที่ลิฟต์ เขาจึงเรียกไว้โดยเร็ว “ ผู้หญิงคนนั้นมาสมัครงานรึ ? “ เลขาสาวมองไปที่หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ที่ชุดรับแขก “ ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันเห็นว่ามากับผู้ชายซึ่งกำลังคุยกับผู้จัดการฝ่ายอยู่ค่ะ “ ปรานต์กวาดตามองผู้สมัครหลายคนซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องด้วยท่าทางครุ่นคิด “ เขาชื่อชัชใช่ไหม ? “ เลขาสาวทำท่านึกทบทวน พลางเอ่ยว่า “ ใช่ค่ะ รู้สึกว่าถูกปลดออกมาจากไฟแนนซ์ที่ปิดไปนั่นแหละ “ “ คุณสะอาดเลือกคนไว้หรือยัง ? “ “ ยังค่ะ “ “ คุณช่วยบอกให้คุณสะอาดไปพบผมที่ห้องประชุมเล็กด้วย “ เขากล่าวเสียงเข้ม แล้วยังย้ำอีกว่า “ เดี๋ยวนี้ด้วยนะ ! “ “ ค่ะ “ เลขาสาวรับคำด้วยความงุนงง จากนั้นจึงเดินกลับไปที่ห้องของเจ้านายโดยเร็ว มันตรินีเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ จึงเห็นร่างสูงสง่าของปรานต์ อัครชัยที่เดินตรงไปยังห้องหนึ่ง แม้จะไม่เห็นใบหน้าของเขาเพราะเดินหันหลังให้ หล่อนยังจำชายหนุ่มได้อย่างแม่นยำ “ ทำไมนะ มาตึกนี้ทีไรต้องเห็นเขาทุกทีเลย “ หล่อนพึมพำด้วยอารมณ์ขุ่นมัวโดยไร้สาเหตุ
สักพักชัชเดินหน้าง้ำเข้ามาหามันตรินีเพื่อนหญิง อารมณ์หงุดหงิด หญิงสาวยิ้มเอาใจ พลางลุกเดินไปยังลิฟต์ด้วยกัน “ คุยกันเดี๋ยวเดียว เขาก็ขอตัวออกไป แล้วไล่ผมกลับก่อน บอกให้รอจดหมาย “ ชัชบอกเสียงห้วน พลางใช้มือกระแทกปุ่มลิฟต์ หญิงสาวกล่าวปลอบใจว่า “ ทุกคนที่สมัครงาน ก็ต้องรอรับจดหมายเรียกทั้งนั้น คุณไม่น่าเครียดเลย เสียสุขภาพจิตหมด “ “ ผมตกงานมาสองเดือน และสมัครงานเป็นสิบบริษัทแล้วนะ “ “ ช่วงนี้ทุกบริษัทต่างก็ย่ำแย่ การรับคนเพิ่มเท่ากับเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ดังนั้นจึงต้องเฟ้นหาเป็นพิเศษ “ “ เมื่อก่อนผมคิดว่าเรียนคอมพิวเตอร์ แล้วจะไม่ตกงาน แต่ในที่สุดผมก็คิดผิด “ “ คณะของคุณยังดีกว่าพวกอักษรศาสตร์น่า “ หล่อนพูดเอาใจเต็มที่ เมื่อเห็นท่าทางหดหู่ของเขา “ เงินสะสมของผมกำลังหมด “ ชัชพูดด้วยสีหน้าหนักใจ “ เดือนหน้าถ้าไม่มีเงินจ่ายค่างวด ค่าเช่า ข้าวของคงถูกยึด ผมต้องนอนข้างถนนแน่คราวนี้ “ “ อย่าคิดในทางร้ายนักสิ “ หล่อนพูดจริงจัง “ ถ้าจำเป็นมากขนาดนั้น ฉันยินดีให้ยืมเงินก็ได้ “ “ จริงหรือ ? “ ชัชมีสีหน้าดีขึ้น เพราะเป็นคำพูดที่เขาเฝ้ารอคอยจากหญิงสาว เขารู้ดีว่ามันตรินีมีเงินสะสมมากทีเดียว เฉพาะรายได้จากงานทดสอบเกมที่บริษัทญี่ปุ่นจ่ายเป็นรายเดือนให้ เขาเคยคำนวณได้ว่าเป็นหลักหมื่น หล่อนทำงานมาเกือบสองปีแล้ว นั่นหมายความว่าเป็นเงินแสนในธนาคารแน่นอน หากเขาสามารถทำให้มันตรินีนำเงินออกมาช่วยผ่อนรถ ผ่อนบ้านได้ เขาก็แทบไม่ต้องห่วงเลย รถยนต์ของเขาจะเป็นสิ่งแรกที่หมดพันธะด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วแน่ “ ขอบคุณมากนะ คุณตรี “ “ คุณกำลังมีความทุกข์ ฉันเป็นเพื่อนก็ยินดีช่วยค่ะ “ หล่อนกล่าวจากใจจริง ประตูลิฟต์เปิดออก ขณะที่ทั้งสองกำลังก้าวเข้าไปในนั้น ผู้จัดการฝ่ายบุคคลวิ่งกระหืดกระหอบมาเรียกคนทั้งสองไว้ทันท่วงที “ พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าคุณชัชนำหลักฐานเพิ่มเติมและมารายงานตัวที่นี่นะครับ “ หญิงสาวมองอย่างงุนงง ขณะที่ชัชมีท่าทางดีใจเต็มที่ “ ผมไม่ต้องรอจดหมายเรียกหรือครับ ? “ “ เราตกลงรับคุณ ! “ ผู้จัดการย้ำเสียง แล้วขอตัวกลับไปทำงาน ทั้งสองเดินเข้าไปในลิฟต์ด้วยความสุขสมใจ โดยมีสายตาคมกริบของปรานต์มองตามไป แววตาครุ่นคิดแกมหนักใจลึกๆ “ หมอนี่มีท่าทางหลุกหลิก ไม่น่าไว้ใจเลย “ เขาพึมพำเมื่อเห็นลักษณะของชัชซึ่งเป็นเพื่อนชายของมันตรินีผู้หญิงที่เขามีหน้าที่ดูแลอยู่
มันตรินีบอกกับชัชเพื่อนชายให้รอที่รถของเขาสักครู่ โดยจะกลับไปเอาของที่ลืมไว้ อันที่จริงหล่อนตั้งใจจะไปหาคำตอบที่ข้องใจต่างหาก หลังจากสอบถามพนักงานแล้วหล่อนจึงเดินตรงไปยังโต๊ะเลขาของปรานต์ อัครชัย “ ฉันขอพบคุณปรานต์ค่ะ “ ดวงฤดีเลขาสาวมองพินิจ “ นัดไว้หรือเปล่าคะ ? “ “ ไม่ได้นัดไว้ “ มันตรินีตอบ “ คุณช่วยแจ้งเขาว่ามันตรินีขอพบด้วยนะคะ “ “ คอยสักครู่ค่ะ “ เลขาสาวจึงโทร.บอกเจ้าของห้องทำงานทันที หลังจากวางสายได้กล่าวว่า “ เชิญคุณเข้าไปได้ค่ะ “ มันตรินีกล่าวขอบคุณ แล้วผลักประตูเข้าไปโดยเร็ว ดวงฤดีมองด้วยความสนใจ เพราะเจ้านายหนุ่มหล่อสั่งไว้แต่แรกจะไม่พบแขกคนใด เนื่องจากตั้งใจสะสางงานที่ค้างไว้ แต่เมื่อเขารู้ว่ามันตรินีขอพบ ก็สั่งอนุญาตทันที นับว่าเป็นการผิดปกติของปรานต์
ปรานต์นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้ทำงานขณะที่หญิงสาวร่างเล็กบางก้าวเท้าเข้ามาในห้องของเขา “ ผมคิดว่าคุณกลับไปแล้วนะ คุณตรี “ มันตรินีทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างหน้าโต๊ะของเขาโดยไม่รอคำเชิญ “ ฉันมีเวลาไม่มากนะคะ “ ปรานต์พยักหน้ารับรู้ “ มีอะไรล่ะครับ ? “ “ คุณใช้อิทธิพลรับชัชเข้าทำงานใช่ไหมคะ ? “ “ ผมนะรึ ? “ เขาพูดทวนคำ สีหน้าปกติ “ เข้าใจผิดล่ะมัง “ “ ฉันเห็นผู้จัดการคนนั้นเดินออกจากห้องที่คุณเพิ่งเข้าไป แล้วเขาก็บอกรับชัชอย่างรวดเร็วผิดปกติ “ หล่อนมองคาดคั้น “ ฉันต้องการความจริงค่ะ “ ปรานต์ยิ้มเย็น “ เพื่อนของคุณมีคุณสมบัติครบถ้วน บริษัทรับเขาไว้ ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่นา “ หญิงสาวทำท่าจะเถียง ชายหนุ่มกล่าวขัดขึ้นว่า “ ในเวลานี้เพื่อนของคุณได้งานทำก็เป็นการดีแล้ว ทำไมคุณจะต้องสนใจด้วยว่าเขาได้เพราะอะไร “ “ ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ “ “ คุณสำคัญตัวเองมากไปมั้ง “ เขาบอกยิ้มๆ ดวงตาเป็นประกาย มันตรินีรู้สึกใบหน้าชา “ ฉันไม่ชอบมาก ถ้าคุณรับชัชเข้าทำงานเพราะเห็นแก่ฉัน “ “ ไม่เกี่ยวกับคุณ ! “ เขายืนยัน เพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย หญิงสาวมองปรานต์อย่างค้นหา ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย “ ฉันหมดคำถามแล้ว “ มันตรินีลุกขึ้น ทำท่าจะก้าวออกไป ชายหนุ่มถามขึ้นว่า “ บริษัทนี้รับเพื่อนของคุณไว้ ยังถือว่าคุณเป็นหนี้บุญคุณไหม คุณตรี “ “ เมื่อกี่นี้คุณบอกเองว่า เขาได้งานด้วยตัวเอง “ “ ใช่ “ เขาตอบ แววตาครุ่นคิด “ ผมนึกอยากให้คุณติดหนี้ผมจัง คุณตรี “ มันตรินีนิ่งอึ้ง แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป ชายหนุ่มมองตามเจ้าของร่างเล็กด้วยความหนักใจ แววตาหม่นหมอง ทำไมหนอ หล่อนจึงมีท่าทางเย็นชา เมื่อไรกำแพงน้ำแข็งระหว่างเขากับผู้หญิงคนนั้นจะละลายเสียที เขาจะได้ไม่เจ็บปวดทุกครั้งที่พบกัน *************** โปรดติตตามตอน 8.2 ************* 10/4/2009 เด็กกำพร้า ภาคบังคับกำพร้า ภาคบังคับ
เขียนโดย ลูกแก้ว
ข่าวหนึ่งในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐเปิดเผยการค้าเด็กในจีนโดยอาศัยกฎเหล็กที่บังคับให้แต่ละครอบครัวคนจีนมีลูกเพียงหนึ่งคน มันอ่านแล้วสะเทือนใจยิ่งเมื่อเด็กถูกพรากจากอกแม่ขณะนอนดูดนมอย่างสุขสบายในครอบครัวเกษตรกรด้วยข้อหาขัดนโยบายครอบครัวของประเทศจีน นักข่าวเปิดเผยว่า ครอบครัวเกษตรกรในชนบทของจีนมีข้อยกเว้นให้อย่างหนึ่งกรณีลูกคนแรกเป็นหญิง อนุญาตให้คลอดลูกได้อีกหนึ่งคน ถ้าเป็นลูกชายแล้ว จะมีลูกอีกไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนจะต้องเสียค่าปรับรายคนที่สูงมาก แม้ครอบครัวนั้นจะมีฐานะการเงินที่ดีหรือทำเกษตรกรได้ดีก็ตาม หลายครอบครัวที่อยู่ห่างไกลไม่ค่อยสนใจกฎเหล็กของรัฐจึงคลอดลูกตามที่ต้องการ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นแรงงานในไร่นาหรือสวนของเขาหรือเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พวกเขาที่ตัดสินใจมีลูกเพิ่มขึ้นโดยกล้าขัดนโยบายรัฐเหตุผลส่วนหนึ่งคือ สถานภาพการทำเกษตรดีและเชื่อว่าเลี้ยงลูกได้แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเงาร้ายสำหรับพวกเขา คือ การทำมาค้าขายเด็กของเจ้าหน้าที่จีน เป็นที่ทราบกันดีว่าครอบครัวเกษตรกรจีนนั้นมีวิถีชีวิตชนบททั่วไปอย่างที่เห็นกันในไทย การเลี้ยงเด็กสายเลือดของพวกเขาไม่มีวันอดข้าวอดน้ำอย่างแน่นอน เพราะผืนดินผลิตข้าวป้อนปากท้องของเขาอยู่ ยิ่งการทำมาค้าขายของรัฐส่งผลิตผลการเกษตรออกไปได้มาก ทำให้เขามีรายได้มากพอจะเลี้ยงเด็กเกินหนึ่งคนได้ แต่ประเทศจีนในสายตาของชาติตะวันตกแสดงภาพความยากจนของเด็กออกไปมาก อีกทั้งจีนมีกติกาขอรับเด็กจีนไปเป็นบุตรบุญธรรมง่ายกว่าหลายชาติ ชาวตะวันตกที่มีใจอารีจึงสนใจอยากให้ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นแก่เด็กกำพร้าสัญชาติจีน ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่จีนในการรับเด็กไปเลี้ยงดูที่ต่างประเทศโดยชาวต่างชาติหรือเรียกสั้นๆว่า ค่าตัวเด็กมีมูลค่า 120,000 บาทต่อคน ถ้ารวมเงินค่าน้ำชาให้เจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัวเพื่อให้ขั้นตอนผ่านลุล่วงได้เร็วอีกก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้น เมื่อชาวตะวันตกไม่นิยมการทำละเมิดมนุษยธรรมในการพรากเด็กไปจากครอบครัวแม้จะเป็นคนยากจนก็ตาม เจ้าหน้าที่จีนจึงคิดวิธีน่ารังเกียจขึ้น คือ การเอาเด็กไปจากครอบครัวด้วยข้ออ้างว่ามีลูกเกินหนึ่งคนแล้วนำไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กที่เคยมีพ่อแม่ครบถ้วนจะถูกบังคับให้กลายสภาพเป็นเด็กกำพร้าเพื่อรอให้คนต่างชาติมาเลือกรับไปอุปการะนอกแผ่นดินเกิดและห่างไกลครอบครัวแท้จริง ตัวอย่างครอบครัวที่ตกเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐเป็นครอบครัวเกษตรกรรมซึ่งลูกคนที่สามซึ่งเป็นหญิงถูกเจ้าหน้าที่จีนเอาเด็กหญิงวัยสี่เดือนไปจากอกแม่ขณะนอนดูดนมในเวลากลางคืนด้วยข้ออ้างว่าพวกเขาทำละเมิดกฎของรัฐบาล ทั้งที่ครอบครัวนี้อยู่ในหมู่บ้านที่เข้าถึงค่อนข้างยากมาก ต้องใช้รถสลับม้าข้ามหุบเขาจึงสามารถไปถึงหมู่บ้านนี้ได้ แต่เจ้าหน้าที่ยังดั้นด้นเข้าไปเอาลูกของพวกเขาเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อแลกกับผลประโยชน์ดังที่กล่าวไว้ ขณะที่พ่อแม่เด็กยืนยันว่าสามารถเลี้ยงเด็กให้เติบโตเป็นชาวเกษตรกรที่จะรับช่วงดูแลผืนนาไร่ของพวกเขา ณ วันที่เขียนข่าวพวกเขาไม่สามารถติดต่อกับลูกได้เลย นอกจากนั้นยังมีประกาศของรัฐพร้อมภาพเด็กว่าพร้อมจะให้ผู้มีใจเมตตารับไปอุปการะโดยอ้างว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กกำพร้า มันจึงเกิดคำถามขึ้นว่า เด็กที่ชาวต่างชาติรับอุปการะไว้โดยผ่านองค์กรเอกชนจีนหรือหน่วยงานรัฐอย่างถูกกฎหมายนั้นเป็นเด็กกำพร้าแท้จริงหรือถูกบังคับให้กำพร้าอันเป็นการขัดต่อหลักมนุษยชนอย่างชัดเจนในการพรากแม่ลูกไปจากครอบครัวแท้จริงเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของผู้กระทำเรื่องนี้โดยอาศัยข้อกฎหมายในประเทศทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนจีนด้วยกัน ถ้าพ่อแม่ลูกอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แม้จะยากจนหรือมีชีวิตเกษตรกร ย่อมมีความสุขตามแบบฉบับชาวเกษตรกรรม มิควรที่จะวางบรรทัดฐานชีวิตคนเมืองให้กับพวกเขาแล้วตัดสินว่า การเป็นเกษตรกรเป็นชีวิตน่าเวทนาที่ต้องรับการอุปการะจากผู้อื่นหรือจากคนเมือง แต่มันคือวิถีชีวิตของเขา เป็นสไตล์ความสุขของพวกเขา เด็กที่เกิดในครอบครัวเกษตรกรมิใช่จะไร้ความสุขตามมุมมองของคนเมืองศิวิไลซ์ มันเป็นความสุขตามธรรมชาติแสนบริสุทธิ์ที่แตกต่างจากการตกแต่งความสุขแบบคนเมือง ถ้าเด็กเกิดในครอบครัวเกษตรกรก็ควรได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่แท้จริงจนเติบใหญ่และมีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตให้ตัวเอง มิใช่เจ้าหน้าที่รัฐเลือกเส้นทางชีวิตให้เด็กทารกโดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงและไม่คำนึงถึงความรักที่แม่มีให้ลูกสายเลือดของเธอมากกว่าคนมิใช่แม่อย่างแน่นอน การอ้างข้อกฎหมายเพื่อปกปิดการรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่จีนเป็นการกระทำน่าอับอาย เป็นการสร้างบาปกรรมแก่ตน ทำลายสายสัมพันธ์งดงามระหว่างแม่ลูก และถือได้ว่า การค้าเด็กจีนเพื่อให้คนต่างชาติรับไปอุปการะในต่างแดนด้วยการบังคับให้เป็นกำพร้าเทียม ผิดต่อหลักมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายการค้ามนุษย์ของสหประชาชาติ การพรากแม่ลูกออกจากกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนที่เจ้าหน้าที่จีนกระทำไว้กับครอบครัวใดก็ตาม ตามหลักพุทธศาสนาถือเป็นบาปมหันต์เพราะเด็กทารกนั้นควรอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ด้วยความรักต้องกลายสภาพเป็นเด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างทั่วถึงและต้องแย่งกิน แย่งใช้ กับเด็กคนอื่น มันเป็นการทำลายความผาสุกที่เด็กพึงมี พึงได้ จากครอบครัวแท้จริง เท่ากับพรากชีวิตของเด็กไป เงินร้อนที่เจ้าหน้าที่จีนได้รับไว้จะไม่มีวันอยู่กับเขาหรือเธอได้นานและการชดใช้บาปนั้นมิได้มีแค่ผู้กระทำ แต่ยังตกทอดไปยังผู้สืบสกุลของพวกเขาซึ่งอาจต้องพบสภาพไร้ผู้สืบสกุลเสมือนความทุกข์ที่เขาหรือเธอก่อไว้กับครอบครัวอื่นด้วยการพรากลูกไปจากอกแม่หรือครอบครัวอันอบอุ่น ก่อนจะสร้างเด็กกำพร้าเทียม ขอให้คำนึงถึงบาปกรรมที่จะก่อให้มากด้วยเพราะสมัยนี้การสนองกรรมเกิดขึ้นเร็วตามยุคสมัยไซเบอร์แล้ว หวังอย่างยิ่งให้โจรขโมยเด็กในไทยควรคิดถึงหัวอกแม่ สภาพจิตใจหรือชีวิตเด็ก และครอบครัวของเด็ก มิฉะนั้น บาปกรรมที่สร้างไว้จะลดทอนวันสบายๆจากการใช้เงินร้อนค่าตัวเด็กลงจนถึงวันที่โจรจะเหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายที่เดียวดายเพราะขาดไร้ทายาทหรือถูกทายาททอดทิ้งอันเป็นการสนองกรรมที่เขาหรือเธอก่อไว้ตามคำแช่งด่าของครอบครัวเด็กที่สวดมนต์แช่งโจรทุกวันเมื่อเขาหรือเธอขโมยลูกที่เป็นแก้วตาดวงใจไป การสาปแช่งทุกวันให้คนหนึ่งคนใดต้องรับกรรมที่ก่อไว้เป็นการรวมพลังจิตที่มุ่งมั่น มักเกิดขึ้นจริงโดยที่ผู้พูดหรือตั้งจิตสาปแช่งอาจไม่มีโอกาสเห็นผลลัพธ์นั้น แต่โจรได้รับและสัมผัสเองอย่างแน่นอน แม้วันนั้นจะคิดได้ว่านี่เป็นกรรม แต่ชีวิตเด็กก็หายสูญไปจากครอบครัวแท้จริงถาวรแล้ว ส่วนพ่อแม่เด็กต้องจมอยู่กับความทุกข์ที่ลูกถูกโจรขโมยไปและรอคอยอย่างไม่สิ้นสุด การกระทำของโจรขโมยเด็กนั้นทำลายพ่อแม่ ทำลายเด็ก สุดท้ายก็ทำลายตัวเองและครอบครัวด้วย เหตุไฉนจึงอยากเป็นโจรลักเด็ก ?
************************** 10/1/2009 แม่สามเปกแม่สามเปก หมายถึง ผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวผิดแผกไปจากคนอื่น หรือ มีกิริยาไม่เรียบร้อย หรือ คนที่คิดว่าตนสวย แต่คนอื่นเห็นว่าเฉิ่มเต็มทน
คำอธิบายเพิ่มเติม มันเป็นสำนวนโบราณใช้เปรียบเทียบผู้หญิงที่ชอบทำตัวเก่งกล้าสามารถ ไม่กลัวเกรงใคร ทำตัวเป็นหัวหน้าในกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ร่วมกัน
********************* 9/28/2009 ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของชาวบ้านตัวชี้วัดเศรษฐกิจของชาวบ้าน เขียนโดย แก้วมณี
คนกรุงเทพฯถือเป็นผู้เสียภาษีสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยนั่นหมายความว่า เงินงบประมาณที่ได้จากภาษีนั้นมาจากการทำมาหาได้หรือผลสืบเนื่องจากการทำงานของคนกรุงเทพฯ มาตรวัดภาวะเศรษฐกิจที่ทางราชการหรือรัฐบาลบอกกล่าวผ่านสื่อเป็นสารพัดตัวเลขล้วนฟังแล้วมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ว่าเศรษฐกิจดีหรือตกต่ำในความรู้สึกของชาวบ้านทั้งที่ตัวเลขเกิดจากสารพัดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่นักวิชาการเคยเรียนรู้หรือสร้างขึ้น แต่ชาวบ้านมีระดับความรู้ต่างกันจึงไม่อาจเข้าใจตัวเลขเหล่านั้นหรือนำไปใช้ได้เลย สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้ว่า เศรษฐกิจตกต่ำหรือไม่ อาศัยสิ่งแวดล้อมรอบกายที่เคยชินแยกแยะว่า ตอนนี้มันดีหรือไม่ดีต่อชีวิต ต่ออาชีพ รัฐบาลประกาศตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจดีหรือแย่ อัตราเงินออมของชาติเป็นเปอร์เซนต์ต่อประชากร ไม่ว่ารัฐบาลจะตกแต่งตัวเลขให้ดีเพียงใด ชาวบ้านย่อมรู้แก่ใจดีว่า เศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัวของเขาอย่างไร ถ้าการค้าขายฝืดเคืองหนัก เงินมีน้อยลงในกระเป๋า สินค้าที่เคยใช้ประจำแพงขึ้นแบบทางตรงหรือทางอ้อม รถหรือบ้านถูกยึด กิจการปิดตัว รถเปิดท้ายขายของเก่าหรือคนตกงานเพิ่ม เจ้าหนี้ถูกเบี้ยวบ่อยขึ้น รัฐบาลประกาศกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม อัตราการฟ้องคดีเช็คสูงขึ้น ชาวบ้านรู้ได้ทันทีว่า เศรษฐกิจบ้านเมืองแย่แล้ว ตกต่ำแล้ว มันจักส่งผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัวในเวลาอันใกล้นี้หรือบางคนอาจรับผลกระทบรุนแรงไปแล้วก็ได้ ถ้าเวลาผ่านไประยะหนึ่งเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ย่อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านและยังโกหกซึ่งหน้าว่า เศรษฐกิจดี ไม่ตกต่ำ หรือ กำลังฟื้นทั้งที่เวลาผ่านไปมากพอแล้วที่ผู้เก่งกล้าจะมีเวลาแก้ไขปัญหานี้ได้ มาตรวัดเศรษฐกิจตกต่ำหรือไม่ระดับชาวบ้านนั้นอาศัยความรู้สึก ข่าวสาร และสภาพการทำงานของตนหรือคนรอบข้าง ก็ชี้ได้แน่นอนว่า เศรษฐกิจหรือปากท้องของพวกเขากำลังอยู่ในสภาพใด ข้อสังเกตแรก คือ รายได้แท็กซี่จะลดลงเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเนื่องจากคนกรุงเทพฯนิยมเดินทางเป็นส่วนตัวมากกว่าไปอัดอยู่ในรถเมล์เพื่อความคล่องตัว หากรายได้ดี ไม่ตกงาน กิจการค้าขายดี จักเลือกเดินทางด้วยแท็กซี่ก่อนถ้ายังไม่สามารถซื้อรถยนต์ส่วนตัวได้ เราจักสังเกตได้ว่า ช่วงปีพ.ศ.2544 ที่เป็นลูกหนี้ไอเอ็มเอฟและเงินใช้จ่ายของรัฐขาดอย่างหนัก เอกชนล้มละลายมากหรือต้องหยุดดำเนินงานแบบชั่วคราวหรือถาวร ข่าวแท็กซี่ถูกยึดรถจนคนขับบางคนฆ่าตัวตายประชดชีวิตหรือประท้วงให้รัฐบาลช่วยเหลือพวกเขาปรากฏในหน้าสื่อบ่อยครั้งยิ่ง รายได้แท็กซี่ลดน้อยลงจนไม่อาจอาศัยในกรุงเทพฯต่อไปเพราะสู้ค่าครองชีพไม่ได้ องค์กรการกุศลหลายแห่งต้องตั้งโรงทานเพื่อช่วยประคองชีวิตคนที่อาศัยในกรุงเทพฯซึ่งอาจตกงาน ชีวิตสั่นคลอน คนเป็นหนี้สูงด้วยการแจกจ่ายอาหารเช้าบ้าง เที่ยงบ้าง เย็นบ้าง แล้วแต่กำลังของแต่ละองค์กร มันคือแสงสว่างให้พวกเขามีความหวังเล็กน้อย มันเป็นประวัติศาสตร์เลวร้ายทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่คนไทยเห็นกับตามาแล้ว ข่าวที่เน้นย้ำความตกต่ำทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน คือ การปล้นร้านทอง ร้านโชห่วย ปั๊มน้ำมัน ธนาคาร การลักทรัพย์ตามบ้านเรือนซึ่งมีให้เห็นเป็นข่าวทุกวัน มันเป็นมาตรวัดง่ายๆว่า เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างหนัก ซึ่งใช้วัดกันมาหลายสิบปีและเป็นเหตุการณ์ซ้ำซากกัน เนื่องจากถ้าการทำมาค้าขายดีแบบทำอะไรขาย ก็มีคนซื้อง่าย มีงานสารพัดอย่างให้เลือกทำได้ตามระดับความสามารถ คนย่อมหาเงินง่าย ใช้เงินง่าย มีงานทำ ย่อมไม่คิดทำผิดกฎหมายเพื่อแลกเงินแน่นอน มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนทุกรูปแบบเพื่อให้มีชีวิตต่อไป ถ้าขาดเงิน ต้องกินอยู่อาศัย เมื่อหมดหนทางทำงานสุจริต ก็อาจเดินเข้าสู่เส้นทางโจรได้ง่ายขึ้น ร้านทอง ธนาคาร ร้านขายของชำ ปั๊มน้ำมัน บ้านเรือนคนสุจริต จึงเป็นเป้าหมายง่ายและสะดวกที่สุด ความสุขของภาคครัวเรือนประชาชนนั้นไม่ได้มาจากตัวเลขทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาล แต่ต้องการแค่มีเงินใช้สอยไม่ขัดสน มีอย่างพอเพียง มีการงานทำ ชาวบ้านไม่เข้าใจตัวเลขเหล่านั้น แต่มองว่าเศรษฐกิจตกต่ำกระทบต่อชีวิตของพวกเขาจากสถิติอาชญากรรมพื้นฐาน จำนวนคนตกงาน คนถูกยึดบ้านยึดรถ จำนวนกิจการหรือคนล้มละลาย ลูกหลานของเขาต้องออกจากการศึกษาเพราะพ่อแม่ขาดรายได้ รัฐบาลช่วยสร้างงานหรือประคองธุรกิจของเขาหรือไม่ อย่างไร ประชาชนมองประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลว่าเพิ่มหรือลดจำนวนอาชญากรรม คนตกงาน กิจการล่มสลาย พวกเขาหาซื้อของได้ดี ราคาเป็นธรรมหรือไม่ เงินในกระเป๋าของชาวบ้านเพิ่มหรือลด หากรัฐบาลประกาศตัวเลขจีดีพีดีขึ้นสุดโต่ง แต่ชาวบ้านตกงาน รายได้ตกต่ำ ขายสินค้ายากหรือไม่ได้เลย โจรในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นมาก พวกเขาย่อมมองเห็นความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน สติปัญญาต่ำ คำโกหก ของผู้นำและคณะโดยไม่ต้องมีเหตุผลทางวิชาการใดมาสนับสนุนเลย ประชาชนใช้มาตรวัดเบื้องต้น คือ ชีวิตประจำวันของเขาเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหรือเลวลง ใช้ประเมินการทำงานของรัฐบาลได้เร็วทันใจ ดังเช่นเวลาบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลยัดเยียดนาน 9 เดือนซึ่งมีเพียงข่าวกู้ยืมเงินและสร้างหนี้สินให้คนไทยช่วยกันชดใช้กับโครงการในฝันที่ใช้อ้างเพื่อกู้หนี้ ชาวบ้านอยู่ในสภาพข้าวยากหมากแพง รายได้ต่ำ ผลิตผลเกษตรขายยากและราคาต่ำ คนตกงานเพิ่ม กิจการปิดตัวเพิ่ม คนตกงานต้องกลับบ้านเกิดเพื่อลดรายจ่ายในเมืองลง โจรผู้ร้ายทำงานถี่ขึ้นและใกล้บ้านเรือนของคนสุจริตเพิ่มขึ้นกว่ายุครุ่งเรืองซึ่งพวกเขาผ่านมาแล้ว มันชี้ให้เห็นว่าการทำงานหรือนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแท้จริง พวกเขายังคงมีความทุกข์เพิ่มขึ้นตามเวลาทำงานของรัฐบาลและต้องช่วยตัวเองเป็นหลักมากกว่าจะรอความช่วยเหลือของรัฐบาลซึ่งผู้นำไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิตหรือการทำงานนานพอจะรับกับปัญหาหนักมากของประชาชนได้ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยมากน้อยเพียงใด ก็ใช้มาตรวัดง่ายๆที่จับต้องสัมผัสกันได้ ไม่ต้องอาศัยตัวเลขจีดีพีหรืออื่นๆของนักวิชาการเลย สิ่งที่คนไทยต้องการจากรัฐบาล คือ การแก้ปัญหาปากท้องและการทำมาหากินที่สัมผัสได้โดยเร็ว และต้องมิใช่ปล่อยให้พวกเขาตายไปก่อน แล้วจึงบอกว่ารัฐบาลจะช่วยค่าทำศพของคนไทยที่ไม่สามารถอยู่รอดถึงวันที่เศรษฐกิจไทยดำเนินผ่านจุดเลวร้ายไปตามธรรมชาติหรือหลักสัจธรรม ซึ่งแม้รัฐบาลไม่ทำสิ่งใดเลย เมืองไทยและคนไทยก็สามารถเดินผ่านจุดนั้นไปได้อย่างทุลักทุเลและบาดเจ็บล้มตายกันมากโดยอาศัยเพียงสัญชาตญานของมนุษย์เท่านั้น ในทางกลับกันหากรัฐบาลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และฉลาดเฉลียว ย่อมรักษาชีวิตคนไทยไว้ได้มากหรือประคองพวกเขาให้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปได้โดยไม่ต้องสูญเสียแม้แต่คนเดียวก็ได้ ณ วันนี้รัฐบาลยัดเยียดนี้เพียงใช้เหตุวิกฤตเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ตนและพวกพ้องเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งและค่ารอวันหวนกลับมาทวงเก้าอี้ผู้นำอีกครั้ง เมื่อเงินออมของชาติมีเพิ่มขึ้นมากพอจะใช้สอยสบายมือและไม่ต้องห่วงพะวงกับเจ้าหนี้ประจำชาติทั้งหลายดังที่เคยกระทำมาแล้วในปีที่ชาติต้องมีเจ้าหนี้ชื่อ ไอเอ็มเอฟ ซึ่งหลายคนคงไม่ลืมวันที่ต้องฝากท้องให้อิ่มกับโรงทานของมูลนิธิต่างๆ นักบริหารจบปริญญาโทต้องยอมขับรถแท็กซี่เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว เด็กนักเรียนต้องถูกพ่อแม่เอาออกจากโรงเรียนเพราะพ่อแม่ตกงานและไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม หลายครอบครัวต้องไร้บ้าน ไร้รถเพราะถูกเจ้าหนี้ยึด คนงานต้องกลับบ้านเกิดเพราะต้องถนอมเงินออมไว้จึงต้องออกจากเมืองหลวง ทั้งที่บ้านเกิดก็ไม่มีงานให้ทำ แต่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าอยู่ในเมือง เวลานั้นคือวิกฤตของประเทศและประชาชน เมื่อมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลของประชาชนแท้จริงในปีพ.ศ.2544 ความเลวร้ายของประเทศเริ่มมองเห็นแสงสว่างจากการทำงานอย่างทุ่มเทและหนักหน่วงของรัฐบาลเวลานั้น คนไทยจึงเริ่มมีรอยยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งประกาศใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ปลดโซ่ตรวนที่คล้องคอคนไทยไว้จากการเซ็นสัญญากู้หนี้สมัยรัฐบาลปชป.ยุคนายชวนซึ่งบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนไทยและธุรกิจไทยเรื่อยมาจนกระทั่งปีพ.ศ.2549 การปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งเพื่อสนองตัณหาราคะและความแค้นส่วนบุคคลของชายแก่คนหนึ่งทำลายความสุขของคนไทยผ่านมา 3 ปีเต็ม แม้จะพยายามเสนอผู้นำคนใหม่ที่หนุ่ม แต่ไร้ประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ชีวิตไม่เคยเจออุปสรรคใดมาก่อน หัวอ่อนที่ยอมก้มให้กับชายแก่ที่รับประกันความดีความหล่อของเขาไว้ มารับผิดชอบปัญหาเศรษฐกิจหนักหน่วงระดับโลก วิสัยทัศน์ที่แคบเพราะไม่เคยเจออุปสรรคในการทำงานหรือชีวิต ทำให้นโยบายที่คาดว่าจะช่วยคนไทยกลายเป็นซ้ำเติมให้จมดิ่มลงหรือตายจากไปเร็วขึ้น และรักษาไม่ตรงปัญหา วิธีแก้ไขล่าสุด คือ ไม่รับรู้ความจริงในชีวิตของชาวบ้านไปเลย แล้วจ้องแจกจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนผู้มีพระคุณเป็นหลักด้วยการก่อหนี้สินมหาศาลและแจกเงินทองแก่พวกพ้องหนักมือขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรับรู้ความไม่พอใจของคนไทยเพิ่มขึ้นทุกวันจากการดำเนินชีวิตที่ต่ำลงซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จำใจต้องให้เกิดในไม่ช้า เขาและคนแก่รับรู้ดีว่า บางอย่างก็สุดจะประคองให้อยู่ชั่วกาลนาน แต่การปล่อยก็ต้องไม่ใช่จากไปแบบมือเปล่า ดังคำเปรียบเปรยว่า ข้าไม่ได้ เอ็งก็ได้แค่ซากศพเท่านั้น สุดท้ายแล้วเขาก็ยินดีกับตำแหน่งสูงสุดในชีวิตที่เคยฝันมาแสนนานและเกือบไม่ได้เพราะคุณภาพของตัวเองต่ำด้อยในสายตาประชาชน ส่วนคนแก่ก็นั่งยิ้มกับงานล้างแค้นที่สำเร็จและเงินทองที่รับตอบแทนไว้จากการส่งเสริมเขาคนนั้น ส่วนประเทศไทยและคนไทยก็เป็นคนรับผลกรรมที่ทั้งสองก่อไว้สนองตัณหาของคนสองวัยนี้ น่าสงสารแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทย แต่ต้องตกอยู่ในกำมือของคนไร้สติ ไม่กลัวเวรกรรม จึงมุ่งทำลายล้างบ้านเกิดเพียงแค่ต้องการกำจัดศัตรูหัวใจคนเดียวเท่านั้น คนไทยรู้กันทั้งเมือง ชาวโลกก็รู้เช่นเห็นชาติของเขาคนนั้นแล้ว แค่ไม่อยากเอ่ยนามให้เป็นเสนียดหรือมลทินแก่ปากเท่านั้น หากมีการชำระบัญชีบาปในยมโลกเขาและคนแก่คนนั้นน่าจะเจอโทษหนักสุดลิ่มที่นรกขุมอเวจีแน่
******************** 9/26/2009 ครู นักเรียน และการลงโทษถาม ครูตีนักเรียนผิดกฎหมายหรือไม่ ? ตอบ ครูหรืออาจารย์ในสถาบันการศึกษามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมานานว่า ครูมีสิทธิ์ตีนักเรียนเมื่อต้องการลงโทษเด็ก และยังมีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ครูตีนักเรียนได้ในหัวข้อการลงโทษนักเรียน เมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญไทยรับรองสิทธิเสรีภาพในร่างกายของบุคคลไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก อีกทั้งยังมีกฎหมายอาญากำหนดบทลงโทษการทำร้ายร่างกายบุคคลไว้ ส่วนกฎหมายแพ่งให้เรียกค่าเสียหายเมื่อถูกทำละเมิดร่างกายได้ ขณะที่กฎระเบียบของกระทรวงฯยังไม่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายต่างๆทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ครูมีสิทธิ์ตีทำร้ายเด็กได้ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อสั่งสอน ขณะที่ชาวโลกได้เปลี่ยนระบบลงโทษเด็กไปจากการตีให้บาดเจ็บหรือเข็ดหลาบสู่ระบบตัดคะแนนหรือวิธีที่ไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกายของเด็กแล้ว ครูหรืออาจารย์สัญชาติไทยยังติดอยู่กับระบบส่งเสริมการตอบโต้ด้วยความรุนแรงอยู่ ดังนั้น ณ ยุคไซเบอร์นี้ การตีนักเรียนด้วยวัตถุใดหรือด้วยมือให้เด็กบาดเจ็บไม่ว่าจะรุนแรงหรือน้อยเพียงใด ล้วนถือเป็นความผิดกฎหมายอาญาและขัดต่อรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิทางร่างกายมิให้ผู้ใดทำละเมิดได้ ถาม นักเรียนมีสิทธิ์ฟ้องคดีเอาผิดกับครูที่ตีเขาได้หรือไม่ ? ตอบ เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจครูตีเด็กโดยหวายหรือไม้เรียวหรือเข็มขัดหนังหรือท่อนเหล็กหรือจับหัวโขกกระดาน ผู้ปกครองของนักเรียนมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นคดีอาญาได้ ส่วนโทษของครูนั้นขึ้นอยู่กับวิธีทำร้ายว่าทารุณเพียงใด ลักษณะบาดแผล ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้เสียหาย ศาลจะใช้ประกอบกับดุลพินิจลงโทษผู้กระทำความผิด นอกจากนั้น ผู้ปกครองยังมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากครูและโรงเรียนที่เป็นนายจ้างของครู ถาม ทำอย่างไรให้ครูใช้วิธีอื่นลงโทษ นอกจากการตีเด็ก ? ตอบ การปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อของครูกับนักเรียนให้เข้ากับกฎหมายในปัจจุบันที่คุ้มครองผู้ใหญ่และเด็กอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งการตีเป็นการส่งเสริมให้เด็กนิยมความรุนแรงโดยตรงและเป็นการแสดงอำนาจระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก มิใช่การใช้เหตุผลพูดคุยกัน กฎเรื่องการลงโทษของกระทรวงศึกษาธิการควรยกเลิกการโบยตีด้วยหวายหรือไม้บรรทัดได้แล้วเพราะขัดต่อกฎหมาย ทำให้ครูหลายคนต้องโทษคดีอาญาเพราะความหลงผิดว่ามีสิทธิทำได้ ทั้งที่การตีกระทำต่อร่างกายของเด็กจัดเป็นการทำร้ายร่างกายอันผิดต่อกฎหมายอาญาและมีโทษจำคุกด้วย หากกระทรวงฯต้องการให้การตีเด็กทำได้โดยชอบ ก็ควรแก้ไขกฎหมายให้คุ้มครองครูเพื่อจะไม่ต้องรับโทษอาญาเหมือนที่กฎหมายของหมอคุ้มครองการฉีดยา การผ่าตัด คนไข้ซึ่งกระทำเพื่อการรักษาอาการป่วยเจ็บ มิใช่การทำร้ายร่างกาย ถาม การลงโทษด้วยการตียังมีใช้ในสังคมโลกอยู่หรือไม่ ? ตอบ ประเทศที่ไม่คุ้มครองสิทธิในร่างกายของคนก็ยังมีใช้กันอยู่บ้าง ณ ปัจจุบันนี้กฎหมายสูงสุดของหลายประเทศจะให้ความคุ้มครองสิทธิในร่างกายของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้หลายประเทศที่เจริญทางจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงวิธีลงโทษจากการตีทำร้ายร่างกายเด็กไปสู่วิธีอื่นที่เหมาะสมและช่วยลดความรุนแรงทางสังคมลง อาทิเช่น การตัดคะแนนความประพฤติ การตักเตือนเด็กด้วยวาจาหรือหนังสือ การยืนนอกห้อง การเขียนรายงานหรือคัดลายมือ การรายงานต่อผู้ปกครอง เป็นต้น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ อังกฤษ และชาติยุโรปอื่น ไม่มีการตีเด็กด้วยไม้เรียวหรือท่อนไม้หรือไม้บรรทัดเหล็กกันมานานแล้ว แต่ไทยยังใช้ระบบลงโทษด้วยการตีอยู่ในโรงเรียนของรัฐหรือของเอกชนบางแห่ง มันบ่งบอกชัดว่า โรงเรียนไทยยังไม่พัฒนาตัวเองให้เข้ากับระบบกฎหมายเยี่ยงอารยประเทศอื่น เด็กไทยยังถูกกดขี่ ข่มขู่ และกระทำอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ในโรงเรียนไทยอยู่ สิ่งที่ได้รับหลังจากเด็กถูกทำทารุณหนัก คือ สภาพจิตใจที่แย่และทัศนคติเลวร้ายต่อผู้อื่น อันอาจส่งผลให้เปลี่ยนตัวเองไปสร้างปัญหาให้สังคมภายหลังก็ได้ หากเจอผู้ใหญ่ที่มีอำนาจช่วยปกป้องคนผิดหรือสถาบันแล้วมุ่งทำลายล้างเด็กให้ย่อยยับเพื่อแก้แค้นที่เปิดเผยความเลวร้ายนี้ มันจักกลายเป็นแผลเป็นในหัวใจของเด็กต่อระบบการศึกษาของคนไทยวันนี้ ************************** เวลาคุมขังผู้ต้องหาของตำรวจเวลาคุมขังผู้ต้องหาโดยเจ้าพนักงานตำรวจ เขียนโดย ลีลา LAW
รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ดังนั้น รัฐจึงมีกฎหมายมารองรับการจำกัดเสรีภาพทางร่างกายอย่างมีขอบเขตเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ โดยไม่ลืมจะคุ้มครองและให้ความยุติธรรมแก่ผู้ที่ถูกจำกัดสิทธิดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกท่านน่าจะรับทราบระยะเวลาที่ตำรวจสามารถคุมขังท่านได้ตามระดับของความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อใช้ปกป้องและโต้แย้งได้หากเจ้าหน้าที่มิได้ทำตามหลักกฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้เมื่อเกิดมีการกระทำผิดขึ้น กฎหมายได้กำหนดขอบเขตในการควบคุมผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดไว้เท่ากับความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี โดยมีการแบ่งเวลาในการควบคุมตัวตามอัตราโทษคดีที่ระบุเป็นข้อกล่าวหาไว้ดังนี้ สำหรับความผิดลหุโทษ ซึ่งหมายถึงคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับไม่เกินอัตราข้างต้น เจ้าพนักงานจะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใคร และที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น คดีเสพย์สุราจนเมาครองสติไม่ได้ และประพฤติตัววุ่นวาย ก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านทั่วไปขณะอยู่ในถนนสาธารณะหรือสาธารณสถานใดๆ อันมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท เมื่อตำรวจจับท่านมา ก็สามารถคุมตัวท่านสอบคำให้การจนกว่าท่านจะมีสติพอบอกชื่อและที่อยู่ปัจจุบัน แล้วอาจทำการเปรียบเทียบปรับโทษแก่ท่านตามแต่ดุลพินิจของตำรวจ เป็นต้น สำหรับคดีอาญาอื่นๆนอกจากคดีลหุโทษ จักมีระยะเวลาในการควบคุมตัวที่ยาวนานกว่า อันเนื่องจากเป็นการให้เวลาพอสมควรแก่ตำรวจในการสอบคำให้การจากผู้ถูกจับโดยตรง มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่า 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน นับแต่เวลาที่มาถึงสถานีตำรวจ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น อาจขยายเวลาได้เท่าเหตุจำเป็น แต่รวมกันแล้วต้องมิให้เกิน 3 วัน โดยสรุปคือ ท่านจะถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจได้สูงสุดไม่เกิน 3 วัน หากต้องการคุมตัวนานกว่านี้ ก็ต้องยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาล ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาที่เจ้าพนักงานสอบสวนหรืออัยการต้องชี้แจงเหตุจำเป็นหรืออาจมีการสืบพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ ศาลจักเป็นผู้พิจารณาโดยพิเคราะห์จากคำร้องและหลักฐานของเจ้าพนักงาน ประกอบกับต้องคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน เมื่อศาลเห็นชอบในการคุมขังผู้ถูกกล่าวหาต่อไป กฎหมายได้กำหนดขอบเขตของเวลาไว้อีกเช่นกัน หากพ้นกำหนดเวลาไปแล้ว บุคคลนั้นจักได้รับการปล่อยเป็นอิสระ โดยใช้อัตราโทษคดีที่ถูกกล่าวหาเป็นเกณฑ์กำหนดระยะเวลาคุมขัง ดังนี้ ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกิน 7 วัน ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่ถึง 10 ปี หรือปรับเกินกว่า 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆกันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 48 วัน ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆกันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 84 วัน อัตราเวลาข้างต้นเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ แต่เพื่อคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา กฎหมายได้กำหนดด้วยว่า เมื่อศาลสั่งขังครบ 48 วันแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรืออัยการต้องการคุมขังต่อไปโดยอ้างเหตุจำเป็นใดๆ ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาแต่งตั้งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยานก็ได้ สิ่งสุดท้ายอันพึงระลึกไว้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา คือ รัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิอันชอบธรรมไว้ว่า “ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้” ดังนั้น หากมีการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ท่านสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญข้อนี้ได้เพื่อความเป็นธรรมและความรอบคอบในการตอบคำถามแก่พนักงานสอบสวน อีกทั้งเป็นการป้องกันการทำร้ายเพื่อบีบคั้นผู้ถูกกล่าวหาตามคำเล่าลือของชาวบ้านที่มีมานานในอดีตด้วย ขอเพียงทุกฝ่ายปฏิบัติตามหลักกฎหมาย ย่อมได้รับความยุติธรรมกันถ้วนหน้า ************************** 9/24/2009 คอร์สอบรมใช้ปืนสั้นอย่างปลอดภัย (TAS 1) เดือน พ.ย.ปืนเป็นอาวุธร้ายแรงที่จะเป็นเพื่อนหรือศัตรูของเราก็ได้ การรู้จักปืนสั้นและวิธีใช้อย่างถูกต้อง ปืนจะเป็นเพื่อนและผู้คุ้มครองตนและครอบครัวได้อย่างดี Thai Tactical Shooting Club หรือ ชมรมเทคนิคใช้ปืน เป็นการรวมตัวกันของผู้ชำนาญด้านปืนและเทคนิคการต่อสู้ป้องกันตัวที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่องปืนและวิธีป้องกันตัวแก่คนทั่วไป โดยเปิดคอร์สอบรมระดับต้นหรือ TAS1 (การใช้ปืนสั้นโดยสัญชาตญาณระดับพื้นฐาน) เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านปืนเลย มีการฝึกยิงเป้าหุ่นคน เป้าพลิก เป้าเหล็กชนิดต่างๆ และเทคนิคการป้องกันตัวให้พ้นอันตรายแบบต่างๆ คอร์สนี้สอนวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 28 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 9.00 – 17.00 น. ค่าอบรม 2,500 บาท ผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถหาความรู้เรื่องปืนได้เท่าเทียมกันในคอร์สอบรมนี้ หากไม่มีปืนของตนเองก็สามารถเช่าปืนจากชมรมได้ในราคา 500 บาท ต่อวัน สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครคอร์สอบรมได้ที่
คุณวรรณพงศ์ 081-9502099 คุณณัฐดนัย 081-9114522 คุณชูเกียรติ 081-6850025 คุณภัทรา 0819075002 หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com
************************* 9/23/2009 เหยื่อบริสุทธิ์กับคนในงานยุติธรรมเมื่อระบบยุติธรรมเพี้ยน เขียนโดย ลูกแก้ว
การเกิดเหยื่อบริสุทธิ์ คนร้ายลอยนวล ย่อมต้องมีผู้ทำให้เกิดขึ้น คำตอบอยู่ที่ กระบวนการยุติธรรมผิดเพี้ยนด้วยการทำงานของบุคคลไม่สุจริตที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือใส่ร้ายบุคคลเพื่อกำจัดศัตรูหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือความสะเพร่าหรือด้วยหลากหลายเหตุผลที่ยกขึ้นเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ตนทำไว้ กฎหมายตราขึ้นเพื่อกำหนดขอบเขตการกระทำของคนในสังคม โดยสร้างกระบวนการยุติธรรมขึ้นด้วยหวังใช้ลงโทษผู้กระทำความผิดและเป็นที่ยอมรับของผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย และคนในสังคม ในทางปฏิบัตินั้นต้องยอมรับกันว่าบุคคลย่อมมีกิเลสตัณหาที่ควบคุมได้แตกต่างกัน บางคนใช้กฎหมายหรือตำแหน่งหน้าที่ในงานยุติธรรมเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สินอันส่งผลต่อการเลื่อนระดับชั้นทางสังคม จึงสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนกระทำความผิดหนีลอยนวลไปได้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า งานยุติธรรมในหลายประเทศย่อมมีจุดบกพร่องมากหรือน้อยแล้วแต่ระบบตรวจสอบในประเทศนั้นจะทำงานได้ดีเพียงใด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนกระทำผิดหนีลอยนวลในประเทศอื่นก็ได้ ทั้งนี้จะขอยกตัวอย่างการเกิดเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนร้ายหนีลอยนวลจากกระบวนการยุติธรรมไทยที่ผิดเพี้ยนจากหลักนิติธรรมอันเกิดจากการกระทำของบุคคลเพื่อให้มองเห็นถนัดตาและมีตัวอย่างให้สัมผัสได้ แต่ละขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมสามารถสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้ายได้ หากเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอนรวมตัวกันสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ จักเป็นเรื่องน่ากลัวในสังคมไทยอย่างมาก อีกทั้งคำพูดที่ว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของจำเลยหรือผู้เสียหาย อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป งานยุติธรรมไทยเริ่มต้นที่ ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ในการจับกุมและสอบสวนคนร้าย ผู้ต้องสงสัย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้กล่าวหา ชี้ตัวคนร้าย สำนวนสอบสวนคดีถือเป็นความลับเพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีในศาลและนำส่งอัยการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นสำหรับคดีนั้น ตำรวจถือได้ว่า เป็นคนตั้งคดีหรือยุติคดีไปเลยก็ได้ ตำรวจมีอำนาจให้ความเห็นในคดีขั้นต้นจากหลักฐานว่า เป็นคดีอาญาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ คดีก็ยุติ ถ้าเป็นคดีลหุโทษ ก็จับปรับให้คดีสิ้นสุดได้ เมื่อตำรวจจับปรับแล้ว ผู้เสียหายจะนำคดีไปฟ้องศาลเองไม่ได้เพราะเป็นข้อห้ามของกฎหมายว่าเป็นการทำคดีซ้ำ ตัวอย่างที่ตำรวจช่วยให้คดีแรงกลายเป็นคดีเบาในพริบตาได้ เช่น นักเลงคุมผับต่อยลูกค้าเลือดอาบ แขนหัก ตำรวจสามารถปรับเงินในความผิดลหุโทษว่าส่งเสียงดังและก่อเรื่องวุ่นวายทำให้คดีนั้นยุติไป ลูกค้าเจ็บตัวฟรี นักเลงก็กลับไปคุมผับได้อีก เป็นต้น อันที่จริงอำนาจของตำรวจนั้นถ้าใช้ถูกคน ถูกกฎหมาย ย่อมช่วยให้สังคมสงบสุขได้ ดังตัวอย่างที่ยกให้มองเห็นข้างต้น ถ้าตำรวจจับนักเลงดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บ จักเป็นการเตือนมิให้เขากระทำผิดอีกหรือช่วยให้สังคมปลอดภัยขึ้น คำถามต่อมาคือ ตำรวจลดทอนโทษในคดีเพื่อสิ่งใด ทุกสิ่งเกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลเสมอ คำตอบคือ ส่วนใหญ่มักมาจากเงินพิเศษที่ทำให้ตำรวจใช้กฎหมายเพื่อแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเงิน อีกวิธีที่ช่วยเหลือคนกระทำผิดหรือสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ได้โดยตำรวจจะดึงพยานหลักฐานออกหรือยัดเยียดพยานเท็จเข้าไป อันส่งผลให้คดีที่ฟ้องศาลมีสำนวนอ่อนเนื่องจากข้อสันนิษฐานของกฎหมายกำหนดว่า ถ้าศาลไม่แน่ใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ให้ยกประโยชน์แก่จำเลย จึงต้องยกฟ้องและปล่อยจำเลยไปหรือแสดงย้ำให้ศาลเห็นความผิดของบุคคลเป้าหมายชัดขึ้น มันจึงไม่แปลกที่จะเห็นข่าวเหยื่อบริสุทธิ์ต้องถูกขังคุกโดยไม่มีความผิดหรือคนร้ายเดินลอยนวลอยู่ในสังคมต่อไป ดังเช่นที่เกิดขึ้นในคดีฆาตกรรมเชอรี่ แอนด์ ดังแคน ซึ่งมีตำรวจเป็นคนทำสำนวนเท็จ ยัดเยียดพยานหลักฐานเท็จ ป้ายสีให้อดีตนักโทษประมาณ 5 คนซึ่งมิได้ฆ่าเด็กสาวลูกครึ่งคนนี้ให้ต้องรับโทษที่ตนมิได้ก่อนานเกือบสิบปี จนกระทั่งฆาตกรตัวจริงที่เป็นตำรวจตายไป ขณะที่นายตำรวจคนหนึ่งสะกิดใจกับข่าวนี้และมีโอกาสอ่านสำนวนคดีตัวจริง แล้วพูดคุยกับผู้ใหญ่จนกระทั่งรื้อฟื้นคดีใหม่และปลดปล่อยเหยื่อบริสุทธิ์ทั้งหมด แต่ก็ช้าเกินไปเพราะพวกเขาตายในคุกด้วยความตรอมใจหลายคนแล้ว เมื่อตำรวจรวบรวมหลักฐานและทำสำนวนคดีประกอบความเห็นแล้วก็ส่งไปให้อัยการตรวจสอบอีกครั้ง กฎหมายให้อำนาจอัยการสั่งสอบพยานเพิ่มเติมจนแน่ใจว่าให้ความเห็นได้ จึงมีคำสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อศาล ถ้ามีความเห็นขัดแย้งกับตำรวจก็ต้องส่งให้ผู้ใหญ่ตัดสินขั้นสุดท้าย กรณีที่ตำรวจเห็นไม่ควรฟ้องและอัยการเห็นพ้องด้วย คดีจักยุติทันที อัยการมีหน้าที่ฟ้องคดีแทนรัฐเพื่อกล่าวหาจำเลยด้วยการนำเสนอข้อกฎหมายประกอบด้วยหลักฐานซึ่งตำรวจรวบรวมไว้ในสำนวนคดี ถ้าเขานำเสนอให้ดูไม่น่าเชื่อถือว่า จำเลยกระทำความผิดหรือแสดงหลักฐานไม่ชัดพอ ย่อมส่งผลต่อคำพิพาษาของศาลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจำเลยและไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหาย อีกทางหนึ่ง อัยการสามารถใช้กฎหมายและประสบการณ์กลั่นกรองข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยบริสุทธิ์หรือผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะกฎหมายให้อำนาจตรวจสอบสำนวนคดีของตำรวจและให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระ อัยการจึงมีบทบาทที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนได้ วันใดที่ตำรวจกับอัยการจับมือกันเพื่อสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้าย สังคมไม่มีวันสงบสุขได้อย่างแน่นอน ที่พึ่งสุดท้ายของงานยุติธรรม คือ ศาล ดังคำกล่าวที่ว่า ศาล เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการขอความเป็นธรรมของจำเลยหรือผู้เสียหาย มันเป็นความจริง เนื่องจากศาลจะเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ที่ตำรวจและอัยการนำเสนอในกระบวนการพิจารณา จากนั้นจึงใช้วิจารณญาณเพื่อให้คำพิพากษาบนพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรมเพื่อความสงบสุขของสังคม อีกทั้งศาลยังมี 3 ชั้นสำหรับคดีทั่วไป คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ยกเว้นศาลทางการเมืองหรือศาลที่มีกฎหมายกำหนดเฉพาะให้มีเพียงระดับเดียว ความยุติธรรมที่อยู่ในมือของบุคคลซึ่งเรียกกันว่า ผู้พิพากษา นั้น ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงว่า เขาหรือเธอเป็นมนุษย์ปุถุชนย่อมมีกิเลสตัณหาซึ่งไม่เคยจำกัดว่าจะมีการศึกษาสูงหรือต่ำ ถ้าควบคุมกิเลสตัณหาไม่ได้ ย่อมสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นหรือสังคมได้เสมอกัน ดังเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผู้พิพากษาใกล้เกษียณท่านหนึ่งเซ็นคำสั่งประกันตัวให้เจ้าพ่อค้ายาเสพติดทั้งที่นโยบายของศาลในเวลานั้นจะไม่ยอมให้ประกันตัวแก่บุคคลระดับชั้นนำขององค์กรค้ายาเสพติดระหว่างประเทศเด็ดขาด แต่เขาให้เหตุผลว่า เซ็นชื่อปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ดูว่าเป็นคดียาเสพติดระหว่างประเทศและอยู่ในระดับแกนนำสำคัญ มิได้มีเจตนาพิเศษใดๆ วิญญูชนเมื่อได้ยินเหตุผลนี้ย่อมตระหนักแก่ใจว่า มันมีเหตุผลบางอย่างที่แอบแฝงในการกระทำของเขาซึ่งทำงานตำแหน่งนี้มาตลอดย่อมมีประสบการณ์และความรอบคอบตามลักษณะวิชาชีพนี้ เมื่อพ่อค้ายาเสพติดคนนั้นหนีไปได้ คงเชื่อกันว่าสิ่งตอบแทนน่าจะสูงทีเดียวเพราะโทษของการค้ายาระดับเจ้าพ่อนั้นคือ ประหารชีวิต แม้ติดคุกก็ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษเหมือนคดีอื่น ถ้ามีคดีในต่างประเทศก็อาจถูกส่งตัวไปพิจารณาคดีที่ประเทศนั้นด้วย มันจึงคุ้มค่าที่จะยอมทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อเอาชีวิตรอดในครั้งนี้ หลายคนสงสัยว่า ผู้พิพากษาจะยอมเสียคนในวัยเกษียณหรือ ? อาชีพนี้ก็มีเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการทั่วไป เหตุไฉนจึงยอมรับเงินร้อน ? คำตอบคือ เขายังเป็นคนที่มีกิเลสตัณหา ยิ่งใกล้เกษียณ บางคนอาจมองเห็นปัญหาด้านสถานภาพการเงินที่แม้จะได้สูงกว่าข้าราชการหน่วยอื่น แต่ก็น้อยกว่าเอกชนอย่างมาก เมื่อเกิดความละโมบที่ยากควบคุมได้ มันก็แค่เกษียณก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่มีเงินใช้สอยไปตลอดชีพที่คุ้มค่าความเสียหายของตน กอปรกับมีอายุเกษียณแล้วจะขอใช้เงินช่วงสุดท้ายในชีวิตให้คุ้มค่า อีกทั้งมั่นใจว่า จะไม่มีคดีติดตัวแน่ เพราะพวกเดียวกันมักไม่ทำร้ายกัน สุดท้ายเรื่องจึงจบที่การไล่ออกหรือปลดออกโดยไม่มีการดำเนินคดีฐานรับสินบน สิ่งคาใจคือ ผลประโยชน์นั้นยังเป็นของผู้รับต่อไป อีกทางหนึ่งที่ศาลจะปล่อยคนร้ายหรือสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ขึ้นด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจในการนำเสนอของอัยการและตำรวจย่อมเกิดขึ้นได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ที่อยู่ในสำนวนคดี แล้วจึงมีคำพิพากษา ดังนั้น ถ้าตำรวจกับอัยการร่วมมือกันนำเสนอหลักฐานเท็จที่แลดูน่าเชื่อถือ ก็ส่งผลต่อคำพิพากษาให้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการได้เช่นกันเนื่องจากมันเกิดขึ้นจากดุลพินิจของผู้ตัดสินคดีซึ่งมาจากผู้มีประสบการณ์ชีวิตหรือการทำงานด้วยระยะเวลาต่างกันอันส่งผลต่อการรู้เท่าทันการทำงานของอัยการหรือตำรวจ อีกทั้งบางท่านยึดติดกับความเชื่อว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคู่ความ ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจศาลสั่งสืบพยานเพิ่มเติมหรือซักถามพยานหรือจำเลยด้วยตัวเองได้ กรณีที่ศาลยังมีข้อสงสัยคาใจอยู่ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีเหยื่อบริสุทธิ์ในคุกไทยด้วยคำพิพากษาของศาล กรณีที่น่ากลัวอันเกิดจากการกระทำของผู้พิพากษา คือ การใช้ดุลพินิจตามคำสั่งของผู้ใหญ่โดยปราศจากจิตสำนึกของมนุษยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพเพื่อทำลายบุคคล แม้จะไม่ได้รับเงินสินบน แต่ด้วยความเกรงกลัวบารมีหรือเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งจักมองเห็นพฤติกรรมด้วยเหตุผลนี้ได้ง่ายจากความเห็นในคำพิพากษาของเขาซึ่งขัดต่อหลักวิญญูชนและบิดเบือนหลักกฎหมายอย่างชัดเจนโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเขา ถือเป็นการทำลายสถาบันศาลให้ย่อยยับและขาดความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนอย่างมาก ในที่สุดที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนก็ไม่มีอีกต่อไปเมื่อมีการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องการกระทำผิดเพี้ยนนี้กับประชาชนที่เห็นขัดแย้งกับเขาโดยไม่ยึดหลักประชาธิปไตยที่ความเห็นต่างกันได้ โดยเขาจะใช้กฎหมายดูหมิ่นศาลลงโทษผู้มีความเห็นแย้งกับดุลพินิจของเขา กฎหมายจึงกลายเป็นอาวุธปิดปากของผู้ที่ไม่เห็นพ้องด้วยอันเสริมให้เขาไม่ต้องหวั่นเกรงประชาชนและทำตามอำเภอใจได้ อีกทั้งยังอยู่เหนือกฎหมายเพราะกฎหมายให้เขาเป็นผู้ตัดสินการกระทำของตัวเองได้ ยิ่งเขาใช้มากเท่าไร มันบอกให้สังคมทราบว่า คำวินิจฉัยนั้นต้องมีบางอย่างซ่อนแฝงไว้ การสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้ายให้ลอยนวลเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขั้นตอน ตำรวจ อัยการ และศาล ดังที่หลายเหตุการณ์ที่รับรู้ในสังคมไทยยืนยันความเชื่อนี้ สิ่งที่สังคมไทยได้เห็นในเวลานี้และเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างมาก คือ ตำรวจ อัยการ และศาล ทำงานร่วมกันยัดเยียดตำแหน่งจำเลยและคุกให้บางฝ่ายบางพวกที่ไม่เห็นพ้องกับฝ่ายตนซึ่งมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง อันส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมไทยผิดเพี้ยนและไม่น่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกดังที่ปรากฏในหลายคดีตั้งแต่มีการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ผู้พิพากษาหลายท่านมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการงานปฏิวัติและการลงโทษนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายปฏิวัติ บางคนก็ได้ดิบได้ดีที่ต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้งจนได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญของหน่วยงานรัฐ ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ด้านบริหารและทำงานตัดสินคดีอย่างเดียวมาตลอดชีวิต ทำให้หน่วยงานดังกล่าวปั่นป่วนอย่างหนักเมื่อผู้บริหารไม่รู้วิธีบริหาร แต่ใช้กฎหมายหรือออกข้อบังคับควบคุมการทำงานอย่างเดียว จึงขาดความยืดหยุ่นและสร้างความอึดอัดใจแก่ผู้ร่วมทำงาน บ้างก็แต่งตั้งให้ไปควบคุมและตัดสินนักการเมืองในองค์กรอิสระ ทั้งที่งานการเมืองต้องมีความยืดหยุ่นสูง มิอาจใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียว แต่ต้องนำหลักรัฐศาสตร์ไปใช้สร้างกฎกติกาสำหรับงานการเมืองด้วย ทั้งนี้เพราะนี่เป็นการตอบแทนจากฝ่ายปฏิวัติที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานที่ช่วยกำจัดนักการเมืองเป้าหมายได้ด้วยผลประโยชน์เป็นเงินทองและตำแหน่งต่างๆ แม้กลุ่มปฏิวัติจะสลายตัวไป แต่พวกเขาก็ยังฝังตัวอยู่ในหน่วยงานเหล่านั้นเพื่อจุดประสงค์ทั้งเพื่อส่วนตัวหรือตอบแทนบุญคุณแก่ผู้มอบโอกาสทองนี้ งานวิชาชีพของเขาไม่หอมหวลเท่าผลประโยชน์เบื้องหน้าแน่นอน หนทางแก้ปัญหาความยุติธรรมผิดเพี้ยนนั้น ต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบงานยุติธรรมให้มีการตรวจสอบและสร้างดุลย์อำนาจขึ้นอย่างเข้มงวดโดยไม่มีการยกเว้นหน่วยงานใด การตรวจสอบให้ได้ความจริงนั้นพิสูจน์กันมาหลายร้อยปีแล้วว่า ตำรวจทำผิด ให้ตำรวจสอบสวน ความจริงมักมีแค่ครึ่งเดียว เพราะเพื่อนย่อมไม่อยากทำร้ายเพื่อน ผู้พิพากษาทำผิด ให้ผู้พิพากษาอีกคนสอบสวน ความจริงอาจหายเป็นหมอกควันได้ด้วยเหตุผลที่ได้ยินเสมอว่า เพื่อรักษาชื่อเสียงของสถาบันไว้จึงต้องไม่มีคนทำผิดเกิดขึ้นในหน่วยงานเด็ดขาด สุดท้ายหลายเรื่องก็เงียบหายไป ส่วนเรื่องที่อยู่ในการเฝ้าจับตาของสาธารณชนก็จำใจลงโทษสถานเบาหรือหาแพะมารับบาปแทนเพื่อให้จบเรื่องไว สิ่งที่คนไทยควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็วคือ หน่วยงานตรวจสอบบุคลากรในงานยุติธรรมทั้งระบบ ไม่มีการยกเว้นให้ศาลด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้ไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบพฤติกรรมของผู้พิพากษาได้ แม้จะบอกว่าศาลมีหน่วยงานตรวจสอบกันเองอยู่แล้ว ก็เกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้นเมื่อเน้นรักษาภาพพจน์ของหน่วยงาน คนทำผิดจึงลอยนวลไปใช้เงินสินบนได้อย่างย่ามใจและไม่รู้จักเข็ดหลาบเพราะรุ่นพี่ก็ทำแล้วได้ดี รุ่นน้องจะอยู่เฉยได้อย่างไร มันจึงเป็นจุดอ่อนของสถาบันศาลในเวลานี้ซึ่งคนไทยสามารถเรียกได้ว่า เป็นแดนสนธยาสุดท้ายของแผ่นดินไทย หน่วยงานใหม่นี้ต้องริเริ่มเล็งเป้าหมายได้ มิใช่รอรับการร้องเรียนก่อน อีกทั้งต้องเป็นผู้ค้นหาหลักฐานเพื่อใช้ลงโทษบุคลากรเหล่านั้นได้ สิ่งที่เป็นปัญหาในการร้องเรียนบุคลากรในงานยุติธรรม คือ คำขู่ของคนรับเรื่องว่า ถ้าหลักฐานไม่ใช่ใบเสร็จรับเงิน คนร้องเรียนอาจต้องเจอคุกเสียเอง ทำให้คนไทยขยาดจะร้องเรียกความเป็นธรรมจากหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานใหม่ต้องปรับทัศนคติว่า ทุกคำบอกเล่าคือ เบาะแสการทุจริตและทำผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นหน้าที่ต้องสืบค้นหาพยานหลักฐานและจับผู้กระทำผิดกฎหมายไปลงโทษให้ได้ สุดท้ายที่จะช่วยให้ระบบยุติธรรมไทยพัฒนาไปสู่ความบริสุทธิ์และน่าเชื่อถือ คือ จิตสำนึกของตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งต้องควบคุมกิเลสตัณหาให้อยู่ในขอบเขตอันควร รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพ และกำจัดความเกรงใจผู้ใหญ่ที่มักสอดแทรกอันส่งผลต่อคำวินิจฉัยของผู้ตัดสินให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักกฎหมายหรือหลักนิติธรรม เนื่องจากหน้าที่การงานของพวกเขาล้วนส่งผลกระทบต่อเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคล จึงควรระวังในการทำงานอย่างมาก โดยเฉพาะควรคำนึงว่า ถ้าตนหรือสมาชิกครอบครัวถูกยัดเยียดข้อหาหรือให้จำคุกโดยความผิดเพี้ยนของกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจากขั้นตอนใด จักเสียใจ คับแค้นใจ และผิดหวังเพียงใด รวมทั้งความเสียหายที่เหยื่อบริสุทธิ์ต้องได้รับอย่างกู้คืนไม่ได้ ส่วนคนร้ายที่หนีไปย่อมมีโอกาสสร้างความเลวร้ายต่อสังคมไทยหรืออาจลามไปถึงลูกหลานของตำรวจ อัยการ หรือศาลที่ร่วมมือกันให้อิสรภาพแก่เขาก็ได้ สิ่งที่ประชาชนพึงระวังตนมิให้เข้าไปอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดีในกระบวนการยุติธรรม คือ ต้องเตือนตนไว้เสมอว่า เรากำหนดเส้นทางชีวิตให้ตัวเองได้เมื่อยังมีอิสรภาพ วันใดที่เราทำละเมิดกฎหมายไม่ว่าจะทำจริงหรือถูกยัดเยียดก็ตาม ชีวิตจะไม่ใช่ของเราอีกต่อไป แต่อยู่ในเงื้อมมือของตำรวจ อัยการ และ ศาล ในการกำหนดว่า เราจะมีชีวิตต่อไปหรือไม่ อย่างไร หากโชคดีอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคนดี มีศีลธรรม ย่อมพบความเป็นธรรมได้ ในทางกลับกันการพบเจอคนเลว ชีวิตจะอับเฉาตลอดกาลดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในคดีฆาตกรรมเชอรี่ แอน ดังแคน ซึ่งตำรวจเป็นคนฆ่า คนทำพยานเท็จและดูแลสำนวนคดีส่งอัยการ ประชาชนต้องตั้งสติทุกการกระทำ เรียนรู้กฎหมายเบื้องต้น ระมัดระวังการใช้ชีวิต เลี่ยงไปในสถานที่อโคจรซึ่งอาจนำพาโชคร้ายมาสู่ท่านได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับบางคน เช่น ไปเที่ยวผับแล้วไปเกี้ยวสาวคนเดียวกับตำรวจหรือเหลือบตาไปมองตำรวจกำลังเมาจัด จึงโดนยัดเยียดข้อหาค้ายาเสพติดที่ค้นได้ในรถเพียงหนึ่งห่อเล็กที่บรรจุไว้สามเม็ด ทั้งที่เขามีสถานภาพทางสังคมที่ดีและยืนยันไม่เคยมียาในรถ ตรวจเลือดแล้วไม่พบยา แต่ยาน่าจะโผล่มาตอนตำรวจขอค้นรถ ผู้ตรวจค้นรถและผู้จับ คือ ตำรวจที่แย่งผู้หญิงคนเดียวกัน มันเป็นการยัดเยียดเพราะความหมั่นไส้กันจึงอยากแผลงฤทธิ์อวดสาวและเบ่งกับหนุ่มคู่แข่ง ญาติพี่น้องต้องจ่ายเงินยุติเรื่องนี้หลายหมื่นบาทเพราะไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงหรือค้าความกัน มันเสียเวลาทำมาหากินของคนสุจริตและถือเป็นการทำบุญฟาดเคราะห์ร้ายไป ตำรวจคนนั้นก็ยังเดินลอยนวลต่อไป หากไม่ไปเที่ยวผับและเกี้ยวสาวแปลกหน้า เขาคงไม่ต้องเจอเรื่องร้ายแรงเพียงนี้ ความเป็นจริงคือ ไม่มีใครทราบแน่ว่า ท่านหรือเขาจะต้องเจอคนเลวทรามในกระบวนการยุติธรรมเมื่อไร จึงทำได้เพียงป้องกันตัวเองไว้ อีกตัวอย่างหนึ่งที่บอกเล่าเป็นเรื่องหัวเราะในวงสนทนาและใช้เตือนสติคนว่า พี่น้องทะเลาะกันเรื่องแบ่งที่ดินมรดก 5 ไร่ แล้วต้องไปให้ศาลพิจารณา ปรากฏผลว่า เบื้องหลังการพิจารณาคดีให้จบเรื่องเร็วที่สุดนั้น พี่น้องต้องสูญเสียมรดกที่ดินให้คนอื่นตามสัดส่วนดังนี้ ทนายได้ 1 ไร่ ผู้ตัดสินคดี 3 ไร่ อีกหนึ่งไร่ที่เหลือก็แบ่งกันระหว่างพี่น้อง อันเป็นข้อเจรจาหลังไมค์เพื่อให้คดียุติโดยเร็วเนื่องจากคดียืดเยื้อจนสองฝ่ายทนรับภาระไม่ได้อีกแล้ว แต่กระบวนการทางคดีเมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเจรจาพูดคุยกันหาข้อยุติเอง ทำให้มือที่สามก้าวเข้ามาล้วงหาประโยชน์โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ข่มขู่ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินคดีในศาลมิใช่จะได้รับความเป็นธรรมเสมอไป แต่อาจเป็นการเปิดโอกาสให้คนเลวทำมาหากินจากหยาดเหงื่อของจำเลยและโจทก์ก็ได้ ดังนั้น การเจรจาแบ่งปันโดยยอมรับและสูญเสียกันบ้าง อย่างน้อยสิ่งที่ได้รับหรือเสียไปก็อยู่ในเครือญาติด้วยกัน แทนที่จะให้คนนอกชุบมือเปิบแบ่งเอาที่ดินที่พ่อแม่ทำมาหากินด้วยความยากลำบากไปเพื่อความสุขของลูกหลานตัวเอง สุดท้ายเพราะการไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนผันกันทำให้คนนอกได้เสพสุขจากที่ดินของพ่อแม่ไปง่ายๆ เงินร้อน ไม่เคยอยู่กับผู้รับได้นาน กรรมที่ก่อไว้ แม้ไม่ได้ตอบแทนกับผู้กระทำ แต่ทายาทอาจต้องชดใช้แทนผู้ก่อกรรมก็ได้ เมื่อท่านปล่อยนักค้ายาไป วันหนึ่งลูกหลานของท่านอาจกลายเป็นผู้เสพยาหรือหุ้นส่วนของเขา หากปล่อยฆาตกรไป วันหนึ่งคนที่ถูกฆ่าตายหรือถูกข่มขืนอาจเป็นลูกหลานของตำรวจ อัยการ หรือผู้พิพากษาที่ช่วยให้เขาได้รับอิสรภาพก็ได้ เหยื่อบริสุทธิ์กับคนร้ายหนีลอยนวลจะไม่เกิดขึ้น ถ้าตำรวจ อัยการ และศาล ทำงานด้วยจิตสำนึกที่ดี รักษาจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด และอยู่ในสายตาหรือการตรวจสอบของประชาชนอย่างใกล้ชิด สังคมไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกมากถ้าประชาชนเอาใจใส่และเรียกร้องขอความเป็นธรรมเพื่อตัวเอง มิใช่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามอำเภอใจเพียงเพราะเขาถือกฎหมายและใช้ได้ฝ่ายเดียว ประชาชนต้องรู้และใช้สิทธิ์ตรวจสอบพฤติกรรมและขั้นตอนการทำงานของพวกเขาได้ ถ้าการทำงานเป็นไปตามกฎหมายและถูกต้องด้วยจิตสำนึกที่ดี คำตัดสินย่อมมีความเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ กระบวนการยุติธรรมไทยจึงสามารถกลับมาอยู่ในจุดที่คนไทยและประชาคมโลกให้ความเชื่อถือได้เหมือนเดิม หากปล่อยให้คำตัดสินหรือตีความสำหรับบุคคลหนึ่งนำไปใช้กับอีกคนหนึ่งไม่ได้เพียงเพราะฝ่ายหลังเป็นตุลาการที่ตีความเรื่องนั้นไว้ จึงควรได้รับยกเว้นการพิจารณา เท่ากับไร้ความเป็นธรรม ดังที่เกิดขึ้นในคดีตีความ ลูกจ้าง ระหว่างอดีตนายกฯในงานออกทีวี กับ ตุลาการองค์คณะที่ออกรายการวิทยุโชว์เสียงและสอนหนังสือที่ได้รับค่าแรง แต่คำตีความสำหรับฝ่ายแรกบอกว่า การรับเงินจากการทำงานถือเป็น ลูกจ้างตามความหมายของพจนานุกรม แต่การรับค่าสอนหนังสือและค่าแรงของฝ่ายหลัง จัดเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงมอบให้ครูอาจารย์หรือวิทยากรในรายการ เราจักมองเห็นความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรม ตามหลักวิญญูชนจากเหตุผลที่ไม่พิจารณาการกระทำของตุลาการท่านนั้น แต่ลงโทษอดีตนายกฯอย่างหนักทั้งที่มีพฤติกรรมเดียวกัน ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมไทยผิดเพี้ยน ถ้าเป็นพวกเขา ก็รอดด้วยสารพัดรูปแบบหรือตีความเข้าข้างให้รอดพ้น หากเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ก็เตรียมตัวตายหรือถูกคุมขังหรือทำลายชื่อเสียงอย่างเต็มที่ ประชาชนมีสิทธิ์โดนหางเลขนี้ถ้าแสดงตนว่า ไม่ฝักใฝ่ผู้ใหญ่ของเขาหรือรัฐบาลติดป้ายของข้า ดังนั้น จึงพึงระวังตนใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ทำผิดกฎหมาย เมื่อต้องพบเจอตำรวจ อัยการ ศาล ต้องไม่แสดงตนว่าชื่นชอบฝ่ายใด เพราะไม่รู้ว่าพวกเขาชอบตรงกับเราหรือไม่ มันจะส่งผลต่อคดีความของท่านในทางเลวร้ายจากอคติส่วนตัว ถ้าไปเจอเจ้าหน้าที่รัฐเลวทราม เลี่ยงการเป็นคดีความในชั้นศาล ตำรวจ อัยการ เพราะทุกขั้นตอนต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมากทั้งที่จ่ายให้รัฐหรือให้บุคคลเพื่อให้คดีเดินหน้าหรือยุติเร็ว ผู้ใหญ่บางคนเตือนลูกหลานหรือเพื่อนฝูงว่า ยอมเก็บขี้หมา ดีกว่าเป็นคดีความในศาล เพราะหมดตัวง่ายๆ ทุกสังคมย่อมมีด้านมืดแทรกอยู่เสมอ งานยุติธรรมไทยก็ไม่พ้นความจริงนี้ด้วย
****************************** |
|
|