Arbel's profileHome of Khowledge & plea...PhotosBlogListsMore Tools Help

Home of Khowledge & pleasure

วัคซีนของชีวิต คือ รู้กฎหมาย เพลินใจกับนิยายคุณภาพ

      ขอบพระคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชมเนื้อหาที่ให้ความรู้และเพลินใจในเว็บนี้ หากต้องการพูดคุย ให้กำลังใจ หรือเสนอความเห็นใด กรุณาเขียนฝากในสมุดเยี่ยมได้ อีกทางหนึ่ง คือ การใช้ Twitter ซึ่งเปิดที่คอลัมน์ Follow Me ก็ได้ 

 

**********************

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
There are no photo albums.
12/2/2009

ใต้เงาบาป 10.2

เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 10.2
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
 

ตอนเช้าวันต่อมา  ก่อนจะถึงเวลาเข้าเรียนศัลย์เดินเข้ามาในห้องพักอาจารย์ตามที่มันตรินีเรียกหา  หญิงสาวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะของหล่อนนั่นเอง

อาจารย์เรียกผมหรือครับ ? “

ได้ข่าวว่าเธอไปทำงานพิเศษที่ศูนย์อาหารหรือ ศัลย์    มันตรินีมองคาดคั้น

ศัลย์มีท่าทางอึกอักบ้าง   ใช่ครับ

เงินไม่พอหรือไง ! “

ผมอยากพึ่งตัวเองบ้าง    ศัลย์ตอบ  แววตามุ่งมั่น   อาจารย์ช่วยผมกับแม่มากแล้วครับ

มันตรินีนิ่งคิดนิดหนึ่ง  จึงกล่าวยอมรับว่า   เมื่อเธอตัดสินใจแล้ว  ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกอย่าหักโหมจนลืมอ่านตำราล่ะ  ศัลย์

ครับ

หญิงสาวอนุญาตให้เด็กหนุ่มกลับไปที่ห้องเรียนได้  จากนั้นหล่อนจึงเดินไปยังบริเวณด้านข้างของโรงเรียนธีระวิทยาซึ่งมีเด็กนักเรียนเดินผ่านไปมาค่อนข้างบางตา  พลันสายตาเหลือบไปเห็นกลุ่มนักเรียนกำลังส่งเงินข้ามรั้วไปให้บางคนที่อยู่ข้างนอก  แล้วกล่องกระดาษใบเล็กก็ถูกส่งข้ามมาให้เป็นการตอบแทน

พวกเธอกำลังทำอะไร ? “   มันตรินีส่งเสียงดัง  ทำให้นักเรียนกลุ่มนั้นสะดุ้งเฮือก

หญิงสาวเห็นเงาของคนภายนอกวิ่งหายไปแล้ว  จึงเดินเข้าไปหาพวกนักเรียน

อาจารย์ตรี ! “   นักเรียนคนหนึ่งครางในลำคอ  ท่าทางหวาดกลัวความผิด

ส่งกล่องนั้นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้    อาจารย์สาวสั่งเสียงเฉียบขาด

เด็กหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจ้องอีกฝ่ายเขม็ง  พลางส่งสายตาไปยังเหล่าลูกน้องที่กำลังยืนรายล้อมอาจารย์สาว

อาจารย์คงไม่อยากเห็นของในกล่องนี้หรอกครับ     ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวอย่างเป็นต่อ  เมื่อเห็นอาจารย์สาวร่างเล็กกำลังถูกพรรคพวกของเขาล้อมไว้อยู่

ฉันยังยืนยันคำสั่งเดิม  วิชัย    หล่อนมองด้วยดวงตาเปล่งประกายวับ  โดยไม่มีท่าทางหวาดกลัว

ถ้าผมไม่ให้ล่ะ  อาจารย์จะทำอะไรพวกผมได้    วิชัยพูดท้าทาย

มันตรินีเหยียดยิ้ม  เธอก็ออกไปจากโรงเรียนนี้ไม่ได้  และอาจถูกไล่ออกถ้าของในกล่องนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

อาจารย์ไม่เห็น  ก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้

อย่าคิดว่าจะไม่มีใครรู้พฤติกรรมของพวกเธอสิ   หล่อนกล่าวอย่างใจเย็น   ฉันเป็นอาจารย์ของพวกเธอจึงพยายามให้โอกาสกลับตัว  ถ้าเธอทำรุนแรงข่มขู่ฉันเท่ากับทำลายอนาคตตัวเองนะ

คำพูดของหญิงสาวทำให้ลูกน้องบางคนมีความลังเลใจ  ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มตวาดเสียงดังใส่มันตรินีว่า   อาจารย์ไม่อยากเดือดร้อนหรือเสียโฉม  ก็อย่ามายุ่งกับเราดีกว่า 

หากคนเป็นอาจารย์ต้องก้มหัวให้กับคำพูดขู่ของลูกศิษย์  คงต้องเปลี่ยนอาชีพแล้ว

คิดว่าผมไม่กล้าทำตามที่พูดรึ ! “   วิชัยล้วงมีดคัตเตอร์ออกมาด้วยความย่ามใจ

 ลูกน้องคนหนึ่งรีบพูดปรามว่า  อย่าทำบ้าๆนะ  ไอ้วิชัย

ไม่สั่งสอนเสียบ้าง  ต่อไปพวกเราจะเดือดร้อน   วิชัยยืนกราน  พลางเดินเข้าใกล้อาจารย์สาวพร้อมมีดในมือ  ดวงตาเป็นประกายกร้าว

มันตรินียืนนิ่ง  น้ำเสียงเย็นเฉียบยามกล่าวว่า   ฉันต้องดูกล่องนั้นให้ได้  ไม่ว่าเธอจะทำอะไรกับใบหน้าของฉันก็ตาม

วิชัยเงื้อมีดเตรียมปาดไปบนใบหน้าเนียนงามของมันตรินี  ทันใดนั้นก็มีมือแข็งแรงยึดข้อมือของเขาไว้แน่น  แรงบีบทำให้มีดนั้นหล่นบนพื้นอย่างง่ายดาย  เข่าทั้งสองของเด็กหนุ่มทรุดลงกับพื้น  สีหน้าเจ็บปวด

พี่สิต ! “   มันตรินีร้องเรียกด้วยความโล่งใจ

สังสิตดึงกล่องในมือของวิชัยมาถือไว้  พลางกล่าวว่า  ตราบใดที่เธอยังเป็นนักเรียนก็ไม่ควรพูดข่มขู่อาจารย์ซึ่งให้ความรู้กับเธอ

วิชัยร้องครางเมื่อสังสิตบิดข้อมือของเขามากขึ้น  สังสิตยังบอกต่อไปว่า   สิ่งที่เธอทำไปเมื่อครู่นี้เป็นนิสัยของนักเลงข้างถนน  ไม่ใช่นักเรียน  ได้ยินชัดไหม  วิชัย

ครับ    วิชัยตอบรับ   น้ำตาซึม

สังสิตปล่อยข้อมือของเด็กหนุ่ม  แล้วหันไปมองเหล่าลูกน้องของวิชัย   ได้เวลาทบทวนตัวเองเสียทีว่า  พวกเธออยากเป็นนักเรียนหรือนักเลงกันแน่  เพราะที่นี่เป็นโรงเรียนจะรับนักเรียนเท่านั้น

เหล่าเด็กหนุ่มก้มหน้างุดกับดวงตาดุกร้าวของอาจารย์หนุ่ม  สังสิตจึงบอกให้กลับไปเข้าห้องเรียน  ทุกคนรีบสลายตัวทันที

ขอบคุณที่มาช่วยทันนะคะ

สังสิตเปิดกล่องเล็กนั้นดู  ก็เห็นเม็ดยาที่บรรจุในถุงพลาสติคจัดวางเรียงไว้  มันตรินีถอนใจยาว

ฉันคิดว่าไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้นะ  พี่สิต

สังสิตยังไม่ทันตอบอย่างใด  ชายหนุ่มร่างสันทัด  ผิวขาวพูดแทรกขึ้นว่า     ถ้าไม่กำจัดปัญหา  โรงเรียนจะไม่สงบแน่  เพราะพวกนี้ทำงานเป็นแก๊งค์นะ

คุณ…… “   มันตรินีหันไปมองเจ้าของคำแนะนำด้วยแววตาวาวโรจน์  หล่อนจำเขาได้ดี  ผู้ชายที่เล่นสควอชกับหล่อนเมื่อวันก่อนนั่นเอง !

พลัชไงครับ    ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม

มันตรินียิ้มตอบ   ไม่นึกว่าจะพบกับคุณอีกนะ

พวกคุณรู้จักกันมาก่อนหรือครับ ? “   สังสิตเอ่ยถามขึ้น  แววตาสงสัย

หญิงสาวไม่ตอบ  แต่กลับย้อนถามอาจารย์หนุ่มว่า   พี่สิตอยู่กับเขาได้อย่างไรคะ ? “

คุณพลัชเป็นเพื่อนกับคุณภัค    สังสิตตอบเสียงเรียบ   เธอขอให้ผมช่วยพาชมโรงเรียนครับ

มันตรินีเลิกคิ้วนิดหนึ่ง  พลางกล่าวล้อว่า   นักธุรกิจอย่างคุณคงไม่สนใจซื้อโรงเรียนนี้หรอกนะ

พลัชหัวเราะ   วันนี้ผมขอเป็นแขกอย่างเดียวครับ

เด็กนักเรียนคนหนึ่งวิ่งมาบอกกับมันตรินีว่า   อาจารย์ใหญ่เรียกประชุมที่ห้องของท่านค่ะ  อาจารย์ตรี

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้   พลางหันมาทางชายหนุ่มทั้งสองคน   ฉันต้องขอตัวก่อนค่ะ

น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสคุยกันนานกว่านี้นะครับ   พลัชเอ่ยยิ้มๆ  ดวงตาเป็นประกาย

มันตรินีอมยิ้มเล็กน้อย  แล้วก้าวเท้าจากไป  พลัชตะโกนถามว่า   คุณยังไม่บอกชื่อเลยนะครับ

ไม่สำคัญสำหรับเราหรอกค่ะ    อาจารย์สาวหันมาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่ม  พร้อมรอยยิ้มเป็นมิตรก่อนจะก้าวเท้าออกไปจากที่นั่น

สังสิตมองชายหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนของภัคธีมาอย่างระแวงใจ  เขารู้สึกมีบางอย่างซ่อนเร้นในแววตาของพลัชที่เขาไม่อาจหาเหตุผลมาชี้แจงได้

คุณคงบอกผมได้สินะว่าเธอชื่ออะไร ? “

มันตรินี ! “  สังสิตตอบเสียงสุภาพ

พลัชยิ้มพึงใจ   ชื่อเพราะจัง

ผมจะพาไปชมโรงเรียนที่ตึกอื่นนะครับ    สังสิตบอกเสียงเข้มขึ้นแล้วก้าวนำไปอย่างเร็ว

 

อาจารย์กิ่งแก้วซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนธีระวิทยาได้รับแจ้งขอความร่วมมือจากตำรวจท้องที่เพื่อตรวจสอบการเสพยาบ้าของเด็กนักเรียนตามที่มีสายสืบรายงานมา  ดังนั้นอาจารย์ใหญ่จึงเรียกประชุมเหล่าอาจารย์เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้  แต่ความเห็นจากที่ประชุมแบ่งเป็นสองฝ่าย  ยังไม่อาจตัดสินได้

เราไม่ควรจะเห็นแก่ภาพพจน์ของโรงเรียน  แล้วปิดบังความจริงนะคะ    มันตรินีพูดเสียงจริงจัง  หลังจากการโต้เถียงได้ผ่านไประยะหนึ่ง

อาจารย์สาวใหญ่คนหนึ่งกล่าวโต้ว่า   ถ้าข่าวรั่วไหลว่านักเรียนของเราเสพยาบ้า  ผู้ปกครองอาจเอาเด็กออกไป  โรงเรียนจะเสียหายมาก

ถ้าปล่อยต่อไปพวกค้ายาบ้าจะกำเริบ  ข่มขู่พวกอาจารย์  สุดท้ายโรงเรียนของเราอาจอยู่ใต้อำนาจของนักเรียนนักเลงนะคะ    มันตรินีโต้เสียงเครียด

เราน่าจะไล่เด็กที่ก่อปัญหานะครับ    อาจารย์บางคนเสนอความคิด

อาจารย์กิ่งแก้วนิ่งคิด   ขณะที่มันตรินีมีทีท่าไม่เห็นด้วยนัก   ฉันไม่คิดว่าการไล่เด็กออกเพียงไม่กี่คนจะแก้ปัญหาการค้ายาหรือการเสพยาในโรงเรียนไปได้นะคะ

อาจารย์หลายคนกำลังจะพูดโต้ขึ้นมา  ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่รีบโบกมือห้ามเสียก่อน

ประธานของโรงเรียนนี้บอกกับเราเสมอว่า  เราต้องให้ความรู้และความรักแก่นักเรียนเยี่ยงเดียวกับลูกหลานของเรา  ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น  อาจารย์จะตัดสินใจง่ายๆโดยไล่เด็กออกไป  ฉันไม่เห็นด้วยค่ะ    มันตรินีกล่าวเด็ดเดี่ยว

อาจารย์กิ่งแก้วมองหนักใจ  ขณะที่อาจารย์ซึ่งสูงวัยที่สุดพูดขึ้นว่า   ควรไล่ตัวปัญหาออกไปก่อน  แล้วค่อยมาแก้ปัญหาที่เหลือ  เราจะได้ไม่ต้องให้ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง  มันเป็นวิธีรักษาชื่อเสียงของโรงเรียนด้วยนะคะ

อาจารย์กิ่งแก้วมีความโอนเอียงไปกับความคิดนี้เช่นกัน

มันตรินีเอ่ยท้วงว่า   การร่วมมือกับตำรวจอาจทำให้เราเจ็บตัวบ้าง  แต่จะทำให้รู้จำนวนเด็กติดยาและแก้ไขได้ตรงเป้าหมาย  ฉันคิดว่าพ่อแม่ของเด็กอื่นจะศรัทธาในโรงเรียนที่เฝ้าดูแลลูกหลานของเขาเต็มที่นะคะ

พูดแบบเด็กๆ ! “   อาจารย์สาวใหญ่คนหนึ่งบอกอย่างเหลืออด  แววตาเหยียดหยัน   โรงเรียนนี้ก่อตั้งมายาวนานกว่าอายุของอาจารย์ตรีเสียอีก  จะให้นำชื่อเสียงมาเสี่ยงกับความเห็นของคุณได้รึ

มันตรินีสะกดกลั้นความโกรธไว้  ยามเอ่ยกับผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ว่า   โรงเรียนในแถบนี้มีหลายโรง  ปกติตำรวจจะไม่มายุ่งหากปัญหานั้นๆยังเล็กอยู่  แต่เขาเดินมาติดต่อกับอาจารย์ด้วยตัวเอง  นั่นแสดงว่าโรงเรียนของเรากำลังมีปัญหาหนักมาก  และเขาคิดว่ามันเกินกำลังที่โรงเรียนจะช่วยตัวเองได้  จึงเสนอตัวเข้ามา

คำพูดของมันตรินีทำให้ทุกคนในห้องประชุมนิ่งเงียบ  ดวงตาทุกคู่แฝงแววครุ่นคิดหนัก

หากเรายังปิดบังต่อไป  ตำรวจคงไม่ยอมอยู่เฉย    มันตรินีบอกเสียงแข็ง   ปัญหาการเสพยาบ้าไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ แต่เป็นระดับประเทศ  มันกระทบต่ออนาคตของเด็ก  พวกคุณซึ่งเป็นอาจารย์ไม่ควรเห็นแก่ชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ของตัวเอง  จนกระทั่งลืมความหมายและหน้าที่ของอาจารย์ผู้ประสาทวิชาความรู้ให้กับเด็กนักเรียน  สถานที่นี้ไม่ใช่บริษัทห้างร้านที่ต้องคำนึงแต่กำไรเป็นหลัก  ธีระวิทยาของเราเป็นโรงเรียนหวังว่าพวกคุณคงไม่ลืมเรื่องนี้นะคะ

มันตรินีพูดจบก็เดินออกไปทันทีด้วยอารมณ์ขุ่นมัว  อาจารย์คนอื่นมีความไม่พอใจหญิงสาวมากกับคำพูดกระทบกระเทียบนั้น  บางคนก็สนับสนุนความคิดของมันตรินี  ทำให้ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่มีความหนักใจยิ่งกับการตัดสินใจในปัญหานี้มาก

 

สังสิตเดินเข้ามาในห้องพักอาจารย์จึงเห็นมันตรินีกำลังเก็บโน้ตบุคส์ส่วนตัวใส่กระเป๋า 

สีหน้าไม่ดีนัก

จะออกไปไหนครับ  คุณตรี

มันตรินีรวบรวมเอกสารบางฉบับใส่กระเป๋าสะพายไหล่อีกใบ  พลางตอบว่า  หมอพรขอให้ไปช่วยงานนิดหน่อย  เดี๋ยวเธอจะขับรถมารับค่ะ

ชายหนุ่มไม่ติดใจมากนัก  เพราะรู้จักหมอพรเพ็ญซึ่งเป็นจิตแพทย์สูงวัยที่ดูแลหญิงสาวมาตั้งแต่เด็กเป็นอย่างดี  ระยะหลังหมอพรเพ็ญกำลังเขียนหนังสือทางการแพทย์  จึงขอให้มันตรินีไปช่วยด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ซึ่งหล่อนก็เต็มใจทำให้เต็มที่

อย่ากลับดึกล่ะครับ  คุณนวลเป็นห่วงคุณมากเพราะไม่ได้ขับรถเอง

มันตรินียิ้มนิดๆ   ถ้าฉันขับรถเอง  ท่านจะห่วงอีกไหม  พี่สิต

คงห่วงมั้ง ! “   เขาตอบ  พลางเอ่ยถามว่า   ได้ยินว่ามีการประชุมเรื่องยาบ้า  ผลเป็น

อย่างไรบ้างครับ

ฉันไม่รู้ ! “   หล่อนตอบเสียงห้วนขึ้น   และอย่าถามว่าเกิดอะไรในนั้น    เพราะฉันไม่อยากพูดถึง  น่าเบื่อที่สุด

สังสิตยืนงง  เมื่อหญิงสาวเดินหิ้วกระเป๋าสองใบออกไปจากห้องนั้นด้วยท่าทางอารมณ์เสียยิ่ง  มันเกิดอะไรขึ้นในห้องประชุมวันนี้นะ………

 

ประธานบริษัท เค พี เอ โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นชายวัยหกสิบปี  ผมขาวโพลน  ร่างสูงสันทัด  ก้าวเท้าเข้ามาในห้องทำงานของปรานต์ อัครชัย ซึ่งเพิ่งเข้ามาเรียนรู้งานในบริษัทนี้เพียงอาทิตย์เดียว  เขาไม่เห็นเจ้าของห้องจึงตั้งใจจะรอพบ  ขณะที่นั่งรอลูกชายอยู่ที่เก้าอี้ของปรานต์  เขาเหลือบเห็นซองสีน้ำตาลเข้มวางอยู่บนโต๊ะ  จึงหยิบมาดูอย่างสนใจเพราะเจ้าของซองเป็นสำนักงานของนักสืบเอกชนที่เขาเคยรู้จักมาก่อน

พลัช ธนวัตร ! “   ขัมน์พึมพำชื่อนั้น  ดวงตาเพ่งมองภาพถ่ายของชายหนุ่มใบหน้าสี่เหลี่ยม  คมเข้ม  ริมฝีปากบางเฉียบ  ผิวค่อนข้างขาว  ดวงตาคมกร้าว  สิ่งที่สะดุดใจของประธานสูงวัยคือ  นามสกุลของชายคนนี้  มันเหมือนกับคนๆหนึ่ง  แต่หนุ่มคนนี้ไม่มีใบหน้าที่ละม้ายกับคนที่เขาคิดถึงเลยสักนิด

ขัมน์นั่งอ่านข้อมูลของพลัช ธนวัตร ที่นักสืบนำเสนออย่างละเอียด  หัวใจของเขาสั่นรัวพลางปิดแฟ้มข้อมูลอย่างแรง

เขาเป็นลูกของคนๆนั้นจริงหรือนี่ ! “  ขัมน์ครางในลำคอ  พลันรู้สึกหวาดหวั่นใจกับ

การปรากฎตัวของครอบครัวธนวัตร  โดยเฉพาะมารดาของพลัช   พัชนี ธนวัตร !

 

 

**********โปรดติดตามตอนต่อไป********

สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย

ใต้เงาบาป 10.1

เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป 10.1
บทประพันธ์ของ "ช่อมณี"
 

มันตรินีนั่งเกร็งตัวเมื่อความเร็วของรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แสดงถึงความใจร้อนของปรานต์ อัครชัยที่ต้องการไปพบเพื่อนของเขา  หล่อนลอบถอนใจบ้างตอนที่เขาลดความเร็วลงยามเข้าสู่บริเวณที่มีรถแล่นไปมามากขึ้น  พลันดวงตาสีเข้มของหล่อนเบิกกว้างเมื่อปรานต์เลี้ยวรถเข้าไปในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งย่านรัชดาภิเษก

นี่คุณ……..”

ปรานต์ไม่สนใจนักกับคำพูดที่ชะงักของหญิงสาว  โดยไขกระจกลงเพื่อสอบถามเด็กหนุ่มที่คอยต้อนรับรถของลูกค้าที่มาใช้บริการ  จากนั้นเขาก็ขับรถตามเด็กหนุ่มไปยังห้องพักที่ต้องการ

เมื่อจอดรถเข้าไปด้านในแล้ว  ปรานต์จ่ายเงินให้เด็กหนุ่มซึ่งรับไว้อย่างพอใจ  มันตรินีเห็นเด็กหนุ่มรูดม่านปิดโดยเร็ว  สายตาของเด็กหนุ่มที่มองหล่อนทำให้ใบหน้าชาวูบด้วยความอายอย่างยิ่ง

เพื่อนของคุณมาทำอะไรที่นี่คะ ? “

ปรานต์มองชั่งใจ  ก่อนจะตอบว่า   นี่คือส่วนหนึ่งของสถานที่ทำงานของเธอ ! “

โรงแรมม่านรูด ! “

ผมเสียใจที่ต้องพาคุณมาที่นี่   เขากล่าวเสียงต่ำ  พลางบีบมือนุ่มของหล่อน  ก่อนจะก้าวออกจากรถไป

มันตรินีถอนใจหนัก  พลางเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่ม  แล้วหมุนไปแจ้งให้ทางบ้านธมนันท์ทราบว่าจะกลับบ้านดึกหน่อย

 

มันตรินีก้าวเท้าเข้าไปในห้องพักซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมไม่ใหญ่นัก  มีเตียงนอนใหญ่วางอยู่กลางห้อง  บนเพดานติดกระจกใส  ห้องน้ำเล็กอยู่ด้านหนึ่งของห้อง  หล่อนเห็นหญิงสาวที่มีผ้าห่มคลุมร่างเปลือยกำลังนั่งสะอื้นไห้อยู่ในอ้อมแขนของปรานต์  สิ่งที่น่าตกใจคือบนเตียงมีรอยเลือดเปื้อนอยู่หลายแห่ง  ตามร่างกายของสาวแปลกหน้ามีบาดแผลขีดข่วน  รอยเขียวช้ำปรากฎอยู่

ใครทำกับคุณแบบนี้ ? “

กัญญายังร้องไห้หนัก  ตัวสั่นเทิ้ม  ฉันอยาก……. “

หญิงสาวผุดลุกขึ้น  แล้ววิ่งไปที่ห้องน้ำโดยเร็ว  เสียงอาเจียนดังเล็ดลอดออกมาให้ทั้งสองได้ยิน

ปรานต์ก้มหยิบเสื้อผ้าของกัญญาซึ่งถูกฉีกจนไม่อาจสวมได้อีก  จึงหันไปบอกกับมันตรินีว่า  ผมจะออกไปซื้อเสื้อผ้ากับยาให้เธอก่อน  คุณช่วยดูแลเธอทีนะ

ฉันไปซื้อให้เองค่ะ

ไม่ต้อง ! “

มันตรินีบอกอย่างใจเย็นว่า  เพื่อนของคุณกำลังต้องการคุณ  ไม่ใช่คนแปลกหน้าอย่างฉัน  ดังนั้นฉันไปซื้อของพวกนั้นเป็นการเหมาะสมแล้ว

แต่มันดึกแล้วนะ  แล้วนี่คือโรงแรม…… “  เขามีอาการลังเล

เชื่อใจฉันได้ค่ะ   หล่อนบอกย้ำ  แล้วเดินออกไปโดยเร็ว

ปรานต์มองตามเจ้าของร่างเล็กด้วยความห่วงใยเช่นกัน  แต่อาการของกัญญาก็ไม่น่าวางใจ

 

หลังจากที่อารมณ์ของกัญญาอยู่ในภาวะปกติพอควร  จึงเล่าเรื่องของลูกค้าคนนี้ที่พูดราวกับว่ารู้จักกับปรานต์  ซึ่งทำให้เขาอดแปลกใจไม่ได้ว่าเคยทำให้ใครแค้นมากเพียงนี้

ผมไม่เคยได้ยินชื่อพลัช  ธนวัตรเลยนะ

กัญญามองอย่างห่วงใย   ฉันสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของเขา  คุณต้องระวังตัวด้วย

เขาเจาะจงฝากคำพูดท้าทายผ่านคุณ……. “  เขากล่าวเสียงเรียบ  แววตาครุ่นคิด

นั่นแสดงว่าเขาเตรียมข้อมูลมาอย่างดี

ปรานต์คะ……. “

ผมจะเตรียมรับมือเอง    เขาเอ่ยขัดขึ้น  ตามองอีกฝ่ายด้วยความห่วงใย  ตอนนี้ผมอยากให้คุณรักษาตัวเองก่อน

ฉันถือเป็นคราวเคราะห์ ! “

คุณไม่คิดเลิกบ้างหรือ กัญญา    ปรานต์กล่าวขึ้น  สีหน้าจริงจัง

กัญญายักไหล่   เมื่อเรายังทำงานร่วมกันได้  คุณคงไม่เลิกจ้างฉันหรอกนะ

ผมรู้สึกไม่ยุติธรรมที่ทำกับเพื่อนแบบนี้

ผู้หญิงอย่างฉันไม่มีคุณค่ามากนัก  หากฉันช่วยคุณได้ด้วยอาชีพนี้  ฉันก็เต็มใจทำเพื่อคุณ ปรานต์

ดวงตาที่ฉายแววแห่งความรักและภักดีของกัญญาทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดแกมซาบซึ้งกับน้ำใจของหญิงสาวผู้นี้เหลือเกิน

กัญญา ! “   ชายหนุ่มโอบกอดร่างของกัญญาเพื่อนสนิทที่มีผ้าห่มคลุมร่างนั้นไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ   ผมยืนยันเสมอว่า  อยากให้คุณมีชีวิตที่ดีกว่านี้  เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง  เริ่มต้นชีวิตใหม่เถอะ

คุณยังอยู่ใกล้ชิดกับฉันได้เหมือนเดิมหรือเปล่าล่ะคะ    กัญญามองคาดคั้น  แววตาขมขื่น  ทุกวันนี้ฉันมีโอกาสเห็นคุณ  หากฉันเปลี่ยนไป  เรายังพบกันได้อีกหรือ

คุณคิดมากไปแล้ว  กัญญา

เสียงประตูเปิดทำให้ทั้งสองผละออกจากกันโดยเร็ว  มันตรินีชะงักเล็กน้อยกับภาพของทั้งสองที่เพิ่งสวมกอดกันเมื่อครู่นี้

ฉันได้เสื้อผ้ากับยารักษาบาดแผลแล้วค่ะ   มันตรินีวางสิ่งของไว้บนเตียงแล้วขอตัวไปรอข้างนอก

กัญญาตะลึงนิ่งเมื่อเห็นใบหน้าของมันตรินีถนัดตา  ขณะที่ปรานต์มองตามเจ้าของร่างเล็กด้วยแววตากังวล

เธอคือผู้หญิงในภาพที่คุณติดตัวไว้เสมอนี่นา ! “   กัญญาพึมพำเสียงขื่น

ปรานต์ถอนใจยาว  พลางกล่าวกับกัญญาว่า  อาบน้ำ  เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่  เดี๋ยวผมจะทายาให้เอง

กัญญาทำท่าจะเอ่ยบางอย่าง  แต่นัยน์ตาคมดุของเขาทำให้หล่อนจำใจนำเสื้อผ้าใหม่เดินเข้าห้องน้ำไป

 

มันตรินีทรุดนั่งที่เบาะหน้าของรถด้วยหัวใจสั่นรัว  ภาพของปรานต์กับกัญญายังติดตาของหล่อนอยู่  เสียงเพจเจอร์ดังขึ้นทำให้หล่อนสะดุ้ง  เมื่อก้มอ่านข้อความจึงคว้าโทรศัพท์มือถือของปรานต์  แล้วหมุนไปยังบุคคลที่เรียกหล่อนอยู่

ฉันจะส่งต้นแบบให้เร็วที่สุด  ส่วนงานทดสอบคงให้เวลาได้ตอนบ่ายโมง  คุณเตรียมห้องไว้นะ  สงสัยต้องใช้หลายชั่วโมงค่ะ

สักพักหล่อนจึงวางสาย  พลางถอนใจเฮือกใหญ่   พรุ่งนี้ต้องลุยงานใหญ่  กลับบ้านมีหวังต้องใช้ยานอนหลับหลายเม็ดหน่อย  เดี๋ยวไม่มีแรงสู้

ไม่ยักรู้ว่าคุณใช้ยาด้วยนะ    ปรานต์มองเอาเรื่อง

มันตรินียักไหล่เล็กน้อย  แล้วตอบเสียงสะบัดว่า   ปกติฉันค่อนข้างหลับยาก  นอกจากได้อ่านหนังสือ  แต่วันนี้ทำให้ฉันเหนื่อย  อาจต้องใช้ยานอนหลับช่วยบ้าง  ม่ายงั้นคงหมดแรงทำงานในวันพรุ่งนี้

มันทำลายสุขภาพนะ

ฉันรู้จักใช้อย่างเหมาะสมหรอกน่า    หล่อนบอกอย่างรำคาญเต็มที

ปรานต์มองหญิงสาวนิ่ง  ขณะที่มันตรินีถามขึ้นว่า   เพื่อนของคุณล่ะ ? “

ผมให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้  ปรานต์เอ่ยถามอย่างข้องใจว่า   คุณไปเอาของพวกนั้นมาจากไหนล่ะ ? “

มันตรินีหัวเราะคิก  ก่อนจะเล่าเสียงใสว่า  ฉันซื้อยาจากร้านขายยาตรงข้ามโรงแรมนี่เอง  คนขายคงเห็นฉันออกจากที่นี่  ยังเสนอขายถุงยางด้วยนะ

ชายหนุ่มไม่ได้นึกขำเท่าไร  ขณะที่อีกฝ่ายยังบอกต่อไปว่า   ส่วนเสื้อผ้าฉันก็ขอซื้อจากเด็กหนุ่มที่เฝ้าโรงแรมนี่แหละ

ทำไมจึงไปซื้อจากเขาล่ะ ? “   เขาถามด้วยความสงสัยปนทึ่ง

เมื่อก่อนตอนเรียนที่ญี่ปุ่นฉันเคยมีเพื่อนทำงานพิเศษภาคดึก  เขามักมีเสื้อผ้าอีกชุดไว้เปลี่ยนตอนกลับบ้าน  ฉันจึงลองไปถามเด็กนั่นไงล่ะ

ช่างคิดจังนะ

ตรีซะอย่าง ! “   หล่อนยิ้มภูมิใจนิดๆในการแก้ปัญหาของหล่อน

ปรานต์มองชั่งใจเล็กน้อย ก่อนจะถามไปว่า   คุณไม่ถามผมเรื่องของกัญญาบ้างรึ

ฉันไม่ชอบรู้เรื่องของคนอื่น   หญิงสาวตอบเสียงเข้ม   อีกอย่างสิ่งที่ฉันอยากรู้ก็ได้รู้แล้ว  จึงไม่ต้องถามอีก

คุณรู้อะไร ? “

เพื่อนของคุณมีอาชีพขายบริการ    หล่อนตอบอึกอักเล็กน้อยในตอนท้าย   เธอกับคุณเป็นเพื่อนกัน  แต่สนิทมากแค่ไหน  ไม่ใช่เรื่องของฉัน  มันเป็นเรื่องที่พี่ภัคต้องจัดการเอง

คุณเข้าใจถูกเพียงครึ่งหนึ่ง

มันตรินีมองชายหนุ่มอย่างค้นหา   ผิดตรงไหน ? “

ชายหนุ่มยังไม่ทันจะตอบ  กัญญาซึ่งสวมชุดเสื้อยืดสีหมอง  กางเกงยาวสีเข้มเปิดประตูออกมาเสียก่อน

ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วค่ะ  ปรานต์

มันตรินีเบือนหน้าไปมองที่อื่น  ขณะที่ชายหนุ่มกล่าวตอบว่า  เดี๋ยวจะให้คุณตรีช่วยทายาให้นะ

มันตรินีหันขวับมาจ้องตาวาว  ชายหนุ่มบอกเสียงเย็นว่า   คุณช่วยมามาก  คงไม่ขัดข้องถ้าจะช่วยให้ตลอดนะ  คุณตรี

ฉัน…… “

กัญญากล่าวขัดว่า  ฉันจัดการไปแล้ว  เรากลับกันเถอะค่ะ

ก็ได้   ปรานต์รับคำ  ดวงตาเป็นประกายระยับเมื่อเห็นมันตรินีค้อนขวับใส่เขา 

มันตรินีทำท่าจะเปลี่ยนไปนั่งเบาะหลัง  แต่ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนว่า  คุณอยู่ที่เดิมแหละ  กัญญาจะได้นอนพักในเบาะหลังระหว่างเดินทาง

มันตรินีจำใจนั่งเหมือนเดิม  สีหน้างอง้ำ  ปรานต์ชำเลืองมองด้วยรอยยิ้มพอใจ 

รถยนต์ของปรานต์แล่นออกมาจากโรงแรมม่านรูดสักพัก  มันตรินีหันไปส่งห่อขนมให้กัญญาอย่างมีน้ำใจ

คุณคงจะหิว  ทานขนมรองท้องสักหน่อยสิคะ

กัญญายิ้มเซียว  ขอบคุณค่ะ

แล้วผมล่ะ  ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนะ    เขาถามเชิงล้อ

มันตรินีตอบเสียงรัวว่า   ไม่มีทางได้กินขนมของฉันหรอก  คนปากไม่ดี

ปรานต์เหลือบตาไปที่หญิงสาวซึ่งสะบัดหน้าไปมองข้างทาง  แล้วส่ายศีรษะไปมา  ขณะที่กัญญาสังเกตเห็นความเอื้ออาทรจากน้ำเสียงและคำพูดของชายหนุ่มที่มีให้เจ้าของร่างเล็กแสนงอนด้วยความสะท้อนใจยิ่ง

 

เย็นวันต่อมาพลัชในชุดวอร์มสีสดทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างหน้าห้องเล่นสคอวช  พลางกวาดตามองหาคนๆหนึ่งซึ่งคาดหวังจะได้พบ  เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงเขาจึงรู้สึกผิดหวังที่ไม่มีแม้แต่เงาของคนๆนั้น  ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างเคืองใจ

ทำไมคุณไม่มาเล่นอีกนะ  คุณตรี    พลัชพึมพำ  ดวงตาฉายแววครุ่นคิด

คุณพลัช

เสียงเรียกของหญิงสาวทำให้พลัชเหลียวไปมองอย่างแปลกใจ   คุณภัคธีมา

คุณจะเล่นสคอวชหรือคะ ? “

พลัชยิ้มเรียบ  ทีแรกนึกจะเล่น  แต่พอมาถึงก็ไม่อยากเล่นเสียแล้ว

ห้องเล่นของเราไม่ดีหรือเปล่าคะ ? “

ดีมากครับ  เพียงแต่ผมไม่มีอารมณ์จะเล่นเท่านั้น

เจ้าของดวงหน้ารูปไข่พูดเดาว่า  เพราะไม่มีคู่เล่นหรือไงคะ ? “

คุณจะอาสาเล่นกับผมไหมล่ะครับ ? “

ภัคธีมาโบกมือปฏิเสธทันที   ฉันไม่ชอบเล่นหรอก  แต่ญาติของฉันสิเล่นเก่งมาก  ถ้าคุณได้เล่นด้วย  อาจสนุกก็ได้นะคะ

ดวงตาของพลัชเป็นประกายเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงผู้เป็นญาติ  คุณแนะนำให้ผมสิ

ภัคธีมาอมยิ้ม   คนๆนั้นเป็นอาจารย์  และไม่ค่อยมีเวลาว่าง  สงสัยคุณต้องผิดหวังเสียแล้วค่ะ

พลัชแกล้งตีสีหน้าผิดหวัง   น่าเสียดายจัง

ทำไมไม่ชวนคุณไอรีนล่ะคะ ? “

เธอไม่ชอบเล่นเหมือนคุณ

ภัคธีมานิ่งไป  ขณะที่พลัชนึกบางอย่างได้  จึงเอ่ยถามขึ้นว่า   ผมทราบว่าคุณมีโรงเรียนด้วยใช่ไหมครับ ? “

ใช่ค่ะ   หญิงสาวมองอย่างไม่เข้าใจความประสงค์ของเขา

ก่อนจะกลับผมอยากเห็นโรงเรียนของไทยสักครั้ง  คุณจะช่วยได้ไหมครับ

ภัคธีมานิ่งคิด  ยามสบนัยน์ตาคมกริบของพลัช  ทำให้หล่อนตอบไปว่า

พรุ่งนี้ตอนสายฉันต้องไปทำธุระที่โรงเรียน  เราไปด้วยกันก็ได้ค่ะ

ตกลงตามนี้นะครับ   พลัชพูดย้ำ  เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับ  เขาจึงกล่าวอำลาหญิงสาวเพื่อกลับห้องพัก  บางทีครั้งนี้เขาอาจได้พบสิ่งที่ต้องการก็ได้

                                                                         ************* โปรดติดตามตอน 10.2 ***************

สงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย

12/1/2009

คอร์สอบรมใช้ปืนสั้นอย่างปลอดภัยขั้นกลางTAS 2 เดือนธ.ค.

การใช้ปืนอย่างปลอดภัยมิใช่แค่การรู้จักส่วนประกอบของปืนเท่านั้น แต่ต้องรู้อันตรายของมันอย่างชัดเจนซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่อยู่ในคอร์สอบรม TAS 1 หากต้องการรู้จักใช้ปืนในหลากหลายสถานการณ์อย่างปลอดภัย วิธีแก้ปัญหาเมื่อปืนติดขัด การยิงเป้าเคลื่อนที่ การเอาตัวรอดจากสถานการณ์ด้วยปืนอย่างปลอดภัย เป็นความรู้ที่ผู้ฝึกจะได้รับจากคอร์สอบรมใช้ปืนอย่างปลอดภัยขั้นกลาง คือ TAS 2 คอร์สนี้จะทำการอบรมประจำเดือน ส.ค. ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 12 – 13 ธันวาคม นี้ ค่าฝึกอบรม 4,500 บาท ผู้ที่เคยผ่านการอบรมขั้นพื้นฐานมาแล้วเหมาะในการเพิ่มความรู้ต่อไปด้วยคอร์สนี้ สนใจสอบถามรายละเอียดหรือสมัครอบรมได้ที่

 

คุณวรรณพงศ์ 081-9502099             คุณณัฐดนัย 081-9114522

              คุณชูเกียรติ  081-6850025                 คุณภัทรา  0819075002

        คุณกฤษติกา  084-0795144

              หรือ เว็บไซด์ของชมรม ที่ www.thaitas.com

 

********************

11/30/2009

การฟอกเงินกับหนี้นอกระบบ

งานฟอกเงิน กับ หนี้นอกระบบ

เขียนโดย  แก้วมณี

 

เจ้าหนี้ทางการเงินในประเทศไทยแบ่งเป็น บุคคลธรรมดา และ สถาบันการเงิน แต่ละสถานภาพล้วนมีกฎหมายควบคุมระเบียบปฏิบัติไว้โดยเรียกกันง่ายๆว่า หนี้ในระบบ ขณะที่มีการเกิดขึ้นของเจ้าหนี้อีกแบบหนึ่งซึ่งอาศัยความยุ่งยากซับซ้อนของกฎหมายที่ทำให้คนยากจนซึ่งขาดคุณสมบัติที่กำหนดไว้ใช้บริการกู้ยืมเงินโดยแลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายบัญญัติไว้ที่เรียกกันชินหูว่า หนี้นอกระบบ แต่มิได้หมายความว่า กฎหมายไม่ได้ดูแลหนี้นอกระบบ เนื่องจากมีบทลงโทษจำคุกสำหรับเจ้าหนี้นอกระบบไว้ แต่เป็นการสมยอมหรือจำยอมเพื่อแลกความสะดวกในการกู้ยืมเงินระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นเหตุให้หนี้นอกระบบเจริญเติบโตต่อไปได้

รัฐบาลทักษิณเคยมีนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบที่เป็นคนยากจนเพื่อช่วยให้มีโอกาสในชีวิตอีกครั้ง เขามีวิธีคิดแตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบันซึ่งส่งผลไม่เหมือนกันและอาจเป็นผลร้ายระยะยาวต่อลูกหนี้ ลองดูวิธีทำงานเพื่อจัดการหนี้นอกระบบสมัยทักษิณก่อนซึ่งใช้หลักกฎหมายและหลักรัฐศาสตร์เป็นพื้นฐาน หนี้นอกระบบมิได้มีด้านร้ายอย่างเดียว สิ่งดีของหนี้ประเภทนี้คือ ช่วยเหลือคนยากจนให้ผ่านพ้นเวลาวิกฤตในชีวิตไปได้ในจังหวะเหมาะสม เป็นที่รู้กันดีว่ากฎระเบียบกู้ยืมเงินของหนี้ในระบบเพื่อคัดกรองลูกหนี้ชั้นดีไว้โดยมักมีหลักประกันและต้องมีอาชีพมั่นคง ระดับเงินเดือนเหมาะสมกับสินเชื่อ ขณะที่คนยากจนย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นหนี้ในระบบได้ แต่ความจำเป็นในชีวิตยังคงอยู่ ทางเลือกสุดท้ายที่ไม่อยากได้ แต่จำเป็นต้องรับข้อเสนอสุดโหดด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว พวกเขายอมเป็นหนี้นอกระบบเพื่อเอาชีวิตรอด ส่วนเจ้าหนี้ก็หวังอยากได้เงินต้นคืนทั้งหมดและผลประโยชน์สูงสุดให้คุ้มค่ากับความเสี่ยงของเขา ดังนั้น นโยบายแก้ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้จึงอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจเหตุจำเป็นของลูกหนี้และบริหารความต้องการของเจ้าหนี้ให้สมดุลย์

คณะทำงานแก้ปัญหาหนี้นอกระบบสมัยรัฐบาลทักษิณยึดกฎหมายนำทางด้วยการเรียกเจ้าหนี้มาเจรจาก่อนเนื่องจากกฎหมายไทยอนุญาตให้เจ้าหนี้ประเภทบุคคลธรรมดาเรียกอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์แค่ ร้อยละ 0.75 ต่อปี  ผู้ใดเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจักมีโทษจำคุก ส่วนเจ้าหนี้นอกระบบคิดดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เมื่อคิดเป็นรายปีจักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดทุกราย บางรายสูงถึงร้อยละ 36 ต่อปี เขาคัดกรองเจ้าหนี้ที่ไม่มีสัญญากู้ออกไปเพราะมิใช่เจ้าหนี้ตามกฎหมาย หากทวงหนี้โหดก็ดำเนินคดีอาญาและไม่ต้องคืนเงินทางแพ่งด้วยเพราะมิใช่เจ้าหนี้ลูกหนี้กันโดยแจ้งสิทธิต่างๆให้ลูกหนี้รับทราบพร้อมกับปรามคนอ้างตนเป็นเจ้าหนี้ประเภทนี้ด้วย กรณีมีสัญญากู้และเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราก็เจรจาให้ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้ายอมรับจำนวนเงินกู้ที่คณะทำงานเสนอไว้ จึงได้รับชำระหนี้คืนทั้งหมดโดยมีการเปลี่ยนเจ้าหนี้จากบุคคลธรรมดาไปเป็นสถาบันการเงินของรัฐตามวงเงินที่กำหนดในนโยบายรัฐ ส่วนใหญ่เจ้าหนี้นอกระบบรู้ตัวดีว่าคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและมีโทษจำคุกแน่ สัญญากู้ที่ถือไว้ก็ไม่กล้าไปฟ้องศาลอยู่แล้วจึงใช้วิธีทวงหนี้โหดเป็นหลัก เมื่อข้อเสนอของรัฐทำให้เขาได้เงินต้นกับดอกเบี้ยบางส่วนคืนและอัตราดอกเบี้ยก็สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมากแล้ว จึงไม่ยากที่จะรับข้อเสนอนี้

ส่วนลูกหนี้ก็ไม่ต้องอยู่หวาดผวาเมื่อเปลี่ยนไปเป็นหนี้กับสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่ามาก จึงไม่ยากที่พวกเขาจะทำได้ การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้จึงช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบให้พ้นภัยร้าย แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้หลายครอบครัว นอกจากนั้นคณะทำงานยังเน้นให้ลูกหนี้รู้จักการทำบัญชีครัวเรือนเพื่อจัดระบบใช้เงินและรายได้ของตนด้วยเพื่อมิให้ต้องกลับไปสู่วงจรหนี้นอกระบบอีก

นโยบายจัดการหนี้นอกระบบของรัฐบาลปีพ.ศ.2552 เน้นให้ลูกหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนจำนวนหนี้โดยกำหนดระเบียบที่ยากลำบากใจแก่คนยากจน เช่น สัญญากู้ต้องระบุเจ้าหนี้ให้ชัดเจน ไม่จำกัดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเดิม ต้องมีคนหรือที่ดินค้ำประกันหนี้ใหม่ของสถาบันการเงิน ไม่มีขั้นตอนการเจรจาเพื่อลดหนี้สินให้เป็นธรรม และอื่นๆ เจตนารมณ์ของรัฐบาลคือ เปลี่ยนหนี้นอกระบบไปอยู่กับสถาบันการเงินทั้งจำนวน แม้จะรู้ว่าจำนวนหนี้นั้นรวมอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ แล้วยังมีโทษจำคุกแก่เจ้าหนี้ด้วย มันเท่ากับรัฐสนับสนุนการทำผิดกฎหมายด้วยการใช้เงินคืนแก่คนทำผิดกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้ จำนวนเงินที่เป็นหนี้นอกระบบถูกเปลี่ยนมาอยู่กับสถาบันการเงินเท่ากับช่วยฟอกเงินทุจริตให้ขาวสะอาดผ่านระบบการเงินของประเทศ ลูกหนี้แบกหนี้ที่ไม่เป็นธรรมไว้ แค่เปลี่ยนเจ้าหนี้และอัตราดอกเบี้ยใหม่เท่านั้น อีกทั้งหนี้เดิมไม่ผูกพันทรัพย์สินอื่นหรือบุคคลอื่น หนี้ใหม่ต้องพ่วงทรัพย์สินหรือผู้อื่นไว้กับลูกหนี้ มันเป็นการช่วยเหลือเจ้าหนี้นอกระบบได้รับเงินสะอาดคืนไปทั้งจำนวนเพื่อไปปล่อยกู้ผิดกฎหมายอีกและเพิ่มภาระแก่ลูกหนี้ในหนี้ใหม่ที่มีอำนาจบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินหรือบุคคลได้ด้วย ดังคำลือในสังคมไทยว่า รัฐบาลรับการช่วยเหลือจากเงินนอกระบบ นโยบายรัฐต้องตอบแทนบุญคุณแก่กลุ่มเจ้าของเงินก้อนนั้นด้วย นี่เป็นเวลาที่ต้องทำเพื่อพวกเขาแล้ว

การเปลี่ยนเจ้าหนี้ด้วยจำนวนเงินที่ไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ลูกหนี้หรือคนยากจนต้องแบกหนี้อยุติธรรมไว้ แถมด้วยกฎระเบียบการค้ำประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สินที่เคร่งครัด ทำให้คนยากจนซึ่งขาดสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้วมิอาจเข้าสู่การจัดโครงสร้างหนี้ใหม่ครั้งนี้ นโยบายรัฐนี้ดูสวยงาม แต่ขั้นตอนปฏิบัติข้ามส่วนสำคัญไปทำให้คนยากจนต้องแบกหนี้อันไม่เป็นธรรมไว้และช่วยฟอกเงินสกปรกเป็นเงินสะอาดผ่านสถาบันการเงิน มันมิใช่การแจกเงิน แต่มุ่งช่วยฟอกเงินดำของเจ้าหนี้นอกระบบด้วยการใช้คนยากจนเป็นข้ออ้างเพื่อตอบแทนบุญคุณกลุ่มนายทุนนอกระบบที่ช่วยเหลือทางการเงินแก่คณะปฏิวัติและตั้งรัฐบาลใหม่ มันช่วยให้มองเห็นเบื้องหลังนายทุนที่ลือกันหนาหูมานานว่า นายทุนนอกระบบ เป็นผู้มีพระคุณของรัฐบาลชุดนี้ชัดขึ้น

สิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบซึ่งเป็นคนยากจนที่ขาดคุณสมบัติขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้น ควรทำเป็นองค์รวม คือ สร้างเศรษฐกิจให้แข็งแรง ทำมาค้าขายคล่อง รายได้ดี เคร่งครัดในการกำจัดสินเชื่อเถื่อนที่เอาเปรียบคนอื่น ให้ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อรักษาสิทธิทางกฎหมายของลูกหนี้ สร้างแหล่งสินเชื่อของรัฐและเอกชนสำหรับคนยากจน ให้ความรู้แก่ประชาชนในการคุมรายได้ รายจ่าย ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน ให้โอกาสพัฒนาความรู้และฝีมือของชาวบ้านที่นำไปทำมาหากินหลากหลายขึ้น ถ้าจะปรับโครงสร้างหนี้ก็ต้องแยกเงินต้นและอัตราดอกเบี้ยให้ถูกกฎหมายก่อน มิใช่การจ่ายคืนเต็มจำนวนที่สอดแทรกอัตราดอกเบี้ยผิดกฎหมายเข้าไปด้วยเท่ากับเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำความผิดชัดเจน อย่าใช้คนยากจนหรือลูกหนี้นอกระบบเป็นข้ออ้างเพื่อฟอกเงินจากการทำผิดกฎหมายให้เจ้าหนี้เงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราในกฎหมาย มันหมายความว่า รัฐบาลกำลังสนับสนุนผู้กระทำความผิดกฎหมายด้วยการช่วยฟอกเงินดำให้สะอาดโดยเจตนาชัดเจน

 

*******************************

11/28/2009

พยายามฆ่าทางอากาศมีหรือไม่ ?

         ถาม       ความผิดฐานฆ่า กับ พยายามฆ่า ต่างกันอย่างไร ?

               ตอบ       ความผิดฐานฆ่า คือ การลงมือกระทำเพื่อให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายสำเร็จแล้วหรือตายแน่ เช่น ใช้มีดแทงตาย ปืนยิงตาย ปาระเบิดให้คนตาย เป็นต้น ส่วนพยายามฆ่า คือ ลงมือกระทำด้วยเจตนาให้คนตาย แต่การกระทำนั้นไม่อาจทำให้เขาตายได้หรือเรียกกันว่า ยังไม่ตาย เช่น มีดแทงถูกท้อง แต่ไม่ตาย ปืนยิง แต่ไม่ตายเพราะปืนขัดลำกล้องหรือยิงพลาดเป้า ปาระเบิด แต่ระเบิดไม่ทำงาน เป็นต้น

               ถาม       ความตายทางกฎหมายคืออะไร ?

               ตอบ       กฎหมายตีความหมายของคำว่า ตาย หมายถึง การไม่มีลมหายใจแล้ว ส่วนทางการแพทย์นั้นความตายหมายถึง เกิดภาวะสมองตาย แม้ใช้เครื่องมือช่วยพยุงลมหายใจก็ตาม ความเห็นของแพทย์มองว่า ผู้ที่เกิดภาวะสมองตายก็คือ คนตาย นั่นเอง ทั้งนี้เพราะทางกายภาพเมื่อสมองตาย ภาวะการหายใจจะล้มเหลวโดยธรรมชาติในเวลาไม่ช้า จึงสามารถตีความคำว่า คนตาย ได้ตั้งแต่มีภาวะสมองตายเกิดขึ้น หากเกิดคดีความที่ต้องใช้ความหมายของคนตาย ก็ต้องยึดถือความเห็นของศาลฎีกาที่ใช้เป็นบรรทัดฐานมานานแล้วว่า คนตาย คือ คนไม่มีลมหายใจแล้ว

               ถาม       ข้อกล่าวหาของตำรวจที่ว่า พยายามฆ่าทางอากาศ บัญญัติไว้ในกฎหมายใดของไทย ?

               ตอบ       กฎหมายอาญาไทยมีเฉพาะความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าโดยใช้อาวุธหรือเครื่องมือเทียมอาวุธเท่านั้น ไม่มีการบัญญัติฐานความผิดพยายามฆ่าทางอากาศไว้ จึงลงโทษผู้ใดด้วยข้อกล่าวหานี้ไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง การพยายามฆ่าต้องมีการลงมือกระทำการฆ่าเสียก่อน แต่กระทำไม่สำเร็จ เช่น ใช้มือบีบคอไว้ แต่ดิ้นหนีหลุดไป เป็นต้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเป็นเพียงการพูดคุยสนุกปากของบางคน คำพูดมิใช่อาวุธที่จะฆ่าคนได้ในโลกแห่งความเป็นจริง การพยายามฆ่าคนทางอากาศด้วยคำพูดจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย คำพูดที่ใช้เป็นความผิดได้ก็แค่พูดจาข่มขู่คนอื่นให้กลัวซึ่งอาจเป็นความผิดลหุโทษซึ่งยังต้องดูองค์ประกอบอื่นว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ถ้าเข้าครบทุกองค์ประกอบ ตำรวจคงจับปรับเงินหรือขังคุกไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอหมายศาลเพื่อจับคนที่ใช้คำพูดเพื่อพยายามฆ่าทางอากาศอย่างแน่นอน

                ถาม       คำพูดว่า “ทุกคนไม่มีวันหนีพ้นความตายได้ ชาวบ้านหรือนายกฯก็หนีไม่ได้ สุดแต่ว่าจะตายด้วยโรคภัย ด้วยปืน หัวใจวาย ตกใจตายเพราะเสียงประทัด” เมื่อนำไปพูดทางวิทยุ ถือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าทางอากาศหรือข่มขู่ชีวิตได้ไหม ?

               ตอบ       ตัวอย่างคำพูดดังกล่าวเป็นหลักสัจธรรมทางพุทธศาสนาและเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มิอาจถือเป็นคำข่มขู่เอาชีวิตของใครได้ เพราะเป็นที่ยอมรับกันทั้งโลกแล้วว่า ความตายคือจุดปลายทางของชีวิตมนุษย์โดยไม่แบ่งชนชั้น นอกจากนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการพยายามฆ่าทางอากาศด้วยเพราะไม่มีทางที่คำพูดนี้จะเป็นเหตุโดยตรงให้ผู้ใดตายได้และไม่มีกฎหมายบัญญัติความผิดฐานนี้ไว้

 

************************

11/26/2009

อยากมี อยากได้ ไม่อยากเลี้ยง

อยากมี  อยากได้  ไม่อยากเลี้ยง

 

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

สภาพครอบครัวไทยจากครอบครัวใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยวทำให้การแตกแยกของสามีภรรยาเกิดขึ้นง่ายเพราะขาดคำแนะนำจากผู้ใหญ่ ความยับยั้งชั่งใจมีน้อยลง มีกรณีศึกษาที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวซึ่งแพร่หลายในสังคมไทย คือ คนอยากมีเมีย มีลูก แต่ไม่อยากเลี้ยงหรือรับผิดชอบใดๆ มักเกิดกับผู้ชายที่มีความเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบ หากภรรยาเป็นแม่บ้านอ่อนแอแล้วพบสามีประเภทนี้ต้องพบความลำบากใจยิ่งเมื่อภาระทุกอย่างตกอยู่ที่เธอ ส่วนสามีก็เริงร่าหาความสุขฝ่ายเดียว การแต่งงานคือความรับผิดชอบในชีวิตของคู่สมรส เมื่อมีลูกเป็นสายโซ่คล้องหัวใจและเป็นตัวแทนของคู่สมรส บิดามารดาก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตและอนาคตของเด็กชายหรือเด็กหญิงร่วมกัน มันกำหนดไว้ในกฎหมายไทยด้วย ดังนั้น ก่อนชายหรือหญิงจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต้องยอมรับหน้าที่ในกฎหมายที่พึงมีต่อกันด้วย ถ้าคิดว่ารับผิดชอบไม่ได้หรือไม่อยากรับภารกิจนั้น ก็ต้องยับยั้งชั่งใจและไม่ทำลายชีวิตของอีกคนให้เป็นบาปกรรมติดตัว

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์หมวดครอบครัว กำหนดว่า สามีภรรยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ความหมายคือ เมื่อชายหญิงแต่งงานกันตามกฎหมาย หมายถึง จดทะเบียนสมรสกับเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องมีหน้าที่คือ ดูแลเลี้ยงดูเอาใจใส่คู่สมรสให้มีความสุขตามอัตภาพ มันช่วยส่งเสริมให้คู่สมรสมีความรับผิดชอบและสร้างความแข็งแกร่งให้สถาบันครอบครัวไทยชัดเจน  แต่สภาพสังคมไทยวันนี้ชายจำพวกหนึ่งมีความเห็นแก่ตัวอย่างไม่ละอายใจเมื่ออยากมีเมีย มีลูก เพื่ออวดสังคมหรือความหลงตน แต่ไม่ต้องการรับผิดชอบต่อเธอหรือลูก ถ้าเรียกภาษาชาวบ้านคือ ทอดทิ้ง จึงกลายเป็นภาระหนักของภรรยาที่ต้องพาชีวิตตนเองและลูกให้อยู่รอดเมื่อเจอสามีประเภทนี้

กฎหมายกำหนดหน้าที่รับผิดชอบให้สามีภรรยาแล้ว เมื่อไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องให้สามีปฏิบัติหน้าที่ในกฎหมาย การตีความคำว่า อุปการะเลี้ยงดู ต้องขึ้นอยู่ข้อเท็จจริงและประเพณีปฏิบัติต่อกัน ตัวอย่างเช่น ชายให้เมียรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านแล้วเบิกจากเขาทีหลังทั้งที่เมียไม่ได้ทำงานและเขาไม่เคยให้เงินไว้ใช้จ่าย ทำให้เธอส่งใบเรียกเก็บเงินให้เขาเพื่อขอเงินไปจ่ายทีหลัง กลับโดนเขาด่าตำหนิว่าทำให้อับอายเพราะคนอื่นคิดว่าเขาไม่มีเงินจ่าย การทะเลาะจึงมีขึ้นทุกเดือนด้วยเรื่องนี้ อีกปัญหาหนึ่ง คือ ชายให้เงินแก่เมียสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้านที่น้อยกว่าความเป็นจริง แล้วบอกว่าถ้าจ่ายเกินต้องไปหาใช้เองหรือขอจากเขาก็ต้องจ่ายเงินคืนทุกบาททุกสตางค์ หรือ ถ้าใช้เงินของเขาก็ต้องนำเงินมาคืนเขาเร็วที่สุด มิฉะนั้น จะคิดดอกเบี้ย ปัญหาเหล่านี้จะเข้มข้นขึ้นเมื่อภรรยาเป็นแม่บ้านที่ไม่มีงานอื่นทำเลย หากสังเกตให้ดีจะเป็นความตั้งใจของสามีที่บีบคั้นภรรยาให้อยู่อัตคัตและสะใจที่ควบคุมเธอได้ สิ่งที่พวกเธอจะได้รับต่อไป คือ ความไม่ซื่อสัตย์ของสามีด้วยข้ออ้างว่าเบื่อหน่ายชีวิตครอบครัวที่ภรรยาไม่ช่วยทำมาหากินด้วยหรืออ้างว่าทัศนะในการใช้ชีวิตแตกต่างกัน แรงบีบคั้นจะเพิ่มขึ้นถึงการทำร้ายร่างกายเมื่อภรรยาดื้อดึงไม่ยอมตกลงหย่าตามคำสั่งของเขา ส่วนภรรยามีหลายสาเหตุที่ไม่อยากหย่า เช่น เกรงจะดำรงชีพไม่ได้เพราะขาดความมั่นใจในตัวเองหลังจากเลิกร้างการทำงานมานาน กลัวสถานภาพหญิงม่าย ต้องการแก้แค้นที่อีกฝ่ายมีชู้ ข้อเสนอไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินตามกฎหมายเมื่อหย่ากัน และอื่นๆ

นอกจากบีบคั้นภรรยาโดยอาศัยเงินทองที่เขามีมากกว่าแล้ว ภรรยาประเภทนี้ยังต้องทนต่อคำพูดตำหนิติเตียนสารพัดอันเป็นการลดทอนคุณค่าของภรรยาจนบางครั้งนำไปสู่โศกนาฏกรรมฆ่าตัวตายของหญิงเพราะรู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าต่อสามีและต่อโลกใบนี้แล้ว สารพัดวิธีบีบคั้นได้ลามไปถึงลูกของคู่สมรสด้วยโดยชายทิ้งให้เป็นภาระของภรรยา ด้วยข้ออ้างว่างานเลี้ยงลูกเป็นของภรรยา ส่วนสามีต้องทำงาน เมื่อเหนื่อยก็ต้องพักผ่อน ค่าใช้จ่ายที่ภรรยาเบิกเพื่อเลี้ยงลูกจะถูกบ่นว่า สิ้นเปลือง ถ้ามีญาติตนหรือภรรยาให้เงินมาจะชอบใจมากว่าเขาไม่ต้องจ่ายแล้ว และอยากได้ของคนอื่นมาใช้ในครอบครัวแทนที่จะหาซื้อเองอันเป็นความเห็นแก่ตัวของชายที่แสดงชัดขึ้นเมื่อแต่งงานกันแล้ว

กฎหมายกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตรว่า บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร ถ้าบิดามารดาไม่ทำตามหน้าที่นั้น ผู้เสียหายหรือบุตรมีสิทธิ์ฟ้องบังคับให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบได้ทุกเวลา ตัวอย่างเช่น บิดาไปอยู่กับเมียน้อยโดยไม่ยอมส่งเงินค่าเรียนหนังสือให้บุตร มารดาของบุตรย่อมใช้สิทธิแทนบุตรเรียกร้องให้บิดาจ่ายเงินค่าเรียนนั้น ถ้าไม่มีหรือไม่จ่ายก็บังคับยึดทรัพย์ได้ เป็นต้น อันที่จริงกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้คู่สมรส บิดามารดา แล้ว เพื่อส่งเสริมและเตือนย้ำให้มีความรับผิดชอบตามสถานภาพ แต่กฎหมายอย่างเดียวมิอาจแก้ไขปัญหาครอบครัวที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวได้ จำต้องเพิ่มจิตสำนึกและคุณธรรมแก่เขาตั้งแต่เด็กเพื่อให้รู้จักความรับผิดชอบต่อครอบครัวในวันหน้า ดังนั้น ถ้าอยากให้เด็กรู้จักความกตัญญู บิดามารดาต้องกระทำตนเป็นตัวอย่างแรกให้ลูกเลียนแบบและนำสิ่งที่ดีติดตัวไป

ไม่ว่าชีวิตครอบครัวจะเริ่มต้นด้วยความรัก ความใคร่ ความอยากเลียนแบบคนอื่น ก็ควรสำนึกในสถานภาพใหม่และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นด้วย เขาหรือเธอจึงต้องปรับตัวให้พร้อมกับสถานภาพและหน้าที่ใหม่ เวลาจะพิสูจน์เนื้อแท้ว่าคู่สมรสหรือบิดามารดามีความรับผิดชอบกับหน้าที่ตามกฎหมายหรือศีลธรรมมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเสมอ ดังคำกล่าวที่ผู้ใหญ่สอนลูกหลานว่า การแต่งงานเหมือนกับการเลือกซื้อลอตเตอรี่ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าเขาหรือเธอจะเป็นคนดี คนเก่ง คนรวย ดังภาพที่เห็นก่อนแต่งงานกันและจะเป็นเช่นนั้นตลอดกาล จึงควรเตรียมตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเสมอและไม่ควรตั้งความหวังให้สูงเกินไปเพราะถ้าพบความผิดหวัง อาจทำลายพลังใจของตนลง

ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นและมักเป็นต้นเหตุให้เกิดการข่มเหงในครอบครัวขึ้น คือ การไม่ควบคุมสัญชาตญาณเถื่อน อันหมายถึง การข่มเหงคนอ่อนแอ จึงมักได้ยินข่าวว่า สามีทุบตีทำร้ายหรือฆ่าภรรยาซึ่งสังคมถือว่าเพศหญิงเป็นเพศอ่อนแอ น้อยข่าวที่ภรรยาจะเป็นคนข่มเหง อันเนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อแต่งงานแล้วมักไม่ทำงานอีก และใช้ชีวิตแม่บ้านอย่างเดียว จึงกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกข่มเหงหรือควบคุมง่ายด้วยความกลัวลำบากและขาดความมั่นใจตัวเองเพราะไม่ได้ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับผู้คนในสังคมน้อยลง เมื่อพบกับสามีที่เห็นแก่ตัวและขาดความรับผิดชอบจึงเป็นที่ระบายอารมณ์หรือแสดงความกร่างของเขาโดยปริยาย ชายประเภทนี้มักชอบกดขี่ทำลายตัวตนของภรรยาให้ต่ำลงเพื่อชดเชยปมด้อยในใจของเขา ตัวอย่างเช่น คนทำงานไม่เก่ง ขี้เกียจ ไปทำงานสายบ่อย โดนตำหนิติเตียนปัญหาจากที่ทำงานก็มักจะนำคำพูดของเจ้านายนั้นไปใช้กับภรรยาที่บ้านว่าเป็นคนแบบนั้นเพื่อชดเชยปมด้อยของตนโดยให้ภรรยาดูเป็นคนสุดแย่ มิใช่เขา คนไม่ยอมจ่ายเงินให้ภรรยาใช้ดูแลบ้านเพราะต้องการนำมันไปใช้เพื่อความสุขส่วนตัว เป็นต้น สิ่งที่เขากดขี่ข่มเหงนั้นล้วนมุ่งลดคุณค่าชีวิตของผู้หญิงให้ต่ำกว่าเขาและช่วยยกให้เขาดูยิ่งใหญ่ในบ้าน ทั้งที่เขาอ่อนด้อยในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งนี้ พฤติกรรมข่มเหงผู้อ่อนแอในบ้านมิได้มาจากฝีมือของผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็ทำกับผู้ชายได้ เพียงแต่มีน้อยกว่า การข่มเหงเพื่อแสดงความกร่างยังลามไปถึงเด็กในบ้านซึ่งเป็นลูกของคู่สมรสอีกด้วยเพราะเด็กเป็นคนอ่อนแอที่สุดในครอบครัวเสมอ

หากสมาชิกครอบครัวรู้จักให้เกียรติกัน มีน้ำใจต่อกัน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ สามีละทิ้งภรรยา บิดามารดาละทิ้งบุตร ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ การเตรียมตัวมิให้กลายเป็นเหยื่อในบ้าน คือ ชายหรือหญิงต้องไม่เป็นคนอ่อนแอด้วยการทำตนให้มีอนาคต หญิงที่คิดว่าแต่งงานแล้วจะเป็นแม่บ้านอย่างเดียว ไม่ทำงานอีกต่อไป สำหรับโลกยุคใหม่ชายหญิงมีสถานภาพทางสังคมเสมอภาคและภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมิอาจโยนภาระนี้ให้ฝ่ายใดฝ่ายเดียวรับผิดชอบ แม้แต่แนวคิดเดิมที่เน้นให้หญิงรับภาระดูแลบ้านเลี้ยงลูกฝ่ายเดียวยังเปลี่ยนไปด้วยการให้สามีภรรยาต้องช่วยกันทำงานบ้าน ดูแลลูก ร่วมกัน ดังนั้น ก่อนแต่งงานหญิงทำงานหาเงินเลี้ยงตนเองได้ แม้แต่งงานแล้วก็ไม่ควรละทิ้งงานอย่างเด็ดขาด มันจะเป็นจุดอ่อนที่สามีใช้ควบคุมหรือข่มเหงคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้หรือหาเงินเองไม่ได้ หากสังเกตครอบครัวที่สามีภรรยาทำงานหาเงินได้ มักไม่พบเจอเรื่องการข่มเหงกันด้วยเหตุเงินทอง เพราะมิใช่จุดอ่อน แต่จะเป็นปัญหาหนักของภรรยาที่เป็นแม่บ้านอย่างเดียว เมื่อถูกขู่ว่าจะหย่า ถ้าไม่ยอมให้ข่มเหงต่อไป เธอจำต้องทนทรมานแบกรับไว้คนเดียวแล้วยังลามไปถึงความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของลูกจากสามีหรือบิดาที่ไร้ความรับผิดชอบและจิตสำนึกของพ่อที่ไม่ใช่ผู้ประเสริฐด้วย ความทุกข์ของมารดาอาจระบายใส่ลูกอันทำลายสภาพจิตใจบริสุทธิ์ของเด็กได้ มารดาจึงควรเน้นแก้ปัญหาการข่มเหงโดยยืนหยัดด้วยความสามารถของตน มิใช่การพึ่งพาคนอื่น การตอบโต้ชายหรือหญิงที่อยากมี อยากได้ แต่ไร้ความรับผิดชอบ คือ อย่าทำตนเป็นคนอ่อนแอหรือมีจุดอ่อนให้น้อยที่สุด ชีวิตของท่านจึงมีความสุขได้ตามอัตภาพ แม่ลูกจะมีชีวิตสงบสุขได้ แม้จะมีสามีหรือบิดาที่ไร้คุณภาพก็ตาม

 

******************************

11/21/2009

ยิงปืนขึ้นฟ้า เจตนาฆ่าคน

ยิงปืนขึ้นฟ้า  อันตรายต่อชีวิต

เขียนโดย  แก้วมณี

 

วันหนึ่งได้ชมรายการตีสิบนำเสนอเรื่อง ผลพวงจากการยิงปืนขึ้นฟ้า อันเป็นด้านมืดที่หลายคนไม่เคยได้ยินหรือพบเห็นมาก่อน ทั้งที่ความเสียหายจากการยิงปืนขึ้นฟ้ามีมานานแล้ว แต่สื่อมวลชนไม่ค่อยให้ความสนใจนัก การยิงปืนขึ้นฟ้าครั้งนั้นเกือบคร่าชีวิตเด็กหญิงวัยสองขวบเนื่องจากกระสุนปืนตกทะลุต้นไม้แล้วพุ่งลงเจาะกะโหลกของเด็กน้อยที่ยืนใต้ต้นไม้ แทนที่จะตกลงดินตามปกติ แต่มันเจาะเข้ากะโหลกเด็ก หมอต้องรักษาชีวิตเด็กไว้ด้วยการผ่ากระสุนออกไปและจำต้องคว้านเนื้อสมองบางส่วนที่เสียหายออก เด็กหญิงต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายเพราะขาดสมองบางส่วนควบคุมให้ใกล้เคียงปกติที่สุด ร่องรอยบาดแผลยังปรากฏที่ศีรษะของเธอจนกระทั่งบัดนี้ อีกอย่างที่ฟังแล้วละเหี่ยใจกับงานสืบสวนหาที่มาของกระสุนปริศนาซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจ คือ ตำรวจรู้ชนิดกระสุนว่าเป็น .38 สเปเชียล ยิงทำมุม 45 องศา แต่ไม่เพียรพยายามจะหาทิศทางของกระสุนอย่างแท้จริงเพื่อจับคนยิงมาลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่น ต่อไปจะได้ไม่มีคนกล้ายิงปืนขึ้นฟ้ากันอีก เวลาผ่านมาสองปีแล้วคนยิงปืนยังเป็นปริศนาอยู่

อันที่จริงการค้นหาวิถีกระสุนระยะไกลโดยอาศัยหลักนิติวิทยาศาสตร์ในวันนี้ของไทยสามารถทำได้ง่ายขึ้นแล้วด้วยสารพัดเครื่องมือและหลักคำนวณต่างๆ หากต้องการค้นหาทิศทางของปืนและตามหาคนยิงกระสุนปริศนานัดนั้นทำได้แน่ การไม่เพียรพยายามจะหาคนยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วเกิดอันตรายต่อบุคคลมาลงโทษทำให้หลายคนไม่เคยทราบว่ากระสุนทำร้ายหรือฆ่าคนหรือไม่ การยิงปืนขึ้นฟ้าจึงยังทำอยู่ในงานรื่นเริงของต่างจังหวัดหรือในเมือง ส่วนคนที่ได้รับความเสียหายก็ยังเกิดสม่ำเสมอและเงียบหายไปเพราะตำรวจแจ้งว่าหาตัวคนร้ายไม่ได้ ทำให้ผู้เสียหายระอาใจจะแจ้งความเอาผิดอีก ทั้งที่ทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง หรือชีวิตคน ต้องสูญเสียเพราะกระสุนปริศนาเหล่านั้นเป็นประจำ บางคนนอนบนเตียงในบ้าน กระสุนปริศนาก็ทะลุหลังคามาเจาะร่างกายให้บาดเจ็บสาหัสหรือตาย บางคนยืนเล่นฟุตบอล จู่ๆก็ล้มลงเพราะกระสุนเจาะทะลุหัว บาดแผลบอกชัดว่ากระสุนมาจากมุมสูงอันหมายถึง บางคนยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วกระสุนมาตกลงที่จุดซึ่งพวกเขาใช้ชีวิตอยู่

ความเข้าใจผิดของคนชอบยิงปืนขึ้นฟ้าที่สืบทอดกันมา คือ กระสุนยิงขึ้นฟ้าก็จะหายสูญไป อันที่จริงแล้วทุกอย่างอยู่ในขอบเขตของหลักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น หลักแรงโน้มถ่วงของโลกต้องดึงทุกอย่างให้ลงต่ำเสมอ มันเป็นสัจธรรมที่คนยิงปืนขึ้นฟ้าลืมเลือนหรือไม่อยากเชื่อถือด้วยมั่นใจผิดๆในอานุภาพของปืน หลักดังกล่าวพิสูจน์ได้ง่ายคือ เราโยนลูกบอลขึ้นฟ้า มันต้องตกลงพื้นเสมอ ใครเคยเห็นลูกบอลลอยเหนือพื้นหรือหายไปในท้องฟ้า คำตอบคือ ลูกบอลตกพื้นทุกครั้งที่โยนมัน การยิงปืนขึ้นฟ้าก็เช่นเดียวกัน กระสุนต้องลงล่างเสมอ แต่จะไปโดนสิ่งใดหรือคนใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หลักฟิสิกส์กำหนดทิศทางการยิงไว้ว่า ถ้ายิงตรงขึ้นฟ้าทำมุม 90 องศา กระสุนจะตกลง ณ จุดเดิมที่ยิงหรือใกล้เคียงกัน ดังนั้น ถ้าคนยิงกระสุนในมุม 90 องศาแล้วยืน ณ จุดเดิม กระสุนจะตกลงเจาะทะลุศีรษะและร่างกายอย่างแน่นอน หากไม่ต้องการรับกระสุนนัดนั้นก็ต้องยิงทำมุม 45 องศา มันจะเพิ่มความแรงให้กระสุนแล้วยังเพิ่มระยะยิงให้ไกลขึ้นด้วย กระสุนนัดนั้นจะตกห่างจากจุดที่เรายืนอยู่ไกลมาก ทั้งนี้ไม่พ้นความสามารถในการพิสูจน์หาต้นทางการยิงด้วยหลักคำนวณได้ หากจะตั้งใจหาสถานที่แรกเริ่มของกระสุนย่อมทำได้ด้วยการรู้ชนิดและประสิทธิภาพของกระสุน ชนิดของปืน บาดแผลของผู้เสียหาย สภาพแวดล้อม นำข้อมูลเหล่านี้ไปคำนวณด้วยหลักฟิสิกส์จะมองเห็นพื้นที่ของการยิง เมื่อลากเส้นในแผนที่จะมองเห็นขอบเขตที่แคบลงในการหาเจ้าของปืน ตำรวจสามารถจับคนยิงกระสุนปริศนาได้ทันที วิธีการเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการพิสูจน์หากระสุนปริศนาที่ยิงจากที่อื่นไปโดนคนตายในจุดห่างไกลออกไปสำหรับคดีของต่างประเทศมาแล้ว แต่ไทยไม่ได้นำหลักวิชานี้มาใช้เลย ทำให้คนยิงปืนขึ้นฟ้าลอยนวลไปและสร้างความเข้าใจผิดว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าไม่สร้างความเสียหายแก่ใครมาถึงทุกวันนี้

การยิงปืนออกไปต้องมีจุดตกของกระสุนทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดลอยคว้างกลางอากาศได้ตามหลักแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อยิงปืนขึ้นฟ้าตามองศาต่างๆ กระสุนจะตกตามหลักนั้น ณ จุดที่กระสุนตกถ้าเป็นผืนดิน แม่น้ำลำคลอง ย่อมไม่สร้างความเสียหายใดๆ กรณีที่กระสุนตกลงเจาะทะลุหลังคาบ้านไปฆ่าคน ฆ่าสัตว์เลี้ยง มันจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น บางคนเถียงว่ายิงปืนโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ใครเสียหายหรือตาย ควรลงโทษแค่ประมาท คำพิพากษาของศาลมีสืบเนื่องกันมาว่า คนยิงปืนย่อมรู้ผลของการยิงกระสุนหรืออันตรายจากการยิงปืน จึงถือเป็นเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนอาจก่ออันตรายแก่ผู้อื่นหรือสร้างความเสียหายต่อทรัพย์ได้ มิอาจถือเป็นการกระทำโดยประมาทซึ่งหมายถึงเริ่มต้นการยิงโดยไม่รู้จักอันตรายของกระสุนมาก่อน การยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วกระสุนไปฆ่าคนจึงถือว่าเจตนาฆ่าคน

หลายคนที่ได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สินหรืออันตรายถึงชีวิตจากผลของกระสุนที่ยิงขึ้นฟ้าเพราะความคะนองหรือสนุกรื่นเริง ต่างต้องเศร้าโศกกับความสูญเสียหรือทนทุกข์ทรมานกับการเอาชีวิตรอดจากบาดแผลกระสุนนั้น ขณะที่เจ้าของปืนสนุกรื่นเริงเพียงชั่วคืนและไม่รับรู้หรือไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเขา ถือเป็นความไม่เป็นธรรมทางสังคม หลายคนก็มีความเข้าใจผิดอยู่ว่า ยิงปืนขึ้นฟ้าไม่สร้างความเสียหายแก่ใคร กระสุนที่ยิงขึ้นฟ้า มันหายสูญไป มิได้หวนกลับมาดังมุมเบอแรง เขาจึงไม่รับรู้ความทุกข์ทรมานของผู้บาดเจ็บหรือความสูญเสียของเครือญาติเหยื่อกระสุน ขอแนะนำให้คนชอบยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อความสนุกสนานหรืออวดตนได้ลิ้มรสความเจ็บปวดและสูญเสียด้วยตัวเองโดยชูปืนเหนือศีรษะทำมุม 90 องศาแล้วยิงกระสุน เจ้าของปืนต้องยืนอยู่ ณ จุดเดิม อึดใจต่อมาความเร็วของกระสุนจากหลักแรงโน้มถ่วงจะดึงมันลงต่ำมายังจุดที่ยิงปืนซึ่งเจ้าของปืนยืนรออยู่ จักพิสูจน์หลักแรงโน้มถ่วงเกี่ยวกับการยิงปืนได้ชัดว่า กระสุนของท่านจะดิ่งลงมาทะลุสิ่งกีดขวางสู่พื้น สิ่งกีดขวางกระสุนเวลานั้นคือ ร่างเจ้าของปืน เฉกเช่นเดียวกับเหยื่อกระสุนคนอื่น คราวนี้จะได้ลิ้มรสชาติความเจ็บปวด ห้วงเวลาทุกข์ทรมาน ของเหยื่อเหล่านั้น ถ้าท่านรอดชีวิตไปได้ ก็ต้องงดใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าอย่างแน่นอน

การยิงปืนอีกแบบหนึ่งที่ห่างไกลตาของคนเมืองอย่างมาก เนื่องจากคนไทยมักเห็นชีวิตสัตว์ต่ำค่ากว่ามนุษย์ จึงไม่สนใจกับการยิงชนิดนี้ การยิงในป่าเพื่อความสนุกสนานหรือการยิงเข้ารกเข้าพงเพื่อลองปืน กระสุนทุกนัดที่ยิงในป่าอาจโดนต้นไม้ สัตว์ป่าเล็กหรือใหญ่ก็ได้ บางครั้งการยิงได้พรากชีวิตแม่ลูกออกจากกันเพียงสนองความสนุกของคนใช้ปืนเท่านั้น พวกเขามักคิดปลอบใจว่า กระสุนเข้าป่าไปคงไปโดนต้นไม้ ไม่ซวยไปโดนสัตว์ ป่ามีสัตว์เดินเพ่นพ่านทั้งเล็กและใหญ่ การยิงปืนขึ้นฟ้าในป่ากระสุนอาจถูกนกที่กำลังบินหากินอยู่ก็ได้ แทนที่จะสงสารชีวิตสัตว์ที่ดับดิ้นกลับรื่นรมย์ที่คร่ามันได้ด้วยความบังเอิญ นี่เป็นความคิดของคนใช้ปืนยิงเล่นในป่า บางครั้งก็ยิงเข้ารกเข้าพงแล้วไปโดนเด็กที่นั่งถ่ายอุจจาระตายคาที่ ทำให้เขาต้องกลายเป็นฆาตกรไปในพริบตา

การมีปืนและรู้จักใช้อย่างปลอดภัยเพื่อปกป้องชีวิตและครอบครัวเป็นเรื่องที่ดี แต่ใช้เพื่อความสนุกสนานรื่นรมย์แล้วสร้างอันตรายแก่ชีวิตคนอื่นหรือสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของชาวบ้าน ถือเป็นเรื่องที่น่าประณามอย่างยิ่ง ถ้าตำรวจไม่จับเจ้าของกระสุนปริศนาจากการยิงขึ้นฟ้าเพื่อลงโทษให้ประจักษ์แก่ชาวบ้าน จักไม่สามารถหยุดยั้งความคิดผิดพลาดของคนยิงปืนขึ้นฟ้าได้เลย มันกลายเป็นการส่งเสริมคนกลุ่มนั้นโดยปริยาย ชาวบ้านจะเดือดร้อนต่อเนื่องไม่สิ้นสุด เมื่อหลักนิติวิทยาศาสตร์ไทยพัฒนาเยี่ยงชาติตะวันตกแล้วจึงควรนำมาใช้หาเจ้าของปืนใจคะนองเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ช่วยลดคนตาย คนบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย ลง ขอเตือนคนนิยมยิงปืนขึ้นฟ้าว่า กระสุนต้องตกลงสู่พื้นเสมอ แต่มันจะทำร้าย ทำลาย ชีวิตใครนั้น ไม่อาจบอกล่วงหน้าได้ แต่สมุดบาปในนรกบันทึกชื่อท่านไว้ว่า ฆ่าคนโดยเจตนาแล้ว ถ้าตำรวจจับคนยิงปืนขึ้นฟ้าได้ก็ต้องรับโทษฐานฆ่าคนโดยเจตนาซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ถ้าอยากยิงปืนก็ควรไปที่สนามยิงปืนที่มีระบบความปลอดภัยสูงแล้วยิงให้พอใจ อย่ายิงในที่สาธารณะอย่างเห็นแก่ตัว วันหนึ่งบาปกรรมตามสนองท่านหรือสมาชิกในครอบครัวอย่างเดียวกับที่ทำกับคนอื่น มันจะเป็นความสูญเสียและเสียใจอย่างสุดประมาณ เมื่อกระสุนปริศนาลอยจากฟ้าลงมาปลิดชีพของท่านหรือสมาชิกครอบครัวด้วยความคะนองของผู้อื่น

***********************************

11/18/2009

เหตุหย่าข้อ 6 ไม่เลี้ยงดูคู่สมรสจนเดือดร้อน

                    ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติเรื่องเหตุหย่า  ข้อ 6. สามีหรือภริยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

(โปรดติดตามข้อต่อไป)

 

 

หมายเหตุ

 

 

               กฎหมายกำหนดหน้าที่ของสามีภริยาจดทะเบียนสมรสไว้ว่าต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน หากฝ่ายใดไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย อีกฝ่ายย่อมฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูหรือใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ส่วนกรณีทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมายถึงทำตัวเป็นศัตรูหรือไม่เป็นมิตร โดยต้องมีความร้ายแรงอย่างมากและสร้างความเดือดร้อนเกินควรด้วย หากต้องอยู่ร่วมครอบครัวกันต่อไป ตัวอย่างเช่น ติดพนันและชอบขโมยสิ่งของในบ้านไปขายจนเกลี้ยง ขายลูกใช้หนี้เป็นขอทานหรือโสเภณี การถูกจับในคดีทางเพศที่น่าอับอายต่อสาธารณชน แอบอ้างหรือทำปลอมบัตรเครดิตของอีกฝ่ายเพื่อสร้างหนี้สินจนแทบล้มละลาย ทำร้ายร่างกายคู่สมรสเป็นอาจิณ เป็นต้น ฝ่ายที่จะฟ้องหย่าได้ต้องมิใช่ผู้ก่อเหตุและต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าไม่สมควรอยู่เป็นสามีภริยากันต่อไป มันจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลและพยานหลักฐานของผู้ฟ้องหย่าด้วย

 

**************************************

11/14/2009

ภาพลักษณ์ กับ ด้านมืด

ภาพลักษณ์ กับ ด้านมืด

 

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

ข้อมูลและข่าวสารสำหรับโลกไซเบอร์ในไทยวันนี้รวดเร็วและกว้างขวางอย่างมาก บางบ้านไม่มีโทรทัศน์ดาวเทียม ก็สามารถดูผ่านระบบอินเตอร์เนตหรือโหลดไฟล์เพื่อดูย้อนหลังได้ ทำให้หลายข่าวไม่เคยจางไปจากความทรงจำของคนไทย ดังเช่น ข่าวหนึ่งที่เปิดเผยในรายการทีวีดาวเทียมหรือทอล์คโชว์เกี่ยวกับประชาธิปไตย อันสร้างความสงสัยแก่คนไทยว่า ใครคือ ชายปริศนาที่ทวงเงินซึ่งเคยฝากไว้กับคนตายจากทายาทซึ่งกำลังร้องไห้เศร้าโศกกับการสูญเสียบุพการีพร้อมกันสองคนกลางงานศพ บัดนี้ ชายปริศนาเปิดเผยตนให้สาธารณชนรับทราบโดยคำบอกเล่าจากญาติคนตาย คำใบ้เกี่ยวกับชายปริศนาในรายการทำให้หลายคนหูตาสว่างที่ได้เห็นธาตุแท้ของชายคนนั้นภายใต้หน้ากากหรือภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อลวงสายตาประชาชนมานานหลายสิบปีสำหรับนักการเมืองคนนี้ อีกทั้งช่วยให้คนไทยตระหนักว่า การได้ยิน ได้เห็น เรื่องของบุคคลหรือสถานการณ์ใด อย่าเชื่อฝังใจว่า มันเป็นความจริงหรือ ตัวตนของเขา

เรื่องคาใจของคนไทยที่เล่าสืบทอดกันว่า นักการเมืองคนหนึ่งในพรรคเก่าแก่ไปทวงเงินฝากและดอกเบี้ยกลางงานศพเพื่อนดร.คนหนึ่งกับทายาทผู้ตาย ด้วยข้ออ้างว่าเคยฝากเงินหลายล้านบาทให้พ่อแม่ของทายาทมรดกครอบครองแทนโดยไม่ระบุว่าฝากเพราะอะไร ทั้งที่เมืองไทยมีสถาบันการเงินมากมาย แต่พ่อแม่เกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินตายทั้งคู่ จึงเกรงว่าทายาทจะเบี้ยวไม่ยอมจ่ายคืนเพราะไม่รู้จริงๆหรืออาจโกงเงินของเขาเนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของเงินจำนวนนั้น อีกทั้งที่มาของเงินอาจทำลายภาพลักษณ์นักการเมืองซื่อสัตย์สุดชีวิตซึ่งไม่อาจตอบคำถามของสังคมได้ถ้ามีการฟ้องคดีกัน เมื่อเขาได้รับเชิญไปร่วมงานศพฐานะเป็นเพื่อนคนใต้ด้วยกันมานาน พอจุดธูปเทียนคารวะผู้ตายแล้วก็เดินเข้าไปแสดงความเสียใจกับทายาทพร้อมกับพูดทวงเงินที่ฝากไว้ต่อหน้าญาติพี่น้องผู้ตาย อันทำลายความรู้สึกดีๆซึ่งเคยมีให้เขามาช้านานหมดสิ้น ทายาทของผู้ตายไม่ทราบเรื่องและตกใจมาก จึงขอผัดผ่อนเรื่องไปก่อนอันสร้างความหวาดระแวงใจแก่นักการเมืองอย่างมาก ต่อมาก็มีการเคลียร์เรื่องด้วยการคืนเงินหลายล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยแก่นักการเมืองคนนั้นด้วยเกรงในความปลอดภัยของชีวิต การทวงถามครั้งนั้นอาจมีการข่มขู่แทรกด้วยหรือไม่ คงมีแต่คนในเหตุการณ์ที่ตอบได้ชัดเจน ตามหลักกฎหมายถ้านักการเมืองไม่อาจแสดงกรรมสิทธิ์ในเงินที่อ้างเป็นของตน กฎหมายสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เงินในบัญชีผู้ตายตกเป็นมรดกแก่ทายาทของเขา นั่นหมายความว่า ทายาทจะได้รับเงินทั้งหมดไปฝ่ายเดียว แต่ความเสียใจและผิดหวังต่อเพื่อนของครอบครัวยังประทับในใจจนกระทั่งวันนี้ การทวงเงินกลางงานศพของเพื่อน เป็นมารยาทไม่ดีซึ่งคนในสังคมน่าจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง แต่นักการเมืองเก่าแก่คนนี้กระทำด้วยความหวั่นเกรงเงินสูญหายไปพร้อมกับความตายของเพื่อน ซึ่งกฎหมายกำหนดชัดว่า เงินของผู้ตายจะเป็นมรดกแก่ทายาท ขณะที่เขาเป็นนักกฎหมายด้วยไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของเงินและมีไม่ได้ด้วย ความกลัวจะสูญเงินทำให้เขาทำลายภาพลักษณ์ที่ดีในความรู้สึกของสมาชิกครอบครัวนั้น

คำเฉลยเกี่ยวกับชายปริศนาทวงเงินหลายล้านบาทกลางงานศพ คือ นักการเมืองที่สร้างภาพลักษณ์เป็นคนสุจริต ชีวิตสมถะ ยึดหลักประชาธิปไตยเต็มที่ และมีคำพูดติดปากเสมอว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เขาสร้างภาพเหล่านี้มาช้านานและเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงสุดด้วยภาพลักษณ์นั้น คนไทยเชื่อถือกับการแสดงออกของเขา คำเฉลยเกี่ยวกับชายปริศนาจากคำบอกเล่าของญาติผู้ตายทำให้มองเห็นด้านมืดว่า แท้จริงแล้วเขาก็เป็นมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหาเยี่ยงคนทั่วไป รู้จักปกปิดด้านมืดด้วยกลวิธีสารพัดแบบ ดังเช่นกรณีนี้นักการเมืองสุจริตย่อมไม่ควรมีทรัพย์สินสูงเกินควรแก่ฐานานุรูป โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยทำมาค้าขาย ไร้กิจการ ครอบครัวไม่มีสมบัติตกทอดหลายชั่วคน หรือรับราชการมาก่อน ควรมีมูลค่าทรัพย์สินเท่าใดก็สามารถเปรียบเทียบกับคนทำงานแบบเดียวกันได้ นักการเมืองที่มาจากครอบครัวยากจนและทำงานการเมืองตลอดชีวิตด้วยเงินเดือนนักการเมือง อีกทั้งตำแหน่งสุดท้ายยังเป็นอดีตผู้นำบ้านเมืองด้วย จึงคาดเดากันได้ว่า ควรมีมูลค่าทรัพย์สินแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินเดือนตามตำแหน่งที่เคยทำงานผ่านมา ดังนั้น การผ่องถ่ายโบนัสนอกรายได้ปกติ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้แนบเนียนที่สุดเพื่อรักษาภาพลักษณ์หรือปกปิดตัวตนแท้จริงไว้ วิธียอดนิยมของนักการเมืองที่กระทำสืบทอดกันมา สุดแต่ว่าใครจะทำได้เนียนกว่ากัน คือ การนำผลประโยชน์ทั้งเงินทองและทรัพย์สินอื่นไปฝากกับบุคคลที่ไว้วางใจได้ อาทิเช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน เป็นต้น เมื่อพ้นจากตำแหน่งพวกเขาจะคืนให้หรือมีการทยอยให้เจ้าของอย่างมีศิลปะ

วิธีถ่ายเทผลประโยชน์ไปอยู่กับบุคคลที่ไว้วางใจหรือใกล้ชิดนักการเมืองนั้น คนไทยสังเกตได้ง่ายจากภูมิหลังของครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัวว่า ถ้าครอบครัวนักการเมืองจนขนาดให้วัดเลี้ยงชีพหรือเป็นเด็กวัด พอเป็นนักการเมืองกลับมีบ้านเรือนใหญ่โต พี่น้องเลื่อนฐานะเป็นเศรษฐีอย่างเร็ว ลูกหลานเรียนเมืองนอกสบายๆทั้งที่เขาไม่ได้ทำงานอื่นซึ่งสามารถสร้างรายได้มหาศาลในเวลาไม่นานได้ มันเป็นข้อสันนิษฐานว่า เขาต้องมีผลประโยชน์พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนหรือเบี้ยประชุมของนักการเมือง อีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ นักการเมืองทำตัวเป็นคนสมถะ ไม่ค่อยมีข่าวคาว ก็ต้องมองภูมิหลังครอบครัวว่า ถ้ามาจากคนจนต้องให้วัดเลี้ยงลูก ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่เคยมีกิจการเป็นของตนเองหรือทำงานจริงจัง แสดงตนเป็นคนสมถะ ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง รับเงินเดือนนักการเมืองมาตลอดชีวิต แต่สมาชิกครอบครัวซึ่งมาจากพ่อแม่เดียวกันที่ยากจนมีบ้านใหญ่โตระดับเศรษฐีในกทม.และต่างจังหวัดทั้งที่บางคนทำงานสอนหนังสือหรือเป็นข้าราชการอย่างเดียว การคิดเทียบรายได้ของคนประเภทเดียวกันจักมองเห็นข้อไม่ปกติได้ชัดเจน การมีชีวิตสมถะอย่างที่เห็นนั้นอาจมีเรื่องซ่อนแฝงไว้ด้วยการถ่ายเทผลประโยชน์ไปอยู่กับสมาชิกครอบครัวเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของเขาไว้ใช้แสวงหาอำนาจบางอย่าง อันที่จริงจำนวนเงินที่นักการเมืองคนนี้ได้รับคืนจากทายาทผู้ตาย เขาจะถือเป็นนักการเมืองที่ร่ำรวยคนหนึ่ง แต่ชอบเสียงชมเชยของคนไทยว่า เป็นคนสุจริต รักชีวิตสมถะ ทั้งที่พูดได้ว่า เขาเป็นนักการเมืองที่ซ่อนด้านมืดแนบเนียนที่สุดแห่งยุคนี้ซึ่งหลอกลวงคนไทยให้หลงเชื่อได้ แล้วยังพูดประณามหยามเหยียดนักการเมืองอื่นในที่สาธารณะบ่อยว่า ไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน ความแตกต่างมีเพียง นักการเมืองบางคนถูกจับได้เพราะทำไม่แนบเนียนอย่างเขา คำถามคาใจ คือ ที่มาของเงินจำนวนนั้นเหมาะสมกับภูมิหลังความสมถะที่เสพย์เงินเดือนนักการเมืองมาตลอดชีพหรือไม่ เขาคนนั้นมีคำตอบอยู่แล้ว

เหตุการณ์ในงานศพครั้งนั้นเชื่อว่า สมาชิกครอบครัวผู้ตายมองเห็นธาตุแท้ของชายคนนี้ซึ่งอ้างตนเป็นเพื่อนสนิทของผู้ตายมาช้านานจึงเป็นที่ไว้วางใจอย่างมากในการฝากเงินพิเศษที่ได้รับจากงานการเมือง มันแสดงความสนิทสนมระหว่างเขากับคนตายได้ชัด ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่า เงินจำนวนนี้มาจากที่ไหน ได้มาอย่างไร เป็นของใคร และทำเพื่ออะไร เพียงแต่ความตายเกิดขึ้นกะทันหันและยังไม่มีการโอนกลับคืนเจ้าของเงินตัวจริง ทำให้นักการเมืองคนนั้นกลัวสูญเงินอย่างมาก จึงทวงเงินกลางงานศพอย่างไร้มารยาทและเห็นแก่ตัว เพราะเขาไม่มีหลักฐานทางกฎหมายยืนยันสิทธิได้ จึงต้องข่มขู่และแสดงตนต่อทายาทเจ้ามรดกให้เร็วที่สุด โชคดีที่ลูกของผู้ตายยังมีจิตใจบริสุทธิ์ แม้ตามกฎหมายจะถือว่าเป็นเงินของพวกเขา ก็ยอมคืนให้นักการเมืองคนนั้นเพื่อยุติเรื่องโดยเร็ว ภาพลักษณ์ที่นักการเมืองสร้างขึ้นให้คนในสังคมเห็นประจักษ์ตา อาจไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเขา คนไทยวันนี้จึงต้องฉลาดคิดว่า ถ้าเชื่อความเป็นเขา เชื่อนโยบายการเมืองของเขา แล้วเผื่อใจด้วยว่า เขายังเป็นมนุษย์มีกิเลส ตัณหา สุดแต่ใครจะควบคุมได้มากกว่ากัน ถ้าควบคุมไว้มิดชิดหรือใฝ่ดีจักไม่แสดงออกต่อสาธารณชนหรือใช้ศักยภาพไปทำลายล้างผู้อื่น คนไทยควรทราบว่า มีสิทธิเลือกตั้งนักการเมืองไปบริหารประเทศโดยพรรคเป็นผู้คัดเลือกเบื้องต้น จึงควรมองนโยบายของพรรคที่ทำเพื่อประชาชนหรือผลงานที่พรรคทำให้สังคมไทย อันเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ มิใช่เชื่อภาพลักษณ์ของบุคคลซึ่งสร้างหรือหลอกลวงกันได้ง่ายมาก ดังเช่น คนใช้ชีวิตสมถะ ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง มิได้หมายความว่าเขาละกิเลสตัณหาได้ แค่ซ่อนมันไว้แนบเนียนกว่าคนอื่นเท่านั้น จึงควรมองให้ลึกซึ้งถึงแก่นเนื้อแท้ โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานด้านครอบครัว คำบอกเล่าของเพื่อนพ้องที่เคยใกล้ชิดหรือสัมผัสเขามาก่อน และความเป็นวิญญูชนพึงมี พึงได้ เมื่ออยู่ในสถานภาพเดียวกัน

 

****************************

11/12/2009

คุมตน คุมบัตร ห่างไกลหนี้

คุมตน คุมบัตร ห่างไกลหนี้

เขียนโดย มณีอักษร

 

โลกยุคใหม่การใช้จ่ายเพื่อซื้อหาสิ่งของตามตลาด ห้างสรรพสินค้า และชำระค่าบริการต่างๆ มิจำเป็นต้องจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น การใช้เงินพัฒนารูปแบบหลากหลายขึ้น เช่น บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต บัตรเครดิต และอีกสารพัดชื่อ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสะดวกใช้จ่ายและลดการพกพาเงินสด สิ่งที่สถาบันการเงินจะได้รับตอบแทนเมื่อลูกค้าเลือกใช้บริการชำระเงิน คือ ค่าธรรมเนียม ซึ่งลูกค้าและร้านค้าต้องจ่ายแก่สถาบันการเงิน ในทางกลับกันความสะดวกสบายที่สถาบันหยิบยื่นนวัตกรรมทางการเงินให้ลูกค้าก็นำพาความเดือดร้อนมาให้ด้วย ถ้าไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในการใช้สารพัดบัตรเหล่านั้น

เจตนารมณ์ของสถาบันการเงินที่กระตุ้นให้ลูกค้าหันไปใช้บัตรชนิดต่างๆแทนการชำระด้วยเงินสดต้องอาศัยความอยากใช้จ่ายเงินและข้อเสนอต่างๆที่หนุนให้ลูกค้าใช้บัตร หากไม่รู้เท่าทันและควบคุมตนไว้ จักต้องกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นคนล้มละลายทางกฎหมายในท้ายที่สุด นวัตกรรมทางการเงินเกี่ยวกับความสะดวกใช้เงิน เช่น บัตรเดบิตนั้นเป็นการจ่ายเงินที่มีอยู่ในบัญชีออมทรัพย์และจ่ายได้ไม่เกินจำนวนเงินในบัญชี บัตรเครดิตก็เป็นการทดรองจ่ายเงินล่วงหน้าโดยสถาบันการเงิน ลูกค้าจะนำเงินสดมาชำระหนี้ภายหลัง เป็นต้น

วันนี้บัตรที่สร้างปัญหาแก่สังคมไทยมากที่สุด คือ บัตรเครดิต เนื่องจากใช้ชำระเงินที่เกินวงเงินที่ตั้งไว้กับสถาบันการเงินก็ได้ โดยยอมจ่ายดอกเบี้ยและสารพัดค่าธรรมเนียมกรณีพ้นเวลาชำระ แถมด้วยคุณสมบัติคล้ายบัตรเอทีเอ็มคือ การเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า ได้ มันกระตุ้นให้คนที่มีจิตอ่อนและไม่ประมาณตนรูดใช้บัตรอย่างไม่ยั้งและเป็นหนี้สินพอกพูนมหาศาล ท้ายที่สุดก็ถูกระงับบัตรหรือเป็นคนล้มละลายหมดอนาคตในสังคม

การใช้บัตรเคดิตในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความสะดวกสบายเป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่ต้องควบคุมตนเองและจิตใจให้ใช้บัตรเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์นั้นอย่างเดียว จึงเลี่ยงพ้นการก่อหนี้สินได้ เรามาเรียนรู้วิธีใช้บัตรเครดิตโดยไม่ก่อหนี้สินที่ทำได้ง่ายๆ ถ้ายึดมั่นทำต่อเนื่อง จักมีความสุขยาวนาน ไร้หนี้สิน ดังนี้

1 อย่าชำระเงินตามยอดขั้นต่ำ  เนื่องจากยอดเงินที่ไม่ชำระจะกลายเป็นหนี้สินสะสมหรือเงินกู้ของเดือนที่ค้างชำระบวกดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารชาติกำหนดให้สถาบันการเงินเรียกเก็บจากลูกค้าได้ คือ อัตรา 20 เปอร์เซนต์ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำยังไม่ถึง 3 เปอร์เซนต์ สถาบันฯจะได้กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งก็มาจากยอดเงินค้างชำระและดอกเบี้ยเงินฝากนี่เอง คนใช้บัตรควรกำหนดเงินใช้จ่ายไว้และไม่ใช้เกินกว่าศักยภาพการหาเงินของตน สิ่งที่ควรท่องจำไว้ คือ ชำระเงินในบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกงวด หากทำไม่ได้ เท่ากับสร้างยอดหนี้แบบดอกเบี้ยทบต้นจนกระทั่งหนี้ท่วมทับชีวิตให้อับเฉาด้วยเวลาไม่นานนัก ตัวอย่างเช่น ค้างชำระหนี้เดือนนี้ 100 บาท ก็ถูกบวกดอกเบี้ยเข้าไปเป็น 120 บาทเพื่อทบในเดือนถัดไป หากยังไม่ชำระอีกเงิน120 บาทจะบวกยอดหนี้ใหม่ 100 บาท เป็น 220 บาทที่จะถูกคิดดอกเบี้ยอีก 20 เปอร์เซนต์ทบไปเรื่อยๆจนกว่าจะจ่ายเต็มจำนวนหนี้ เป็นต้น

2 อย่ามีบัตรเครดิตหลายใบ เพราะเมื่อมีบัตรมาก ก็กระตุ้นให้ใช้เงินไม่ยั้ง บัตรแต่ละใบจะมีวงเงินจำกัดไว้ อย่างน้อยก็ช่วยควบคุมมิให้ใช้เงินมากนัก เนื่องจากวงเงินถูกกำหนดโดยอัตรารายได้ของเจ้าของบัตรที่สถาบันฯคาดว่าจะชำระเงินคืนได้ ถ้ารวมวงเงินในบัตรแต่ละใบแล้ว อาจมีจำนวนเงินที่เกินความสามารถหารายได้ของตนก็ได้  เช่น บัตร เอ ให้วงเงิน 200,000 บาท บัตร บี มีวงเงิน 100,000 บาท เท่ากับเจ้าของบัตรมีวงเงินใช้จ่ายแต่ละเดือน คือ 300,000 บาท ทั้งที่มีรายได้แค่เดือนละ 20,000 บาทเท่านั้น เป็นต้น จึงไม่ควรมีบัตรเครดิตหลายใบเกินไป มันช่วยเลี่ยงการใช้เงินเกินตัวได้

3 อย่าชำระเงินเรียกเก็บหนี้ในบัตรเกินกำหนดเวลา เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่ชำระเงินเกินวันที่กำหนดในบัตรจะถูกคิดค่าธรรมเนียมสารพัดชื่อ เช่น ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ประมาณ 500 บาทต่อครั้ง ลองคิดให้ดีว่าท่านเสียเปรียบแค่ไหนเมื่อธนาคารใช้โทรศัพท์เตือนให้ชำระเงินที่เกินเวลาไปหนึ่งอาทิตย์ แต่คิดค่าใช้จ่ายตามหนี้ 500 บาททั้งที่เสียค่าโทรศัพท์แค่ 3 บาทเท่านั้น เป็นต้น อีกทั้งเมื่อเกินกำหนดเวลาชำระหนี้ ยอดเงินที่เรียกเก็บจะกลายเป็นเงินต้นที่ต้องคิดดอกเบี้ยผิดนัด 20 เปอร์เซนต์ บวกค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ บวกค่าธรรมเนียมในชื่อต่างๆ บางครั้งยอดหนี้เงินแค่ 5,000 บาท พอชำระหนี้เกินกำหนดไปหนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนไม่ว่าเพราะลืมหรือเหตุใดก็ตาม ท่านอาจต้องจ่ายเงิน 10,000 บาทเพื่อกลบหนี้บัตรใบนี้ก็ได้

4 อย่าเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า สถาบันการเงินต้องการเสริมประสิทธิภาพให้บัตรเครดิตทำงานใกล้เคียงกับบัตรเอทีเอ็มด้วยเพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น มันมีความแตกต่างอย่างมาก คือ การใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินสดเป็นการถอนเงินออมของตัวเองจึงไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่การเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิตนั้น จะมีการคิดค่าธรรมเนียมถอนเงินสดซึ่งเหมือนกับเงินปากถุงกรณีขายฝากทรัพย์สิน เช่น ท่านใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจำนวน 100 บาท ธนาคารจะหักค่าธรรมเนียมถอนเงินไว้ 20 บาทซึ่งแต่ละธนาคารอาจมีอัตราคิดไม่เท่ากัน ท่านจะรับเงินจริงแค่ 80 บาท แต่ใบเรียกเก็บหนี้จะถือว่าท่านเป็นหนี้เงินกู้ 100 บาท แล้วคิดดอกเบี้ยด้วยอัตรา 15-20 เปอร์เซนต์จากยอดเงิน 100 บาท

การใช้บัตรเครดิตเพื่ออำนวยความสะดวกแทนการจ่ายเงินสดด้วยเงื่อนไขที่ดีเพียงใด ก็ควรเตือนใจเสมอว่า จงใช้บัตรตามวัตถุประสงค์นั้น มิควรใช้เพื่อการกู้ยืมเงินผ่านบัตรเครดิต ควบคุมตนให้มีวินัยการใช้บัตรอย่างเคร่งครัด สถาบันการเงินหารายได้จากการใช้บัตรเครดิตสร้างกำไรไปจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นจึงต้องออกโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้บัตรเครดิตเป็นระยะ คนฉลาดต้องเรียนรู้เท่าทันด้านมืดของบัตรเครดิตด้วย วันใดที่ใช้บัตรเครดิตอย่างขาดสติ มันจะกลายสภาพเป็นอสูรร้ายที่ปลิดชีพเจ้าของบัตรได้ จึงต้องรู้จักคุมตน คุมบัตร รับรองห่างไกลหนี้สิน ชีวิตเบิกบานกับนวัตกรรมนี้ได้ บัตรเครดิตมีไว้เพิ่มความสะดวกใช้จ่าย มิใช่เพิ่มหนทางกู้หนี้ยืมสิน อย่าใช้ผิดวัตถุประสงค์เด็ดขาดถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อของบัตรเครดิตและสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญที่ต้องจดจำด้วยว่าการพัฒนาเงินสดไปสู่บัตรเครดิตนั้น ด้านข้อมูลผู้ทำธุรกรรมการเงินที่ไม่มีวินัยและสร้างหนี้สินล้นพ้นตัวกลายเป็นหนี้เสียในสถาบันการเงินก็มีการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลหรือประวัติลูกค้าไม่ดีนี้ไว้เพื่อใช้เตือนภัยแก่สถาบันการเงินอื่นๆให้เพิ่มความระวังหรือระงับการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่มีหนี้สินเกินกว่าความสามารถหารายได้ของตนที่เรียกกันว่า สถาบันข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หากลูกหนี้คนใดมีชื่อหรือประวัติบันทึกในทางไม่ดีไว้ จะส่งผลต่อการทำธุรกรรมในอนาคตอย่างมาก วันนี้การรักษาอันดับเครดิตของตนจึงเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของคนไทยด้วย อย่าลืมว่าสักวันท่านอาจต้องซื้อผ่อนบ้านหรือรถยนต์ที่มีมูลค่าสูง เครดิตของท่านจะมีส่วนช่วยให้มีบ้านหรือรถได้ด้วยสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่ายขึ้น หากประเมินตนเองแล้วว่าไม่อาจรักษาวินัยการเงินหรือใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกใช้จ่ายเท่านั้น ก็ควรงดมีบัตรเครดิตและใช้เงินสดอย่างเดียว จักช่วยมิให้ก่อหนี้สินทำร้ายตนและครอบครัวได้

 

******************************

 

 
by 
by 
by 
by 
by 
by 
by